เซต จุ๋ยก้วยปูทะลักรวยล้นฟ้า

'อากู๋จุ๋ยก้วย' ของว่างจากเฉาโจว ปรับโฉมใหม่ทันสมัยและอร่อยมาก

สารภาพตามตรงว่าไม่เคยรู้จักของว่างชาวจีนที่ชื่อว่า “จุ๋ยก้วย” มาก่อนเลย รอบตัวคนจีนที่รู้จักก็ไม่เคยนำพาสิ่งนี้มาให้ได้ลิ้มลอง หรือพูดถึงให้เตะหูซักครั้ง

เพิ่งได้รู้จักจุ๋ยก้วยก็ตอนได้มาชิมที่ร้าน “อากู๋ 88” ของ คุณแมท-สุวิทย์ เอื้อศักดิ์ชัย ที่แวดวงมาร์เก็ตติ้งรู้จักกันดีในนามของนักสร้างแบรนด์มือทองนี่แหละค่ะ

ร้านอากู๋ 88 เพิ่งจะเปิดวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมานี้เอง แต่ประสบการณ์ทำร้านอาหารเจ้าตัวไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยเปิดร้านอาหารปักษ์ใต้ และขนมสโคนอันลือลั่นสนั่นกรุงมาแล้วภายใต้ชื่อร้าน “Sweet Burgundy Weekend Cafe” แต่ตัดสินใจยุติลงไป เพราะขายดีคนแน่นร้าน แล้วคุณแมทซึ่งมีหน้าที่การงานอีกหลายบทบาทเลยทำต่อไม่ไหว

มาตัดสินใจเปิดร้านครั้งใหม่ล่าสุดนี้ เพราะโชคชะตาได้มาพบกับ “คุณเปิ้ล-กรชนก โรจนโภควาณิชย์” มือทำกุยช่ายมากประสบการณ์จากตลาดพลูที่มาอบรมการสร้างแบรนด์กับคุณแมทช่วงก่อนโควิด-19 จะระบาด ได้ติดต่อเรื่อยมา พูดคุยถูกคอจนตกลงทำธุรกิจจุ๋ยก้วยร่วมกันในที่สุด

ช่วงที่พูดคุยให้คำปรึกษาระหว่างลูกศิษย์อาจารย์นั้น คุณแมทบอกคุณเปิ้ลแบบตรงไปตรงมาว่า จะทำแบรนด์กุยช่ายเป็นเรื่องยากมาก เพราะกุยช่ายก็คือกุยช่าย และมีขายทั่วทุกมุมเมือง เลยโยนไอเดียว่าทำจุ๋ยก้วยได้ไหม เพราะเป็นอาหารโปรดของคุณแมท โปรดปรานขนาดที่รู้จักขนมนี้ดีอย่างทะลุปรุโปร่ง ร้านเด็ดดังในเยาวราชตระเวนกินมาหมดแล้ว ที่สำคัญไปได้สูตรนึ่งแป้งขาว กับวิธีผัดไชโป๊มาจากอาม่าที่เมืองเฉาโจวอีกด้วย

จากนั้นลูกศิษย์อาจารย์จึงได้นำมาฝึกหัดทำกันเองจนได้สูตรเฉพาะของ “อากู๋จุ๋ยก้วย”

“อากู๋จุ๋ยก้วย” คือ จุ๋ยก้วยที่คุณแมทนำมาเสนอในรูปแบบใหม่ คือ มีทั้งแบบออริจินอลที่เป็นแป้งขาวเฉาโจวนึ่งกินกับไชโป๊และเห็ดหอมผัด รสชาติเค็มๆ หวานๆ กินเพลิน

และรูปแบบใหม่ที่นำแป้งมาเติมสี 6 สี ที่สำคัญมาจากธรรมชาติทั้งหมด โดยสีชมพูมาจากแก้วมังกร เหลืองมาจากขมิ้น ส้มจากแครอต สีม่วงจากอัญชันที่ใส่น้ำมะนาว ฟ้าจากอัญชัน เขียวจากใบเตย

ส่วนของแป้งสีนี้เรียกว่าแป้งสีลั่กไช้ เป็นความเชื่อคนจีนเรื่องสีมงคล

ส่วนเครื่องก็มีการเพิ่มความน่าสนใจด้วยการใส่ หมูสับ กุ้งสับคลุกมันกุ้ง เต้าหู้ ลงไปด้วย และอีกอย่างที่คนร้องโอ้โฮ คือ จุ๋ยก้วยปูทะลัก ที่แม่ครัวเล่นโปะปูใส่มาบนแป้งแบบทะลักล้นจริงๆ

ส่วนน้ำจิ้มต่างๆ ก็ล้วนคัดคุณภาพและพิถีพิถันสุดสุด เริ่มจากซีอิ๊วก็เป็นซีอิ๊วปรุงเองเคี่ยวเอง พริกน้ำส้มคัดพริกจินดาแดงนำมาตำไม่ปั่น กระเทียมเจียวนำมาบดและเจียวเองทุกขั้นตอน

ความโดดเด่นของเครื่องจุ๋ยก้วยที่นี่ คือ การผัดแบบแห้งไม่แฉะน้ำมันเหมือนเจ้าอื่นๆ เพราะสิ่งที่เน้นที่สุด คือ  เรื่องสุขภาพ

คุณแมทบอกว่า ดั้งเดิมจริงๆ มีแค่แป้งขาว ส่วนเครื่องมีแค่ไชโป๊กับเห็ดหอม เราก็มาคิดท็อปปิ้งใหม่หมด ซึ่งต้นตำรับบางเจ้าจะเคี่ยวไชโป๊เห็ดหอมจนเหนียวจนแยกไม่ออก แต่เรามองว่าเทกเจอร์มันต้องน่ารับประทาน และต้องเพื่อสุขภาพจึงต้องทำให้น้ำมันแห้งที่สุด ไม่ใช่ตักเข้าปากมีแต่น้ำมัน

คุณเปิ้ลที่ได้รับโจทย์นี้ไปจึงกลับไปทำอยู่หลายรอบจนลงตัวในที่สุด

คุณเปิ้ลบอกว่า ตอนเด็กๆ ที่เราเห็นหรือโตมาจะใช้น้ำมันเยอะ เหมือนต้มในน้ำมัน แล้วจะง่ายในการทำ แต่เราเน้นสุขภาพ เลยใช้น้ำมันรำข้าวในการผัดเครื่อง และไม่ใช้เยอะ อาจจะเสียเวลาหน่อย เพราะต้องใจเย็น ค่อยๆ ผัด ผัดเห็ดให้หอมก่อนแล้วลงไชโป๊ลงไป ผัดจนเรารู้สึกว่าแห้งก็ใช้ได้

ส่วนแป้งก็นุ่มละมุนลิ้นมากๆ เพราะทุกอย่างที่นี่ทำแบบโฮมเมดจริงๆ

คุณแมท-สุวิทย์-เอื้อศักดิ์ชัย
จุ๋ยก้วยแป้งสีที่เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ
เซตมาเดี่ยวรวยคนเดียว

คุณเปิ้ลบอกว่า แป้งต้องนวดด้วยมือ ทำทีละพอร์ชั่นเล็กๆ เพื่อควบคุมคุณภาพ นำไปผสมน้ำแล้วเทหยอดทีละถ้วยๆ นึ่งด้วยเวลาที่เหมาะสมจนได้แป้งที่นุ่มกินอร่อย

สำหรับเมนูที่ร้านจะเสิร์ฟเป็นเซต โดยมีจุ๋ยก้วยเป็นหลัก และมีอาหารนึ่งอื่นๆ เป็นตัวเสริม ถ้าใครไปรับประทานที่ร้านจะมีให้เลือกทั้งหมด 5 เซต

เซตแรก “มาเดี่ยวรวยคนเดียว” 188 บาท ประกอบด้วย จุ๋ยก้วยแห้งสีลั่กไช้ 8 ชิ้น ไชโป๊เห็ดหอมหมูสับ 1 ถ้วย ขนมจีบสุขภาพหยิบหยางงาดำรำข้าว 3 ชิ้น และน้ำชาจีนร้อน 1 กา

เซตที่ 2 “มาเป็นคู่รวยด้วยกัน” 388 บาท ประกอบด้วย จุ๋ยก้วยแป้งขาว และแป้งสีลั่กไช้ 15 ชิ้น ไชโป๊เห็ดหอม 1 ถ้วย ไชโป๊เห็ดหอมกุ้งสับ 1 ถ้วย ขนมจีบงาดำรำข้าว 2 ชิ้น ก๋วยเตี๋ยวหลอดห่อทรัพย์ 1 ชิ้น น้ำชาจีนร้อน 1 กา และน้ำเก๊กฮวย 2 ขวด

เซตสี่สหายมหามงคล

เซตที่ 3 “สี่สหายมหามงคล” 888 บาท ประกอบด้วย จุ๋ยก้วยแป้งขาว 12 ชิ้น จุ๋ยก้วยแป้งสีลั่กไช้ 12 ชิ้น ไชโป๊เห็ดหอม 1 ถ้วย ไชโป๊เห็ดหอมเต้าหู้ 1 ถ้วย ไชโป๊เห็ดหอมหมูสับ 1 ถ้วย ไชโป๊เห็ดหอมกุ้งสับ 1 ถ้วย ขนมจีบงาดำรำข้าว 8 ชิ้น ก๋วยเตี๋ยวหลอดห่อทรัพย์ 3 ชิ้น กุยช่ายอัญชัน 4 ชิ้น น้ำซุปรากบัว 4 ถ้วย น้ำชาจีนร้อน 1 กา และน้ำเก๊กฮวย 4 ขวด

เซตที่ 4 “จุ๋ยก้วยปูทะลักรวยล้นฟ้า” 888 บาท ประกอบด้วย จุ๋ยก้วยแป้งขาวและจุ๋ยก้วยแป้งสีลั่กไช้รวม 35 ชิ้น ไชโป๊กุ้งสับ 1 ถ้วย เนื้อปูทะเลสดชิ้นใหญ่ 1 ถ้วย น้ำซุปรากบัว 2 ถ้วย น้ำชาจีนร้อน 1 กาและ น้ำเก๊กฮวย 2 ขวด

เซตที่ 5 “กู๋แมทท์พารวย” 388 บาท อาหารในเซตประกอบด้วย จุ๋ยก้วยแป้งลั่กไช้ 8 ชิ้น ไชโป๊เห็ดหอมเนื้อปูก้อน 1 ถ้วย กุยช่ายอัญชัน 2 ชิ้น และน้ำชาจีนร้อน 1 กา

สำหรับที่ร้าน เปิดเพียง 2 วัน คือ วันศุกร์กับเสาร์ เวลา 11.00-15.00 น. มาไม่ยากอยู่ในซอยลาดปลาเค้า 18 บ้านเลขที่ 88 เปิดกูเกิลแมพส์มาได้เลย แต่อาจจะหาที่จอดรถยากหน่อย สามารถจอดแปะได้ตามกำแพงค่ะ แต่ถ้าใครไม่ถนัดเปิดกูเกิล ให้ตรงเข้ามาที่ลาดปลาเค้า 18 เกือบสุดซอย จะเจอแยกระหว่างตึกให้เลี้ยวขวาสุดทางจะเจอร้านเลย สังเกตประตูสีเข้มบานใหญ่ไม่เหมือนใคร

ส่วนดิลิเวอรี สั่งได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-17.00 น. ดูรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊ก RKU_CHWEEKUEH ไลน์แมน อากู๋ จุ๋ยก้วย ไลน์แอด @rku2465 หรือโทร 09-4956-5965, 09-9222-9956

ก๋วยเตี๋ยวหลอดสูตรเฉพาะชิ้นอวบอ้วน
กุยช่าย
จุ๋ยก้วยแป้งสี และ แป้งขาว โรยหน้าด้วยเนื้อปูชิ้นใหญ่เต็มจาน
ขนมจีบหมูงาดำ
ไขโป๊เห็ดหอมหมูสับ มันกุ้ง และกุ้งสับ
ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
ตำเส้นเล็กหลวงพระบาง

ชวนชิมร้านเผ็ดเผ็ด อีสานแท้มีคอนเซ็ปต์

มีร้านอาหารอีสานแท้ๆ อยู่เจ้าหนึ่งชื่อว่า เผ็ดเผ็ด ปิ่นโตเถาเล็กเพิ่งไปชิมเป็นครั้งแรก ติดใจเหมือนรักแรกพบ คอนเซ็ปต์แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร รสชาติอีสานแท้น่าทึ่งและประทับใจมากๆ

เจ้าของร้านคือหนุ่มจากนครพนม ชื่อว่าน้องต้อม ณัฐพงศ์ แซ่หู อดีตวิศวกร เข้าครัวทำอาหารกับคุณแม่ตั้งแต่ยังเด็ก ได้มาเปิดร้านในเมืองกรุงกับเพื่อนชื่อน้องโอม เมื่อ 4 ปีก่อน

ตอนนี้เผ็ดเผ็ดมีทั้งหมด 4 ร้าน แต่ละแห่งนั้นมีเมนูไม่ซ้ำกันถึง 80% สาขาแรกที่ ซ.พหลโยธิน 8 (สายลม) นั้นเล็กมาก ตอนนี้เน้นเมนูอาหารจานเดียว (ข้าวผัดปู กะเพราปูอร่อยมาก) ให้ซื้อกลับบ้าน (มีโต๊ะให้นั่งแค่ 2 ตัว) ส่วน เผ็ดเผ็ดคาเฟ่ ย้ายไปอยู่ใน ซอยประดิพัทธ์ 20 เน้นอาหารอีสานง่ายๆ จากนครพนม เช่น ลาบ ส้มตำ ถัดมาคือ เผ็ดเผ็ด กราวด์ (Phed Phed ground) ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม โครงการ 3 แนวอีสานลึกๆ แท้ๆ ไม่มีรสหวาน ใช้ปลาร้าโหน่งกลิ่นแรงๆ มีเมนูบ้านๆ เช่น ปิ้งปลาแดก

กับร้านที่จะแนะนำในคราวนี้ชื่อ เผ็ดเผ็ด บิสโทร (Phed Phed Bistro) อยู่ที่ The Circle ราชพฤกษ์ ตรงข้ามกับร้านโอ้กะจู๋ ด้านหลังสตาร์บัคส์ (ที่นี่จอดรถฟรี 3 ชั่วโมง) เน้นเมนูอีสานเอาใจตัวเองชอบกินที่บ้าน ขอบอกว่าอร่อยเด็ดทุกเมนู มีเมนูเอกลักษณ์มากมาย

ที่นี่โดดเด่นด้วย ส้มตำหลวงพระบาง มีทีเด็ดคือ ปลาร้าหลวงพระบาง ที่นำปลาร้ามาผสมกับกะปิและน้ำปูหรือน้ำปู๋ของทางเหนือ กลายเป็นปลาร้าแซ่บนัวมากที่สุดเท่าที่เคยกินมา

เมนูห้ามพลาดเลยคือ ตำหลวงพระบาง (130 บาท + ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) ใส่มะละกอฝานเป็นแผ่นๆ มะเขือส้ม มะเขือตอแหลสีม่วงๆ และมะอึก ปรุงด้วยพริกลาวหรือพริกกะเหรี่ยงและพริกขี้หนู อีกทั้ง ตำเส้นเล็กหลวงพระบาง (130 บาท+) ใส่ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กหนึบๆ และมะเขือสีดา คลุกน้ำปลาร้าชุ่มโชกหอมนัวจริงๆ และมีตำตามฤดูกาลในช่วงนี้คือ ตำกระท้อนหลวงพระบาง (170 บาท+) ได้รสหวานอมเปรี้ยวสุดยอด แกล้มมะเขือพวงกับมะเขือตอแหล

ซึ่งส้มตำนั้นสามารถสั่งความเผ็ดได้ 5 ระดับ คือเบอร์ 0 ไม่ใส่พริก เบอร์ 1 เผ็ดน้อย ใส่พริก 4-8 เม็ด เบอร์ 2 เผ็ดปกติ ใส่พริก 8-20 เม็ด (แนะนำระดับนี้) เบอร์ 3 เผ็ดมาก ใส่พริก 20-50 เม็ด และเบอร์ 4 เผ็ดมากที่สุด ใส่พริก 50-100 เม็ด ปากไหม้กันไปเลย

ส่วนส้มตำอื่นๆ มีมากมายถึง 50 อย่าง ถ้าเป็นพวก ตำปลาร้า จะใส่ปลาร้าแบบปกติ ขอแนะนำ ตำด้องแด้ง ผักลวก (120 บาท+) อ่านว่า ด๊องแด๊ง หมายถึงขนมจีนเส้นสดบีบเป็นเส้นขาวๆ อวบๆ อีกทั้ง ตำสับปะรดปลาร้า (120 บาท+) ไม่ใส่เส้นมะละกอ รสเปรี้ยวอมหวานเข้ากันดี

ต่อด้วยหมวดตำน้ำปลา มี ตำหมูตกครก (180 บาท+) คือตำไทยใส่คอหมูย่าง และ ตำสับปะรดน้ำปลา (120 บาท+) ตำผลไม้แบบตำไทย ซึ่งถ้าชอบเปรี้ยวจะมีมะนาวให้บีบเพิ่มเอง

คุณแม่น้องต้อมหมักปลาร้านานถึง 2 ปีแล้วส่งมาให้ ซึ่งน้องต้อมนำเทคนิคสมัยใหม่ ซูวี้ด (Sous Vide) คือปรุงปลาร้าให้สุกอย่างช้าๆ ในอุณหภูมิต่ำนาน 10 ชั่วโมง จนได้กลิ่นหอมๆ และเนื้อปลาร้าละลายให้ความชุ่มฉ่ำ จากนั้นนำไปต้มอีก 5 ชั่วโมง

ตำหลวงพระบาง
ตำหมูตกครก
ลิ้นวัวย่าง

จึงขอแนะนำ เกาเหลาปลาร้ากุ้งสด (260 บาท+) ใช้กุ้งขาวสดและปลอดสาร เคลือบน้ำปลาร้าปรุงได้แซ่บสุดสุด น่าเสียดายเกาเหลาปูม้าสดอีกเมนูยอดฮิตหมดเสียนี่ ถ้ามีต้องสั่งด้วย

แก้เผ็ดด้วยของทอดปิ้งย่าง มีเมนูขั้นเทพ ลิ้นวัวย่าง (390 บาท+) ใช้ลิ้นวัวส่วนก่อนถึงโคนลิ้น (มันจะไม่มากเกินไป) หมักเกลือ ซีอิ๊วราชบุรีตราเสือ และซีอิ๊วตรากุหลาบ แล้วซูวี้ดนาน 12 ชั่วโมงจนนุ่ม แต่ละวันมีไม่เยอะ ไส้ย่าง ก็สุดยอด (180 บาท+) นุ่มหอม ตุ๋นไฟอ่อนนาน 8 ชั่วโมง หมักต่อและนำไปย่างเตาถ่าน อีกทั้ง ปลาดุกย่าง (160 บาท+) หมักกับน้ำตาลมะพร้าวและเครื่องต่างๆ หอมตะไคร้ แกล้มด้วยผักดอง

ส่วนของทอด ห้ามพลาด สามชั้นทอดน้ำปลา (230 บาท+) คล้ายวิธีกงฟี (Confit) ของฝรั่งเศส ตุ๋นไฟอ่อนในน้ำมันหมู จนหนังนุ่มสุดสุด กัดแล้วมีน้ำมันหอมๆ ออกมา อีกทั้ง กากป๊อป (120 บาท+) คือส่วนมันที่เลาะจากคอหมูย่าง เอามาตุ๋นแล้วทอดแล้วต้มแล้วหมักแล้วทอดใหม่จนชิ้นเล็กๆ กรอบๆ กินเพลิน และ ไก่บ้านทอด (280 บาท+) ใช้ไก่ตะเภาจากสุพรรณ ซูวี้ดกับดอกเกลือ 3 ชนิดนาน 10 ชั่วโมง ทอดจนแห้งกรอบ ทีเด็ดยังอยู่ที่แจ่ว มีให้เลือกจิ้มมากมาย ทั้งแจ่วมะขาม แจ่วขิง แจ่วสมุนไพรใส่พริกป่น และแจ่วมะอึก บางเมนูมีแจ่วมะเขืออีกด้วย

สามชั้นทอดน้ำปลา

และที่ขาดไม่ได้คือเมนูตับอร่อยสุดในสามโลก ทั้ง ตับคั่วโหระพา ตับผัดพริก และ ตับหวานอีสาน (170 บาท+) นุ่มเด้งมาก น้องต้อมต้องล้างเลือดถึง 50 น้ำ เอาผ้าชุบน้ำคลุมไว้ 1 คืน

ต่อด้วยต้มๆ แกงๆ ยกมือเชียร์ให้สั่ง แกงอ่อมหมูผักรวม (195 บาท+) ใส่กระดูกหมูที่เปื่อยและหอมเข้าเนื้อ คั่วกับพริกแกงและเคี่ยวต่อจนเปื่อย ใส่ปลาร้าซึ่งให้ความเค็มแต่กลิ่นไม่แรง และใส่ผักตามฤดูกาล

และที่ประยุกต์ทวิสต์ได้เก่งมากๆ คือ ต้มแซ่บหมูสับข้าวคั่ว (185 บาท+) คล้ายต้มยำลาบใส่หมูสับติดมัน ดัดแปลงมาจากลาบผดหรือลาบปลาของชาวไทยญ้อมีน้ำเยอะๆ อีกทั้ง แกงหน่อไม้ (165 บาท+) ใส่ข้าวเบือข้นกำลังดี และใส่เนื้อปลาร้ากับปลากุเลาเค็มและปลาเนื้ออ่อนแห้ง อีกทั้งน้ำใบย่านาง

อาหารเหล่านี้กินกับ ข้าวเหนียวขาว (20+) ข้าวเหนียวดำ ผสมข้าวฮางงอก (40+) (ข้าวเหนียวใช้ของเชียงราย) ขนมจีน (20+) ยังมี เส้นด้องแด้ง อวบๆ (30+) เส้นเล็กลวก เส้นหมี่ลวก (45+) ให้แกล้มด้วย หรือจะสั่ง ผัดหมี่อีสาน (180 บาท+) คนละแบบกับหมี่โคราชที่ใส่หอมแดง แต่ใช้เส้นหมี่เมืองจันท์ผัดกับน้ำตาลเคี่ยวปรุงรส และมีเมนูง่ายๆ แต่ดูดี ข้าวผัดโรงเรียน (190 บาท+) ผัดกับซีอิ๊วตรากุหลาบ ใส่กากหมูและหมูยอนครพนม โปะไข่ดาวมา 1 ใบ

ยังไม่หมดนะจ๊ะ มี ซุบมะเขือ (165 บาท+) เมนูอีสานแห้งๆ ทำจากมะเขือเปราะเผา กินกับไข่ต้มยางมะตูม ข้าวปุ้นน้ำปลาแดก (180 บาท+) แกล้ม ไข่จี่เสียบไม้ เพื่อให้กินง่าย เมนูของอำเภอธาตุพนม ทำจากขนมจีนเส้นสดทำเอง คลุกน้ำปลาร้า ใส่เครื่องปรุงต่างๆ เช่นพริกตำ พริกแห้ง กระเทียมดำ กินกับผักลวก ผักสด และ ข้าวจี่ไข่เยิ้ม (120 บาท+) ทำจากข้าวเหนียวปรุงด้วยหอมเจียว ฟักทองบด กะทิเล็กน้อย ชุบไข่เสียบไม้แล้วจี่บนเตาถ่าน กินกับไข่ออนเซนของชอบคุณพ่อน้องต้อม ปิดท้ายด้วย แหนมผัดพริก (200 บาท+) แหนมของแม่หมักเอง ใช้หมูสันคอกับหนังหมูที่ต้มจนเปื่อย ผัดกระเทียมดองใส่พริก

ความสุขยังมีต่อด้วยของหวาน สาคูเปียกลำไยแห้ง (95 บาท+) ที่ใช้สาคูแท้ๆ จากต้นที่พัทลุง เคี่ยวกับน้ำลำไยสีทอง ใส่ลำไย น้ำตาลอ้อยของลาว ราดน้ำกะทิ และ ไอศกรีมกะทิข้าวเม่าเผือก (115 บาท+) กินกับถั่วตัดโอเลี้ยงเคลือบคาราเมลน้ำตาลโตนดเค็มๆ หวานๆ หอมๆ มีรสขมนิดๆ ส่วนข้าวเม่ากวนกับเผือกได้กลิ่นหอมใบเตย ส่วนเครื่องดื่มรสชาติจัดๆ ต้อง ฝรั่งแช่บ๊วยปั่น (145 บาท)

ด้วยร้านเผ็ดเผ็ดได้รับความนิยมล้นหลาม จึงไม่รับจองทางโทรศัพท์ ต้องไปลงคิวหน้าร้านเท่านั้น บางครั้งอาจจะต้องรอนานนับชั่วโมง (แต่สามารถจองเมนูที่ต้องการได้ เช่น จองลิ้นวัวย่าง)

นี่คือร้านอีสานที่กล้าบอกว่า เผ็ดเผ็ด อร่อยเด็ดทุกเมนู ไม่มีผิดหวังสักอย่าง จึงขอเชิญชวนให้มาเข้าคิวรอ รับรองว่าจะประทับใจจนกลายเป็นขาประจำอย่างผมแน่นอน


เผ็ดเผ็ด บิสโทร (Phed Phed Bistro)

โดย คุณณัฐพงศ์ (ต้อม) แซ่หู

ที่ตั้ง The Circle ราชพฤกษ์ 39 ถ.ราชพฤกษ์ บางระมาด ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

โทร 06-5092-9690

เปิดบริการ 11.00-22.00 น. (ครัวปิด 21.00 น.) ทุกวัน

แนะนำ เด็ดทุกเมนู

Facebook Phed Phed – ร้านเผ็ดเผ็ด

ช่วงคนแน่น วันธรรมดา แน่นตลอดจะว่างเฉพาะ 14.00-16.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ แน่นทั้งวัน

ข้าวจี่ไข่เยิ้ม
ไส้ย่าง
ตับผัดพริก
ไข่จี่
ปลาดุกย่าง
ไก่บ้านทอด
ซุปมะเขือ
สาคูเปียกลำไยแห้ง
ไอศกรีมกะทิข้าวเม่าเผือก
ที่มาหน้าประชาชื่น มติชนรายวัน
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก (ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์)
กุ้งรูลวก

ถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล หรือเรียกสั้นๆ ว่า ถนนเทียนทะเล ทอดยาวจากถนนพระราม 2 ไปจนถึงชายทะเลบางขุนเทียน ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยร้านอาหารทะเลมากมาย ถึงขนาดที่ว่าแวะตระเวนชิมได้ไม่ซ้ำร้านนานเป็นเดือนๆ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีผู้คนไปอุดหนุนกันอย่างคึกคักแทบทุกร้าน

มีร้านอาหารทะเลอยู่เจ้าหนึ่งซ่อนตัวอยู่ใน ซอยเทียนทะเล 25 ไม่ได้อยู่บนถนนสายหลัก แต่ถึงกระนั้นก็มีลูกค้าดั้นด้นซอกแซมตามไปชิมกันเต็มร้านในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์ เพราะมีอาหารทะเลสดๆ ดีๆ ราคาสบายกระเป๋า มีเมนูพิเศษไม่เหมือนใครที่สมควรนำมาบอกต่อ ร้านนี้มีชื่อว่า ครัววาสนาซีฟู้ด เป็นของคุณหนุ่ม เกื้อกูล ชิวชาวนา ทำร้านอาหารมานานกว่า 20 ปี โดยมีหยุดพักเว้นช่วงไปทำฟาร์มเลี้ยงกุ้งอยู่ 5 ปี แล้วกลับมาทำร้านใหม่

ตัวร้านเป็นเรือนไม้โปร่งโล่งชั้นเดียวรับลมเย็นสบาย ยื่นไปเหนือพื้นน้ำซึ่งเป็นวังกุ้งและหอยแครงของคุณหนุ่มเอง คำว่าวังกุ้งหมายถึงบ่อที่เปิดให้ลูกกุ้งลูกปลาลูกหอยธรรมชาติเข้ามาจากทะเล แล้วกักเก็บไว้ ปล่อยให้น้ำขึ้นน้ำลงไหลเข้าออกตลอดเวลา (แต่มีอวนปากบ่อเหมือนเป็นวาล์วปิดไม่ให้ลูกกุ้งย้อนกลับไปสู่ทะเลได้) ไม่จำเป็นต้องให้อาหารใดๆ รสชาติของกุ้งหอยปลาในวังกุ้งจึงอร่อยกว่ากุ้งจากบ่อที่เลี้ยงกันเป็นฟาร์ม

ทางไปร้านนี้จากถนนพระราม 2 ขาออก เข้าทางคู่ขนาน พอเลยบิ๊กซีพระราม 2 ให้เลี้ยวซ้ายเข้า ถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล วิ่งไปประมาณ 11 กม. แล้วเลี้ยวซ้ายเข้า ซอยเทียนทะเล 25 ลัดเลาะไปตามทางประมาณ 3.6 กม. ก็ถึงร้านครัววาสนาซีฟู้ดทางขวามือ จอดรถหน้าร้านได้เลย เปิด Google Maps ดีที่สุดเพราะมีบางช่วงในซอยต้องเลี้ยวขวาที่สามแยก

มาแล้วห้ามพลาดเมนูชื่อไม่คุ้นเคย กุ้งรูลวก (จานละ 250 บาท ให้กุ้งครึ่งกิโล) หมายถึงกุ้งตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่บนพื้นดินในน้ำธรรมชาติ ชาวบ้านเรียกว่ากุ้งรู พอลวกแล้วเนื้อจะนุ่มหวานสดอร่อยมากๆ จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดกินเพลินจนต้องสั่งเพิ่มเป็นจานที่สอง คุณหนุ่มบอกว่ายังพอหาได้ตามธรรมชาติในพื้นที่แถบนี้

ถ้าชอบกรอบๆ ให้สั่ง กุ้งรูทอด (250 บาท) ซึ่งจะใช้กุ้งรูขนาดเล็กกว่ากุ้งรูลวก เพราะจะทอดกรอบกินได้ทั้งเปลือกและหัวกุ้ง แนะนำว่าให้สั่งมาทั้งสองอย่างดีกว่า เพราะของดีเช่นนี้หากินได้ยาก

ของทะเลสดๆ คุณภาพดีทำอะไรก็อร่อย คนชอบกินปูต้องสั่ง ปูไข่นึ่ง (ตัวละ 3-4 ขีด กิโลกรัมละ 1,500 บาท) และ ปูเนื้อนึ่ง (ตัวหนัก 5 ขีด กิโลกรัมละ 1,200 บาท ตัวหนัก 6 ขีด กิโลกรัมละ 1,300 บาท) ปูไข่มีไข่เต็มกระดอง ปูเนื้อมีมันปูหอมมันสุดสุด ควรสั่งมาทั้งคู่เช่นกัน

ปลากะพงทอดน้ำปลา (ตัวขนาด 1 กิโลกรัม 350 บาท ถ้าตัวใหญ่กว่านี้เล็กน้อยจะคิดขีดละ 35 บาท) ก็เนื้อฟูสุดสุด ใช้ปลาสดๆ จากย่านนี้ ซึ่งทอดได้เก่งมาก คุณหนุ่มบอกเคล็ดลับว่าน้ำมันต้องร้อนจนถึงจุดเกิดควัน กินเปล่าๆ ไม่ต้องราดน้ำปลาที่แยกใส่ถ้วยมาให้ก็อร่อยแล้ว

 

กุ้งรูทอด
ปลากะพงทอดน้ำปลา
หมึกผัดไข่เค็ม

อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ต้องสั่งด้วยก็คือ ปลาดุกทะเลผัดฉ่า (200 บาท) เนื้อมันๆ สุดยอด ผัดฉ่าได้เข้มข้นร้อนแรงมาก โดยใช้วิธีโขลกเครื่องต่างๆ เช่น กระชาย กระเทียม พริกไทย เปราะหอม (ขาดไม่ได้) ให้ละเอียด นำไปผัดให้ถึงเครื่องข้นๆ และเติมน้ำซุปลงไป พอน้ำงวดก็ใส่ใบมะกรูดและใบกะเพรา ถ้าวันไหนปลาดุกมีไข่ (เมนูนี้มีเป็นบางวัน) ให้สั่ง ยำไข่ปลาดุกทะเล (150 บาท) ยำใส่มะม่วงกับหอมแดง ไข่เม็ดโตมากๆ เท่าเมล็ดข้าวโพด

ต่อกันด้วย หมึกผัดไข่เค็ม (180 บาท) ลวกหมึกได้สุกกำลังพอดีนุ่มๆ แต่ไม่เหนียว ใช้หมึกกล้วยจากชาวประมงเรือเล็กเจ้าประจำที่แม่กลอง ผัดกับไข่เค็มที่ไข่แดงสีแดงสดๆ หน่อย

เมนูอาหารทะเลอื่นๆ มีอีกหลายอย่าง เช่น ปลากะพงผัดพริกขี้หนู (ตัวขนาด 1 กิโลกรัม 350 บาท หรือตามขนาด) ทอดได้กรอบนอกนุ่มในใส่เครื่องไม่ยั้ง

หอยแครงลวก (จานละ 150 บาท) หอยแครงไซซ์ 70-80 ตัวต่อกิโลกรัม งมจากในวังกุ้งของตัวเองจึงสดหวาน ลวกมาสุกไม่มากมีเลือดซิบๆ

กุ้งแชบ๊วยผัดพริกขี้หนู (450 บาท) ความจริงคือกุ้งชีแฮ้ หางแดงๆ เนื้อแน่นสด ผัดใส่พริกขี้หนูเม็ดเล็กๆ กระเทียม พริกไทยกับพริกไทยอ่อน ใบมะกรูด ใบกะเพราหอมๆ ปลูกเองแถวนี้ ปรุงด้วยน้ำปลาในพื้นที่ ส่วนของน้ำๆ ซดๆ เราสั่ง ต้มยำปลาเก๋าน้ำใส (หม้อละ 200 บาท) นอกจากนี้ ยังมี โป๊ะแตก (150 บาท) ด้วย

ปูไข่นึ่ง

บางครั้งจะมีอาหารนอกเมนู ถ้าจับปลากุเลาธรรมชาติในวังกุ้งขึ้นมาได้ ก็จะนำมาทำเมนู กุเลาผัดกะเพราพริกขี้หนู (200 บาท) คั่วแห้งๆ จนเนื้อปลาแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ ถึงเครื่อง

ร้านอาหารทะเลใกล้กรุงเมนูบ้านๆ สดอร่อยอย่างนี้ อยากขอเชิญให้ตามมาชิมที่ครัววาสนาซีฟู้ด ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 3 ทุ่มครึ่งทุกวัน โทร 0-2452-3745 และ 08-9151-1774 ช่วงเทศกาลวันแม่อย่างนี้ที่ร้านคงจะแน่นน่าดู ควรรีบไปตั้งแต่ตอนเปิดร้าน โดยจะหยุดทุกวันพฤหัสบดีที่ 2 และ 4 ของเดือน แต่ถ้าตรงกับวันนักขัตฤกษ์จะไม่หยุดนะจ๊ะ

โดย คุณเกื้อกูล (หนุ่ม) ชิวชาวนา

ที่ตั้ง 167 หมู่ 1 ซอยเทียนทะเล 25 ถนนบางขุนเทียนชายทะเล ต.บ้านคลองสวน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ 10290

โทร 0-2452-3745, 08-9151-1774

เปิดบริการ 10.00-21.30 น. ทุกวัน

หยุด พฤหัสบดีที่ 2 และ 4 ของเดือน (ถ้าตรงวันนักขัตฤกษ์จะไม่หยุด)

แนะนำ กุ้งรูลวก กุ้งรูทอด ปูไข่และปูเนื้อนึ่ง ปลากะพงทอดน้ำปลา ปลาดุกทะเลผัดฉ่า ยำไข่ปลาดุกทะเล หมึกผัดไข่เค็ม ปลากะพงผัดพริกขี้หนู หอยแครงลวก กุ้งแชบ๊วย (ชีแฮ้) ผัดพริกขี้หนู กุเลาผัดกะเพราพริกขี้หนู

ครัววาสนาซีฟู้ด
ปลากะพงผัดพริกขี้หนู
ยำไข่ปลาดุกทะเล
กุเลาผัดกะเพราพริกขี้หนู
กุ้งผัดพริกขี้หนู
หอยแครงลวก
ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก (ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์)

ข้าวสวยเรียงเมล็ดในถาดทองเหลือง พร้อมด้วยซุปถั่ว ผัดผักกวางตุ้งและแกงใส่เครื่องเทศสีจัดจ้านในถ้วยเล็กๆ เครื่องจิ้มคล้ายน้ำพริกตำรับเนปาล เรียกรวมกันว่า “ทาลี”

พริกชี้ฟ้าผัดกับชีสรสกลมกล่อม เมนูคุ้นลิ้นของชาวภูฏาน ในชื่อ “Ema Dutshi”

ข้าวหมกอินเดียร้อนๆ ผัดหมี่แบบทิเบต

ชามาซาล่าหอมกรุ่น และกุหลาบจามุนหวานฉ่ำ

เหล่านี้คืออาหารประจำถิ่นของผู้คนในโซนหิมาลัย เทือกเขายิ่งใหญ่แห่งเอเชียที่ไม่ต้องปักหมุดไปลิ้มรสไกลหลายพันกิโลเมตรในห้วงเวลาที่พรมแดนประเทศยังถูกล็อกกุญแจจากไวรัสโควิด-19 หากแต่ปรุงสดใหม่พร้อมเสิร์ฟใจกลางกรุงเทพฯ จากครัวมาตรฐานของ “Himalaya Restaurant” ร้านอาหารในตรอกเล็กๆ ท่ามกลางย่านการค้าอย่าง “ประตูน้ำ” ที่ค่อยๆ กลับมาคึกคักหลังซบเซาไปนานหลายเดือน

ไม่เพียงเมนูหลากหลายที่ครอบคลุมวัฒนธรรมเอเชียใต้ ทว่า ยังมากมายด้วยเรื่องราวเปี่ยมสีสันมอบรสชาติเข้มข้นไม่แพ้ทุกเมนูอาหารที่แค่ได้ชิมเพียงหนึ่งคำก็ครบรสหิมาลัย

จากสุขุมวิทถึง “ประตูน้ำ”

หิมาลัยในกรุงเทพฯบนสถานการณ์ไม่คาดฝัน

“อัสสชิตะ อวาเล” หรือที่เพื่อนคนไทยเรียกง่ายๆ ว่า “ธันวา” จากเดือนเกิด คือเจ้าของร้านชาวเนปาลแท้ๆ ที่หลายคนอาจคุ้นเคยมาก่อนจากสาขาสุขุมวิทอันเลื่องชื่อที่วันนี้จำต้องปิดตัวลงชั่วคราวจากสถานการณ์โควิด ในขณะที่สาขาประตูน้ำแห่งนี้เปิดได้เพียงไม่ถึงปีจากความตั้งใจบุกตลาดนักท่องเที่ยวและชาวเนปาลที่เดินทางมาเมืองไทยในช่วงสั้นๆ ไม่ว่าจะด้วยธุระส่วนตัว ท่องเที่ยว หรือช้อปปิ้ง ซึ่งเกือบทั้งหมดจะพักในโรงแรมย่านประตูน้ำ

“คนเนปาล 80% ที่มากรุงเทพฯ พักแถวประตูน้ำ เพราะซื้อของง่าย ก่อนโควิดคนแน่นร้านจนไม่มีที่นั่ง มาเป็นกรุ๊ป บางคนมาทุกวัน เช้า-เย็น คนฟิลิปปินส์ เวียดนาม ก็เยอะ”  ธันวาเล่าบรรยากาศก่อนหน้าโควิดบุกจนทำประตูน้ำแทบร้าง ร้านรวงปิดยาว นับเป็นสถานการณ์ที่เจ้าตัวไม่คาดฝัน เช่นเดียวกับเจ้าของกิจการนับไม่ถ้วนในไทย กระทั่งเมื่อภาครัฐคลายล็อกมาตรการ สถานการณ์เริ่มฟื้น “Himalaya Restaurant” ประตูน้ำ จึงกลับมาผายมือเชื้อเชิญลูกค้าให้วอล์กอินมาฟินกับรสชาติแห่งหิมาลัยอีกครั้งโดยปรับเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นอาหารเนปาลเป็นหลัก มาส่องสปอตไลต์ที่อาหารอินเดียซึ่งเป็นที่รู้จักมากกว่าสำหรับคนไทยและต่างชาติ นอกจากนี้ เมนูเด่นๆ ของทิเบตและภูฏานก็ยังมีให้ชิมอย่างไม่ตกหล่น

อัสสชิตะ อวาเล หรือ ธันวา เจ้าของร้าน
โมโม่ ทอด กรอบนอก นุ่มใน

นอกจากชั้นล่างซึ่งเป็นที่นั่งรับประทานอาหารแล้ว ชั้นบนก็มีห้องประชุมสามารถนัดคุยงานได้ด้วย ส่วนบริการ “ดิลิเวอรี” แน่นอนว่ามีให้บริการเช่นกัน

“คนไทยชอบอาหารอินเดียและเนปาลเยอะขึ้น มีกลุ่มเฟซบุ๊กซึ่งเป็นที่รวมตัวกันของคนชอบอาหารแนวนี้ ฝรั่งก็สั่งดิลิเวอรีเยอะ” เล่าพร้อมรอยยิ้มในแทบทุกประโยค โดยมีฉากหลังเป็นภาพถ่ายอันรุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมเนปาลเปี่ยมสีสัน

“เติมน้ำตาลในความรัก” คือความหมายของท่อนหนึ่งในเพลงภาษาท้องถิ่นที่เปิดคลอในร้าน เสริมบรรยากาศราวกับนั่งในร้านเล็กๆ ณ มุมหนึ่งมุมใดในหุบเขาหิมาลัย

บารา โมโม่ โรตี นาน เรื่อง “แป้งๆ” แห่งอ้อมกอดหิมาลัย

คุยที่มาเป็นข้อมูลเรียกน้ำย่อย ถึงเวลารับเมนูกินเล่นเรียกน้ำย่อยของจริงซึ่งเจ้าของร้านแนะนำ “ปาโกดา” (Pakoda) ของทอดสไตล์อินเดีย ทำจากกุ้งและผักชนิดต่างๆ ชุบแป้งทอดกรุบกรอบ จิ้มน้ำจิ้มปรุงจากสะระแหน่และเครื่องเทศเนปาล ก่อนเขยิบไปที่ “โมโม่” (Momo) แป้งห่อเนื้อสัตว์และผัก คล้ายติ่มซำ มีให้ลองทั้งเวอร์ชั่นนึ่งจนเนื้อนุ่มละมุนลิ้นราดด้วยซอสรสจัดจ้าน และแบบทอด กรอบนอก นุ่มใน ใครติดใจทางร้านมีแบบ “แช่แข็ง” ภายใต้แบรนด์ “โมโม่ หิมาลายา” ให้สั่งกลับไปตุนเป็นเสบียงที่บ้านได้ด้วย

“เดิมของเรามีโมโม่ไก่กับโมโม่ผัก แต่ผมพัฒนาขึ้นมาเป็นโมโม่แพะกับหมูด้วย” เป็นคำแนะนำจากเจ้าของร้านพร้อมคำชักชวนให้รับประทานตั้งแต่ยังร้อนๆ

ครั้นเครื่องเริ่มติด อย่าให้ขาดตอน ต้องชิม “บารา” (Bara) ทำจากแป้งถั่ว หน้าตาคล้ายโรตี แต่หนากว่า และแผ่นเล็กกว่า ทอดบนกระทะด้วยไฟอ่อน ซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นของชาวเนวาร์ คนพื้นเมืองในกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงเนปาล นิยมรับประทานกับ “โชยาลา” (Choyala) หรือยำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “ยำไก่” ไปจนถึงยำแบบมังสวิรัติ อาทิ ยำมันฝั่งและยำเห็ด ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองของคนกรุงกาฐมาณฑุเช่นกัน โดยร้านนี้มีบาราถึง 3 แบบให้เลือกตามชอบ ทั้ง บาราธรรมดา, บาราไข่ และบาราไก่

ที่นี่ยังมี “นาน” (Naan) หรือขนมปังอินเดีย ซึ่ง “ธันวา” เล่าถึงความแตกต่างกับโรตีอย่างละเอียดตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงกรรมวิธีว่า นานมีส่วนผสมของยีสต์ทำให้แป้งขึ้นฟู เนื้อสัมผัสจึงนุ่มกว่าโรตี ที่สำคัญต้นตำรับต้องอบในเตาดินหรือโอ่ง ที่เรียกว่า “เตาทันดูร์” ซึ่งว่ากันว่า เป็นนวัตกรรมของมนุษย์ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคหินใหม่เลยทีเดียว และกว่าจะเป็นโอ่งทำนาน ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 280 กิโลกรัม ไม่ใช่ง่ายๆ ทำเสร็จแล้วยังต้องทำพิธีบูชาและถวายเทพเจ้าแผ่นหนึ่งด้วย

มาซาล่า กุรข่า ทาลี ประวัติศาสตร์หลังจานทองเหลือง

จากเมนูแป้ง มาลองเมนูข้าว อย่าง “บิรยานี” (Biryani) หรือ “ข้าวหมก” แบบอินเดีย ซึ่งร้านนี้มีให้เลือกหลากหลายทั้งข้าวหมกไก่, กุ้ง, แพะ รวมถึงมังสวิรัติ ข้าวหุงร่วนกำลังดี กลิ่นหอมเครื่องเทศพอเหมาะ ตักเข้าปากร้อนๆ อร่อยเกินถ้อยความจะบรรยาย

ตามมาติดๆ ด้วยไฮไลต์อย่าง “ทาลี” (Thali) อาหารในวิถีชีวิตประจำวันของชาวเนปาล ประกอบด้วย ข้าวสวย ซุปถั่ว “ดาล” (Dal) แกงเนื้อสัตว์ต่างๆ ผัดกวางตุ้งผัด และซอสทำจากมะเขือเทศ คนเนปาลแท้ๆ รับประทานด้วยมือ ไม่ใช้ช้อนส้อม

เมนูนี้เสิร์ฟมาในถาดทองเหลืองโดยหญิงสาวใบหน้าคมคายในชุดพื้นเมือง เจ้าของร้านบอกว่า เธอคือชาวพม่าเชื้อสายเนปาลก่อนย้อนประวัติศาสตร์อันสืบเนื่องมาถึงยุคร่วมสมัยว่า คนเนปาลสัญชาติพม่าเหล่านี้สืบเชื้อสายมาจาก “ทหารกุรข่า” ซึ่งเป็นทหารรับจ้างของอังกฤษ

“พออังกฤษออกจากพม่า ทหารกลุ่มนี้ยังอยู่ที่เดิม ไม่ได้กลับประเทศ เปลี่ยนสัญชาติเป็นพม่าหมดแล้ว ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือของพม่า คล้ายตอนอยู่เนปาล คืออยู่บนเขา เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ทำไร่ ทำนา พอเศรษฐกิจที่พม่าไม่ดีก็เริ่มเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ตลาดอินทราสแควร์ ประตูน้ำ 90% เป็นคนพม่าเชื้อสายเนปาล พูดพม่าด้วย พูดเนปาลด้วย ส่วนใหญ่พูดเนปาล ถือสัญชาติพม่า” ธันวาอธิบาย

กลับมาที่ “ทาลี” ซึ่งถูกวางยั่วน้ำลายอยู่ตรงหน้า

“คำว่าทาล ทาลี และชุดทาลีทาล หมายถึง จานทั่วไปทาลี หมายถึง จานทองเหลืองดังนั้นทาลี หมายถึง อาหารที่เสิร์ฟบนจานทองเหลือง ถ้าแปลตามฉบับภาษาเนปาล อาหารที่เสิร์ฟในจานทั่วไป จะไม่ได้เรียกว่าทาลี” อีกหนึ่งคำอธิบายชัดเจนจากเจ้าของร้าน ซี่งที่นี่มีชุดทาลีพร้อมเสิร์ฟถึง 5 แบบจากวัตถุดิบ 5 อย่าง ได้แก่ ไก่ แพะ ปลา กุ้ง และมังสวิรัติ

แม้มีส่วนประกอบของเครื่องเทศหลากหลาย แต่ไม่ต้องหวั่นใจ เพราะอาหารเนปาล เครื่องเทศน้อยกว่าอาหารอินเดียอยู่แล้ว

ด้วยความที่อาหารในร้านมีหลากหลายสัญชาติแม้อยู่โซนหิมาลัยเฉกเช่นเดียวกัน แต่ที่นี่ให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญในรสชาติเฉพาะถิ่น จึงมีทั้งผู้เชี่ยวชาญอาหารเนปาล และพ่อครัวอาหารอินเดียโดยเฉพาะ

สำหรับวัตถุดิบต่างๆ ส่วนมากหาซื้อได้ตามตลาดในไทยอยู่แล้ว เช่น เนื้อสัตว์ และผัก นานาชนิด เว้นแต่เครื่องเทศบางอย่าง รวมถึงน้ำมันงาตำรับเนปาล ที่ต้องนำเข้า แน่นอนว่าโควิดส่งผลกระทบให้ไม่อาจใส่เครื่องปรุงได้ครบตามตำรับในตอนนี้

“เครื่องเทศขาดหลายอย่างใช้อย่างอื่นแทนไม่ได้ รวมถึงวัตถุดิบสำหรับทำเมนูอย่าง ยำเนื้อควาย ซึ่งที่นี่ไม่มี ต้องเอามาจากเนปาล รวมถึงชามาซาลา (Masala) ซึ่งต้องใส่เครื่องเทศ 5 ตัว มีการบูรกับยี่หร่าบดและอื่นๆ ซึ่งตอนนี้รู้สึกว่ายังขาดเครื่องเทศบางชนิด” ธันวายอมรับอย่างตรงไปตรงมา ก่อนเล่าว่า คนเนปาลไม่นิยมดื่มชาในถ้วย แต่ใช้แก้วใส เคล็ด (ไม่) ลับความอร่อยคือชากับนมต้องต้มพร้อมกันให้หอมเย้ายวนใจ ระคนด้วยกลิ่นเครื่องเทศอันเป็นเอกลักษณ์

อีกเมนูหวานพลาดไม่ได้ คือ “โยเกิร์ต” หรือ Dahi ซึ่งร้านนี้ยังคงใช้กรรมวิธีแบบโบราณตามอย่าง “โยเกิร์ตกษัตริย์” แห่งเมือง “ภักตะปูร์” ซึ่งเป็นแหล่งผลิต ผสมกล้วยหรือมะม่วง

“เพียงจิบเดียวก็ถึงหิมาลัย”

โยเกิร์ต หรือ Dahi ทำตามกรรมวิธีโบราณ
ชามาซาล่า กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์
กุหลาบจามุน
ที่มาเสาร์ประชาชื่น, มติชนรายวัน 1 สิงหาคม 2563, หน้า 13
ผู้เขียนพันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
กุ้งแม่น้ำทอดเกลือโบราณ

ร้านนี้มีเมนูไม่ธรรมดา เปิดมานานกว่า 2 ปี ซ่อนตัวอยู่ที่ สามแยกเกษมราษฎร์ ริมถนนพระราม 4 ขาออก ระหว่างท้ายซอยสุขุมวิท 24 และท้ายซอยสุขุมวิท 26 ก่อนถึงบิ๊กซีเอ็กซ์ตร้าพระราม 4 เพียง 100 เมตร โดยทางเข้าเป็นช่องทางเล็กๆ อยู่ด้านซ้ายมือบริเวณสามแยกไฟแดงพอดิบพอดีตรงข้างๆ โรงไม้ มีป้ายชื่อร้านตั้งอยู่บนพื้นใกล้ทางเท้าสีออกจางๆ ถ้าไม่สังเกตให้ดี คงผ่านเลยไปโดยไม่ได้ชายตามองแม้แต่น้อย

แต่เมื่อเลี้ยวเข้าไปแล้วก็จะเห็นลานจอดรถกว้างขวางจุได้ประมาณ 25 คัน ตัวร้านติดไฟสว่างไสวชั้นเดียวเพดานสูง มีทั้งห้องปรับอากาศจุคนได้ 80 คน และโซนด้านนอกอีก 80 คน แปลกแต่จริงป้ายไฟชื่อร้านกุ้งทองซีฟู้ดที่ผนังด้านในกลับเด่นชัดกว่าด้านหน้าเป็นกอง

กุ้งทองซีฟู้ดเป็นร้านอาหารในครอบครัวของน้องเบนซ์ ทะนงศักดิ์ ตั้งสวัสดิรัตน์ พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ย้ายไปมหาชัยหรือสมุทรสาคร ทำโรงงานกุ้งส่งออก และส่งของทะเลสดๆ ให้ตามโรงแรมต่างๆ อยู่แล้ว จึงมั่นใจได้ว่าเจ้านี้รู้ซึ้งเรื่องของทะเลเป็นอย่างดี

โดยน้องเบนซ์ตั้งใจจะทำให้ร้านกุ้งทองซีฟู้ดเป็นเชนร้านอาหารทะเลชั้นดีในอนาคต จึงตั้งครัวกลางอยู่ที่มหาชัยเพื่อควบคุมคุณภาพการปรุงให้สม่ำเสมอ โดยสูตรอาหารนั้นเป็นของคุณยายนั่นเอง มาดูกันว่าจะมีเมนูเด็ดเคล็ดลับแตกต่างจากที่อื่นอย่างไรบ้าง

ที่ห้ามพลาดอร่อยไม่ซ้ำใครคือ กะเพรากุ้งแชบ๊วยอบวุ้นเส้น (295 บาท + 10% คือค่าบริการ 3% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) ให้กุ้งอบวุ้นเส้นใส่กุ้งแชบ๊วยตัวใหญ่ๆ 3 ตัว รับจากเรือประมงเล็กที่ระนองและภาคตะวันออก ราดด้วยซอสกะเพราเข้มหอมจากครัวกลางที่มหาชัย

เมนูฮิตราคาดีต้อง กุ้งแม่น้ำทอดเกลือโบราณ (คู่ละ 695 บาท+) ใช้กุ้งแม่น้ำหนัก 2 ขีด ขายเป็นคู่ มา 2 ตัว คั่วเกลือในน้ำมันร้อนๆ ปอกเปลือกให้เหลือเปลือกเล็กน้อย เวลาคั่วจะได้มีกลิ่นหอมๆ เอามันกุ้งมาคลุกข้าว ราดน้ำจิ้มซีฟู้ด อร่อยถูกใจ (น้องเบนซ์ใช้กุ้งแม่น้ำสาละวิน มีมันกุ้งทุกตัว)

กินกุ้งก็ต้องกินปูด้วย เมนูห้ามพลาดคือ ปูเนื้อผัดพริกขี้หนู (ราคาตามขนาดปู มีตารางราคาให้ดู ตัวนี้หนัก 8 ขีด 1,760 บาท+) ปูทองหลางของดีจากสมุทรปราการและสุราษฎร์ธานี ผัดกับซอสพริกขี้หนูสูตรเด็ดจากครัวกลาง ใส่พริกไทยอ่อน ใบมะกรูด พริกขี้หนูสวน ปรุงด้วยน้ำปลาผสมน้ำตาล หอมอร่อยเป็นที่สุด ส่วนถ้าใครชอบเอาน้ำซอสมาคลุกข้าวให้สั่ง ปูเนื้อผัดพริกต้นหอม (ราคาตามขนาดปูเช่นกัน) ซึ่งใส่พริกขี้หนูสวนเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมี หลนกะทิใส่ปูทะเล (ราคาตามขนาด ตัวนี้ 8 ขีด 1,760 บาท+) น้ำข้นหอมปรุงด้วยมะขามเปียกและน้ำปลาผสมสูตรเด็ด ที่ร้านนี้มีทั้งปูเนื้อและปูไข่ให้เลือก (ปูไข่สนนราคาจะแพงกว่าเพียงเล็กน้อย)

ซึ่งขอย้ำว่าน้ำปลาที่นี่ปรุงผสมเองหอมอร่อยทุกจาน เหมาะสำหรับเมนู ปลากะพงทอดน้ำปลา (450 บาท+) ใช้ปลากะพงสดๆ จากบางปะกง ตัวละ 1 กิโลกรัม ทอดจนเนื้อฟู น้องเบนซ์บอกว่ากว่าจะทอดได้ดีเช่นนี้ ก่อนเปิดร้านต้องทดลองทอดเป็นร้อยๆ จานทีเดียว

กะเพรากุ้งแชบ๊วยอบวุ้นเส้น
ปูเนื้อผัดพริกต้นหอม
ผัดสะตอกะปิกุ้ง

ซึ่งพวกเราชอบกินรสจัดๆ หอมๆ เลยสั่ง ปลากะพงทอดราดพริกสูตรโบราณ (ตัวละ 1 กิโลกรัม 550 บาท+) ใส่เครื่องแกงตำเองสดๆ หลังร้าน ผสมพริกแกงภาคกลางกับพริกแกงใต้ใส่ขมิ้น จะเปลี่ยนเป็น ปลาเนื้ออ่อนราดพริกสูตรโบราณ (ขีดละ 150 บาท+ มีหลายขนาดตั้งแต่ครึ่งกิโลกรัมจนถึง 1 กิโลกรัม) หรือ ปลาเก๋าดำราดพริกสูตรโบราณ (ตัวละ 1 กิโลกรัม 860 บาท+) ก็ได้

มีของดีจากภาคใต้ จังหวัดพัทลุง ผัดสะตอกะปิกุ้ง (270 บาท+) ที่นี่จองสะตอข้าวเป็นต้นๆ ไว้เลย จึงมีกินทั้งปี กรอบอร่อยถูกใจ ผัดพริกแกงใส่กะปิหอมๆ

ต่อด้วยเมนูภาคกลาง แกงส้มปลากะพงทอดโบราณ หรือจะเป็น แกงส้มปลาสลิดทอดโบราณ (290 บาท+ทั้ง 2 เมนู) ใส่ได้ทั้งผักกระเฉดหรือผักรวม จะสั่งให้แยกปลาสลิดทอดมาต่างหากได้เช่นกัน

ขอแนะนำเมนูใหม่สดๆ ร้อนๆ ที่ไม่ใช่อาหารทะเล แต่เป็น ไก่บ้านลืมเหนียว (ตัวละ 345 บาท+) ที่ยกมือเชียร์ให้สั่งเพราะเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำมาก ใช้ไก่บ้านจากเชียงใหม่ตัวย่อมๆ ไม่เกิน 1 กิโล นำมาอบน้ำผึ้ง 5 ชั่วโมงจนนุ่มหอม ด้วยกรรมวิธีเลียนแบบไก่ขอทาน แต่เปลี่ยนเป็นห่อด้วยกระดาษไข่และฟอยล์แทน จิ้มด้วยน้ำจิ้มแจ่วใส่หอมเจียว

ปิดท้ายด้วย ข้าวผัดปู (160-300-450 บาท+) ซึ่งผัดข้าวได้เก่งมากเป็นเม็ดร่วนสวย ใช้ข้าวเก่าผสมข้าวใหม่ ซึ่งสูตรนี้จะไม่เน้นคั่วให้มีกลิ่นผัดในกระทะมากเกินไป

หลนกะทิปูทะเล

น้องเบนซ์บอกว่าเมนูอื่นๆ ที่ขายดีมี แกงปูโบราณ (350 บาท++) ใส่พริกแกงใต้สูตรคุณยาย ซึ่งสูตรนี้เหมือนกับที่ผมเคยกินสมัยก่อน คือจะไม่ใส่ใบชะพลู กับ หอยตลับผัดโหระพา (170 บาท++) อีกด้วย

อย่าลืมเก็บท้องไว้กับของหวานอร่อยเยี่ยมยอด พุดดิ้งมะพร้าว (70 บาท+) ไม่หวานจนเกินไป หอมเนียน กะจะสั่งเบิ้ลอีกถ้วย แต่ขายดีจนหมดเกลี้ยงอดเลย

ร้านกุ้งทองซีฟู้ด ร้านอาหารทะเลใจกลางกรุง เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 11 โมงเช้าถึง 4 ทุ่มครึ่ง ครัวปิดตอน 3 ทุ่มครึ่งนะจ๊ะ

กุ้งทองซีฟู้ด

โดย คุณทะนงศักดิ์ (เบนซ์) ตั้งสวัสดิรัตน์

ที่ตั้ง 2927 ถ.พระราม 4 คลองตัน คลองเตย กรุงเทพฯ 10110

โทร 09-8286-9180

เปิดบริการ 11.00 – 22.30 น. (ครัวปิด 21.30 น.) ทุกวัน

แนะนำ กะเพรากุ้งแชบ๊วยอบวุ้นเส้น กุ้งแม่น้ำทอดเกลือโบราณ ปูเนื้อผัดพริกขี้หนู ปูเนื้อผัดพริกต้นหอม หลนกะทิใส่ปูทะเล ปลากะพงทอดราดพริกสูตรโบราณ ผัดสะตอกะปิกุ้ง แกงส้มปลากะพงทอดโบราณ ไก่บ้านลืมเหนียว ข้าวผัดปู พุดดิ้งมะพร้าว

Facebook @Kungthong7777

Instagram kungthong_seafood

Line @kungthong

กุ้งแม่น้ำทอดเกลือโบราณ
ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก (ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์)
ปลากะพงทอดราดพริกสูตรโบราณ
แกงส้มปลากะพงทอดโบราณ
ไก่บ้านลืมเหนียว
ข้าวผัดปู

อาทิตย์ที่ผ่านมารู้สึกว่าห้องอาหารตามโรงแรมต่างๆ ที่ทยอยเปิดให้บริการ เริ่มมีชีวิตชีวากันบ้างแล้ว ดูจากสถานการณ์โควิดในบ้านเราที่เริ่มเข้าที่เข้าทาง จากสถิติรายวันไม่มีการติดเชื้อภายในประเทศเลย มาเขย่าขวัญกันอีกรอบก็ตรงแขกวีไอพีที่จังหวัดระยอง ทำเอาสยองกันไปยกใหญ่ แต่ผลตรวจชาวระยองล่าสุดไม่พบการติดเชื้อก็ค่อยโล่งใจกันหน่อย

ฉบับนี้เราไปลุยบุฟเฟต์กันค่ะ ที่ ห้องอาหาร “เดอะ เรนทรี คาเฟ่” โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็กชั่น โฮเทล ที่กลับมาเปิดให้บริการสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมานี่เอง

เดอะ เรนทรี คาเฟ่ ถือเป็นทางเลือกลำดับต้นๆ สำหรับคอบุฟเฟต์ เพราะเป็นอาหารนานาชาติ หลากหลาย ไลน์อาหารที่นี่มีครบ จบทุกอย่างทั้งรสชาติ และความพรีเมียม พอกลับมาเปิดให้บริการวันแรกบรรยากาศเลยคึกคักเป็นพิเศษ

สำหรับ โรงแรม ดิ แอทธินี เป็นโรงแรมแห่งแรกของประเทศไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย (SHA) จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเลยค่ะ ดังนั้น มาตรฐานสูงสุดแน่นอน ทั้งความสะอาด สุขอนามัย และมีการเว้นระยะห่างทางสังคม

เรื่องการให้บริการบุฟเฟต์ก็หลายห่วงค่ะ เป็นคอนเซ็ปต์บุฟเฟต์รูปแบบใหม่ มีความใส่ใจทุกรายละเอียด แต่ละสเตชั่นก็จะมีฉากใสกั้นชัดเจน เป็นอาหารปรุงสด และที่พิเศษมากราวได้รับบริการระดับวีไอพี คือการเสิร์ฟโดยรถเข็นที่ไปให้บริการถึงโต๊ะ

สำหรับอาหารมีให้เลือกหลากหลายละลานตา โดยแต่ละวันเสิร์ฟไม่ซ้ำกันเลย

อาหารแต่ละอย่างจะบรรจุไว้ในกล่อง หรือภาชนะมิดชิด ปลอดภัยจากการถูกมือสัมผัสอย่างแน่นอน อย่างเช่น สลัดต่างๆ จะถูกบรรจุไว้ในขวดแก้วใสปิดฝาเรียบร้อย บางอย่างก็บรรจุไว้ในกล่องอะลูมิเนียมอย่างดี เวลาจะรับประทานเทน้ำสลัดใส่แล้วเขย่า ทั้งสะดวกทั้งเก๋เลยล่ะค่ะ

สเตชั่นอื่นๆ ก็จะมีพนักงานคอยรับออเดอร์ บริการตักให้ตามที่เราต้องการ ที่ดึงดูดคนหมู่มากน่าจะเป็น ซีฟู้ด มีของให้เลือกเพียบ ทั้งหอยนางรม กุ้งแม่น้ำ ล็อบสเตอร์จากแคนาดา และปูยักษ์จากอลาสก้า ส่วนน้ำจิ้มซีฟู้ดก็แซ่บจริงจัง

ส่วน เดอะ บรอนซ์ คิทเช่น ก็เป็นเคาน์เตอร์ที่รวบรวมอาหารบุฟเฟต์นานาชาติทั้งแบบร้อน เย็น รวมถึงกริลล์สเตชั่น ทั้งอาหารไทย, จีน, อินเดีย และฝรั่งเศส น่าอร่อยไปหมด เลือกกันไม่ถูกเลยทีเดียว

โซนอาหารญี่ปุ่น ก็เรียกว่ายกความสดมาจากทะเลกันเลยค่ะ มีให้เลือกหลายอย่าง แซลมอน ทูน่า ซาบะ หมึกยักษ์ ปูอัด จะซาชิมิ หรือซูชิ ก็เพลิดเพลินไปหมด

ที่น่าประทับใจอย่างที่บอกไปตั้งแต่แรก คือ จะมีพนักงานเลื่อนรถเข็นมาเสิร์ฟถึงที่ อาหารน่าอร่อยจะถูกเซตเป็นหมวดหมู่ อย่างรถเข็น Artisan จะเสิร์ฟอาหารยอดนิยมนานาชนิด อาทิ คีช (quiche) เทอร์รีน ซีฟู้ดค็อกเทล บูราต้า และอื่นๆ อีกมากมาย และรถเข็นประเภท Antipasto หรืออาหารเรียกน้ำย่อยจะมีทั้ง หมูหรือเนื้อรมควัน คาเวียร์กับ blinis (แพนเค้กของยุโรป) ทาร์ทาร์เนื้อกับทรัฟเฟิล ในขณะที่รถของหวานแสนอร่อยจะมีทั้ง ข้าวเหนียวมะม่วง เครปซูเซตต์ รัมบาบา และ ไอศกรีม

เดอะ-เรนทรี-คาเฟ่-5
เดอะ-เรนทรี-คาเฟ่-7

ใครสนใจ สำหรับบุฟเฟต์มื้อกลางวัน บริการในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ราคา 1,300++ บาท/ท่าน บุฟเฟต์มื้อเย็น บริการในวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ ราคา 1,700++ บาท/ท่าน ส่วนวันศุกร์และเสาร์มื้อเย็นจะเป็นบุฟเฟต์ซีฟู้ดราคา 1,900++ บาท/ท่าน

บุฟเฟต์มื้อสายในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ราคา 2,500++ บาท/ท่าน พร้อมเครื่องดื่มแบบไม่อั้นได้แก่ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ม็อกเทล น้ำเปล่า กาแฟอิลลี่ และชา ตั้งแต่เวลา 12.00-15.30 น.

เสริมด้วยแพคเกจเครื่องดื่ม 2 แพคเกจให้เลือก ได้แก่ แพคเกจ The Royal ที่สามารถเลือกดื่มได้หลากหลายประเภทและ แบรนด์ (ไม่รวมเครื่องดื่มสุดพรีเมียม) ราคา 1,400++ บาท/ท่าน และแพคเกจ Princess VA ที่สามารถเลือกดื่มได้หลากหลายประเภทและแบรนด์ รวมถึงเครื่องดื่มสุดพรีเมียมจากฝรั่งเศส ราคา 3,000++ บาท/ท่าน

สมาชิกแมริออท บอนวอย, สมาชิก ดิ แอทธินี คลับ และคลับ แมริออท รับสิทธิพิเศษตามเงื่อนไขที่กำหนด

การให้บริการ ห้องอาหาร เดอะ เรนทรี คาเฟ่ เปิดให้บริการวันพฤหัสฯถึงวันอาทิตย์ (ชั้นล็อบบี้) หยุดวันจันทร์-พุธ บุฟเฟต์มื้อกลางวัน เวลา 12.00-14.30 น. บุฟเฟต์มื้อค่ำ เวลา 18.00-22.30 น. วีกเอนด์บรั้นช์ (เสาร์-อาทิตย์) เวลา 12,00-15.30 น.

สำหรับการเดินทางมาโรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็กชั่น โฮเทล อยู่บนถนนวิทยุ อยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเพลินจิต เดินนิดเดียวก็ถึง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร 0-2650-8800 อีเมล์ [email protected] หรือเว็บไซต์ www.theatheneehotel.com

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
สลัดกุ้งตะกร้าเผือก

ฉบับนี้ชวนไปกินอาหารจีนกันค่ะ อย่างที่บอกว่าสถานการณ์ไวรัสโควิดเริ่มบรรเทา เราก็ควรหาเวลาออกมานั่งกินข้าวนอกบ้านให้อาหารจีนเยียวยา เปลี่ยนบรรยากาศให้จิตใจแช่มชื่นกันบ้าง

ร้านที่จะมาแนะนำวันนี้ ชื่อร้าน HoHo Kitchen ค่ะ อ่านว่า โหว์โหว์ เป็นภาษาจีนกวางตุ้ง แปลว่า ดีๆ ตั้งอยู่ที่โครงการสเตเดียมวัน

แม้จะเพิ่งเปิดร้านเมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา แต่โหว์โหว์ไม่ใช่ร้านอาหารจีนน้องใหม่ที่ไหนนะคะ เป็นร้านดั้งเดิมกว่า 20 ปีมาแล้ว สมัยนั้นตั้งอยู่ที่ตึก ยูไนเต็ดเซ็นเตอร์ สีลม เป็นการร่วมหุ้นของชาวฮ่องกง และ คุณปิติ สิทธิอำนวย ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงเทพ ผู้นิยมชมชอบฮ่องกงอย่างมาก แต่มีอันปิดตัวไปด้วยมรสุมเศรษฐกิจลูกแล้วลูกเล่าในอดีต

แต่ด้วยความเชื่อมั่นในรสชาติของอาหาร ทำให้ คุณโบ้-พิเชษฐ สิทธิอำนวย บุตรชาย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท หลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) วัย 55 ปี กลับมาสืบทอดกิจการอันเป็นที่รักของพ่อต่ออีกครั้ง และ ตัดสินใจตั้งเป็นร้านสแตนด์อะโลน ที่ โครงการสเตเดียม วัน แหล่งกินแหล่งแฮงค์เอาต์ใหม่ใจกลางกรุง บรรยากาศร้านตกแต่งเน้นความโปร่ง โล่งสบาย

พลิกเมนูดูมีอาหารหลากหลายและเยอะมากๆ ค่ะ เอาเป็นว่าลองจัดซิกเนเจอร์มาชิมกันก่อน

อันดับแรกไม่สั่งไม่ได้ “สลัดกุ้งตะกร้าเผือก” 390 บาท ซิกเนเจอร์สุดจี๊ดจานนี้ ใช้กุ้งแชบ๊วยตัวเป้งๆ เนื้อกรอบเด้งเข้ากับน้ำสลัดรสชาติจัดจ้าน กินพร้อมตะกร้าเผือกทอดที่กรอบฟูอร่อยมาก เป็นออร์เดิร์ฟที่เพลิดเพลินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

“ผักโขมผัดกระเทียม” 100 บาท เป็นเมนูง่ายๆ แต่อร่อยเหลือหลายค่ะ ผักนิ่ม ผัดหอมกลิ่นเนยและกระเทียม คนไม่กินผักอยากให้ลองจานนี้ก่อน


“หมูผัดเปรี้ยวหวาน”
180 บาท รสชาติเปรี้ยวหวานแบบกลมกล่อม หมูชุบแป้งทอดกรอบอร่อย ผัดกับพริกหยวกสีต่างๆ และต้นหอม กินกับข้าวสวยร้อนๆ หยุดไม่ได้เลยล่ะค่ะ ยกให้เป็นจานเด็ดในใจอีกจาน ได้ยินว่าคนฮ่องกงมารับประทานก็ติดใจเป็นทิวแถวเหมือนกัน

“ปูนิ่มผัดพริกเกลือ” 350 บาท ปูนิ่มทอดกรอบกำลังดี ผัดกับพริกเกลือรสชาติจัดจ้าน เป็นอีกจานที่กินกับข้าวสวยแบบลืมอิ่ม

“ปลาทับทิมทอดราดต้มยำ” 300 บาท จานนี้เป็นสูตรของท่านประธานกรรมการ ธนาคารกรุงเทพเลย แนวคิดง่ายๆ เอาไว้ตัดความเลี่ยนของอาหารจีน วิธีทำทอดปลาก่อนแล้วค่อยราดต้มยำแบบไทย ซี้ดซ้าดจัดจ้านค่ะจานนี้

ตามด้วยซิกเนเจอร์ของอาหารจานเดียว “ราดหน้ากุ้งไข่” 140 บาท ฟังราคาไม่ผิดนะคะ กุ้งให้เยอะมาก รสชาติกลมกล่อม เส้นหอมกลิ่นกระทะไหม้ เป็นจานที่คุณภาพเกินราคามาก

และ เมนูใหม่เอี่ยม “ผัดเต้าหู้หมูกรอบ” จานนี้กลิ่นหอม รสกลมกล่อมแบบธรรมชาติ ผักมีแครอต เห็ดฟาง ต้นหอม กินกับหมูกรอบเข้ากันดี

ผักโขมผัดกระเทียม
หมูผัดเปรี้ยวหวาน
ราดหน้ากุ้งไข่

สั่งแค่ 7 อย่างนี้ มาสี่คนก็อิ่มจุกๆ แล้วค่ะ ยังมีอีกหลายเมนูที่น่าสนใจมาก ที่คิดไว้ในใจว่ามาคราวหน้าต้องสั่งให้ได้ คือ ก๋วยเตี๋ยวผัดฮ่องกง ถั่วแขกผัดหมูสับ กุ้งสดผัดไข่ เนื้อผัดซอส XO เพราะซอสที่นี่เป็นสูตรลับเฉพาะที่ทำเองทั้งหมดค่ะ

ได้คุยกับ คุณโบ้-พิเชษฐ สิทธิอำนวย ถึงธุรกิจร้านอาหารหลังโควิด ซึ่งคุณโบ้ก็ยอมรับว่าซบเซาลงไปมาก เพราะคนไม่ค่อยอยากออกจากบ้าน แต่ก็ไม่ได้ปิดร้านยังมีดิลิเวอรีให้บริการอยู่ แต่หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายก็อยากจะให้มาลองชิมกันเพราะมีความตั้งใจอยากให้คนได้รับประทานอาหารจีนดีๆ ที่ราคาเอื้อม

“ผมคิดว่าสไตล์ของเรา ไม่ใช่เหลา ไม่ใช่อาหารจีนที่ต้องการความหรูหรา เราอยากให้อาหารพวกนี้เข้าถึงง่าย ซึ่งจริงๆ อาจจะฝืนๆ ขัดๆ กับสิ่งที่คนไทยเห็น บางคนคิดว่ากินอาหารจีนต้องมากิน 10 คน แต่ของเรามา 1 คนก็สั่งธรรมดาได้ แต่ถ้ามากันหลายคน ต่อหัวไม่เกิน 350 บาทก็จุกแล้ว นี่เป็นสาเหตุที่เราสืบเนื่องร้านนี้”

คุณโบ้ ยอมรับว่า ความนิยมอาหารจีนในบ้านเราอาจจะลดลงไป เพราะเด็กวัยรุ่นชอบอาหารอื่นมากกว่า อาหารจีนอาจจะเป็นอาหารที่เป็นคนมีอายุประมาณ 35-40 ปีขึ้นไปชอบ ก็ต้องยอมรับเทรนด์การกินที่เปลี่ยนไป เด็กยุคใหม่กินแต่ญี่ปุ่น เกาหลี อิตาเลียน แต่ถึงอย่างนั้นเรามีลูกค้ามากินตลอด เป็นกลุ่มครอบครัว กลุ่มนักธุรกิจ ทำให้เรารู้สึกว่าอาหารเราดีก็มีคนกิน ใจก็อยากนำเสนออาหารจีนให้กลับมา ช่วงหลังมีอาหารเฉพาะถิ่นมากขึ้น เช่น เสฉวน แต่ร้านเราเป็นสายที่คนไทยคุ้นเคย คือ ฮ่องกง กวางตุ้ง

พิเชษฐ สิทธิอำนวย

สำหรับความโดดเด่นของโหว์โหว์ คือ อาหารรสชาติฮ่องกงแท้ เพราะเชฟใหญ่ที่นี่เรียนรู้งานเป็นสิบปีจากเชฟชาวฮ่องกงแท้ในยุคแรกเริ่ม

“วันเปิดร้านมีเพื่อนคนหนึ่งพาคุณแม่ของเขามาด้วย ก่อนจะกลับเขาบอกว่าแม่เคยอยู่ฮ่องกง และแม่ชมว่าอร่อยมาก ทำให้เรารู้ว่ารสชาติเราใช่ เพราะพ่อครัวชื่อเชฟนายเขาอยู่กับเราตั้งแต่สมัยเปิดร้านใหม่ๆ เรียนรู้เทคนิคจากเชฟฮ่องกงทุกอย่าง อยู่กับเชฟฮ่องกงเป็นสิบปีเขาเรียนรู้ทั้งหมด อยู่กับเราตั้งแต่อายุ 18 ปี ตอนนี้ 38 ปีแล้ว พัฒนาตัวเองตลอด มีเมนูใหม่ๆ ก็พยายามทำออกมาได้ดีมากๆ”

สำหรับคนที่สนใจที่ร้านยังรับจัดเลี้ยงด้วย โดยชั้น 2 มี ห้องแยก 4 ห้อง แต่ถ้าเปิดทะลุ รองรับได้ประมาณ 50 คน

สนใจติดต่อ 0-20777-666 หรือ เฟซบุ๊ก hoho kitchen ร้านเปิดทุกวัน 10.00-21.00 น. หรือจะมาที่ร้านเลยไม่ยากค่ะ ถ้าขับรถมาเข้าทางถนนบรรทัดทอง จุฬาฯ ซอย 6 ประทับตราที่ร้านจอดฟรี 1 ชั่วโมง หรือมารถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ถนนพระราม 1 เดินตรงมาทางสี่แยกเจริญผลประมาณ 400 เมตรก็ถึงร้าน

เมนูใหม่เอี่ยม ผัดเต้าหู้หมูกรอบ
ปูนิ่มผัดพริกเกลือ
ปลาทับทิมทอดราดต้มยำ
ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
เนื้อล็อบสเตอร์7สี สไลซ์

เที่ยวกระบี่รอบนี้นอกจากอาหารใต้ที่ต้องตระเวนชิมแล้ว ในลิสต์ที่ต้องบันทึกเพิ่มไว้ คือ อาหารญี่ปุ่น
บางคนอาจจะบอกว่าดั้นด้นมาถึงกระบี่แล้วต้องมาร้านญี่ปุ่นที่มีอยู่เต็มกรุงเทพฯเนี่ยนะ อยากจะบอกว่าร้านนี้แตกต่างจากที่อื่นตรงที่เขามีวัตถุดิบสดๆ จากท้องทะเลกระบี่มาเสิร์ฟให้เราได้ว้าวกันแน่นอน

ร้านชื่อ โทบิโกะŽ เป็นร้านขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ตั้งอยู่เยื้องๆ กับประติมากรรมปูดำ ในตัวเมืองกระบี่เลยค่ะ
เปิดประตูร้านเข้ามาลูกค้าทุกคนก็ต้องเช็กอิน วัดอุณหภูมิ ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ตามระเบียบชีวิตวิถีใหม่กัน วันที่ไปกินฝนตกหนักนึกว่าโต๊ะจะว่าง ที่ไหนได้เต็มทุกโต๊ะ

เริ่มกันที่ เซตล็อบสเตอร์ 7 สี ราคา 1,890 บาท เป็นเมนูใหม่เอี่ยมที่ร้านภูมิใจนำเสนอมากๆ ประกอบด้วยเนื้อล็อบสเตอร์จัดมาแน่นๆ ไข่แซลมอน และซิกเนเจอร์ของที่ร้าน คือ โทบิโกะ หรือ ไข่ปลาบิน เสิร์ฟพร้อมข้าว และแผ่นสาหร่าย

วิธีกินก็คีบข้าวมาวางที่สาหร่ายพอคำ ตามด้วยทุกอย่างที่เสิร์ฟมา ห่อทุกอย่างรวมกันแล้วกัดกินคำโตๆ จะสัมผัสได้ถึงรสชาติเนื้อล็อบสเตอร์ที่หวาน หนุบ กรอบ เหยาะโชยุที่ร้านปรุงเองซักนิด บวกกับไข่ปลารสชาติเค็มเปรี้ยวกลมกล่อมกินผสมกับข้าวและสาหร่ายได้ผลลัพธ์ คือ ฟินสุดสุดค่ะ

คุณเนส-พัชรภรณ์ งามนิรัตน์ เจ้าของร้านโทบิโกะ บอกเราว่า ล็อบสเตอร์ หรือ กุ้งมังกร 7 สี ที่เอามาเสิร์ฟลูกค้าเป็นวัตถุดิบพื้นถิ่นขนานแท้ ฟาร์มอยู่ที่อ่าวท่าเลน กว่าจะได้มาแต่ละครั้งต้องออกเรือไปตามล่าวัตถุดิบถึงกลางทะเลกันเลย

สำหรับคนที่เคยกินล็อบสเตอร์ ส่วนมากจะเป็นการนำมาทำซาชิมิ กินเนื้อสดๆ หรือไม่ก็เอาไปนึ่ง ต้ม ย่าง แต่เมนูที่ร้านโทบิโกะไม่เหมือนใคร เพราะว่าเป็นการครีเอตขึ้นมาใหม่ และพบว่าเป็นการผสมผสานที่เข้ากันอย่างลงตัว นอกจากกุ้งมังกร 7 สี ที่ร้านก็มีให้เลือกสั่ง กุ้งมังกรเลน ที่ราคาย่อมเยาลงมาเช่นกัน แต่ความหวานจะต่างกันเล็กน้อย

อีกวัตถุดิบพื้นถิ่น ปลาช่อนทะเลŽ ที่จังหวัดกระบี่มีการเลี้ยงมานานแล้ว ซึ่งร้านได้คัดไซซ์ใหญ่ ตัวหนึ่ง 4-5 กิโลกรัม นำมาฆ่าด้วยกรรมวิธีแบบญี่ปุ่น ทำให้เนื้อปลายังคงความสด ไม่คาว เอามาทำซาชิมิก็อร่อยในราคาดีงาม 150 บาทเท่านั้น แล่ชิ้นโตๆ เคี้ยวหนุบหนับดี แต่ที่อยากแนะนำสำหรับช่อนทะเล คือ แบบแล่บาง จานละ 190 บาท จะได้เนื้อสัมผัสอีกแบบ ยิ่งมีเครื่องดื่มมีฟองด้วยจะยิ่งฟินเพิ่มอีกเท่าตัว

ต่อมา สลัดปูนิ่มŽ 220 บาท ปูนิ่มก็มาจากฟาร์มที่อ่าวลึก ทอดออกมาเนื้อสัมผัสดีผิวกรอบนุ่มด้านใน ผักมาจากฟาร์มออร์แกนิคที่ได้รับรองจากเกษตรจังหวัด ราดซอสงาสูตรเฉพาะที่ร้านปรุงเอง
จะบอกว่าทั้ง 3 เมนูนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นวัตถุดิบพื้นถิ่น แต่ด้วยความชำนาญของที่ร้าน หยิบจับมาทำเป็นเมนูญี่ปุ่นได้ยอดเยี่ยมมากๆ ถ้าได้มีโอกาสมายังไงก็ต้องสั่งค่ะ

ส่วนวัตถุดิบจากญี่ปุ่น ก็ล้วนแต่พรีเมียม เพราะคุณพัชรภรณ์ได้ดีลกับซัพพลายเออร์ชาวญี่ปุ่นโดยตรง เดินทางไปดูวัตถุดิบด้วยตัวเองทุกปี

มื้อนี้เราเลยลองสั่ง เซตฮอนมากุโร่ หรือ ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน ราคา 1,200 บาท ประกอบด้วย โอโทโร่ ชูโทโร่ และ อากามิ เสิร์ฟมาแบบชิ้นหนาๆ ทั้งความสดและรสชาติคือสุดจริงค่ะ

พัชรภรณ์ งามนิรัตน์
พัชรภรณ์ งามนิรัตน์
ด้านหน้าเคาน์เตอร์
เซตช่อนทะเลแล่บาง

คุณเนสเล่าว่า ก่อนเปิดร้านโทบิโกะ เคยขายซาชิมิออนไลน์ในกระบี่มาก่อน ส่วนมากเน้นแซลมอน เพราะคนไทยคุ้นกับแซลมอน แต่มองว่าซาชิมิที่ยอดเยี่ยมจริงๆ คือ ทูน่า แล้วมองว่ากระบี่ยังไม่มีวัตถุดิบคุณภาพระดับนี้ ก็เลยเก็บความคิดนี้ไว้ บังเอิญได้เจอเชฟอาหารญี่ปุ่นคนหนึ่ง เราเลยชวนเชฟว่าวันหยุดให้ลองมาทำอาหารญี่ปุ่นให้ โดยเริ่มจากกินเอง ชวนเพื่อน จนตัดสินใจเปิดร้านขึ้นมา ถึงตอนนี้เปิดได้ 1 ปีแล้ว

ตอนขายออนไลน์ ขายอยู่ 1 ปี ก็เริ่มรู้สึกว่ามีคนชอบเหมือนเรา ก็ตัดสินใจเปิดร้านขึ้นมา ยังคิดว่าถ้าเอาโอโทโร่มาคนกระบี่จะทานไหม แต่เราอยากนำเสนอที่ฉีกแนวจากแซลมอน ทุกคนจะคิดว่าแซลมอนเป็นอาหารญี่ปุ่น แต่ไม่ใช่ ไปญี่ปุ่นต้องกินโอโทโร่ ชูโทโร่ อากามิ บลูฟิน คุณต้องกินทูน่า นี่คือสุดยอดของปลาดิบ แซลมอนจะเป็นแค่เครื่องเคียงประดับโต๊ะ เราเอามานำเสนอที่กระบี่ก็มีลูกค้าที่ชอบ เพราะจริงๆ เมืองนี้เป็นเมืองพรีเมียม เพียงแต่ก่อนหน้านี้หาร้านสไตล์นี้ไม่ได้Ž

สำหรับปลานอก ที่ร้านโทบิโกะจะดีลตรงกับซัพพลายเออร์ที่ญี่ปุ่น ไปเลือกดูสินค้ากันถึงที่

สลัดปูนิ่ม

คุณเนสบอกว่า ทุกปีจะบินไปงานแฟร์ ดูปลา ที่เมืองนาริตะ เป็นงานที่รัฐบาลญี่ปุ่นจัดขึ้นให้กลุ่มเกษตรกร ประมงนำสินค้ามานำเสนอ แล้วเชิญนักธุรกิจต่างประเทศเข้ามาดู เราก็ไปดีลตรงเลย ดังนั้นวัตถุดิบของเราจึงสดมาก เพราะจะสั่งล่วงหน้าแค่ 2 วัน อีกวันหนึ่งปลาก็จะมาที่เรา ระยะเวลาถือว่าสั้นมาก

ที่สำคัญวัตถุดิบที่นำเข้าจะต้องมีใบเซอร์ตรวจโควิดทั้งหมด

ส่วนวัตถุดิบพื้นถิ่นที่อยากนำเสนอเป็นพิเศษ คือ ล็อบสเตอร์ หรือกุ้งมังกร 7 สี ถือเป็นการพลิกแพลงในการนำวัตถุดิบราคาสูงมานำเสนอในรูปแบบใหม่ให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างน่าประทับใจ
ด้วยความที่เราชำนาญเรื่องอาหารญี่ปุ่น เราก็เลยดัดแปลงเอาวัตถุดิบท้องถิ่นที่สดมาทำเมนูอาหารญี่ปุ่น และเนื่องจากล็อบสเตอร์มีราคาสูงถ้าเราเอามาทานซาชิมิอย่างเดียว แล้วถ้ากลุ่มเพื่อนมากันหลายคนก็จะได้ชิมคนไม่กี่ชิ้น แต่ถ้าเราเอามาทานคู่กับสาหร่าย ข้าว ไข่แซลมอน และโทบิโกะ ก็จะได้ปริมาณที่เยอะขึ้น แปลกใหม่ ฟิน และอิ่มท้องŽ

ใครได้ไปเที่ยวกระบี่ช่วงนี้ ลองแวะไปเช็กอินที่ร้านโทบิโกะกันดู ประทับใจกับคุณภาพและบริการแน่นอน สนใจลองเข้าไปดูก่อนได้ที่เฟซบุ๊ก Tobikosushi Krabi ค่ะ

ฮฮนมากุโร่ ซาชิมิ
ซูชิหน้าอูนิ
ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน อาทิตย์ที่5 กรกภาคม 2563, หน้า 20
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]

ช่วงที่ปิ่นโตเถาเล็กเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านนั้น มีน้องรัก กัปตันโอแห่งการบินไทยส่งอาหารของร้านนักบินรุ่นน้องชื่อ ต้า มาให้ลิ้มลอง (ยกขบวนนำมาให้ทั้งครอบครัว) พอได้ชิมแล้วรู้สึกอร่อยถูกปากมาก เนื่องจากเป็นเมนูจีนแต้จิ๋วคุ้นเคยแบบดั้งเดิม จึงขอเชียร์สองมือแนะนำ ร้านฮกกี่คิทเช่น ซึ่งกลับมาเปิดบริการให้นั่งกินที่ร้านอีกครั้งแล้วนะจ๊ะ

ฮกกี่คิทเช่น คือ ร้านอาหารจีนตำรับซัวเถาริมถนนบรรทัดทอง เปิดมานาน 50 กว่าปี อยู่ตรงข้ามซอยจุฬาฯ 34 ห่างจากแยกสะพานเหลืองและถนนพระราม 4 เพียง 150 เมตร ตัวร้านอยู่ริมถนนสีชมพูอมแดงเด่นเป็นสง่าขนาด 3 คูหามองเห็นได้ชัดเจน มีที่จอดรถด้านหลังร้าน โดยเข้าจากซอยข้างร้านได้เลย (เป็นโรงจอดรถสำหรับให้คนแถวนั้นเช่าประจำ)

ร้านนี้เปิดกิจการเมื่อ พ.ศ.2509 (อ่อนกว่าปิ่นโตเถาเล็กเพียง 1 ปี) โดยอากง ชื่อว่า นายห่งเอี๊ยง แซ่โล้ว (มงคลชัยวิวัฒน์) จากเดิมหาบกระเพาะปลาขายตอนเริ่มแรก กลายเป็นภัตตาคารฮกกี่คิทเช่น มีลูกหลานรุ่นที่ 2 และ 3 สืบสานตำนานความอร่อยจนทุกวันนี้ คำว่า ฮกกี่ แปลว่า วาสนาที่น่าจดจำ มีความหมายดีมาก
ตัวร้านติดเครื่องปรับอากาศทั้ง 2 ชั้น ชั้นบนแบ่งเป็นห้องๆสำหรับผู้ที่มาเป็นหมู่คณะ คุณสมชาย คุณพ่อซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 ยังว่าการในครัวเช่นเดิม โดยมีคุณแม่และลูกๆ รุ่นที่ 3 น้องต้าและน้องเอิงคอยช่วยด้วย คุณสมชายไปซื้อของสดเองที่ตลาดเก่าเยาวราชทุกวัน

ของอร่อยที่นี่มีมากมายหลายสิ่ง เริ่มกันด้วย ห่านพะโล้ แต้จิ๋วสูตรซัวเถา (จานนี้ 600 บาท) ปรุงด้วยเครื่องยาจีนประมาณ 10 ชนิด เช่น โป๊ยกั้ก อบเชย ลูกผักชี ยี่หร่า ข่าแก่ พริกไทย ลูกกระวาน หญ้าหอม พริกหอม จึงหอมกลิ่นเครื่องยาจีน แต่ไม่แรงจนเกินไป และมีรสชาติเข้าเนื้อ ไม่เหม็นสาบ ส่วนที่ผมชอบคือ เนื้อสะโพกห่านนุ่มอร่อย นอกจากนี้ ยังเลือกชิ้นส่วนอื่นได้ด้วย อย่าลืมสั่ง ไส้ห่าน กรอบๆ (จานนี้ 2 ขีด 140 บาท) นะจ๊ะ นอกจากนี้ ก็มีขา ปีก หัว เลือด เครื่องใน และลิ้นพะโล้ นอกจากนี้ ยังมี ขาห่านอบบะหมี่ (คู่ละ 190 บาท) ให้ลิ้มลองด้วย

ของกินเล่นที่ขึ้นชื่อลือชา นิยมสั่งกลับบ้านกันมากก็คือ ขนมผักกาด หรือ ไชเท้าก้วย ลูกโตๆ เท่ากำปั้น (ลูกละ 60 บาท) หั่นได้ 5 ชิ้นโตๆ เวลากินให้นึ่งนาน 10 นาทีจนนุ่มหอม หรือนำมาจี่ในกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อยก็อร่อยกรอบนอกนุ่มใน (ผมชอบมาก) บรรจุในห่อสุญญากาศ เก็บในช่องแช่แข็งได้นาน 1 เดือน อยู่ต่างจังหวัดก็สั่งได้นะจ๊ะ

ส่วนของกินเล่นอื่นๆ มี แฮ่กึ๊น (กุ้ง) และ ฮ่อยจ๊อ (ปู) (ลูกละ 25 บาท) สั่งมากินคู่กันได้ อีกทั้งมาร้านแต้จิ๋วต้องสั่ง กระเพาะปลาผัดแห้ง (300 บาท) ใส่กระเพาะปลาชิ้นโตๆ ด้วย

เมนูน้ำๆ ซดๆ ต้องลอง ไก่ดำตุ๋นยาจีน หอมหวานเข้มข้นสุดยอด (450 บาท) ที่ชอบใจก็คือ เนื้อไก่ดำ เจ้านี้อร่อยมีรสชาติไม่แห้งผาก อีกอย่างที่เป็นเมนูดั้งเดิมประจำร้าน หัวปลาต้มเผือก (150-200-300 บาท) ปรุงจากน้ำซุปกระดูกหมูรสชาติเข้มข้น ผู้ใหญ่อย่างเราซดกินเปล่าๆ ได้เลย เพราะรสชาติดีมาก ส่วนหัวปลาเป็นปลาจีนซ่งฮื้อ จะสั่งใส่ปลากะพงก็ได้ ยังมีทีเด็ดที่น้ำจิ้มเต้าเจี้ยวใส่พริก ช่วยให้รสจัดเผ็ดหอมยิ่งขึ้น

ขาห่านอบบะหมี่
ขนมผักกาด

อีกอย่างซึ่งหากินที่อื่นได้ยากคือ เก้งผัดขึ้นฉ่าย (200-300-400 บาท) ซึ่งเดี๋ยวนี้ความจริงคือ ใช้ เนื้อแพะ มาทำ ไม่มีกลิ่นสาบ และนุ่มหอมมาก ถ้าชอบรสจัดให้สั่ง เก้งผัดพริก และ เก้งผัดกะเพรา นอกจากนี้ ก็มี ปลิงทะเลผัดกะเพรา (300-600-900 บาท) เนื้อปลิงนุ่มๆ ผัดมีรสมีชาติ

เมนูอื่นที่ชอบมี ออส่วนหอยนางรม นุ่มเนียน (200-300-400 บาท) กับ หน่อไม้ทะเลเจี๋ยนยอดคะน้า น้ำเจี๋ยนหอมและรสชาติดีมาก ที่ชอบคือไม่มีรสหวานนำ ยอดคะน้าก็อ่อนกำลังดี ไม่มีใบแก่ๆ ให้เสียอารมณ์
อยากกินปลาให้สั่ง ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว (ตัวนี้ 500 บาท) สดหวาน น้ำซีอิ๊วก็หอมมากกรรมวิธีเคล็ดลับคือ จะปรุงน้ำซีอิ๊วก่อน เติมซีอิ๊วญี่ปุ่น น้ำมันงา น้ำมันหอย และน้ำตาลเล็กน้อย แล้วแยกน้ำซีอิ๊วบางส่วนไปนึ่งปลา พอนึ่งสุกแล้วเทน้ำทิ้งไป นำน้ำซีอิ๊วอีกส่วนที่แยกไว้ต่างหากไปปรุงเพิ่ม เติมแป้งมันนิดหน่อย ใส่ขิงและต้นหอมลงกระทะพอสะดุ้งไฟ แล้วเทราดตัวปลาที่นึ่งเสร็จแล้ว สำหรับเมนูปลาอื่นๆ เช่น ปลาเต๋าเต้ย นั้นให้สั่งล่วงหน้า 1 วัน จะสดมากๆ เอามาลวกในหม้อไฟได้

ไก่ดำตุ๋นยาจีน

ตามธรรมเนียมโต๊ะจีนต้องปิดท้ายด้วยข้าว หรือเส้นหมี่ ขอแนะนำ ข้าวผัดหนำเลี้ยบ ใส่กุนเชียงหอมอร่อย หอมกลิ่นคั่วในกระทะ (150-200-300 บาท มีขนาดใส่กล่องกลับบ้าน 100 บาทด้วย) ผัดหมี่ฮ่องกง ใส่แฮมและกุ้ง (150-200-300 บาท มีใส่กล่องกลับบ้าน 100 บาทด้วย) วันก่อนหน้านั้นผมสั่ง ข้าวผัดเผือก ทรงเครื่อง (150-200-300 บาท) ใส่เครื่องหลากหลาย ไปกินที่บ้านอีกด้วย

ถ้ามาเป็นหมู่คณะอยากสั่งเมนูโต๊ะจีนสุดคุ้มก็มีหลายราคาเริ่มที่ 3,200 บาท ไปจนถึง 8,300 บาท
ปิดท้ายด้วยของหวาน รักพี่เสียดายน้องจนต้องสั่งมาทั้ง 2 อย่าง ทั้ง เผือกหิมะ (ชิ้นละ 15 บาท) มีน้ำตาลเคลือบพอเหมาะ และหอมกลิ่นวานิลลา (แทนการคั่วกับต้นหอม) ต้องกินตอนร้อนๆถึงจะอร่อย กับ โอนี่แปะก๊วยใส่ข้าวเหนียว (250 บาท) และเครื่องสารพัดกับเผือกกวนทำเองเนียนหอมหวาน

นี่คือร้านจีนแต้จิ๋วซัวเถาที่ถูกใจข้าพเจ้าอีกหนึ่งร้าน เปิด 10 โมงเช้าถึง 3 ทุ่มทุกวัน ถ้ายังไม่อยากออกจากบ้านฮกกี่คิทเช่น มีบริการดิลิเวอรีด้วย โทรสอบถามที่ 0-2215-1259-60 หรือ Line @hokkee ก็ได้นะจ๊ะ

ข้อมูลร้าน
ฮกกี่คิทเช่น
โดย คุณสมชาย มงคลชัยวิวัฒน์
ที่ตั้ง 1988 ถนนบรรทัดทอง วังใหม่ ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทร 0-2215-1259-60, 09-4979-6199
เปิดบริการ 10.00-21.00 น.ทุกวัน
หยุด หลังเทศกาลสงกรานต์
Line @hokkee
แนะนำ ห่านพะโล้ ไส้ห่าน ขนมผักกาด ไก่ดำตุ๋นยาจีน หัวปลาต้มเผือก เก้ง (แพะ) ผัดขึ้นฉ่าย เก้งผัดพริก หน่อไม้ทะเลเจี๋ยนยอดคะน้า ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว ข้าวผัดหนำเลี้ยบ เผือกหิมะ โอนี่แปะก๊วยใส่ข้าวเหนียว กระเพาะปลาผัดแห้ง

เก้งผัดขึ้นฉ่าย
ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว
ผัดหมี่ฮ่องกง
เผือกหิมะ
โอนี่แปะก๊วยใส่ข้าวเหนียว
ที่มามติชนรายวัน 
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก
เวลาปิ้ง เฮียอ้วนใช้กรรไกรเล็มส่วนเกรียมออก

ปิ่นโตเถาเล็กไม่ค่อยได้พาแฟนๆ ไปชิมของอร่อยยามดึกสักเท่าไหร่ เนื่องจากติดภารกิจถ่ายทำรายการโทรทัศน์ทุกอาทิตย์มาตลอดหลายปี อีกทั้งยังลาวงการกินดื่มยามราตรีตั้งนานนมเนแล้ว

มาบัดนี้สถานการณ์โควิดทำให้อะไรหลายอย่างไม่เหมือนเดิม แต่ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ ของอร่อยที่แต่ก่อนเคยได้กินเฉพาะช่วงมิดไนต์เที่ยวคืนก็ย้ายมาขายตอนกลางวัน พวกนอนหัวค่ำอย่างเราก็สามารถไปลิ้มลองได้แล้ว

ปิ่นโตเถาเล็กจึงมีความยินดีนำเสนอเจ้าหมูปิ้งรถเข็นธรรมดาไม่มีชื่อร้าน แต่โด่งดังในหมู่มนุษย์กลางคืน ต่างรู้จักกันดีในชื่อ หมูปิ้งเฮียอ้วน ขอบอกเลยว่าหมูปิ้งร้านนี้อร่อยที่สุดในกรุงเทพฯทีเดียว

หมูปิ้งของ เฮียอ้วน หรือ คุณพงศ์ธนัส วรรณอิทธิวิชญ์ (ชื่อเดิมกฤตมงคล จินดาศรี) เป็นขวัญใจในหมู่นักท่องราตรีมานานกว่า 30 ปี สมัยเริ่มแรกขายอยู่แถวหน้าปากซอยสีลม 4 (คนรุ่นเดียวกันกับปิ่นโตเถาเล็ก ยังจำบาร์โรมกันได้ไหมจ๊ะ) นักเที่ยวผู้หิวโหยยามดึกต่างแวะออกมากินหมูปิ้งของเฮียอ้วนอย่างเอร็ดอร่อย หนึ่งในนั้นคือเจ้านีโน่ เพื่อนของข้าพเจ้าที่เป็นขาประจำตัวยง

จากนั้นเฮียอ้วนย้ายมาปักหลักขายอยู่ที่หน้า ปากซอยคอนแวนต์ (ถนนคอนแวนต์) ถนนสีลม หน้าอาคารสีบุญเรืองเก่า (ตอนนี้กำลังจะกลายเป็นโครงการใหม่ขนาดใหญ่) ตั้งแต่เวลา 4 ทุ่มครึ่ง ไปจนถึงตี 3 ได้รับความนิยมทั้งในหมู่พวกเราชาวไทยรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวจีนอีกด้วย

แต่เมื่อมีช่วงเวลาเคอร์ฟิวออกไปขายไม่ได้ เฮียอ้วนจึงหันมาเน้นขายที่หน้าบ้านใน ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 15 แทน ตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึง 3 ทุ่ม ซึ่งความจริงก่อนหน้านี้ก็ขายที่บ้านอยู่แล้วช่วงเช้าตอน 6 โมงถึง 10 โมงเช้า แต่ไม่ค่อยมีใครรู้

แฟนๆ คนไหนอยากลิ้มลองให้โทรสั่งล่วงหน้าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงได้ที่เบอร์ 08-3999-6997 (เบอร์ก่อนหน้านี้ทำมือถือหาย ต่อไปจะใช้เบอร์นี้ตลอดนะจ๊ะ) หรือโทรหา น้องแบล็ก ลูกชายเฮียอ้วนได้ที่เบอร์ 08-7330-2209 โดยจะปิ้งร้อนๆ ให้เฉพาะเมื่อสั่งแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ น้องแบล็กยังมีบริการส่งถึงบ้านให้ด้วย ถ้าไม่ไกลข้ามเมืองจนเกินไป (เช่นแถวลาดพร้าวยังไปส่งได้)

ทางไปบ้านเฮียอ้วนนั้น จากถนนสาทรใต้ เลี้ยวซ้ายที่ สี่แยกสาทร-นราธิวาส มาตามถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ประมาณ 700 เมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้า ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 15 ซอยนี้เป็นซอยแคบๆ มีความยาวเพียง 500 เมตร เห็นที่ว่างตรงไหนก็จอดรถริมซอยฝั่งขวาได้เลย เพราะท้ายซอยจะไม่ค่อยมีที่จอด หรือจะจอดตามซอยแยกด้านขวาก็ยังพอมีที่จอดได้บ้าง จากนั้นเดินเข้าไปจนสุดซอยจะกลายเป็นตรอกเล็กๆ สำหรับคนเดิน เข้าไปอีกไม่กี่สิบเมตรก็ถึงแล้ว รถเข็นของเฮียอ้วนจะอยู่ฝั่งซ้ายตรงสี่แยกคนเดินแรกเลย ตามกลิ่นหมูปิ้งหอมๆ ไปเดี๋ยวก็หาเจอ

หมูปิ้งมีขายอยู่ถมถืดทั่วไป บ้างก็หมักนมสด บ้างก็หมักกะทิ บ้างก็ใช้หมูติดมันเยอะๆ แต่หมูปิ้งของเฮียอ้วนมีจุดเด่นตรงที่มีมันแทรกพองาม เนื่องจากใช้ส่วนสันคอนุ่มๆ ซึ่งต้องเลาะมันออกไปมหาศาล เนื้อสันคอ 10 กิโลกรัม เลาะมันไป 1 กิโลกรัม จึงกินเท่าไหร่ก็ไม่เลี่ยน แถมเนื้อสันคอนั้นทั้งนุ่มและเด้งหนึบในตัว กินอร่อยมาก

เฮียอ้วนใช้หมูสดทำวันต่อวัน โดยภรรยาของเฮียอ้วนตื่นขึ้นมาตอนตี 5 เสียบไม้เนื้อหมูที่หมักไว้แล้ว และหมักเครื่องเนื้อหมูของวันใหม่ตอน 8 โมงเช้า เป็นสูตรลับประจำบ้าน ผมปะเหลาะถามมาได้คร่าวๆ มีทั้งกระเทียม (ไทย) พริกไทย รากผักชี ซีอิ๊วขาวและซีอิ๊วดำ แต่ไม่ใส่ผงปรุงรสชูรสใดๆ เลย จากนั้นเอาใส่ถุงแช่ถังน้ำแข็งไว้ 1 คืน (หรืออย่างน้อย 6 ชั่วโมง) มิน่าล่ะหมูปิ้งเฮียอ้วนเมื่อปิ้งบนเตาถ่านแล้ว จึงมีความหอมรสชาติเข้าเนื้อเป็นยิ่งนัก ไม่เค็มเกินไปไม่หวานเกินไป และเวลาปิ้ง เฮียอ้วนจะพิถีพิถันคอยใช้กรรไกรเล็มส่วนที่ไหม้เกรียมออกให้อีกด้วย

ส่วน น้ำจิ้ม นั้นก็เด็ดเช่นกัน มีรสเปรี้ยวหอมจากมะขามเปียก แต่ไม่เปรี้ยวไม่หวานไม่เผ็ดไม่เค็มจนเกินไป เรียกได้ว่ากลมกล่อมกำลังดี กินกับข้าวเหนียวนุ่มๆ (เฮียอ้วนบอกว่าต้องใช้ข้าวเหนียวทางเหนือจึงจะนุ่มกว่า) กินเพลินหยุดไม่ได้จริงๆ สนนราคาหมูปิ้งไม้ละ 12 บาท ข้าวเหนียวถุงละ 5 บาท เฮียอ้วนบอกว่าเริ่มจากชายไม้ละ 3 บาท กลายเป็น 5-10 และ 12 บาทในปัจจุบัน

น้ำจิ้มใส่มะขามเปียกรสเปรี้ยวอมหวานเด็ดมาก

มีเคล็ดลับมาฝาก คือ เมื่อซื้อมาแล้วต้องกินหมูปิ้งตอนร้อนๆ อย่าปล่อยให้ตากลมทิ้งไว้บนจานเป็นอันขาด ยิ่งไปกินหน้าร้านตอนปิ้งเสร็จใหม่ๆ ยิ่งดี เพราะเฮียอ้วนเลาะมันออกไปเยอะ ถ้าปล่อยจนเย็นชืดเนื้อหมูจะแข็งขึ้นเป็นกอง (หรืออุ่นร้อนก่อนอีกครั้งก็ได้) ลองชิมดูแล้วจะรู้ว่ากินตอนร้อนๆ อร่อยเหาะขึ้นสวรรค์จริงๆ จิ้มน้ำจิ้มชุ่มโชกยิ่งเด็ด

แต่ละวันเฮียอ้วน (ความจริงต้องเรียกน้องอ้วนเพราะอ่อนกว่าปิ่นโตเถาเล็กหลายปี) จะทำไม่มาก วันละ 700-800 ไม้เท่านั้น ดังนั้น อย่าลืมโทรไปจองล่วงหน้า เฮียอ้วนรับไปออกงานด้วย สนใจติดต่อตามเบอร์ที่บอกไป และร้านที่เฮียอ้วนทำเองคือที่ในซอยนราธิวาสฯ 15 กับที่หน้าปากซอยคอนแวนต์เท่านั้นนะจ๊ะ ย้ำอีกทีว่า ช่วงนี้ขายที่บ้านเท่านั้นตอน 6 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม ถ้าไม่มีเคอร์ฟิวเมื่อไหร่ก็จะกลับไปขายเวลาเดิม คือที่บ้านตอน 6 โมงเช้า ถึง 10 โมงเช้า ส่วนที่สีลมขายตอนกลางคืน 4 ทุ่มครึ่ง ถึงตี 3

เป็นโอกาสอันดีที่มนุษย์กลางวันอย่างพวกเราจะได้ลิ้มลอง จะได้รู้ซึ้งว่าทำไมหมูปิ้งเฮียอ้วนจึงเป็นขวัญใจของดารา (เช่นน้องแพนเค้ก น้องกิ๊บซี่) เชฟก้องโลกและนักชิม (อย่างเชฟกากั้น และน้องแทน I Tan) กันขนาดนี้ อ่านจบแล้วรีบโทรสั่งแล้วไปชิมกันได้เลยนะจ๊ะ

หมูปิ้งเฮียอ้วน

โดย คุณพงศ์ธนัส (เฮียอ้วน) วรรณอิทธิวิชญ์

ที่ตั้ง หน้าบ้าน 119/37 ซอยนราธิวาสฯ 15 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ทุ่งมหาเมฆ สาทร กรุงเทพฯ 10120

ถ้าไม่มีเคอร์ฟิว จะขายที่รถเข็นปากซอยคอนแวนต์ ถนนสีลม สีลม บางรัก กรุงเทพฯ 10500

โทร 08-3999-6997 (เฮียอ้วน) และ 08-7330-2209 (น้องแบล็ก)

เปิดบริการ ช่วงนี้ขายที่บ้าน 06.00-21.00 น. ทุกวัน

ถ้าไม่มีเคอร์ฟิว จะกลับไปขายที่ปากซอยคอนแวนต์ 22.30-03.00 น. และต่อด้วยที่บ้าน 06.00-10.00 น. ทุกวัน

แนะนำ หมูปิ้ง

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก (ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์)