โรงเรียนสอนภาษา “ไอจีเนียสคิดส์” เป็นโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ ที่ผสมผสานระหว่างการเรียนและการเล่นเข้ามารวมไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว ที่ไม่ได้เน้นในเรื่องของการสอนภาษาให้แก่นักเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเน้นในเรื่องของความสุขในการเรียนของนักเรียนผ่านกิจกรรมสันทนาการต่างๆ นอกห้องเรียน ที่ทั้งสนุกและเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักเรียน

อติกานต์ ชัยพิพัฒน์กุล ผู้อำนวยการสถาบันสอนภาษาไอจีเนียสคิดส์ กล่าวว่า “เด็กกับการเล่นเป็นของคู่กัน สถาบันสอนภาษาไอจีเนียสคิดส์จึงมุ่งเน้นในเรื่องของการเล่นควบคู่ไปกับการเรียนรู้ “ไอจีเนียสคิดส์” เป็นโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กตั้งแต่ 1 ขวบครึ่งจนถึง 12 ปี หลักสูตรการสอนปกติ เราจะเน้นไปที่การเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมควบคู่กันไป”

“หลักสูตรการสอนของ “ไอจีเนียสคิดส์” จะใช้การสอนการจำคำศัพท์ผ่านกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียน โดยจะมีการกำหนดธีมหรือหมวดหมู่ของคำศัพท์ในแต่ละสัปดาห์แตกต่างกันออกไป (การเรียนรู้ผ่านธีม) อย่างเช่น สัปดาห์นี้เป็นธีมสัตว์ ทางโรงเรียนก็จะพานักเรียนออกไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ อย่างร้านขายสัตว์เลี้ยง เพื่อให้เด็กๆ ได้เห็นได้สัมผัสกับสัตว์จริงๆ ว่ามีหน้าตาอย่างไร โดยทางคุณครูก็จะสอดแทรกคำศัพท์ภาษาอังกฤษเข้าไปเพื่อให้เด็กๆ ได้จำว่าตัวนี้คืออะไร อย่างเด็กเห็นกระต่ายคุณครูก็จะสอนให้เด็กก็จะจำว่า “แรบบิท” แทนคำว่ากระต่าย พอเด็กไปเจอกระต่ายที่ไหนเด็กก็จะเรียกกระต่ายว่า แรบบิทแทน โดยสิ่งเหล่านี้จะสร้างการจดจำให้กับเด็กได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยที่เด็กจะไม่รู้เลยว่านี่คือการสอนอยู่ ซึ่งนี่เป็นการเรียนแบบบูรณาการ ที่ทำให้เด็กรู้สึกสนุกไปกับการเรียน ได้อย่างไม่เบื่อหน่าย รวมถึงการเรียนรู้นอกห้องเรียนยังจะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้การเข้าสังคมให้กับเด็ก และการสร้างการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของเด็กร่วมกับผู้ปกครองอีกด้วย” อติกานต์ กล่าว

อติกานต์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ทาง “ไอจีเนียสคิดส์” ยังได้เข้าร่วมโครงการ “เรียนนอกห้อง ท่องชุมชน” กับทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภูมิภาคกลาง และบริษัท ราโบร่า จำกัด ด้วย เนื่องจากตนมองเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่สามารถตอบโจทย์กับหลักสูตรการสอนของ “ไอจีเนียสคิดส์” ได้ดี ที่มีการจัดกิจกรรมให้เด็กๆ ได้ออกไปทำกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนและได้ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว เพราะตนมองว่าการเรียนรู้นอกห้องจริงๆ แล้วมันสำคัญมาก นอกจากมันจะสามารถช่วยทำให้เด็กๆ รู้สึกสนุกและผ่อนคลายได้แล้ว มันยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำของเด็กๆ ได้อีกด้วย ชนิดที่แบบเรียกได้ว่า เด็กสามารถจำคำศัพท์เหล่านั้นได้โดยอัตโนมัติแบบเป็นธรรมชาติ

“แรงบันดาลใจในการเปิด สถาบันสอนภาษา “ไอจีเนียสคิดส์” คือ ด้วยความที่เราเริ่มเป็นคุณแม่ เราเลยเล็งเห็นความสำคัญของครอบครัว เราจึงเริ่มมาศึกษาในด้านของการศึกษา ซึ่งมันทำให้เราเห็นว่าภาษาอังกฤษมันไม่ใช่แค่ภาษาที่สองอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นเหมือนภาษาที่หนึ่งที่คู่กับภาษาไทย และด้วยความคิดที่เราอยากให้ลูกเรียนโรงเรียนไทยไม่ใช่โรงเรียนอินเตอร์ที่มีการเรียนแบบบูรณาการ

“พอลูกของเราได้ลองเรียนแบบบูรณาการแล้วลูกเราสามารถไปได้ดี เราเลยรู้สึกว่าเราอยากทำโรงเรียนที่มีการเรียนรู้ผ่านการเล่นเหมือนกัน” อติกานต์ กล่าวเสริม

IMG_7079
พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2563 ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ กทม. ในงานเสวนา “ปลุกไทยเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า” งานสัมมนาฟื้นฟูประเทศไทยในมิติของการท่องเที่ยวภายหลังวิกฤตโควิด-19 ที่จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 โดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ตอบคำถามการจัดพื้นที่ จ.ภูเก็ต ให้เป็นโมเดล “ภูเก็ต เด็ดทั้งเมือง” ในการนำร่องมาตรการนำชาวต่างชาติเข้าในพื้นที่ มีความเป็นไปได้อย่างไร ว่า ขณะนี้เริ่มมีการคุยกัน ว่า จ.ภูเก็ต เป็นพื้นที่จัดการง่ายมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ปิด และมีความมั่นใจ โดยได้มีการเตรียมการในพื้นที่แล้ว ยืนยันว่า เป็นส่วนเสริมของมาตรการ Health and Tourism

“เรื่องที่เราภูมิใจร่วมกัน คือ การกลับมาเป็นประเทศฟื้นตัวที่รับมือได้ดีที่สุดในโลก เรื่องสตรีทฟู้ดของเรา เป็นเสน่ห์จริงๆ ไม่ใช่การสาธารณสุขอย่างเดียว พื้นที่นอกโรงพยาบาลของประเทศไทย เช่น ร้านอาหารสตรีทฟู้ด ผู้ประกอบอาหารก็ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา สวมถุงมือ สวมอุปกรณ์ป้องกันใบหน้า เฟซชิลด์ และเรากำลังจะเฟซชิลด์สำหรับผู้ประกอบอาหารแบบที่หลายประเทศทำ เพราะต้องมีการชิม เพื่อให้มีการใช้ได้มาตรฐาน เป็นสิ่งที่เราจะประกาศว่า ในชีวิตวิถีใหม่ เรายังรักษาเสน่ห์ของประเทศไว้ได้ด้วย Safety และ Health ต้องช่วยกัน เราลงไปดูผู้ประกอบการให้ประเมินตนเอง ด้วยการใช้แพลตฟอร์ม thai stop covid-19 ที่สามารถประเมินตนเองได้ หากมีเรื่องที่ปรับปรุง และทำได้ก็สามารถดำเนินการได้ทันที แต่หากติดขัดอะไร เราก็ลงไปช่วยสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษาให้ได้” พญ.พรรณพิมล กล่าว

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท.

เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2563 นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวในช่วงเสวนาเรื่อง ไทยพร้อมแล้วกับการท่องเที่ยว วิถีใหม่ ในงานสัมมนา ปลุกไทยเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ จัดขึ้นโดยเครือมติชน ว่า ในเรื่องของการจัดการสถานการณ์ด้านสาธารณสุขประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการบริหารจัดการได้เป็นอย่างดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ส่วนภาพรวมสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว ขณะนี้เริ่มเห็นการกลับมาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นแล้ว ในแง่ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังได้รับผลกระทบอยู่ ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรก หรือตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน ยังไม่พบการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือมีจำนวนอยู่ที่ 6.69 ล้านคน ลดลงจากปี 2562 ประมาณ ลบ66% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มที่ดี โดยพบว่าในช่วง 6 เดือนแรก หรือตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน มีนักท่องเที่ยวสะสมรวม 54.5 ล้านคน ซึ่งในเดือนกรกฎาคมมีแนวโน้มที่จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นอีก

“ในส่วนของการคาดการณ์รายได้ด้านการท่องเที่ยว เป็นการคาดการณ์ที่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา โดยในปีนี้คาดว่าจะจบรายได้ที่ 1.23 ล้านบาท เป็นตัวเลขเดียวกับที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ประมาณการณ์ไว้ หากประเมินในกรณีที่เลวร้ายที่สุด แต่ยังสามารถดึงนักท่องเที่ยวไทยให้กลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้จำนวนมาก คาดว่ารายได้ในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 7.42 แสนล้านบาท หรือลดลงประมาณ 45% ส่วนข้อมูลในปัจจุบันไทยยังไม่สามารถเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้ จากปัญหาดังกล่าวคาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 2563 การที่จะดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาอีก 4 แสนคน จึงมองว่าเป็นเรื่องที่ยาก จึงคาดว่าในปีนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งปีจะสิ้นสุดแค่เพียง 7 ล้านคน เท่านั้น จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 9 ล้านคน” นางสาวฐาปนีย์ กล่าว

สำหรับ การปลดล็อกระยะที่ 6 โดยในปัจจุบันเริ่มคลายล็อกให้ทำกิจกรรมในหลายด้านมากขึ้นแล้ว อาทิ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ และธุรกิจการจัดงานสัมมนาขององค์กร หรือไมซ์ เป็นต้น แต่สิ่งที่สำคัญต้องทำให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจในเรื่องของการกักตัวต้องมีการควบคุมอย่างเข้มข้น เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจและสามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไป แม้ในขณะนี้จะยังไม่มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาแต่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีการเตรียมความพร้อม และคาดว่าจะมีชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตจากภาครัฐ หรือไทยแลนด์ อีลิท การ์ด เดินทางเข้ามาจำนวน 200 คน ซึ่งกว่า 80% เป็นการขอเข้ามาเพื่อติดต่อธุรกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่วนที่เหลือมีครอบครัวอยู่ที่ประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ ททท.ได้เริ่มพูดคุยกับผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมในกรุงเทพฯ ต้องผันตัวมาเป็น โรงแรมกักตัวทางเลือก (เอเอสคิว) บนพื้นฐานความปลอดภัย

นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า จากความต้องการเรื่อง เอเอสคิว ที่มีมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันหลายโรงแรมเริ่มสมัครเข้าไปกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) มากขึ้น รวมถึงผู้ประกอบการโรงแรมที่อยู่ใกล้เคียงกรุงเทพฯ เริ่มมีความสนใจจะเป็นเอเอสคิว เช่นเดียวกันกับต่างจังหวัดเริ่มมีการปรับตัวเปลี่ยนมาเป็น เอเอสคิวมากขึ้น อาทิ จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น นอกจากนี้ ได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการด้านการบินว่าในอนาคตอาจจะต้องมีการเปิดเที่ยวบิน แบบบินตรงไปจังหวัดภูเก็ต เพื่อนำนักท่องเที่ยวไปสู่ที่พักที่เป็นเอเอสคิวต่อไป ซึ่งคาดว่าในเดือนตุลาคม 2563 มีการปลดล็อกในเรื่องของการเดินทางเข้าประเทศ ไทยจะได้เห็นแสงสว่างเรื่องการท่องเที่ยวมากขึ้นอีกด้วย

น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวต้อนรับ ผู้เข้าร่วมสัมมนา “ปลุกไทยเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า” จัดโดย หนังสือพิมพ์มติชน ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร ว่าวันนี้นับเป็นอีกวาระหนึ่งที่หนังสือพิมพ์มติชนจัดงานสัมมนาขึ้นเพื่อร่วมหาทางออกให้กับประเทศ ทั้งนี้ ช่วงปี 2563 มติชนได้จัดสัมมนาขึ้นเป็นครั้งแรกชื่อว่า 2020 ปีแห่งการลงทุน-ทางออกประเทศไทย ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจและการลงทุน ต่อมา ได้จัดสัมมนาขึ้นเป็นครั้งที่ 2 คืองาน ลงทุน 2020 ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างชาติ สร้างงาน ซึ่งเน้นประเด็นเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม วันนี้เป็นการจัดสัมมนาครั้งที่ 3 และเป็นครั้งที่สำคัญที่สุด เนื่องจากหัวข้อเสวนาใกล้ตัวทุกคน

“เราเข้าใจกันดีแล้วว่าการลงทุนเป็นเครื่องยนต์ตัวหนึ่งในการพลิกฟื้นประเทศ แต่ก็ยังมีเครื่องยนต์อีกตัวหนึ่งซึ่งสำคัญไม่แพ้กันนั่นคือ การท่องเที่ยว วันนี้เราจะพูดคุยกันเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อหาทางออกของประเทศไทย” น.ส.ปานบัวกล่าว

ทั้งนี้ น.ส.ปานบัวกล่าวว่า งานสัมมนา “ปลุกไทยเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า” จัดขึ้นเพื่อประกาศความพร้อมของภาคการท่องเที่ยวและกีฬา หลังจากที่ชาวไทยได้ร่วมแรงร่วมใจควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี ได้รับการยอมรับและชื่นชมในระดับนานาชาติ โดยสภาผู้เชี่ยวชาญสหวิชาชีพในระดับนานาชาติได้จัดให้ไทยเป็นประเทศที่ฟื้นตัวจากการระบาดของโรคโควิด-19 ดีที่สุดเป็นอันดับ 1 จาก 184 ประเทศทั่วโลก เมื่อประเทศไทยปลอดภัยระดับหนึ่งแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป การท่องเที่ยวและการกีฬาจะได้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการชุบชีวิตเศรษฐกิจความเป็นอยู่ของคนไทยให้กลับคืนมาอีกครั้ง

กรรมการผู้จัดการบริษัทมติชน กล่าวว่า ในฐานะที่เครือมติชนเป็นสื่อที่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับประชาชนทั่วประเทศในทุกภาคเศรษฐกิจ ตระหนักว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยมีความหมายอย่างยิ่งต่อการสร้างรายได้ในประเทศ กระจายรายได้ไปสู่ภาคธุรกิจต่างๆ อาทิ โรงแรมที่พัก อาหาร การขนส่ง กีฬา สถานบันเทิง งานฝีมือ ของที่ระลึก รวมถึงภาคการเกษตรในชนบทในฐานะผลิตอาหาร ชีวิตของผู้คนเหล่านี้จะกลับมามีงาน มีรายได้ มีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยเป็นสำคัญ จึงเป็นความตั้งใจของมติชน ที่จะกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว ที่จะต้องได้เห็นทิศทางร่วมกัน สู่ความประสานร่วมมืออย่างเร่งด่วน หากการท่องเที่ยวในประเทศพลิกฟื้น ก็สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ “ปลุกไทยเที่ยวไทย” จึงเป็นก้าวแรกแห่งความหวัง การชุบชีวิตการท่องเที่ยวไทย ด้วยคนไทย รวมไปถึงชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่จะต้องได้รับความมั่นใจว่าการเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ในประเทศปลอดภัยจากการติดเชื้อ หากปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข พร้อมกันนั้น ยังได้รับประสบการณ์ท่องเที่ยววิถีใหม่ที่ดีและคุ้มค่ากว่าเดิมด้วยมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ขับเคลื่อนออกมาอย่างต่อเนื่อง

“หนังสือพิมพ์มติชนขอบคุณ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดการสัมมนา และปาฐกถาพิเศษ วันนี้การท่องเที่ยวไทยไม่ได้หมายถึงความสุขสบายอย่างเดียว หากแต่รวมไปถึงการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือประเทศชาติและคนในสังคมด้วย” น.ส.ปานบัวกล่าว

น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
S__178814979

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2563 ที่ ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ บรรยายกาศภายในงานสัมมนา “ปลุกไทยเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า” ที่จัดขึ้นโดยเครือมติชน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงานสัมมนา และกล่าวปาฐกาถาพิเศษ

พร้อมด้วยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นายก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย นายสุรวัช อัครวรมาศ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และอุปนายกสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (แอตต้า) ร่วมเสวนาในหัวข้อปลุกไทยเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า

โดยการจัดงานสัมมนาของเครือมติชน ภายใต้การนำของนางสาวปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้เน้นย้ำในการปฏิบัติตัวตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม และข้อปฎิบัติสาธารณสุขทุกประการ รวมถึงการคัดกรองผู้เข้าร่วมสัมมนาอย่างเคร่งครัด อาทิ การตรวจวัดอุณหภูมิผู้เข้าร่วมงาน มีจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ล้างมือในหลายจุด และต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา โดยภายในงานมีผู้เข้าร่วมฟังสัมมนากว่า 100 ราย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมรับฟังข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงยังจัดถ่ายทอดสด (ไลฟ์) ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Matichon Online – มติชนออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีการนำหนังสือขายดีที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชนจำหน่ายในราคาโปรโมชั่นที่ดีที่สุด อาทิ Covid-19, จากปีศาจสู่เชื้อโรค, ตามรอยอาทิตย์อุทัย

282020_๒๐๐๘๐๒_1

ททท.เร่งเครื่องท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง เน้น 3 สไตล์ Health and wellness, The Instagrammable Cocktial, Digital Detox

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงทิศทางการโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวหลังสถานการณ์โควิด-19  ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้มีการปรับตัวสู่การท่องเที่ยวแบบนิว นอร์มอล บนพื้นฐานความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว โดยแนวโน้มต่อจากนี้พบว่าการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป จะเน้นกลุ่มเล็กและเดินทางแบบ road trip มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการเดินทาง  หลังการคลายล็อกดาวน์แล้ว ในระยะสั้น ททท.จะมุ่งเน้นการกระตุ้นความถี่ในการเดินทาง เพราะคาดว่าคนไทยน่าจะรู้สึกคิดถึงและอยากออกเดินทางท่องเที่ยวกันมากขึ้น แต่ทุกอย่างจะอยู่ภายใต้การควบคุมจากสาธารณสุข

“ตอนนี้ ททท. มีแคมเปญต่างๆ เพื่อชวนคนไทยออกมาเที่ยวกันอย่างมั่นใจ รวมทั้งโครงการการตลาดออนไลน์อะเมซิ่งไทยเท่ ก็เป็นหนึ่งในแคมเปญขับเคลื่อนการท่องเที่ยว เนื่องจากเรามีโปรโมชั่นราคาประหยัดที่มอบให้แก่นักเดินทางทั้งหลายและนักท่องเที่ยวชาวไทยทุกคน พร้อมแพ็กเกจท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ของโครงการ ให้เลือกสรรทริปท่องเที่ยวตามสไตล์ที่ชอบ สำหรับช่วง 3 เดือนหลังของปีนี้ เราได้เลือกสรรทริปท่องเที่ยวในสไตล์แบบเท่ๆ ที่ตอบโจทย์เทรนด์ท่องเที่ยวในปัจจุบัน อาทิ การท่องเที่ยวแบบ Health and wellness ที่เป็นเทรนด์ตอบโจทย์สายสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นทริปตามรอยโกโก้และดื่มด่ำกับบรรยากาศผ่อนคลาย พร้อมทำสปาโกโก้แบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ  ทริป Digital Detox เป็นทริปพักกาย พักใจ กินอาหาร Super Food หรือจะเป็นทริปที่ตอบโจทย์เทรนด์นักท่องเที่ยวสายโซเชียล อย่างทริป The Instagrammable Cocktial กับเรือ ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวอัปเดตความประทับใจลงในโซเชียล เพื่อสร้างกระแสการบอกต่อประสบการณ์ที่น่าประทับใจ”

นายอภิชัย ยังกล่าวอีกว่าสถานที่ท่องเที่ยวภาคกลาง มีการฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว และยังมีจุดเด่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ถือว่าได้เปรียบในเรื่องของการเดินทาง เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ และมีสถานที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นภูเขา แม่น้ำ 7 ลุ่มน้ำ เที่ยวเชิงเกษตร ทะเล และอุทยานแห่งชาติต่างๆ เช่น อุทยานแห่งชาติพุเตย จ.สุพรรณบุรี  อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ที่เอาใจคนชอบเที่ยว สูดอากาศดีๆ ใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติและชุมชน ซึ่งอยากเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้ติดตามทริปท่องเที่ยว พร้อมโปรโมชั่นพิเศษของโครงการ

เชื่อว่าไฮไลต์ทริปเหล่านี้จะช่วยสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ๆ ชูความเป็นไทยในสไตล์เท่ๆ ภายใต้การท่องเที่ยวแบบ New Normal และทาง ททท.เองมีการจัดทำคลิปนำร่องท่องเที่ยววิถีใหม่ “ท่องเที่ยวยังไงให้มีความสุข และปลอดภัยในทุกเส้นทาง” โดยคลิปนี้จะบอกถึงวิธีการเดินทางต่างๆ เช่น ทางเรือ, ทางรถยนต์ส่วนตัว, รถโดยสารสาธารณะ หรือทางสายการบิน ได้มีการเผยแพร่ไปทางช่องทางสื่อต่างๆ แล้ว อีกทั้งยังมีโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษจากพันธมิตรโครงการ เมื่อซื้อผ่านเว็บไซต์ของโครงการ สามารถดูรายละเอียดของโครงการได้ที่ www.เที่ยวไทยเท่.com

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่ารู้สึกพอใจกับยอดการลงทะเบียนสิทธิ์ “เราเที่ยวด้วยกัน” ซึ่งขณะนี้มียอดผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการมากกว่า 4.1 ล้านคนแล้ว เมื่อเทียบกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน  อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่าผู้ใช้สิทธิ์ส่วนใหญ่ยังคงนิยมเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ ในช่วงวันหยุดและวันหยุดยาว  ดังนั้น ททท.จึงเตรียมพิจารณาเพิ่มมาตรการจูงใจให้ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเดินทางท่องเที่ยวในวันธรรมดา  โดยมีแนวคิดอาจปรับเพิ่มสัดส่วนเงินที่รัฐจะจ่ายอุดหนุนเพิ่มเติม จากเดิมร้อยละ 40 ของค่าห้องต่อคืน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางระยะไกลมากขึ้น รวมทั้งกระจายรายได้ท่องเที่ยวต่อเนื่อง ไม่กระจุกตัวเฉพาะช่วงวันหยุด ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาและหารือผู้ที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า โรงแรมที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวหลัก ส่วนโรงแรมเล็กๆ ในพื้นที่เมืองเล็กไม่ได้รับผลประโยชน์มากนัก

ขณะเดียวกันมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวแค่บางกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการนี้ หรือประมาณ 20% จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยทั้งหมด ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวภายในประเทศ หรือบริษัททัวร์ คาดหวังจากโครงการกำลังใจมากกว่า เนื่องจากได้รับประโยชน์โดยตรง

สำหรับโครงการเที่ยวด้วยกันเปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนมาตรการ “เที่ยวปันสุข” ในแพ็กเกจ “เราเที่ยวด้วยกัน” ซึ่งเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่าน www.เราเที่ยวด้วยกัน.com ในวันที่ 15 กรกฏาคม 2563 เป็นวันแรก ตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. ซึ่งการลงทะเบียนในขั้นตอนนี้จะไม่มีปิดลงทะเบียน ประชาชนสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้เรื่อยๆ แต่สิทธิ์ของโครงการจะเริ่มตัดจากการนับยอดจองโรงแรม และมีการจ่ายเงินการจองเรียบร้อยแล้ว

คลัง-ททท.ผนึกแจกเงินคนไทยเที่ยวไทยเริ่มก.ค.-ต.ค. ตามวิถีนิวนอมอล หวังดันท่องเที่ยวฟื้นชีพไตรมาส 4 นัดหารือเคาะแพคเกจอีกรอบสัปดาห์หน้า

ที่กระทรวงการคลัง นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยภายหลังหารือกับกระทรวงการคลังถึงการออกแพคเกจกระตุ้นการท่องเที่ยวว่า ยังไม่สรุปชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะทางกระทรวงการคลังมอบให้ไปทำการบ้านเพิ่มเติม  ถึงแนวทางการดำเนินการที่กระตุ้นให้คนไทยออกมาท่องเที่ยวได้จริงใจ และดูถึงความคุ้มค่าของการใช้เงิน โดยนัดหารือกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า คาดว่าจะได้ข้อสรุปชัดเจน และเริ่มนำมาตรการออกมาใช้ในเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม

นายยุทธศักดิ์กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ยังเป็นตุ๊กตาที่นำไปหารือ คือ แพคเกจท่องเที่ยว “กำลังใจ” ตอบแทนบุคคลากรที่ปฏิบัติงานหน้าที่ช่วยโควิด -19 เช่น ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) รวม 1.2 ล้านคน เป็นแพคเกจทัวร์ 3 วัน 2 คืน  และแพคเกจสนับสนุนไทยเที่ยวไทยในแพคเกจ เที่ยวปันสุข กระตุ้นการเดินทางข้ามจังหวัด โดยจะแจกเป็นบัตรกำนัลดิจิทัล มูลค่า 2-3 พันบาท  ซึ่งทางกระทรวงการคลังให้โจทย์มาว่านอกเหนือจาก 2 แนวทางดังกล่าวจะมีแนวทางอื่นอีกหรือไม่

“ขณะนี้เรื่องเงินนำมาใช้กระตุ้นท่องเที่ยวนั้นไม่ใช่ปัญหา กระทรวงการคลังสามารถจัดสรรได้ว่าจะใช้เงินตรงไหน แต่วิธีการจะให้ต้องคุ้มค่า และทำอย่างไรให้คนไทยเที่ยวไทย  ต้องเดินทางท่องเที่ยวข้ามจังหวัด นอกจากนี้ต้องดูแลไม่ให้เกิดการท่องเที่ยวแพร่ระบาดของโควิด-19 ต้องเที่ยวแบบนิวนอมอล คือต้องจองไปก่อน ถึงจะเที่ยวได้ จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์เหมือนที่หาดบางแสน”นายยุทธศักดิ์กล่าว

นายยุทธศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในการหารือทั้ง 2 กระทรวง อยากเห็นรายได้ท่องเที่ยวกลับคืนมาในระดับ 1.23 ล้านล้านบาท ซึ่งตรงนี้เป็นไทยเที่ยวไทยประมาณ 4-5 แสนล้านบาท ซึ่งท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในมาตรการด้านเศรษฐกิจ คาดหวังว่า มาตรการออกมาเข้าไปช่วยพยุงภาคให้ท่องเที่ยว ช่วยเรื่องการการจ้างงานภาคท่องเที่ยว และทำให้สถานการณ์ ท่องเที่ยวไตรมาส 4 กลับมามีสถานการณ์ดีขึ้น

ทั้งนี้การท่องเที่ยวเป็น 0 บาทตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นมา ดังนั้นสิ่งที่เร็วที่สุดคือกระตุ้นไทยเที่ยวไทย  ขณะนี้โรงแรมส่วนใหญ่ยังไม่เปิดให้บริการ และมีแผนเริ่มเปิดให้บริการในเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตามพื้นที่เริ่มเปิดไปบางแล้ว เช่น พัทยา หัวหิน มีอัตราเข้าพัก 70-80% ทำให้เห็นว่าการหยุดนานทำให้คนไทยอยากเที่ยว

“การแจกเงินให้ไปท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในข้อเสนอ ส่วนจะแจกเท่าไหร่ กี่คนนั้น กำลังหารืออยู่ เพราะเป็นเงื่อนไขในการของบประมาณ ต้องคุยกับหลายๆ แนวทาง เมื่อแจกไปแล้วต้องดูทำอย่างไรให้ไปเที่ยว  ซึ่งแนวทางหนึ่งมองไว้คือเปิดให้ลงทะเบียน”นายยุทธศักดิ์ กล่าว

ที่มา : มติชนออนไลน์

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยึดตัวเลขรายได้จากภาคการท่องเที่ยวอยู่ที่ 1.23 ล้านล้านบาท เป็นรายได้รวมทั้งตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และตลาดไทยเที่ยวไทย ซึ่งน่าจะสามารถทำได้ใกล้เคียง เนื่องจากขณะนี้ทั้งในแง่จำนวนและรายได้ติดลบ 60% โดยแบ่งเป็นรายได้จากตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8.28 แสนล้านบาท รายได้จากตลาดไทยเที่ยวไทย 4.02 แสนล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาเที่ยวในประเทศอยู่ที่ประมาณ 14-16 ล้านคน ส่วนไทยเที่ยวอยู่ที่ 100 ล้านคน-ครั้ง ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าจะสามารถทำได้มากกว่านี้ เพราะเชื่อว่าความต้องการในการเดินทางท่องเที่ยวจะมีสูงมากขึ้น แม้ยังมีความกังวลในส่วนของอำนาจซื้อที่ชะลอตัวลง เพราะภาวะเศรษฐกิจไม่สดใสมากนัก แต่ยังหวังว่าคนไทยกลุ่มที่นิยมเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่สามารถไปได้ในขณะนี้ จะกลับมาท่องเที่ยวในประเทศแทน และเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันและขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวในประเทศต่อไป

นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า การประมาณการตัวเลขดังกล่าว สอดคล้องกับที่องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ได้คาดการณ์ออกมาว่า ภาพการท่องเที่ยวระหว่างประเทศทั่วโลกในไตรมาส 1/2563 จะติดลบที่ 22% เฉพาะเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ติดลบ 57% โดยได้คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศในปี 2563 ไว้ 3 กรณีคือ ปลดล็อกการเดินทางระหว่างประเทศได้ภายในเดือนกรกฎาคม หรือภายในเดือนกันยายน หรือสุดท้ายเดือนธันวาคม ซึ่งตัวเลขดีที่สุดจะติดลบ 58% ส่วนแย่ที่สุดจะติดลบ 78% ซึ่งตัวเลขที่ททท.คาดการณ์ไว้ว่าจะติดลบ 60% ก็ถือว่าเป็นตัวเลขติดลบในกรณีที่ดีอยู่ โดยจาการสำรวจของดับเบิลยูทีโอ คาดว่าการท่องเที่ยวภายในประเทศจะฟื้นตัวกลับมาได้เร็วกว่าการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งท่องเที่ยวในประเทศจะฟื้นได้ภายในไตรมาส 3 ส่วนท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะกลับมาได้เร็วที่สุดภายในไตรมาส 4

นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มอบหมายให้จัดทำแผนการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวไทย โดยจะใช้นโยบายประเทศไทยที่คุณวางใจ ชูจุดขาย 3 เรื่องคือ 1.ความปลอดภัย ระบบสาธารณสุขและการจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเป็นที่ยอมรับ 2.ความคุ้นเคย เน้นอาหารและวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีเอกลักษณะเฉพาะตัว และ 3.ความสวยงาม ทั้งทางธรรมชาติและผู้คน ซึ่งเป็นจุดขายที่ต้องรักษาไว้เพื่อความยั่งยืน โดยจะมุ่งเน้นในการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวอย่างเป็นขั้นเป็นตอนด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้เศรษฐกิจขยับและเริ่มฟื้นตัว โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1.ระยะที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการควบคุมให้สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้บ้าง แต่ยังมีข้อจำกัดในการเดินทาง การเคลื่อนย้ายผู้คน และสถานที่ชุมนุม โดยในระยะนี้จะมุ่งเตรียมความพร้อมเรื่องบุคลากร ซ่อมสร้างอุปทานเพื่อปรับตัวสู่การท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ แบบความปกติใหม่หรือนิวนอร์มอล ยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ ปรับภาพลักษณ์ เน้นการทำตลาดแบบนุ่มนวล ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติยังนึกถึงเสมอ 2.ช่วงเปิดเมืองหรือเปิดประเทศ เพื่อการท่องเที่ยวแบบจำกัดประมาณไม่เกิน 60% ของพื้นที่ที่อนุญาตให้เดินทาง การเคลื่อนย้ายของผู้คน และสถานที่ชุมนุม ให้ความสำคัญกับการเที่ยวภายในประเทศเป็นอันดับแรก โดยอาจอนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติบางประเทศที่มีการควบคุมโรคได้ดีแล้วเดินทางเข้ามาเที่ยวในไทยได้ อยู่ภายใต้การควบคุมเพื่อความปลอดภัยและป้องกันการระบาดซ้ำ

“หากมีการอนุญาตให้เดินทางท่องเที่ยวและทำกิจกรรมอื่นๆ ได้มากขึ้นแล้ว รูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวที่เป็นไปได้จะต้องอาศัยความยินยอมของประชาคมในพื้นที่ ประกอบด้วย 1.การท่องเที่ยวภายในกลุ่มที่ 1 พื้นที่ที่ไม่มีรายงานผู้ป่วยมาก่อนเลย หรือภายในกลุ่มที่ 2 พื้นที่ที่ไม่มีรายงานผู้ป่วยในช่วง 28 วันที่ผ่านมา 2.การท่องเที่ยวระหว่างกันของกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 และ 3.การเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติไปยังกลุ่มที่ 1 และ 2 ซึ่งทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามแนวทางการเฝ้าระวังและสอบสวนโรคโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อย่างเคร่งครัด โดยททท.จะพิจารณาเลือกพื้นที่ปลอดโควิด-19 จากนั้นจะประสานกับคนในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจและเกิดความเชื่อใจขึ้น ซึ่งเบื้องต้นอาจจะเลือกเป็นพื้นที่เกาะก่อน พร้อมทำประชาคมหรือสอบถามความคิดเห็นจากคนในพื้นที่ เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มดำเนินแผนระยะที่ 2 ในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในเชิงพื้นที่ รองรับความต้องการมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่คาดว่าน่าจะเริ่มกลับมาเที่ยวไทยในเดือนตุลาคมนี้ โดยจะต้องลบภาพเดิมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวออกไปก่อน การสร้างความรู้สึกเชิงบวกในการต้อนรับนักท่องเที่ยว เพราะขณะนี้เกิดการต่อต้านนักท่องเที่ยวขึ้น แม้แต่การเดินทางของคนไทยข้ามจังหวัด ก็เกิดการไม่ต้อนรับกันเองขึ้น เพราะกลัวการนำเชื้อไวรัสเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งต้องสื่อสารและทำความเข้าใจกันมากขึ้น” นายยุทธศักดิ์กล่าว

นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ส่วน 3.เป็นการเปิดเมืองเปิดประเทศสู่ความยั่งยืน ภายใต้นิวนอร์มอล กระตุ้นไทยเที่ยวไทยด้วยรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและบริการที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เน้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติระดับบนด้วยภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก ขยายฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มเที่ยวซ้ำและกลุ่มการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้ภาคท่องเที่ยวไทยกลับมาอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน พร้อมถือโอกาสนี้รีแบรนด์ภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทยไปในตัว ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของแผนฟื้นฟูร่วมกับกลยุทธ์อื่นๆ อาทิ การสร้างงาน สร้างรายได้ เสริมสภาพคล่องของภาคธุรกิจ กระตุ้นให้คนออกไปจับจ่ายท่องเที่ยว ปรับสมดุลในมิติต่างๆ อาทิ การกระจายนักท่องเที่ยว สร้างสมดุลเชิงโครงสร้างของตลาด ลดการพึ่งพิงตลาดต่างประเทศ และหันมาให้น้ำหนักกับตลาดในประเทศมากขึ้น

ที่มา : มติชนออนไลน์

GoPro ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญชวนให้บรรดาขาเที่ยว ขาเท่ แพ็คกระเป๋า สะพายกล้อง ออกไปเที่ยวเมืองไทย ภายใต้แคมเปญ ‘Amazing ไทยเท่’ และบันทึกเรื่องราวเป็นคลิปวิดีโอ โดยใช้กล้อง GoPro หรืออุปกรณ์อื่นๆ ในการถ่ายทำ พร้อมตัดต่อด้วยแอพพลิเคชั่น Quik และแชร์คลิปผ่าน Facebook หรือ Instagram ของคุณ โดยบรรยายถึงความประทับใจต่อสถานที่ พร้อมติดแฮชแท็ก #GoProXAmazingไทยเท่ #GoProThailand #เที่ยวเท่ๆแบบไทยๆ #TravelWithGoPro รวมทั้งแท็ก @GoProThailand บน Facebook หรือ Instagram เพื่อลุ้นรับของรางวัลมูลค่ากว่า 500,000 บาท รวม 15 รางวัล อาทิ กล้อง GoPro HERO7 Black พร้อมเงินรางวัล กระเป๋าเดินทางพร้อมอุปกรณ์ รวมทั้งการได้เที่ยวแบบเอ๊กซ์คลูซีฟ ในสถานที่ Unseen ที่ใครๆ ก็นึกไม่ถึง

แคมเปญ ‘GoProXAmazing ไทยเท่’ นั้น จัดขึ้นด้วยความร่วมมือของ GoPro และ ททท. ภายใต้สโลแกน “ออกไปเท่ในทุกมิติของการท่องเที่ยว” เพื่อเปิดมุมมองใหม่ ที่ไม่ว่าจะเที่ยวที่ไหนในเมืองไทย จะไปเมื่อไหร่ ก็เท่ทุกที่ เท่ทุกเวลา โดยการเดินทางครั้งนี้จะเน้นการออกไป Explore ในพื้นที่ Unseen ต่างๆ ของประเทศไทย ที่ยังไม่ค่อยมีใครไปสัมผัสความงามในพื้นที่เหล่านั้นมาก่อน โดย GoPro จะเป็นเพื่อนร่วมเดินทางแสนเท่ ให้คุณได้บันทึกเรื่องราวและถ่ายทอดมุมมองการเที่ยวไทยแบบเท่ๆ ในสไตล์คุณ พร้อมกับแชร์ความเท่เหล่านี้ออกไปให้โลกรู้ถึงความเป็น #Amazingไทยเท่ ที่แท้จริง

เข้าร่วมสนุกกับกิจกรรมนี้ได้ตั้งแต่วันนี้ – 19 พฤษภาคม 2562

ประกาศผลผ่านทาง Facebook GoPro Thailand ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 เวลา 18.00 น.

ตัวอย่างการเที่ยวแบบเท่ๆ พร้อมเที่ยว พร้อมเท่ คลิกเลย

หมายเหตุ

1. รางวัลทั้ง 15 รางวัล ดังนี้

รางวัลที่ 1: รับทริปสุด Exclusive พร้อมกล้อง GoPro HERO7 Black 1 ตัว + Travel Kit พร้อมเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท

รางวัลที่ 2: รับทริปสุด Exclusive พร้อมกล้อง GoPro HERO7 Black 1 ตัว + Travel Kit พร้อมเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท

รางวัลที่ 3: รับทริปสุด Exclusive พร้อมกล้อง GoPro HERO7 Black 1 ตัว + Travel Kit พร้อมเงินรางวัลมูลค่า 10,000 บาท

รางวัลที่ 4 รวม 2 รางวัล – รับทริปสุด Exclusive พร้อมกล้อง GoPro HERO7 Black 1 ตัวTravel Kit พร้อมเงินรางวัลมูลค่า 5,000 บาทและรางวัลชมเชยจำนวน 10 รางวัล – รับกล้อง GoPro HERO7 Black จำนวน 10 ตัว

2. เกณฑ์การตัดสิน

– ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกประทับใจจากการท่องเที่ยวผ่าน VDO ได้อย่างประทับใจ

– VDO จะต้องตัดต่อผ่านแอปพลิเคชั่น Quik เท่านั้น

3. ขอสงวนสิทธิ์การคัดเลือกผู้ชนะสำหรับผู้ที่ทำตามกติกาครบทุกข้อ

4. ทุกวีดีโอจะต้องสามารถส่งไฟล์ความละเอียดสูงให้กับทางบริษัท เมนทาแกรม จำกัด ได้

5. ทุกรูป ข้อความ และคลิปวีดีโอ ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท และสามารถทำการเผยแพร่ต่อได้

6. สำหรับผู้ได้รางวัล Exclusive Trip กับ GoPro Thailand และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะต้องสามารถเดินทางได้ในวันที่กำหนด

7. ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข, ของรางวัล, กติกา โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

8. คำตัดสินของกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/GoProThailand/inbox/

หรือ บริษัท เมนทาแกรม จำกัด โทร 02-687-5296