ข้าวหน้าโทโร่รมควัน(Toro Ibushi Don)

อาทิตย์นี้คือของอร่อยดิลิเวอรีนานาชาติ เริ่มกันด้วยร้านพิซซ่าสไตล์อิตาเลียนแท้ๆ ที่ติดอันดับขายดีในกรุงเทพฯ Pizzeria Limoncello ใน ซอยสุขุมวิท 11 ขอเรียกชื่อร้านสั้นๆ ว่า ลิมอนเชลโล (หรือเลมอนเชลโล) อันหมายถึงเหล้าหลังอาหารรสมะนาว ซึ่งเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของสาวๆ

ที่ลิมอนเชลโลมีพิซซ่าแป้งบางกรอบสไตล์เมือง Napoli กับ Capri ประกอบด้วยพิซซ่าหน้าซอสมะเขือเทศให้เลือกหลายสิบรายการ มีทั้งเผ็ดและไม่เผ็ด เช่น พิซซ่ารสจัดหน้าไส้กรอกอิตาเลียนกับพริกสด ถัดมาเป็นไวต์พิซซ่า ซึ่งก็คือไม่ใส่ซอสมะเขือเทศอีกเกือบสิบรายการ

และยังมีพิซซ่าเมนูพิเศษที่โดนใจลูกค้าอีกนับสิบอย่าง ที่ไม่ควรพลาดคือเบอร์ 1 พิซซ่าลิมอนเชลโล (Limoncello) (482 บาท) หน้ามะเขือเทศ มอซซาเรลลาชีส แฮม เห็ดแชมปิญองสดจากนิวซีแลนด์ และกอร์กอนโซลา (Gorgonzola) ชีสที่ทำให้พิซซ่ามีกลิ่นและรสชาติเข้มข้น โรยหน้าด้วยใบร็อกเก็ต

ส่วนเบอร์ 2 คือพิซซ่าสุดโปรดของปิ่นโตเถาเล็ก พิซซ่าซานอตติ (Zanotti) (632 บาท) ตำรับเด็ดของคุณย่าของคุณซานอตติที่เพิ่มมาสคาร์โปเนชีสเข้าไปนอกเหนือจากมะเขือเทศและมอซซาเรลลาชีส ชีสตัวนี้ตามปกติเอาไว้ทำขนมทีรามิสุ ช่วยเพิ่มความมัน ความชุ่มฉ่ำให้พิซซ่าเป็นทวีคูณ โรยหน้าด้วยพาร์มาแฮมชั้นเลิศ ทำแบบวิธีดั้งเดิม หมักเกลือและตากลม (Air-Dried) ที่เมืองปาร์มาจริงๆ ซึ่งเป็นของ Cipriani เจ้าของ Harry’s Bar ชื่อดัง โดยนำเข้ามาในไทย อนุญาตให้ใช้เฉพาะเครือซานอตติเพียงหนึ่งเดียว

แต่หากเป็นทรัฟเฟิลเลิฟเวอร์ให้สั่งพิซซ่าเมนูพิเศษ แบล๊กทรัฟเฟิล (Black Truffle)(1,284 บาท) ที่ใส่ทั้งมอซซาเรลลาชีส มาสคาร์โปเนชีสเล็กน้อย ใส่ทรัฟเฟิลดำสไลซ์มาแบบไม่ยั้ง และเพิ่มความกลมกล่อมด้วยน้ำมันทรัฟเฟิล หอมเข้มอร่อยถึงใจ

ส่วนพาสต้านั้นมีให้เลือกอีกสิบกว่าเมนู ขอแนะนำ Spaghetti al Nero Di Seppia (632 บาท) สปาเกตตีหมึกดำ ที่รีดหมึกสดๆ และน้ำมาต้ม เคี่ยวกับสมุนไพรเพื่อดับกลิ่น แล้วนำมาผัดกับเส้นสปาเกตตีโฮมเมดกับน้ำมันมะกอก ใส่กุ้ง หมึก หอยแมลงภู่ หอยลาย และหอยตลับ ปากดำไม่ต้องเกรงใจใครเพราะอยู่ที่บ้านไม่มีใครเห็น และเมนูสลัดแนะนำ สลัดไส้กรอกอิตาเลียนย่าง (632 บาท) มีน้ำสลัดบัลซามิคเปรี้ยวหอมมาให้ด้วย

ยังมีเมนูอื่นๆ อีกมากมายให้สั่งเดลิเวอรีตั้งแต่ 10 โมงครึ่งถึง 4 ทุ่มครึ่ง ทุกวันทาง LINEMAN และ GRABFOOD ซึ่งมีโปรโมชั่นพิเศษด้วย ให้ระบุหรือใส่ รหัส INK ลงในช่องหมายเหตุหรือ remark เพื่อรับของแถม (เช่นขนมหวานหรือสลัด) จากที่ร้าน ถึง 30 เมษายนนี้

โทรสอบถามได้ที่ 0-2651-0707 หรือ 08-8851-0707

ร้านต่อมาเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น แต่ไม่ใช่ร้านญี่ปุ่นเมนูทั่วๆ ไป เพราะเชื่อว่าแฟนๆ สามารถสั่งได้เองอยู่แล้ว แต่นี่คือร้านข้าวหน้าปลาดิบและของทะเลต่างๆ (และมีเนื้อกับหมูสอดแทรกด้วย) ของญี่ปุ่น ชื่อว่า คิมูระด้ง (Kimura Don) อยู่ที่ ชั้น 4 สยามพารากอน ดูแลโดย เชฟโคจิ คิมูระ (Koji Kimura) เชฟซูชิชื่อดังระดับโลก ผู้ที่คว้ามิชลินสตาร์ 2 ดาว 5 ปีซ้อนให้กับร้าน ซูชิ คิมูระ (Sushi Kimura) ของเขาในกรุงโตเกียว

เชฟโคจิ คิมูระ คือเจ้าพ่อวงการอาหารซูชิด้วยการบ่มหมัก (Father of Aged Sushi) ในคอนเซ็ปต์ที่ว่าซูชิอร่อยที่สุดไม่ใช่ซูชิซึ่งเน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ แต่เป็นซูชิที่มีการบ่มหรือหมักเนื้อปลาต่างๆ จนดึงรสชาติความอร่อยของเนื้อปลาออกมาได้เต็มที่

พิซซ่าซานอตติ
แบล็กทรัฟเฟิล
คิมูระด้ง

ขอให้ลืมข้าวหน้าปลาดิบตามที่เห็นกันทั่วไปได้เลย เพราะเชฟคิมูระหมักหรือบ่มปลาจนมีรสมีชาติสุดยอดเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งที่นี่จะใช้แต่วัตถุดิบของทะเลสดๆ จริงๆ (แน่นอนว่าราคาย่อมสูงกว่าเป็นธรรมดา) อย่างเช่นช่วงนี้ถ้าหาอูนิหรือไข่หอยเม่นสดๆ ไม่ได้ก็จะไม่เอาแบบแช่แข็งมาขายเป็นอันขาด อีกอย่างที่ชอบมากคือการปรุงข้าวญี่ปุ่นให้มีความหอมเปรี้ยวเล็กน้อยของน้ำส้มสายชู ทำให้กินแล้วไม่เลี่ยน บางเมนูก็จะใช้ข้าวญี่ปุ่นที่เป็นข้าวสวยหุงโดยไม่ปรุงเลย

เมนูต่างๆ จะเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่มีในวันนั้น แนะว่าให้เข้าไปที่ อินสตาแกรม kimuradon ก่อนสั่งว่าวันนี้มีอะไรบ้าง แล้วให้โทรไปที่ 09-7056-9228 ตั้งแต่ 11 โมงเช้าถึง 1 ทุ่มครึ่ง

มาดูตัวอย่างกันว่ามีอะไรน่ากินบ้าง คนญี่ปุ่นชอบกินทูน่าหรือมากุโระกันมาก เริ่มกันด้วยเมนู เทกกะด้ง (Tekka Don) (750 บาท) คือข้าวหน้าทูน่าอกามิหมักโชยุ กินกับวาซาบิ และดอกโฮจิโสะ ถ้าชอบเปรี้ยวหอมนิดๆ เหมือนปิ่นโตเถาเล็กให้สั่ง อูเมะเทกกะด้ง (Ume Tekka Don) (890 บาท) ชอบมากเพราะเนื้อปลาทูน่าอกามิสับมีความเปรี้ยวหอมของบ๊วยญี่ปุ่น และให้ชิ้นท้องปลาทูน่าหรือชูโทโร (Chutoro) มันๆ อีกด้วย ต่อด้วย ข้าวหน้าปลาไหลทะเลอนาโกะ (Anago Don) (600 บาท) นุ่มที่สุดเท่าที่เคยกินมา (เมนูนี้ไม่ดิบนะจ๊ะ)

ข้าวหน้าปลาไหลทะเลอนาโกะ

ต่อด้วย ข้าวหน้าปลาแซลมอนรมควันหมักซอส (Salmon Ibushizuke Don) (285 บาท) กินกับวาซาบิ คนชอบแซลมอนต้องถูกใจมาก ข้าวหน้าโทโร่รมควัน (Toro Ibushi Don) (750 บาท) เป็นท้องปลาทูน่าส่วนชูโทโร่ (chutoro) รมควัน ใส่คาราชิ (karashi) หรือมัสตาร์ดญี่ปุ่นและใบโอบะ ข้าวหน้าปลาฮามาจิหมักซอส กับไข่แดงญี่ปุ่น (Hamachi Ran-O Don) (400 บาท) ข้าวหน้าปลาแซลมอนกับหมึก (Salmon Ika Don) (350 บาท) กินกับต้นหอมจิ๋วญี่ปุ่น

ส่วนเมนูอื่นๆ ที่ไม่ดิบก็มีด้วยเช่น อามาเอบิ ยานากาว่า (Ama Ebi Yanagawa) (325 บาท) ข้าวสวยญี่ปุ่นหน้ากุ้งหวานกับไข่สดญี่ปุ่น และต้นหอมขาวญี่ปุ่น (Shiro Negi) กับใบนิระ (Nira)

ถือว่าสัปดาห์นี้เป็นการเลี้ยงฉลองล่วงหน้าก่อนกลับไปใช้ชีวิตตามปกติในอนาคตอันใกล้นะจ๊ะ

Pizzeria Limoncello
(ลิมอนเชลโล)

ที่ตั้ง 17 ซอยสุขุมวิท 11 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

บริการดิลิเวอรี 10.30-22.30 น.

โทร 0-2651-0707, 08-8851-0707

หรือสั่งทาง LINEMAN และ GRABFOOD ซึ่งมีโปรโมชั่นพิเศษด้วย ให้ระบุหรือใส่รหัส INK ลงในช่องหมายเหตุหรือ remark เพื่อรับของแถม (เช่นขนมหวานหรือสลัด) จากที่ร้าน ถึง 30 เมษายนนี้

แนะนำ พิซซ่าลิมอนเชลโล พิซซ่าซานอตติ พิซซ่า Black Truffle สปาเกตตีหมึกดำ (Spaghetti al Nero Di Seppia) สลัดไส้กรอกอิตาเลียนย่าง

Facebook : Pizzeria Limoncello

Kimura Don

ที่ตั้ง ชั้น 4 สยามพารากอน ถ.พระราม 1 ปทุมวัน กรุงเทพฯ

โทร 09-7056-9228

บริการดิลิเวอรี 11.00-19.30 น. ทุกวัน

แนะนำ ข้าวหน้าปลาดิบและของทะเลต่างๆ หมักหรือบ่มปลาจนมีรสมีชาติสุดยอดเป็นเอกลักษณ์

Instagram : kimuradon

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก (ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์)
Kimuradon
เชฟโคจิ คิมูระ
ข้าวหน้าปลาแซลมอนรมควันหมักซอส
อูเมะเทกกะด้ง
เป็ดย่าง

เดือนแห่งการดิลิเวอรีนี้ มาต่อกันด้วยร้านโปรดของครอบครัวเรา โตเป็ดย่าง เปิดขายมาตั้งแต่ปี 2524 เป็ดย่างหนังกรอบของโตเป็ดย่างอร่อยถึงขนาดเคยนำขึ้นเครื่องไปเสิร์ฟบนสายการบินแห่งชาติ ได้ตราเชลล์ชวนชิมมานานแล้ว

ตอนนี้คุณสน-สมประสงค์ กิ้มนวล ภรรยาของโตเป็นผู้ดูแลร้าน ซึ่งตัวร้านยังอยู่ใกล้ สี่แยกบางโพ ตรงถนนประชาราษฎร์สาย 1 ซอย 20 เข้าซอยไปนิดเดียวร้านอยู่ทางขวามือ

เมนูอร่อยของที่นี่นอกจากเป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบแล้ว กับข้าวตามสั่งประเภทขึ้นเหลาก็มีหลากหลาย คนผัดคือคุณน้อย น้องสะใภ้ของคุณสนซึ่งเป็นชาวจังหวัดตรัง ทำอาหารได้รสจัดเป็นที่สุด สลับมือกับตัวน้องสนเองซึ่งมีพรสวรรค์แต่กำเนิด เคยผัดข้าวห่ออาหารตามสั่งมานาน

ร้านโตเป็ดย่าง เปิดร้านไวมากแค่ 6 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม แต่ถ้าจะสั่งเป็ดย่างควรจะรีบตั้งแต่กลางวัน เพราะมักจะหมดก่อนอย่างอื่น

สูตรและวิธีการย่างเป็ดมาจากก๋งของสน แล้วโตนำมาปรับปรุงเพิ่มเติมจนลูกค้าติดใจไปตามๆ กัน โดยจะหมักเป็ดเชอรี่ยัดไส้ด้วยเครื่องเทศต่างๆ เช่น ผงพะโล้ พริกไทย และเหล้าขาวไว้ตอนบ่าย 3 โมง แล้วผึ่งพัดลมไว้ 1 คืน พอตี 5 ของวันรุ่งขึ้นก็นำไปแขวนย่างกลับด้านในเตาสเตนเลส คือด้านหน้าอกนาน 25 นาที ที่ย่างนานกว่าเพราะเนื้อแน่นกว่า และด้านหลังอีก 20 นาที รวมแล้วเป็ด 1 ตัวใช้เวลาย่าง 45 นาที

ก่อนอื่นราคาอาหารที่แจ้งนี้คือ ไปซื้อหรือสั่งที่หน้าร้าน ไม่ได้ผ่านระบบดิลิเวอรีของเจ้าต่างๆ ซึ่งจะมีราคาแตกต่างกัน

เป็ดสูตรนี้เนื้อนุ่ม หนังหอมหวนชวนกิน อร่อยทั้งเมนู เป็ดย่าง เปล่าๆ (จานละ 125 บาท ครึ่งตัว 250 บาท ตัวละ 500 บาท) และ เป็ดผัดกะเพรา (180 บาท) ยิ่งอร่อย ซึ่งเคล็ดลับอยู่ที่เขาใส่ใบมะกรูดและพริกเหลืองกับพริกขี้หนูสวนลงไปผัดด้วยเพื่อดับกลิ่นคาวและเพิ่มความหอม ซึ่งถ้าเป็ดหมดในแต่ละวัน ก็จะแจ้งไว้ในบริการส่งทั้งหลายเลยว่าหมดแล้ว สั่งไม่ได้

เมนู กับข้าวตามสั่งมีอีกหลายอย่าง ที่ห้ามพลาดก็คือ เนื้อปูผัดผงกะหรี่ (350 บาท) เนื้อปูสดเป็นก้อนๆ มาจากจังหวัดตรังของน้องสะใภ้ ผัดสูตรเด็ดใส่นมสดกับน้ำพริกเผาด้วย รสจัดหอมหวานอร่อยอย่าบอกใคร มาร้านโตเป็ดย่างแล้วไม่ได้ชิมปูผัดผงกะหรี่เหมือนมาไม่ถึงร้าน

ตามด้วย กระเพาะปลาผัดแห้ง (180 บาท) ใส่เห็ดหอม ถั่วงอก ต้นหอม และเนื้อปู กับ กระเพาะปลาน้ำแดง (150 บาท) นี่ก็ขาดไม่ได้เช่นกัน กระเพาะปลาแห้งนั้นซื้อแบบเป็นตัวจากเยาวราช นำไปทอดให้พอง แล้วแช่น้ำบีบเอาน้ำกับน้ำมันออก นำไปแช่ตู้เย็น ใครสั่งทำเมื่อไหร่ค่อยเอาออกมาปรุง ส่วนกระเพาะปลาน้ำแดงร้านนี้รสชาติกลมกล่อม อย่าลืมเติมน้ำส้มพริกตำกับจิ๊กโฉ่วเปรี้ยวๆ หอมๆ ลงไปด้วย

ต้มยำปลากะพงขาว (120-220 บาท) หากหน้าไหนมีตะลิงปลิงหรือมะดันเปรี้ยวๆ หอมๆ ก็จะใส่ด้วย และหมูกรอบที่นี่เลือกชิ้นที่มีมันแทรกเยอะๆ มาทำ ถึงจะกรอบ แล้วนำมาย่างด้วยเตาถ่าน 1 ครั้ง รุ่งขึ้นก็เอามาย่างซ้ำอีกรอบเพื่อให้น้ำมันออกจากหนังให้มากที่สุด หนังจะได้กรอบอร่อย (ขีดละ 70 บาท)

ซึ่งนอกจากจะสั่งที่ร้านตามเบอร์ 0-2912-6395 และ 0-2912-6380 แล้ว ยังสั่งทาง LINEMAN, WONGNAI, GET FOOD และ FOOD PANDA ได้ด้วย

เนื้อปูผัดผงกะหรี่
กระเพาะปลาน้ำแดง
ข้าวต้มปลา

โตเป็ดย่างยังมีอีกสาขาอยู่ที่เมืองทองธานี ถนนบอนด์สตรีท ญาติๆ กันเป็นคนดำเนินงาน โทร 0-2982-9904 และ 08-5065-6456 ด้วย

สำหรับใครที่อยู่บ้านนานๆ ต้องการชิมของอร่อยถูกปากแต่อยากคุมน้ำหนัก ขอแนะนำ ร้านข้าวต้มปลา by อุษณีย์ เจ้านี้ร้ายครบเครื่องทั้งน้ำ เนื้อ ข้าว และน้ำจิ้ม มีดีกรีห้อยท้ายว่า เจ้าเก่าสะพานเหลือง (ซึ่งปิดตัวกลายเป็นตำนานไปแล้ว หลังจากอยู่มานานครึ่งศตวรรษ) ฝีมือคนปรุงไม่ธรรมดา เพราะเป็นลูกมือช่วยพ่อทำตั้งแต่ยังเล็ก

ชื่อร้านก็บอกอยู่แล้วว่าเจ้าของร้านคือคุณอุษณีย์ ลิขิตยั่งยืน ลูกสาวของร้านข้าวต้มปลาสะพานเหลือง ซึ่งได้สืบทอดตำนาน ย้ายมาเปิดร้านข้าวต้มปลาในย่านเก่าแก่ดงร้านอาหารอร่อยเช่นกัน นาน 6 ปีแล้ว อยู่ในตึกแถว 1คูหาริมถนน ก่อนถึง ปากซอยยศเส ฝั่งถนนพลับพลาไชย เลยวัดเทพศิรินทร์มาไม่กี่ร้อยเมตร โดยร้านจะเปิดช่วงเย็น ตั้งแต่ 4 โมงเย็นไปจนถึง 3 ทุ่ม

ลวกจิ้มเครื่องในปลาใส่ราวท้องปลากะพง

เริ่มกันที่น้ำซุป น้ำต้มกระดูกหมูหม้อหนึ่งใส่กระดูกถึง 4-5 กิโล เคี่ยวนานตั้งแต่เช้า ตกตอนบ่ายๆจึงยกมาที่ร้านนี้ น้ำซุปจึงมีรสมีชาติหอมหวาน ไม่จืดชืด ส่วนข้าวก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ ต้องเป็นเม็ดสวย ซึ่งต้องใช้ข้าวเก่ามาต้มจึงไม่เละ เคี้ยวได้อร่อย สั่งเป็นข้าวต้มหรือข้าวสวยกินกับเกาเหลาก็ดีทั้งคู่

และเครื่องนั้นมีหลากหลาย ซึ่งเนื้อปลาเน้นแต่ ปลากะพง ที่คัดมาเฉพาะปลากะพงทะเล ไม่ใช่ปลากะพงเลี้ยง ตัวหนึ่งหนักกว่า 12 กิโล เนื้อจึงแน่นหวานและมีหนังหนึบอร่อย ที่สำคัญคือผลพลอยได้ กระเพาะปลาสด ที่ใหญ่โตเคี้ยวได้เต็มคำ นำมาล้าง ขูดเมือก ทำความสะอาด ลวกและหั่นชิ้นโตๆ อร่อยจนไม่อยากกลืน นอกจากกระเพาะปลาแล้ว ยังได้ ตับปลา ที่เนื้อเนียนสดหอมอีกด้วย และหน้านี้ยังมีไข่ปลาอีกด้วย

ยังไม่หมดนะจ๊ะ มี หอยนางรม ปากจีบตัวเล็กๆ หวานสด กุ้งแชบ๊วยเนื้อแน่น เซ่งจี๊ ที่กรอบอร่อยปราศจากกลิ่นฉุน ซึ่งต้องไปเลือกซื้อแต่เช้าๆ เลือกเอาเฉพาะที่สดจริงๆ กระเพาะหมูที่ล้างทำความสะอาดจนหมดจด ปรุงด้วยพริกไทย นำไปเคี่ยวนาน 4 ชั่วโมง นุ่มอร่อยหอมมาก ต้องยกความดีให้น้องท็อป ลูกชายคุณอุษณีย์ ที่นับเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

ข้าวต้มปลาก็ต้องคู่กับ บะเต็ง ที่แสนจะนุ่มเข้าเนื้อหอมๆ ไม่มีชิ้นแข็งๆ ให้เสียอารมณ์ ที่นี่เขาเรียกว่า หมูอบซอส ทำจากหมูเนื้อสันติดมันนิดๆ เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนนุ่มได้ที่

ไม่เอ่ยถึงน้ำจิ้ม คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเขามีน้ำจิ้ม 3 ชนิด ทั้ง น้ำจิ้มเต้าเจี้ยวดั้งเดิม หอมๆเค็มๆ น้ำจิ้มเต้าเจี้ยวพริกกระเทียม มีรสเผ็ดด้วย และ น้ำจิ้มซีฟู้ด ที่ปั่นเองปรุงเอง รสแซ่บอร่อยที่สุด

เมนูเดลิเวอรีที่ขอแนะนำคือ ข้าวต้มรวมมิตร (200 บาท) ใส่ทั้งปลากะพง หอยนางรม เซ่งจี๊ กุ้งแชบ๊วย กระเพาะหมู และหมูบะเต็ง และมี ลวกจิ้มเครื่องในปลา (250 บาท) มีทั้งกระเพาะปลาสดสีขาวๆ กระเพาะกรอบ(เครื่องในของปลากะพงทะเล) ตับปลาชิ้นโตๆ และไข่ปลา (ถ้าไม่ใส่กระเพาะปลาสด คิด 200 บาท) ผมสั่งให้เพิ่ม เนื้อราวท้องปลากะพง มันๆ อีกด้วย

เดี๋ยวนี้มีเมนูใหม่โดนใจวัยรุ่น ข้าวต้มแห้ง 2 หมู (100 บาท)ใส่ทั้งหมูบะเต็งกับหมูสับ หรือจะทำเป็นข้าวต้มใส่น้ำซุป 2 หมูตามปกติก็ได้ ส่วนข้าวต้มปลากะพงเริ่มต้นที่ 150 บาท

โทรสอบถามที่ร้านได้ที่เบอร์ 08-1000-0671 08-1868-5323 ตั้งแต่ บ่าย 4 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม หรือสั่งทาง Lineman กดหาร้านข้าวต้มปลา by อุษณีย์ ก็ได้

อาทิตย์หน้าปิ่นโตเถาเล็กจะแนะนำร้านอาหารนานาชาติบ้าง โปรดอดใจรออีกแค่ 7 วัน

 

ร้านโตเป็ดย่าง

โตเป็ดย่าง

โดย คุณสมประสงค์ (สน) กิ้มนวล

ที่ตั้ง 324/3 ถ.ประชาราษฎร์สาย 1 ซอย 20 เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800

โทร 0-2912-6395, 0-2912-6380

เมนูแนะนำ/ราคา เป็ดย่าง เป็ดผัดกะเพรา เนื้อปูผัดผงกะหรี่ กระเพาะปลาผัดแห้งกระเพาะปลาน้ำแดง ต้มยำปลากะพง หมูแดงและหมูกรอบ

เปิดบริการ ทุกวัน 06.00-20.00 น.

Facebook โตเป็ดย่าง-บางโพ

สั่งได้ทาง ที่ร้านตามเบอร์โทร และ ทาง LINEMAN, WONGNAI, GET FOOD และ FOOD PANDA

ร้านข้าวต้มปลา by อุษณีย์

ข้าวต้มปลา by อุษณีย์

โดย คุณอุษณีย์ ลิขิตยั่งยืน

ที่ตั้ง 19/2 ซอยยศเส ถนนพลับพลาไชย ป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ

โทร 08-1000-0671, 08-1868-5323

เปิดบริการ 16.00-21.00 น. ทุกวัน(เฉพาะช่วงนี้)

สั่งได้ทาง Lineman กดหาร้านข้าวต้มปลา by อุษณีย์

แนะนำ ข้าวต้มปลากะพงรวมมิตร ลวกจิ้มเครื่องในปลา ข้าวต้มแห้ง 2 หมู

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก (ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์)

ข้าวแกงดิลิเวอรี – การระบาดของ ไวรัสโควิด-19 คือสถานการณ์พิเศษที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกยุคปัจจุบัน ที่ทุกคนคุ้นเคยกับการเดินทางไปมาหาสู่กันในชีวิตประจำวัน กลับต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านต้านภัยไวรัสตลอด 24 ชั่วโมง

ร้านอาหารแทบทุกแห่งต่างปรับเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอด หันมาเปิดบริการดิลิเวอรีส่งตรงถึงประตูบ้าน ปิ่นโตเถาเล็กจึงขอเอาใจแฟนๆ ด้วยการแนะนำร้านอาหารเหล่านี้เป็นซีรีส์ยาวๆ หลายตอน อยู่บ้านเฉยๆ ก็มีบริการส่งอาหารมาปรนเปรอ เพิ่มความสุขทางใจในยามที่ออกไปไหนไม่ได้

เริ่มกันด้วยร้านแรกที่ไม่มีหน้าร้าน เปิดบริการเฉพาะกิจสดๆ ร้อนๆ ในยามนี้เลย ร้านนี้มีชื่อว่า เจริญแกง ถึงแม้จะเป็นน้องใหม่แต่ก็ไม่ธรรมดา เพราะเจริญแกงอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ น้องปลา อัจฉรา บุรารักษ์ แห่ง Iberry เพื่อการดิลิเวอรีเท่านั้น

คอนเซ็ปต์ของเจริญแกงต่างจากร้านอื่นๆ ในเครือนี้ ตรงที่จะเน้นเมนูข้าวแกง ซึ่งคนไทยคุ้นเคย ทำรสจัดถูกปากมาก ผมลองมาแล้วเกือบทุกเมนู ขอบอกว่ารสชาติพื้นบ้านดั้งเดิมเผ็ดร้อนกว่าเดิม และมีของอร่อยเหมือนในวัยเด็กหลายอย่าง เหมาะสำหรับพวกเราที่สามารถสั่งอาหารมากินไม่ซ้ำกันได้ทุกวัน กินง่ายแต่อร่อยไม่เลี่ยน

ของกินบ้านๆ ที่ว่านี้มีตั้งแต่ หลนปลาร้า ใส่ปลาดุก แนมด้วยผักสดสารพัด (125 บาท) หรือจะเป็นน้ำพริกคุ้นเคย น้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด ชุดผัก (140 บาท) น้ำพริกปลาร้า กับผักสดและผักนึ่ง (120 บาท) อย่างที่บอกไปว่าปิ่นโตเถาเล็กลองชิมทุกอย่างแล้ว รสบ้านๆ ถูกใจมาก

จำพวกแกงๆ มีของดีที่หายาก แกงคั่วหอยขมยอดชะอม (150 บาท) สุดยอดมาก (เวลากินอาจจะกัดโดนลูกหอยกรุบๆหน่อย) แกงอื่นๆ ที่น่าสนใจเช่น แกงเทโพหมูสามชั้น (135 บาท) แกงเหลืองปลายอดไหลบัว (165 บาท) แกล้มด้วย ไข่พะโล้หมูสามชั้น (145 บาท) ที่ไข่รัดตัวเคี้ยวดังกึ๊ดเลย และ ไข่ลูกเขย (95 บาท) ไข่แดงเป็นยางมะตูมเยิ้มๆ ที่น่าลิ้มลองมากคือ ปีกไก่ต้มซีอิ๊วใส่ไข่พะโล้ไข่นกกระทา (145 บาท) ที่น้องอีกคนสั่งไปกินที่บ้าน บอกว่าไข่พะโล้ไข่นกกระทาหอมมันจริงๆ อีกอย่างที่ควรลองคือเมนูผัด ไก่ผัดพริกใส่หน่อไม้ดอง (110 บาท) ซึ่งมี หมูสับผัดพริกหน่อไม้ดอง อีกอย่างด้วย (110 บาท)

ของไม่เผ็ดก็มีให้เลือกมากมาย เช่น หมูสามชั้นทอดน้ำปลา (110 บาท) ต้มจืดมะระยัดไส้ (75 บาท ต่อ 1 ชิ้น) กุยช่ายผัดตับ (105 บาท) ใบเหลียงผัดไข่ (105 บาท) ซึ่งเมนูนี้สั่งมาควรรีบกินก่อนที่ผักจะสลด

น้องปลาไฟแรงมาก กำลังจะออกเมนูใหม่มาอีกเพียบ ตอนนี้เมนูอาหารหลักๆ มีมากกว่า 30 อย่างแล้ว ไม่นับพวกไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ต้ม ข้าวสวย ข้าวไรซ์เบอร์รี นอกจากนี้ยังมีขนมไทยๆ อีกด้วย ที่ห้ามพลาดคือ ขนมกล้วย ชิ้นหนาๆ โตๆ (60 บาท) ขนมถ้วยกะทิสด (50 บาท) อีกทั้ง สังขยาฟักทอง (ชิ้นละ 65 บาท ลูกละ 250 บาท) ไม่นับเครื่องดื่มน่ากินอีกต่างหาก เช่น น้ำส้มมะปี๊ด (55 บาท) เปรี้ยวหอมหวาน ซึ่งมีเฉพาะฤดูกาล และ ชาไทยนมเย็นเฉาก๊วย (55 บาท)


ร้านเจริญแกงเปิดให้สั่งได้กับที่ร้านทาง Line: @charoengang ในเวลา 09.00-21.00 น. มีค่าจัดส่งตามระยะทาง (จากทองหล่อ) ถ้าสั่งที่ร้านก็โอนเงินเข้าบัญชีได้เลย จัดส่งโดยพนักงานบริษัท โทรสอบถามข้อมูลได้ที่ 06-3464-9929 อีกทั้งดูได้ที่ Facebook : Charoengang และ IG: charoengang

และสามารถสั่งดิลิเวอรีได้ทาง Lineman และ Grabfood อีกด้วยในช่วงเวลา 10.00-20.30 น. กับ Lineman: https://wongn.ai/3jrw0 และ Grabfood: https://bit.ly/3bsoxqK

หลนปลาร้า
หมูสามขั้นทอดน้ำปลา
น้ำพริกปลาทู

อีกร้านหนึ่งชื่อคล้ายกันแต่เป็นคนละเจ้าของ คือร้านก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำเจ้าดัง เจริญพุงโภชนา ของ น้องอาร์ท ภาคภูมิ สุวรรณเตมีย์ มีสาขาหลายแห่ง ที่น่าสนใจมากคือนอกจาก ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ ข้าวต้มแห้ง เกี๊ยวทอดหน้าโรงเรียน กุ้งแพทอด สามชั้นเซิ้งแจ่ว ซึ่งเป็นเมนูดังประจำร้านแล้ว ยังมีเมนูพิเศษสุดยอดทั้งหมด 4 อย่าง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่น้องอาร์ททำกินเองสมัยเรียนที่เมืองนอก (ซานฟรานซิสโก) ทำแจกน้องๆ เพื่อนๆ คนไทยที่โน่น

แกงเขียวหวานเนื้อสามชั้นและซี่โครงเนื้อพริกขี้หนูสวน ที่ใช้เนื้อชิ้นโตประมาณ 10 กิโลมาตุ๋นจนเปื่อย 50% เกือบ 2 ชั่วโมง ทิ้งให้เย็นจนเนื้อรัดตัวก่อน นำมาแล่ชิ้นโตๆ หนาๆ แล้วเคี่ยวกับหางกะทิและเครื่องแกงจนเปื่อยนุ่ม (กล่องละ 200 บาท) ใช้เครื่องแกงซื้อมา เติมลูกผักชียี่หร่าคั่ว กับพริกขี้หนูสวน ซึ่งถ้าไม่กินเนื้อ ก็มี แกงเขียวหวานหมูสามชั้นและซี่โครงหมูพริกขี้หนูสวน

ต่อด้วย สามชั้นทอดน้ำปลา (150 บาท) หมักกับน้ำปลาดี ทอดจนแห้งนิดๆ นุ่มอร่อยกินแล้วจะหยุดไม่ได้ และ ต้มจับฉ่าย (กล่องละ 100 บาท) ใส่ผักหลากหลาย ต้มกับข้อไก่และเนื้อไก่กับเห็ดหอม ใช้น้ำซุปเคี่ยวกระดูกหมูสำหรับทำก๋วยเตี๋ยวหอมหวานมาต้ม เมนูสุดท้ายคือ เนื้อแดดเดียว (ถุงละ 120 บาท) ซึ่งมีจำนวนจำกัด น้องอาร์ทรับมาเจ้าประจำที่หนองจอก รสอมหวานนิดๆ ใส่ลูกผักชีนิดๆ

ทุกเมนูสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นอาทิตย์ (แต่ไม่กี่มื้อก็หมดเกลี้ยงแล้ว) สามารถสั่งจองเข้ามา โดยสั่งทิ้งไว้ใน line id art_sf ได้ตลอด ซึ่งอาร์ทจะดูทุกวัน และจะมารับที่ร้านเจริญพุงโภชนาสาขาเจริญรัถ ตรงข้ามซอยเจริญรัถ 3 หรือสุดซอยลาดหญ้าซอย 6 หรือให้จัดส่งก็ได้เช่นกัน สั่งขั้นต่ำ 500 บาท จัดส่งฟรี (เฉพาะในเมือง) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 08-1657-4568 ซึ่งถึงเวลาอาจจะมีเมนูอื่นๆ ขึ้นมาใหม่หมุนเวียนเปลี่ยนไปแน่นอน

แกงเขียวหวานหมูสามชั้น

ยังมีร้านดีๆ ที่ทำอาหารหลากประเภทหลายสัญชาติให้แนะนำอีกเพียบ ซึ่งจะทำให้การเก็บตัวอยู่ที่บ้านของแฟนๆ มีความรื่นรมย์ขึ้นเป็นกองเลยนะจ๊ะ

เจริญแกง

โดย คุณอัจฉรา (ปลา) บุรารักษ์

แนะนำ เมนูข้าวแกงดิลิเวอรีสารพัด รวมทั้งขนมไทยและเครื่องดื่มต่างๆ

โทร 06-3464-9929

วิธีการสั่ง สั่งกับที่ร้าน Line: @charoengang 09.00-21.00 น. มีค่าจัดส่งตามระยะทาง และทาง Lineman และ Grabfood 10.00-20.30 น.

Lineman: https://wongn.ai/3jrw0 และ Grabfood: https://bit.ly/3bsoxqK

น้องอาร์ตเจ้าของร้าน

เจริญพุงโภชนา

โดย คุณภาคภูมิ (อาร์ท) สุวรรณเตมีย์

แนะนำ นอกจากเมนูก๋วยเตี๋ยวและของกินเล่นประจำร้านแล้ว ยังมีเมนูพิเศษ 4 อย่าง แกงเขียวหวานเนื้อ (และหมู) สามชั้น และซี่โครงเนื้อพริก ขี้หนูสวน สามชั้นทอดน้ำปลา ต้มจับฉ่าย เนื้อแดดเดียว และอื่นๆ

โทร 08-1657-4568

วิธีการสั่ง Line: art_sf w โดยไลน์สั่งทิ้งไว้

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก (ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์)
เจริญแกง-น้ำพริกปลาร้า
เจริญแกง-น้ำส้มมะปี๊ด
เจริญแกง-ขนมกล้วย
เจริญแกง-ไก่ผัดพริกหน่อไม้ดอง
เจริญพุงโภชนา-ต้มจับฉ่าย
เจริญพุงโภชนา-เนื้อแดดเดียว
เจริญพุงโภชนา-บริการดิลิเวอรี่
ห่านพะโล้ ไส้และลิ้นห่านพะโล้

ร้านอาหารแต้จิ๋ว – ช่วงนี้เป็นที่ทราบกันดีว่านักท่องเที่ยวจากต่างชาติส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวเมืองไทยได้ สมควรที่พวกเราชาวไทยควรจะหันมาช่วยเหลือคนไทยด้วยกันเอง ด้วยการตระเวนกินเที่ยวร่วมด้วยช่วยกินนะจ๊ะ

คราวนี้เลยขอพาไปทบทวนชิมสุดยอด ร้านอาหารจีนแท้ๆ ที่ย่านเยาวราช ในบรรยากาศเรียบง่าย แต่ฝีมือการปรุงต่างจากร้านอาหารจีนทั่วไปในเมืองไทย เพราะรายนี้เป็น ร้านจีนแต้จิ๋วแท้ๆ ฝีมือกุ๊กจีนแต้จิ๋วจาก เมืองซัวเถา มาตั้งรกรากเปิดร้านที่เยาวราชได้ประมาณ 16 ปีแล้ว ตั้งชื่อตรงตัวเลยว่า ร้านอาหารแต้จิ๋ว

ร้านนี้เดิมเป็นร้านเล็กๆอยู่ริม ถ.เยาวราช ก่อนถึงสี่แยกเฉลิมบุรี ผมตามไปชิมตั้งแต่เปิดใหม่ๆ อยู่ในตึกแถวแค่ห้องเดียว ต่อมาเพิ่มห้องปรับอากาศอีกคูหาหนึ่ง มาบัดนี้ร้านอาหารแต้จิ๋ว ได้ย้ายร้านมาอยู่ที่ใหม่ ริมถนนพระราม 4 ช่วงต้นถนน อยู่ในย่านเยาวราชเช่นเดิม (เป็นช่วงวันเวย์) อยู่ในตึกแถวติดเครื่องปรับอากาศทั้งหลัง อีกทั้งขยายเพิ่มเป็น 3 ชั้นแล้ว

ทางไปร้านมีให้เลือก 2 ทาง ทางแรกให้ตั้งต้นที่ วงเวียนโอเดียน ตรงซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ วิ่งมาตามทางวันเวย์ของถนนเยาวราชแค่นิดเดียวก็ถึง สี่แยกเฉลิมบุรี มีร้านสะดวกซื้อ7-11 เป็นจุดสังเกตอยู่หัวมุมแยกด้านขวา ให้เลี้ยวขวาที่แยกนี้เข้าถนนทรงสวัสดิ์ แล้วมองหาช่องทางเข้าทางขวามือเลยเพื่อเลี้ยวเข้า ลานจอดรถเฉลิมบุรี จุได้ราว 70 คัน ค่าจอด ชม.ละ 30 บาท

จากนั้นให้เดินออกมาริมถนน เลี้ยวขวามาที่ แยกหมอมี พอถึงแยกยังไม่ต้องเลี้ยวไหน ให้เดินข้ามถนนเล็กๆสองทีติดต่อกัน คือเดินข้ามถนนเจริญกรุงมาที่ป้อมตำรวจเกาะกลาง และเดินข้ามถนนพระราม 4 อีกครั้ง จากนั้นให้เลี้ยวขวาย้อนวันเวย์ของ ถนนพระราม 4 ไป 150 เมตร ก็จะเห็น ร้านอาหารแต้จิ๋ว ป้ายชื่อสีแดงอยู่ในตึกแถวสีเหลือง 4 ชั้นทางซ้ายมือ ตรง ปากซอยประดู่ (จอดรถในซอยนี้ได้เช่นกัน) อยู่ตรง สามแยกที่เลี้ยวเข้าถนนลำพูนไชย ไปเยาวราชพอดี

ส่วนอีกทางมาตาม ถนนพระราม 4 มุ่งหน้ามาที่ แยกหัวลำโพง แล้วตรงต่อไปอย่างเดียวข้าม คลองผดุงกรุงเกษม เข้าถนนพระราม 4 ที่กลายเป็น ถนนวันเวย์ ผ่านแยกไมตรีจิตต์ เพียงไม่เกิน 400 เมตร ก็จะเห็น ร้านอาหารแต้จิ๋วอยู่ทางขวามือ มาทางนี้ให้เลี้ยวขวาเข้าไปจอดในซอยประดู่ข้างร้าน

ร้านแต้จิ๋วนี้เป็นขวัญใจของบรรดาคนไทยเชื้อสายจีน เพราะเป็นร้านกับข้าวตามสั่งง่ายๆ สไตล์ซัวเถา รสชาติถูกใจเหมือนกินตามบ้านจำพวกผัดๆ นึ่งๆ ต้มๆ รสไม่จัดมาก แต่ก็ไม่ธรรมดานะจ๊ะ มีผักสดๆ และปลาดีๆ จากเมืองจีน อีกทั้งเมนูของทะเลชั้นเลิศของดีมีราคาให้เลือกเพียบ พนักงานส่วนใหญ่จะพูดไทยเป็นภาษาที่สอง แต่โชคดีมีเมนูอาหารพร้อมภาพประกอบ จิ้มเลือกเอาได้เลย หรือไปยืนดูของทะเลในอ่างหน้าร้านและมุมของสดในร้าน แล้วสั่งกับพนักงานเลย บางคนสามารถอธิบายคล่องเลยว่าเอาไปทำเมนูอะไรได้บ้าง

หอยแครงยำซีอิ๊ว
หัวปลาเก๋าผัดเต้าซี่
หอยกะพงผัดโหระพา เมนูที่หายไป

มาคราวนี้มีเจ้าโอเพื่อนสนิท ขาประจำร้านแต้จิ๋วมาด้วย เลยได้สั่งของอร่อยสุดสุด กุ้งทะเลลวก (400-800 บาท) เป็นกุ้งแชบ๊วยสดๆ เนื้อหวานๆ ลวกมาสุกกำลังดี กินหมดในพริบตา กับ หอยแครงยำซีอิ๊ว (200 บาท) หอยแครงลวกยำแบบจีนด้วยซีอิ๊วหอมๆ ไม่มีรสเปรี้ยวเหมือนยำไทย โรยเครื่องกระเทียมสด พริก และต้นหอมมาเต็มจาน ทั้ง 2 อย่างนี้ห้ามพลาดเลย และมีของกินเล่นอีกอย่างที่ควรสั่งมาร่วมกันคือ ฮ่อยจ๊อ (400 บาท)

ของอร่อยเมนูดั้งเดิมมีครบถ้วน ห่านพะโล้แบบแต้จิ๋ว (300-500-800 บาท) เนื้อห่านนุ่มรสชาติเข้าเนื้อ น้ำพะโล้รสชาติกลมกล่อมเหมือนกินร้านแต้จิ๋ว (หรือ ชิวเชา)ในฮ่องกง มี ไส้กับลิ้นพะโล้ หอมมันอีกด้วย ลิ้นห่านเปื่อยเข้าเนื้อรสเข้มข้น สั่งรวมกันในจานเดียวได้ จิ้มกับน้ำจิ้มน้ำส้มสายชูกับกระเทียมไม่ใส่พริก หรือจะจิ้มน้ำจิ้มรสจัดจ้านใส่พริกก็อร่อยทั้งนั้น

มาร้านนี้แล้วไม่ได้กินปลาเหมือนมาไม่ถึงร้านนะจ๊ะ ที่ห้ามพลาดคือ หัวปลาเก๋าผัดเต้าซี่ (500-800 บาท) หัวปลาเก๋าเนื้อเด้งดึ๋งหนึบอร่อยผัดกับเต้าซี่เค็มๆ หอมๆ ใส่ขึ้นฉ่ายเยอะๆ ปลาบู่นึ่งซีอิ๊ว (ราคาตามขนาด ตัวละ 800-1,400 บาท) เนื้อสดเป็นก้อนๆ นึ่งมาสุกกำลังดี

ลิ้นห่านพะโล้

เมนูปลามีอีกมากมายทั้งหัวปลาจีน ปลาเก๋า ปลาเก๋าแดง ปลาชิกคั่ก ปลากะพง ปลาจะละเม็ด ปลาเต๋าเต้ย ปลาไหลหูดำของจีน ปลาหิมะ นำไปทำได้ทั้งผัดขึ้นฉ่าย ทอด นึ่งบ๊วย

นอกจากปลาต่างๆ แล้ว ปูทะเล ที่นี่ก็ขึ้นชื่อมาก คัดมาแต่ตัวโตๆ ไซซ์ใหญ่บิ๊กเบิ้ม (กิโลละ 1,800 บาท ตัวละ 800-2,000 บาท) จะสั่งทำ ปูทะเลผัดพริกไทยดำ ผัดต้นหอม หรือ ผัดผงกะหรี่ ได้ทั้งนั้น ขอแนะนำเมนูที่หากินที่อื่นไม่ได้ ข้าวต้มปูทะเล ข้าวต้มเนื้อนิ่มๆ ใส่ปูทะเลตัวโตเนื้อหวานสด น้ำซุปหอมหวานใส่หอยเชลล์แห้งหรือกังป๋วย สั่งปู 2 ตัว ทำได้ 2 ชามเบ้อเริ่ม กินกันอิ่มหนำสำราญ 20 กว่าคน

เมนูผัดๆ ก็อร่อยล้ำเลิศแบบง่ายๆ เช่น ผัดผักน้ำ (200 บาท) (ซาเอียไฉ่) ใส่กระเทียมสดจากเมืองจีน จานนี้สุดยอดกรอบอร่อย อีกทั้ง ผัดผักคะน้าทีโป้ว (200 บาท) คะน้าฮ่องกงสีเขียวสดกรอบๆ ผัดกับทีโป้วหรือปลาตาเดียวแห้งจากเมืองจีน ที่น่าลิ้มลองอีกอย่างคือ กระเพาะปลาสดผัดผักกาดขาว (500 บาท) ใส่พริกและกระเทียม รสนุ่มนวลชวนกินอย่าบอกใคร น่าเสียดายที่ หอยกะพงผัดโหระพา (200 บาท) ตัวเล็กๆ นิ่มๆ มันๆ ไม่มี เพราะหาหอยกะพงไม่ได้มาหลายเดือนแล้ว ถ้าเจอให้รีบสั่งนะจ๊ะ เราเลยสั่ง กระเพาะปลาสดผัดโหระพา ( 500 บาท) แทน

ปิดท้ายด้วย ข้าวผัดผักกาดดอง (200-300-400 บาท) ใส่ผักกาดดองชิ้นเล็กๆ กับเครื่องต่างๆ ผัดได้หอมกลิ่นผัดในกระทะมากๆ

เป็นที่น่ายินดีว่าเดี๋ยวนี้คุณสุทินหรือคุณพ้ง มีลูกชายมาช่วยอยู่หน้าเตาอีกคนแล้ว ร้านนี้ขอเชียร์ 2 มือให้มาชิม อร่อยไม่เหมือนร้านจีนอื่นใดเลย ร้านอาหารแต้จิ๋วเปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 11 โมงครึ่ง-5 ทุ่มครึ่ง โทรสอบถามทางหรือจองโต๊ะได้ที่ 08-9059-4076 และ 0-2623-3755 นะจ๊ะ

ร้านอาหารแต้จิ๋ว

โดย คุณสุทิน (พ้ง) แซ่เล้า

ที่ตั้ง 69-71 ถ.พระราม 4 เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100

โทร 08-9059-4076, 0-2623-3755

เปิดบริการ 11.30-23.30 น. ทุกวัน

หยุด ตรุษจีน 5 วัน

แนะนำ กุ้งทะเลลวก หอยแครงยำซีอิ๊ว ห่านพะโล้ ไส้กับลิ้นพะโล้ หัวปลาเก๋าผัดเต้าซี่ข้าวต้มปูทะเล ปลาบู่นึ่งซีอิ๊ว ปูทะเลผัดพริกไทยดำ/ผัดต้นหอม ผัดผักน้ำ ผัดผักคะน้าทีโป้ว กระเพาะปลาสดผัดผักกาดขาว หอยกะพงผัดโหระพา (ถ้ามี) กระเพาะปลาสดผัดโหระพา ข้าวผัดผักกาดดอง

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก (ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์)
ปูทะเลผัดพริกไทยดำ
ปลาบู่นึ่งซีอิ๊ว
ปลาจะละเม็ดนึ่งซีอิ๊ว
คะน้าผัดปลาแห้งทีโป้ว
ข้าวผัดผักกาดดอง
กุ้งทะเลลวก
น้ำพริกนางลอย

ทองหล่อ – เพิ่งมีโอกาสไปชิม “ร้านทองหล่อ” เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พอตกปลายเดือนกลายเป็นว่าร้านอาหารไทยพื้นบ้านโบราณที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่กี่เดือน เป็นอันต้องมาประสบพบชะตากรรมแบบเดียวกันกับคนเกือบทั้งโลก คือ ต้องปิดร้านป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 เหลือเพียงช่องทางดิลิเวอรี หรือ โทรสั่งแล้วมารับกลับเท่านั้น

“ร้านทองหล่อ” ชื่อเดียวกับชื่อซอยเลยค่ะ ตั้งอยู่ที่ โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก ทองหล่อ เข้ามาไม่ลึกมากอยู่ตรงซอยทองหล่อ 5 ร้านอยู่ด้านซ้ายมือ

ทองหล่อ เป็นร้านอาหารน้องใหม่ ในเครืออิมแพ็คที่หมายมั่นปั้นมือให้เป็นร้านอาหารไทยพื้นบ้านระดับพรีเมียม ได้เชฟคนเมืองเพชรฝีมือฉกาจ ประสบการณ์สูง เป็นคนที่มีจิตวิญญาณการทำอาหารไทยอยู่ในสายเลือดมาคอยดูแล

ได้พูดคุยกับ เชฟโธมัส-วรพล อิทธิคเณศร Senior Manager F&B Development บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่นแมเนจเมนท์ จำกัด ในบทบาทของเชฟหนุ่มหัวเรือใหญ่ ถึงรู้ว่าร่ำเรียนนาฏศิลป์ แล้วมาต่อวิทยาลัยอาชีวะเพชรบุรี สาขาอาหารและโภชนาการ ระหว่างนั้นมีโอกาสสอนการทำอาหาร และคลุกคลีกับชาวบ้านสั่งสมเทคนิคการทำอาหารโบราณจนช่ำชองทั้งของคาวและหวาน มาต่อปริญญาตรีที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตโชติเวช

เมื่อเรียนจบไปหาประสบการณ์เรียนจัดดอกไม้ที่ประเทศออสเตรเลีย เพราะเชฟบอกว่า เชื่อว่าร้านอาหารถ้าจัดดอกไม้สวย อาหารสวย คือความสมบูรณ์แบบ ระหว่างเรียนจัดดอกไม้ เชฟได้มีโอกาสแสดงฝีมือในฐานะเชฟในร้านอาหารเอเชียแห่งหนึ่งเป็นเวลาหลายปี กระทั่งกลับมาเมืองไทยได้รับโอกาสให้ดูแลร้านทองหล่อ ที่เชฟรู้สึกว่าเป็นการทำงานที่สนุกมาก

ระหว่างการพูดคุย พนักงานก็ทยอยเสิร์ฟอาหารพื้นบ้านมาทีละจาน เราเริ่มชิมกันเลยค่ะ

“น้ำพริกนางลอย” ราคา 265 บาท รสชาติเปรี้ยว เค็ม หวาน ตัดกันลงตัว กินกับเครื่องเคียงต่างๆ มีหมูย่าง และ ผักลวกผักสด น้ำพริกนี้เล่าว่ามีหลายตำรับ ทั้งแบบในวังกับชาวบ้าน จานนี้เป็นแบบชาวบ้านพื้นฐานจะมีกะปิเผาไฟนำไปโขลกปลาย่าง หรือ กุ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ลอยอยู่ในน้ำ เป็นที่มาชื่อนางลอย จริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ แต่เชฟยืนยันว่าเหล่าป้าๆ ชาวบ้านบอกมาอย่างนี้ ส่วนรสชาติเปรี้ยวมาจากตะลิงปลิง เคล็ดลับจานนี้คือต้องใช้กะปิอย่างดี น้ำตาลอย่างดี

เชฟโธมัส-วรพล อิทธิคเณศร
กรวยกะหรี่
กุ้งตะไล

“กุ้งตะไล” ราคา 260 บาท กุ้งเผาทั้งเปลือกแล้วค่อยแกะเอาไปพล่า กุ้งต้องสุกกลางๆ เพื่อให้ได้ความเด้งและหอม กินคู่กับข้าวตัง ใส่ในถ้วยตะไล

“ทองพลุไส้ไก่” ราคา 250 บาท เป็นขนมไทยโบราณกินเป็นอาหารคาวหรือหวานได้ เป็นอาหารว่างเรียกน้ำย่อย ตัวแป้งเอาไปนวดกับน้ำมันใช้แป้งข้าวจ้าว เนยและไข่ไก่ และนำไปทอดให้แตกเป็นพลุ มักใช้ในงานเลี้ยงเลื่อนขั้น เปรียบเสมือนดังเป็นพลุแตก ยัดไส้ด้วยไส้กะหรี่ไก่ผัดแห้งรสชาติละมุน

“ปลาห่อใบยอ” ราคา 260 บาท วิธีการคือนำปลามาคลุกเคล้าพริกแกง โดยจะใช้มะพร้าวทึนทึก หรือ มะพร้าวกลางอ่อนกลางแก่ ไปผัดกับเครื่องแกงแล้วเอาไปหมักบนตัวปลา ใบยอจะดับกลิ่นคาวปลา จากนั้นห่อด้วยใบยอ และห่อด้วยใบตองอ่อน ช่วยทำให้ปลามีกลิ่นหอมมากขึ้น นำไปย่างจนสุกเสิร์ฟเคียงผักใบบัวบกและใบยอซอย

ทองพลุไส้ไก่

“ปลาห่อใบยอ” ราคา 260 บาท วิธีการคือนำปลามาคลุกเคล้าพริกแกง โดยจะใช้มะพร้าวทึนทึก หรือ มะพร้าวกลางอ่อนกลางแก่ ไปผัดกับเครื่องแกงแล้วเอาไปหมักบนตัวปลา ใบยอจะดับกลิ่นคาวปลา จากนั้นห่อด้วยใบยอ และห่อด้วยใบตองอ่อน ช่วยทำให้ปลามีกลิ่นหอมมากขึ้น นำไปย่างจนสุกเสิร์ฟเคียงผักใบบัวบกและใบยอซอย

“กรวยกะหรี่” ราคา 190 บาท ชื่ออาจจะฟังดูล่อแหลม แต่เป็นชื่อแต่โบราณจริงๆ เป็นแกงกะหรี่ไทยแบบโบราณมีส่วนผสมของไก่ มันฝรั่ง ไก่คัดไก่ออร์แกนิคจากสิรินทร์ฟาร์ม ใช้ส่วนสะโพกและอกมาผัดเครื่องแกงกะหรี่ที่โขลกเองให้ความหอม และเครื่องแกงตำสดหอมขมิ้นสด และแป้งทอดเป็นกรวย ทำจากแป้งข้าวจ้าวผสมน้ำปูนใสนวดรวมกัน เป็นเมนูตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 วิธีกินให้ตักแกงกะหรี่ใส่กรวย แล้วค่อยๆ กัดกินไปจนหมด

“มัสมั่นเนื้อเสือร้องไห้” ราคา 250 บาท มัสมั่นเนื้อเสือร้องไห้ เสิร์ฟพร้อมโรตีทำเอง เลือกใช้เนื้อส่วนเสือร้องไห้เคี่ยวสี่ชั่วโมงพักทิ้งไว้หนึ่งคืน เพื่อให้เข้าเนื้อ จะได้ความนุ่มและอร่อย ส่วนเครื่องแกงมัสมั่นโขลกเองสดใหม่ทุกวัน

“ปลากะพงต้มสุมาลี” ราคา 250 บาท ปลากะพงต้มกับสละรสชาติสะอาด กลมกล่อม เปรี้ยวสดชื่นด้วยการฝานสละลงไป

“ลูกตาลแกงบวด” ราคา 110 บาท ลูกตาลบวดกับกะทิจากกุยบุรี ให้รสชาติหวานมัน สามารถกินได้ 2 วิธี แล้วแต่คนชอบ คือ ใส่น้ำแข็งก็ได้ หรือ กินแบบร้อนก็ได้ ถ้ากินแบบร้อนจะได้รสชาติที่เข้มข้นและละมุนกว่า ได้ชิมคำหนึ่งแล้วถึงกับขอดน้ำกะทิจนเกลี้ยงถ้วย

เชฟโธมัส บอกว่า แกงบวดโบราณจะใช้เนื้อที่จะบวดไปเชื่อมก่อนแล้วใส่กะทิตอนท้าย แต่ปัจจุบันใช้วิธีต้มไปกับกะทิเลยใส่น้ำตาล ทำให้กะทิไม่เนียน แตกมัน ฉะนั้นแกงบวดโบราณพอเรากัดเข้าเนื้อไปปุ๊บจะสัมผัสเนื้ออมน้ำตาลและหนึบนิดๆ

ปิดท้ายมื้อด้วย “ค็อกเทลแม่ริม” ราคา 250 บาท ใช้เบสเป็นรัม ผสมกับน้ำเสาวรส น้ำตาลทรายแดง โหระพาและตะไคร้ให้ความหอมสดชื่นของน้ำเสาวรสและโหระพา ดื่มลื่นและเพลิดเพลินมากๆ

เชฟบอกว่า จุดเด่นของที่ร้าน คือ เลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากที่ต่างๆ เช่น มะพร้าวกะทิมาจากกุยบุรี น้ำตาลมะพร้าวอัมพวาอร่อย น้ำตาลโตนดต้องเพชรบุรี ปลากะพงจากกระชังที่บางปะกง ผักกูดผักปรังจากภาคเหนือ เป็นต้น ส่วนรสชาติอาหารพื้นบ้านก็ต้องพื้นบ้านจริงๆ มีลูกมือเป็นเด็กที่โตในแถบพื้นบ้านทั้งนั้น ที่สำคัญไม่อยากให้คนมองว่าคนแก่ทำอาหารไทย อยากมองว่าเด็กรุ่นใหม่เฮี้ยวๆ นี่แหละ ใส่หมวกแก๊ปทำอาหารไทยได้

ปลาห่อใบยอ
มัสมั่นเนื้อเสือร้องไห้ กินกับแผ่นโรตี
ลูกตาลแกงบวด

ใครที่สนใจอยากรู้จักเชฟโธมัสให้มากขึ้น สามารถติดตามได้ที่ เพจตำรับข้างวัง เป็นเพจส่วนตัวของเชฟ ส่วนคนที่สนใจ ร้านอาหาร “ทองหล่อ” ตั้งอยู่ที่ โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก ทองหล่อ ปกติเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06.00-23.00 น. แต่หลังจากสถานการณ์โควิด-19 ร้านอาหาร “ทองหล่อ” เปิดบริการเฉพาะซื้อกลับบ้าน เปลี่ยนเวลาทำการเป็น 06.30-18.00 น. และบริการดิลิเวอรีสั่งผ่านโปรแกรมไลน์แมนและวงใน ที่ www.thong-lor.com/delivery สอบถามเพิ่มเติม โทร : 0-2000-4701 Facebook : ทองหล่อ Thonglor Thai Cuisine

แนะนำว่าช่วงกักตัวหลบไวรัสในยามนี้ควรต้องมีของอร่อยบำรุงร่างกาย โดยเฉพาะบทบาทลูกที่ดีๆ ควรสั่งอาหารพื้นบ้านโบราณมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ลองชิมกัน รับรองว่าถ้าได้รับประทานแล้วท่านทั้งหลายจะหายเครียดเป็นปลิดทิ้ง

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
ค็อกเทลแม่ริม
ทีมเชฟร้านทองหล่อ

ทั้งที่ต้นปีมานี้มีแต่เรื่องเหนื่อยใจ เศรษฐกิจว่าแย่แล้ว ยังจะโดนเจ้าไวรัสโควิด-19 ซ้ำเติมเข้าไปอีก บรรดาร้านอาหาร ธุรกิจบริการเลยพลอยหงอยเหงากันไปใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้น ย่านประชานิเวศน์ 1 กลับเนื้อหอมสุดสุด กลายเป็นทำเลที่ร้านอาหารหน้าใหม่หมายปองมาลงทุนกันอยู่เรื่อยๆ

ล่าสุด “ยำมาห้า” ร้านยำสุดแซ่บจากการรวมตัวของ 5 หุ้นส่วน เพิ่งมาเปิดสดๆ ร้อนๆ ถือฤกษ์ดี 14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ ปี 2563 นี้ เปิดร้านภูมิใจนำเสนอความแซ่บให้คนย่านนี้ได้มาลองกัน

ซิกเนเจอร์ที่ต้องร้องโอ้โห คือ “ยำมาห้า” ชื่อเดียวกับร้าน สนนราคา 599 บาท จานใหญ่มาก ไปนั่งกิน 3 คนยังเกือบไม่หมด ใส่เครื่อง 5 อย่างมาแบบพูนจาน ทั้งแซลมอน กุ้ง ปู ไข่แดง และ หมูยอ แนะนำว่าควรกินแบบใส่ปลาร้า เพราะเป็นสูตรทีเด็ดของที่ร้าน ปลาร้าเป็นปลาร้าต้มสุกกลิ่นหอม รสกลมกล่อมไม่เค็มโดด ยิ่งกินยิ่งนัว ถ้านั่งกับเมาธ์มอยกับเพื่อนจะแซบนัวคูณสอง ที่ดีงาม คือ เป็นยำที่รสชาติไม่ได้หวานนำเหมือนร้านอื่นๆ ที่เคยลอง แต่รสชาติจะนำด้วยเปรี้ยว ตามด้วยเค็มและหวาน จี๊ดจ๊าดขนาดนี้เอาไปเลย 10 กะโหลก

“ยำหมูยอกุ้งสด” 250 บาท จานนี้รสชาติเดียวกันกับยำมาห้า แต่ลดสเกลลงมาเหลือแค่ 2 สหาย คือ กุ้งไซซ์จัมโบ้และหมูยออุบลฯ ส่วนความแซ่บนัวจัดเต็มไม่ต่างกัน

“ยำไข่ปู” 300 บาท จานนี้รสชาติสว่างไสวกว่า 2 จานแรก เปรี้ยวจี๊ดจ๊าดหอมกลิ่นมะนาวชัดเจนกว่า กินแล้วสดชื่นเปรี้ยวฉ่ำมะนาวแท้ๆ เผ็ดซี้ดกับพริกขี้หนูสวนปั่นสดใหม่ทุกวัน เสียงจากแม่ค้าบอกว่าแม้หน้ามะนาวแพงที่ร้านไม่ยอมใช้มะนาวปลอมเด็ดขาด จานนี้รสชาติโดดเด่นด้วยไข่ปูมันๆ กับน้ำยำแซ่บๆ คลุกเคล้ามากับสารพัดสมุนไพร โรยผักชีฝรั่งหอมๆ ได้กินคำนึงแล้วหยุดไม่อยู่ค่ะ

“หมี่หน้าปู” 280 บาท เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้ม 3 อย่าง หอมเจียว พริกเผา และซีฟู้ด เป็นอาหารพื้นบ้านของคนเมืองจันท์ เป็นหมี่ปรุงรสวางด้วยเนื้อก้ามปูรสชาติหวานๆ เค็มๆ กินกับน้ำจิ้มอะไรก็อร่อยทุกแบบ ตักยำมากินคู่ก็จะฟินมาก

“ยำผักกูดเนื้อปู” 280 บาท เป็นยำสไตล์เมืองจันท์ ไม่ใส่ปลาร้า ราดน้ำยำที่มีส่วนผสมพริกเผาและวางด้วยเนื้อปูส่วนก้ามมาแบบแน่นๆ จุใจ รสชาติออกเปรี้ยวหวาน จุดเด่น คือ ผักกูดลวกนั้นอ่อนและกรอบทุกคำ เหมาะกับคนรักสุขภาพค่ะ

“ปูไข่ดอง” 350 บาท สำหรับคนรักปูไข่ดองถ้าได้ลองชิมจะสัมผัสถึงคุณภาพทันที เนื้อปูสดหวาน ไข่เยิ้มรสมัน บางตัวไข่สีแดงสดเพราะปูมาจากแหล่งน้ำดี ทั้งหมดนี้ราดด้วยน้ำยำสูตรเด็ดก็ฟินสิคะ

“หมึกคุ้งวิมาน” 250 บาท จานนี้เป็นหมึกแดดเดียว ที่พอขึ้นมาจากทะเลปุ๊บก็ตากเลย ทำให้เนื้อหมึกยังเก็บความสดมีรสชาติหวาน หวานยังไงแนะนำว่าต้องลอง

นอกจากสารพัดยำแล้ว ที่ร้านยังมีเมนูข้าวให้เลือกด้วย ที่อยากให้ลอง คือ “ข้าวปูกุ้ง” 120 บาท เป็นอาหารพื้นเมืองของคนเมืองจันท์อีกเช่นกัน ที่เมืองจันท์จะเป็นข้าวพริกเกลือ แต่ที่ร้านจะแยกข้าวกับเนื้อปูและกุ้ง แล้วเสิร์ฟพริกเกลือแยกมาคลุกต่างหากเผื่อคนที่ยังไม่คุ้น

นอกจากนี้ ก็ยังมี ข้าวหน้าไก่ทอด ข้าวหน้าคอหมูย่าง ราคาจานละ 89 บาท และ ที่น่าจะฮิตอีกตัวหนึ่ง คือ ขนมจีนน้ำยาปู 150 บาท รสชาติจัดจ้านเนื้อปูเน้นๆ

 

ยำหมูยอและยำหมูยอกุ้งสด
ยำไข่ปู
ยำผักกูด

“กัส-ฤติมา จุลโลบล” หนึ่งใน 5 หุ้นส่วน เล่าว่า เริ่มแรกมีแนวคิดว่าจะเปิดร้านอาหารเล็กๆ ที่เมืองจันท์ เพราะเพื่อนที่ร่วมหุ้นกันเป็นคนจันทบุรี แต่คิดอีกทีคนจันทบุรีมีแบบนี้เยอะแล้ว เลยเปลี่ยนใจมาเปิดที่กรุงเทพเน้นใช้วัตถุดิบคุณภาพดีจากเมืองจันท์ ส่วนชื่อร้านยำมาห้า เสียงไปคล้ายกับค่ายรถมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อหนึ่งแต่ที่จริงไม่ได้เกี่ยวอะไร ตั้งชื่อนี้เพราะมีหุ้นส่วนทั้งหมด 5 คน เลยใช้ชื่อยำมาห้า และใช้เป็นชื่อเมนูซิกเนเจอร์ด้วย

“จุดเด่นของที่ร้านคือ วัตถุดิบสดจริงๆ และรสชาติยำไม่เหมือนใคร เท่าที่ชิมร้านอื่นมันหวานมาก นี่คืองงมากกับคำว่ายำแล้วหวาน สำหรับเรายำคือเปรี้ยว คือ เปรี้ยว เค็ม แล้วหวานหน่อยนึง แล้วเรามีให้เลือกว่าจะปรุงสุกไม่สุก ปลาร้าไม่ปลาร้า เผ็ดมาก กลาง น้อย แต่ทุกวันนี้กลายเป็นว่าคนติดปลาร้า ทุกร้านต้องมี อย่างยำผักกูดไม่ใส่ปลาร้าแต่ลูกค้าบางคนขอให้ใส่ด้วย กลายเป็นอย่างนั้นไป”

กัส บอกว่า วัตถุดิบอาหารทะเลเป็นของเมืองจันท์ไปคัดเองถึงแหล่ง บางอย่างจากชาวบ้านเป็นการกระจายรายได้ พวกปูเนื้อ หมึกคุ้งวิมาน ปูไข่ดอง ผักกูด เลือกจนได้ที่พอใจ ส่วนหมูยอจากเจ้าเด็ดจังหวัดอุบลราชธานี รสชาติไม่ใช่แป้งแน่นอน

หุ้นส่วนทั้ง5คน

ส่วนเรื่องรสชาติ เคล็ดลับ คือ แม่ครัวแท้ๆ เป็นพี่สาวของแฟน เป็นรสที่กินกันในบ้านจริงๆ หลักๆ จะทำน้ำปรุงจากมะขามเปียกและน้ำตาลเคี่ยว ส่วนการปรุงเปรี้ยวเค็มนั้นจากความเชี่ยวชาญของแม่ครัวล้วนๆ แต่น่าอัศจรรย์ว่ารสชาติเที่ยงตรงทุกจาน

“มือแม่ครัวนี่เป๊ะมาก คนอื่นมาชั่งตรงยังไงก็ไม่เหมือน แต่แม่ครัวเราลิ้นเขาตรงทุกจาน คือ แม่ครัวนี่ห้ามตายนะ ขาดลาไม่ว่า แต่ตายไม่ได้เลย (หัวเราะ) เพราะหาคนทำรสชาตินี้ไม่ได้แล้ว”

เอาเป็นว่าวันไหนใครอยากแซ่บ ดิ่งมาที่นี่เลย ร้านยำมาห้า จะไม่มีคำว่าผิดหวัง ร้านตั้งอยู่ตรงข้ามตลาดประชานิเวศน์ 1 เปิดให้บริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 11.00-21.00 น. ใครไม่สะดวกมาสามารถสั่งไลน์แมนได้ หรือ จะโทร 06-2787-9777 สั่งไว้แล้วให้วินมอเตอร์ไซค์วิ่งมารับก็ตามสะดวก หรือจะเข้าไปส่องเพจเฟซบุ๊ก “ยำมาห้า” ดูเมนูเพลินๆ ยั่วน้ำลายกันก่อนก็ได้ค่ะ

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
หมี่หน้าปู
กัส-ฤติมา จุลโลบล
หมึกคุ้งวิมาน(แดดเดียว)
ขนมจีนน้ำยาปู
ข้าวปูกุ้ง
แกงพริกกระดูกหมูกลมกล่อมหรอยแรง

คนไทยช่วยคนไทยได้ด้วยการตระเวนกินเที่ยวทั่วประเทศ ช่วงนี้แน่นอนว่าสายการบินต่างๆ ตลอดจนโรงแรมที่พักต่างทำโปรโมชั่นกันสุดใจ ปิ่นโตเถาเล็กเลยขอเชิญชวนแฟนๆ มาเที่ยวกระบี่กันเถอะ

กระบี่แวดล้อมด้วยน้ำตก ภูเขา หาดทราย ท้องทะเลงดงาม อีกทั้งอาหารการกินก็มีให้เลือกหลากหลาย ดังเช่นในตัวเมืองกระบี่นั้นมีร้านอาหารที่รับรองว่าไม่มีใครเหมือน เพราะเจ้าของร้านมีคาแร็กเตอร์ลักษณะนิสัยไปในทางศิลปินเดี่ยวออกแนวติสต์ หน้าตาร้านดูธรรมดาเหมือนร้านข้าวต้มขายกับข้าว แต่ทำอาหารอร่อยอย่าบอกใคร คนกระบี่ติดกันงอมแงม ร้านนี้มีชื่อว่า ครัวน้องเจน

ร้านครัวน้องเจนอยู่ ริมถนนมหาราช ถนนสายหลักของเมืองกระบี่ ข้างๆ มูลนิธิประชาสันติสุข ตัวร้านเป็นห้องแถวชั้นเดียวแนวยาวขนานไปกับถนน แต่งร้านง่ายๆ ธรรมดาๆ มีทั้งห้องปรับอากาศและบริเวณด้านนอก ตั้งโต๊ะริมทางเท้าอีกด้วย เปิดบริการเฉพาะมื้อค่ำตั้งแต่ 6 โมงเย็นไปจนถึง 4 ทุ่ม

พระเอกชูโรงประจำร้านคือ โกวัช หรือ คุณธวัช เรือนแก้ว ลูกชายของ โกวี เคยช่วยพ่อทำร้านข้าวต้มตรงแถวธนาคารออมสินเก่าในจังหวัดนครศรีธรรมราชมาก่อน โกวัชย้ายมาเปิดร้านครัวน้องเจนที่กระบี่ได้ 13 ปีแล้ว

โกวัชมีฉายาที่คนกระบี่ตั้งให้ว่า โกว้าก เพราะว่าเป็นคนพูดเสียงดังฟังชัด เอกลักษณ์ประจำตัวคือต้องโชว์ลีลาว้ากศรีภรรยาและลูกน้องในระหว่างการทำกับข้าว บางครั้งก็พูดเสียงดังกับลูกค้าที่คุ้นเคยอีกต่างหาก วันไหนไม่ได้ว้ากเสียงดังก้องร้าน อาหารคงไม่อร่อยเป็นแน่

โกว้ากเป็นเดี่ยวมือหนึ่ง ปรุงอาหารอยู่คนเดียว และจะทยอยทำทีละโต๊ะ ถ้าคนเต็มร้านอาจจะต้องรออาหารนานนับชั่วโมง และถ้าสั่งไปแล้วอยากสั่งเพิ่ม โกว้ากอาจจะว้ากเราได้ว่าสั่งอาหารเต็มโต๊ะพอแล้ว ให้มาสั่งใหม่วันหลัง หรือถ้าจะสั่งกลับบ้านก็ไม่ทำให้ ต้องกินที่ร้าน มีแกงพริกกระดูกหมูเท่านั้นที่ทำไว้เป็นหม้อ ซึ่งถ้าจะสั่งกลับก็ต้องดูทิศทางลมก่อนว่ายอมขายให้หรือไม่ และมาร้านนี้ห้ามเร่งเป็นอันขาด

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ลูกค้าขาประจำก็ไม่มีใครถือสา บอกว่าสนุกดีชินแล้ว ถ้าไม่ว้ากก็ไม่มีสีสัน อีกทั้งถ้าในโต๊ะมีเด็กเล็กมาด้วยโกว้ากจะใจดีเป็นพิเศษ แม้กระทั่งไข่เจียวซึ่งเป็นเมนูต้องห้าม (เพราะโกว้ากบอกว่ากินที่บ้านก็ได้) ก็ยินดีเจียวให้เด็กๆ กิน ร้านมีเอกลักษณ์ขนาดนี้ จึงขอเชียร์ให้มาลองชิมให้จงได้เพื่อประสบการณ์สักครั้งหนึ่งในชีวิต

ของอร่อยที่ต้องสั่งขาดไม่ได้คือ แกงคั่วพริกกระดูกหมู (100-120 บาท) ที่ทำเป็นหม้อหรือกระทะใหญ่ไว้แล้ว เป็นสูตรของภรรยาโกว้าก เคี่ยวนาน 1 ชั่วโมงกว่าๆ จนรสชาติจัดจ้านหรอยแรง แต่กลมกล่อม ไม่มีรสไหนโดดเกินไป กระดูกหมูอ่อนเคี้ยวได้กร้วมๆ นอกจากนี้ยังมี หมูกรอบ (ไม่เกิน 150 บาท) ทอดมาร้อนๆ จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ด ก็กินอร่อยเคี้ยวหนังไม่ติดฟัน โดยโกว้ากต้มหมูสามชั้นทั้งแผ่น ใช้ตะปูจิ้มหนังหมูแล้วนำไปเผา และหมูกรอบนี้เอาไปทำ หมูคั่วเกลือ (ไม่เกิน 150 บาท) ได้ด้วย กรอบนอกนุ่มใน รสเค็มกำลังดี หอมมากๆ

แกงอีกอย่างที่ต้องสั่งคือ แกงส้มปลากะพง (260-300 บาท) รสเข้มข้น ใส่ได้ทั้งยอดมะพร้าวสดกรอบ และออดิบ ซึ่งช่วงต้นปีนี้มีมะรุมก็เลยให้ใส่ด้วย แกล้มด้วย หมูสับปลาเค็ม (ชิ้นละ 40 บาท) ปั้นเป็นก้อนๆ ทอด เนื้อหมูสับนุ่มหอม ปลาอินทรีไม่เค็มมากจนเกินไป บีบมะนาวใส่หอมใหญ่และพริกขี้หนูเข้ากันดี เมนูนี้ต้องโทรสั่งล่วงหน้าก่อนจะมาที่ร้านถึงจะได้กิน หรือจะแก้เผ็ดด้วย ไข่ตุ๋น (80 บาท) เนื้อเนียนที่สุด หอมหวานด้วยน้ำซุปกระดูกหมู ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ชอบสั่งกันมาก

หมูสับปลาเค็ม
แกงคั่วพริกกระดูกหมู ทำทีละหม้อใหญ่
แกงเลียงไข่มดแดงใส่ผักหวาน

ของซดๆ น้ำๆ ต้องลอง ต้มจิ๊กโก๋ (ไม่เกิน 320 บาท) เมนูดังประจำร้านไม่ซ้ำใคร คล้ายกับต้มยำแต่ไม่ใส่ข่า ปรุงด้วยพริกสดและพริกแห้งทอด มีรสเปรี้ยวอมหวานนิดๆ จากผักกาดดอง ใส่ทั้งเนื้อปลากะพงและกุ้งทะเลสดๆ และเครื่องในปลา (ซึ่งโกว้ากเรียกว่าสัตว์ประหลาด)

ของดีร้านนี้ยังมีอีกมาก ทั้ง กุ้งผัดสะตอใส่กะปิ (160-250 บาท) กรอบอร่อยทั้งสะตอและกุ้งทะเล ผัดเห็ดปลวก หรือ เห็ดโคนน้ำมันหอย ถ้าช่วงไหนมีให้สั่งด้วย ฮ่อยจ๊อ (ลูกละ 30 บาท) ทอดอัดแน่นไปด้วยทั้งเนื้อปูและเนื้อกุ้ง อีกทั้ง ปูม้าผัดผงกะหรี่ สไตล์ไทยปนจีน และช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ที่กระบี่จะเป็นหน้าไข่มดแดง (ส่วนเดือนเมษายนได้มาจากพัทลุง) ต้องสั่ง ไข่มดแดงคั่วเกลือ (180 บาท) ใส่กระเทียมสดกับกระเทียมเจียว เวลากินให้บีบมะนาวเล็กน้อยอร่อยเหาะจริงๆ หรือจะลองชิม แกงเลียงไข่มดแดงใส่ผักหวาน (180 บาท) รสนุ่มนวลชวนกิน ส่วนผัดผักแน่นอนว่ามาภาคใต้ต้องสั่ง ใบเหลียงผัดไข่ (ไม่เกิน 120 บาท) (หรือเรียกว่าใบเหมียง) ใบมันๆ

โกว้ากบอกว่า ยังมีของดีที่ขาประจำชอบมาก คือ ราดหน้าทะเล (350 บาท แล้วแต่ขนาด) อิ่มแค่ไหนก็ต้องชิม ใส่เครื่องมาเต็มทั้งปลากะพง หมึก กุ้ง ลูกชิ้นปลา ตับหมูและเนื้อหมู น้ำราดหน้ารสชาตินุ่มนวลหอมมาก ปิดท้ายด้วย แตงโม ผลไม้ล้างปากแจกฟรี มากินกี่ครั้งก็หวานฉ่ำตลอด

ขอบอกว่าสนนราคาอาหารของที่นี่จะกะตามจำนวนคนในโต๊ะ จึงไม่สามารถบอกแน่นอนได้ ที่แจ้งไปจึงเป็นราคาคร่าวๆ แต่รับรองว่าสบายกระเป๋าสมเหตุสมผล

มากระบี่แล้วอยากกินให้ได้อารมณ์และอร่อยไม่เหมือนใคร ต้องมาร้านครัวน้องเจนของโกว้ากให้จงได้ อย่าลืมว่าร้านเปิดเฉพาะมื้อค่ำตั้งแต่ 6 โมงเย็นไปจนถึง 4 ทุ่ม หยุดเดือนละ 2 วัน มักจะเป็นช่วงเสาร์-อาทิตย์ปลายเดือน โทร 08-1891-7037 ว้ากเสียงดังอย่างนี้หาที่ไหนไม่ได้แล้ว

ข้อมูลร้าน

ครัวน้องเจน

โดย คุณธวัช เรือนแก้ว

(โกวัช มีฉายาว่า โกว้าก)

ที่ตั้ง 307/16 ถ.มหาราช ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.กระบี่ 81000

โทร 08-1891-7037

 

เปิดบริการ 18.00 – 22. 00 น. ทุกวัน

หยุด เดือนละ 2 วัน โดยมาก คือ เสาร์-อาทิตย์ ปลายเดือน

แนะนำ แกงคั่วพริกกระดูกหมู หมูกรอบ หมูคั่วเกลือ แกงส้มปลากะพง หมูสับปลาเค็ม ต้มจิ๊กโก๋ กุ้งผัดสะตอใส่กะปิ ผัดเห็ดปลวกหรือเห็ดโคนน้ำมันหอย ฮ่อยจ๊อ ไข่มดแดงคั่วเกลือ แกงเลียงไข่มดแดงใส่ผักหวาน ใบเหมียงผัดไข่ ราดหน้าทะเล

Facebook ครัวน้องเจน กระบี่

ช่วงคนแน่น วันเสาร์-อาทิตย์

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก
โกธวัชหรือโกว้าก
แกงส้มปลากะพง
ไข่มดแดงคั่วเกลือ
ต้มจิ๊กโก๋
ภาพจากเพจ Monosei

อีกหนึ่งธุรกิจอาหารญี่ปุ่นที่เติบโตในเมืองไทยได้อย่างน่าทึ่ง คือ การกินอาหารญี่ปุ่นแบบ “โอมากาเสะ”

สำหรับคนที่รักอาหารญี่ปุ่นอยู่แล้วย่อมรู้ดีว่าการกินแบบโอมากาเสะ คือ การกินอาหารญี่ปุ่นแบบตามใจเชฟ พูดง่ายๆ เชฟทำอะไรมาเราก็กินอันนั้น

โอมากาเสะ คือ การรับประทานที่นอกจากรสชาติอันรื่นรมย์แล้วยังพ่วงมากับประสบการณ์ที่ล้ำค่า ดังนั้นราคาค่าใช้จ่ายจึงสูงตาม แต่ถึงอย่างนั้นก็คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพวัตถุดิบที่นำมาใช้เกรดพรีเมียม เชฟผู้มีประสบการณ์สูงกับไหวพริบในการเลือกหยิบจับวัตถุดิบที่มีมาประกอบอาหารอร่อยๆ ให้เราได้ลิ้มลอง

อีกหนึ่งโอมากาเสะน้องใหม่มาแรงที่อยากแนะนำในฉบับนี้ คือ Mono Sei อ่านว่า โมโนเซอิ ตั้งอยู่ที่ ชั้น G โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟฟ้าชิดลม

ร้านนี้เพิ่งเปิดตัวราวๆ 3-4 เดือนที่ผ่านมา เป็นโอมากาเสะแบบพรีเมียม เชฟเป็นชาวญี่ปุ่นทั้งหมด แต่ละคนประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 10-20 ปี

เท่าที่ถามพนักงาน ชื่อร้าน “Mono” นั้นมาจากคำว่า “หนึ่งเดียว” และ “Sei” ในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า “ดียิ่งขึ้น” และแน่นอนว่าวัตถุดิบคัดสรรจากแห่งที่ดีที่สุดทุกมุมโลกมาเสิร์ฟถึงเมืองไทย เพื่อประสบการณ์ที่ดียิ่งกว่าให้ลูกค้า

วันนี้มีโอกาสลองชิม “ดินเนอร์ คอร์ส” ถือเป็นคอร์สจัดเต็มเลยทีเดียวค่ะ อาหารมีทั้งหมด 24 คอร์ส (ราคา 12,000+++ บาท) แค่เห็นรายการอาหารก็ตื่นเต้นแล้ว เราเริ่มออกสตาร์ตกันที่หกโมงครึ่ง ส่วนเวลาจบน่ะเหรอ สามทุ่มครึ่งโน่นเลย

มื้อนี้เราได้ยอดฝีมือเป็นเชฟจากโอซากา อากิฮิสะ วาตานาเบ้ มาเป็นผู้เสิร์ฟความหฤหรรษ์ให้เราในค่ำคืนนี้ค่ะ

เริ่มต้นก็เรียกเสียงว้าว กับออเดิร์ฟ 3 คอร์ส “Mineoka Tofu” เต้าหู้กับซอสดาชิ “Shiromi no Nanbanzuke” ปลาทอดที่มีรสมีชาติจากการหมักในซอสสูตรเฉพาะ และ “Madai no Nikogori” เป็นเจลลี่คอลลาเจนจากปลากะพงทำหน้าที่ห่อหุ้มเต้าหู้สีนวลรสชาติละมุนสุดสุด

“Nama Kaki” หอยนางรมสดจากฮิวาเตะ คำนี้เนื้อสดกรอบเด้งลื่นลิ้น รสชาติฉ่ำหวานกินกับน้ำส้มสายชูญี่ปุ่น “Tsukuri” เป็นซาชิมิ 3 อย่าง ฮามาจิ โอโทโร่ ลูกหมึก “Ankimo” ตับปลาในซอสดาชิ รสหวานละมุนลิ้น “Kegani” เป็นเนื้อส่วนก้ามปูและเนื้อปูขน จิ้มมากับมันปูนึ่ง ฟินมาก อารมณ์หวนคำนึงถึงปูอ่องของแม่เลยล่ะค่ะ (ไม่ล้อเล่น) คอร์สนี้เขาเสิร์ฟมาให้กินกับไข่ตุ๋นที่ผสมเนื้อปูเหมือนกัน ไข่เนื้อเนียนกริ๊บสไตล์พี่ยุ่นเขาล่ะ “Anago Tempura Uni Caviar Nose” เทมปุระปลาไหลทะเล วางด้วยอูนิคำโต ท็อปด้วยคาเวียร์

หมดเซตนี้ เชฟอากิ เสิร์ฟ “Yuzu Sherbet” เป็นไอศกรีมยูสึโฮมเมด รสชาติเปรี้ยวหวาน ถือเป็นการล้างปากก่อนเริ่มซูชิคำแรก

เริ่มจาก “Madai” เชฟใช้ปลากะพงประเดิมคำแรก ต่อด้วย “Akami Zuke” ทูน่าส่วนเนื้อแดงที่นำไปหมักกับโชยุเพิ่มความจัดจ้าน “Kuruma Ebi” ซูซิกุ้งลายเสือ ฝนเกลือหิมาลัยโรยหน้าให้รสชาติหวานเค็มกำลังดี

 

ตามด้วย “Aburi Nodoguro Kodonburi” หรือกะพงชมพูที่ว่ากันว่ารสเลิศนักหนา คอร์สนี้เชฟนำปลาไปย่างก่อนให้ได้กลิ่นหอม วางบนข้าวแล้วตักน้ำซุปใส่ขลุกขลิก รสชาติหวานละมุน

“Mushi Awabi” เป็นเป๋าฮื้อนึ่งนานถึง 6 ชั่วโมง ได้รสชาติหนึบอร่อย ให้เลือกซอสได้ 2 แบบ คือ แบบไข่เค็ม และ แบบสาหร่าย ต่อกันด้วย “Taraba Kani” เนื้อปูนึ่งสดหวานกินกับผักลวก 2-3 ชิ้น กินแล้วสดชื่นดี

“Matsuzaka Gyu no Shabu Shabu” ฟินสุดก็คำนี้ เนื้อมัสซึซากะคุณภาพเยี่ยมนำไปแกว่งในซุปชาบูมาเสิร์ฟแบบมีเดียม “Mozuku Su” ยำสาหร่ายรสชาติจี๊ดจ๊าดท็อปด้วยไข่ปลาแซลมอน

กลับมาที่ซูชิต่อ “Hirame” ปลาตาเดียว เนื้อแน่นและเด้งแต่มีความหวานมันจากไขมันที่แทรกเป็นริ้ว “Otoro” ท้องปลาชิ้นหนานุ่ม ป้ายวาซาบิที่ฝนกันแบบสดๆ ให้กลิ่นหอมขึ้นจมูกมากกว่ารสเผ็ด “Uni” เสิร์ฟมาในถ้วยเล็กๆ โปะหน้าอูนิล้นๆ ถึงอกถึงใจกันไปข้าง ต่อด้วย “Anago” ปลาไหลทะเลย่าง หอมกลิ่นไหม้นิดๆ อร่อยค่ะ

“Shiro Ebi” คอร์สนี้เป็นเนื้อกุ้งขาวสไลซ์มาเป็นริ้วๆ ท็อปด้วยอูนิเยิ้มๆ คาเวียร์ แผ่นทองคำ และวาซาบิ เสิร์ฟมาในแก้วทรงสูงไซซ์มินิ หน้าตาน่ารักยกให้เป็นขวัญใจของมือนี้เลยค่ะ “Lobster” เป็นเนื้อล็อบสเตอร์หวานๆ วางบนเนื้อปู เป็นการรวมตัวของสุดยอดใต้ทะเล เคี้ยวหมดคำก็มี “Miso Soup” เสิร์ฟอย่างต่อเนื่อง

พักหายใจซักเฮือก แล้วไปต่อกันด้วย “Maki roll” พอดีคำไส้ทูน่า ผ่อนอารมณ์ลงมาด้วย “Tamagoyaki” เป็นไข่หวานที่ทำแล้วออกมาคล้ายสปันจ์เค้ก นุ่มหวาน ก่อนจะปิดฉากคอร์สนี้อย่างสวยงามกับ 2 คอร์สขนมหวาน คือ “Fruit Daifuku” เชฟใช้องุ่นเขียวหวานฉ่ำห่อด้วยถั่วแดงบางๆ และแป้งนุ่มๆ “Anmitsu” เป็นไอศกรีมวานิลลา ใส่แป้งโมจิเป็นชิ้นเล็กๆ และถั่วแดง ราดด้วยไซรัปหอมหวาน

เป็นอันจบค่ำคืนนี้อย่างสวยงามและสนุกสนานเพลิดเพลิน ค่าใช้จ่ายคุ้มค่ากับการที่ได้เห็นเชฟยอดฝีมือเตรียมของปรุงอาหารตรงหน้า จับตรงนี้แต่งตรงนั้น ประดิดประดอยอย่างบรรจง เป็นสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมผสมกับความหรูหราแห่งยุคสมัย ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเสพงานแสดงศิลปะร่วมสมัยอย่างดื่มด่ำ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง เชียวค่ะ

ถือเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจมาก ยิ่งได้มากับคนพิเศษด้วยแล้วจะยิ่งเพลิดเพลินกว่าเดิมอีกสองเท่า

สำหรับผู้ที่สนใจคอร์สโอมากาเสะ Mono Sei ให้บริการช่วงเวลา 18.00-23.00 น. วันอังคาร-อาทิตย์ เป็น Dinner Course ราคา 12,000+++ บาท ( 24 คอร์ส) รวมถึงของทานเล่นและขนมหวาน หากไม่ทานเนื้อหรือมีวัตถุดิบที่ไม่ชอบ หรือแพ้อาหารชนิดใด สามารถแจ้งกับทางร้านได้ โทร 09-4654-6326 Facebook : Monosei Instagram : monosei_sushi

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]

เปิดมิติใหม่การกินข้าว ที่ “ร้านสีสด บาย บานาน่า ลีฟ” ร้านอาหารไทยแนวใหม่ ที่มี Rice Bar (ไรซ์ บาร์) ให้คุณสีข้าวเองได้ในมื้ออาหาร และนำไปหุงทันที รอเพียงแค่15นาที ก็ได้กินข้าวที่ยังคงคุณประโยชน์เอาไว้ได้มากที่สุด

“ร้านสีสด บาย บานาน่า ลีฟ” เดอะเซอร์เคิล ราชพฤกษ์ เพิ่งเปิดบริการไปเมื่อช่วงเทศกาลตรุษจีน วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา โดยมีคุณต้อง – ปวันรัตน์ ธนสารศิลป์ ผู้ช่วยกรรมการ บริษัทจิตต์ธนา จำกัด ทายาทรุ่นที่ 2 แห่งร้านอาหารไทยบานาน่า ลีฟ คุณมล-วัชรา ลี้โกมลชัย กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัทซีแอลพี ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว หมอโอ๊ค-สมิทธิ์ อารยะสกุล ที่ปรึกษาแบรนด์ CLP Living แพทย์ชำนาญการด้านผิวหนัง และเวชศาสตร์ชะลอวัยเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพ ร่วมในงานเปิดร้าน โดยมีโอปอล์-ปาณิสรา อารยะสกุล เป็นพิธีกร

“ร้านสีสด บาย บานาน่า ลีฟ” จัดเป็นร้านอาหารฉีกแนวจากร้านอาหารทั่วไป ร้านนี้สามารถทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ ในเรื่องการกินข้าว คุณสามารถสีข้าวได้เดี๋ยวนั้น สามารถเลือกระดับการสีข้าวที่ต้องการได้ 10-90% โดยทุกเปอร์เซ็นต์ในการสีข้าวที่แตกต่างกัน จะทำให้ได้รับปริมาณสารอาหารแตกต่างกันด้วย

และที่เป็นไฮไลท์ คือ ข้าว6เบลนด์ ที่มีหมอโอ๊ค-สมิทธิ์ กับ คุณมล-วัชรา  ช่วยกันเบลนด์ขึ้นมา เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้า

หมอโอ๊ค-สมิทธิ์ เผยว่า เรารับรู้ปัญหาว่าข้าวที่กินกันทุกวันนี้นอกจากรสชาติไม่ดีแล้ว ยังมีกระบวนการในการจัดเก็บก่อนมาถึงผู้บริโภคนานเป็นปี ส่งผลให้ต้องใช้สารเคมีต่างๆมาเกี่ยวข้อง เราเลยมีไอเดียว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง หลายคนสบประมาทว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องไปขัดที่บ้าน ข้าวต้องใหม่มาก เกี่ยวรวดเร็ว จะทำได้ยังไง เราก็เอาโจทย์นี้มาเป็นแรงผลักดัน จึงเกิดเครื่องไมโกะ พลัส เครื่องขัดข้าว ที่สามารถใช้งานที่บ้านได้

“เราอยากนำเสนอวัฒนธรรมในการกินข้าว แต่น่าเสียดายตรงที่ตลาดทั่วไปจำหน่ายและส่งออกเป็นข้าวธรรมดาคุณภาพไม่สูงนัก และไม่มีใครเชื่อเลยว่าข้าวคุณภาพสูงจะขายได้จริงๆ ทุกคนตีเป็นตลาดพิเศษ Rich market ตลาดสุขภาพ เป็นส่วนเล็กๆ แต่เรามองว่าในยุคนี้คนให้ความใส่ใจกับการกินมากขึ้น ข้าวไม่ใช่ตัวประกอบอีกต่อไป จึงพยายามหาสายพันธุ์ที่ดี หาวิธีรับประทานที่ดี เราไปคุยกับเกษตรกรโดยตรง แล้วพัฒนาขึ้นไปอีกขึ้นหนึ่ง เรารู้ว่าข้าวแต่ละสายพันธุ์มีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร จึงเบลนด์ขึ้นมา เพื่อให้คุณค่าทางอาหารตอบโจทย์แต่ละกลุ่ม รวม 6 กลุ่ม

“1.ข้าวหอมมะลิ 105 ออร์แกนิค รสชาติกลมกล่อมกินง่าย 2.ข้าวสูตรบำรุงผิวและความงาม บิวตี้เบลนด์ จริงๆแล้วข้าวในประเทศไทยหลากหลายสายพันธุ์ สูตรนี้ผสมข้าว3สายพันธุ์ มีข้าวหอมมะลิแดง ข้าวหอมมะลิ และข้าวหอมปทุมเทพ ทั้งหมดจะได้สารต้านอนุมูลอิสระสูง รสชาติอร่อย นอกจากนี้เรามุ่งออกแบบกลิ่น รสสัมผัส เหมือนกับการเบลนด์กาแฟ อย่างบิวตี้เบลนด์จะออกเป็นกลิ่นดอกไม้

S__4399628

“3.ข้าวสูตรควบคุมน้ำหนัก เน้นไปที่กลุ่มที่มีกากใยสูงมาก ทั้งละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ กินแล้วจะอิ่มเร็ว มีค่ากลางของน้ำตาลต่ำ โดยจะเป็นข้าวหอมนิลกับหอมมะลิแดง ไม่มีข้าวสีขาวเลย สูตรนี้จะมีความฮาร์คอเรื่องรสชาตินิดหนึ่ง แต่ถ้าเราเลือกขัดสีระดับกลางๆจะทำให้ทานง่ายขึ้น

“4.ข้าวสูตรควบคุมน้ำตาล เราตีโจทย์กลุ่มผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพตัวเอง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน สายพันธุ์ทานง่ายกว่าสูตรควบคุมน้ำหนัก แต่ขณะเดียวกันมีค่าที่ปล่อยน้ำตาลออกมาค่อนข้างต่ำ เหมาะกับผู้สูงอายุ สูตรนี้มี3สายพันธุ์ ข้าวหอมนิล หอมมะลิแดง และหอมมะลิ105  

“5.ข้าวสูตรเด็กเล็กเพื่อพัฒนาการสำหรับเด็ก เราตีโจทย์พ่อแม่ที่อยากดูแลเด็กๆ ในกลุ่มนี้เน้นไปที่ข้าวที่มีโอรีลซานอล  คือ มีน้ำมันดี เป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างระบบประสาทและสมอง เน้นไปที่วิตามินต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินบี1 สูตรนี้จะโดดเด่น เป็นข้าวขาว  กินง่าย มีความหอมนุ่ม เด็กๆชอบ มีข้าวหอมปทุมเทพกับหอมมะลิ กลิ่นจะหอมหวานแบบข้าวโพด อร่อย กินง่าย และ6.ข้าวหอม5สายพันธุ์ เป็นการเน้นรสชาติ และจุดเด่นของข้าวทั้ง5สายพันธุ์ จะได้รับความนิยม ตัวนี้จะตอบโจทย์ เข้าได้กับทุกอย่าง อร่อย กินง่าย ครบถ้วนคุณค่าอาหาร”หมอโอ๊ค เผย

ด้าน คุณต้อง-ปวันรัตน์ เผยถึงที่มาของร้านสีสด บาย บานาน่า ลีฟ ว่า ต้องการเสนอประสบการณ์แปลกใหม่ให้ลูกค้าในรูปแบบที่เรียกว่า Mixtaurant กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ ให้ลูกค้าได้มากกว่าความอร่อย

“สีสด หมายถึง สีข้าวสด และ วัตถุดิบสดใหม่ที่เราคัดสรรมา วัตถุดิบของบานาน่า ลีฟ สดใหม่รสชาติอร่อยอยู่แล้ว มารวมกับข้าวที่ขัดใหม่ หุงใหม่ จึงเป็นส่วนผสมของเรา จุดเด่นของร้าน คือ ข้าว โดยเราเป็นที่แรกๆที่นำเสนอให้ลูกค้าเลือกข้าวได้เอง และสามารถสีข้าวและหุงทานที่ร้านสดๆได้ทันที เราเชื่อว่าหลายคนยังไม่เคยกินข้าวที่ขัดสดๆแล้วหุงเลย ถ้าได้มากินแล้วคุณจะรู้ว่ารสชาติแตกต่างจากข้าวถุงที่ซื้อมา โดยเมนูเด่น ซิกเนเจอร์ของร้าน คือข้าวอบกระเพรา และข้าวอบกะปิ”คุณต้อง เผย

ด้าน คุณมล-วัชรา เป็นผู้ต่อยอดในการทำเครื่องขัดข้าวไมโกะ พลัส ที่นำมาตั้งที่ Rice Bar ของร้านสีสด บาย บานาน่า ลีฟ เล่าว่า มีโอกาสพูดคุยกับเกษตรกรและเห็นข้าวในหลายแง่มุม ทำให้รู้สึกว่าข้าวมีเสน่ห์มาก เราสามารถเล่นกับข้าวได้เยอะมาก ไม่ต่างกับกาแฟ หรือชอคโกแลต

“ทานข้าวในเมือง มีความรู้สึกว่าทำไมไม่เหมือนกับที่เราทานริมนาหรือข้าวที่เพิ่งสีออกมาใหม่ๆ ทำให้เรารู้ว่าก่อนข้าวจะมาถึงในเมือง มันผ่านกระบวนการมาค่อนข้างเยอะ ผ่านเวลาค่อนข้างนาน จึงจุดประกายไอเดียทำเครื่องไมโกะพลัสร่วมกับทางญี่ปุ่นและหมอโอ๊ค จากนั้นเรารู้สึกว่าไปได้ไกลกว่านี้ อยากให้รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นวัฒนธรรมใหม่ในการทานข้าว จึงมีโอกาสคุยกับคุณต้อง เป็นร้านคอนเซ็ปต์ใหม่ เป็น Mixtaurant ไม่ใช่แค่ให้ลูกค้าได้มาทานข้าว อิ่มท้อง แล้วกลับบ้านไป เราอยากให้ลูกค้าใช้เวลาคุ้มค่าที่สุด ใน1ชั่วโมงกว่าจะได้เห็นกระบวนการสีข้าวสดใหม่ สามารถซื้อกลับไปทานที่บ้านได้ อิ่มทั้งท้อง อิ่มทั้งใจ โดยข้าวทั้งหมด เราคัดสรรมาจากเกษตรกรในราคาที่เป็นกลาง และสามารถส่งมอบตรงให้กับผู้บริโภคได้เลย

“และนอกจากกินที่ร้านแล้ว ยังสามารถซื้อข้าวที่ขัดในเลเวลที่คุณต้องการ 10-90% กลับไปหุงทานที่บ้านได้ด้วย รวมถึงรัมจากการขัดสี ทางร้านก็ให้กลับไปด้วย สามารถนำไปอบคุ้กกี้ โรยสลัด หรือเมนูอื่นๆที่คุณอยากทำก็ได้”คุณมล เผย

นอกจากนี้ร้านอาหารสีสด บาย บานาน่า ลีฟ ยังให้บรรยากาศเหมือนนั่งกินข้าวที่บ้าน และแฝงไปด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย

สำหรับเมนูห้ามพลาด เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน มี ข้าวอบกะปิ หรือมินิบับสัญชาติไทย ทีเด็ดอยู่ที่ข้าวสีสดใหม่เสิร์ฟในหม้อคาเมชิร้อน พร้อมเครื่องเคียง ผัก หมูหวาน และกะปิสูตรเฉพาะของทางร้าน เป็นกิมมิกให้คลุกเคล้าปรุงรสด้วยตัวเอง ข้าวกระเพราไข่ออนเซ็น รสผัดกระเพราหอมถึงเครื่อง เสิร์ฟในข้าวอบร้อนๆ ราดด้วยไข่ออนเซ็น 

เสริมความแซ่บด้วย น้ำพริกต้มยำกุ้ง ฉีกกฎต้มยำกุ้งน้ำนองแบบเดิมๆ ด้วยการนำต้มยำกุ้งมาคั่วผสมกับน้ำพริกสูตรลับของทางร้าน ได้รสเผ็ดจัดจ้าน กลิ่นใบมะกรูด ตะไคร้หอมๆลอยมาเลย หรืออย่างข้าวหมูกรอบคั่วพริกเกลือ เมนูนี้ฟินกับหมูกรอบคำโต๊โต

หรือถ้าใครชอบทานสลัด แนะนำ สีสด เฮาส์ สลัด เสิร์ฟผักออร์แกนิค คู่กับเนื้อปูก้อนโต โรยด้วยรำข้าว

ส่วนของหวานล้างปาก ดับร้อนด้วย ไอศกรีมกะทิ บัวลอยมันม่วง ถ้วยนี้จะเหมือนกับบัวลอยโฟลท ทางร้านทำบัวลอยให้รสเค็มกะทิตัดกับไอศกรีมกะทิรสหวาน เข้ากันสุดๆ หรือจะลองเมนูเรียกความสดชื่น อย่างมะพร้าวอ่อนหวานเย็นปั่นเกล็ดหิมะ ,โรสลิ้นจี่โซดา และPlum Sprite Soda ก็เข้าที

สำหรับใครที่เป็นแฟนคลับร้านบานาน่าลีฟอยู่แล้ว ร้านนี้มีเมนูสุดฮิต จากบานาน่าลีฟ เสิร์ฟด้วย อย่าง ไก่มะนาว , ปลากะพงทอดน้ำปลา , เมี่ยงคำ และเมี่ยงกลีบบัว รสชาติและคุณภาพ เหมือนยกมาจากร้านบานาน่าลีฟเลย

“ร้านสีสด บาย บานาน่าลีฟ” จึงเป็นร้านอาหารที่สร้างไลฟ์สไตล์การทานแบบ Mixtaurant ชูโรงด้วยข้าวสุขภาพ ที่ให้คุณเลือกข้าวดีที่สุด และเลือกเมนูอาหารที่อร่อยที่สุด ในมื้อที่คุณสุดแฮปปี้ 😊

ร้านสีสด บาย บานาน่าลีฟ สาขา เดอะ เซอร์เคิล ราชพฤกษ์ เปิดบริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์เวลา 11.00-22.00 น. เสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-22.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Banana Leaf (Thailand)

จากซ้าย หมอโอ๊ค-สมิทธิ์ อารยะสกุล ,คุณมล-วัชรา ลี้โกมลชัย ,คุณต้อง - ปวันรัตน์ ธนสารศิลป์