ครั้งที่แล้วแค่พูดถึงรสชาติอัศจรรย์เกี๊ยวกุ้งของเฮียจก โต๊ะเดียว ก็มีคนอีเมล์เข้ามาถามรายละเอียดงานกันยกใหญ่ เลยต้องย้ำกันอีกครั้งว่างาน “Mega Food Tastival 2019” จัดที่ ลาน Foodwalk Plaza ศูนย์การค้าเมกา บางนา วันที่ 8-12 สิงหาคมนี้

งานนี้คนจัดเขาคัดเลือกแต่ร้านเด็ดเจ้าอร่อย ขนมาเสิร์ฟนักชิมโดยเฉพาะพิกัดลาน Foodwalk Plaza ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อน ถ้ายืนอยู่ด้านหน้าทางเข้าห้าง ลานฟู้ดวอล์กจะอยู่ด้านขวามือ เดินตรงไปเรื่อยๆ ลานจะเป็นแนวหุบลงไปคล้ายแอ่ง อยู่ตรงทางเข้า ท็อปส์ มาร์เก็ต พอดิบพอดีเลยค่ะ

ย้อนอ่าน คอลัมน์ เคี้ยวตุ้ย ตะลุยกิน : อร่อยเด็ดต้องลอง เกี๊ยวกุ้งเฮียจก-ซาลาปูวิยะแครบ

ที่ติดค้างไว้ว่าจะมาบอกอีกว่าร้านที่เหลือมีอะไรบ้าง วันนี้ขอแนะนำร้าน “เส้นปลาโกอ่าง” ใครที่เคยกินฝีมือโกอ่างแล้วจะรู้ฤทธิ์เดชความอร่อย น้ำซุปหอมหวาน เส้นปลาหนานุ่มหลากสี ลูกชิ้นปลานุ่มหยุ่นสูตรเฉพาะ เหยาะด้วยข่าคั่วบดที่แทบจะหากินที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว โอ้โห ฟินค่ะ

โกอ่าง-นรชัย วิเชียรรัตนาภรณ์

“โกอ่าง-นรชัย วิเชียรรัตนาภรณ์” วัย 66 ปี เจ้าของสูตรเด็ดเคล็ดลับ บอกว่า เหตุที่น้ำซุปหอมหวานล้ำแบบธรรมชาติขนาดนี้ เพราะว่าใช้ปลาทิโปว หรือปลาตาเดียวแห้งจากประเทศจีน เอามาต้มน้ำซุป ไม่ใช่กระดูกหมูอย่างร้านทั่วไป

“ผมเคยไปกินหัวปลาต้มเผือกภัตตาคารใหญ่ๆ ในเยาวราช เขาจะใช้ปลาตัวนี้ เลยไปศึกษาดู อ๋อ ไอ้ตัวนี้คนจีนใช้ทำกับข้าว ทำน้ำซุปมานานแล้ว ก็ไปซื้อมาทำ โลเป็นพัน ของเมืองจีนนะ เราเอาไปย่างไฟก่อนแล้วมาต้ม จะได้น้ำซุปหอมหวานปลาแห้งจริงๆ”  โกอ่างเผยสูตรเด็ดเคล็ดลับ

ส่วนเส้นปลามีหลากสีสัน ล้วนแล้วแต่เป็นสีจากวัตถุดิบธรรมชาติ มีเส้นสีขาวปกติ เส้นสีเขียวจากสาหร่ายสไปรูลิน่า เส้นสีส้มจากพริกปาปริก้า เส้นสีชมพูจากหัวบีทรูท และ เส้นสีดำจากหมึกดำ

ตู้ใส่เส้นปลา เป็นตู้ทำความเย็น เพื่อคงอุณหภูมิป้องกันแบคทีเรีย

โกอ่าง เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนยังไม่ได้ทำเส้นปลา แต่ทำร้านซีฟู้ด เป็นร้านใหญ่ที่สุดในนครศรีธรรมราช ใครเกิดทันยุคหนุ่มสาวทัวร์ ไม่มีใครไม่รู้จักโกอ่างซีฟู้ด ด้วยวัตถุดิบที่ดีเลิศจากแหลมตะลุมพุก บวกกับฝีมือการปรุงทำให้ร้านโกอ่างซีฟู้ดขายดีระเบิดระเบ้อ ทำอยู่นานถึง 15 ปี จำเป็นต้องคืนที่ให้กับเจ้าของเลยคิดว่าจะทำอะไรดีที่คนกินได้ตลอด คำตอบ คือ ก๋วยเตี๋ยว

แต่ทำอย่างไรจะแตกต่าง คำตอบมาลงที่ก๋วยเตี๋ยวเส้นปลา

“เราไม่อยากเหมือนคนอื่น ก็เลยเอาปลามาทำเส้น เริ่มจากทำลูกชิ้นปลาก่อน ทั้งที่เราก็ไม่รู้ว่าเขาทำกันยังไง ไม่มีใครยอมบอก ก็ลองผิดลองถูก ทำแล้วทิ้งหมดไปหลายหมื่นบาท ทำยังไงก็ไม่หายคาว วันหนึ่งกำลังจะทิ้งอีกแล้ว คิดเล่นๆ ว่าจะทำลูกชิ้นสีเหลือง เลยตอกไข่ใส่ลงไปปรากฏว่าพอต้มสีกลับขาว แถมไม่มีกลิ่นคาว มารู้ว่าอ๋อ ไข่ขาวดับคาว ก็เลยได้สูตรลูกชิ้นปลา”

เย็นตาโฟซุปกลมกล่อม

ส่วนสีในเส้นปลา พอทำเส้นเสร็จ วันหนึ่งโกอ่างไปกินเส้นสปาเกตตีหมึกดำ จึงไปเสิร์ชหาข้อมูลพบว่ามีประโยชน์ จึงลองเอามาทำกับเส้นปลาบ้าง ปรากฏว่าพอลวกแล้วน้ำดำ หาวิธีแก้อยู่นาน ไปนั่งดูคนย้อมผ้าเห็นเทคนิคการใส่เกลือ ใส่แบบไหนยังไง เป็นอันว่าได้เส้นหมึกสำเร็จ

ส่วนสีชมพูใช้บีทรูทก็ขั้นตอนไม่ธรรมดา ต้องใช้ปริมาณมาก เอาไปปั่นแล้วนำไปเข้าไมโครเวฟเพื่อใส่น้ำให้สีเข้มข้น ทั้งหมดทั้งมวลที่ทำมานี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่โกอ่างไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้กินมาก่อน จึงตัดสินใจไปจดอนุสิทธิบัตรไว้

 

เส้นหมึกดำ มีคุณค่าอาหาร

“ที่จดก็เพื่อขอว่า เราทำเป็นคนแรก ใครจะเลียนแบบตามใจเขา แต่นี่เป็นความภูมิใจที่เราทดลองทำ” อีกเคล็ดลับพิเศษสำหรับก๋วยเตี๋ยวน้ำใส และข้าวต้มปลาของที่ร้าน คือ ต้องเหยาะข่าคั่วเล็กน้อยก่อนเสิร์ฟ รับรองว่าหอมรสชาติอร่อยล้ำลึก “พวกข้าวต้มปลาโบราณจริงๆ คนจีนจะไม่ใช่กระเทียม เราจะใช้หัวข่ามาบดคั่วกับพริกไทย จะทำให้หอมและมีประโยชน์บำรุงหัวใจ ขับลม เอามาใส่ก๋วยเตี๋ยวปลา หรือ ก๋วยเตี๋ยวน้ำใสก็หอมอร่อย”

 

อีกหนึ่งร้านเด็ดที่มาร่วมงานนี้ คือ ขนมจีนน้ำยาปูบ้านพี่แยม ของนักข่าวสาวคนดัง “แยม-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย” ที่หันมาเอาดีทางทำอาหารอีกทาง เปิดเพจ บ้านพี่แยม Baan PีYam ขายอาหารปักษ์ใต้ตามออเดอร์เป็นหลัก

ชื่อของแยม-ฐปณีย์ นักข่าวสาวขาลุยไม่มีใครไม่รู้จัก งานข่าวก็เก่ง งานครัวก็ไม่แพ้กัน มีฝีมือทำอาหารรสชาติจัดว่าเด็ด โดยเฉพาะขนมจีนน้ำยาปู ที่เป็นซิกเนเจอร์ของที่ร้าน

ขนมจีนน้ำยาใต้ซีฟู้ด

น้ำยาปูที่นี่จะเป็นน้ำยาใต้ใส่ปลาย่างและตัวปู ใครที่เคยลองชิมจะรู้ว่าน้ำยารสชาติเด็ดดวงมาก ที่สำคัญสูตรบ้านพี่แยมจะเผ็ดแบบกลมกล่อม เผ็ดร้อนพอหอมปากหอมคอ แต่ถ้าใครชอบเผ็ดก็กัดพริกทอด รับรองเผ็ดถึงใจ แถมใส่เนื้อปูเน้นๆ กินกันเต็มปากเต็มคำ ผักก็ให้มาครบครันผักสดผักดอง

ขนมจีนน้ำยาบ้านพี่แยมจะมีหลายแบบ แบบแรก คือ ขนมจีนน้ำยาใต้ (ไม่มีเนื้อปู) ชุดคนเดียว ชุดละ 60 บาท แบบที่ 2 ขนมจีนน้ำยาใต้มีเนื้อปู ชุดคนเดียว 100 บาท แบบที่ 3 ขนมจีนน้ำยาใต้ซีฟู้ด ชุดรับประทานได้ 2 คน ชุดละ 250 บาท

ขนมจีนน้ำยาใต้มีเนื้อปู

แยม-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ไปส่งอาหารตามออเดอร์ถึงมือเพื่อนๆ

นอกจาก 2 ร้านนี้ รวมถึง เฮียจก และ Viya Crab ที่เขียนไปก่อนหน้า ก็ยังมีเจ้าเด็ดอื่นๆ อีกเพียบ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายหมี ร้านถนัดหอย ขาหมูกรอบ By Chef Day อาหารปักษ์ใต้ร้านพริกไทยสด ขนมหวานป้าเยาว์ ดีว่ะแหนมเนือง Grun Caf&Eatery ไก่ทอดเกาหลี By Matichon Academy ซี่โครงปราณ เบรนเวค คาเฟ่ หมึกย่างต่อแถว เมี่ยงกลีบบัวบ้านสวย ร้านพิเศษ กิ๊ฟท์ ซาลาเปาทับหลี อิน.วิ.เทชั่น คาเฟ่ ฟาร์มเฮ้าส์ รอยัลเบรดปังเย็น ขนมบ้านคุณยาย เผ๊ดดเผ็ด!! (น้ำพริก&ปูดอง)

ลองไปเดินกันดูนะคะ รับรองว่าไม่ผิดหวัง

 

ที่มา       อาทิตย์  สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียน   ชม นำพา [email protected]

ย่านบางกรวย อำเภอที่เล็กที่สุดของจังหวัดนนทบุรี แต่มีของอร่อยเพียบบบบ!!!

ร้านอาหารที่นี่ส่วนมากจะอยู่ไม่ห่างจากกันมากนัก ตั้งแต่บริเวณรอบที่ว่าการไปรษณีย์บางกรวย ย่านนี้มีทัศนียภาพริมน้ำที่มีทั้งของกินอร่อย วิวสวยงาม มีบรรยากาศลมอ่อนๆ พัดสบาย ถือเป็นทำเลของกินอร่อยใกล้กรุงเทพฯ

แล้วของอร่อยในย่านนี้ มีอะไรบ้าง “มติชอคาเดมี” พาตะลุยกิน 5 ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าเด็ด ที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาย่านบางกรวย

1.ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น เนื้อตุ๋น บางกรวย

เปิดทุกวัน ยกเว้นวันพุธ เวลา 07.00-15.00 น.

มาเริ่มกันที่ร้านแรกเลย ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น เนื้อตุ๋นบางกรวย ชื่อร้านอาจจะธรรมดาแต่รสชาติไม่ธรรมดา ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นมีกลิ่นหอมและมีรสชาติที่ตัดกันดีระหว่างเส้นที่ออกเปรี้ยวนิดๆ และน้ำซุปและหมูที่เค็ม หากเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อก็จะได้รสชาติที่เข้มข้นกว่าหมู ทำให้รสชาติออกมากำลังดี ไม่จำเป็นต้องปรุงเลย ราคากันเอง 40 บาท ซึ่งเจ้าของร้านอย่าง พี่ต๊ะ หรือ ต๊ะ บางกรวย ตามคำแรกของคนแถวนี้ ก็บอกว่า ขายมากว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งมีลูกค้าประจำแวะมาอุดหนุนอยู่ตลอด หากอยากจะแวะเวียนมากินก็สามารถมาได้ทุกวัน ยกเว้นวันพุธ ตั้งแต่เวลาเจ็ดโมงเช้าถึงบ่ายสามโมง เพราะว่าโดยมากแล้วร้านนี้จะขายหมดเร็ว หากมาช้าก็อาจอดกินได้

นอกจากก๋วยเตี๋ยวหมูแล้วยังมีของหวานที่รสชาติดีอย่างไอศกรีมโดยเฉพาะรสรัมลูกเกด ซึ่งอร่อยมากๆ ซึ่งหากใครชอบทานของหวานหลังอาหาร ร้านนี้ก็พลาดไม่ได้ที่จะทาน ราคาอยู่ที่ถ้วยละ 15 บาท

2.เม้งโภชนา

เปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.30 น.

ร้านก๋วยเตี๋ยวนี้อาจจะชื่อคุ้น ๆ หูกันมาบ้างเนื่องจากมีสาขากว่า 11 สาขาทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยมีสาขาแรกอยู่ที่ย่านบางลำภู ณ สาขาบางกรวยแห่งนี้ แม้ว่าจะเป็นสาขาแยก แต่ก็มีรสชาติที่อร่อยและทานง่าย เส้นบะหมี่เหนียวนุ่มแบน กับเครื่องก๋วยเตี๋ยวแบบโบราณที่มีลูกชิ้นปลาและเกี๊ยวปลาแสนอร่อยเป็นจุดขายของร้าน ลูกชิ้นกุ้งและเผือกทอด ที่เข้ากันดีกับเส้น ทำให้ร้านนี้ติด 1 ในร้านแนะนำในย่านบางกรวยของเรา เวลาเปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น

3.ร้านไสกี่โภชนา

เปิดทุกวันเวลา 06.00-18.00 น.

หากใครที่ชอบเป็ดย่างและบรรยากาศที่ดูเก่าๆ มีกลิ่นอายของความเป็นร้านอาหารคนจีน ร้านนี้ก็จะดึงดูดคุณให้เดินเข้าไปไม่มากก็น้อย ก่อนหน้าที่จะเดินเข้าร้านคุณจะได้กลิ่นหอมของเป็ดย่างที่ทำอยู่หน้าร้านมาตั้งแต่อยู่ฝั่งตรงข้าม

เมื่อเดินเข้าไปในร้านคนกินเยอะมากๆ ทั้งในร้านและสั่งกลับบ้านหน้าร้าน เป็ดย่างของร้านนี้มีความพิเศษอยู่ที่ความหอมและนุ่ม โดยที่ไม่มีกลิ่นสาบของเป็ด แม้ว่าจะรับประทานเปล่าแบบไม่ใส่น้ำจิ้มก็ตาม แต่หากรับประทานแบบใส่น้ำจิ้มก็จะเพิ่มความอร่อยมากขึ้นไปอีก ซึ่งเข้ากันได้ดีกับทั้งเมนูข้าวหน้าเป็ดย่างและบะหมี่เป็ด ราคาก็ถือว่าอยู่ในระดับทั่วไป ชามหรือจานละ 40 บาท เทียบกับความอร่อยถือว่าคุ้มค่าที่จะลองกินสักชาม เวลาเปิดของร้านนี้คือ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น

4.อรรถรสก๋วยเตี๋ยวเรือ หมู เนื้อ สูตรแซ่บ

เปิดทุกวัน เวลา 08.00-16.30 น.

ถัดจาดร้านไสกี่โภชนาไปอีกไม่กี่ก้าว ใกล้ๆ กับวัดชลอ จะเจอกับร้านก๋วยเตี๋ยวขนาดใหญ่ที่ชื่อ อรรถรสก๋วยเตี๋ยวเรือ ร้านนี้เป็นร้านใหญ่อยู่บริเวณแยก ซึ่งมีลานจดรถอยู่ด้านหน้า บรรยากาศค่อนข้างเป็นร้านใหม่ เนื่องจากเปิดมาไม่ถึง 2 ปีเต็มเท่านั้น

เมนูเด็ดอยู่ที่ยำก๋วยเตี๋ยวเรือ เป็นการสร้างอรรถรสใหม่ของการกินก๋วยเตี๋ยวเรือ คือเป็นแบบไม่มีเส้น น้ำแห้ง เป็นอีกเมนูน่าลองเลยทีเดียว

แม้ว่าจะเปิดมาเพียง 2 ปี แต่ก็มีความน่าสนใจเนื่องจากมีของหวานอย่างข้าวต้มมัดที่ทางร้านบอกว่าเป็นทีเด็ด ได้สูตรมาจากคุณแม่ที่นครสวรรค์ เป็นสูตรเก่าแก่ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองเลยทีเดียว

5.ร้าน ช.บะหมี่เกี๊ยว / หมูแดง

เวลาเปิด 16.00-23.59 น.

มาถึงร้านสุดท้ายที่อยากแนะนำ เป็นร้านขนาดใหญ่ 2 ห้องแถว ที่ด้านหน้ามีขายทั้งหมูแดง เกี๊ยว บะหมี่เป็ด รวมถึงกระเพาะปลาอีกด้วย เป็นร้านที่รวมมิตรหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน

เมนูเด็ดของร้านนี้คือ บะหมี่เกี๊ยวปูหมูแดง หมูกรอบ ที่เส้นมีความเหนียวนุ่ม หมูแดง หมูกรอบและปูรสชาติดี ไม่เลี่ยนจนเกินไป อีกทั้งเนื้อปูและหมูก็ให้เยอะขนาดกินได้สองคนเลยทีเดียว รวมทั้งเกี๊ยวก็ให้ไส้อยะด้วย ทำให้ร้านนี้จัดเป็นหนึ่งในร้านบะหมี่ที่ดีของย่านบางกรวย ราคาอยู่ที่ชามละ 90 บาท แต่ถ้าเทียบกับขนาดของชามและเนื้อที่ให้ก็ถือว่าคุ้มค่า

อีกความอร่อยของร้านนี้คือ เมนูกระเพาะปลาสูตรหูฉลาม และกุ้งอบวุ้นเส้น โดยถึงแม้กระเพาะปลารสชาติอาจยังไม่เข้มข้น แต่สามารถปรุงเพิ่มได้ด้วยจิ๊กโฉ่วและพริกไทย ส่วนกุ้งอบวุ้นเส้นได้กุ้งตัวใหญ่และสดมาก เนื้อเหนียวแน่น ไม่เละ แม้ว่าจะมีรสชาติออกชมนิดๆ แต่ก็กลบได้ด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ด ราคากระเพาะปลาชามละ 99 บาท และกุ้งอบวุ้นเส้นชามละ 120 บาท

นี่แหละความอร่อยของ 5 ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าเด็ดในย่านบางกรวย ที่หากคุณไปย่านนี้บอกเลยคำเดียวว่าไม่ควรพลาด!

บรรยากาศที่ดีของร้านอาหารย่อมส่งเสริมให้การรับประทานมื้อนั้นๆ มีชีวิตชีวาไม่น้อย

วันหยุดสบายๆ เพื่อนรุ่นน้องชักชวนกันขับรถกินลมชมวิว จากกรุงเทพฯไปเที่ยวนครปฐม เราเลือกแวะรับประทานมื้อเที่ยงกันที่ร้าน Pomelo Cafe ร้านอาหารและเครื่องดื่มในสวนส้มโอ บรรยากาศท้องร่องสวนส้มโอแท้ๆ สุดแสนจะธรรมชาติ

ร้านตั้งอยู่ที่ตำบลดอนแฝก อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ขายอาหารธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เพราะวัตถุดิบส่วนมากปลูกเองในสวนไร้สารพิษ หลายอย่างเป็นสินค้าออร์แกนิคที่อุดหนุนชุมชนด้วยกัน

จานแนะนำของที่ร้าน คือ ยำส้มโอโพเมโล่ 149 บาท ผัดไทยกุ้งสด 70 บาท ข้าวคลุกกะปิ 70 บาท ข้าวผัดกะเพราหมู/ไก่ จานละ 50 บาท ทะเล 60 บาท เพิ่มไข่ 10 บาท ใครชอบสเต๊ก ก็มีให้เลือกหลากหลาย ราคา 69-199 บาท

สำหรับยำส้มโอโพเมโล่ คือ ยำส้มโอน้ำพริกเผา น้ำยำเป็นสูตรโบราณ ทำจากน้ำพริกเผา มะขามเปียก น้ำตาลปึก มะพร้าวเผาขูด กะทิ คลุกกับส้มโอรสจัดจ้านผลผลิตสดๆ จากสวน เสิร์ฟจัดจานสวยงาม กลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ส่วนผัดไทยกุ้งสด ใช้เส้นจันท์ธรรมดา แต่ด้วยเทคนิคการผัด ทำให้ผัดไทยพิเศษขึ้นด้วยสัมผัสเส้นที่นุ่ม หนึบ

คุณติ๋ม-อภัสรา แก่นจันทร์ เจ้าของร้าน บอกว่า เดิมทำสวนส้มโอเป็นหลัก แต่มาระยะหลังคนงานไม่มี ต้นทุนการทำสวนสูงขึ้น แต่เนื่องจากเรียนจบอาชีวะด้านคหกรรม จึงหันมาเปิดร้านอาหารและเครื่องดื่ม กับสามี คุณธนู แก่นจันทร์ เปิดร้านมาได้ 2 ปี 8 เดือนแล้ว มีลูกค้าทั้งคนพื้นที่และนักท่องเที่ยว คนจะมาแน่นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

“ที่ร้านมีทั้งส่วนอาหารและส่วนขายเครื่องดื่ม อาหารส่วนมากเป็นแบบไทยๆ ใช้วัตถุดิบที่ปลูกเอง เช่น กะเพราปลูกเอง ข้าวใช้ข้าวไรซ์เบอรี่ที่ขายในชุมชน เราจะเน้นวัตถุดิบที่ดี เครื่องดื่มอย่างน้ำผลไม้ปั่นก็จะใช้ผลไม้ตามฤดูกาล เช่น มะนาวเยอะก็มีน้ำมะนาวปั่น มะม่วงออกก็ทำมะม่วงปั่น หรือขนุนปั่น จะอาศัยของในสวนตัวเองเยอะหน่อย”

คุณติ๋ม-อภัสรา

สำหรับเครื่องดื่มมีสารพัดชา กาแฟ น้ำผลไม้ปั่นตามฤดูกาล ที่เด็ดขาดใครกินก็ติดใจ คือ มะพร้าวนมสดปั่น 50 บาท เบเกอรี่ก็ไม่แพงมาก ราคาชิ้นละ 45-70 บาท เท่านั้น ใครชอบขนมไทยสั่งได้ห่อละ 10 บาท ใครชอบกินส้มโอก็มีวางจำหน่ายผลสดๆ จากในสวน

ที่ร้านบรรยากาศสบายๆ เป็นที่พักผ่อนของครอบครัว ทุกเพศทุกวัย เด็กๆ สามารถเดินชมสวนส้มโอ มีเรือให้พายฟรี เป็นที่สนุกสนาน

สำหรับคนทำงานในเมืองที่เคร่งเครียด แนะนำให้หลบหนีความจำเจ เปลี่ยนบรรยากาศมานั่งในสวนดูบ้าง ขับรถไม่ไกลมาก ราคาอาหารน่ารักๆ ท่ามกลางบรรยากาศแสนจะร่มรื่น หาซื้อไม่ได้ในกรุงเทพฯแน่นอน


จากคอลัมน์ เคี้ยวตุ้ย…ตะลุยกิน นสพ.มติชน

ารเดินทางกับการกินเป็นของคู่กันไปเสียแล้ว ล่าสุดต้องแนะนำเพื่อนนักเดินทางทั้งหลายที่ชอบตะลุยไปทั่วทุกระแหงของประเทศ ตอนนี้มีของดีของอร่อยระดับภัตตาคารแบรนด์ฮั่วเซ่งฮง ตามติดนักเดินทางไปทั่วประเทศแล้ว โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่ ในรูปแบบไซส์เล็กลงมากว่าภัตตาคารแต่คงความอร่อยไม่แพ้กัน ในชื่อ “ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ”

“เชน-พิสิทธิ์ พิริยเลิศศักดิ์” กรรมการผู้จัดการบริษัท ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ จำกัด ทายาทฮั่วเซ่งฮง รุ่นที่ 3 ต่อยอดธุรกิจฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ การันตีความอร่อยด้วยการบอกว่า ทุกอย่างเหมือนฮั่วเซงฮงใหญ่ เรียกว่าเสิร์ฟความอร่อยมาตรฐานเดียวกันจากสูตรโบราณที่ตกทอดมากว่า 47 ปี

ความอร่อยนี้ผุดขึ้นมาตามสาขาของป้๊มน้ำมัน ปตท. ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายและแวะซื้อสะดวก บวกกับความอร่อยที่การันตีจากสูตรเดียวกับภัตตาคาร ทำให้การเติบโตของฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีถึง 60 สาขาแล้วในตอนนี้

ก่อนอื่นขอแนะนำเมนูขายดิบขายดีกินกี่ทีก็อร่อย อย่างเมนู ซาลาเปาหมูแดง สูตรพิเศษ ตั้งแต่แป้งจนถึงไส้ ทุกวัตถุดิบและทุกกระบวนการ ล้วนมีเรื่องเล่าและตำนานที่ส่งต่อมาถึง 3 รุ่น คงความอร่อยไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเนื้อหมูแดงที่นุ่มและหอม จากการย่างก่อนนำมาปรุงเป็นไส้ให้ทุกคนได้ลิ้มลอง และอาหารทุกจานที่เสิร์ฟให้ลูกค้าจะต้องร้อน เพื่อรักษามาตรฐานเดียวกับภัตตาคาร

ใครที่แวะฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ แล้วไม่ได้ชิมซาลาเปาหมูแดง คงเหมือนไม่ได้แวะฮั่วเซ่งฮงติ่มซำก็ว่าได้

ที่นี่นอกจากจะมีเมนูติ่มซำที่หลากหลายให้เลือกแล้ว ยังมีเมนู กระเพาะปลา สูตรเดียวกับฮั่วเซ่งฮงใหญ่ มาขายให้ลูกค้าจรและลูกค้าประจำได้ซื้อแบบสะดวกสบาย ซึ่งเมนูนี้จะมีบางสาขาเท่านั้น โดยจะมีขายเฉพาะสาขาที่มีเก้าอี้นั่งเสียเป็นส่วนใหญ่

อีกเมนูที่อยากแนะนำให้ลิ้มลองรับรองจะติดใจ กับเมนู ขนมจีบกุ้ง รับรองไม่ผิดหวัง เพราะจะได้ชิมเนื้อกุ้งตั้งแต่คำแรกที่กัด หนุบหนับอร่อยปรุงรสสูตรพิเศษของทางร้านที่เข้ากันเป็นอย่างดีทีเดียว

นอกจากจากนี้ยังมีติ่มซำให้เลือกกว่า 80 รายการ โดยเฉพาะซาลาเปาอีกว่า 10 ไส้ และยังมีไส้ตามฤดูกาล อย่างไส้ทุเรียนลาวาหมอนทอง และใบเตยมะพร้าวอ่อน ที่เจ้าของเลือกใช้ตามความนิยมและปรับสูตรได้อย่างลงตัว เข้ากับแป้งซาลาเปาเป็นอย่างดี

ทายาทรุ่นที่ 3 ฮั่วเซ่งฮง ยังบอกอีกว่า นอกจากเราจะนำของอร่อยมาเสิร์ฟใกล้ตัวผู้บริโภคแล้ว ความสะดวกอีกอย่าง คือ สามารถเลือกสั่งผ่านไลน์แมน สำหรับสาขาในกรุงเทพฯ

สำหรับราคาฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ เจ้าของบอกว่า ราคา 40 บาท สามารถอิ่มอร่อยแทนข้าวมื้อเช้าได้กลายเป็นขวัญใจพนักงานที่เดินผ่าน สาขาใน BTS และ MRT รวมไปถึงสาขาในตึกออฟฟิศ

ด้วยราคาที่ประหยัดแล้ว คุณภาพคับคำ เนื้อเน้นๆ แป้งนุ่มๆ กินดีมีประโยชน์ต่อร่างกายแบบนี้นี่เองที่ทำให้ขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว

ประเทศไทยเราขึ้นชื่อเรื่องอาหารที่มีอยู่มากมาย และหลากหลาย นอกจากอาหารคาวที่เรากินอยู่เป็นปกติทุกวันแล้วนั้น เราก็ยังมีของหวานของกินเล่นต่างๆ ไว้กินกันระหว่างวันหรือใช้เป็นเมนูปิดท้ายอาหารมื้อนั้นๆ อีกด้วย วันนี้ “มติชนอคาเดมี” เลยจะพาไปหาของกินเล่นกันในย่านราชวัตร ที่เป็นย่านที่รวบรวมของกิน ร้านอาหารอร่อยๆ ไว้ให้เลือกมากมาย จะมีร้านอะไรบ้างไปดูกันเลย!

1.บัวลอยไข่เค็มทรงเครื่อง

พิกัด : ร้านอยู่หน้าร้านห้างค่ามองแสงไบ ซอยร่มประดิษฐ์

เมนู : บัวลอยไข่เค็มทรงเครื่อง

ร้านนี้มีจุดเด่นอยู่ที่แป้งบัวลอยจะนิ่ม มีหลากสีสัน ใส่เครื่องเยอะ มีทั้งลูกตาล ข้าวโพด แปะก๊วย เผือก และข้าวบาร์เลย์ที่ใส่ใบเตยเพื่อเพิ่มสีสันให้กับบัวลอย อย่างสีแดงที่ตอนแรกคิดว่าจะมาจากสีผสมอาหารแต่แม่ค้าบอกว่าใช้สีจากแก้วมังกรมาทำ แสดงให้เห็นว่าเน้นของคุณภาพมาทำจริงๆ ยิ่งกินกับไข่เค็มยิ่งอร่อย มัน เค็ม กำลังพอดี เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยชอบกินหวานมากเลย ถ้าใครอยากลองก็มาได้ ร้านเปิด 16.00-20.30 น.

2.สมหวังซาลาเปา

พิกัด : ข้ามสะพานราชวัตรมาประมาณ 500 เมตร

เบอร์โทร : 02-243-7478 , 085-075-8581 , 089-109-6407

เมนู : ซาลาเปาไส้ครีม + ลูกสับ + ถั่วดำ + เผือก + หมูแดง + ขนมจีบหมู

ขนมจีบซาลาเปาร้านนี้จัดว่าเด็ดจริง เพราะทำเองทุกอย่างเลย ทั้งตัวแป้งและตัวไส้ เนื้อแป้งซาลาเปานิ่มมาก ไม่แข็งแห้ง ตัวไส้ก็เนื้อเนียน ละเอียด ไม่หวานมาก กินแล้วสัมผัสได้เลยว่าเป็นไส้นั้นจริงๆ ไม่มีอย่างอื่นผสม แล้วแม่ค้ายังคอนเฟิร์มอีกว่าซาลาเปาร้านนี้ยิ่งเก็บไว้ค้างคืนแป้งยิ่งนิ่มค่ะ ไม่มีแข็งแน่นอน ส่วนขนมจีบก็ใส่ไส้เน้นๆ เลย เป็นไส้ที่ผสมระหว่างหมูและกุ้ง ชิ้นใหญ่พอดีคำ

3.โกโรตีชาชัก

พิกัด : ข้ามสะพานราชวัตรมาประมาณ 500 เมตร

เบอร์โทร : 02-043-6886 , 091-90-1858

เมนู : ชาชัก + มะนาว + โรตีทิชชู่วิปครีมไมโล + โรตีธรรมดาวิปครีมฝอยทอง

อีกหนึ่งร้านดังที่ใครๆ ก็รู้จักก็คือร้าน “โก โรตี ชาชัก” เราก็เลยสั่ง โรตีทิชชู่วิปครีมไมโล กับโรตีธรรมดาวิปครีมฝอยทอง มาลองกัน ตัวแรกจะเป็นแป้งแผ่นบางๆ กรอบๆ กินกับวิปครีมไมโล เพิ่มความหอมมัน แล้วราดด้วยนมข้นหวาน ส่วนตัวที่สองแตกต่างกันที่แป้ง โดยโรตีธรรมดาวิปครีมฝอยทอง ตัวแป้งจะมีความนุ่มกว่า และที่สำคัญคือทั้งสองตัวนี้ไม่อมน้ำมันเลย

ส่วนเครื่องดื่มก็มีหลากหลายเมนูให้เราได้เลือกกัน มีทั้งแบบที่เป็นชา และน้ำโซดาต่างๆ หรือถ้าใครไม่อยากสั่งน้ำ ทางร้านก็มีบริการเสิร์ฟน้ำชามา 1 เหยือก พร้อมกับแก้วน้ำชาเล็กๆ น่ารักๆ

4.Architect station coffee

พิกัด : ตรงข้ามธนาคารกรุงเทพ , ตรงข้ามร้านบริษัทห้างทองปิติพร

เบอร์โทร : 02-241-0468

เมนู : ชาไทย + ชาเนสที + Honey I Soda + เอสเปรสโซ่ร้อน + ปังนมน้ำตาล

ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ แต่น่ารักมากๆ ร้านตกแต่งด้วยดีไซน์ที่เก๋และเรียบง่าย เหมาะสำหรับนั่งพักชิลๆ ใครที่มาเดินเที่ยวแถวนี้ ถ้าเมื่อยก็เข้าไปนั่งจิบชากาแฟในร้านได้ และเมนูที่เราสั่งมาก็มี ชาไทย สั่งมาแบบหวานน้อย ได้รสชาติที่เข้มข้นตามที่ต้องการเลย และมีกลิ่นหอมของชาชัดเจน

ชาเนสที ก็สั่งหวานน้อยมาเหมือนกัน ทำให้มีรสชาติมัน หอม กลมกล่อม

Honey I Soda ตกแต่งด้วยมะนาว ใบสะระแหน่ และเชอร์รี่  ได้รสชาติน้ำผึ้งชัดเจน เปรี้ยว หวานซ่า สดชื่นกำลังดี

เอสเปรสโซ่ร้อน วิปครีมนุ่ม ไม่หวานมาก เนื้อสัมผัสเบา ละลายในปาก หอมกลิ่นกาแฟ ถ้าใครเป็นคอกาแฟต้องชอบมากแน่ๆ

ปิดท้ายด้วย ปังนมน้ำตาล ขนมปังกรอบนอกนุ่มใน  น้ำตาลนมซึมเข้าไปในเนื้อขนมปัง หอม หวานกำลังดี

นี่แหละ 4 ร้านของหวานแสนอร่อยย่านราชวัตร ใครอยากลองบอกเลยไม่เสียใจแน่นอน!

ฉบับนี้เรายังคงอยู่กันที่เมืองหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์นะคะ ได้กลับมาเยี่ยมบ้านทั้งที เราต้องขายของดีของเด็ดเป็นเซตกันไปเลย

ฉบับที่แล้วยังฟินกับการกินลาบเป็ดร้านทองหล่อลาบเป็ดไม่หาย ชนิดที่ว่ากินอาทิตย์ที่แล้วมีแฮงยันอาทิตย์นี้เลยค่ะไม่ได้โม้

ในฐานะเป็นลูกหลานคนหล่ม โดยมากจะเรียกแทนตัวเองว่าเป็นคนไทหล่ม หรือ ลาวหล่ม ก็ได้ทั้งนั้น เนื่องจากสำเนียงภาษาหล่มนี้ รากเหง้าน่าจะมาจากเมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว เพราะมีศัพท์ และสำเนียงคล้ายกันมาก

ด้านอาหารของที่นี่ก็มีหลากหลาย ทั้งแบบไทยจีนลาว

และหนึ่งในอาหารจานหลักของคนที่นี่รับประกันได้ว่าต้องมีแกงอ่อม คนหล่มสักเรียกว่า “แกงเอาะ” ซึ่งเป็นอาหารจานเด็ดของพ่อผู้เขียนเอง เมื่อได้กลับบ้านเมื่อไหร่พ่อต้องเข้าครัวปรุงให้ลูกได้กินทุกครั้ง

แกงเอาะสูตรนี้ จะว่าไปก็แตกต่างจากแกงอ่อมที่ขายตามร้านอาหารอีสานในกรุงเทพฯมากทีเดียว ทั้งวัตถุดิบ และรสชาติ คือแกงที่นี่น้ำขลุกขลิก รสชาติเข้มข้ม อุดมไปดัวยผักสดตามฤดูกาลที่ปลูกไว้ในบ้าน กินแบบไร้ความกังวลว่าจะมีสารพิษอะไรเข้าร่าง ปลาร้าก็ทำเอง ที่เสียเงินซื้อก็มีแค่หมูเท่านั้น

รอบนี้มีผักเท่าที่เก็บได้ มีผักชีลาว ผักคราด (รสชาติเผ็ดปร่าชาลิ้น กินแล้วหยุดไม่อยู่) ชะอม ยอดพริก ผักเสี้ยว หรือ ชงโค ผักหวานบ้าน ผักอ่อมแซ่บ ใบมะกรูด ยอดใบกะเพรา มะเขือเปราะ มะเขือพวง พริกอ่อน ถ้ามียอดฟักทองก็ใส่ด้วยได้

เครื่องแกงมีข่า ตะไคร้ พริกจะเป็นพริกแห้งหรือพริกสดก็ได้ หอมแดง กระเทียม และผิวมะกรูด

เครื่องปรุงประกอบด้วย น้ำปลา น้ำปลาร้า เคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้รสชาติมีความอร่อยนัวอยู่ตรงนี้ และข้าวเบือ หรือ ข้าวเหนียวแช่น้ำ สำหรับผู้ที่ชอบให้น้ำข้น

เมื่อวัตถุดิบครบ พ่อเริ่มบรรเลง ขึ้นอินโทรด้วยการตำพริกแกงให้ละเอียด ขั้นตอนนี้ให้ตำข้าวเบือไปด้วย แล้วนำไปผัดกับน้ำมันให้หอมฉุย จากนั้นใส่หมูสับผัดให้พอสุก แล้วใส่น้ำปลา ตามด้วยน้ำปลาร้า ผัดให้เข้ากัน แล้วใส่น้ำสะอาด ตรงนี้ใครมีน้ำสต๊อกก็ใส่น้ำสต๊อกได้ พอน้ำเดือดใส่น้ำปลาร้าพร้อมตัวปลาอีกรอบ โดยใช้กระชอนมากรอง คนปลาร้าจนกว่าเนื้อจะละลายไปกับน้ำแกง เหลือแต่ก้างเอาไปทิ้ง

จากนั้นใส่ผัก เริ่มจากมะเขือลงก่อน พอน้ำเดือดให้ใส่ผักที่เหลือลงไป ผักยุบก็ปิดไฟตักใส่ถ้วยให้สวยงาม

ที่บอกไว้แต่แรกว่าแกงเอาะที่นี่ต่างจากแกงอ่อมที่ขายตามร้านอาหารอีสานทั่วไป คือเครื่องแกงจะตำละเอียดทั้งหมด จะไม่ใส่ข่า ตะไคร้ชิ้นใหญ่ ให้เกะกะในถ้วยชาม ขณะที่ผักก็มีความหลากหลาย ซึ่งจุดนี้ก็ต้องเห็นใจร้านค้าในเมืองกรุงที่ไม่มีให้เลือกมากนัก

ใครมีเวลาจะลองตามสูตรนี้ได้ไม่มีหวง รับประกันความแซ่บ แถมอุดมไปด้วยคุณประโยชน์จากผักเเละสมุนไพร กินกับข้าวเหนียวร้อนๆ ลืมอิ่มเลยทีเดียว


จากคอลัมน์ เคี้ยวตุ้ย…ตะลุยกิน นสพ.มติชน

ในป่าลึกมีช้างเผือกฉันใด ย่อมปรากฏแม่ครัวฝีมือฉกาจในท้องถิ่นเล็กๆ ฉันนั้น

ร้าน “ทองหล่อลาบเป็ด” ชื่อเหมือนซอยไฮโซในกรุงเทพฯ แต่ตั้งอยู่ที่บ้านน้ำก้อ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นร้านลาบเล็กๆ สไตล์บ้านทุ่ง ปัจจุบันไม่ได้รู้จักแค่คนในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังดังไปไกลจากการบอกปากต่อปากของนักท่องเที่ยวที่เคยมาแวะชิม

อาหารจานเด่นห้ามพลาด ได้แก่ ลาบเป็ด ต้มเป็ด และ แหนมกระดูกหมูอ่อน ราคาจานละ 50 บาทเท่ากัน

สูตรลาบเป็ดที่นี่โดดเด่นด้วยการนำเครื่องในไปผัดกับกระเทียม หอม ตะไคร้ ให้สุกหอม จากนั้นนำเนื้อเป็ดลงไปผัดตาม เนื้อเป็ดที่ใช้นั้นต้องสับเอง สับให้ละเอียด ไม่นำไปปั่นเด็ดขาด เพราะรสชาติที่ได้จะต่างกันมาก จากนั้นปรุงน้ำปลา บีบมะนาว เมื่อมีออเดอร์ ก็ตักออกมาคลุกกับข้าวคั่ว พริกป่น เหยาะน้ำมะนาวอีกนิด ใส่เครื่องหอมคลุกเคล้า โรยหน้าด้วยหอมเจียว และสะระแหน่ แถมผักพื้นถิ่นหลากหลายให้กินแกล้ม

ต้มเป็ดจะเป็นสไตล์ต้มแซ่บ เริ่มจากตั้งน้ำ พอน้ำเริ่มเดือดใส่ข่าชิ้นใหญ่ พร้อมรากผักชีทุบ รอน้ำเดือดตามด้วยเป็ดที่สับเป็นชิ้นไว้ ต้มประมาณ 1 ชั่วโมงก็กินได้ เคล็ดลับน้ำซุปต้องใช้เกลือ ห้ามน้ำปลาเพราะมีกลิ่นคาว ส่วนตะไคร้ ใบมะกรูดไม่ใส่เลย เป็นสูตรเฉพาะตัวของที่นี่ เวลาเสิร์ฟก็ตักออกมาปรุงมะนาว พริกป่น และพริกสดกระเทียมที่ปั่นไว้ แล้วโรยเครื่องหอม

สุดท้ายแหนมกระดูกหมูที่ร้านทำเอง รสเค็มเปรี้ยวกำลังดี กินกับข้าวเหนียวหมดกระติ๊บไม่รู้ตัว

นั่งคุยกับ ป้าติ๋ว-วรรณงาม ทองหล่อ วัย 73 ปี หัวหน้าแม่ครัวผู้ใจดี พ่วงตำแหน่งเจ้าของร้าน บอกว่า ชีวิตทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก เพราะเป็นพี่สาวคนโตมีหน้าที่ดูแลน้องๆ ถนัดทำอาหารท้องถิ่นทุกชนิด เดิมเข็นรถเข็นขายขนมจีน ตอนหลังหันมาเปิดร้านลาบเพราะเป็นอาหารที่คนหล่มสักชอบกิน เดิมมีลาบเนื้อ ลาบหมูด้วย แต่คนจีนในท้องถิ่นขอร้องว่าให้แยก มีด เขียง กะละมัง เพราะไม่กินเนื้อ ทำให้การปรุงยุ่งยากมาก เลยปรับเหลือแค่ลาบเป็ด นอกจากนั้น ก็มีเมนูอื่นๆ อาทิ เป็ดพะโล้ เป็ดพะโล้ผัดใบโหระพา หัวเป็ดบั้นท้ายเป็ดทอด เป็นต้น

“เปิดร้านมา 20 ปีแล้ว เริ่มเป็นที่รู้จัก เพราะข้าราชการครูในท้องถิ่นมากินบ่อยแล้วบอกต่อ สูตรลาบก็ปรับปรุงมาเรื่อยๆ แต่เดิมทำแบบพื้นบ้าน คือจะผัดเฉพาะหนังและเครื่องในให้สุก ส่วนเนื้อเป็ดจะคั้นน้ำมะนาวใส่ เป็นแบบสุกๆ ดิบๆ กินอร่อยมาก เนื้อเป็ดมีรสชาติหวาน แต่มาตอนหลังปรับทำให้สุกหมด เป็นสากลขึ้น แต่คนที่ยังชอบดิบสั่งก็มี ช่วงที่ขายดีมากๆ ตื่นตั้งแต่ตี 3 ทุกวันเพื่อเตรียมของ ซื้อเป็ดวันละ 30-40 ตัว”

สิบปากว่าไม่เท่าชิมเอง ใครแวะเวียนไปเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ แนะนำว่าห้ามพลาด พิกัดหาไม่ยาก มาตามถนนหมายเลข 21 จากเพชรบูรณ์มุ่งหน้าไปอำเภอหล่มสัก ผ่านสี่แยกพ่อขุนผาเมืองประมาณ 1 กิโลเมตร ให้ชิดซ้ายสังเกตป้ายชื่อร้าน เลี้ยวซ้ายลงเนินไปนิดเดียว

…ความอร่อยรออยู่ตรงหน้าท่านแล้ว


จากคอลัมน์ เคี้ยวตุ้ย…ตะลุยกิน โดย ชม นำพา นสพ.มติชน

อาหารแต่ละจานย่อมมีเรื่องเล่า และเมื่อได้รู้เรื่องเล่าก็ย่อมเพิ่มอรรถรสในการกินไม่มากก็น้อย

พวกเราชาวคณะคนไทย 2-3 คน วางแผนเที่ยวฮังการีเป็นครั้งแรกในชีวิต ปักหมุดที่บูดาเปสต์ ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ เมืองที่ผสมผสานความใหม่เก่าเข้าด้วยกัน

นอกจากดูสถาปัตยกรรมแปลกตาแล้ว อาหารเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด

โดยเฉพาะ กูลาช (Goulash) อาหารพื้นถิ่นของคนยุโรปกลาง เป็นอาหารประเภทซุป หรือ สตูเนื้อวัว ของแท้ดั้งเดิมเริ่มที่ฮังการี มีส่วนผสมเด่น คือ ผงพริกปาปริก้า

เรื่องเล่าบอกว่า ผู้ที่ริเริ่มเมนูกูลาช คือ คนเลี้ยงสัตว์ที่นำพริกปาปริก้า ผลใหญ่สีแดงสด แต่รสไม่เผ็ด เอามาป่นแล้วปรุงอาหาร ได้รสชาติที่จัดจ้านแปลกใหม่ เป็นที่ร่ำลือไปทั่ว จนกูลาชกลายเป็นเมนูประจำทุกบ้าน และ ผงาดกลายมาเป็นอาหารประจำชาติในที่สุด

ส่วนพริกปาปริก้าก็พลอยมีชื่อเสียงโด่งดังตามไปด้วย แหล่งปลูกใหญ่อยู่ที่ฮังการี นิยมนำมาบดเป็นผงปาปริก้า เด่นทั้งรูป รส และ กลิ่น มีการพัฒนาพันธุ์เรื่อยมาจนมีหลายรสชาติ ทั้งเผ็ดมาก เผ็ดน้อย กระทั่งรสหวานก็มี เป็นเครื่องเทศที่ทุกครัวต้องมีติดไว้ และ กลายเป็นสินค้าที่ใครไปใครมาฮังการีก็ต้องซื้อกลับแทบทุกคน

หลังจากตกลงกันได้ว่าจะไปชิมกูลาช น้องในทีมเริ่มปฏิบัติการเสิร์ชข้อมูล โดยได้ข้อสรุปว่าเราจะไปร้านอาหารฮังกาเรียนกัน ร้านนี้ตั้งอยู่ฝั่งบูดา ซึ่งเป็นย่านเมืองเก่า ชื่อว่าร้าน Kehli Vendeglo ด้วยเหตุผลว่ามีการรีวิวที่ดีมาก บางคนบอกเป็นร้านที่ต้องไปเลยทีเดียว

ร้านนี้มาไม่ยาก เพราะระบบขนส่งสาธารณะที่นี่ครอบคลุมทั้งเมือง ร้านอาหารเป็นแบบ fine dining ในบรรยากาศสบายๆ มีทั้งโซนห้อง และ ในสวน

กูลาชหม้อแรกเสิร์ฟมาในหม้อสังกะสีสีแดงเคลือบอย่างดี เปิดฝาออกมากลิ่นหอมโชยยั่วน้ำลายไม่ใช่น้อย

สอบถามเอาจากผู้รู้ถึงเคล็ดลับการทำกูลาช บอกว่า สตูที่น้ำเหนียวข้นนี้ไม่ได้มีแป้งผสมแม้แต่น้อย เขาจะใช้หอมหัวใหญ่ปริมาณเยอะๆ เคี่ยวกับเนยจนสุกเหลืองแล้วค่อยนำเนื้อลงไปผัดพร้อมกระเทียมให้สุก แล้วเติมน้ำแล้วใส่มันฝรั่ง แครอต พอน้ำเดือดใส่ซอสมะเขือเทศเข้มข้น แล้วตามด้วยเครื่องปรุง ได้แก่ มาโจแรม พริกไทยป่น ผงยี่หร่า เกลือ และ ขาดไม่ได้ คือ ผงปาปริก้า เคี่ยวประมาณ 2 ชั่วโมงเป็นอันเสร็จ

ขากบทอด

รสชาตินั้นละมุนละไม กลมกล่อม มีเค็มนิด เปรี้ยวหน่อย กินกับขนมปังอุ่นๆ กูลาชหม้อนี้พอร์ชั่นใหญ่ กิน 2 คนอิ่มกำลังดี แต่เรายังไม่หยุดแค่นี้ สั่งขากบทอดมาชิมอีก 1 ที่ เป็นขากบน่องใหญ่ๆ ชุบแป้งทอดสีเหลืองทอง เสิร์ฟพร้อมมะนาวซีก กินกันเต็มปากเต็มคำ

รสชาติอาหารว่าฟินแล้ว เรียกเช็กบิลยิ่งฟินกว่า เพราะราคาย่อมเยาเหลือเชื่อ ยกให้เป็นอีกความประทับใจในทริปเลย


จากคอลัมน์ เคี้ยวตุ้ย…ตะลุยกิน โดย ชม นำพา นสพ.มติชน

ลาดราชวัตรเป็นอีกหนึ่งตลาดเก่าแก่ ที่รวบรวมของกิน ร้านอาหารอร่อยๆ ไว้ให้เลือกมากมาย วันนี้ “มติชนอคาเดมี” จะพาทุกคนไปชิมอาหารร้านอร่อยในย่านราชวัตร เผื่อถูกปากถูกใจใครหลายๆ คนที่กำลังมองหาที่เที่ยวที่ชิมจะได้ตามไปกินกันจ้า

1.วิโรจน์โภชนา

พิกัด : เยื้องกรมสรรพสามิตร ข้างร้านขายยาคลังยาราชวัตร

เป็นร้านอาหารเก่าแก่ที่เปิดมานานกว่า 60 ปี พ่อค้าก็ใจดียิ้มแย้มตลอดเวลา และคอนเฟิร์มว่าร้านนี้เน้นความสะอาด อร่อย และราคาถูก ถึงทำให้ลูกค้าติดใจกลับมากินเรื่อยๆ

เมนูเด่นของร้านวิโรจน์โภชนาคือ “เย็นตาโฟ” ซึ่งเป็นเมนูที่ลูกค้านิยมสั่งกันมากที่สุด ลองสั่งมาแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลูกค้าถึงติดใจ เพราะร้านนี้เขาใช้ของดีมาทำ และให้เครื่องเยอะมาก ทั้งลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นกุ้ง มาแบบเนื้อเน้นๆ ไม่ผสมแป้ง แมงกะพรุนเนื้อเด้งกรุบกรอบ หมึกแก้วก็นุ่ม กินง่าย ไม่เหนียว น้ำซุปก็หวานจากการตุ๋นกระดูกหมู ร้านนี้เปิดตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น ลูกค้าก็จะเข้ามาเรื่อยๆไม่ขาดสายเลย

2.ลูกชิ้นราชวัตร

พิกัด : ตรงข้ามตลาดศรีราชวัตร
เบอร์โทร : 02-241-4470
เมนู : เส้นเล็กรวมลูก + ลูกชิ้นเอ็นหมู + ลูกชิ้นหมู

ร้านนี้ก็ยังคงความเก่าแก่ไว้เหมือนกัน ร้านเปิดมานานกว่า 40 ปี ตอนนี้ก็เป็นรุ่นที่ 3 ที่มารับช่วงต่อแล้ว ของเด็ดของร้านนี้ก็คือ “ลูกชิ้น” เลยจ้า เมนูที่ลองสั่งมากินก็คือ เส้นเล็กรวมหมู ก็จะมีทั้งตับที่นุ่ม ไม่เหนียวและคาว ลูกชิ้นกับหมูแผ่นก็เนื้อหมูแน่นๆ ไม่มีแป้งผสม และหมูตุ๋นที่เนื้อนุ่มละลายในปาก ส่วนลูกชิ้นนั้นรสชาติจะออกเค็มหน่อยๆ แต่พอทานกับน้ำจิ้มที่รสชาติออกหวานๆ เผ็ดๆ แล้วก็ลงตัวดี กินแล้วเนื้อนุ่มๆ เด้งๆ

3. ก๋วยจั๊บเก๋ากึ๊ก

พิกัด : ตรงข้ามตลาดศรีราชวัตร
เมนู : กระเพาะปลา + ก๋วยจั๊บ + ข้าวมันไก่

ร้านนี้เป็นร้านที่เก่าแก่ที่สุดที่ไปกินมาเลย เพราะเขาเปิดมานานถึง 80 ปี! ก็เลยลองสั่งมาถึง 3 เมนูด้วยกัน เริ่มด้วยเมนูแรกเลยก็คือ “ข้าวมันไก่” เขาก็จะให้เนื้อมาเต็มๆ ใครที่ชอบสั่งข้าวมันไก่ไม่เอาหนังนี่ต้องชอบร้านนี้แน่นอน เนื้อไก่ก็นุ่มมาก ไม่แห้ง น้ำจิ้มมีครบทั้งสามรส เปรี้ยวเค็มหวาน มีความหอมจากเครื่องเทศที่นำมาใช้

ต่อด้วยเมนูที่สองอย่าง “กระเพาะปลา” บอกเลยว่าให้กระเพาะมาทั้งเยอะทั้งใหญ่ ใส่ไก่ฉีก และหน่อไม้นิดหน่อย ตัวกระเพาะมีความนุ่มมาก แต่ส่วนตัวแล้วจะชอบแบบที่เคี้ยวกรุบๆ มากกว่า แต่ถ้าใครชอบแบบนุ่มๆ ก็แนะนำเลยจ้า

และสุดท้ายคือเมนูเด็ดของร้าน นั่นก็คือ “ก๋วยจั๊บ” เป็นก๋วยจั๊บน้ำข้นที่น้ำซุปไม่มีกลิ่นเลย หมูกรอบที่ใส่มาก็กรอบสมชื่อ ส่วนเนื้อนุ่มอร่อย หนังก็กรอบ และที่สำคัญคือปกติแล้วจะเป็นคนที่ไม่ค่อยกินเครื่องในค่ะ เพราะชอบไปเจอร้านที่ทำแล้วคาวหรือไม่ก็เหนียว แต่ร้านนี้ พวกเครื่องในนุ่มมาก และไม่มีกลิ่นคาวเลย

4.สวัสดีหอยทอดผัดไทย

พิกัด : ข้างร้านก๋วยจั๊บเก่ากึ๊ก
เมนู : ผัดไทยวุ้นเส้นกุ้งสด + หอยทอด

เป็นอีกหนึ่งร้านที่ขายดีมากกก เพราะเห็นลูกค้าเข้ามาสั่งตลอดแบบไม่ขาดสาย ความพิเศษของร้านนี้จะตั้งครัวไว้ด้านหน้า ทำให้ลูกค้าเห็นกันไปเลยจ้า ส่วนที่สั่งมาก็เป็นผัดไทยกุ้งสด เส้นชุ่มน้ำซอสดี สามารถกินได้แบบไม่ต้องปรุงเลย เส้นก็เหนียวนุ่ม ให้กุ้งมาอีก 2 ตัวใหญ่ๆ เนื้อแน่น แต่แอบแห้งไปนิดนึงแต่ก็โอเคอยู่ค่ะ

ส่วนหอยทอด เขาก็ให้หอยมาเยอะ กรอบนอกนุ่มใน แต่ส่วนตัวเราว่าน้ำจิ้มยังไม่ค่อยเข้มข้นเท่าไหร่ แต่ก็พอรับได้อยู่

5.วันสตาร์เป็ดย่าง

พิกัด : ตรงข้ามห้างทองปิติเจริญ
เบอร์โทร : 02-241-2506 , 081-827-5454
เมนู : ข้าวหน้าเป็ด + ข้าวหมูกรอบ + ข้าวหมูแดง + หมี่แห้งหมูแดง

เมนูเด็ดของร้านวันสตาร์เป็ดย่างก็คือ ข้าวหน้าเป็ดกับข้าวหมูกรอบ เริ่มด้วยข้าวหน้าเป็ดที่แค่เห็นก็ชวนน้ำลายสอ พอได้ชิมก็ทำเอาฟินเลยทีเดียว เพราะได้เป็ดเนื้อแน่นๆ ไม่มีกลิ่นคาว

ข้าวหมูกรอบ เนื้อนุ่มมาก แนะหนังก็กรอบอร่อย ส่วนข้าวหมูแดง เนื้อนุ่ม แผ่นใหญ่ รสชาติกลมกล่อม และกุนเชียงก็ไม่แข็ง พอกัดแล้วรู้สึกชุ่มน้ำ รสชาติจะออกหวานๆ

น้ำที่ราดมามีความเข้มข้น ได้กลิ่นของเครื่องเทศ รสชาติออกเค็มไปหน่อย แต่ถ้าทานกับข้าวก็จะพอดี

ปิดท้ายด้วยบะหมี่หมูแดงก็อร่อยเหมือนกัน เส้นเหนียวนุ่ม และยิ่งคลุกกับกระเทียมเจียวที่เขาใส่มาแล้วรสชาติยิ่งกลมกล่อมแบบไม่ต้องปรุงเลย

6.ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาราชวัตร (นายโจ้)

พิกัด : ติดร้านลูกชิ้นราชวัตร
เบอร์โทร : 081-424-4867
เมนู : เกี้ยมอี๋เย็นตาโฟ

ถึงแม้ความเก่าแก่จะไม่เท่าร้านอื่น ด้วยอายุของร้านที่เปิดมา 10 ปี แต่บอกเลยว่าคุณภาพไม่ใช่เล่นๆ เพราะเขาเลือกแต่วัตถุดิบชั้นดีมาใช้ทำก๋วยเตี๋ยว และให้เครื่องเยอะมากๆ แถมยังสร้างเอกลักษณ์ให้กับร้านตัวเองด้วย คือ จะมีเส้นเกี๊ยมอี้ให้เลือกด้วยค่ะ ถ้าใครไม่เคยเห็นหรือรู้จักก็ลองนึกภาพเส้นที่คล้ายๆ กับลอดช่องดู เส้นมีความเหนียวนุ่ม ผักสดกรอบ หมึกแก้วก็นุ่มแต่ยังมีความกรุบกรอบเวลาเคี้ยว ลูกชิ้นก็เนื้อแน่น เต้าหู้และหมูก็นุ่ม ไม่แข็งแห้ง แถมยังมีเกี๊ยวปลามาให้อีก 1 ชิ้นโตๆ เต็มคำ

7.ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่

พิกัด : ข้างร้านสมหวังซาลาเปา
เบอร์โทร : 02-241-0236
เมนู : ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่

ปิดท้ายย่านราชวัตรด้วยเมนู “ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่” ของร้านนี้ ที่เส้นมีความเหนียวนุ่ม แต่รสชาติจะติดเค็มนิดๆ แม่ค้าแนะนำให้กินกับซอสพริกจะลงตัวมาก เนื้อไก่ก็ไม่แห้งจนเกินไป หมึกที่ใส่มาก็นุ่มมากๆ ยิ่งกินคู่กับปาท่องโก๋จิ๋วยิ่งอร่อยเพราะตัวปาท่องโก๋จิ๋วกรอบ และไม่อมน้ำมันเลย

บอกเลยว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความอร่อยในย่านราชวัตรเท่านั้น ส่วนใครจะไปแวะเวียนไปชิมตามรีวิวก็ไม่ว่ากันจ้า!

จะมีซักกี่ครั้งที่เวลาเราไปกินข้าวนอกบ้านแล้วให้ความรู้สึกเหมือนได้กินรสมือแม่ ในที่นี้ คือ ความพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ หรือโภชนาการ

ร้านแม่อวยพร Thai Fine Cusine ที่ศรีสมานซอย 8 ดอนเมือง คือ หนึ่งในนั้น

ร้านนี้ดัดแปลงรถเมล์สาย 145 มาเป็นร้านอาหารสุดเท่ ขึ้นป้ายว่า Tooney bus ภายในโอ่โถง มีที่นั่งราว 30 ที่ ตกแต่งด้วยเลโก้ลายการ์ตูนต่างๆ ติดแอร์ 2 ตัว ด้านหน้าหลังฉ่ำเย็นสบาย

แม่อวยพร อมรศรีสกุล

เมนูเด่นมี 2 อย่าง คือ ขนมจีนน้ำยาปู และปูผัดข้าว

ขนมจีนน้ำยาปู รสชาตินั้นละมุน แถมอัดแน่นไปด้วยเนื้อกรรเชียงปูคำใหญ่ๆ แถมไข่ยางมะตูมให้อีกครึ่งซีก มีผักสดให้กินแกล้ม ส่วนใครกินเผ็ดใส่พริกได้ตามใจชอบ ขนมจีนจานนี้กินพอดีอิ่ม ในราคา 120 บาท

ส่วนปูผัดข้าว คือ โปะกรรเชียงปูให้แบบเต็มๆ ข้าวใช้หอมมะลิคุณภาพ ผัดออกมาเรียงเม็ดสวย หอมกลิ่นกระทะไหม้ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรแซ่บ จานนี้ 120 บาท เหมือนกัน

ไหนๆ ก็มาแล้ว เลยลองสั่งมาอีก 2-3 อย่าง คือ หมี่กะทิกุ้งหลนสูตรแม่อวยพร 65 บาท จานนี้เทคนิคต้องเอาหลนเทคลุกกับหมี่ให้เส้นดูดรสชาติของหลนที่เค็มหวานให้เข้ากันก่อน เรียกว่าเด็กกินได้ผู้ใหญ่กินดี

ต่อมาลองก๋วยเตี๋ยวหลอดเต้าหู้หมูตุ๋น 55 บาท จานนี้แนะนำตักพริกน้ำส้มใส่รับรองอร่อยเด็ด และตบท้ายด้วย หมูทอดคอนโดหมักซอส XO ในราคา 50 บาท ที่ตอนแรกก็ว่าจะไม่หยิบ เห็นเพื่อนร่วมโต๊ะกินไม่หยุด เลยต้องลองบ้าง เท่านั้นแหละ ลืมอ้วนไปเลยค่ะ

อิ่มอร่อยแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ชวนพนักงานในร้านพูดคุย ปรากฏว่าเป็นลูกชายของแม่อวยพร อมรศรีสกุล

ผู้เป็นลูกชาย บอกว่า แม่อวยพรนั้นมีฝีมือทำอาหารมานานแล้ว ทั้งไทย และจีน แต่ไม่เคยเปิดร้านอาหารมาก่อน ทั้งชีวิตค้าขายของแห้งของสดมาตลอด มีคู่ค้าเป็นถึงห้างเซ็นทรัล และยังเป็นเบื้องหลังของอาหารเจในเซ็นทรัลเกือบทุกปี นอกจากนี้ ออกบูธตามห้างบ้าง ส่วนมากขายขนมไข่สูตรซัวเถา ปัจจุบันไม่มีแล้ว เปลี่ยนเป็นข้าวเหนียวมูนบ้าง ข้าวเหนียวมะม่วงบ้าง

กระทั่งทนคำรบเร้าคนรอบข้างไม่ไหว ตัดสินใจทำร้านอาหารในวัยเกือบ 60 ปี รวบรวมสูตรเด็ดเกือบ 20 รายการ แล้วให้ลูกชายมาเป็นผู้ช่วย

สำหรับเมนูเด่น ขนมจีนน้ำยาปูนั้น ถือเป็นอาหารจานเด็ดของแม่อวยพร ที่ในอดีตมักจะทำช่วงเทศกาล แต่ละครั้งใช้เวลาทำนาน เพราะทุกอย่างใช้มือตำ เครื่องเทศจัดเต็มให้ถึงเครื่องถึงรส แต่เดิมจะทำน้ำยากะทิโดยใช้ปลาช่อน ส่วนน้ำยาปูก็เด็ดไม่แพ้กัน แต่ยังคงใช้เนื้อปลาช่อนผสมเพื่อให้รสชาติกลมกล่อม

ปัจจุบันร้านเปิดได้ 8 เดือนแล้ว มีลูกค้าทั้งขาจร และขาประจำ ส่วนมากเป็นคนแถวดอนเมืองแวะเวียนมาอุดหนุน บางคนติดใจถึงขั้นสั่งไลน์แมนผูกปิ่นโตกันเลย

ใครเป็นแฟนขนมจีนน้ำยา ต้องไม่พลาดไปลองชิมน้ำยาปูของที่นี่ ร้านหาไม่ยาก ถ้ามาเส้นสรงประภาให้ตรงมา ร้านอยู่ศรีสมานซอย 8 กูเกิลแมปพาส่งถึงที่ หรือใครที่เลยซอยไปเข้าทางขึ้นทางด่วนก็ไม่ต้องตกใจ ให้ชิดซ้ายไว้จะมีที่ยูเทิร์น


ที่มา คอลัมน์ เตี้ยวตุ้ย ตะลุยกิน นสพ.มติชนรายวัน