อาหารดับเครียด – ด้วยสภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน อาจทำให้หลายคนต้องเผชิญกับความเครียด เมื่อถูกความเครียดรุมเร้าอยู่ตลอดก็ทำให้เกิดความท้อแท้ในชีวิต มองโลกในแง่ลบ กระทั่งซึมเศร้า จึงมีคำแนะนำดีๆ ด้วยเทคนิคจัดการความเครียด สร้างภูมิคุ้มกันให้จิตใจแข็งแกร่ง เปี่ยมด้วยพลังบวก เริ่มต้นปีใหม่ด้วยจิตใจอันสดใส

ณัชชา แสงสวัสดิ์ นักโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ใครที่เริ่มรู้สึกเครียด กดดัน เหน็ดเหนื่อย หรือไม่มีแรงใจในการรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่ต้องเจอในแต่ละวัน ก่อนอื่นควรต้องเริ่มหันกลับมาโฟกัสที่ตัวเอง ลองประเมินสภาวะอารมณ์ในช่วงเวลาปัจจุบันของคุณว่าเป็นอย่างไรบ้าง และลองหาทางรับมือแก้ไข อย่างการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะเวลาเครียดร่างกายจะมีการผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น

ดังนั้น การทานอาหารที่มี สารต้านอนุมูลอิสระสูง สามารถช่วยได้ เช่น ส้ม ฝรั่ง กีวี นอกจากรสชาติเปรี้ยวจะทำให้สดชื่นแล้วยังมีวิตามินซีสูง หรือ เมล็ดทานตะวัน และ เมล็ดอัลมอนด์ มีวิตามินอีสูงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ
กล้วยหอม

นอกจากนี้ การทานผลไม้บางชนิดก็สามารถช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อได้ เช่น กล้วยหอม เพราะมีแร่ธาตุแมกนีเซียม และ โพแทสเซียม ที่สำคัญต่อการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้ดี

“ที่ลืมไม่ได้คืออาหารเช้า เพราะอาหารเช้ามีส่วนสำคัญมาก ในการที่จะให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอในตอนเช้า เพื่อพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่ต้องเจอในแต่ละวัน และทำให้เรารู้สึกสดชื่นมีพลังงานไปจนถึงช่วงบ่าย”

ณัชชา กล่าวทิ้งท้ายว่า ครอบครัว ก็ถือเป็นกำลังใจสำคัญอย่างมาก ในการช่วยบรรเทาความวิตกกังวล และความเครียดที่อาจเกิดขึ้นกับสมาชิกในบ้าน ด้วยการสนับสนุนซึ่งกันและกันด้วยการให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ หรือชวนกันออกไปทำกิจกรรมง่ายๆ เช่น ทานข้าวร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตา ก็จะทำให้สามารถปรับอารมณ์และเติมเต็มความรู้สึกดีๆ
ณัชชา แสงสวัสดิ์

ให้คลายความเครียดลงได้เป็นอย่างดี

หนึ่งในการกินที่ทำให้สุขภาพดี นอกจากตัวอาหาร วัตถุดิบ กรรมวิธีการปรุงแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องใส่ใจคือ “ภาชนะ” ซึ่งภาชนะในการปรุงอาหารแต่ละชนิดมีข้อดีและวิธีใช้แตกต่างกัน ควรระมัดระวังในการใช้และการเก็บรักษา เพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลต่อสุขภาพและทำให้สูญเสียรสชาติของอาหาร

ภาชนะเคลือบ (non-stick) ไม่ควรใช้ไฟแรง

ภาชนะที่เคลือบสารเทฟลอนง่ายต่อการทำความสะอาด การตั้งไฟแรงหรือของใช้ของมีคมขูดขณะประกอบอาหารจะทำให้สารที่เคลือบไว้หลุดออก ปัจจุบันยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีผลเสียต่อสุขภาพ แต่จะทำให้อายุการใช้งานของภาชนะนั้นๆสั้นลง
*ไม่ควรใช้แปรงแข็งๆปัดแรงๆ

ภาชนะสเตนเลสไม่เหมาะสำหรับการตุ๋นยาจีน

ควรหลีกเลี่ยงการนำภาชนะสเตนเลสมาตุ๋นยาจีน เพราะว่าในยาจีนจะมีสารจำพวกกรดอินทรีย์หรือแอลคาลอยด์ เมื่อโดนความร้อนหรือผ่านการตุ๋นนานๆจะทำปฏิกิริยาทางเคมีกับโลหะจนทำให้สรรพคุณของยาจีนหมดไปและอาจก่อให้เกิดสารที่เป็นโทษต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังไม่ควรใส่เหล้า หรืออาหารที่มีความเป็นกรดหรือด่างมากไว้ในภาชนะนั้นนานๆ
*ไม่ควรใช้โซดาที่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้ดี ควรใช้ด่างหรือน้ำยาทำความสะอาดในการทำความสะอาดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผุกร่อน

ภาชนะที่ทำด้วยเหล็กต้องระวังไม่ให้ขึ้นสนิม

ภาชนะที่ทำด้วยเหล็กนับเป็นภาชนะที่มีความปลอดภัยที่สุด แต่ต้องระวังห้ามนำไปตุ๋นยาจีน เหตุผลที่ต้องห้ามนำไปตุ๋นยาจีนเหมือนกับเหตุผลของภาชนะสเตนเลส ไม่ควรใส่อาหารทิ้งไว้ในภาชนะค้างคืน นอกจากนี้ เมื่อใช้ภาชนะเหล็กกับถั่วเขียวหรือชา และใช้ความร้อนสูง จะทำให้น้ำถั่วเขียวมีรสชาติผิดเพี้ยนและน้ำชามีรสฝาด
*ควรล้างและเช็ดให้แห้งทันที หลังใช้งานเสร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นสนิม ควรใช้ฟองน้ำนุ่มๆในการล้าง

ภาชนะที่ทำจากอะลูมิเนียมไม่ควรนำมาอุ่นอาหารที่มีความเป็นกรดหรือด่าง

การผลิตภาชนะอะลูมิเนียมจะต้องผ่านกระบวนการทำให้ปฏิกิริยาทางเคมีคงที่ ทนต่อการผุกร่อนและกระจายความร้อนได้เร็ว แต่กระนั้นเมื่อโดนกรดหรือด่าง ก็ยังคงมีปฏิกิริยาอยู่นั่นเอง จึงไม่ควรนำมาอุ่นอาหารที่มีความเป็นกรดหรือด่าง
*ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีความเป็นด่างรุนแรง เพื่อป้องกันการผุกร่อน

ภาชนะที่เป็นกระเบื้องไม่ควรมีลวดลายด้านในภาชนะ

ภาชนะประเภทกระเบื้องต้นต่อความเป็นกรดและด่าง จึงเหมาะสำหรับการปรุงอาหารทุกวิธี ทั้งต้ม ตุ๋น ผัด และย่าง อีกทั้งยังทำความสะอาดง่าย หากมีการใช้โลหะมาประดับเป็นลวดลาย ไม่ควรใส่เข้าไปในไมโครเวฟ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปล่อยสารพิษหรือเกิดประกายไฟ
*ควรหลีกเลี่ยงการเลือกภาชนะที่มีลวดลายด้านในภาชนะ ในการใช้งานครั้งแรกควรนำมาใส่น้ำและต้มให้เดือดเพื่อฆ่าเชื้อ

ภาชนะดินเผาเหมาะสำหรับการต้ม

ภาชนะที่ทำจากดินเผาจะเก็บอุณหภูมิได้ดี จึงนิยมนำมาใช้ในการทำหม้อไฟหรือต้ม ควรหลีกเลี่ยงภาชนะที่มีลวดลายด้านใน
*ก่อนนำมาใช้ครั้งแรก ควรล้างให้สะอาด ใส่น้ำและใบชา ต้มให้เดือดด้วยไฟอ่อน หรือแช่ด้วยน้ำซาวข้าวทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อทำให้พื้่นผิวด้านในอ่อนตัว

ควรใช้ภาชนะพลาสติกอย่างเหมาะสม

การใช้ภาชนะพลาสติกควรสังเกตว่าภาชนะนั้นๆทำจากวัสดุใด เช่น หากทำจากวัสดุพอลิโพรพิลีน จะทนความร้อนได้ประมาณ 135 องศาเซลเซียส หากทำจากวัสดุพอลิสไตรีน ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนความร้อน ไม่ควรใช้กับอาหารที่มีความเป็นกรด และอาหารทอด ส่วนพลาสติกที่ทำให้จากวัสดุพอลิไวนิลคลอไรด์ จะปล่อยสารก่อมะเร็งเมื่อโดนความร้อน แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้กันแล้ว การใช้ฟิล์มถนอมอาหารในไมโครเวฟ ไม่ควรปิดฟิล์มให้สนิท และควรห่างจากอาหารอย่างน้อย 3 เซนติเมตร

 

 


ที่มา หนังสือกินเปลี่ยนชีวิต ด้วยอาหาร 100 ชนิด จากธรรมชาติ สนพ.นานมีบุ๊คส์

1.ข้าวซ้อมมือ

คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานเพียงแหล่งเดียวของสมอง ข้าวซ้อมมือจึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา

ในข้าวซ้อมมือมีคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี วิตามินอี โพแทสเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี ซึ่งช่วยลดความเครียดจากการเรียน ป้องกันท้องผูก คลายความเมื่อยล้า

2.ลูกเดือย

 

ลูกเดือยอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มบี ช่วยลดความวิตกกังวลจากการสอบ โดยในลูกเดือยประกอบไปด้วยสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี โพแทสเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก

ประโยชน์ต่องร่างกายของลูกเดือย คือ ป้องกันท้องผูก ช่วยเรื่องความจำและสมาธิ กระตุ้นเมแทบอลิซึม เพิ่มภูมิคุ้มกัน

3.เกาลัด

เกาลัดอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มบี โดยเฉพาะวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยให้ระบบปราสาททำงานปกติ ลดความเครียดจากการเรียน

ในเกาลัดมีคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี วิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน กระตุ้นเมแทบอลิซึม

4.กระหล่ำดอก

กระหล่ำดอกอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน โดยในกระหล่ำดอกมีสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินซี วิตามินเค แคโรทีน โพแทสเซียม แคลเซียม

ประโยชน์ของกระหล่ำดอกต่อร่างกาย คือ ป้องกันท้องผูก บำรุงสายตา ลดความเครียดจากการเรียน

5.ถั่วแขก

เส้นใยอาหารในถั่วแขกช่วยให้กระเพาะและลำไส้บีบตัวช่วยป้องกันปัญหาท้องผูก

ในถั่วแขกมีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม ซึ่งช่วยส่งเสริมเพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันท้องผูก

6.เก๋ากี้

การอ่านหนังสือเป็นเวลานานทำให้ดวงตาเมื่อยล้า การกินเก๋ากี้ที่อุดมไปด้วยแคโรทีนจะช่วยบำรุงสายตา

โดยในเก๋ากี้มีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี วิตามินอี แคโรทีน โพแทสเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ซึ่งช่วยลดความเครียดจากการเรียน ป้องกันท้องผูก บำรุงสมอง

7.ผีผา

กรดอินทรีย์ในผีผาช่วยดับกระหายและคลายร้อนเหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่สอบในช่วงฤดูร้อน

สารอาหารที่พบในผีผา ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินเอ สารฟลาโวนอยด์ แคโรทีน กรดอินทรีย์ โพแทสเซียม

ประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ช่วยป้องกันหวัด บำรุงสายตา

8.ไข่ไก่

สารเทเลซินและสารฟอสเฟทิดิลอินโซทอลในไข่ไก่เป็นสารอาหารที่สมองและเส้นประสาทขาดไม่ได้ ช่วยให้สมองแจ่มใส

ในไข่ไก่มีสารอาหารจำพวกโปรตีน คอเลสเตอรอล วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินดี วิตามินอี วิตามินเค แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส สังกะสี

ประโยชน์ของไข่ไก่ คือ บำรุงสายตา ลดความเครียดจากการเรียน

9.เนื้อหมู

เนื้อหมูอุดมไปด้วยวิตามินบี 1 ช่วยเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงานที่สมองและร่างกายต้องการ ในเนื้อหมูโปรตีน ไขมันวิตามินกลุ่มบี โคเอนไซม์คิวเทน โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี

ประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ทำให้มีสมาธิ ลดความเครียดจากการเรียน ความเมื่อยล้า

10.ปลาซาร์ดีน

ปลาซาร์ดีนอุดมไปด้วยกรดไขมัน DHA ที่จำเป็นต่อร่างกายช่วยกระตุ้นเซลล์สมอง ช่วยให้มีสมาธิ

ในปลาซาร์ดีนพบสารอาหารประเภทโปรตีน กรดไขมันโอเมกา 3 วิตามินกลุ่มบี วิตามินดี แคลเซียม ฟอสฟอรัส ตุเหล้ก ซิลีเนียม

ปลาซาร์ดีนมีประโยชน์ต่อร่างกายคือ ลดความเครียดจากการเรียน คลายความเมื่อยล้าของสมองและสายตา


ที่มา หนังสือกินเปลี่ยนชีวิต ด้วยอาหาร 100 ชนิดจากธรรมชาติ สนพ.นานมีบุ๊คส์

“กินอะไร ได้อย่างนั้น” อาหารที่ดีส่งเสริมสุขภาพช่วยให้มีร่างกายแข็งแรง และมีความสำคัญอย่างยิ่งในวัยเจริญเติบโตของหนูน้อย คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อพัฒนาการของลูกที่สมบูรณ์ในอนาคต

วันนี้ “มติชน อคาเดมี” นำเสนอเมนูอาหารรสชาติอร่อย ที่อุดมไปด้วยคุณค่าโภชนาการครบถ้วนเพื่อคุณหนูๆ ที่กำลังอยู่ในวัยหัดรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ ด้วยเมนู “สเต็กปลาแซลมอน” เสิร์ฟคู่กับ “สลัดผักและผลไม้ ราดน้ำสลัดเทาซันไอส์แลนด์” และ “สมูทตี้มะม่วงราสพ์เบอรี่” เครื่องดื่มผสมผสานรสหวานและรสเปรี้ยวอย่างลงตัว

พิเศษสุดๆ กับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ที่จะมาสร้างสรรค์เมนูอร่อยครบ 5 หมู่ โดยร่วมกับเชฟมืออาชีพจาก เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต คอยดูแลและให้คำแนะนำทุกขั้นตอน ในการทำเมนูอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับลูกน้อยให้แก่ครอบครัวของลูกค้าคนพิเศษ ในเวิร์คช็อป “Healthy Cooking for Kids by MBLT”

“เชฟปิแอร์ ริโมโน” (Chef Pierre Rimoneau) อาจารย์ผู้สอนประจำโรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต บอกเล่าถึงเวิร์คช็อปครั้งนี้ว่า เมนูอาหารที่เลือกมาได้แก่ สเต็กปลาแซลมอน รับประทานคู่กับสลัดผักและผลไม้ และสมูทตี้มะม่วงราสพ์เบอรี่ที่มีรสชาติกลมกล่อม หวานกำลังดี

เชฟปิแอร์ ริโมโน

“เมนูเหล่านี้ได้รับการคัดสรรมาแล้วเป็นอย่างดีว่าเป็นเมนูที่ทานง่าย เหมาะสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะสำหรับเด็ก เนื่องจากเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ยังคงไว้ด้วยรสชาติที่อร่อย สามารถรับประทานได้ง่าย ตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกๆ รับประทานผัก และผลไม้ได้เป็นอย่างดี”

ด้านบรรยากาศการเรียนทำอาหาร Healthy Cooking for Kids by MBLT ครั้งนี้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน เด็ก ๆ ตั้งใจทำอย่างแข็งขัน ทั้งหั่นผัก ล้างผลไม้ ลองทำน้ำสลัดด้วยตนเอง รวมไปถึงการลงมือย่างปลาแซลมอนกับคุณพ่อคุณแม่ มีเสียงหัวเราะคึกคักตลอดทั้งงาน พร้อมได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากเชฟของ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิตอีกด้วย

เปิดเคล็ดลับในการปรุงอาหารเพื่อสุขภาพให้อร่อย จากเชฟปิแอร์

สเต็กปลาแซลมอน

เชฟปิแอร์ บอกว่าปลาแซลมอนควรเป็นปลาคุณภาพดีที่มาจากแหล่งธรรมชาติ ซึ่งจะมีเนื้อหวานอร่อย และอุดมไปด้วยไขมันชนิดดี มีกรดไขมันโอเมก้า 3 โปรตีน และวิตามินต่างๆ ช่วยในการบำรุงสุขภาพและสมอง

“การเลือกปลาทั้งตัว ตาต้องใส เหงือกมีสีแดงสด ไม่มีกลิ่นเหม็นและเมือกใส หากเลือกปลาที่แล่เป็นชิ้นแล้ว เกล็ดปลาต้องยังติดแน่น ไม่มีกลิ่นเหม็น เนื้อปลาแน่นและคืนตัวเมื่อกดลงไป”

สำหรับเคล็ดลับในการย่างปลาแซลมอนในกระทะให้อร่อยนั้น ต้องอาศัยการใช้อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 43 – 45 องศาเซลเซียส จนได้เนื้อปลาสีสวย น่ารับประทาน หากระหว่างย่างมีควันขึ้น ให้ยกกระทะออกจากเตาก่อน เพื่อให้หายร้อน และเมื่อควันหายไปจึงยกกลับมาย่างใหม่ ซึ่งง่ายกว่าที่เราจะไปปรับหมุนหัวเเก๊สเพื่อปรับไฟ

“กว่าจะปรับหาไฟในจุดที่สุกพอดีก็จะลำบาก เพราะฉะนั้นให้ดึงกระทะออกมาดีกว่า ต้องใจเย็นๆ อย่าใจร้อน ใช้ไฟอ่อนๆ พอปลาสุกได้ครึ่งชิ้น ให้ยกกระทะออกมาพักไว้แล้วปิดฝาให้สนิท ให้ความร้อนที่มีอยู่ระอุให้เนื้อปลาชิ้นข้างบน ค่อยๆสุกไปทีละนิด”

โดยปกติแล้วการย่างปลาทั่วไปจะใช้วิธีพลิกปลาไปมาจนสุก แต่สำหรับสเต็กปลาแซลมอนในเวิร์คช็อปครั้งนี้ ได้ใช้วิธีการย่างแบบด้านเดียว หรือที่เรียกว่า “Unilateral” เพื่อไล่ระดับความสุกให้ทั่วทั้งชิ้น และยกระดับรสชาติของปลาด้วยเกลือและพริกไทยเป็นขั้นตอนสุดท้าย การย่างด้วยวิธีนี้จะทำให้เนื้อปลาไม่สุกจนเกินไป แต่ยังคงความนุ่ม ฉ่ำ เมื่อรับประทานแล้วจะได้รสหวานในเนื้อปลาจากธรรมชาติได้มากกว่าการย่างแบบปกติ

 

สลัดผักและผลไม้ ราดน้ำสลัดเทาซันไอส์แลนด์

มาถึงเมนูเพื่อสุขภาพที่จะทำให้รักการกินผักขึ้นมา โดยเชฟปิแอร์บอกถึงการเลือกผักสลัดและผลไม้ชนิดต่างๆ ว่าควรมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีรสชาติหวาน อร่อย ถูกปากเด็กๆ อย่างแอปเปิลเขียว แอปเปิลแดง องุ่นเขียว องุ่นแดง สตรอว์เบอรี่ และมะม่วง ที่ล้วนมีส่วนช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ อุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคมะเร็ง อีกทั้งยังเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยทำให้ผิวพรรณสวยใส เปล่งปลั่ง ดูมีสุขภาพผิวที่ดี

“นอกจากคุณค่าทางอาหารและรสชาติของผักและผลไม้แต่ละชนิดแล้ว ผู้ประกอบอาหารยังต้องคำนึงถึงรสชาติโดยรวมที่ต้องสามารถเข้ากันได้ดี และมีสีสันที่สวยงามน่ารับประทานเมื่อนำมาคลุกรวมกับน้ำสลัด”

พร้อมบอกเคล็ดลับในการทำน้ำสลัดว่า ถ้าเราละลายเกลือกับน้ำส้มสายชูก่อน เกลือจะละลายได้ แต่ถ้าไม่ละลายก่อนเเล้วใส่น้ำมันลงไปเลย เกลือจะไม่ละลายในน้ำมัน เเล้วจะเห็นว่ามายองเนสจะมีจุดขาวๆ อยู่ ทำให้ไม่สวยงาม เพราะกว่าเกลือจะละลายได้ต้องอาศัยความชื้นจากมัสตาร์ด ทำให้มองเห็นเป็นจุด เนื้อก็จะไม่สวย จึงต้องละลายเกลือให้เรียบร้อยเสียก่อน อีกทั้งให้ค่อยๆ รินน้ำมันเป็นเส้นบางๆ ไปเรื่อยๆ อีกมือหนึ่งก็ตีไปไม่ต้องหยุด เพื่อให้น้ำมันเข้าเป็นเนื้อเดียวกันกับส่วนผสมที่อยู่ในชาม ค่อยๆ คลายเป็นเนื้อครีมข้นๆ ขึ้นมา

“น้ำสลัดที่ใช้ควรคัดสรรวัตถุดิบที่ไม่มีสารเคมีและวัตถุเจือปน เพื่อมาเป็นตัวช่วยเสริมรสชาติของสลัดผักและผลไม้ หนึ่งในน้ำสลัดที่เหมาะสำหรับเด็กมากที่สุดคือน้ำสลัดเทาซันไอส์แลนด์ เนื่องจากเป็นน้ำสลัดชนิดที่รับประทานง่าย และมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์”

เครื่องดื่มสมูทตี้มะม่วงราสพ์เบอรี่

ตามมาติดๆ ด้วยเมนูเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์หลากหลายอย่าง “สมูทตี้มะม่วงราสพ์เบอรี่” ซึ่งเชฟปิแอร์บอกว่าเป็นสูตรที่ผสมกันระหว่างผลไม้ไทย ที่มีรสชาติหวานโดดเด่น บวกกับความเปรี้ยวของราสพ์เบอร์รี่ที่จะมอบความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าตลอดทั้งวัน เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว และเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ โดยเทคนิคการทำนั้นไม่ควรปั่นนานจนเกินไป

ปิดท้ายด้วยเคล็ดลับในการปรุงอาหารเพื่อสุขภาพให้อร่อยจากเชฟปิแอร์ของ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต นั่นก็คือ “คุณภาพ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการปรุงอาหารเพื่อสุขภาพที่เชฟทุกคนให้ความใส่ใจเป็นอันดับแรก การปรุงอาหารจึงควรมีความพิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากคุณค่าทางอาหารของวัตถุดิบแต่ละชนิดแล้ว ยังทำให้อาหารมีรสชาติอร่อยจากธรรมชาติโดยไม่ต้องปรุงแต่งรสชาติมากอีกด้วย

เรียกได้ว่าเต็มอิ่มทั้งความรู้ อาหารและความสนุกสนานกับเวิร์คช็อปสุดพิเศษ Healthy Cooking for Kids by MBLT กันอย่างเต็มที่ โดยคุณ “ไมเคิล บราวน์” กรรมการบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ฝากถึงกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ได้มุ่งสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้าและบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจและให้การสนับสนุนบริการของเราด้วยดีเสมอมา โดยแต่ละกิจกรรมจะตรงกับความสนใจ และไลฟ์สไตล์ของลูกค้า โดยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ทุกครอบครัวเล็งเห็นถึงความสำคัญของอาหารที่มีประโยชน์ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง”

1.ข้าวโอ๊ต

ข้าวผสมธัญพืชอุดมไปด้วยกรดนิโคทินิก (วิตามินบี 3) และวิตามินบี 12 ช่วยให้กำลังวังชาและสมองของคนทำงานอยู่ในสภาพเตรียมพร้อม

โดยในข้าวโอ๊ตนี้มีคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินบี วิตามินอี วิตามินเค แคลซียม ธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยบรรเทาความเครียด กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด คลายความเมื่อยล้า

2.เมล็ดฟักทอง

เมล็ดฟักทองมีวิตามินอีที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เหมาะสำหรับคนที่ต้องนั่งนานๆ จนเกิดปัญหาเส้นเลือดขอด

สารอาหารที่พบในเมล็ดฟักทอง ได้แก่ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินอี โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก สังกะสี

ประโยชน์ต่อร่างกาย คือ กำจัดความเมื่อยล้าของหลัง ไหล่ อาการมือเท้าชา กระตุ้นเมแทบอลิซึม เพิ่มภูมิคุ้มกัน

3.ใบมันเทศ

กินใบมันเทศที่อุดมไปด้วยวิตามินเอในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อบำรุงสุขภาพของทางเดินหายใจให้แข็งแรง ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคและแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย

ในใบมันเทศพบสารอาหารหลายชนิด คือ เส้นใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินซี แคโรทีน โพแทสเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก คลอโรฟิลล์ ซึ่งช่วยบำรุงสายตา ขจัดสารพิษ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

4.แอปเปิล

สารเพกทินในแอปเปิลจะดูดซึมสารพิษในลำไส้และขับออกจากร่างกายพร้อมอุจจาระ

โดยสารอาหารที่พบในแอปเปิล ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร โพแทสเซียม ซิลีเนียม กรดอินทรีย์ ประโยช์ต่อร่างกายคือบรรเทาอาการท้องผูก ลดคอเลสเตอรอล

5.เชอร์รี

เชอร์รีมีวิตามินซีและสารฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับคนทำงาน

โดยในเชอร์รีมีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินซี สารฟลาโวนอยด์ โพแทสเซียม แคลเซียม ซึ่งช่วยลดความเครียดจากงาน เพิ่มภูมิคุ้มกัน

6.กีวี

กีวีอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยบำรุงเม็ดเลือดขาวให้แข็งแรง เพิ่มภูมิคุ้มกัน

สารอาหารที่พบในกีวี ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินซี โฟเลต โพแทสเซียม แคลเซียม ซึ่งช่วยบำรุงสายตา เพิ่มภูมิคุ้มกัน คลายความเมื่อยล้าและความเครียดจากการทำงาน

7.ไข่ไก่

คนทำงานที่ต้องใช้สมองเป็นประจำ ควรกินไข่ไก่ที่มีสารเลซิทินและสารฟอสเฟทิดิลอิโนซิทอล เพื่อบำรุงสมองทำให้ตัดสินใจได้ดี

ในไข่ไก่พบสารอาหารประเภทโปรตีน คอเลสเตอรอล วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินดี วิตามินอี วิตามินเค แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส สังกะสี

ประโยชน์ของไข่ไก่ ได้แก่ เพิ่มภูมิคุ้มกัน บรรเทาความเครียดจากการทำงาน บำรุงสมอง

8.ปลาไหล

ธาตุเหล็กในปลาไหลช่วยเพิ่มออกซิเจนที่อวัยวะต่างๆ ต้องการและกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยบรรเทาความเมื่อยล้าบริเวณหลังและไหล่

ในปลาไหลมีสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน คอเลสเตอรอล วิตามินเอ วิตามินเอ12 วิตามินดี วิตามินอี โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม ธาตุเหล็ก ชิลีเนียม

ประโยชน์ของปลาไหล คือ ช่วยบำรุงตับ ควบคุมความดันโลหิตและคอเลสเตอรอล บำรุงสายตา กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

9.ปลาค็อด

ปลาค็อดอุดมไปด้วยกรดไขมัน EPA และ DHA ช่วยกระตุ้นเซลล์สมองให้ตื่นตัว

ในปลาค็อดพบสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน วิตามินดี โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม ซีลีเนียม กรดทอรีน

ประโยชน์คือช่วยบำรุงตับ ควบคุมความดันโลหิตและคอเลสเตอรอล บำรุงสายตา กระตุ้นการไหลเวียนการเลือด

10.หอยเป๋าฮื้อ

หอยเป๋าฮื้ออุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มบี ช่วยให้จิตใจแจ่มใส เสริมอีคิว

ในหอยเป๋าฮื้อมีสารอาหารหลายชนิด ได้แก่ โปรตีน วิตามินกลุ่มบี โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก สังกะสี ซึ่งกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดความเครียดจากงาน คลายความเมื่อล้าบริเวณหลังไหล่


ที่มา หนังสือกินเปลี่ยนชีวิต ด้วยอาหาร 100 ชนิดจากธรรมชาติ สนพ.นานมีบุ๊คส์

นี่คืออาหาร 20 ชนิดที่ขจัดสารพิษได้ดีมาก มีส่วนช่วยให้ระบบการขจัดสารพิษทำงานอย่างปกติ ขจัดสารพิษออกจากร่างกายอย่างหมดจด ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพดี

โดยเรียงจากอันดับยอดนิยมจาก 1-20 ดังนี้

1.มันเทศ

ช่วยขจัดสารพิษออกจากลำไส้ กำจัดพิษ ป้องกันโรคมะเร็ง ขจัดคอเลสเตอรอลส่วนเกิน ช่วยไตขจัดสารพิษ กำจัดสารพิษที่มีฤทธิ์เป็นกรด

2.สาหร่ายทะเล

ขจัดคอเลสเคอรอลส่วนเกิน ช่วยให้ขับถ่ายคล่อง ช่วยไตขจัดสารพิษ ป้องกันมะเร็ง ขจัดสารโลหก ฟอกเลือด

3.ถั่วเขียว

ขจัดสารพิษร้อนภายในร่างกาย ขจัดสารโลหะ ช่วยขจัดสารพิษทางอุจจาระ ลดคอเรสเตอรอลและไขมันที่มีฤทธิ์เป็นกลางในเลือด แก้พิษจากเหล้า

4.ใบมันเทศ

ขจัดสารพิษ ป้องกันโรคมะเร็ง ขจัดสารพิษออกจากลำไส้และเลือด ลดความอ้วน

5.เห็ดหูหนู

ลดคอเลสเตอรอลและสารพิษในเลือดช่วยขจัดสารพิษทางปัสสาวะและอุจจาระ ป้องกันมะเร็ง

6.กุยช่าย

กระตุ้นให้ร่างกายขับพิษ ควบคุมเชื้อโรคบางชนิด ขจัดสารส่วนเกินออกจากเลือดเจือจางพิษที่อยู่ในร่างกาย

7.เห็ดหอม

ขจัดสารพิษ แก้อักเสบ บำรุงไตเพื่อให้ขจัดสารพิษได้ตามปกติ ทำความสะอาดและขจัดสารพิษที่อยู่ในลำไส้และเลือด ป้องกันมะเร็ง

8.หอมหัวใหญ่

ช่วยเสริมการขจัดสารพิษของตับทำความสะอาดเลือด ช่วยไตขับพิษออกทางปัสสาวะ ขจัดสารพิษออกจากลำไส้

9.ฟักทอง

ขจัดสารพิษออกจากลำไส้ ขจัดสารปรอทออกจากร่างกาย ขับพิษออกทางปัสสาวะป้องกันพิษของโรคมะเร็ง

10.ข้าวโอ๊ต

ลดคอเลสเตอรอลและไขมันที่มีฤทธิ์เป็นกลางในเลือด ขจัดสารพิษออกจากลำไส้ ควบคุมสารพิษที่ทำให้แก่

11.บร็อกโคลี

ช่วยตับขจัดสารพิษ ป้องกันมะเร็ง ขจัดสารพิษในเลือด ขับพิษออกทางอุจจาระ

 

12.แอปเปิล

ช่วยให้การขับถ่ายดี ขับสารโลหะหนัก เช่น สารตะกั่วออกจากร่างกาย ขจัดสารพิษที่มีฤทธิ์เป็นกรด

13.หน่อไม้ฝรั่ง

ขจัดสารพิษจากไต ขจัดสารโฮโมซิสทีน ส่วนเกินในเลือด ช่วยตับขจัดสารพิษ

14.มะระ

ขจัดสารพิษในลำไส้และสารพิษที่เกิดจากสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด ป้องกันมะเร็ง

15.แครอท

ดับรร้อน ขจัดสารพิษ ขจัดสารปรอทออกจากร่างกาย ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี ป้องกันโรคมะเร็ง

16.ปวยเล้ง

ทำความสะอาดเลือด ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ป้องกันโรคมะเร็ง

17.สตรอว์เบอร์รี

ขจัดสารพิษออกจากลำไส้ ขัดขวางสารก่อมะเร็ง ควบคุมสารพิษที่ผิวหนังและกล้ามเนื้อ

18.ข้าวกล้อง

ขจัดสารพิษในลำไส้ ขจัดสารพิษที่มีฤทธิ์เป็นกรด ช่วยให้ตับขจัดสารพิษได้ดีขึ้น

19.เชอร์รี

ขจัดสารพิษออกจากไต ขจัดสารพิษในเลือด ป้องกันสารก่อมะเร็ง

20.ผักบุ้ง

ขจัดสารพิษออกจากเลือด ข่วยให้การขับถ่ายดี ควบคุมสารก่อมะเร็ง

 


ข้อมูล หนังสือกินเปลี่ยนชีวิตด้วยอาหาร 100 ชนิด จากธรรมชาติ สนพ.นานมีบุ๊คส์

สีทั้ง 5 ของอาหาร ได้แก่ สีเขียว สีแดง สีเหลือง สีขาว และสีดำ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอวัยวะภายในทั้ง 5 ของร่างกาย คือ ถ้าตับ หัวใจ ม้าม ปอด และไต อวัยวะภายในจะมีความเกี่ยวข้องและส่งผลต่อกัน เช่น ถ้าตับทำงานหนักเกินไปจะเป็นอันตรายต่อม้าม ม้ามทำงานหนักเกินไปจะเป็นอันตรายต่อไต เพราะฉะนั้น จึงควรกินอาหารทั้ง 5 สีอย่างสมดุล เมื่อเข้าใจความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างสีของอาหารกับสุขภาพแล้ว ก็ลองจับคู่สีของอาหารดูว่าอาหารมื้อต่อไปจะได้เป็นอาหารที่กินแล้วมีความสุขและทำให้สุขภาพแข็งแรง

สีเขียว…ดีต่อตับ

สารอาหารหลัก: เส้นใยอาหาร โฟเลต วิตามินซี โพแทสเซียม
ดีต่อร่างกายอย่างไร: อาหารสีเขียวส่วนใหญ่มักเป็นผักและเต็มไปด้วยเส้นใยอาหาร ช่วยกระตุ้นให้กระเพาะและลำไส้บีบตัว ขับพิษออกจากร่างกาย ไม่ให้ตกค้างอยู่ในร่างกายจนถูกลำไส้ดูดซึม ซึ่งจะกลายเป็นการเพิ่มภาระให้กับอวัยวะที่มีหน้าที่กำจัดพิษในร่างกายอย่างตับ ดังนั้นอาหารที่มีสีเขียวจึงเป็นอาหารที่ส่งผลดีต่อตับ ช่วยขจัดสารพิษ ส่วนวิตามินซีจะมีสารแอนติออกซิแดนต์ มีประโยชน์ในด้านความสวยความงาม ชะลอความแก่ และเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย

อาหารที่มีสีเขียวมีอะไรบ้าง
ผักใบเขียว: ปวยเล้ง ผักบุ้ง บร็อกโคลี ตั้งโอ๋ พริกหยวก ต้นหอม ขึ้นฉ่าย หน่อไม้ฝรั่ง ว่านหางจระเข้ มะละกอดิบ แตงกวา บวบ ถั่วลันเตา ถั่วแขก
ผลไม้สีเขียว: ฝรั่ง เมลอน กีวี

สีแดง…ดีต่อหัวใจ

สารอาหารหลัก: ธาตุเหล็ก วิตามินเอ บีตาแคโรทีน ไลโคปีน โปรตีน ไขมัน
ดีต่อร่างกายอย่างไร: อาหารสีแดงจัดอยู๋ในหมู่อาหารที่มีฤทธิ์อุ่นและร้อนให้พลังงานสูง ส่วนมากมีธาตุเหล็กสูง มีคุณสมบัติในการบำรุงและผลิตเลือด ป้องกันและรักษาโรคโลหิตจางที่มีสาเหตุมาจากการขาดธาตุเหล็ก คลายความเมื่อยล้า ทำให้เลือดสูบฉีดดี ใบหน้ามีเลือดฝาด ผลไม้สีแดงมีบีตาแคโรทีนสูง ป้องกันสารอนุมูลอิสระที่เป็นโทษต่อร่างกาย ป้องกันโรคมะเร็ง ชะลอความแก่ บำรุงผิวและเนื้อเยื่อ ป้องกันหวัด นอกจากนี้ สีของอาหารยังกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารได้อีกด้วย

อาหารที่มีสีแดงมีอะไรบ้าง
ผักสีแดงและสีส้ม: ฟักทอง แครอต พริกหวานสีแดง พริกสีแดง
เนื้อสัตว์สีแดง: วัว หมู แพะ และเครื่องในสัตว์ต่างๆ

สีเหลือง…ดีต่อม้าม

สารอาหารหลัก: คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ วิตามินซี แคโรทีน
ดีต่อร่างกายอย่างไร: อาหารสีเหลืองส่วนใหญ่มักอุดมไปด้วยแคโรทีน และวิตามินซี ซึ่งมีสารแอนติออกซิแดนต์ ช่วยชะลอความแก่ เมื่อรวมกับวิตามินเอจะช่วยป้องกันโรคกระเพาะอักเสบ แผลในกระเพาะและลำไส้ โรคจากการติดเชื้อต่างๆ คาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในอาหารเป็นแหล่งผลิตพลังงานที่สำคัญ มีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และระบบภูมิคุ้มกัน บำรุงม้ามและกระเพาะ ช่วยให้มีสมาธิ ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ มือเท้าเย็น เป็นโรคเรื้อรังเกี่ยวกับทางเดินอาหารควรกินเยอะๆ

อาหารที่มีสีเหลืองมีอะไรบ้าง
ธัญพืช: ข้าวซ้อมมือ ข้าวฟ่าง
ผลไม้สีเหลือง: ข้าวโพด แครอต มะละกอ มันทศ ส้ม กล้วย สับปะรด มะเฟือง ฟักทอง พุทราจีน
ไข่แดง ถั่วเหลือง

สีขาว…ดีต่อปอด

สาอาหารหลัก: โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม
ดีต่อร่างกายอย่างไร: อาหารสีขาว เช่น ลูกแพร์ ช่วยบำรุงปอด แก้ไข มีประโยชน์ต่อระบบหายใจ นมวัว โยเกิร์ต เต้าหู้อุดมไปด้วยแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก อาหารประเภทปลา นม และไข่ให้โปรตีนแก่ร่างกาย ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย ส่วนอาหารสีขาวจำพวกข้าวและเส้นก๋วยเตี๋ยวจะให้คาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งของพลังงานและสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย นอกจากนี้ต้นหอม และกระเทียมยังมีสารประกอบออร์กาโนซัลเฟอร์ (organosulfur compound) ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และมีส่วนช่วยในการเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย

อาหารที่มีสีขาวมีอะไรบ้าง
ธัญพืชและผลไม้มีเปลือก: ข้าวขาว ข้าวเหนียว เส้นก๋วยเตี๋ยว อัลมอนด์ เม็ดบัว
ผลไม้สีขาว: ฮ่วยซัว หน่อไม้ หัวไชเท้า กะหล่ำดอก ฟัก หอมหัวใหญ่ เห็ดเข็มทอง เห็ดหูหนูขาว ลูกแพร์ ส้มโอ มะพร้าว เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ นมวัว โยเกิร์ต
เนื้อไก่และปลา

สีดำ…ดีต่อไต

สารอาหารหลัก: วิตามิน ธาตุเหล็ก แคลเซียม สังกะสี ซีลีเนียม และแอนโทไซยานิน (anthocyanin: กลุ่มของสารสีที่ทำให้ดอกไม้และพืชเป็นสีม่วงแดง)
ดีต่อร่างกายอย่างไร: เปลือกภายนอกที่มีสีดำ หรือสีเข้มของอาหารเกิดจากสารแอนโทไซยานิน ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินอีและแร่ธาตุ มีส่วนช่วยในการกระตุ้นแอนติออกซิแดนต์ และการไหลเวียนของเลือด กำจัดสารอนุมูลอิสระที่อยู่ในร่างกาย

อาหารที่มีสีดำมีอะไรบ้าง
ธัญพืชและผลไม้มีเปลือก: ข้าวหอมนิล งาดำ เกาลัด
ผักสีดำและถั่ว: มะเขือม่วง มัลเบอร์รี บ๊วย ลูกพลับ องุ่น ถั่วดำ
สาหร่ายและเห็ด: สาหร่ายจีฉ่าย สาหร่ายคมบุ สาหร่ายทะเล เห็ดหอม
เนื้อสัตว์: ไก่ดำญี่ปุ่นหรือซิลกี (silkie)

 


ข้อมูลจากหนังสือ กินเปลี่ยนชีวิตด้วยอาหาร 100 ชนิด จากธรรมชาติ สนพ.นานมีบุ๊คส์

การแข่งขันที่ดุเดือดในวงการอาหารทำให้นวัตกรรมกลายเป็นอาวุธสำคัญของผู้ประกอบการทุกราย ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ รายเล็กหรือเจ้าตลาด เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ ด้วยการนำเสนอฟังก์ชั่นเสริม การแปรรูป ไซซิ่งหรือดีไซน์-วัสดุแพ็กเกจจิ้ง ที่ตอบโจทย์ในเรื่องของความสะดวก เทรนด์สุขภาพ ไปจนถึงควบคุมต้นทุนด้านต่าง ๆ หวังสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและสร้างโอกาสโกอินเตอร์

ปีนี้งาน “ไทยเฟค 2018” (Thaifex 2018) ซึ่งเพิ่งจัดจบลงไปไม่นานมานี้ จากการสำรวจยังคงเต็มไปด้วยนวัตกรรมที่แบรนด์ต่าง ๆ ขนมาประชันกันอย่างคึกคัก “ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับผู้บริหารหลายรายถึงนวัตกรรมไฮไลต์และแนวคิดเบื้องหลัง รวมถึงเป้าหมายที่วางไว้

“วันทนี แสงอุทัย” รองประธานกรรมการ บริษัท ลัคกี้ ยูเนี่ยน ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารทะเลแปรรูปจากเนื้อปลาบด แบรนด์คานิ แฟมิลี่ (Kani family) กล่าวว่า เทรนด์สแนกส์หรือขนมกินเล่นกำลังมาแรงในหลายเซ็กเมนต์รวมถึงอาหารแช่เย็น เนื่องจากตอบโจทย์ผู้บริโภคหลายกลุ่ม ทั้งนักเรียนนักศึกษาและคนทำงาน ขณะเดียวกันแพ็กเกจที่เล็ก กินสะดวกและราคาเข้าถึงง่าย ยังช่วยเพิ่มความถี่ในการบริโภค

เพื่อจับกระแสนี้จึงส่งสินค้าไฮไลต์เป็นปูอัดแช่เย็นแพ็กเกจไซซ์เล็ก 2 ชิ้นรวม 60 กรัม ราคา 43 บาท พร้อมน้ำจิ้มในตัวสามารถถือทานได้ด้วยมือเดียว จากเดิมที่มีขนาด 250 และ 500 กรัม มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงาน นักเรียน นักศึกษา โดยปูพรมช่องทางโมเดิร์นเทรดและออนไลน์ พร้อมเดินสายจัดอีเวนต์ชม-ชิมสร้างการรับรู้ทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน กำลังศึกษาการใช้แพ็กเกจสกินแพ็กที่เน้นรูปร่างสินค้าซึ่งกำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศ เชื่อว่าในระยะยาวจะช่วยให้สามารถชิงตำแหน่งเจ้าตลาดปูอัดได้แน่นอนเช่นเดียวกับ ส.ขอนแก่น ที่จับกระแสสแนกส์ด้วยนวัตกรรมแพ็กเกจจิ้งแบบใหม่ ซึ่ง “จรัญพจน์ รุจิราโสภณ” รักษาการประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและการขาย บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างพัฒนานวัตกรรมซองขนมแบบใสสามารถมองเห็นสินค้าภายในได้ โดยที่ระยะเวลาการเก็บรักษาไม่ลดลงเพราะถูกแสง หวังตอบรับดีมานด์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นของภายในก่อนเลือกซื้อ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีหน้า เช่นเดียวกับแผนต่อยอดสู่ธุรกิจด้านอื่น ๆ ทั้งขนม ของฝากและท่องเที่ยว ทั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับภาพลักษณ์กลุ่มอาหารพื้นเมืองให้ทันสมัย

โดยขณะนี้เริ่มปรับแพ็กเกจจิ้งและเปิดตัวหมูยอโบราณสูตรเห็ดหอม ชูรสชาติ ดีไซน์เรียบหรูทันสมัยและราคาจับต้องได้

ขณะที่เครื่องดื่มอย่าง “เซ็ปเป้” ก็โดดร่วมกระแสสแนกส์ด้วย “วรพงศ์ เกียรติดำรงวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยแผนรุกตลาดสแนกส์ด้วย “ซีแม็กซ์” ขนมย่างเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีจุดขายที่วัตถุดิบจากปลาทะเล 90% ไม่มีไขมัน พร้อมระดมทำตลาดผ่านสื่อดิจิทัลสร้างการรับรู้กับผู้บริโภครุ่นใหม่ฐานใหญ่ในกระแสสุขภาพ

ส่วน “ดอยคำ” ก็ยังคงเน้นแนวสุขภาพ โดยต่อยอดแตกไลน์ผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศและเครื่องดื่มสมุนไพรไม่ใส่น้ำตาล “พิพัฒพงศ์ อิศรเสนาณ อยุธยา” กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ระบุว่า ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับมะเขือเทศเพิ่มเติม เช่น มะเขือเทศเข้มข้น ซอสมะเขือเทศ มะเขือเทศทาขนมปัง ฯลฯ รองรับความต้องการของทุกฝ่าย ทั้งผู้บริโภคทั่วไป อุตสาหกรรมส่งออก และธุรกิจโรงแรม พร้อมกับเปิดชิมสินค้าเครื่องดื่มสมุนไพรสูตรไม่เติมน้ำตาล ทั้ง 3 รสชาติ ได้แก่ น้ำเจียวกู้หลานและดอกคำฝอย, น้ำใบแปะก๊วยและหล่อฮั่งก้วย, น้ำเก๊กฮวยและคาโมไมล์ เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้ที่ต้องการควบคุมปริมาณน้ำตาลและใส่ใจสุขภาพ

ด้านกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารก็คึกคักไม่แพ้กัน โดย “อิเนส ชาดอนเน่ต์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บลูสไปซ์ จำกัด ผู้ผลิต จัดจำหน่าย และส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรส พริกแกงน้ำจิ้ม แบรนด์ “บลู เอเลเฟ่นท์” ระบุว่า ปีนี้เน้นจับเทรนด์สุขภาพมีไฮไลต์เป็นพริกแกงสูตรใหม่ไม่ใส่สารเติมแต่งใด ๆ รวมถึงสารกันบูด แต่สามารถเก็บไว้ได้ถึง 18 เดือน โดยรสชาติไม่เปลี่ยนแปลง มีทั้งแกงกะหรี่ แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน และต้มยำ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่ต้องการอาหารที่ปลอดสารเติมแต่ง

ขณะเดียวกันได้พัฒนาแพ็กเกจจิ้งไซซ์ใหม่แบบซิงเกิล เสิร์ฟพอดีสำหรับกินคนเดียว จากเดิมที่มีไซซ์ใหญ่เท่านั้น เพื่อรับดีมานด์ของคนรุ่นใหม่ที่อาศัยในคอนโดมิเนียมหรือครอบครัวเล็ก นอกจากนี้ยังมีชุดอาหารพร้อมปรุง ซึ่งรวมซอสหรือเครื่องแกงหลัก และส่วนผสมอื่น ๆ เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว ถั่ว พริกป่น เช่น ชุดผัดไทย ชุดข้าวซอย ฯลฯ ไว้ในแพ็กเดียวเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำอาหารแบบวันสต็อป

เช่นเดียวกับ “วรนันท์ ทวีแสงพานิชย์” กรรมการบริหาร บริษัท ไทยแทน ฟู้ดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ครึ่งปีหลังนี้เดินหน้ารุกตลาดกะทิ ด้วย “กะทิขวด เรียลไทย” ชูจุดขายด้านความสะดวกในการใช้งานจากแพ็กเกจจิ้งแบบขวดพลาสติกฝาเกลียวขนาด 210-2,000 มิลลิลิตร แตกต่างจากคู่แข่งที่เป็นกล่องกระดาษ ตอบโจทย์ทั้งร้านค้าและครัวเรือน โดยให้บริษัท ไทย อกริ ฟู๊ดส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด อาทิ เดอะมอลกรุ๊ป ตั้งฮั่วเส็ง แม็คโคร บิ๊กซี วิลล่ามาร์เก็ต ฟู้ดแลนด์ ซีพีเฟรชมาร์ท และแม็กซ์แวลู รวมถึงเจรจากับเซเว่นอีเลฟเว่นและเทสโก้ โลตัสเพื่อวางสินค้าเร็ว ๆ นี้ หวังชิงส่วนแบ่งจากตลาดกะทิสำเร็จรูปมูลค่า 6,000 ล้านบาท ที่เติบโตต่อเนื่องตามจำนวนร้านอาหารที่เพิ่มขึ้น

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนถึงเทรนด์หลักของวงการอาหารในครึ่งหลังของปีนี้ ที่ขนมขบเคี้ยวและอาหารสุขภาพ ที่อร่อย-กินง่าย กลายเป็นปัจจัยแข่งขันสำคัญของตลาดที่ผู้เล่นแต่ละรายพยายามนำเสนอเพื่อชิงฐานลูกค้า

 


ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

กินอาหารให้จิตใจสบาย! 20 อาหารสุขภาพยอดนิยม ที่ช่วยลดความเครียด

นอกจากกินอาหารให้อิ่มท้องแล้ว อาหารที่ดียังช่วยคลายเครียดได้อีกด้วย เรามากินอาหารให้จิตใจสบาย อารมณ์แจ่มใส และร่างกายได้รับประโยชน์กัน

โดยมีอาหาร 20 ชนิด ที่ช่วยลดความเครียดมาจัดอันดับไว้ ซึ่งอาหารเหล่านี้มีสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับระบบสั่งการของประสาทด้านอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสารโดพามีน สารอะดรีนาลีน หรือฮอร์โมนเซโรโทนิน

ประโยชน์ของอาหารที่มีสารอาหารช่วยลดความเครียดนั้นจะช่วยควบคุมอารมณ์ ทำให้จิตใจแจ่มใส ซึ่งสารกลุ่มนี้คือโดพามีน กรดทริปโตเฟน กรดไทโรซีน กรดไขมันโอเมกา 3 วิตามินกลุ่มบี วิตามินซี คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม แมกนีเซียม

ส่วนสารอาหารที่ช่วยลดอาการตื่นเต้นและความเครียด คือวิตามินกลุ่มบี วิตามินซี แมกนีเซียม แคลเซียม สังกะสี กรดทริปโตเฟน กรดไทโรซีน คาร์โบไฮเดรต

ส่วนสารอาหารแก้อาหารนอนไม่หลับ คือ กรดทริปโตเฟน คาร์โบไฮเดรต วิตามินกลุ่มบี แมกนีเซียม ส่วนสารอาหารที่ช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและภาวะประสาทเปลี้ย คือ กรดไขมันโอเมกา 3 วิตามินกลุ่มบี วิตามินซี สารโดพามีน กรดทริปโตเฟน กรดไทโรซีน แคลเซียม สังกะสี

บรรเทากลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน คือ คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม วิตามินบี 6 บรรเทาอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง คือ วิตามินกลุ่มบี แคลเซียม แก้อาหารหลงลืม กระตุ้นการทำงานของสมอง กรดไขมันโอเมก้า 3 วิตามินกลุ่มบี สารโดพามีน กรดไทโรซีน สารเลซิทิน

บรรเทาอาการปวดหัวจากความเครียด คือ สารแมกนีเซียม แคลเซียม และป้องกันไม่ให้เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจเนื่องจากความเครียด คือ แมกนีเซียม แคลเซียม

โดย 20 อันดับอาหารที่ช่วยลดความเครียด มีดังนี้

1.เม็ดบัว อุดมไปด้วยวิตามินบี แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และกรดทริปโตเฟน การกินเม็ดบัวทำให้จิตใจผ่อนคลาย ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ขี้ลืม และกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน บรรเทาอาการปวดหัวจากความเครียด ป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบประสาท

2.ถั่วลิสง อุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มบี ช่วยบำรุงประสาทช่วงก่อนมีประจำเดือน ผู้หญิงควรกินอาการที่มีวิตามินบี 6 เพราะจะทำให้จิตใจสงบขึ้น ป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบประสาท แก้อาการขี้ลืม และบรรเทาอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง

3.ชีส ผู้ที่มีความเครียดสูงควรกินชีสที่มีกรดไทโรซีน เพราะช่วยเพิ่มสารที่ใช้ในการสั่งงานของระบบประสาทและช่วยลดความเครียด และฟื้นฟูกำลังวังชา ป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบประสาท บรรเทากลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน ลดอาการตื่นเต้น และความเครียด ช่วยเรื่องความจำ

4.วอลนัต อุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มบี เป็นยาคลายเครียดจากธรรมชาติ ช่วยให้ระบบประสาททำงานตามปกติ แก้อาการนอนไม่หลับ บรรเทาอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง ป้องกันภาวะประสาทเปลี้ย ป้องกันโรคหัวใจ

5.กล้วย มีสารแอคคาลอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติกระตุ้นประสาทและเพิ่มความมั่นใจ แก้อาการนอนไม่หลับ ลดอาการตื่นเต้น และความเครียด บรรเทากลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน ป้องกันภาวะประสาทเปลี้ย

6.ถั่วเหลือง มีแมกนีเซียมและแคลเซียมช่วยให้ระบบประสาทมั่นคง ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การกินถั่วเหลือในปริมาณที่พอเหมาะช่วยลดความเครียด บำรุงสมอง สมองกันโรคหัวใจ แก้อาการนอนไม่หลับ บรรเทาอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง

7.เต้าหู้ กรดทริปโตเฟนในเต้าหู้จะช่วยให้จิตใจสงบ ทำให้ร่าเริง และนอนหลับสบาย แก้อาการนอนไม่หลับ บรรเทาอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง กระตุ้นเซล์สมอง ป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบประสาท

8.ถั่วแดง อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดให้คงที่ จึงช่วยปรับสภาพจิตใจให้ผ่อนคลาย เป็นอาหารที่่ช่วยคลายเครียดได้ ทำให้จิตใจแจ่มใส ป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบประสาท บรรเทาอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง บรรเทากลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน

9.ไข่ไก่ มีสารเลซิทินในไข่แดงสัมพันธ์กับระบบประสาท ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวเพราะความเครียด ลดอาการตื่นเต้นและความเครียด กระตุ้นสมองป้องกันโรคเกี่ยวกับสมอง แก้อาการนอนไม่หลับ

10.ส้ม วิตามินจากส้มช่วยลดความตื่นเต้นและความเฉื่อยชาของเซลล์สมอง ช่วยให้จิตใจแจ่มใส ป้องกันโรควิตกกังวล บรรเทาอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง

11.ใบมันเทศ โฟเลตมีความเกี่ยวข้องกับเซลล์สมอง เป็นสารที่ใช้ในสารส่งผ่านประสาท การกินใบมันเทศในปริมาณที่พอเหมาะช่วยลดความเครียดได้ ป้องกันโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ป้องกันโรคต้อกระจก บำรุงผิว

12.เนื้อวัว มีวิตามินบีหลายชนิด ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบประสาท ทำให้จิตใจผ่อนคลาย ป้องกันโรควิตกกังวล ช่วยเรื่องความจำ

13.ปลาไหล อุดมไปด้วยสังกะสี ช่วยรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด ช่วยให้ฮอร์โมนทำงานตามปกติ ช่วยเรื่องความจำ และช่วยลดความเครียด แก้อาการขี้ลืม ช่วยให้นอนหลับสบาย

14.กุ้ง อุดมไปด้วยแคลเซียม มีส่วนช่วยในการทำงานของฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการสั่งงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ กุ้งเป็นยาคลายเครียดจากธรรมชาติ ช่วยเรื่องความจำ ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ป้องกันภาวะประสาทเปลี้ย

15.ข้าวหอมนิล คาร์โบไฮเดรตในข้าวหอมนิลช่วยสร้างฮอร์โมนเซโรโทนิน ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล บรรเทาอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง ช่วยเรื่องความจำ

16.ปลาแซลมอน กรดไขมันโอเมกา 3 ในปลาแซลมอนช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนินมากขึ้น ซึ่งช่วยควบคุมอารมณ์ และทำให้ความจำดี ช่วยทำให้จิตใจแจ่มใส ป้องกันโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท ช่วยเรื่องความจำ

17.หน่อไม้ อุดมไปด้วยสารโดพามีน ซึ่งช่ยกระตุ้นให้สมองตื่นตัว ทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย ช่วยให้ความจำดี บำรุงสมอง ป้องกันโรควิตกกังวล

18.กีวี วิตามินซีในกีวีช่วยในการสร้างสารอะดรีนาลีนสำหรับป้องกันความเครียด ป้องกันโรควิตกกังวล ช่วยให้นอนหลับสบาย

19.สาหร่าย แมกนีเซียมในสาหร่ายเกี่ยวข้องกับการสั่งงานของระบบประสาท และการหดตัวของกล้ามเนื้อช่วยควบคุมไม่ให้ประสาทตื่นตัว และทำงานร่วมกับแคลเซียมในการป้องกันความเครียด

20.เนื้อไก่ โปรตีนในเนื้อไก่มีกรดทริปโตเฟนที่ช่วยในการสร้างฮอร์โมนเซโรโทนินเพื่อลดอาการตื่นเต้น ลดความวิตกกังวล ทำให้จิตใจแจ่มใส แก้อาการนอนไม่หลับ ช่วยให้จิตใจแจ่มใส


Source : หนังสือกินเปลี่ยนชีวิต ด้วยอาหาร 100 ชนิด จากธรรมชาติ สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ Nanmeebooks

อย่างที่ได้ยินกันมาว่า “ข้าว” เป็นอาหารที่มีน้ำตาลสูง การกินข้าวเยอะทำให้อ้วน และส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมถึงอาจจะเป็นปัจจัยก่อให้เกิดโรคเบาหวานได้

เมื่อ “ข้าว” ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยและคนในภูมิภาคเราตกเป็น “ผู้ต้องหา” ที่ทำให้อ้วน แล้วเราจะกินข้าวอย่างไรไม่ให้ข้าวทำร้ายร่างกาย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะอุตสาหกรรมเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้ทำการวิจัยและค้นพบกรรมวิธีในการดัดแปลงโครงสร้างเคมีของข้าวเจ้า ออกมาเป็น ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (low GI : low glycemic index) ผ่านกระบวนการการควบคุมอุณหภูมิซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างทางเคมีของข้าว โดยไม่ใช้สารเคมี

 กรรมวิธีดัดแปลงโครงสร้างเคมีของข้าวเจ้าออกมาเป็นข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ เริ่มจากนำข้าวเจ้าไปผ่านกระบวนการให้ความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมด้วยวิธีการนึ่ง แล้วทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็วผ่านการแช่เย็น และนำมาอบแห้งอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้โครงสร้างทางเคมีสามารถทนทานต่อน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้ถูกย่อยสลายช้า ร่างกายเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลและดูดซึมได้ช้าลง ทำให้รู้สึกอิ่มนาน

การวิจัยและกรรมวิธีนี้สามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลของข้าวได้กว่า 25 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวเจ้าทั่วไป และเมื่อนำไปป่นให้เป็นแป้งข้าวเจ้า สามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลได้ต่ำในระดับเทียบเท่ากับข้าวกล้อง และข้าวไรซ์เบอรี่ ที่เหล่าคนรักสุขภาพนิยมรับประทานกัน

ผศ.ดร.นภัสรพี เหลืองสกุล รองคณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ให้ข้อมูลว่า โดยปกติข้าวที่เรารับประทานทั่วไปมีค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ที่ 85 ขึ้นไป ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง แต่ทีมวิจัยสามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลของข้าวเจ้าลงมาอยู่ที่ระหว่าง 65-75 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มดัชนีน้ำตาลระดับกลาง โดยผ่านกรรมวิธีที่ไม่ต้องใช้สารเคมี จึงทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีผลกระทบและสารตกค้างภายในร่างกายอย่างแน่นอน

ระดับน้ำตาลที่ลดลงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชนิดและสายพันธุ์ของข้าวนั้น ๆ สายพันธุ์ข้าวที่สามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลลงมาได้สูงที่สุด คือ ข้าวเสาไห้ และหากนำไปป่นเป็นแป้งข้าวเจ้าจะสามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลลงมาอยู่ระหว่าง 50-55 ซึ่งจัดอยู่ในระดับต่ำ

แม้ว่าในท้องตลาดจะมี ข้าวกล้อง-ข้าวไรซ์เบอรี่ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำอยู่แล้ว แต่ก็มีข้อจำกัดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยเฉพาะ ที่ไม่สามารถรับประทานข้าวชนิดดังกล่าวได้ เนื่องจากมีฟอสฟอรัสและแคลเซียมสูง เกินปริมาณที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วย ซึ่งส่งผลต่อระบบหน่วยไตที่ต้องทำงานหนักมากขึ้น อาจก่อให้เกิดนิ่วในไต และเสี่ยงต่อภาวะไตวาย

อันเป็นโรคแทรกซ้อนอันดับต้น ๆ ของผู้ป่วยโรคดังกล่าว นวัตกรรมข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำนี้ จึงตอบโจทย์การควบคุมปริมาณการบริโภคข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยผู้รับการรักษายังสามารถคงพฤติกรรมการบริโภคข้าว อาหารหลักหัวใจชาวไทย ที่ขาดไม่ได้ในทุกมื้อ โดยไม่ถูกจำกัดปริมาณ ซึ่งส่งผลดีต่อการรักษาทั้งด้านสภาพร่างกายและจิตใจ

“ปัจจุบันการวิจัยอยู่ระหว่างกระบวนการนำไปทดสอบและใช้รักษาจริง (clinical test) ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถเริ่มใช้ได้อย่างแพร่หลาย รวมถึงสามารถ

ต่อยอดนวัตกรรมทางการเกษตรดังกล่าวไปเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ อาทิ แป้งข้าวเจ้า

สำหรับใช้ประกอบอาหารและทำขนมเพื่อสุขภาพ ที่สามารถลดปริมาณน้ำตาล หรือข้าวกึ่งสำเร็จรูปน้ำตาลต่ำพร้อมรับประทาน เพื่อเป็นตัวเลือกบริโภคสำหรับประชาชน และลดอัตราเสี่ยงการป่วยเป็นโรคเบาหวานในอนาคต” ผศ.ดร.นภัสรพีกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ข้าวจะมีน้ำตาลสูงและทำให้อ้วน แต่ก็อยู่บนตัวแปรที่ว่า คุณกินมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าคุณกินเข้าไปพอดีกับที่ร่างกายต้องใช้พลังงานในแต่ละวัน ก็ไม่จำเป็นต้องสรรหาวิธีลดแป้ง ลดน้ำตาลอะไรให้ยุ่งยาก และไม่ต้องกังวลว่าจะอ้วน จะน้ำตาลสูง กินได้สบายใจ แค่ต้องรู้ปริมาณที่พอเหมาะ

 


ที่มา นสพ.ประชาชาติธุรกิจ