สารพัดอาหารที่เรากินเข้าไปในแต่ละมื้อแต่ละวัน แทบไม่มีใครรู้เลยว่าในเมนูเหล่านั้นมีส่วนผสมที่เป็นพิษต่อร่างกายปะปนเข้าไปมากน้อยแค่ไหน ฉะนั้นการหาตัวช่วยเพื่อล้างพิษ ขับสารพิษออกจากร่างกายจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เรามีผักผลไม้ช่วยล้างพิษที่หาได้ใกล้ตัวมาบอกต่อ

1.ตำลึง นอกจากจะเป็นผักที่มีสารบางชนิดช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกายได้ดีแล้ว ยังเป็นผักที่สามารถช่วยผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออกจากร่างกายได้เช่นกัน

2.มะเขือพวง เป็นผักที่มีวิตามิน C และสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้น และลดการสะสมของเสีย อีกทั้งยังช่วยดักจับไขมันอิ่มตัวและขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย

3.กระเจี๊ยบ มีสารบางชนิดที่สามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสออกจากระบบทางเดินปัสสาวะได้เป็นอย่างดี

4.มะนาว การดื่มน้ำมะนาวผสมกับน้ำอุ่น นอกจากจะช่วยล้างพิษแล้ว ยังทำให้เส้นเลือดสะอาดขึ้นอีกด้วย และถ้านำน้ำมะนาวไปผสมกับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ และน้ำผึ้งแล้วล่ะก็ จะยิ่งช่วยล้างพิษในลำไส้และป้องกันอาการท้องผูก

5.กล้วย นอกจากจะช่วยบำรุงและสร้างความแข็งแรงให้แก่กระเพาะอาหารแล้ว ยังมีส่วนช่วยขับของเหลวหรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี

4

เมื่อพูดถึงปลาทู จะเป็นที่ทราบกันดีว่าปลาทูเป็นทะเลชนิดหนึ่ง ที่มีในประเทศไทย และนิยมนำมาประกอบอาหารในเมนูต่างๆมากมาย สามารถหาซื้อได้ง่าย ราคาถูก มีคุณค่าทางอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

 ปลาทูจะให้ประโยชน์มากมายหลายชนิด มีโอเมก้า 3 สูงซึ่งเพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายควรได้รับเป็นอย่างดีและยังช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากช่วยป้องกันการเกิดก้อนไขมันในสมอง ช่วยลดภาวะการอักเสบของร่างกาย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ เพิ่มสมาธิ ความจำ และปรับสมดุลอารมณ์

นอกจากนี้ปลาทู ยังมีวิตามินดีที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส เพื่อไปซ่อมแซมกระดูกและฟัน รักษาระบบประสาท การทำงานของหัวใจ อีกทั้งยังมีไอโอดีนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของฮอร์โมน ควบคุมการทำงานของร่างกายให้เจริญเติบโตอย่างปกติ และกรดอะมิโนโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายสูงกว่าปลาชนิดอื่น โดยเฉพาะไลซีน ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น และข้อ ส่วนทรีโอนีน ซึ่งจำเป็นต่อความเจริญเติบโตในวัยเด็กเป็นอย่างสูง

ปีใหม่นี้ชวนมาทำเมนูสุขภาพจากปลาทูให้กับคนที่คุณรักทานกัน อย่างเมนู “ผัดกระเพราตับปลาทู” เมนูแปลกใหม่ที่เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ โดย1จานจะต้องใช้ตับปลาทูจำนวนมาก และกรรมวิธีในการแยกตับปลาทูค่อนข้างยาก เพราะต้องใช้ความชำนาญและความพิถีพิถัน จึงจะได้ตับปลาทูที่มีคุณภาพดีทำให้ตับปลาทูมีราคาสูง ตับปลาทูจะมีรสชาติเฉพาะตัว มีรสมัน ปน ขม เล็กน้อย ชาวประมงพื้นบ้านทางแถบจ.เพชรบุรี มีความเชื่อว่า ตับปลาทู มีฤทธิ์ทางยาชูกำลังเมนูที่นิยมนำมาประกอบอาหาร คือ ตับปลาทูผัดกระเพรา โดยจะต้องปรุงให้มีรสจัด และ ใส่เครื่องเทศเพื่อช่วยดับกลิ่นคาว

ส่วนผสม

– ตับปลาทู 300 กรัม

– กระเทียม 3 กลีบ

– ใบกระเพรา 1 กำ

– พริก 5 เม็ด

-น้ำปลา น้ำตาล น้ำมันหอย

*ใครชอบผักอื่นๆเช่น ถั่วฝักยาว หัวหอมใหญ่ ก็สามารถเลือกใส่ได้ตามชอบเลยจ้า

1

วิธีทำ

1.เจียวกระเทียมในน้ำมันให้หอม ใส่ตับปลาทูลงไป ทอดซักครู่เพื่อให้ตับสุกแต่ไม่แข็งจนเกินไป

2.ใส่กระเพราหรือผักที่เราเตรียมเอาไว้ พริก น้ำมันหอย ปรุงรสให้อร่อยตามใจชอบ 

3.ผัดจนสุกและมีกลิ่นหอม เป็นอันเสร็จจ้า 

แค่นี้ก็ได้เมนูง่ายๆที่ไม่ธรรมดา และเต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมร่วมกันในครอบครัววันปีใหม่หรือทุกวันได้ง่ายๆ ด้วยการมอบสิ่งดี ๆ ให้กับคนในครอบครัวที่คุณรัก

“เต้าหู้” ทำมาจากถั่วเหลือง ภาษาจีนเรียกว่า “โตวฟู” ว่ากันว่าเกิดมานานกว่าสองพันปีแล้วในประเทศจีน คนจีนบางกลุ่มถือว่าเต้าหู้เป็นอาหารธรรมดาสามัญที่มีคุณค่าสูง ส่วนคนไทยเรียก “เต้าหู้” เพี้ยนมาจาก “โตวฟู”  คนจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า “ต๋าวหู”  คนญี่ปุ่นเรียก “โทฟุ” (tofu) 

ก่อนจะมีเต้าหู้มีเรื่องเล่าขานกัน ว่าเจ้าชายหลิวอัน (พระนัดดาของจักรพรรดิหลิวปัง กษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์ฮั่น) สั่งให้พ่อครัวบดถั่วเหลืองให้เป็นผงแล้วนำไปต้มเป็นน้ำซุป ด้วยเกรงว่ารสจะจืดเกินไป จึงโปรดให้พ่อครัวเติมเกลือลงไปปรุงรส เพื่อถวายพระมารดาซึ่งประชวรหนักจนไม่มีแรงที่จะเคี้ยวอาหารได้ น้ำซุปถั่วเหลืองนั้นค่อย ๆ จับตัวข้นเป็นก้อนสีขาวนุ่ม ๆ เมื่อพระมารดาเสวยแล้วถึงกับรับสั่งว่า  “อร่อย” เจ้าชายจึงให้เหล่าพ่อครัวค้นหาสาเหตุ พบว่าเกลือบางชนิดมีผลทำให้ผงถั่วเหลืองผสมน้ำเกิดการเกาะตัวขึ้นเป็นเต้าหู้

ฝรั่งเรียกเต้าหู้ว่าเป็น “เนยแข็งแห่งเอเชีย” ซึ่งมีขั้นตอนการทำง่ายๆ คือ นำถั่วเหลืองมาบดละเอียดรวมกับน้ำ จากนั้นทำให้ตกตะกอนและจับตัวกันเป็นก้อนแข็งด้วยแคลเซียมซัลเฟต หรือแมกนีเซียมซันเฟต (หรือหินสะตุ นั่นเอง) ก็จะได้เต้าหู้สีขาวชวนกิน เต้าหู้มีโปรตีนสูง แต่มีไขมันอิ่มตัวต่ำและไม่มีคอเลสเตอรอล เต้าหู้ 100 กรัม ได้พลังงานประมาณ 73 กิโลแคลอรี่ เพราะฉะนั้น คนที่มีปัญหาเรื่องคอเลสเตอรอลจึงนิยมกินเต้าหู้แทนเนื้อสัตว์ แม้จะแปรรูปเป็นเต้าหู้ แต่คุณค่าของถัวเหลืองก็ยังโดดเด่นอยู่ คือโปรตีน คุณภาพของโปรตีนอาจไม่เหมือนเนื้อสัตว์ ปลา และ ไข่ เพราะไม่มีกรดอมิโนจำเป็นบางตัว เมื่อกินกับธัญพืชที่ขัดสีน้อย ข้าวกล้อง หรือเมล็ดพืช เช่น งา เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง จะช่วยเสริมให้กรดอมิโนสมบูรณ์ขึ้นเท่ากับเนื้อสัตว์ได้  ร่างกายนำไปใช้เสริมสร้างกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ และน้ำย่อยต่างๆ  โปรตีนประเภทนี้ยังมีประสิทธิภาพในการลดคอเลสเตอรอลและระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้

เต้าหู้ยังย่อยง่าย เพราะกากถั่วเหลืองจะถูกแยกออกระหว่างขบวนการผลิต แต่เต้าหู้ดูดซับน้ำมันที่ใช้ทอดได้ถึงร้อยละ 15 นอกจากนี้ เต้าหู้ยังมี “เลซิทิน” ช่วยลดไขมันและเสริมการทำงานของระบบประสาทเกี่ยวกับความจำ รวมทั้งฮอร์โมนที่เรียกว่า “ไฟโตเอสโตรเจน” จากการวิจัยพบว่ามีผลในการป้องกันมะเร็ง และมีผลดีต่อผู้หญิงวัยทอง ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้

เต้าหู้เป็นอาหารธรรมดาที่คนกินเป็นประจำอยู่แล้ว แต่บางคนอาจไม่เคยนึกว่าเต้าหู้สามารถนำมาทำเมนูต่างๆ ได้หลากหลายมาก นอกเหนือจากเต้าหู้ทอด หรือผัดกับผักอย่างถั่วงอก เต้าหู้สามารถใช้แทนชีสในการทำซีซาร์สลัด ชุบแป้งทอดแล้วนำไปยำใส่น้ำมันมะกอก ตะไคร้ ใบสะระแหน่ หรือสาหร่ายม้วนเต้าหู้คล้ายกับซูชิ เต้าหู้นึ่งกุ้งสด เป็นต้น หรือจะให้ซับซ้อนขึ้นมาหน่อย เป็นน้ำพริกเต้าหู้ โดยใช้เต้าหู้ยี้แดงที่ใช้ทำเป็นน้ำจิ้มสุกี้ นำไปทำน้ำพริกได้อย่างออกรส

food-712663_960_720
slice-the-tofu-597229_960_720

เต้าหู้ทั่วไปมีสีขาว แต่ความจริงปรุงแต่งรสได้ และแตกต่างกันออกไป คือ เต้าหู้เหลืองรสจะเค็ม เต้าหู้ดำรสเค็มหวาน  นอกจากนี้ เต้าหู้ยังมีเนื้ออ่อน เนื้อแข็ง ให้เลือกอีกด้วย ถ้าแบ่งตามเนื้อของเต้าหู้แล้วจะได้ 3 ชนิดใหญ่ๆ ได้แก่  เต้าหู้หลอด คือเนื้อเต้าหู้ละเอียดมาก แตกง่าย และใส่ในถุงพลาสติกอัดแน่น ความอ่อนหรือแข็งขึ้นอยู่กับน้ำในเนื้อเต้าหู้ ส่วนสีขาวหรือเหลืองนั้นอยู่ที่ส่วนผสมที่ใส่ลงไป   เต้าหู้อ่อน  มีทั้งสีขาวและสีเหลือง วิธีการทำเริ่มหลังจากใส่แคลเซียมซัลเฟตลงในถั่วเหลืองปั่นแล้ว เนื้อถั่วจะจับกันเป็นก้อน รอให้แข็งตัวในแม่พิมพ์ธรรมชาติโดยไม่ต้องต้ม หลังจากนั้นนำไปแช่ในน้ำเย็น แล้วนำไปทำอาหารได้เลย  ส่วนใหญ่ใช้ทำแกงจืด  

ส่วนเต้าหู้อ่อนสีเหลือง จะใส่ขมิ้นลงไปแล้วนำไปต้ม ทำให้เก็บได้นานขึ้น เนื้อจะเหนียวกว่าเต้าหู้อ่อนสีขาวเล็กน้อย และ  เต้าหู้ขาวเนื้อแข็ง คือการนำเต้าหู้อ่อนที่แข็งในแม่พิมพ์แล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง กดทับด้วยแผ่นไม้แข็ง เพื่อให้เต้าหู้แข็งตัว จากนั้นแช่ในน้ำเย็น หากนำไปเคี่ยวในซีอิ๊วและน้ำตาลทรายแดง ก็จะได้ “เต้าหู้ซีอิ๊วดำ” มีรสชาติใช้แทนเห็ดเป๋าฮื้อได้อย่างดี ส่วน  เต้าหู้เหลืองแข็ง ต้องผสมขมิ้นลงไปเพื่อช่วยยืดอายุเต้าหู้และทำให้มีกลิ่นหอม หลังจากนั้นนำไปต้มเพื่อจะเก็บไว้ได้นาน เต้าหู้ชนิดนี้จะออกรสเค็มนิดๆ เนื้อจะเหนียวหยุ่นคล้ายกับเนื้อสัตว์ เต้าหู้ประเภทนี้จะประทับตราอักษรจีนสีแดงเพื่อบอกยี่ห้อ รวมทั้งประทับตราที่เป็นมงคลลงไป ให้มีสีสันสะดุดตามากกว่าสีขาว

การเลือกซื้อเต้าหู้

เริ่มด้วยต้องมีสีใกล้เคียงกันทั้งก้อน ไม่คล้ำและไม่มีจุดด่างดำ เมื่อดมดูแล้วต้องไม่มีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นเปรี้ยว ต้องไม่มีเหงื่อหรือน้ำขุ่นขาวซึมออกจากเต้าหู้ ถ้าเป็นเต้าหู้บรรจุในกล่องพลาสติก น้ำในกล่องต้องไม่ขุ่นขาวหรือมีฟอง เต้าหู้ที่ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตควรดูวันเดือนปีที่ผลิตหรือวันหมดอายุ

การเลือกเต้าหู้ใช้ทำอาหาร

1.เต้าหู้เหลืองชนิดแข็ง   ใช้ทำผัดไทย  ผัดถั่วงอก  เต้าหู้ผัดพริก  เต้าหู้พริกขิง

2.เต้าหู้ขาวชนิดแข็ง   ทอดพอให้ตึงตัวก่อนนำไปทำอาหารได้หลายชนิด เช่น ยำ ลาบ แกง ผัด

3.เต้าหู้เหลืองชนิดอ่อน   รสเค็มกว่าเต้าหู้ขาวชนิดอ่อน  ใช้ทำอาหารได้คล้ายกับเต้าหู้ขาวชนิดอ่อน เช่น กิมจิเต้าหู้ เต้าหู้ผัดเห็ด  เต้าหู้อบ เป็นต้น

4.เต้าหู้ซีอิ๊วดำ   ผิวสีดำ ขนาดชิ้นมักเล็กกว่าเต้าหู้ขาวเล็กน้อย  มีรสเค็มและหวานใช้แทนเห็ดเป๋าฮื้อ ทำเต้าหู้น้ำแดงในอาหารจีน เนื้อเหนียวใช้ผัดแทนเนท้อสัตว์ได้

5.เต้าหู้พวง  เป็นเต้าหู้แข็งหั่นเป็นชิ้นแล้วทอดให้กรอบนอกนุ่มใน ร้อยเชือกขายเป็นพวง ใช้ใส่ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ พะโล้ หรือทอดให้ร้อนรับประทานกับน้ำจิ้มได้ทันที

6.เต้าหู้หลอด  เป็นเต้าหู้เนื้อนิ่มมากบรรจุหลอดพลาสติก มีสองชนิดคือ ทำจากถั่วเหลืองล้วนเรียกเต้าหู้อนามัย และ ชนิดผสมไข่ไก่ เรียกเต้าหู้ไข่ นิยมนำมาใส่แกงจืด สุกี้ยากี้ ทำเต้าหู้อบ  เต้าหู้ตุ๋น  นำมาคลุกกับแป้งข้าวโพดแล้วทอด

7.เต้าหู้ขาวชนิดอ่อนบรรจุกล่อง  ใช้ทำอาหารได้เหมือยเต้าหู้เหลืองชนิดอ่อน เช่น เต้าหู้นึ่ง  สเต็กเต้าหู้

8.เต้าหู้โมเมน  เนื้อค่อนข้างแน่นและแข็ง ทอดให้เหลืองแล้วปรุงอาหารได้เหมือนเต้าหู้ขาวชนิดแข็ง

9.เต้าหู้คินุ  เนื้อเหมือนเต้าหู้ขาวชนิดอ่อน

ใครชอบกินเต้าหู้ นอกจากมีประโยชน์มากมายหลายสถานดังที่กล่าวแล้ว คราวนี้ยังสามารถเลือกหาเต้าหู้ได้อย่างเหมาะสมในการนำไปประกอบอาหารได้อย่างออกรสมากยิ่งขึ้น

tofu-4056369_960_720

นิยามของชนิดอาหารมีประโยชน์แต่ละชาติมักแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมการกินและวัตถุดิบที่ประเทศนั้นๆมี บางประเทศนิยมผักสด ธัญพืช บางประเทศต้องเป็นพืชผักสมุนไพร เรามีตัวอย่างอาหารมีประโยชน์ใน6ประเทศ ทั้งน่าทาน อร่อย และดีต่อสุขภาพ

ประเทศคิวบา นิยมโปรตีนจากถั่ว

ประเทศคิวบาถือเป็นประเทศที่นิยมอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะเน้นผักสดและรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบ คนคิวบานิยมกินถั่วเป็นส่วนประกอบของหลาย ๆ เมนู เช่น เมนูสตูที่นำถั่วแดงไปต้มกับผักชนิดต่างๆ จำพวก มันฝรั่ง แครอท มะเขือเทศ ฟักทอง ข้าวโพด ฯลฯ

ถ้าเป็นเมนูเนื้อ มักปรุงรสด้วยส้ม กระเทียม ออริกาโน และยี่หรา เช่น เมนูสตูเนื้อกับผัก หรือถ้าหุงข้าวก็จะใส่ถั่วลงไปด้วย เช่น เมนูข้าวคิวบากับถั่ว

ประเทศอินเดีย แน่นอนว่ากิตติศัพท์เรื่องเครื่องเทศโด่งดังไม่แพ้ชาติใดในโลก

อาหารอินเดียขนานแท้จะอุดมไปด้วยกลิ่นรส สีสันของเครื่องเทศอันร้อนแรง ความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศช่วยให้ระบบเผาผลาญและระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ทั้งจากขิง ขมิ้น พริกไทย อบเชย กระวาน โดยนิยมนำมาปรุงเป็นเมนูแกงกับถั่วชนิดต่างๆ ซึ่งถั่วก็เป็นแหล่งโปรตีนย่อยง่ายและช่วยควบคุมน้ำหนักได้ ทานคู่กับข้าว แป้ง หรือขนมปัง เสริมด้วยโยเกิร์ตแบบพื้นเมือง อย่างเมนูบัตเตอร์ชิกเก้น ซุปผักกาดหอม

ประเทศกรีซ ต้นตำรับอาหารสุขภาพแบบเรียบง่าย

อาหารกรีซ มีจุดเด่นตรงที่เป็นอาหารที่มีความเรียบง่าย ไม่ต้องปรุงแต่งมาก จัดว่าเป็นอีกหนึ่งอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะอาหารกรีกจะเน้นใช้น้ำมันมะกอกที่อุดมไปด้วยวิตามินและธาตุเหล็ก พร้อมอุดมไปด้วยผักใบเขียว ผลไม้สด ธัญพืชต่างๆเป็นส่วนประกอบ และที่ขึ้นชื่อคือโยเกิร์ต ประกอบด้วยโปรตีนและแคลเซียมสูง ช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายและการลดน้ำหนัก เมนูอาหารส่วนใหญ่มักถูกปรุงด้วยน้ำมันมะกอก เช่น เมนูกรีกสลัด ที่ทำจากมะเขือเทศ พริกหวาน แตงกวา ปรุงรสด้วยเกลือป่น น้ำมันมะกอก

ประเทศเวียดนาม เน้นผักและสมุนไพรแบบเวียดนาม

ลักษณะพิเศษคือ วิธีการทำอาหารที่ไม่ค่อยใช้น้ำมันผัดหรือทอด มักจะทำด้วยกรรมวิธีการต้มหรือรับประทานดิบๆ ผักสดที่นำมารับประทานมีส่วนช่วยในการขับถ่าย และผู้ที่รับประทานอาหารเวียดนามมักไม่อ้วนเนื่องจากมีผักเป็นเครื่องเคียง เช่น ผักติ้ว มีวิตามินสูงช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ใบชะพลู แก้จุกเสียด ขับเสมหะ ยกตัวอย่างอาหาร เช่น แหนมเนือง ปอเปี๊ยะสด เฝอ ฯลฯ

ประเทศญี่ปุ่น เมนูอาหารยอดนิยม จะมีการปรุงอย่างพิถีพิถันแบบญี่ปุ่น

พิถีพิถันตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกวัตถุดิบ การทำไปจนถึงวิธีการกิน ด้วยความที่เน้นอาหารสดใหม่ สะอาด ปรุงให้น้อยเพื่อคงรสชาติตามธรรมชาติของอาหารแต่ละชนิดไว้ให้มากที่สุด คนญี่ปุ่นจึงนิยมทานดิบโดยเฉพาะอาหารทะเล จะเห็นได้จากเมนูยอดนิยมอย่าง ซูชิและซาซิมิ ส่วนเมนูอื่นๆ ผ่านกรรมวิธีการต้ม นึ่ง โดยมีวัตถุดิบหลักอย่าง “ถั่วเหลือง” เป็นแหล่งโปรตีนและไขมันชั้นดี ที่มักปรากฏอยู่ในหลากหลายเมนูอย่างเต้าหู้ ซอสถั่วเหลือง กระทั่งนัตโตะหรือถั่วเน่า

ประเทศไทย ใครๆก็นึกถึงน้ำพริกแซ่บๆ เมนูสุขภาพ จึงหนีไม่พ้นสารพัดผักจิ้มน้ำพริกแบบไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศอู่ข้าวอู่น้ำ ด้วยความอุดมสมบูรณ์ทำให้สามารถปลูกพืชผัก ธัญญาหารได้หลากหลายชนิด จึงเป็นที่มาของอาหารสุขภาพแบบง่าย ๆ เพียงหาผักสดชนิดต่าง ๆ ที่ปลูกตามสวนครัวหลังบ้าน ไม่ว่าจะเป็น มะเขือ แตงกวา ถั่วพู ผักบุ้ง ชะอม ฯลฯ นำมากินสด ๆ เป็นผักเคียงหรือนำไปต้มก่อนก็ได้ ยิ่งถ้าได้รับประทานคู่กับน้ำพริกสูตรต่าง ๆ พร้อมด้วยข้าวสวย ข้าวกล้อง เพิ่มโปรตีนด้วยปลานึ่งหรือไข่ต้มแล้วละก็ เรียกว่า ได้สารอาหารครบถ้วนแถมสุขภาพดีอีกด้วย รวมไปถึงน้ำพริกแกง ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักที่ช่วยชูรสชาติของอาหารและน้ำพริกแกงส่วนใหญ่ใช้สมุนไพรที่เป็นยาหลากชนิดมาผสมกัน อาหารไทยจึงสามารถเรียกได้ว่า “อาหารเป็นยา” ได้เลยทีเดียว

เห็ดหูหนู ฝรั่งตั้งชื่อว่า Ear Fungus ด้วยความที่มันมีรูปร่างคล้ายหูนั่นเอง! ส่วนชาติอื่นก็ตั้งชื่อในความหมายว่า หูหนู เพราะรับมาจากคนจีนเช่นกัน ภาษาจีนเรียกเห็ดหูหนูดำ ว่า โอวหมกยื่อ เป็นเห็ดในตระกูลที่มีเนื้อเป็นวุ้นเช่นเดียวกับเห็ดหูหนูขาว ประชาชนในประเทศจีนมักนิยมกินเห็ดหูหนูกันมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง หรือประมาณ ค.ศ. 618

เครื่องยาจีนตระกูลเห็ด เป็นอาหารเพื่อสุขภาพมาตั้งแต่ยุคจีนโบราณ โดยพ่อครัวเอกในราชสำนัก เป็นผู้คิดค้นสูตรอาหารที่ปรุงใส่สมุนไพรให้กับราชวงศ์ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงและมีอายุยืนยาว ตามหลักการกิน ยารักษาโรค และเมื่อความนิยมอาหารจากเครื่องยาจีนเริ่มแพร่หลาย ประชาชนทั่วไป จึงได้นำมาปรุงเป็นอาหารในครัวเรือน และพัฒนาสูตรต่างๆ ควบคู่กับการรักษาโรคแบบแพทย์จีนแผนโบราณ ทำให้เครื่องยาจีนนั้นมีหลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเป็นวัตถุดิบหาง่าย และมีขั้นตอนในการปรุงไม่ซับซ้อน ปัจจุบันเมื่อผู้คนให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพมากขึ้น เครื่องยาจีนจึงไม่จำกัดอยู่เพียงอาหารประจำชาติของจีนอีกต่อไป

 

ประโยชน์ของเห็ดหูหนู

เห็ดหูหนูมีธาตุเหล็ก คือ ใน 100 กรัม จะมีอยู่ประมาณ 6 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนัก และยังมีแคลเซียมกับฟอสฟอรัสอีกด้วย จึงช่วยบำรุงผิวพรรณได้ดีมาก

เห็ดหูหนู พบในตำรับยาจีนโบราณมานานมากๆ ชาวจีนนิยมนำมาปรุงประกอบเป็นอาหารและยาเพื่อบำบัดอาการต่างๆ ได้แก่ ท้องร่วง โรคริดสีดวงทวาร โรคความดันโลหิตสูง ลดไขมันในเลือด ห้ามเลือด ช่วยขจัดอาการเลือดคั่ง และบำรุงเลือดทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกายลดอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากมีสารอาหารที่สามารถเข้าไปซ่อมแซมร่างกายได้อย่างรวดเร็ว จึงรู้สึกหายจากอาการอ่อนเพลีย และเหมาะกับผู้สูงอายุที่เป็นโรคหัวใจ เนื่องจากสามารถลดปริมาณการเกาะตัวของเกล็ดเลือด

เห็ดหูหนูขาว และ เห็ดหูหนูดำ ถึงจะเป็นเห็ดสายพันธุ์เดียวกัน แต่มีสรรพคุณไม่เหมือนกัน โดย เห็ดหูหนูขาว จะช่วยรักษาเลือดกำเดาไหล ในขณะที่เห็ดหูหนูดำ จะช่วยรักษาริดสีดวงทวารได้

สำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ให้นำเห็ดหูหนูมาต้ม หรือทำเป็นต้มจืด จะกินเฉพาะน้ำซุปก็ได้ และไม่ควรกินเห็ดหูหนูในมื้อเย็นมากเกินไป ควรกินในช่วงเวลากลางวันมากกว่า เพราะเป็นอาหารที่ทำให้เกิดความชุ่มชื้น และมีฤทธิ์ค่อนข้างเย็น จึงอาจส่งผลให้ไม่สบายตัวได้ 

เห็ดหูหนู เมนูเพื่อสุขภาพ

ขึ้นชื่อว่าสุดยอดของเห็ด คงจะไม่มีใครไม่รู้จักเห็ดหูหนู เพราะมีขายอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่ตลาดสดไปถึงห้างสรรพสินค้าทั่วไป สามารถนำมาปรุงประกอบอาหารต่างๆ และมีขั้นตอนและวิธีการทำแบบง่ายๆ ไม่ยุ่งยากอะไรเลย สำหรับการกินเห็ดในตำราจีนบางเล่มยังมีระบุไว้อีกด้วยว่า เป็นอาหารที่ช่วยต่อต้านและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างดี

สำหรับส่วนที่ดีของ เห็ดหูหนู คือ ให้พลังงานต่ำ จึงเหมาะสำหรับนำมาปรุงประกอบอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี

เมนูเห็ดหูหนูดำผิดน้ำมัน แค่นี้ก็อร่อยแล้ว
เมนูเห็ดหูหนูดำผิดน้ำมัน แค่นี้ก็อร่อยแล้ว
เห็ดหูหนูที่เจริญเติบโตได้เองในธรรมชาติ ตามขอนไม้ผุในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น
ตัดแต่งเห็ดหูหนูก่อน เพื่อเตรียมส่งพ่อค้าคนกลาง
ตัดแต่งเห็ดหูหนูก่อน เพื่อเตรียมส่งพ่อค้าคนกลาง

เมนูเห็ดหูหนูที่ได้รับความนิยมและเป็นเมนูยอดฮิตที่จะนำมาเสนอ เป็นสูตร ผัดเห็ดหูหนู แบบเสฉวน มีร้านอาหารรักษ์สุขภาพทางภาคเหนือบางร้านแถวๆ เชียงใหม่ จัดเสิร์ฟ เห็ดหูหนูผัดไข่โรยต้นหอม ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และต่อด้วยอาหารคลีน ลาบเห็ด เป็นเมนูเพื่อสุขภาพช่วยในการลดน้ำหนัก

ผัดเห็ดหูหนูเสฉวน (สำหรับ 4 ที่)

คุณค่าทางโภชนาการที่ได้ประกอบด้วย ไขมัน 21.9 กรัม คาร์โบไฮเดรต 12.2 กรัม โปรตีน 6 กรัม  ไฟเบอร์ (กากใย) 1.9 กรัม แคลเซียม 66 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 88 มิลลิกรัม เหล็ก 7.3 มิลลิกรัม วิตามินเอ 981 หน่วย วิตามินบี 20.1 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.2 มิลลิกรัม

ส่วนผสม

เห็ดหูหนูสด 3 ขีด

พริกชี้ฟ้าสดสีแดง (ใช้แต่เนื้อ) 3  เม็ด

เกลือป่น 1 ช้อนชา

น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ

ไข่ไก่  3 ฟอง

น้ำมัน ประมาณ 4 ช้อนโต๊ะ

กระเทียมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วขาว ประมาณ  3 ช้อนโต๊ะ

ต้นหอมหั่นท่อนยาว 1 นิ้ว  1   ถ้วย

พริกชี้ฟ้าแดงเม็ดใหญ่ (หั่นเส้นหยาบยาวตามเม็ด) 3 เม็ด

วิธีทำ

  1. โขลกพริกแดงกับเกลือป่นให้แหลก นำกระทะตั้งไฟร้อนปานกลาง ใส่น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยพริกโขลกผัดกับน้ำมันจนพริกหอมสุก
  2. ตอกไข่ไก่ให้แตกลงไปรวนกับน้ำมัน 4 ช้อนโต๊ะ ใส่กระเทียมเจียวลงคลุกเคล้าให้เข้ากันพักไว้
  3. ล้างเห็ดหูหนูให้สะอาด บีบขยำให้สะเด็ดน้ำ (จะนำมาหั่นฝอยๆ เหมือนผัดหัวไชโป๊หวานก็ได้) ใส่เห็ดหูหนูลงผัดกับพริกแดงที่โขลกกับเกลือป่นไว้แล้ว เติมน้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว ตามด้วยไข่ที่ผัดรวนเตรียมไว้ จากนั้นผัดให้ไวๆ ตามด้วยพริกชี้ฟ้าหั่น ต้นหอมหั่น แล้วชิมรสชาติให้ออกหวานน้อยๆ เค็มหน่อยๆ ชิมรสชาติให้พอดีอีกครั้งตามต้องการ แล้วจากนั้นตักใส่จานเสิร์ฟร้อนๆ จะกินกับข้าวสวย หรือกินกับข้าวต้มก็อร่อยเหมือนกัน

ลาบเห็ดหูหนู (อาหารคลีน)

นำเห็ดหูหนูขาว เห็ดหูหนูดำ และเห็ดอื่นๆ ตามชอบ ล้างทำความสะอาด แล้วนำไปลวกในน้ำเดือด จากนั้นพักเห็ดที่ลวกให้สะเด็ดน้ำจนแห้ง

เตรียมชามผสมทำน้ำลาบ เติมซอสปรุงรสหรือซีอิ๊วขาวนิดหน่อย น้ำมะนาว น้ำตาลทรายแดง คนให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย

นำเห็ดที่พักไว้ลงในชามผสม เติมข้าวคั่วเพิ่มความหอม ตามด้วยพริกสดซอยบางๆ หรือพริกป่นคั่วหอมๆ เผ็ดตามชอบใจ แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน

ใส่ผักชีฝรั่ง และหอมแดงหั่น คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง กินคู่กับผักสดอื่นๆ อร่อยดี

เฉพาะในตัวของเห็ดหูหนูเองนั้น จะไม่มีรสชาติใดๆ เลย เมื่อนำมาปรุงประกอบอาหารเราจึงสามารถที่จะเติมเครื่องปรุงรสได้มากขึ้น และหากนำไปต้มน้ำแกงก็จะสามารถดูดรสชาติของน้ำแกงได้ดียิ่งขึ้น

เห็ดหูหนู เป็นทางออกที่ดีของการช่วยดูแลสุขภาพและป้องกันโรคร้ายต่างๆ ได้อีกทางหนึ่ง เพราะเห็ดหูหนูมีคุณค่าของสารอาหารที่มีสรรพคุณทั้งทางยา และมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ซึ่งนับว่าได้เกินกว่าคุ้มมากเมื่อเทียบกับราคา และเห็ดหูหนูยังสามารถเจริญเติบโตได้เองในธรรมชาติ ตามขอนไม้ผุในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น และปัจจุบันยังสามารถเพาะได้โดยทั่วไป ที่สำคัญยังหาซื้อได้ง่ายและมีราคาถูกกว่าเห็ดชนิดอื่นๆ หากท่านได้กินแล้วยังช่วยให้สุขภาพที่ดีย้อนกลับมาเป็นหลายสิบเท่าเลยทีเดียว

มีโอกาสไป “ภูกะเหรี่ยง ศูนย์เรียนรู้เชิงเกษตร และวัฒนธรรม” ที่จังหวัดนครนายก เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่เดินตามรอยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 เป็นแนวทางดำเนินชีวิต และเปิดเป็นศูนย์ถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้

บ้านภูกะเหรี่ยงเป็นไร่นาสวนผสม เนื้อที่ราว 60 ไร่เศษ และเนื่องจากคนที่นี่เป็นลาวที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จึงมีพิพิธภัณฑ์ของใช้โบราณพื้นบ้านของบรรพบุรุษให้ชมด้วย

ส่วนกิจกรรมในศูนย์มีตั้งแต่ ดำนา ปลูกข้าว ตีข้าว สีข้าว ฝัดข้าว ไปจนถึงทำขนมไทยจากยอดข้าวอ่อน และทำอาหารไทยจากวัตถุดิบภายในสวน

ขนมไทยที่ได้ลองชิม คือ “ข้าวยาคู” สีเขียวสวย รสนุ่มละมุนลิ้น หอมกลิ่นยอดข้าวอ่อน ราดหน้าด้วยกะทิ โรยด้วยข้าวพองและงา

ปิยชาตะ จันลา ผู้ก่อตั้งภูกะเหรี่ยง วัย 57 ปี บอกว่า เนื่องจากชาวบ้านที่นี่ส่วนมากเป็นชาวนา กิจกรรมส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวข้องกับข้าว ที่โดดเด่นสุดคือ การทำขนมข้าวยาคู

“จริงๆ สมัยโบราณจะเป็นขนมข้าวกระยาคู ประวัติสมัยพุทธกาลที่นางสุชาดาทำถวายพระพุทธเจ้า นำข้าวอ่อนมาคั้น แต่เนื่องจากว่าถ้าใช้เมล็ดข้าวอ่อนมาทำ ปีหนึ่งจะทำได้แค่ 2 ครั้ง ภูกะเหรี่ยงเลยจับมือกับ มศว องครักษ์ ทำวิจัยนำต้นข้าวอ่อนอายุ 10 วัน มาทำแทน เพื่อให้ชาวบ้านมีขนมขายตลอดปี เปลี่ยนชื่อจากข้าวกระยาคู มาเป็นข้าวยาคู”

รสชาติที่ได้ยังละมุนเช่นเดิม แต่กลิ่นจะแตกต่างจากหอมน้ำนมข้าวมาเป็นหอมใบข้าวแทน

วิธีทำข้าวยาคูเรียบง่าย วัตถุดิบมี น้ำตาล ข้าวหอมมะลิที่แช่ค้างคืนไว้ 1 คืน นำมาโม่ให้เป็นแป้งสด ยอดข้าวอ่อนที่คั้นน้ำไว้แล้ว ตั้งไฟแล้วนำมากวนใส่ด้วยกัน แล้วเติมแป้งท้าวยายม่อมเพื่อให้เหนียวหนืดไวขึ้น (สูตรโบราณไม่ใส่แป้งท้าวยายม่อม แต่ต้องใช้เวลากวน 4-5 ชั่วโมง)

หลักการกวนมี 2 อย่าง คือ กวาดตรงกลาง แล้วใช้ไม้พายกวนรอบ ระหว่างกวนถ้ากวนแล้วลื่นแปลว่าตัวแป้งมันไปเกาะที่กระทะ เราต้องกวาดตรงกลางก่อน ฟิลลิ่งที่ถูกต้องต้องสัมผัสสากๆ ตรงก้นกระทะ ใช้เวลากวน 20 นาที เป็นอันเสร็จ

ข้อแนะนำเล็กน้อย เวลากวนขนมไปแล้วประมาณ 10 นาที แป้งจะเริ่มข้นหนืดแต่ยังไม่สุก จะมีจังหวะที่แป้งเริ่มคลายตัวจะคายน้ำออกมาทำให้เละ เราก็ต้องกวนต่อไปอีกนิดจนแป้งกับน้ำกลับมาเป็นเนื้อเดียวกันอีกครั้ง เนื้อสัมผัส จะเด้งๆ เหมือนเป็นพุดดิ้ง

วิธีรับประทาน คือราดด้วยน้ำกะทิ แล้วโรยด้วยงาดำ และข้าวพอง หลายคนพอได้รับขนมจะคนกะทิให้เข้ากับขนมตามความเคยชิน แต่วิธีกินจริงๆ ไม่ต้องคน ให้ตักขึ้นมาทั้ง 2 ส่วน ส่วนสีเขียวและสีขาวแล้วเข้าปากเลยจึงจะถูกต้อง

ปิยซาตะ จันลา

นอกจากข้าวยาคู ยังมีผลิตภัณฑ์จากข้าวอีกมากมาย ทั้งพุดดิ้งข้าว และน้ำต้นข้าวอ่อน เพื่อสุขภาพ รสชาติหวานหอมจางๆ มีคลอโรฟิลด์ สารต้านอนุมูลอิสระ

หากใครอยากจะทำน้ำต้นข้าวอ่อน ที่ศูนย์ก็มีสอนเช่นกัน เมนูนี้ทำง่ายมาก ใช้ต้นข้าวอ่อนไปปั่นให้ละเอียดใส่ในผ้าข้าวบาง นำมาคั้นกับน้ำ คั้นเสร็จนำไปต้มเพื่อพาสเจอไรซ์ ด้วยอุณหภูมิ 75 องศา รอให้เย็นแล้วเก็บเข้าตู้เย็นอยู่ได้เป็นอาทิตย์

นอกจากกิจกรรมลงมือทำขนมแล้ว อีกกิจกรรมที่พลาดไม่ได้ คือ ชมพิธีสู่ขวัญข้าว ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่

คุณปิยชาตะบอกว่า หัวใจของการสู่ขวัญข้าว คือ การเคารพนับถือพระแม่โพสพ เราเชื่อว่าข้าวมีความสำคัญกับชีวิต ทั้งได้กิน ได้ขาย มีผลกับชีวิตเรามากมาย เราจำเป็นต้องทำเพื่อจิตใจเราเอง เชื่อว่าทำแล้วจะดี โดยปกติชาวบ้านจะทำ 2 ครั้ง ครั้งแรก คือ ตอนข้าวตั้งท้อง เพื่อขอให้ผลิตดก ออกรวงเยอะๆ ครั้งที่ 2 เมื่อเกี่ยวเสร็จแล้ว เตรียมเอาข้าวยุ้ง ขอให้ผลผลิตไม่เสียหาย

“พิธีสู่ขวัญนี้ต้องทำ ไม่ทำก็ยุ่งสิ บ้านอื่นจะบอกว่าบ้านนี้แปลกๆ อีกอย่างหนึ่งพิธีสู่ขวัญนี้บ่งบอกถึงฐานะ ความรวยความจนด้วยนะ ก็เวลาคุณจัดทำพิธีทีหนึ่งคนมีนาเยอะพิธีเขาก็ต้องใหญ่ หมู ไก่ก็ต้องเยอะ พอทำเสร็จของก็แจกเพื่อนบ้านกันคึกคัก”

พักจากกิจกรรม ที่นี่มีครัวเปิดให้บริการด้วย เมนูอาหารเรียบง่าย ไม่ได้มีอะไรหวือหวาน่าตื่นเต้น แต่ความน่าสนใจ คือ วัตถุดิบทุกอย่างปลูกที่นี่ ปรุงที่นี่ และรับประทานที่นี่ ที่สำคัญปลอดภัย กินแล้วสบายใจ แถมรสมือแม่ครัวก็อร่อยเด็ดขาด

เซตอาหารที่ภูกะเหรี่ยง เป็นผลผลิตที่ทำเองกินเอง

วันนั้นได้ชิม ผัดถั่วงอกใส่เต้าหู้ น้ำพริกกะปิ ผักสด ผักลวก ไข่เจียวดอกขจร ปลาทูทอด ไข่เจียวทอดชะอม ต้มจืดตำลึง แกงเลียง แกงป่า กินกับข้าวซ้อมมือเม็ดสวยนุ่มกินอร่อย เจริญอาหารมากๆ ราคาแต่ละจานอยู่ที่ 80-150 บาทเท่านั้น

“ครัวเราอาจไม่ได้ใช้คำว่าออร์แกนิค และไม่สนใจจะทำด้วย เพราะคำนี้ต้องมีมาตรฐานมารองรับเยอะแยะ แต่เรารู้ว่าเราผลิตอะไร เรารู้ว่าเราไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ฉีดยา ปุ๋ยเราก็ทำปุ๋ยหมักเอง ดังนั้นอาหารเราปลอดภัยแน่นอน”

ใครอยากจะไปเที่ยว ที่นี่จะเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น ส่วนวันธรรมดา จันทร์-ศุกร์ ลูกค้าที่จะเข้าชมต้องมีการนัดหมาย เพราะที่นี่มีคิวแน่นตลอด โทร 08-7361-5821

ที่มา        อาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน

ผู้เขียน    ชม นำพา [email protected]

อาหารดับเครียด – ด้วยสภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน อาจทำให้หลายคนต้องเผชิญกับความเครียด เมื่อถูกความเครียดรุมเร้าอยู่ตลอดก็ทำให้เกิดความท้อแท้ในชีวิต มองโลกในแง่ลบ กระทั่งซึมเศร้า จึงมีคำแนะนำดีๆ ด้วยเทคนิคจัดการความเครียด สร้างภูมิคุ้มกันให้จิตใจแข็งแกร่ง เปี่ยมด้วยพลังบวก เริ่มต้นปีใหม่ด้วยจิตใจอันสดใส

ณัชชา แสงสวัสดิ์ นักโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ใครที่เริ่มรู้สึกเครียด กดดัน เหน็ดเหนื่อย หรือไม่มีแรงใจในการรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่ต้องเจอในแต่ละวัน ก่อนอื่นควรต้องเริ่มหันกลับมาโฟกัสที่ตัวเอง ลองประเมินสภาวะอารมณ์ในช่วงเวลาปัจจุบันของคุณว่าเป็นอย่างไรบ้าง และลองหาทางรับมือแก้ไข อย่างการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะเวลาเครียดร่างกายจะมีการผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น

ดังนั้น การทานอาหารที่มี สารต้านอนุมูลอิสระสูง สามารถช่วยได้ เช่น ส้ม ฝรั่ง กีวี นอกจากรสชาติเปรี้ยวจะทำให้สดชื่นแล้วยังมีวิตามินซีสูง หรือ เมล็ดทานตะวัน และ เมล็ดอัลมอนด์ มีวิตามินอีสูงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ
กล้วยหอม

นอกจากนี้ การทานผลไม้บางชนิดก็สามารถช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อได้ เช่น กล้วยหอม เพราะมีแร่ธาตุแมกนีเซียม และ โพแทสเซียม ที่สำคัญต่อการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้ดี

“ที่ลืมไม่ได้คืออาหารเช้า เพราะอาหารเช้ามีส่วนสำคัญมาก ในการที่จะให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอในตอนเช้า เพื่อพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่ต้องเจอในแต่ละวัน และทำให้เรารู้สึกสดชื่นมีพลังงานไปจนถึงช่วงบ่าย”

ณัชชา กล่าวทิ้งท้ายว่า ครอบครัว ก็ถือเป็นกำลังใจสำคัญอย่างมาก ในการช่วยบรรเทาความวิตกกังวล และความเครียดที่อาจเกิดขึ้นกับสมาชิกในบ้าน ด้วยการสนับสนุนซึ่งกันและกันด้วยการให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ หรือชวนกันออกไปทำกิจกรรมง่ายๆ เช่น ทานข้าวร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตา ก็จะทำให้สามารถปรับอารมณ์และเติมเต็มความรู้สึกดีๆ
ณัชชา แสงสวัสดิ์

ให้คลายความเครียดลงได้เป็นอย่างดี

หนึ่งในการกินที่ทำให้สุขภาพดี นอกจากตัวอาหาร วัตถุดิบ กรรมวิธีการปรุงแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องใส่ใจคือ “ภาชนะ” ซึ่งภาชนะในการปรุงอาหารแต่ละชนิดมีข้อดีและวิธีใช้แตกต่างกัน ควรระมัดระวังในการใช้และการเก็บรักษา เพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลต่อสุขภาพและทำให้สูญเสียรสชาติของอาหาร

ภาชนะเคลือบ (non-stick) ไม่ควรใช้ไฟแรง

ภาชนะที่เคลือบสารเทฟลอนง่ายต่อการทำความสะอาด การตั้งไฟแรงหรือของใช้ของมีคมขูดขณะประกอบอาหารจะทำให้สารที่เคลือบไว้หลุดออก ปัจจุบันยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีผลเสียต่อสุขภาพ แต่จะทำให้อายุการใช้งานของภาชนะนั้นๆสั้นลง
*ไม่ควรใช้แปรงแข็งๆปัดแรงๆ

ภาชนะสเตนเลสไม่เหมาะสำหรับการตุ๋นยาจีน

ควรหลีกเลี่ยงการนำภาชนะสเตนเลสมาตุ๋นยาจีน เพราะว่าในยาจีนจะมีสารจำพวกกรดอินทรีย์หรือแอลคาลอยด์ เมื่อโดนความร้อนหรือผ่านการตุ๋นนานๆจะทำปฏิกิริยาทางเคมีกับโลหะจนทำให้สรรพคุณของยาจีนหมดไปและอาจก่อให้เกิดสารที่เป็นโทษต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังไม่ควรใส่เหล้า หรืออาหารที่มีความเป็นกรดหรือด่างมากไว้ในภาชนะนั้นนานๆ
*ไม่ควรใช้โซดาที่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้ดี ควรใช้ด่างหรือน้ำยาทำความสะอาดในการทำความสะอาดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผุกร่อน

ภาชนะที่ทำด้วยเหล็กต้องระวังไม่ให้ขึ้นสนิม

ภาชนะที่ทำด้วยเหล็กนับเป็นภาชนะที่มีความปลอดภัยที่สุด แต่ต้องระวังห้ามนำไปตุ๋นยาจีน เหตุผลที่ต้องห้ามนำไปตุ๋นยาจีนเหมือนกับเหตุผลของภาชนะสเตนเลส ไม่ควรใส่อาหารทิ้งไว้ในภาชนะค้างคืน นอกจากนี้ เมื่อใช้ภาชนะเหล็กกับถั่วเขียวหรือชา และใช้ความร้อนสูง จะทำให้น้ำถั่วเขียวมีรสชาติผิดเพี้ยนและน้ำชามีรสฝาด
*ควรล้างและเช็ดให้แห้งทันที หลังใช้งานเสร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นสนิม ควรใช้ฟองน้ำนุ่มๆในการล้าง

ภาชนะที่ทำจากอะลูมิเนียมไม่ควรนำมาอุ่นอาหารที่มีความเป็นกรดหรือด่าง

การผลิตภาชนะอะลูมิเนียมจะต้องผ่านกระบวนการทำให้ปฏิกิริยาทางเคมีคงที่ ทนต่อการผุกร่อนและกระจายความร้อนได้เร็ว แต่กระนั้นเมื่อโดนกรดหรือด่าง ก็ยังคงมีปฏิกิริยาอยู่นั่นเอง จึงไม่ควรนำมาอุ่นอาหารที่มีความเป็นกรดหรือด่าง
*ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีความเป็นด่างรุนแรง เพื่อป้องกันการผุกร่อน

ภาชนะที่เป็นกระเบื้องไม่ควรมีลวดลายด้านในภาชนะ

ภาชนะประเภทกระเบื้องต้นต่อความเป็นกรดและด่าง จึงเหมาะสำหรับการปรุงอาหารทุกวิธี ทั้งต้ม ตุ๋น ผัด และย่าง อีกทั้งยังทำความสะอาดง่าย หากมีการใช้โลหะมาประดับเป็นลวดลาย ไม่ควรใส่เข้าไปในไมโครเวฟ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปล่อยสารพิษหรือเกิดประกายไฟ
*ควรหลีกเลี่ยงการเลือกภาชนะที่มีลวดลายด้านในภาชนะ ในการใช้งานครั้งแรกควรนำมาใส่น้ำและต้มให้เดือดเพื่อฆ่าเชื้อ

ภาชนะดินเผาเหมาะสำหรับการต้ม

ภาชนะที่ทำจากดินเผาจะเก็บอุณหภูมิได้ดี จึงนิยมนำมาใช้ในการทำหม้อไฟหรือต้ม ควรหลีกเลี่ยงภาชนะที่มีลวดลายด้านใน
*ก่อนนำมาใช้ครั้งแรก ควรล้างให้สะอาด ใส่น้ำและใบชา ต้มให้เดือดด้วยไฟอ่อน หรือแช่ด้วยน้ำซาวข้าวทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อทำให้พื้่นผิวด้านในอ่อนตัว

ควรใช้ภาชนะพลาสติกอย่างเหมาะสม

การใช้ภาชนะพลาสติกควรสังเกตว่าภาชนะนั้นๆทำจากวัสดุใด เช่น หากทำจากวัสดุพอลิโพรพิลีน จะทนความร้อนได้ประมาณ 135 องศาเซลเซียส หากทำจากวัสดุพอลิสไตรีน ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนความร้อน ไม่ควรใช้กับอาหารที่มีความเป็นกรด และอาหารทอด ส่วนพลาสติกที่ทำให้จากวัสดุพอลิไวนิลคลอไรด์ จะปล่อยสารก่อมะเร็งเมื่อโดนความร้อน แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้กันแล้ว การใช้ฟิล์มถนอมอาหารในไมโครเวฟ ไม่ควรปิดฟิล์มให้สนิท และควรห่างจากอาหารอย่างน้อย 3 เซนติเมตร

 

 


ที่มา หนังสือกินเปลี่ยนชีวิต ด้วยอาหาร 100 ชนิด จากธรรมชาติ สนพ.นานมีบุ๊คส์

1.ข้าวซ้อมมือ

คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานเพียงแหล่งเดียวของสมอง ข้าวซ้อมมือจึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา

ในข้าวซ้อมมือมีคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี วิตามินอี โพแทสเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี ซึ่งช่วยลดความเครียดจากการเรียน ป้องกันท้องผูก คลายความเมื่อยล้า

2.ลูกเดือย

 

ลูกเดือยอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มบี ช่วยลดความวิตกกังวลจากการสอบ โดยในลูกเดือยประกอบไปด้วยสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี โพแทสเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก

ประโยชน์ต่องร่างกายของลูกเดือย คือ ป้องกันท้องผูก ช่วยเรื่องความจำและสมาธิ กระตุ้นเมแทบอลิซึม เพิ่มภูมิคุ้มกัน

3.เกาลัด

เกาลัดอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มบี โดยเฉพาะวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยให้ระบบปราสาททำงานปกติ ลดความเครียดจากการเรียน

ในเกาลัดมีคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี วิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน กระตุ้นเมแทบอลิซึม

4.กระหล่ำดอก

กระหล่ำดอกอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน โดยในกระหล่ำดอกมีสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินซี วิตามินเค แคโรทีน โพแทสเซียม แคลเซียม

ประโยชน์ของกระหล่ำดอกต่อร่างกาย คือ ป้องกันท้องผูก บำรุงสายตา ลดความเครียดจากการเรียน

5.ถั่วแขก

เส้นใยอาหารในถั่วแขกช่วยให้กระเพาะและลำไส้บีบตัวช่วยป้องกันปัญหาท้องผูก

ในถั่วแขกมีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม ซึ่งช่วยส่งเสริมเพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันท้องผูก

6.เก๋ากี้

การอ่านหนังสือเป็นเวลานานทำให้ดวงตาเมื่อยล้า การกินเก๋ากี้ที่อุดมไปด้วยแคโรทีนจะช่วยบำรุงสายตา

โดยในเก๋ากี้มีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินกลุ่มบี วิตามินอี แคโรทีน โพแทสเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ซึ่งช่วยลดความเครียดจากการเรียน ป้องกันท้องผูก บำรุงสมอง

7.ผีผา

กรดอินทรีย์ในผีผาช่วยดับกระหายและคลายร้อนเหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่สอบในช่วงฤดูร้อน

สารอาหารที่พบในผีผา ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินเอ สารฟลาโวนอยด์ แคโรทีน กรดอินทรีย์ โพแทสเซียม

ประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ช่วยป้องกันหวัด บำรุงสายตา

8.ไข่ไก่

สารเทเลซินและสารฟอสเฟทิดิลอินโซทอลในไข่ไก่เป็นสารอาหารที่สมองและเส้นประสาทขาดไม่ได้ ช่วยให้สมองแจ่มใส

ในไข่ไก่มีสารอาหารจำพวกโปรตีน คอเลสเตอรอล วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินดี วิตามินอี วิตามินเค แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส สังกะสี

ประโยชน์ของไข่ไก่ คือ บำรุงสายตา ลดความเครียดจากการเรียน

9.เนื้อหมู

เนื้อหมูอุดมไปด้วยวิตามินบี 1 ช่วยเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงานที่สมองและร่างกายต้องการ ในเนื้อหมูโปรตีน ไขมันวิตามินกลุ่มบี โคเอนไซม์คิวเทน โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี

ประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ทำให้มีสมาธิ ลดความเครียดจากการเรียน ความเมื่อยล้า

10.ปลาซาร์ดีน

ปลาซาร์ดีนอุดมไปด้วยกรดไขมัน DHA ที่จำเป็นต่อร่างกายช่วยกระตุ้นเซลล์สมอง ช่วยให้มีสมาธิ

ในปลาซาร์ดีนพบสารอาหารประเภทโปรตีน กรดไขมันโอเมกา 3 วิตามินกลุ่มบี วิตามินดี แคลเซียม ฟอสฟอรัส ตุเหล้ก ซิลีเนียม

ปลาซาร์ดีนมีประโยชน์ต่อร่างกายคือ ลดความเครียดจากการเรียน คลายความเมื่อยล้าของสมองและสายตา


ที่มา หนังสือกินเปลี่ยนชีวิต ด้วยอาหาร 100 ชนิดจากธรรมชาติ สนพ.นานมีบุ๊คส์

“กินอะไร ได้อย่างนั้น” อาหารที่ดีส่งเสริมสุขภาพช่วยให้มีร่างกายแข็งแรง และมีความสำคัญอย่างยิ่งในวัยเจริญเติบโตของหนูน้อย คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อพัฒนาการของลูกที่สมบูรณ์ในอนาคต

วันนี้ “มติชน อคาเดมี” นำเสนอเมนูอาหารรสชาติอร่อย ที่อุดมไปด้วยคุณค่าโภชนาการครบถ้วนเพื่อคุณหนูๆ ที่กำลังอยู่ในวัยหัดรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ ด้วยเมนู “สเต็กปลาแซลมอน” เสิร์ฟคู่กับ “สลัดผักและผลไม้ ราดน้ำสลัดเทาซันไอส์แลนด์” และ “สมูทตี้มะม่วงราสพ์เบอรี่” เครื่องดื่มผสมผสานรสหวานและรสเปรี้ยวอย่างลงตัว

พิเศษสุดๆ กับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ที่จะมาสร้างสรรค์เมนูอร่อยครบ 5 หมู่ โดยร่วมกับเชฟมืออาชีพจาก เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต คอยดูแลและให้คำแนะนำทุกขั้นตอน ในการทำเมนูอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับลูกน้อยให้แก่ครอบครัวของลูกค้าคนพิเศษ ในเวิร์คช็อป “Healthy Cooking for Kids by MBLT”

“เชฟปิแอร์ ริโมโน” (Chef Pierre Rimoneau) อาจารย์ผู้สอนประจำโรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต บอกเล่าถึงเวิร์คช็อปครั้งนี้ว่า เมนูอาหารที่เลือกมาได้แก่ สเต็กปลาแซลมอน รับประทานคู่กับสลัดผักและผลไม้ และสมูทตี้มะม่วงราสพ์เบอรี่ที่มีรสชาติกลมกล่อม หวานกำลังดี

เชฟปิแอร์ ริโมโน

“เมนูเหล่านี้ได้รับการคัดสรรมาแล้วเป็นอย่างดีว่าเป็นเมนูที่ทานง่าย เหมาะสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะสำหรับเด็ก เนื่องจากเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ยังคงไว้ด้วยรสชาติที่อร่อย สามารถรับประทานได้ง่าย ตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกๆ รับประทานผัก และผลไม้ได้เป็นอย่างดี”

ด้านบรรยากาศการเรียนทำอาหาร Healthy Cooking for Kids by MBLT ครั้งนี้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน เด็ก ๆ ตั้งใจทำอย่างแข็งขัน ทั้งหั่นผัก ล้างผลไม้ ลองทำน้ำสลัดด้วยตนเอง รวมไปถึงการลงมือย่างปลาแซลมอนกับคุณพ่อคุณแม่ มีเสียงหัวเราะคึกคักตลอดทั้งงาน พร้อมได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากเชฟของ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิตอีกด้วย

เปิดเคล็ดลับในการปรุงอาหารเพื่อสุขภาพให้อร่อย จากเชฟปิแอร์

สเต็กปลาแซลมอน

เชฟปิแอร์ บอกว่าปลาแซลมอนควรเป็นปลาคุณภาพดีที่มาจากแหล่งธรรมชาติ ซึ่งจะมีเนื้อหวานอร่อย และอุดมไปด้วยไขมันชนิดดี มีกรดไขมันโอเมก้า 3 โปรตีน และวิตามินต่างๆ ช่วยในการบำรุงสุขภาพและสมอง

“การเลือกปลาทั้งตัว ตาต้องใส เหงือกมีสีแดงสด ไม่มีกลิ่นเหม็นและเมือกใส หากเลือกปลาที่แล่เป็นชิ้นแล้ว เกล็ดปลาต้องยังติดแน่น ไม่มีกลิ่นเหม็น เนื้อปลาแน่นและคืนตัวเมื่อกดลงไป”

สำหรับเคล็ดลับในการย่างปลาแซลมอนในกระทะให้อร่อยนั้น ต้องอาศัยการใช้อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 43 – 45 องศาเซลเซียส จนได้เนื้อปลาสีสวย น่ารับประทาน หากระหว่างย่างมีควันขึ้น ให้ยกกระทะออกจากเตาก่อน เพื่อให้หายร้อน และเมื่อควันหายไปจึงยกกลับมาย่างใหม่ ซึ่งง่ายกว่าที่เราจะไปปรับหมุนหัวเเก๊สเพื่อปรับไฟ

“กว่าจะปรับหาไฟในจุดที่สุกพอดีก็จะลำบาก เพราะฉะนั้นให้ดึงกระทะออกมาดีกว่า ต้องใจเย็นๆ อย่าใจร้อน ใช้ไฟอ่อนๆ พอปลาสุกได้ครึ่งชิ้น ให้ยกกระทะออกมาพักไว้แล้วปิดฝาให้สนิท ให้ความร้อนที่มีอยู่ระอุให้เนื้อปลาชิ้นข้างบน ค่อยๆสุกไปทีละนิด”

โดยปกติแล้วการย่างปลาทั่วไปจะใช้วิธีพลิกปลาไปมาจนสุก แต่สำหรับสเต็กปลาแซลมอนในเวิร์คช็อปครั้งนี้ ได้ใช้วิธีการย่างแบบด้านเดียว หรือที่เรียกว่า “Unilateral” เพื่อไล่ระดับความสุกให้ทั่วทั้งชิ้น และยกระดับรสชาติของปลาด้วยเกลือและพริกไทยเป็นขั้นตอนสุดท้าย การย่างด้วยวิธีนี้จะทำให้เนื้อปลาไม่สุกจนเกินไป แต่ยังคงความนุ่ม ฉ่ำ เมื่อรับประทานแล้วจะได้รสหวานในเนื้อปลาจากธรรมชาติได้มากกว่าการย่างแบบปกติ

 

สลัดผักและผลไม้ ราดน้ำสลัดเทาซันไอส์แลนด์

มาถึงเมนูเพื่อสุขภาพที่จะทำให้รักการกินผักขึ้นมา โดยเชฟปิแอร์บอกถึงการเลือกผักสลัดและผลไม้ชนิดต่างๆ ว่าควรมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีรสชาติหวาน อร่อย ถูกปากเด็กๆ อย่างแอปเปิลเขียว แอปเปิลแดง องุ่นเขียว องุ่นแดง สตรอว์เบอรี่ และมะม่วง ที่ล้วนมีส่วนช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ อุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคมะเร็ง อีกทั้งยังเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยทำให้ผิวพรรณสวยใส เปล่งปลั่ง ดูมีสุขภาพผิวที่ดี

“นอกจากคุณค่าทางอาหารและรสชาติของผักและผลไม้แต่ละชนิดแล้ว ผู้ประกอบอาหารยังต้องคำนึงถึงรสชาติโดยรวมที่ต้องสามารถเข้ากันได้ดี และมีสีสันที่สวยงามน่ารับประทานเมื่อนำมาคลุกรวมกับน้ำสลัด”

พร้อมบอกเคล็ดลับในการทำน้ำสลัดว่า ถ้าเราละลายเกลือกับน้ำส้มสายชูก่อน เกลือจะละลายได้ แต่ถ้าไม่ละลายก่อนเเล้วใส่น้ำมันลงไปเลย เกลือจะไม่ละลายในน้ำมัน เเล้วจะเห็นว่ามายองเนสจะมีจุดขาวๆ อยู่ ทำให้ไม่สวยงาม เพราะกว่าเกลือจะละลายได้ต้องอาศัยความชื้นจากมัสตาร์ด ทำให้มองเห็นเป็นจุด เนื้อก็จะไม่สวย จึงต้องละลายเกลือให้เรียบร้อยเสียก่อน อีกทั้งให้ค่อยๆ รินน้ำมันเป็นเส้นบางๆ ไปเรื่อยๆ อีกมือหนึ่งก็ตีไปไม่ต้องหยุด เพื่อให้น้ำมันเข้าเป็นเนื้อเดียวกันกับส่วนผสมที่อยู่ในชาม ค่อยๆ คลายเป็นเนื้อครีมข้นๆ ขึ้นมา

“น้ำสลัดที่ใช้ควรคัดสรรวัตถุดิบที่ไม่มีสารเคมีและวัตถุเจือปน เพื่อมาเป็นตัวช่วยเสริมรสชาติของสลัดผักและผลไม้ หนึ่งในน้ำสลัดที่เหมาะสำหรับเด็กมากที่สุดคือน้ำสลัดเทาซันไอส์แลนด์ เนื่องจากเป็นน้ำสลัดชนิดที่รับประทานง่าย และมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์”

เครื่องดื่มสมูทตี้มะม่วงราสพ์เบอรี่

ตามมาติดๆ ด้วยเมนูเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์หลากหลายอย่าง “สมูทตี้มะม่วงราสพ์เบอรี่” ซึ่งเชฟปิแอร์บอกว่าเป็นสูตรที่ผสมกันระหว่างผลไม้ไทย ที่มีรสชาติหวานโดดเด่น บวกกับความเปรี้ยวของราสพ์เบอร์รี่ที่จะมอบความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าตลอดทั้งวัน เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว และเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ โดยเทคนิคการทำนั้นไม่ควรปั่นนานจนเกินไป

ปิดท้ายด้วยเคล็ดลับในการปรุงอาหารเพื่อสุขภาพให้อร่อยจากเชฟปิแอร์ของ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต นั่นก็คือ “คุณภาพ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการปรุงอาหารเพื่อสุขภาพที่เชฟทุกคนให้ความใส่ใจเป็นอันดับแรก การปรุงอาหารจึงควรมีความพิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากคุณค่าทางอาหารของวัตถุดิบแต่ละชนิดแล้ว ยังทำให้อาหารมีรสชาติอร่อยจากธรรมชาติโดยไม่ต้องปรุงแต่งรสชาติมากอีกด้วย

เรียกได้ว่าเต็มอิ่มทั้งความรู้ อาหารและความสนุกสนานกับเวิร์คช็อปสุดพิเศษ Healthy Cooking for Kids by MBLT กันอย่างเต็มที่ โดยคุณ “ไมเคิล บราวน์” กรรมการบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ฝากถึงกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ได้มุ่งสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้าและบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจและให้การสนับสนุนบริการของเราด้วยดีเสมอมา โดยแต่ละกิจกรรมจะตรงกับความสนใจ และไลฟ์สไตล์ของลูกค้า โดยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ทุกครอบครัวเล็งเห็นถึงความสำคัญของอาหารที่มีประโยชน์ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง”