“พริก” ถือเป็นวัตถุดิบหลักในการทำอาหารไม่ว่าภาคไหนๆ โดยเฉพาะภาคใต้แล้วต้องนับเป็นวัตถุดิบอันดับหนึ่งเลยทีเดียว ดังนั้น ในการปรุงอาหารที่เป็นเครื่องแกง “พริก” จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ เครื่องแกงภาคไหนๆ จำเป็นต้องใส่พริกทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า ทั้งชนิดสดหรือแห้งก็ตาม

พริกสามารถมีไว้ใช้ในทุกฤดูกาล แต่ถ้าหากฤดูไหนผลผลิตได้จำนวนน้อย ราคาพริกก็ขยับขึ้นสูงจนน่าใจหาย แต่ถ้าฤดูไหนปลูกได้มาก ราคาก็ลดลงมาจนแม่ค้าแม่ครัวยิ้มแป้นไปตามๆ กัน ถือว่าต้นทุนลดกำไรเพิ่ม วิธีการที่จะเก็บพริกไว้ให้ได้นานๆ เพื่อทำเครื่องแกง คือ การตากแดดให้แห้ง หากใครปลูกเองก็ยิ่งดี ไม่ต้องซื้อหาและยังสามารถได้พริกที่ปลอดสารพิษไว้ใช้อีกด้วย

โดยเฉพาะพริกขี้หนูนั้น หากจะปลูกต้องศึกษากันหน่อย โดยปกติแล้ววิธีการ คือจะปลูกพริกขี้หนูช่วงเดือน 6 พอถึงเดือน 9 ก็เก็บได้แล้ว การเก็บเกี่ยวให้เลือกเก็บเม็ดสีแดงกับสีเหลือง พอเก็บแล้วนำมาแยกออกจากกัน เม็ดสีแดงให้นำไปตากแดดทันที ส่วนเม็ดสีเหลือง จะนำไปบ่มให้สุกก่อน การบ่มคือผึ่งลมไว้เฉยๆ พอ 2-3 วันก็สุกเป็นสีแดงทั้งหมดแล้ว จากนั้นให้นำไปตากแดดประมาณครึ่งเดือน (ถ้าแดดดี) การตากต้องตากให้แห้งเกรียม ไม่อย่างนั้นจะขึ้นราได้

พอแห้งดีก็นำมาใส่ถุงพลาสติก มัดให้แน่น หรือเก็บไว้ในขวดโหล สามารถเก็บไว้ได้นาน 2 ปี แต่สีจะไม่สวย ส่วนความเผ็ดยังเหมือนเดิม

นอกจากวิธีนี้แล้ว ยังมีที่ใช้วิธีการเด็ดขั้วพริกออกจากตัวพริก แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง หรือพอเอาขึ้นจากน้ำ ให้สะเด็ดน้ำแล้วนำไปห่อในกระดาษหนาๆ ใช้กระดาษทิชชู่ห่อไว้หนาๆ เลยก็ได้ จะทำให้เก็บพริกได้ ถึง 2 สัปดาห์ หรือนำไปใส่กล่องที่มีฝาปิดสนิท ต้องสนิทจริงๆ ห้ามให้อากาศเข้าไปได้ แล้วแช่ตู้เย็นไว้ จะเก็บได้นานถึง 1 เดือน

พริกเข้ามามีบทบาทในเมืองไทยเมื่อประมาณ 400 กว่าปีนี้เอง ในขณะที่ชาวอินเดียนใน Mexico รู้จักพริกกันมาตั้งแต่ 9,000 ปีก่อน ซึ่งถูกค้นพบจากอุจจาระที่เป็นก้อนแข็งที่เมือง Huaca Prieta มีซากเมล็ดพริกที่มีอายุประมาณ 9,000 ปี การศึกษาวิถีชีวิตของชนเผ่า Olmec, Toltec และ Aztec ต่างก็แสดงให้รู้ว่า ชาวอินเดียนเหล่านี้รู้จักปลูกและบริโภคพริกเช่นกัน นอกจากนี้นักประวัติศาสตร์ยังได้ขุดพบซากของต้นพริกที่มีอายุกว่า 2,000 ปี ในเทวสถานของเปรูด้วย หรือแม้แต่ลายปักเสื้อผ้าของชาวอินเดียนที่อาศัยอยู่ในเปรู เมื่อ 1,900 ปีก่อน ก็มีลวดลายปักเป็นต้นพริกให้เห็น

ที่มา : แม่บ้าน

เป็นความชื่นชอบ หรืออาจจะเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยไปแล้ว ที่ส่วนใหญ่มักจะชอบอาหารที่มีรสเผ็ดร้อน คนเก่าคนแก่เคยบอกว่า กินข้าวมื้อไหนถ้าขาดน้ำพริก เป็นว่ากินข้าวไม่อิ่มท้อง ไม่มีแรงทำงานทำการอะไร

คนไทยไม่ว่าจะยากดีมีจน เพศหญิงเพศชาย คนแก่ คนหนุ่มสาว ล้วนมีความต้องการที่จะลิ้มรสอาหารที่มีรสจัด หรือรสเผ็ดกันทั้งนั้น…ที่ชอบอาหารรสจืดๆ ก็มีเช่นกัน แต่มักจะเป็นของเด็กเล็ก คนชรา และเด็กยุคใหม่ที่เป็นสังคมสมัยนิยม หรือเจนเนอเรชั่น (generation) ทั้งเจนวายหรือ Why Gen เจนเอ็กซ์ เจนซี หรือ Z รวมทั้งกลุ่มรักสุขภาพ เจนเบเบ้บูม หรือเบบี้บูม

พริก หรือ Pepper เป็นพืชในสกุล Capsicum วงศ์ SOLONACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Capsicum annuum Linn. พริกหลายชนิดที่เกษตรกรหลายจังหวัดปลูกกัน แต่ตลาดส่งออกต่างประเทศไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นพริกใหญ่ประเภทมีเมล็ดมาก เนื้อผลบาง

ซึ่งต่างประเทศต้องการประเภทเนื้อหนา เมล็ดน้อย มีสีแดงล้วน หรือเขียวล้วน เช่น พริกจีนแดง พริกพันธุ์หัวเรือของจังหวัดอุบลราชธานี พริกพันธุ์จินดา ส่วนตลาดในประเทศต้องการประเภทเมล็ดมาก รสเผ็ดปานกลางถึงมาก ซึ่งถ้าพริกรสเผ็ดส่วนใหญ่จะเป็นประเภทพริกเล็ก พริกชี้ฟ้า หรือพริกขี้หนูใหญ่ พริกขี้หนูสวน พริกขี้หนูหอม พริกขี้นก พริกกะเหรี่ยง ผลผลิตของพริก คือผลพริก ซึ่งแยกเป็นพริกเล็ก พริกใหญ่ ในรูปของผลสด คือพริกสด กับพริกแห้ง คือพริกที่ผ่านกรรมวิธีการตาก หรืออบจนแห้งไม่มีความชื้น หรือความชื้นเหลือน้อยมาก และพริกแปรรูป เช่น พริกป่น หรือพริกผง ซอสพริก น้ำพริกแกง เครื่องปรุงบะหมี่สำเร็จรูป

พริกกลุ่ม หรือชนิดแคปซิคัม แอนนูอัม (Capsicum annuum) ที่ปลูกกันในประเทศไทยนี้ อยู่กลุ่มความเผ็ดปานกลางเกือบทั้งหมด ยกเว้นพวกเผ็ดน้อย หรือไม่เผ็ด มักจะเป็นพริกพันธุ์มาจากต่างประเทศ เป็นชนิดแคปซิคัมแอนนูอัม คัลติวารส์ (Capsicum annuum cultivars) เช่น พริกหวานแคลิฟอร์เนียร์วันเดอร์ และพริกหยวกไทย พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์บางบัวทอง ในทุกวันนี้

วิทยาการก้าวหน้าและรวดเร็วมาก มีการปรับปรุงบำรุงพันธุ์พริกได้อีกมากมาย โดยเฉพาะภาคเอกชน มีหลากหลายพันธุ์ หลายบริษัทที่พัฒนาได้พริกพันธุ์ใหม่ๆ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อให้ได้ตรงตามความต้องการของตลาด

พันธุ์พริกที่เกษตรกรปลูกในประเทศไทย เราแบ่งเป็นประเภทพริกใหญ่ เช่น พันธุ์พริกมัน พริกเหลือง พริกบางช้าง พริกมันพิชัย พริกสิงคโปร์ พริกดอนยาง พริกสันป่าตอง พริกชี้ฟ้า

ประเภทพริกขี้หนูเม็ดใหญ่ (เม็ดคือผล) เช่น พันธุ์ห้วยสีทน พันธุ์หัวเรือ พันธุ์จินดา พันธุ์จินดายอดสน พันธุ์บ้านใน พันธุ์ไส้ปลาไหล พันธุ์สร้อย พันธุ์นิ้วมือนาง พันธุ์น้อยผลยาว พันธุ์ช่อ มข.(มหาวิทยาลัยขอนแก่น) พันธุ์เดือยไก่ และพริกขี้หนูเม็ด (ผล) เล็ก เช่น ขี้หนูหอม กะเหรี่ยง ขี้นก

ความเผ็ดของพริก มีหน่วยวัดเป็น สโควิลล์ (Scoville) มีสารรสเผ็ดคือ แคปไซซิน (Capsaicin) พริกที่มี สารแคปไซซิน ร้อยละ 1 ของน้ำหนัก จัดว่ามีความเผ็ดสูงเทียบเท่าเผ็ด 100% จะเท่ากับหน่วยวัดความเผ็ด 175,000 สโควิลล์ ถ้าสารแคปไซซีน และหน่วยความเผ็ดลดลงก็จะเผ็ดน้อยลง

appetite-1238240_960_720

พริกที่นิยมปลูกในประเทศไทย จะเป็นพริกที่จัดอยู่ในกลุ่มความเผ็ดปานกลาง ความเผ็ด 35,000-70,000 สโควิลล์ ซึ่งความเผ็ดของพริก คือคุณค่าหลัก หรือคุณสมบัติประจำตัวของพริก แต่เวลาไปซื้อหามาใช้ประกอบอาหาร ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเผ็ดขนาดไหน ได้แต่คาดเดาเอา โดยดูจากสีสัน รูปร่าง ขนาด ซึ่งเป็นคุณสมบัติภายนอกที่มองเห็นนั่นเอง

พริก 100 กรัม มีคุณค่าทางอาหาร ให้พลังงานต่อร่างกาย 103 กิโลแคลอรี ให้เส้นใยอาหาร 65 กรัม ไขมัน 2.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 19.9 กรัม ฟอสฟอรัส 85 มิลลิกรัม แคลเซียม 45 มิลลิกรัม เหล็ก 2.5 มิลลิกรัม วิตามินเอ 11,050 IU วิตามินบีหนึ่ง (ไทอามีน) 0.24 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง (ไรโบฟลาวิน) 0.19 มิลลิกรัม วิตามินบีสาม (ไนอะซิน) 2.10 มิลลิกรัม วิตามินซี 70 มิลลิกรัม

คุณค่าทางอาหารของพริก จะต่างกันไปแต่ละชนิด เช่น พริกใหญ่สด พริกใหญ่แห้ง พริกเล็ก หรือขี้หนูสด พริกขี้หนูแห้ง คุณค่าจะต่างกันไป ใช้ผสมกับเครื่องเทศชนิดอื่นๆ ในการปรุงอาหาร ใช้ทั้งผลสด ผลแห้ง และพริกป่น

นอกจากผลของพริกที่ใช้นำมาเป็นพืชผักปรุงอาหารแล้ว ยอดและใบอ่อน ยังนำมาเป็นผักประกอบอาหาร เป็นผักปรุงรส แกงเลียง แกงแค แกงคั่ว แกงอีกหลายอย่าง ใส่เคียงคู่กับผักอื่นๆ เพิ่มรสชาติความอร่อยขึ้นมากโข

ผลพริกมีสรรพคุณในการช่วยขับลม ขับปัสสาวะ แก้ไข้หวัด ขับเหงื่อ แก้อาการปวดต่างๆ ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยระบบย่อยอาหารได้ดี สารแคปไซซิน และสารอาหารต่างๆ ที่มีอยู่ในตัวพริก มีประโยชน์ หรือมีสรรพคุณทางยามากมาย เช่น มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย ช่วยเสริมสร้างคอลาเจน ช่วยให้อารมณ์ดี เพราะร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟีน ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค บำรุงสายตา กระตุ้นเจริญอาหาร กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ช่วยลดน้ำหนัก บรรเทาอาการปวดต่างๆ บรรเทาหวัด ลดน้ำมูก ทำให้จมูกโล่งหายใจสะดวก แก้ไข้หวัด แก้ไอ แก้ซางตานขโมย

สารรสเผ็ดที่มีในพริก มีคุณสมบัติให้พลังงาน ความร้อนแก่ร่างกาย มีการนำมาใช้ในทางการแพทย์มานาน ใช้เป็นส่วนผสมของยา เช่น ยาช่วยให้เจริญอาหาร ยาขับลม ยาขับปัสสาวะ ยาแก้ไข้หวัด แก้ไอ

มีบางคนอยากรู้ว่า ต้นกำเนิดที่มาของพริกมาจากไหน? อยากจะตอบว่ามาจากต้นพริกสิ ก็กลัวเจ็บตัว มีคนเล่าว่า พริกมีถิ่นกำเนิดที่ทวีปอเมริกาใต้ แถบลุ่มน้ำอะเมซอนโน่นละกระมัง ชนเผ่าอินเดียนแดง เป็นพวกแรกรู้จักใช้พริกมาปรุงอาหารประมาณ 7,000 ปีก่อนคริสตกาลและหลังจากนั้นอีก 2-3 พันปีมีการเพาะปลูกจนแพร่กระจายอยู่ทั่วไป

ไทยเราส่วนใหญ่นิยมกินอาหารรสเผ็ดมาช้านาน แต่ส่วนใหญ่มาจากเครื่องเทศ เช่น ขิง ข่า กระวาน กานพลู กะเพรา แมงลัก ดีปลี ยี่หร่า ทำเป็นเครื่องแกง หรือผสมคลุกเคล้าลงในอาหาร หรือเป็นผักเคียง

มารู้จัก “พริก” เอาตอนราวๆ ยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ฝรั่งชาติโปรตุเกสเดินเรือเข้ามาค้าขาย ก็มีพวกชาวพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้ เปรู บราซิล เป็นลูกเรือของฝรั่งชาวโปรตุเกสมาด้วย และเป็นคนนำพริกติดเรือมาจากอเมริกาใต้มาทำอาหาร เป็นคนชอบกินพริก แนะให้คนไทยรู้จักและชิมดู คนไทยเห็นเขากินพริก และได้ลิ้มชิมรสเผ็ดก็ชื่นชอบ จัดการขอเมล็ดมาเพาะปลูก

เขาบอกคนไทยว่า ที่ยูชิมดู นี่เขาเรียกว่า “ปริ๊กก้า” แปลว่า เผ็ดร้อน พวกนายฝรั่งโปรตุเกสไม่ชอบกินของเผ็ดหรอกนะ

จริงนะเห็นฝรั่งสมัยนี้เขากินอาหารจืดๆ และคนไทยนิยมเรียกชื่อคำโดดๆ จึงเรียกว่า “ปริ๊ก” แต่ก็ยังเห็นว่าออกเสียงไม่ไพเราะดังแบบไทยสยาม และไม่ทันตามสมัยไทยนิยม จึงเรียกว่า “พริก” เพราะอ่อนหวาน น่ากินขึ้นเยอะ จนเรียกกันถึงวันนี้ และเป็นคติประจำใจ กินเผ็ดได้ คือไทยแท้

ถ้าพูดถึง “พริก” หลายคนคงนึกถึงพืชสวนครัวที่มีรสชาติเผ็ด ซึ่งเป็นรสชาติคุ้นลิ้นคนไทยมานาน แต่รู้ไหมว่าพริกไม่ได้มีดีสำหรับปรุงอาหาร แต่แฝงด้วยคุณประโยชน์ดีๆ มากมายที่ดีต่อร่างกาย วันนี้เรามาทำความรู้จัก ‘พริก’ ให้มากขึ้นกันค่ะ

รอบรู้เรื่องพริก

พริก เป็นพืชสวนครัวประเภทหนึ่งที่ให้รสชาติเผ็ด ความเผ็ดมาจากสารชื่อ “แคปไซซิน” ที่มีอยู่มากในบริเวณเยื่อแกนกลางสีขาว (คือส่วนเผ็ดมากที่สุด) ส่วนเปลือกและเมล็ดจะมีสารนี้น้อย แต่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าส่วนเมล็ดและเปลือกคือส่วนที่เผ็ดที่สุด แถมสารชนิดนี้ยังทนทานต่อความร้อนและความเย็นได้ดี ทำให้ไม่ว่าจะนำมาต้มให้สุกหรือแช่แข็ง พริกก็ยังให้รสชาติเผ็ดร้อนอยู่ดี ในประเทศไทย จะแบ่งพริกเป็น 2 กลุ่ม คือ “กลุ่มพริกผลใหญ่” กับ “กลุ่มพริกผลเล็ก”

กลุ่มพริกผลใหญ่ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1. พริกชี้ฟ้า พริกมัน พริกหนุ่ม และ พริกเหลือง กลุ่มนี้รสชาติค่อนข้างเผ็ดจัดเต็ม

2. พริกหยวก อย่างที่รู้ๆ กัน คือมีรสชาติเผ็ดน้อย เผ็ดแบบเบาๆ พอรู้สึกได้

3. พริกหวาน หรือ พริกยักษ์ จะมีรสชาติเผ็ดอยู่น้อยมาก

กลุ่มพริกผลเล็ก แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. พริกขี้หนูผลใหญ่ รสชาติเผ็ดร้อนแรง ตัวอย่างเช่น พริกพันธุ์จินดา พันธุ์หัวเรือ พันธุ์ห้วยสีทน เป็นต้น

2. พริกขี้หนูผลเล็ก รสชาติเผ็ดจัดจ้านสุดๆ ตัวอย่างเช่น พริกขี้หนูสวน พริกกะเหรี่ยง พริกตุ้ม พริกขี้นก แต่ถ้าจะให้จัดอันดับความเผ็ดของพริกแต่ละชนิดให้เห็นภาพที่สุด คงเรียงลำดับคร่าวๆ ได้ตามนี้เลยค่ะ พริกขี้หนู > พริกเหลือง > พริกชี้ฟ้า > พริกหยวก > พริกหวาน เป็นต้น

ประโยชน์ดีๆ ของพริกที่ควรรู้

รู้หรือไม่ว่า นอกจากความเผ็ดแล้ว พริกยังแฝงไปด้วยประโยชน์ดีๆ อีกมากมาย ในพริกอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อย่าง วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ใยอาหาร โดยมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ได้แก่

1. ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ สารแคปไซซินในพริกมีสาร thermogenic ที่ก่อความร้อนในร่างกาย ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายได้ดี
2. ช่วยให้เจริญอาหาร ทำให้ต่อมน้ำลายทำงานมากขึ้น จนไปกระตุ้นปลายประสาทรับรู้ความอยากอาหาร
3. บำรุงสายตา เพราะมีวิตามินเอและวิตามินซีอยู่ค่อนข้างมาก
4. ช่วยให้จมูกโล่ง หายใจสะดวกขึ้น ที่เราทานพริกแล้วจะมีอาการน้ำมูก น้ำตาไหล เป็นการช่วยลดปริมาณน้ำมูก และสิ่งกีดขวางในทางเดินระบบหายใจ ทำให้จมูกโล่ง ลดอาการคัดจมูก
5. ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น สารแคปไซซินสามารถยับยั้งการหดตัวของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ได้ดี ช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงขึ้น
6. ควบคุมคอเลสเตอรอล คือ ควบคุมระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีให้คงที่ และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี
7. ป้องกันโรคโลหิตจาง พริกมีธาตุเหล็กอยู่พอสมควร รวมถึงยังมีทองแดงที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีกรดโฟลิกที่ช่วยเสริมให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแข็งแรง
8. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง วิตามินซีในพริกยับยั้งการสร้างสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร เบต้าแคโรทีนลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์ และทำลายเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอดและมะเร็งช่องปาก
9. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ช่วยลดการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด ละลายลิ่มเลือด ให้เลือดไม่จับตัวเป็นก้อน จนอุดตันหลอดเลือด

เห็นไหมคะว่า พริกเม็ดเล็กๆ แต่มีคุณประโยชน์มากมายช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหากทานเผ็ดมากไป ก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เหมือนกันนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.tkpark.or.th
https://health.kapook.com/view1599.html
https://medthai.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81/

อาหารไทยนอกจากจะมีความอร่อยจนได้รับความนิยมไปทั่วโลกแล้ว ยังเป็นอาหารที่เหมาะสมกับสุขภาพ เพราะมีความหลากหลายของชนิดอาหาร และมีครบถ้วนแทบทุกหมู่ จึงให้สารอาหารค่อนข้างครบถ้วน

โดยส่วนประกอบของอาหารไทยจะมี “พริก” เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ซึ่งถือว่ามีความโดดเด่นในด้านประโยชน์เชิงสุขภาพ นอกจากนี้ ตำรับแกงและผัด หรือ พริกแกง แต่ละชนิดของไทยจะมีส่วนประกอบหลักที่เหมือนกัน คือ พริก หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ข่า และผิวมะกรูด (kaffir lime peels) นำมาตำให้ละเอียดจนได้พริกแกงแล้วยังให้คุณสมบัติในการป้องกันโรคต่างๆ

หากจะกล่าวถึงคุณสมบัติของ “เครื่องแกงไทย” แล้ว พอจะแยกแยะได้ดังนี้

“พริก” เครื่องเทศที่ให้รสเผ็ดร้อน  มีคุณสมบัติช่วยระบบไหลเวียนของเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้า  ป้องกันการเกิดมะเร็ง ในพริกมีสารแคปไซซิน (Capsicin) ที่เป็นสารที่ให้ความเผ็ดร้อน สารชนิดนี้จะกระจายอยู่ในทุกส่วนของพริก แต่ส่วนที่พบมากที่สุดหรือเผ็ดมากที่สุด คือ รกหรือไส้ของพริกนั่นเอง พริกมีวิตามินเอและวิตามินซีสูงมาก ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันและช่วยป้องกันโรคไข้หวัดได้ ในพริกยังมีสารเบต้าแคโรทีน และสารต้านอนุมูลอิสระ สารแคปไซซินยังยับยั้งการหดตัวของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ได้ดี อีกทั้งช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงขึ้น  ลดอาการหลอดเลือดอุดตันและหลอดเลือดตีบได้

“กระเทียม” มีฤทธิ์ในการลดระดับคอลเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด ในตำรับยาสมุนไพรไทยบอกไว้ว่ากระเทียมยังช่วยบรรเทาอาการหวัด เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยในกระเทียมมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส อีกทั้งยังช่วยขยายทางเดินหายใจ ทำให้หายใจสะดวกขึ้น ช่วยบรรเทาอาการไอแบบมีเสมหะได้ด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไอมากขึ้น แนะนำให้ใช้กระเทียมและขิงสดอย่างละเท่ากันตำละเอียดแล้วละลายกับน้ำอ้อยสด คั้นจนได้น้ำมาจิบแก้ไอ ขับเสมหะ หรือจะคั้นกระเทียมกับน้ำมะนาว แล้วเติมเกลือใช้จิบหรือกวาดคอก็ได้

“ตะไคร้” เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด ลดความดันโลหิต ตลอดจนป้องกันการเกิดมะเร็ง น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ ช่วยลดอาการแน่นจุกเสียดและช่วยขับลมได้ ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ช่วยขับปัสสาวะ ขับสารพิษและกรดยูริกที่มีอยู่ในปัสสาวะให้ออกมาจากร่างกาย ตะไคร้สามารถนำมาใช้ในการรักษาระดับคอเลสเตอรอล ช่วยป้องกันการสะสมไขมันในเส้นเลือด และทำให้เลือดสามารถไหลเวียนได้สะดวกขึ้น และยังเป็นตัวช่วยสำคัญในการช่วยรักษาเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม การรับประทานตะไคร้ก็มีข้อควรระวัง โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์

“หอมแดง” เป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่มีฤทธิ์เผ็ดร้อน จึงมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มอุณหภูมิภายในร่างกาย ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ในหอมแดงอุดมด้วยวิตามินและคุณค่าทางอาหารครบถ้วน แถมยังช่วยบำรุงสมองเพราะเต็มไปด้วยธาตุฟอสฟอรัส ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี ที่สำคัญมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ สำหรับผู้ที่รู้สึกเบื่ออาหาร ให้ลองนำหอมแดงมาใช้ปรุงอาหาร ไม่ว่าไข่เจียวใส่หอมแดงหรือซุปหัวหอม กลิ่นหอมแดงจะช่วยกระตุ้นร่างกายให้รู้สึกอยากอาหารมากยิ่งขึ้น แต่การรับประทานหอมแดงมากเกินไป อาจทำให้ผมหงอก มีกลิ่นตัว และมีอาการหลงลืมง่าย

“ข่า” ส่วนของข่าที่นำมากินนั้นมีรสเผ็ดปร่า และมีน้ำมันหอมระเหย จึงนิยมใช้ประกอบอาหารหลากหลายเมนู ไม่ว่าต้มยำ ต้มแซ่บ น้ำพริก รวมทั้งนำมาทำเป็นส่วนประกอบของเครื่องแกงต่างๆ  คนไทยยังนิยมนำหน่อและดอกของข่ามาทำเป็นผักจิ้มน้ำพริกอีกด้วย ข่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อรา แบคทีเรีย และยีสต์ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกมะเร็ง เนื่องจากมีสารออกฤทธิ์อย่างซิเนออล การบูร และยูจีนอล ที่ช่วยลดการบีบตัวของลำไส้ ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากเหง้าข่าก็ช่วยขับลมได้ดี และยังมีสารบางชนิดช่วยยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ด้วย

“ผิวมะกรูด” มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดความดันโลหิต ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับก็ได้ สารเคมีสำคัญที่พบในมะกรูดคือน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีทั้งในส่วนเปลือก ผล หรือผิวมะกรูด และในใบ จึงนิยมใช้ประโยชน์น้ำมันมะกรูดทั้งจากใบและเปลือกผลมะกรูด ใบมะกรูดยังมีสารเบต้าแคโรทีนซึ่งช่วยชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง และช่วยต่อต้านมะเร็ง ช่วยฟอกโลหิต  แก้อาการปวดท้อง ผลมะกรูดยังสามารถนำมาดองทำเป็นยาดองเปรี้ยวไว้รับประทาน ยาฟอกเลือดสตรี ขับระดู ยาบำรุงประจำเดือน หรือยาแก้ผอมแห้งแรงน้อย  นอกจากนี้น้ำจากผลมะกรูดยังใช้แก้อาการเลือดออกตามไรฟันได้ โดยใช้น้ำมะกรูดถูบางๆ บริเวณเหงือกหลังแปรงฟันเสร็จ จะช่วยบรรเทาอาการเลือดออกตามไรฟัน

นอกจากนี้ การนำเครื่องเทศสมุนไพรดังกล่าวมาบดตำด้วยกันทำให้สารพฤกษเคมี หรือสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพต่างๆ ออกมาผสมรวมกันและออกฤทธ์ทั้งเสริมหรือต้านกันจนก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อสุขภาพด้วย  จากผลการศึกษาวิจัยพบว่าอาหารไทยหลากชนิดล้วนเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ  มีผลดีต่อสุขภาพโดยเฉพาะเมนูที่มีพริกแกงและน้ำพริกซึ่งล้วนใช้พริกเป็นวัตถุดิบ จึงเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

การเลือกรับประทานอาหารไทยที่มีส่วนประกอบของเครื่องแกงเหล่านี้  ถือเป็นอีกวิธีที่จะช่วยสร้างสุขภาพได้  ซึ่งต้องควบคู่ไปกับการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่าง เหมาะสมด้วย

ที่มา : เรียบเรียงจากหมอชาวบ้าน