อาหารเพื่อสุขภาพที่ส่งผลดีต่อร่างกายทั้งในแง่ของพลังงานและสารอาหาร เรียกว่าได้ประโยชน์ทั้งการทําให้ผอมและสวยคือ “สลัด” เพราะทุกคนต่างรู้กันดีว่า ผักนั้นนอกจากจะให้พลังงานต่ำ มีกากใยสูงแล้วยังเป็นแหล่งรวมวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินเอและซี ซึ่งวิตามินทั้งสองชนิดนี้ดีต่อผิวของเราอย่างแน่นอน

สลัดมีหลายแบบ ทั้งสลัดผัก สลัดผลไม้ สลัดธัญพืช สลัดพาสต้า และในตระกูลผักก็ยังมีผักสด ผักลวก รวมทั้งยังมีชนิดที่เอาผัก-ผลไม้ ธัญพืชมารวมกัน เรียกได้ว่า “สลัด” เป็นอาหารที่ไม่จํากัดรูปแบบเลยก็ว่าได้

แม้ว่าในครัวฝรั่งจะมีการกําหนดรูปแบบสลัดคลาสสิกหรือสลัดแบบดั้งเดิมเอาไว้หลายชนิด เป็นต้นว่า      สลัดซีซาร์ นิชัวร์สลัด ทูน่าสลัด สลัดมันฝรั่ง ฯลฯ แต่ในทุกวันนี้สลัดแบบประยุกต์ก็เกิดขึ้นมากมาย โดยมีการขายสลัดในรูปแบบของสลัดบาร์ให้คนกินได้เลือกตักตามใจชอบนอกเหนือไปจากการขายสลัดในแบบที่จัดเป็นชุดไว้

สลัดบาร์มีทั้งแบบที่อยู่ในร้านให้ตักไม่อั้นเป็นบุฟเฟ่ต์ และสลัดบาร์ที่ขายโดยชั่งน้ำหนัก โดยมากแต่ละบาร์สลัดจะมีผักสด ผักลวก ผลไม้และธัญพืช รวมไปถึงองค์ประกอบที่ทําให้สลัดดูมีให้เลือกหลากหลาย เช่น  วุ้นมะพร้าว เยลลี่ เส้นแก้ว ฯลฯ ซึ่งโดยทั่วไปหากเป็นสลัดบาร์แบบในร้าน คนกินจะสามารถเลือกน้ำสลัดใส่ได้มาก-น้อยตามใจชอบ ขณะที่สลัดบาร์แบบชั่งจะมีการขายน้ำสลัดแยก ส่วนสลัดที่จัดเป็นชุดนั้นมักจะมีน้ำสลัดไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

สลัดเสี่ยงอย่างไร

ที่ต้องเล่าภาพรวมของสลัดที่มีขายอยู่ เพราะอยากให้เข้าใจตรงกันก่อนว่าเรากําลังพูดถึงอะไรกันอยู่บ้าง ประการแรกคือความเสี่ยงอันเกิดจากนิสัยของผู้กินเอง นั่นคือในการตักสลัดในร้านแบบที่มีน้ำสลัดให้เติมได้ไม่อั้น หรือใช้ขนาดถ้วยเป็นตัวกําหนดปริมาณของสลัด เรามักพบว่าผู้กินสลัดแบบนี้มักจะใส่น้ำสลัดแบบข้นในปริมาณมากเพื่อให้น้ำสลัดนั้นเป็นตัวช่วยยึดเกาะของสิ่งที่อยู่ในชาม

แน่นอนว่าความเสี่ยงจากการกินน้ำสลัดในปริมาณมาก คือการได้รับพลังงานที่สูง เพราะส่วนผสมสําคัญของน้ำสลัดคือไข่ น้ำมัน และน้ำตาล นั่นหมายความว่าใครที่ตักสลัดแบบนี้บ่อยๆ ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับพลังงานสูงกว่าการกินสลัดแบบทั่วไป อีกทั้งการตักไข่นกกระทามากๆ ก็จะเป็นการเพิ่มคอเลสเตอรอลไปพร้อมๆ กันด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับน้ำสลัดที่อาจหลงลืมกันไป คือ เรื่องของเชื้อไข้หวัดนกในไข่ดิบ แน่นอนว่าน้ำสลัดแบบข้นส่วนใหญ่ทําจากไข่แดงดิบ ซึ่งในภาวะที่ไม่มีการระบาดของโรคก็อาจไม่อันตรายนัก แต่หากเป็นช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดนกอาจต้องระวัง หรือหลีกเลี่ยงการกินน้ำสลัดที่ทําจากไข่ โดยเปลี่ยนเป็นการใช้ชนิดน้ำใส หรือน้ำสลัดที่มาจากโยเกิร์ต นม หรือเต้าหู้แทน

อีกหนึ่งทางเสี่ยง

ปัญหาเรื่องน้ำสลัดอาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวลในการกินสลัดแบบชั่งน้ำหนัก หรือสลัดแบบจัดเป็นชุดสําเร็จ เพราะเราสามารถเลือกน้ำสลัดเองได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาร่วมกันในสลัดไม่ว่าจะแบบใดคือ ความสะอาดและความปลอดภัยของผัก

อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า ปัญหาเรื่องยาฆ่าแมลงและไข่พยาธิในผักสดเป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วไป หากผักที่นํามาทําสลัดไม่ได้รับการล้างอย่างถี่ถ้วน มีโอกาสมากที่เราจะได้รับยาฆ่าแมลงหรือไข่พยาธิเข้าสู่ร่างกาย

สารเคมีที่ใช้ปราบศัตรูพืชมีหลายประเภท ได้แก่ ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ยาเบื่อหนู ซึ่งปกติแล้วเกษตรกรจะเอายาฆ่าแมลงผสมกับยาฆ่าเชื้อราแล้วรดในผัก ซึ่งยาฆ่าแมลงแบ่งเป็นกลุ่มที่มีฤทธิ์ต่างกันได้เป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย

  1. ออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphate Insecticides) มีชื่อเรียกกันติดปากว่า “พาราไทออน” เป็นที่รู้จักในหมู่เกษตรกรว่าคือยาฆ่าแมลงตราหัวกะโหลกไขว้ และยาเขียวฆ่าแมลง
  2. คาร์บาเมต (carbamates) ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ไปยับยั้งเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส (cholinesterase) ของร่างกายไม่ให้ทํางาน ทําให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน ปวดท้อง ท้องเดิน น้ำลายฟูมปาก กล้ามเนื้อกระตุก ชัก หายใจลําบาก ตัวเขียว หยุดหายใจ และอาจถึงตายได้
  3. ออร์กาโนคลอรีน (Organochlorine insecticides) มีพิษทําให้ชักหมดสติและตายได้ ซึ่งเป็นอันตรายที่รุนแรงเช่นเดียวกัน ที่เรารู้จักกันดีก็คือดีดีที นอกจากนั้นก็มีตัวอื่นอีก เช่น ดีลดริน (dieldrin) เอนดริน (endrin) เป็นต้น
  4. ไพรีทรอยด์หรือไพรีทรัม (Pyrethrum and Pyrethroides) ได้มาจากการเอาเกสรดอกไพรีทรัมมาสกัด มีตัวยาอยู่แค่ 0.1% ใช้ฆ่าแมลงหรือฆ่ายุงได้ผลดี กว่าจะเก็บดอกไม้มาสกัดได้ 0.1% ต้องลงทุนสูง ในปัจจุบันเขาจึงสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ เรียกว่า “ไพรีทรอยด์” มีใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะเพื่อกำจัดยุง

การเข้าสู่ร่างกายของสารพิษกลุ่มที่ 1, 2 และ 3 นั้น ส่วนใหญ่เข้าได้ 3 ทางด้วยกันคือ ทางการหายใจ โดยหายใจเอาละอองหรือกลิ่นเข้าไป โดยกินเข้าไปโดยตรง การซึมผ่านทางผิวหนัง ยกเว้นประเภทที่ 3 บางชนิดก็ไม่สามารถซึมผ่านทางผิวหนังได้ นอกจากนั้นเข้าได้เพียง 2 ทางคือ โดยการกินและการหายใจเข้าไป

เมื่อรับสารพิษเข้าไปแล้วจะเกิดอาการต่างๆ กัน ความรุนแรงของอาการพิษที่เกิดขึ้นถึงขั้นสุดท้ายนั่นคือเสียชีวิต ดังนั้น หากขึ้นชื่อว่ายาฆ่าแมลงแล้วละก็ถึงตายได้ทั้งนั้น ยกเว้นไพรีทรอยด์ เนื่องจากเป็นสารพิษที่มีฤทธิ์อ่อน

ผู้ที่ชอบกินผักทุกวันอาจได้รับอันตรายจากพิษตกค้างได้ เช่น กินผักคะน้าวันละ 2 ต้น แต่ละต้นมีพิษตกค้างอยู่เล็กน้อย กินครั้งเดียวไม่ทําให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติแต่อย่างใด แต่ถ้ากินทุกวัน นานวันเข้าก็อาจเกิดอาการพิษได้

การล้างผักช่วยได้ไหม

ผักที่มียาฆ่าแมลงติดอยู่ แม้นำมาเก็บไว้ในตู้เย็นเป็นเวลานาน ก็ไม่ทําให้สารพิษเหล่านี้สลายตัวไปเลยแม้แต่น้อย ในกรณีที่พืชผักยังไม่ได้ดูดซึมสารพิษพวกนี้เข้าไปสู่ลําต้น ใบ การล้างผักด้วยการแช่น้ำ อาจกําจัดหรือทําให้สารพิษที่อยู่ภายนอกลดน้อยลงได้ โดยเฉพาะพาราไทออน หรือออร์กาโนฟอสเฟตที่สามารถสลายตัวได้ดีในน้ำที่เป็นด่าง ดังนั้น การแช่ด้วยไบคาร์บอเนตหรือเบกกิ้งโซดา เป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดยาฆ่าแมลงที่ติดอยู่บนผักได้

แต่ผักที่มีการใช้สารเคมีอย่างสม่ำเสมอและใช้ในปริมาณมาก จะทําให้สารเคมีเหล่านั้นถูกดูดซึมเข้าไปภายในลําต้น ใบ ดอก และผล ซึ่งไม่สามารถล้างออกได้ เมื่อกินเข้าไปอาจไม่เกิดอาการทันที เพราะร่างกายจะต่อสู้กับความเป็นพิษของสารเคมีได้ระยะหนึ่ง และหากหยุดการได้รับก็ไม่เกิดอันตรายใดๆ แต่ถ้าร่างกายของเรารับสารพิษเข้าไปทุกๆ วันต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ในที่สุดก็จะแสดงอาการผิดปกติให้เห็น

แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดี ที่เมื่อสถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่าง ผักสลัด อาทิ แคร์รอตหั่นฝอย กะหล่ำปลีฝอย มะเขือเทศ แตงกวา และหอมใหญ่ ที่ขายตามท้องตลาดเขตกรุงเทพฯ จํานวน 5 ตัวอย่าง เพื่อวิเคราะห์หาปริมาณสารพิษตกค้างกลุ่มไพรีทรอยด์รวม 5 ชนิด ผลปรากฏว่าพบสารไซเปอร์เมธรินตกค้างในมะเขือเทศ  1 ตัวอย่าง ในปริมาณ 0.3 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แต่ปริมาณดังกล่าวยังไม่เกินค่ามาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขไทย

กินสลัดปลอดภัย

การเลือกซื้อสลัดจากร้านที่ดูสะอาดเป็นเรื่องสําคัญ เช่นเดียวกับการรู้จักเปลี่ยนชนิดของน้ำสลัดและผักที่รับประทานบ้าง ก็จะช่วยทําให้เรากินสลัดได้โดยไม่มีความเสี่ยง รวมไปถึงการใส่น้ำสลัดในปริมาณพอเหมาะก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทําให้การกินอาหารสุขภาพจานนี้มีคุณค่าอย่างที่ควรจะเป็น

หนทางที่ดีคือการลงมือทําสลัดกินเองเป็นครั้งคราว โดยพยายามเลือกผักชนิดที่ปลอดสารพิษ หรือล้างทำความสะอาดด้วยการแช่ผักในน้ำผสมเบกกิ้งโซดาเป็นเวลา 15 นาที และการเลือกชนิดของผักให้มีหลากสีสัน โดยเลือกหาผักพื้นบ้านมาร่วมด้วยก็จะเป็นหนทางที่ช่วยให้เราได้รับวิตามินอย่างครบถ้วน

ขณะที่การเติมน้ำมันมะกอกลงในสลัดหรือน้ำสลัดก็จะช่วยทําให้ได้รับไขมันชนิดดีที่ทําให้หลอดเลือดไม่แข็งตัว ลดคอเลสเตอรอล และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ ถือเป็นประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มขึ้นด้วยในการกินสลัด

ทำน้ำสลัดกินเอง

มีวิธีทำน้ำสลัดที่ดีต่อสุขภาพมาฝากเพื่อให้สามารถหมุนเวียนเปลี่ยนรสชาติของสลัดได้หลากหลาย ส่วนน้ำแบบไหนอร่อยหรือเหมาะกับผักชนิดไหนนั้นก็คงต้องลองกันเอาเอง

น้ำสลัดโชยุ : ซีอิ๊วญี่ปุ่น ½ ถ้วย / น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว 1 ช้อนโต๊ะ / น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ / งาคั่วบด      2 ช้อนชา / น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน

น้ำสลัดโยเกิร์ต : โยเกิร์ตรสที่ชอบ 1 ถ้วย / น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ / เกลือป่น ¼ ช้อนชา คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

น้ำสลัดเรดไวน์วินีการ์ : กระเทียมสับ 1 ช้อนชา / น้ำส้มสายชูหมักจากองุ่นแดง ½ ถ้วยตวง / น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ / เกลือป่น ¼ ช้อนชา ผสมรวมกันด้วยที่ตีไข่ พอเข้ากันแล้วเติมน้ำมันมะกอกลงไปช้าๆ ตีไปด้วย อีก 1/3 ถ้วยตวง

น้ำสลัดแบบยำใหญ่ : ไข่ต้มแกะเอาเฉพาะไข่แดง 3 ฟอง (ไข่ขาวเอาใส่ในสลัดได้) บดให้แหลก ใส่น้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ / น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ / เกลือป่น ¼ ช้อนชา / น้ำกระเทียมดอง 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบเผ็ดสับพริกขี้หนูใส่ได้

น้ำสลัดสูตรน้ำข้นแบบไม่ใส่ไข่ : นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ / น้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ / น้ำมะนาว 1 ช้อนชา / เต้าหู้ขาวแบบอ่อน 3 ช้อนโต๊ะ / เกลือป่น ¼ ช้อนชา / น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ ปั่นรวมกันในโถปั่น แล้วจึงเติมน้ำมันสลัด หรือน้ำมันถั่วเหลือง 1/3 ถ้วยตวงลงไปปั่นด้วย

 

ข้อมูลจาก : หนังสืออาหารเสี่ยงเลี่ยงได้ สำนักพิมพ์มติชน

ตามไปดูอาหาร 10 ชนิด ที่ช่วยเสริมกำลังให้กับผู้ที่ต้องใช้แรงงานกัน

1.ขนมปังโฮลวีต

ผู้ใช้แรงงานต้องการพลังงานเพื่อเสริมกำลังให้แก่ร่างกาย จึงควรกินอาหารจำพวกแป้ง เช่น ขนมปังโฮลวีต

โดยในขนมปังโฮลวีตมีสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี วิตามินอี โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส

ประโยชน์ต่อร่างกายคือ ฟื้นฟูกำลัง ทำให้จิตใจแจ่มใส กระตุ้นเมแทบอลิซึม

2.มันฝรั่ง

โพแทสเซียมในมันฝรั่งช่วยเสริมกล้ามเนื้อ ซึ่งในมันฝรั่งเองยังมีสารอรหารประเภทโปรตีน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินซี กรดนิโคทินิก (วิตามินบี 3) โพแทสเซียม

ประโยชน์ของมันฝรั่งคือ แก้กระหาย คลายความเมื่อยล้า รักษาสมดุลของความเป็นกรดและด่างในร่างกาย ควบคุมความดันโลหิต

3.มะระ

วิตามินซีในมะระช่วยลดความเครียด ความเมื่อยล้า

ในมะระยังมีเส้นใยอาหาร วิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม สารมอร์ดิซีน

มะระยังช่วยรักษาสมดุลของความเป็นกรดและด่างในร่างกาย เพิ่มภูมิคุ้มกัน

4.องุ่น

น้ำตาลกลูโคสในองุ่นช่วยให้อาหารถูกย่อยและดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้รวดเร็ว อีกทั้งยังให้พลังงานและทำให้มีกำลัง

ในองุ่นมีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โพแทสเซียม สารฟลาโวนอยด์ กรดอินทรีย์ ซึ่งมีประโยชน์คือช่วยในเรื่องความเมื่อยล้า เพิ่มภูมิคุ้มกัน

5.ส้มเช้ง

วิตามินซีในส้มเช้งช่วยกำจัดกรดแล็กติกที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ใช้แรงงาน

ในส้มเช้งมีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินซี แคโรทีน โพแทสเซียม แคลเซียม สารฟลาโวนอยด์ กรดอินทรีย์

ประโยชน์ต่อร่างกายคือ คลายความเมื่อยล้า รักษาสมดุลของความเป็นกรดและด่างในร่างกาย

6.ถั่วแดง

ถั่วแดงอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ซึ่งมีคุณสมบัติชดเชยน้ำที่ร่างกายสูญเสียมีส่วนช่วยในการรักษาสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ในร่างกาย

ในถั่วแดงมีสารอาหารประเภทโปรตีน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก สังกะสี

ประโยชน์ต่อร่างกายคือ ช่วยรักษาสมดุลของความเป็นกรดและด่างในร่างกาย คลายความเมื่อยล้า

7.เนื้อไก่

เนื้อไก่อุดมไปด้วยโปรตีนซึ่งเป็นสารสำคัญของโครงสร้างกล้ามเนื้อช่วยให้ผู้ใช้แรงงานมีกำลัง

ในเนื้อไก่มีสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ วิตามินกลุ่มบี โพแทสเซียม

เนื้อไก่มีประโยชน์คือ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ

8.เนื้อเป็ด

เนื้อเป็ดอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มบี ซึ่งช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมฟื้นฟูกำลังวังชา

สารอาหารที่พบในเนื้อเป็ด ได้แก่ โปรตีน ไขมัน วิตามินเอ วิตามินกลุ่มบี โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก สังกะสี

ประโยชน์ของเนื้อเป็ด คือ บำรุงตับ ทำให้อารมณ์ดีทำให้จิตใจแจ่มใส

9.หอยเชลล์

หอยเชลล์มีแมกนีเซียม ซึ่งช่วยบำรุงร่างกาย นอกจากนี้ ในหอยเชลล์ยังพบสารอาหารประเภทโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินกลุ่มบี วิตามินเอ โซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก สังกะสี

10.หอยนางรม

หอยนางรมอุดมไปด้วยสังกะสี ช่วยคลายความเมื่อยล้า

ในหอยนางรมยังมีสารอาหารประเภทโปรตีน วิตามินเอ วิตามินกลุ่มบี โซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก สังกะสี

ประโยชน์ของหอยนางรมคือ ทำให้อารมณ์ดี ช่วยให้อวัยวะต่างๆ ทำงานตามปกติ รักษาสมดุลของความเป็นกรดและด่างในร่างกาย

สำหรับคนที่กินมังสวิรัติ ทำให้อาจได้รับสารอาหารที่ร่างกายต้องการไม่ครบทุกชนิด ลองมาดูกันว่า 10 อาหารคุณภาพสำหรับคนกินมังสวิรัตินั้นมีอะไรบ้าง

1.ข้าวผสมธัญพืช

คนที่กินมังสวิรัติมักขาดวิตามินกลุ่มบี แก้ได้โดยกินข้าวผสมธัญพืช ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

สารอาหารที่พบในธันพืช ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี วิตามินอี วิตามินเค แคลเซียม ธาตุเหล็ก ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายคือช่วยบำรุงกระดูก

2.เมล็ดฟักทอง

ซีลีเนียมมักอยู่ในเนื้อสัตว์ คนที่กินมังสวิรัติควรกินเมล็ดฟักทอง เพื่อเสริมซีลีเนียมและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย

ในเมล็ดฟักทองยังมีสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินอี โพแทสเซียมฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก สังกะสี

3.ถั่วลิสง

ถั่วลิสงอุดมไปด้วยธาตุเหล็กซึ่งเป็นแร่ธาตุที่คนกินมังสวิรัติมักขาดหรือรับไม่เพียงพอ ช่วยคลายความเมื่อยล้า

โดยสารอาหารที่พบในถั่วลิสง ได้แก่ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามินกลุ่มบี วิตามินอี โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก สังกะสี

ประโยชน์ของถั่วลิสง คือ เสริมแคลเซียม เพิ่มภูมิคุ้มกันป้องกันโรคโลหิตจาง

4.ข้าวโพด

วิตามินบี 12 ส่วนใหญ่อยู่ในเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ และนม และเป็นวิตามินที่คนกินมังสวิรัติมักขาดหรือรับไม่เพียงพอ ซึ่งข้าวโพดช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้ เพราะในข้าวโพดมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี โพแทสเซียม ซิลีเนียม สารซีแซนทิน

โดยรวมข้าวข้าวโพดมีประโยชน์ต่อร่างกาย คือ บำรุงกำลัง ช่วยให้ขับถ่ายคล่อง คลายความเมื่อยล้า เพิ่มภูมิคุ้มกัน

5.ปวยเล้ง

คนที่กินมังสวิรัติมักขาดธาตุเหล็ก จึงควรกินปวยเล้งซึ่งอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ป้องกันโรคโลหิตจาง

ในปวยเล้งมีสารอาหารประเภทเส้นใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินเค โฟเลต แคโรทีน แคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก คลอโรฟิลล์ มีประโยชน์ต่อร่างกายคือ ช่วยเสริมแคลเซียม เพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยในการขับถ่าย

6.ตั้งโอ๋

เส้นใยอาหารที่มีอยู่มากในตั้งโอ๋ช่วยกระตุ้นการบีบตัของกระเพาะและลำไส้ ทำให้ขับถ่ายคล่อง

ในตั้งโอ๋มีเส้นใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี โซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก แคโรทีน ซึ่งมีประโยชน์คือช่วยเสริมสร้างแอนติออกซิแดนต์

7.สะเดาจีน

สะเดาจีนอุดมไปด้วยแคลเซียม ช่วยให้กระดูกแข็งแรง จึงเหมาะสำหรับคนที่กินมังสวิรัติ ป้องกันโรคกระดูกพรุน

สารอาหารที่พบในสะเดาจีน ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม ธาตุเหล็ก ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายคือช่วยเสริมสร้างแอนติออกซิเดนต์ บำรุงกำลังเพิ่มภูมิคุ้มกัน

8.ถั่วงอก

ถั่วงอกอุดมไปด้วยโปรตีน ทำให้ร่างกายมีกำลังวังชา ในถั่วงอกมีสารอาหารจำพวก โปรตีน เส้นใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม

9.เห็ดหอม

วิตามินดีในเห็ดหอมช่วยดูดซึมแคลเซียม บำรุงกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน

สารอาหารที่พบในเห็ดหอม ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี วิตามินดี แคลเซียม ไอโอดีน โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี

10.เต้าหู้

เต้าหู้อุดมไปด้วยโปรตีนและแคลเซียม จึงช่วยบำรุงกำลังและกระดูก

ในเต้าหู้มีสารอาหารประเภทโปรตีน วิตามินกลุ่มบี โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก สารไอไซฟลาโวน

นี่อาหารคุณภาพเยี่ยม 10 ชนิด ที่ช่วยบำรุงร่างกายและสายตาผู้ใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน ซึ่งการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นเวลานานๆ อาจทำให้เกิดความเมื่อยล้าต่อร่างกายและดวงตาได้ มาดูกันว่าอาหารคุณภาพเยี่ยม 10 ชนิดนี้มีอะไรบ้าง

1.งา

งาอุดมไปด้วยวิตามินอีที่มีคุณสมบัติในการเสริมสร้างแอนติออกซิแดนต์ ช่วยกำจัดสารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายซึ่งเกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานาน

ในงายังมีสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี วิตามินอี โพแทสเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ซึ่งช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง

2.ผักบุ้ง

การใช้คอมพิวเตอร์นานๆ มักทำให้ตาล้า การกินผักบุ้งที่อุดมไปด้วยวิตามินเอจะช่วยคลายความเมื่อยล้าของสายตาได้

โดยในผักบุ้งมีคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินซี กรดนิโคทินิก (วิตามินบี 3) แคโรทีน โพแทสเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกายบำรุงกระดูกให้แข็งแรง

3.หอมหัวใหญ่

ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานๆ ควรกินหอมหัวใหญ่ที่มีสารประกอบซัลเฟอร์ เพื่อช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

ทั้งนี้ ในหอมหัวใหญ่ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหารวิตามินกลุ่มบี โพแทสเซียม แคลเซียม ซิลีเนียม สารประกอบซัลเฟอร์ สารฟลาโวนอยด์ ซึ่งช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย บำรุงกระดูกให้แข็งแรง

4.ข้าวโพด

ข้าวโพดมีสารลูทีนที่มีคุณสมบัติดูดซับแสงที่เป็นอันตรายต่อดวงตา ช่วยบำรุงสายตา

ในข้าวโพดมีสารอาหารจำพวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี โพแทสเซียม ซีลีเนียม สารซีแซนทิน โดยข้าวโพดมีประโยชน์ต่อดวงตาคือช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

5.ส้ม

ส้มมีกรดซิตริกที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด มีประโยชน์สำหรับคนที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ

ในส้มมีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินซี แคโรทีน แคลเซียม สารฟาโวนอยด์

ประโยชน์ของส้มที่มีต่อร่างกาย คือ ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย คลายความเมื่อยล้า

6.กีวี

ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานๆ มักได้รับรังสีเป็นประจำ จึงควรกินกีวีที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เมื่อกีวีทำปฏิกิริยากับออกซิเจนก็จะช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

ในกีวีมีสารอาหารปรเภทคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินซี โฟเลต โพแทสเซียม แคลเซียม ซึ่งมีประโยชน์คือ บำรุงสายตา บำรุงกระดูกให้แข็งแรง

7.ขาหมู

ผู้ที่ใช้เมาส์ แป้นพิมพ์ หรือถือสมาร์ตโฟนนานๆ ควรกินขาหมูที่อุดมไปด้วยคอลลาเจน เพื่อป้องกันโรคข้ออักเสบ

ในขาหมูมีสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน กรดนิโคทินิก (วิตามินบี 3) โซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก สังกะสี ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย คือ บำรุงกระดูกให้แข็งแรง

8.ตับ

การเพ่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนนานๆ จะทำให้สายตาเสื่อม การกินตับที่อุดมไปด้วยวิตามินเอจะช่วยบำรุงสายตา

ในตับมีสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน วิตามินเอ วิตามินกลุ่มบี วิตามินซี วิตามินดี โคเอนไซม์คิวเทน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก สังกะสี

ตับยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย คือ เสริมสร้างแอนติออกซิเดนด์

9.ปลาไหล

แคลเซียมในปลาไหลช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง เหมาะสำหรับผู้ที่เคลื่อนไหวไขข้อเฉพาะส่วน เช่น ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนนานๆ

ในปลาไหลมีสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน คอเลสเตอรอล วิตามินเอ วิตามินบี 12 วิตามินดี วิตามินอี โซเดียม ซีลีเนียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม ธาตุเหล็ก ซึ่งมีประโยชน์คือ ช่วยในเรื่องความเมื่อยล้าของดวงตา เสริมสร้างแอนติออกซิเดนต์

10.ชา

ชามีสารพอลีฟีนอล ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านรังสีที่ออกมาจากคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟน

ในชามีวิตามินเอ วิตามินกลุ่มบี ซี และอี ฟลูออรีน โพแทสเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี สารคาเทซิน ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ช่วยเสริมสร้างแอนติออกซิเดนต์


ที่มา หนังสือกินเปลี่ยนชีวิต ด้วยอาหาร 100 ชนิดจากธรรมชาติ สนพ.นานมีบุ๊คส์

เพราะบางครั้งการนอนดึกก็ทำให้ร่างกายเมื่อยล้า อ่อนเพลีย จิตใจไม่แจ่มใส ซึ่งจริงๆ ยังมีอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายได้ ลองมาดูอาหารคุณภาพเยี่ยม 10 ชนิดสำหรับคนนอนดึกกัน

1.ขนมปังโฮลวีต

ขนมปังโฮลวีตอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มบี ช่วยคลายความเมื่อยล้าของร่างกายและจิตใจ ทำให้จิตใจแจ่มใส

โดยสารอาหารที่พบในขนมปังโฮลวีต ได้แก่ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหร วิตามินกลุ่มบี วิตามินอี โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายคือ เสริมสร้างแอนติออกซิแดนด์ บำรุงผิวพรรณ ให้พลังงาน กระตุ้นเมแทบอลิซึม

2.งา

การอดนอนเป็นการทำร้ายผิว ทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระ การกินงาช่วยเสริมวิตามินอีที่มีคุณสมบัติในการเสริมสร้างแอนติออกซิเดนด์

ในงามีสารอาหารจำพวกโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี วิตามินอี โพแทสเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายคือ ช่วยบำรุงสมอง ให้พลังงาน

3.พริกหวาน

การอดนอนทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระมากเกินไปจากกระบวนการเผาผลาญพลังงาน การกินพริกหวานที่อุดมไปด้วยวิตามินซีจะช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระส่วนเกินได้

โดยในพริกหวานมีสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินกลุ่มบี วิตามินซี วิตามินเค แคโรทีน โพแทสเซียม ซึ่งช่วยบำรุงสายตา

4.ฝรั่ง

ฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินซีที่มีคุณสมบัติในการเสริมสร้างแอนติออกซิแดนด์ ช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานระหว่างที่อดนอน

ในฝรั่งยังอุดมไปด้วยสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินซี โพแทสเซียม กรดอินทรีย์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายคือช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

5.ส้มเช้ง

คนที่นอนน้อยมักเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจได้ง่าย ควรกินส้มเช้งที่มีเส้นใยอาหารที่มีคุณสมบัติละลายในน้ำได้ เพื่อช่วยลดความดันโลหิตและคอเลสเตอรอล

ในส้มเช้งมีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินซี แคโรทีน โพแทสเซียม แคลเซียม สารฟลาโวนอยด์ กรดอินทรีย์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายคือ ช่วยเสริมสร้างแอนติออกซิแดนด์ ชะลอความแก่

6.น้ำเต้าหู้

การอดนอนทำให้สูญเสียพลังงานมากกว่าปกติ การดื่มน้ำเต้าหู้ที่มีกรดนิโคทินิก (วิตามินบี 3) ช่วยให้คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันเปลี่ยนเป็นพลังงานให้แก่ร่างกาย

ในน้ำเต้าหู้มีโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต กรดนิโคทินิก (วิตามินบี 3) แคลเซียม สารฟาโวนอยด์ สารเลซิทิน ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายคือช่วยเสริมสร้างแอนติออกซิแดนต์ บำรุงสมอง

7.ถั่วเขียว

ถั่วเขียวอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มบี ช่วยลดความวิตกกังวลจากการอดนอนหรือเข้ากะดึก

สารอาหารที่พบในถั่วเขียว ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี วิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ซึ่งช่วยบำรุงสมองให้แจ่มใส เพิ่มภูมิคุ้มกัน กระตุ้นเมแทบอลิซึม

8.กระเทียม

สารอัลลิชินในกระเทียมจะจับตัวกับวิตามินบี 1 กระตุ้นให้ร่างกายดูดซึมวิตามินบี 1 และนำไปใช้งานได้ดียิ่งขึ้น คลายความเมื่อยล้า

ในกระเทียมมีสารอาหารประเภทโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินกลุ่มบี วิตามินซี โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายคือ บำรุงสมอง เสริมสร้างแอนติออกซิแดนต์ เพิ่มภูมิคุ้มกัน

9.ตับ

ตับอุดมไปด้วยวิตามินเอ จึงเหมาะสำหรับคนที่นอนน้อยและใช้สายตาเยอะ

โดยในตับมีสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน วิตามินเอ วิตามินกลุ่มบี วิตามินซี วิตามินดี โคเอนไซม์คิวเทน โพแทสเซียม ฟอฟอรัส ธาตุเหล้ก สังกะสี ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายคือ บำรุงสมอง เสริมสร้างแอนติออกซิเดนต์ บำรุงผิวพรรณ

10.ปลาแซลมอน

คนที่นอนน้อยจะขาดวิตามินดี แก้ได้โดยกินปลาแซลมอน

สำหรับสารอาหารที่พบในแซลมอน ได้แก่ โปรตีน กรดไขมันโอเมากา3 วิตามินกลุ่มบี วิตามินดี วิตามินอี โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายคือช่วยบำรุงสมอง


ที่มา หนังสือกินเปลี่ยนชีวิต ด้วยอาหาร 100 ชนิดจากธรรมชาติ สนพ.นานมีบุ๊คส์

เครื่องปรุง

  1. ขนมปังเบอร์เกอร์ 1 คู่
  2. เนื้อปลาสด 60 กรัม
  3. มะเขือเทศหั่นแว่น 1 ลูก 30 กรัม
  4. ผักกาดแก้วฉีก 2 ใบ 20 กรัม
  5. น้ำสลัดเพื่อสุขภาพ

 

วิธีทำ

  1. นำเนื้อปลาสดอบในเตาไมโครเวฟให้สุก นำออกมาพักไว้
  2. ทาขนมปังเบอร์เกอร์ด้วยน้ำสลัดเพื่อสุขภาพ
  3. วางผักกาดแก้วและมะเขือเทศลงในขนมปังเบอร์เกอร์
  4. นำเนื้อปลาที่เตรียมไว้ใส่ลงในขนมปังเบอร์เกอร์
  5. ใส่น้ำสลัดลงไปอีกครั้ง

 

สารอาหารที่ได้รับ

คาร์โบไฮเดรต 224.2 กรัม

ไขมัน 8.25 กรัม

โปรตีน 45.60 กรัม

พลังงาน 260.5 กิโลแคลอรี่

 

ข้อมูลจาก : หนังสือเมนูสบายใจ ต้านภัยเบาหวาน สำนักพิมพ์มติชน

การรับสารอาหารเข้าสู่ร่างกายอย่างสมดุลเพื่อกระตุ้นเมแทบอลิซึมพร้อมกับดื่มน้ำเยอะๆ กินอาหารที่หวานน้อย มันน้อย และเค็มน้อย เพียงเท่านี้ก็ทำให้ร่างกายมีเมแทบอลิซึมที่ดีได้แล้ว! ลองมาดูอาหารเพื่อสุขภาพยอดนิยม 20 อันดับที่ช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึม

1.มะนาว

กรดซิตริกในมะนาวมีวัฏจักรกรดซิตริกหรือวัฏจักรเครบส์ ซึ่งช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมในร่างกาย ซึ่จะช่วยกระตุ้นการสร้างพลังงาน คลายความเมื่อยล้า ป้องกันภาวะกรดยูริกเกินในเลือด หรือโรคเกาต์ บำรุงกระดูก ลดน้ำหนัก

2.หอมหัวใหญ่

สารประกอบซัลเฟอร์ในหอมหัวใหญ่ช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึม คลายความเมื่อยล้า กระตุ้นเมแทบอลิซึมของไขมัน ซึ่งช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน คลายความเมื่อยล้า ป้องกันโรคอ้วนลงพุง บำรุงกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันโรคเบาหวาน

3.เมล็ดฟักทอง

เมล็ดฟักทองอุดมไปด้วยวิตามินอี ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดเพื่อให้เซลล์เข้าสู่การเมแทบอลิซึม กระตุ้นการสร้างพลังงาน คลายความหนาว ช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมของกระดูก บำรุงต่อมลูกหมากให้แข็งแรง

4.วอลนัต

แมกนีเซียมในวอลนัตช่วยเสริมสร้างเมแทบอลิซึมในร่างกาย กระตุ้นการสร้างพลังงานและเมแทบอลิซึมของกระดูก โดยการกระตุ้นการสร้างพลังงาน จะช่วยคลายความหนาว นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมของกระดูกและผิวหนัง

5.หอยนางรม

หอยนางรมมีสังกะสีสูง การกินหอยนางรมในปริมาณที่พอเหมาะช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมของเซลล์และอวัยวะ ช่วยป้องกันไม่ให้ฮอร์โมนทำงานผิดปกติ กระตุ้นการสร้างพลังงาน ช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมของกระดูก คลายความเมื่อยล้า บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชายให้แข็งแรง

6.สาหร่าย

ไอโอดีนในสาหร่ายเป็นสารประกอบในการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ ช่วยปรับสมดุลเมแทบอลิซึมในร่างกาย กระตุ้นการสร้างพลังงาน บรรเทาอาการมือเท้าเย็น ช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมของกระดูก ป้องกันโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์

7.ปลาค็อด

แมกนีเซียมในปลาค็อดเป็นสารประกอบของเอนไซม์หลายชนิดในร่างกาย ช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมเพื่อสร้างพลังงาน ป้องกันโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมของกระดูกและแอลกอฮอล์ กระตุ้นการสร้างพลังงาน

8.นมวัว

นมวัวอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มบีซึ่งเป็นตัวกระตุ้นเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ช่วยสร้างพลังงาน นอกจากนี้ยังช่วยคลายความเมื่อยล้า ช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมของกระดูก ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์

9.ข้าวโพด

กรดกลูตามิก (glutamic acid) ในข้าวโพดช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมของเซลล์สมอง นอกจากนี้ยังกระตุ้นการสร้างพลังงาน ลดความอ้วน ป้องกันโรคเบาหวาน กระตุ้นการทำงานของสมอง

10.ปลาแซลมอน

ปลาแซลมอนอุดมไปด้วยวิตามินอีซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและเมแทบอลิซึมของเซลล์ กระตุ้นการสร้างพลังงาน บรรเทาอาการกล้ามเนื้อแข็งตัว ช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมของกระดูกและตุ่มรับรสที่ลิ้น

11.เนื้อแพะ

เนื้อแพะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก มีความเกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมของธาตุเหล็ก กระตุ้นการสร้างพลังงาน คลายความเมื่อยล้า บรรเทาอาการมือเท้าเย็น ช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมของผิวหนัง

12.หอยกาบ

หอยกาบอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มบี กระตุ้นเมแทบอลิซึมของไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน ซึ่งเป็นการกระตุ้นการสร้างพลังงาน นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมของแอลกอฮอล์ ป้องกันโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ

13.เนื้อเป็ด

เนื้อเป็ดอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มบีซึ่งมีส่วนช่วยในการเมแทบอลิซึม ช่วยกระตุ้นการสร้างพลังงาน คลายความเมื่อยล้า บรรเทาอาการมือเท้าเย็น ช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมของผิวหนัง

14.ปวยเล้ง

โฟเลตในปวยเล้งช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมของสารโฮโมซิสทีนในร่างกาย และช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ช่วยให้กระดูกเกิดกระบวนการเมแทบอลิซึมได้ตามปกติ บรรเทาอาการมือเท้าเย็น ป้องกันโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ

15.แตงกวา

เอนไซม์ในแตงกวาช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากกินสดจะทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดีกว่าการปรุงสุก นอกจากนี้ยังมีประโยชน์คือ ลดอาการบวมน้ำ บรรเทาอาการปวดเนื่องจากการไหลเวียนเลือดไม่ดี ป้องกันโรคกระดูกพรุน

16.ถั่วแดง

หากต้องการให้เมแทบอลิซึมในร่างกายทำงานตามปกติ ควรกินถั่วแดงที่มีวิตามินกลุ่มบี กระตุ้นการสร้างพลังงาน บรรเทาอาการมือเท้าเย็น ลดอาการบวมน้ำ

17.ข้าวกล้อง

โครเมียมในข้าวกล้องช่วยกระตุ้นเมแทบอลิซึมของน้ำตาลกลูโคส ไขมัน และคอเลสเตอรอล ช่วยให้สารอินซูลินทำงานได้ดี ป้องกันโรคเบาหวาน และยังบรรเทาอาการมือเท้าเย็น กระตุ้นการสร้างพลังงาน ป้องกันโรคเบาหวาน

18.ข้าวหอมนิล

วิตามินกลุ่มบีในข้าวหอมนิลทำให้เมแทบอลิซึมในร่างกายทำงานตามปกติ กระตุ้นการสร้างพลังงานและคลายความเมื่อยล้า นอกจากนี้ยังบรรเทาอาการมือเท้าเย็น กระตุ้นการสร้างพลังงาน

19.มันฝรั่ง

กรดนิโคทินิก (วิตามินบี 3) ในมันฝรั่งมีส่วนสำคัญสำหรับการสร้างพลังงาน นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคเบาหวานและโรคเกาต์

20.กล้วย

ไบโอตินในกล้วยมีความสำคัญต่อเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคเกาต์ กระตุ้นการสร้างพลังงาน


ที่มา หนังสือกินเปลี่ยนชีวิตด้วยอาหาร 100 ชนิด จากธรรมชาติ สนพ.นานมีบุ๊คส์

เมื่อเข้าหน้าฝน เป็นธรรมดาที่จะเกิดความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ฤดูกาลที่มีความชื้นสูง อีกทั้งยังเดินทางลำบาก เสี่ยงต่อการเจ็บไข้ได้ป่วย ร่างกายต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา การดูแลตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องเริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัว อย่างอาหารการกิน นำไปสู่การประยุกต์ภูมิปัญญาด้านวัฒนธรรมอาหารให้สอดคล้องกับธรรมชาติ อาหารในฤดูฝนจึงต้องเป็นอาหารที่ช่วยรักษาสมดุลของธาตุ สร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย บำรุงร่างกายเพื่อรับมือกับโรคภัยที่อาจจะมากับฤดูกาล

@MEDICINAL FOOD  “กินอาหาร ให้เป็นยา” ของดีภูมิปัญญาท้องถิ่น  

หลังสะสมประสบการณ์เรียนรู้ เดินทางลงพื้นที่ตามภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย  “เชฟแบล็ก – ภานุภน บุลสุวรรณ” เจ้าของร้าน Blackitch Artisan Kitchen จังหวัดเชียงใหม่ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหารในหลากหลายมุมมอง ผ่านประวัติศาสตร์ความเป็นมา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบกับความสนใจพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องเล่าของอาหารที่ได้รับรู้

โดยเชฟแบล็ก ได้ศึกษาความรู้เพิ่มเติมในเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อจะได้สามารถเข้าใจ ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างเป็นเหตุและผล และอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยร่วมมือกับโครงการเพื่อสังคม “เซ็นทรัล ทำ” ที่มุ่งสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างชุมชน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่สังคมอย่างยั่งยืน

เขาบอกว่า อาหารที่นำเสนอในทุกๆ จานจะอยู่บนพื้นฐานของธรรมชาติ และเป็นไปตามฤดูกาลซึ่งการกินตามฤดูกาลนั้นนอกจากจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดแล้ว ยังดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคที่สุดด้วย โดยวัตถุดิบตามฤดูกาล ก็ต้องผ่านกระบวนการปรุงที่ถูกต้อง เหมาะสม มีรสชาติ และองค์ประกอบที่ส่งเสริมรสชาติ และประโยชน์ซึ่งกันและกัน

“ตั้งใจเสิร์ฟอาหารเป็นเซ็ต โดยอาหารทุกจานใช้วัตถุดิบจากประเทศไทย 100% บ้างก็มาจากเครือข่ายเกษตรอินทรีย์กลุ่มต่าง ผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ กลุ่มชาวประมงชายฝั่งแบบปลอดฟอร์มาลีน ซึ่งอาหารในสำรับจะจัดสำรับละ 1 ท่าน โดยใน 1 สำรับจะประกอบด้วยอาหารที่ถูกคิดขึ้นมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ไม่ใช่เฉพาะจากประเทศไทย หรือชุมชนใดชุมชนหนึ่งเท่านั้น แต่จะนำเอาความรู้จากภูมิปัญหาจากหลายๆ แหล่งมาประกอบกัน นำมาตีความเป็นอาหารในแบบของตัวเอง”

@ เปิดสำรับอาหารฤดูฝน สดใหม่ อร่อยได้สุขภาพ

 

  1. หลนแหนมเห็ด – ผลิตภัณฑ์จาก รัตติกาล เห็ดแปรรูป จังหวัดเพชรบูรณ์ นำมาปรุงเป็นเมนูหลนที่ใช้กะทิเป็นส่วนประกอบ กะทิมีคุณสมบัติในการเพิ่มเมตาโบลิซึมในเลือดช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้ดี หากรับประทานในมื้อเช้าหรือมื้อกลางวัน เพราะร่างกายมีเวลาย่อยทั้งวัน
  2. ผัดฟักทอง และ ยอดฟักแม้ว – ผลิตภัณฑ์จากเกษตรอินทรีย์กลุ่มแม่ทาออแกนิค จังหวัดเชียงใหม่ ฟักทอง ช่วยบำรุงเลือด บำรุงหัวใจ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
  3. พล่าหมูย่างคะน้าฮ่องกง – จากสหกรณ์ผลิตผักน้ำดุกใต้ จังหวัดเพชรบูรณ์ และเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดเชียงใหม่ เมนูนี้เหมาะกับหน้าฝนมาก เพราะในพล่าใส่ตะไคร้เยอะ ช่วยขับเหงื่อ ขับลม ซึ่งทำให้ไม่มีอาการร้อนใน ปรับอุณหภูมิร่างกายให้เย็นสบาย ขับของเสียออกจากรูขุมขน และในคะน้ามีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันอาการเป็นหวัดในฤดูกาลนี้
  4. ม้าฮ่อสับปะรด – ผลิตภัณฑ์สับปะรดจากวิสาหกิจชุมชน ผู้ปลูกสับปะรดบ้านสุรศักดิ์ จังหวัดชลบุรี คุณสมบัติที่ดีของสับปะรด นอกจากมีกากใยมาก แล้วยังช่วยขับเสมหะได้ดี นำมาเสิร์ฟกับไส้ม้าฮ่อเรียกน้ำย่อยได้ดี
  5. เมี่ยงคำใบชะพลู – ผลิตภัณฑ์จากแม่ทาออแกนิก จังหวัดเชียงใหม่ ใบชะพลูช่วยขับเสมหะได้ดี และยังทำให้เจริญอาหาร เมื่อทานคู่กับเครื่องเคียง
  6. ปลาอินทรีย์น้ำปลาหวาน – ปลาอินทรีย์จากประมงชายฝั่ง จังหวัดชุมพร ปลาอินทรีย์มีโปรตีนสูง และมีโอเมก้า 3 สูง
  7. ข้าวสังข์หยด จังหวัดพัทลุง – เป็นข้าวที่ย่อยง่าย ทำให้ระบบขับถ่ายดี ลำไส้ไม่ทำงานหนัก
  8. เค้กมะพร้าวน้ำหอม ซอสกาแฟอาราบิกา และแครกเกอร์มะพร้าวคั่ว – นำมะพร้าวน้ำหอม จากจังหวัดสมุทรสาคร มาทำเป็นเค้กมะพร้าวเนื้อบางเบา เสิร์ฟกับซอสรสเข้มข้นจากกาแฟภูชี้เดือน จังหวัดเชียงราย และแครกเกอร์จากข้าวและมะพร้าวคั่ว ขนมจากน้ำมะพร้าวที่มีฤทธิ์เย็นช่วยดับร้อน และช่วยลดความเป็นกรดในกาแฟลง ทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากกาแฟได้โดยตรง

สำหรับสายเฮลตี้เรื่องออกกำลังกายที่ว่าสำคัญแล้ว เรื่องกินนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้กัน เราจึงควรเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ร้านต้นกล้าฟ้าใส ร้านอาหารเพื่อสุขภาพสไตล์ Vegan หรือ มังสวิรัติ จะพาให้คุณอร่อยที่สมอง อิ่มที่หัวใจ ห่างไกลความเจ็บป่วย พร้อมเสิร์ฟอาหารรสชาติเยี่ยมไม่เหมือนใคร ด้วยวัตถุดิบคุณภาพที่คัดสรรจากสวนท้องถิ่นตามแนวคิด From Farm To Fork (จากสวนสู่ส้อม) ไม่มีส่วนผสมของผลิตภัณฑ์จากสัตว์เลยแต่ดีต่อสุขภาพ อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร และสรรพคุณเจ๋งๆ ของผักและสมุนไพรที่ใช้ รับรองว่าได้ทั้งความอร่อย และคุณค่าทางอาหารอย่างครบครัน เพราะแต่ละเมนูเกิดจากความใส่ใจในทุกขั้นตอนโดยเชฟมืออาชีพมากฝีมือซึ่งคิดค้นเมนูร่วมกับเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและพืชสมุนไพรโดยเฉพาะ ผสมผสานกับภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ภายใต้คำแนะนำของการแพทย์แผนไทยประยุกต์ศิริราช

ในเดือนสิงหาคมนี้ ต้องยกให้เป็นเดือนของคุณแม่ มาร่วมสร้างบรรยากาศอบอุ่นในครอบครัวด้วยการพาคุณแม่มาทานอาหารสุขภาพที่ ร้านต้นกล้าฟ้าใส เราขอนำเสนอเมนูสุดพิเศษให้คุณได้ตอบแทนความรักของคุณแม่ กับชุดเมนูที่ช่วยชะลอวัย ดูแลสุขภาพผิวจากภายในสู่ภายนอก อย่าง Beautiful Mom Set (499 บาท) เริ่มด้วยเมนู ‘เต้าหู้ผัดเปรี้ยวหวาน’ ที่รวมพืชผักหลากสีมีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความร่วงโรยแห่งวัย จานนี้ได้สีสันสดใสจากมะเขือเทศ สับปะรด พริกหวาน เกาลัด และหอมใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยวิตามินซี แคโรทีนอยด์ (carotenoids) สารเควอเซทิน (quercetin) ซีลิเนียม (selenium) และวิตามินอี ที่จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวการเร่งความแก่นั่นเอง เติมความแซ่บกับอีกหนึ่งเมนู  ‘แกงเผ็ดเห็ดย่าง’ สูตรเด็ดที่นอกจากมีเห็ดย่างหอมกรุ่นแล้ว ยังมีผักผลไม้หลากหลายชนิด มะเขือเทศ, ลูกเกด และสับปะรด เมนูนี้มีไขมันดีจากกะทิที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายดูดซึมไลโคปีน (lycopene) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในมะเขือเทศได้ดีขึ้นด้วย เสิร์ฟพร้อมเมนูขนมหวาน ‘ขนมกล้วยบีทรูท’ ที่นอกจากรสชาติกลมกล่อมจากกล้วยเนื้อนุ่ม สียังสวยด้วยบีทรูทที่มีสารสีแดงอมม่วงชื่อบีต้าไซยานิน (betacyanins) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และสารไนเทรต (nitrate) ที่มีฤทธิ์ช่วยควบคุมความดันโลหิตและเพิ่มสมรรถนะในการออกกำลังกายด้วย ตบท้ายความอร่อยด้วยสุดยอดเครื่องดื่ม ‘น้ำผักผลไม้สกัดเย็น’ สูตรบำรุงผิว จากส่วนผสมของทับทิม น้ำฟักข้าว แตงโมและดอกอัญชันที่ผสมผสานกันแล้วได้คุณประโยชน์และรสชาติที่เข้ากันอย่างลงตัว

นอกจากเมนูสำหรับคุณแม่แล้ว ยังมีเมนูแนะนำให้คุณได้ลิ้มลองอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นเมนูทานเล่น เทมเป้ทอดกับซอสมาโยสามรส (165 บาท) เด็กทานได้ผู้ใหญ่ทานดี ข้าวยำต้นกล้าฟ้าใส (136 บาท) เสิร์ฟพร้อมบูดูสูตรพิเศษ แกงคั่วถั่วลูกไก่กับใบชะคราม (115 บาท) ใครที่ทานเมนูนี้บอกเลยว่าสมองแล่นไอเดียปิ๊งแน่นอน

น้ำพริกมะขามป้อม (145 บาท) เมนูไขมันต่ำ แถมรสชาติไม่ซ้ำใครแน่นอน ด้วยรสเปรี้ยวอมฝาดอันเป็นเอกลักษณ์ของมะขามป้อม พล่าฟ้าใส (149 บาท) เมนูที่ใครมาก็ไม่พลาดที่จะสั่ง อร่อยกลมกล่อมด้วยส้มโอรสละมุน กับเครื่องพล่าที่อุดมไปด้วยสมุนไพรหลากหลายชนิด สปาเก็ตตี้เพสโต้งาม้อน (155 บาท) เพสโต้สูตรใหม่ แทนที่ชีสด้วยของดีจากไทยทั้งงาม้อน เมล็ดมะม่วงหิมพานต์และเมล็ดสนได้อย่างมหัศจรรย์ ข้าวอบธัญพืช (119 บาท) ข้าวไรซ์เบอร์รี่อบพร้อมกับคีนวาและถั่วแระญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพ เสริมด้วยความมันจากเกาลัดซึ่งเป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ช่วยบำรุงหัวใจ และเห็ดหอมที่โดดเด่นในเรื่องการเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย ผัดให้เข้ากันด้วยน้ำมันเมล็ดชาที่มีโอเมกา 9 ดีต่อใจเข้าไปอีก ยำมังคุดมะเขือม่วง  (145 บาท) เมนูพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นมาเฉพาะหน้าฝน เมนูชะลอวัยช่วยต้านอนุมูลอิสระ

และนอกจากนี้ในวันแม่แห่งชาติปีนี้ ร้านต้นกล้า ฟ้าใส ขอชวนลูกๆ ตอบแทนความรักของคุณแม่ ด้วยอาหารเพื่อสุขภาพที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ กับโปรโมชั่นสุดพิเศษให้คุณได้พาคุณแม่และสมาชิกในครอบครัวมารับประทานอาหารที่ร้านต้นกล้า ฟ้าใส ในระหว่างวันที่ 11-13 สิงหาคมนี้ เพียงสั่งอาหารครบ 1,500 บาท รับส่วนลด 50% สำหรับเมนูเทมเป้ทอดกระเทียมพริกไทย ราคา 85 บาท (ราคาปกติ 165 บาท) หรือเมนูเชฟสลัด ราคา 130 บาท (ราคาปกติ 260 บาท)

และเพื่อร่วมฉลองบรรยากาศแห่งความอุ่น ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ เพียงท่านพาคุณแม่มารับประทานอาหารที่ร้านต้นกล้า ฟ้าใส สั่งเครื่องดื่มสกัดเย็น สูตรใดก็ได้ 1 แก้ว รับฟรีอีก 1 แก้วทันที

สำหรับท่านที่สั่งอาหารเดลิเวอรี่ ผ่านทาง Line @tonklafacai  ครบ 1,500 บาท รับส่วนลด 50% สำหรับเมนูสลัดคีนวาและอะโวคาโดกับน้ำสลัดสไปซี่เพสโต้ ราคาเพียง 145 บาท (ปกติ 285 บาท) ถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้เท่านั้น

และพิเศษสำหรับท่านที่เป็นสมาชิกร้านต้นกล้า ฟ้าใส ในระหว่างวันที่ 11-13 สิงหาคมนี้ ค่าอาหารทุก 100 บาท จะได้รับคะแนนสะสมพิเศษ 3 คะแนน (ปกติ 1 คะแนน)

มาร่วมดูแลสุขภาพของคุณและคนที่คุณรักด้วยอาหารมังสวิรัติแบบ Vegan ที่ร้านต้นกล้าฟ้าใสกันนะคะ เดินทางมาไม่ยาก ร้านตั้งอยู่ในรั้วเดียวกันกับการแพทย์แผนไทยประยุกต์ศิริราช 153 ถนนพุทธมณฑลสาย 3 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพฯ 10160

โทร 02-444-0444 หรือ 080-499-5442

LINE id: @tonklarfacai Facebook: ต้นกล้า ฟ้าใส  Instagram: tonklarfacai

 

1. หอมหัวใหญ่

ในหอมหัวใหญ่มีสารประกอบซัลเฟอร์ที่ทำให้ทีเซลล์และเซลล์แมโครฟาจตื่นตัว พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนของเอ็นเคเซลล์

หอมหัวใหญ่ยังมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันโรคมะเร็ง บรรเทาอาการของโรค ภูมิแพ้ ป้องกันอาหารเป็นพิษ ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันตื่นตัว

2.อาหารจำพวกเห็ด

พอลิแซ็กคาไรด์ในอาหารจำพวกเห็ดช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันตื่นตัว กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงาน ประโยชน์คือป้องกันโรคมะเร็ง โรคซารส์ โรคเอดส์ ช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันตื่นตัว บำรุงร่างกายให้แข็งแรง

3.แครอต

แครอตอุดมไปด้วยวิตามินเอและบีตาแคโรทีน มีหน้าที่บำรุงผิวหนังและชั้นเยื่อเมือกให้แข็งแรง ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

4.กีวี

กีวีอุดมด้วยวิตามินซี เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บรรเทาอาการของภูมิแพ้ ป้องกันโรคมะเร็งและโรคหวัด บรรเทาอาการของโรคหืด ป้องกันอาการภูมิแพ้กำเริบ

5.พริกหวาน

พริกหวานอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตสารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของภูมิคุ้มกันเพื่อทำลายเชื้อโรค ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการป้องกันโรคมะเร็ง อาการภูมิแพ้กำเริบ และโรคไขข้ออักเสบ บำรุงรักษาเซลล์ภูมิคุ้มกัน

6.ฮ่วยซัว

สารโดพามีนในฮ่วยซัวช่วยให้จิตใจแจ่มใส มีชีวิตชีวา และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบรูมาทอยด์ เพิ่มภูมิต้านทานเชื้อโรค

7.โยเกิร์ต

กรดแล็กติกในโยเกิร์ตช่วยเพิ่มจำนวนสารภูมิต้านทานกระตุ้นเอ็นเคเซลล์ให้ตื่นตัว ควบคุมแบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกาย ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้ยังป้องกันโรคมะเร็ง เชื้อโรคในลำไส้ โรคภูมิแพ้ และโรคซารส์

8.เก๋ากี้

สารพอลิแซ็กคาไรด์ในเก๋ากี้ช่วยกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันให้ตื่นตัว ช่วยรักษาโรคมะเร็งและโรคเอดส์ ประโยชน์ของเก๋ากี้ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งและโรคเอดส์ บำรุงและซ่อมแซมระบบภูมิคุ้มกัน บำรุงร่างกาย

9.มะละกอ

สารแคโรทีนในมะละกอเปลี่ยนเป็นวิตามินเอเมื่อในร่างกาย บำรุงผิวพรรณและเซลล์เนื้อเยื่อให้แข็งแรง ป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันโรคมะเร็ง โรคซารส์และโรคไขข้ออักเสบ บรรเทาอาการของโรคหวัด

10.กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีช่วยจำกัดพิษในสารก่อมะเร็งลดขนาดของเนื้องอก เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันโรคมะเร็งและไข้หวัด บรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้และข้ออักเสบ

11.เมล็ดสน

เมล็ดสนมีวิตามีนอีสูง ช่วยกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันให้ตื่นตัว เพิ่มปริมาณภูมิคุ้มกันของร่างกาย กำจัดเชื้อโรคและเซลล์มะเร็ง ป้องกันโรคมะเร็งและไข้หวัด บำรุงเซลล์ภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างภูมิต้านทาน

12.งา

งาอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มบี ช่วยบำรุงรักษาต่อมไทมัส กระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคมะเร็ง บำรุงรักษาภูมิคุ้มกันในเลือด บำรุงเซลล์ภูมิคุ้มกัน

13.ชีส

วิตามินดีในชีสช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันไม่ให้เซลล์ดีกลายพันธุ์เป็นเซลล์ร้าย กระตุ้นให้เซลล์ร้ายทำลายตัวเอง ป้องกันโรคมะเร็ง กระตุ้นให้ทีเซลล์ตื่นตัว ป้องกันโรคเอดส์

14.กวางตุ้งฮ่องเต้

กวางตุ้งฮ่องเต้อุดมไปด้วยวิตามินเอ บำรุงผิวหนังและเซลล์เนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันโรคมะเร็ง ไข้หวัดและโรคปอดอักเสบ

15.มะระ

สารควินินที่อยู่ในมะระช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันมีประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ป้องกันโรคมะเร็ง โรคปอด และโรคเอส์ บรรเทาอาการหวัด

16.เนื้อแพะ

เนื้อแพะอุดมไปด้วยโปรตีน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดขาวและสารภูมิต้านทาน กระตุ้นบีเซลล์และทีเซลล์ให้ตื่นตัวเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

17.ปลาทูน่า

กรดไขมันโอเมกา 3 ในปลาทูน่าช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันได้รับสารอาหารที่ดี ลดอาการอักเสบ ป้องกันโรคภูมิต้านตนเอง ป้องกันโรคมะเร็งและโรคภูมิแพ้ ลดโอกาสการเป็นโรคภูมิต้านตนเอง

18.หมึก

วิตามินอีมีส่วนช่วยในการเพิ่มความตื่นตัวให้ทีเซลล์ เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรคของทีเซลล์ ป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันโรคซารส์ กระตุ้นให้ทีเซลล์ตื่นตัว

19.กุ้ง

ในกุ้งมีธาตุสังกะสีจำนวนมาก ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นในการแตกตัวและเพิ่มจำนวนทีเซลล์ ช่วยให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ป้องกันโรคมะเร็ง บำรุงเซลล์ภูมิคุ้มกัน

20.ปู

สารไคทินในปูกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาตนเอง ช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากเซลล์มะเร็ง ป้องกันโรคมะเร็งและโรคเอดส์


ที่มา หนังสือกินเปลี่ยนชีวิตด้วยอาหาร 100 ชนิด จากธรรมชาติ สนพ.นานมีบุ๊คส์