แยมผลไม้ จะทานกับอะไรก็อร่อย ยิ่งเป็นแยมที่เราทำเองก็จะยิ่งอร่อยถูกปากมากขึ้นอีก เพราะเราสามารถเลือกวัตถุดิบได้เอง แถมรสชาติก็ทำตามใจปากเราได้ด้วย วันนี้เราจะชวนมาทำ ‘แยมแบล็คเบอร์รี่’ กันค่ะ จะทำไว้ทานเอง ไว้แจกเพื่อน หรือทำขายก็ยังได้ค่ะ

ส่วนผสม

  • แบล็คเบอร์รี่ 300 กรัม
  • แป้งข้าวโพด 1+1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 200 กรัม
  • น้ำมะนาว 1/2 ลูก
  • น้ำผสมกับแป้งข้าวโพด 1/2 ถ้วย

วิธีทำ

  • นำแบล็คเบอร์รี่สดหรือแช่แข็งก็ได้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) เติมน้ำตาล เปิดไฟกลางค่อนข้างอ่อน คนให้ส่วนผสมเข้ากันจน น้ำตาลและผลไม้เริ่มคายน้ำออกมา ต้มต่อสักพักให้น้ำเดือด และแบล็คเบอร์รี่นิ่มได้ที่ ปิดไฟ
  • จากนั้นใส่แป้งข้าวโพดผสมกับน้ำ คนให้เข้ากัน แล้วเทใส่ในแบล็คเบอร์รี่ คนให้เข้ากันดี เปิดไฟ ใช้ไฟกลางเคี่ยวให้น้ำซอสเดือดจนข้นได้ที่ตามต้องการ จากนั้นปิดไฟ และบีบน้ำมะนาวใส่ครึ่งซีก
  • ตักบางส่วนไว้สำหรับทำเป็นแยม หรือซอสแบบมีเนื้อผลไม้ และที่เหลือนำไปกรองเอาเมล็ดและเนื้อออก จะได้น้ำซอสที่ไม่มีกากค่ะ
  • นำไปใส่ไส้ขนม ตกแต่งขนมตามต้องการ หรือจะทำเป็นแยมไว้ทากับขนมปัง ก็ได้เช่นกันค่ะ

เสร็จเรียบร้อยค่ะ สำหรับ ‘แยมแบล็คเบอร์รี่’ ฉบับโฮมเมด ทำง่ายมากๆ เลยใช่มั้ยคะ วันหยุดนี้หากไม่ได้ไปไหนก็ลองนำสูตรนี้ไปทำตามกันได้นะคะ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการบริโภคเนื้อวัวในเมืองไทยติดอันดับเทรนด์นักชิมจากหลากหลายเมนู โดยเฉพาะเนื้อวัวที่นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย ถือได้ว่ามีคุณภาพ ความปลอดภัย และรสชาติแตกต่างจากเนื้อที่อื่นๆ จนทำให้ผู้คนอยากลิ้มลอง ที่สำคัญราคาเอื้อมถึงได้  ผู้ประกอบการร้านอาหารสามารถนำไปรังสรรค์เมนูพรีเมี่ยมในราคาที่เป็นมิตรกับผู้บริโภค หรือแม้แต่คนที่รักการทำอาหาร วัตถุดิบจากแดนจิงโจ้ก็เข้าถึงได้ไม่ยาก ด้วยราคาที่โดนใจสุดๆ

เชฟน้ำกลั่น-ปัญจมา ประภาพันธ์ศักดิ์ เชฟจาก แมคโคร โฮเรก้า อคาเดมี (MHA) ขอนำเสนอเมนูของวัตถุดิบที่กำลังอินเทรนด์ รสชาติติดปากคนไทย “สเต็กเนื้อสันสตริปลอยน์ ซอสไวน์แดงเดมิเกลซ” รับประทานคู่กับมันบดกระเทียม  แครอท  ถั่วลันเตา  เห็ดยัดไส้ชีส  และหัวหอมทอด

วัตถุดิบสำหรับสเต็ก ได้แก่ วู้ดเวิร์ด สันนอกวัวแองกัสออสเตรเลีย 200 กรัม จำนวน 2 ชิ้น / น้ำมัน 20 กรัม Fresh Thyme 10 กรัม / กระเทียม(กลีบใหญ่) 5 กรัม / ใบไทม์สด 10 กรัม / เนยแท้ชนิดจืด 50 กรัม / เกลือพริกไทย

วัตถุดิบสำหรับมันบด ได้แก่ มันฝรั่งบดปรุงสำเร็จ 60 กรัม / น้ำเปล่า 150 กรัม / ยูเอชที วิปปิ้งครีม 70 กรัม / เนยแท้ชนิดจืด 20 กรัม / เนื้อกระเทียมบดที่ได้จากการทอดเนื้อ

วัตถุดิบสำหรับน้ำราด ได้แก่ ผงปรุงเดมิเกลซ 10 กรัม / น้ำเปล่า 150 กรัม / ไวน์แดง 50 กรัม / Fresh Thyme 5 กรัม / Hand Brand Bay Leaves 1-2 ใบ

วัตถุดิบสำหรับเครื่องเคียง ได้แก่ แครอทออสเตรเลีย 60 กรัม / ถั่วลันเตา 30 กรัม / เนยแท้ชนิดจืด 15 กรัม / เกลือ พริกไทย

วัตถุดิบสำหรับเห็ดยัดไส้ชีส ได้แก่ เห็ดแชมปิญอง สีน้ำตาล 90 กรัม / มอสซาเรลล่าสีเหลือง 50 กรัม / พาร์มีซานชีส 50 กรัม / น้ำมัน 10 กรัม / หอมหัวใหญ่ 10 กรัม / ใบโหระพา 3 กรัม

วัตถุดิบสำหรับหอมใหญ่ทอด ได้แก่ หอมหัวใหญ่ 50 กรัม / นมสด 100 กรัม / แป้งสาลีอเนกประสงค์ 50 กรัม / น้ำมันปาล์ม 500 กรัม / เกลือ พริกไทย พาร์สลีย์

ก่อนลงมือปรุงสเต็กจานเด็ด เชฟน้ำกลั่น บอกว่า อาหารเป็นปัจจัยสี่ที่ขาดไม่ได้ และปัจจุบันผู้คนก็ให้ความสำคัญกับที่มาของแหล่งผลิตภัณฑ์ เพราะมีผลกระทบต่อสุขภาพและรสชาติของอาหาร ซึ่งประเทศออสเตรเลียเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอาหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะเนื้อวัว วัตถุดิบระดับพรีเมี่ยมที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ได้รับการยอมรับจากเชฟในร้านอาหาร ภัตตาคาร ไปจนถึงเชฟมิชลิน หรือแม้แต่เชฟมือสมัครเล่นทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน

ความลับที่ทำให้เนื้อวัวออสซี่โดดเด่นในเรื่องความนุ่ม ความชุ่มฉ่ำที่ยากจะต้านทาน และรสชาติมีเอกลักษณ์ เกิดจากการเลี้ยงดูวัวในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ ผสานกับมรดกทางภูมิปัญญาที่ตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น ในกระบวนการทำฟาร์มปศุสัตว์บนแนวคิดแบบยั่งยืน  โดยใช้กระบวนการแปรรูปเนื้อวัวให้น้อยที่สุด ปราศจากการเติมสารปรุงแต่งใดๆ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เนื้อวัวที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และรสชาติเข้มข้นตามธรรมชาติ มีระดับไขมันแทรกอยู่ตามกล้ามเนื้อเหมือนลายหินอ่อน ที่เรียกว่า Marbling Score ในปริมาณที่ผู้เลี้ยงต้องการ จนคอเนื้อทั่วโลกรวมถึงคนไทยสายเนื้อติดอกติดใจ

เล่าเรื่องเนื้อพอหอมปากหอมคอ ได้เวลาที่เชฟน้ำกลั่นลงมือทำสเต็กทำเองแบบง่ายๆ ใช้เวลาทำเพียง 45 นาทีก็พร้อมเสิร์ฟ

  • เริ่มด้วยการนำเนื้อวัว คือ สันนอกวัวแองกัสออสเตรเลียมาปรุงด้วยเกลือ พริกไทย พักไว้ 
  • จากนั้นนำกระทะตั้งไฟ  ใส่น้ำมันลงไป รอให้ร้อน วางชิ้นเนื้อลงไปทอดพร้อมใบไทม์ กระเทียม และเนยเพื่อเพิ่มความหอม จนเนื้อสุกตามที่ต้องการ ตักเนื้อใส่จานแล้วคลุมด้วยฟอยล์หลวมๆ พักไว้อย่างน้อย 5 นาที(เก็บกระเทียมที่ทอดสุกไว้สำหรับใส่มันบด)
  • ต่อมานำผงเดมิเกลซมาผสมกับน้ำตั้งไฟให้เดือด ใส่ใบกระวานและใบไทม์ลงไป คนจนละลาย แล้วพักไว้ 
  • นำกระทะที่ทอดเนื้อเทไวน์แดงลงไป  ตั้งไฟ จนกระทั่งไวน์แดงงวด  จากนั้นจึงเทน้ำซอสเดมิเกลซที่ผสมไว้แล้วลงไปใส่ด้วยกัน  ปรุงรสตามชอบ เตรียมสำหรับเทราดบนเนื้อ
  • ส่วนเครื่องเคียงต่างๆ  เริ่มจาก มันบด ให้เทมันบดผงใส่อ่างผสมน้ำ  นำน้ำผสมกับครีม ตั้งไฟให้เดือด เสร็จแล้วเทลงผสมในอ่างมันบดพร้อมกับเนย จากนั้นนำกระทียมที่ทอดสุดมาบดให้ละเอียดใส่ลงไปผสมให้เข้ากัน ปรุงรสตามชอบ
  • นำแครอท ถั่วลันเตา ลวกจนเกือบสุกแล้วนำไปช็อคน้ำเย็น พักไว้  ก่อนเสิร์ฟให้นำมาผัดกับเนย ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย ขณะที่เห็ด นำมาตัดก้านออก นำก้านเห็ดมาผัดกับหอมหัวใหญ่จนเริ่มใส จากนั้นใส่โหระพา ผัดต่อจนสุก ทิ้งไว้ให้เย็นก่อนจะนำไปผสมกับมอสซาเรลล่า ชีส และ พาร์มีซาน ชีส  ปรุงรสตามชอบ นำมายัดใส่ในเห็ด วางเห็ดบนถาดที่รองฟอยล์ ทาน้ำมันบางๆ นำไปอบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ประมาณ 15 นาที จนสุก
  • หอมหัวใหญ่ นำมาแช่ในนมประมาณ 10 นาที จากนั้นนำมาคลุกกับแป้งสาลี ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย ทอดในกระทะ กระทั่งมีสีเหลืองและกรอบ

เวลาจัดลงจานค่อยวางมันฝรั่งบด เนื้อ ผักผัดเนย เห็ดยัดชีส และราดซอสเดมิเกลซที่ผสมไว้ แต่งหน้าด้วยพาร์สลีย์สับและหอมหัวใหญ่ทอด พร้อมเสิร์ฟร้อนๆ

บิงซู หรือน้ำแข็งไสสไตล์เกาหลี ที่เคยฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง ต้องต่อคิวกันยาวกว่าจะได้กิน จริงๆ แล้วทำไม่ยากเลยค่ะ มีส่วนผสมไม่กี่อย่าง อยู่บ้านก็สามารถทำกินเองได้ค่ะ แถมจะใส่ท็อปปิ้งเยอะแค่ไหนก็ได้ ไม่แพงเหมือนไปกินที่ร้านอีกต่างหาก

บิงซูมะม่วงโฮมเมด

ส่วนผสม

  • นมสดรสจืด 450 มิลลิลิตร หรือ 1 ขวด
  • นมข้นหวาน 1/4 ถ้วย
  • มะม่วงสุก 1-2 ลูก ตามชอบ (แนะนำเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้นะคะ เพราะมีรสหวาน)
  • นมข้นสำหรับราด

วิธีทำ

  1. ผสมนมสดกับนมข้นหวานให้เข้ากัน แล้วเทใส่ถุงซิปล็อค นำไปแช่ช่องฟรีซประมาณ 4 ชม. พอให้นมแข็งเป็นเกล็ดๆ
  2. ปอกเปลือกมะม่วง แล้วหั่นเป็นลูกเต๋า นำไปแช่ตู้เย็นช่องธรรมดา เตรียมไว้
  3. เมื่อนมที่เรานำไปแช่ไว้แข็งตัวดีแล้ว ให้นำออกมาทุบให้เป็นเกล็ดละเอียดๆ แล้วนำไปใส่ถ้วย
  4. ตกแต่งด้วยมะม่วงหั่นลูกเต๋า หรือใครจะเพิ่มท็อปปิ้งเป็นไอศกรีมด้วยก็ได้นะคะ หากมีมะม่วงเหลือเยอะก็นำมาทำเป็นซอสมะม่วงราดเพิ่มก็ได้ค่ะ และสุดท้ายราดด้วยนมข้น ก็พร้อมเสิร์ฟได้เลยค่ะ

ได้เมนูของทานเล่นไว้ทำเองอีกเมนูแล้วนะคะ ทำไม่ยากเลย ใครสนใจก็ลองนำสูตรนี้ไปลองทำตามกันได้เลยค่ะ

ขิงเป็นสมุนไพรไทยที่มีรสเผ็ดเป็นเอกลักษณ์ นิยมนำมาทำเป็นอาหารหลากหลายอย่าง และยังนำมาทำเป็นน้ำขิงดื่มแก้ท้องอืดท้องเฟ้อได้ด้วย แต่ในวันนี้เราจะนำขิงมาทำเป็นของว่างกันค่ะ โดยเป็นสูตรจาก Tamahan Easy ที่ง่ายมากๆ แถมคนที่ไม่ชอบทานขิงก็สามารถทานได้ค่ะ

ภาพจาก Tamahan Easy

ส่วนผสม ขิงทอด

  • ขิงอ่อน 100 กรัม
  • เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำส้มสายชูจากข้าวหมัก (Rice Vinegar) 2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสม แป้งสำหรับทอด

  • แป้งทอดกรอบ 1 ถ้วย
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • พริกไทย 1 ช้อนชา
  • น้ำเปล่า 1/4 ถ้วยตวง

วิธีทำ

  1. เลือกใช้ขิงอ่อน เพราะจะได้ไม่เผ็ดมาก นำมาหั่นเป็นแผ่นๆ ความหนา 1/2 เซนติเมตร
  2. นำขิงไปล้างให้สะอาด จากนั้นใส่ขิงลงในชาม ใส่เกลือลงไป 1 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำสะอาดให้ท่วมขิง
  3. จากนั้นคนให้เกลือละลาย แล้วแช่ขิงในน้ำเกลือ 30 นาที เกลือจะช่วยลดความเผ็ดของขิง ทำให้ทานง่ายขึ้น
  4. เมื่อครบเวลาเทน้ำเกลือออก จากนั้นใส่เกลือลงไปอีก 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย และน้ำส้มสายชูจากข้าวหมักลงไป เติมน้ำสะอาดลงไปให้ท่วมขิง
  5. นำชามขึ้นตั้งไฟ ต้มขิง 10 นาที เมื่อครบ 10 นาที ปิดแก๊ส พักให้ขิงเย็นลง
  6. ระหว่างนั้น เตรียมแป้งสำหรับทอดโดยใส่แป้งทอดกรอบ ไข่ไก่ เกลือ พริกไทย และน้ำเปล่าลงไปในชามผสม คนให้เข้ากัน ให้แป้งข้นเหนียวเล็กน้อย
  7. เมื่อขิงเย็นแล้ว นำมาชุบแป้ง
  8. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไป แล้วนำขิงชุบแป้งลงไปทอดให้กรอบ
  9. ใช้เวลาทอด ประมาณ 3-4 นาที ตักขึ้นเรียงใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

ขิง ไม่เพียงแต่ทำเป็นกับข้าวกับน้ำขิงได้เท่านั้น นำมาทำเป็นของว่างก็อร่อยไม่แพ้กัน อย่าลืมนำสูตรนี้ไปลองทำกันดูนะคะ

ซาโมซ่าคือแป้งทอดหรืออบที่ใส่ไส้เผ็ด เช่น มันฝรั่งปรุงรส หัวหอม ถั่วลันเตา ไก่และเนื้อสัตว์อื่นๆ หรือถั่วเลนทิล อาจมีรูปแบบต่างๆ ทั้งรูปสามเหลี่ยม ทรงกรวย หรือพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภูมิภาค แต่วันนี้เราจะมาบอกสูตรซาโมซ่าไส้ผักกันค่ะ เป็นสูตรจาก กระปุกดอทคอม ที่ทำง่ายแถมน่าทานด้วยค่ะ

ภาพจาก กระปุกดอทคอม

ส่วนผสม

  • เนยอินเดีย (Ghee) 2 ช้อนโต๊ะ
  • เมล็ดมัสตาร์ด 1/2 ช้อนชา
  • เมล็ดยี่หร่าแขก (Cumin) 1/2 ช้อนชา
  • หอมแดงหั่นเต๋าขนาดเล็ก 1/2 ลูก
  • พริกชี้ฟ้าสับละเอียด 1 เม็ด
  • กระเทียมสับละเอียด 1 หัว
  • ขิงขนาด 2 ซม. สับ 1 ชิ้น
  • ถั่วลันเตาแช่แข็ง 1/2 ถ้วย
  • มันฝรั่งหั่นเต๋าเล็ก 1 ลูก
  • ดอกกะหล่ำ 200 กรัม
  • แครอทหั่นเต๋าขนาดเล็ก 1 ลูก
  • ผงกะหรี่ 2 ช้อนชา
  • น้ำ 1/2 ถ้วย
  • น้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1 ช้อนชา
  • แผ่นแป้งปอเปี๊ยะสำเร็จรูป 250 กรัม

วิธีทำ

  1. ผัดเนยอินเดียกับเมล็ดมัสตาร์ดและเมล็ดยี่หร่าแขกจนมีกลิ่นหอม ใส่หอมแดงลงผัดจนสุกนิ่ม ตามด้วยกระเทียม ขิง และพริกชี้ฟ้า ผัดผสมจนเข้ากัน นานประมาณ 2-3 นาที
  2. ใส่ถั่วลันเตา มันฝรั่ง ดอกกะหล่ำ และแครอท ลงผัดจนสุก และเข้ากันดี
  3. เมื่อผักเริ่มสุกให้ใส่ผงกะหรี่ น้ำ และน้ำมะนาว ปรุงรสด้วยเกลือ ลดไฟอ่อน ผัดทุกอย่างให้สุกเข้ากันดี ตักใส่ถ้วย พักไว้
  4. นำแผ่นแป้งปอเปี๊ยะมาตัดเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ซ้อนแผ่นแป้งปอเปี๊ยะ 2 ชั้น ตักส่วนผสมไส้ (ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) วางตรงส่วนปลายของแผ่นแป้ง ค่อยๆ ขึ้นรูปเป็นทรงสามเหลี่ยม ม้วนแป้งขึ้นไปจนสุดปลายแผ่นแป้ง ปิดแผ่นแป้งด้วยน้ำเพื่อไม่ให้ไส้หลุดออกมา ทำจนครบ เตรียมไว้
  5. เติมน้ำมันลงในกระทะ รอจนน้ำมันร้อนประมาณ 180 องศาเซลเซียส นำซาโมซ่าที่ทำเตรียมไว้ลงทอดจนแป้งมีสีเหลืองอมน้ำตาล ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน จัดใส่จานเสิร์ฟขณะร้อนๆ

ถึงส่วนผสมจะดูเยอะ แต่วิธีการทำไม่ยากเลยใช่ไหมคะ ใครอยากลองทานอาหารว่างสไตล์อินเดีย แนะนำเมนูนี้เลยค่าา

แค่ได้ยินชื่อปูไข่ ก็คิดถึงความอร่อยแล้ว ไม่ว่าจะนำไปทำเมนูอะไรก็อร่อย วันนี้เรามีเมนูที่ทำจากปูไข่มาแนะนำค่ะ นั่นก็คือ ‘ปูไข่นึ่งนมสด’ เป็นสูตรจาก คุณ NUTCHANART_CH สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เตรียมจดสูตรแล้วนำไปทำตามกันเลยค่ะ

ภาพจาก คุณ NUTCHANART_CH สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

ส่วนผสม ปูไข่นึ่งนมสด

  • ปูไข่ 3 ตัว    
  • นมข้นจืด 5 ช้อนโต๊ะ  
  • พริกขี้หนูสวน 25 เม็ด  
  • กระเทียม 10 กลีบ  
  • รากผักชี 3 ราก  
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ 
  • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ  
  • น้ำมะนาว 4 ช้อนโต๊ะ  
  • ผักชีสับ 1 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสม น้ำจิ้มซีฟู้ด

  • พริกขี้หนู
  • กระเทียม
  • รากผักชี
  • น้ำตาลปี๊บ
  • น้ำปลา
  • น้ำมะนาว
  • ผักชี

วิธีทำปูไข่นึ่งนมสด

  1. เตรียมปูไข่ โดยนำปูไข่มาทำความสะอาด ขัดคราบโคลนที่อยู่ในตัวปูออกและล้างน้ำให้สะอาด แล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  2. นำปูไข่มาแกะกระดองออกจากตัวปู เพื่อนำไปนึ่ง (แกะอย่างระวังอย่าให้ไข่ปูหลุดออกจากตัวปู)
  3. เริ่มนึ่งปูไข่ ตั้งน้ำ เมื่อน้ำร้อนแล้ว นำตัวปูไข่และกระดองปูไข่ไปนึ่ง
  4. นำนมข้นจืดราดลงบนกระดองปูหรือตัวปู แล้วปิดฝาลังถึง ใช้เวลา 5-10 นาที อย่านึ่งนานมาก เพราะจะทำให้ไข่ของปูด้านและแข็งเกินไป เสิร์ฟน้ำจิ้มซีฟู้ดคู่กับปูไข่นึ่งนมสด

วิธีทำน้ำจิ้มซีฟู้ด

  • นำพริกขี้หนูสวนใส่ลงไปในครก ตามด้วยกระเทียม และรากผักชี โขลกหยาบๆ ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำมะนาว และผักชีสับ คนให้เข้ากัน

เป็นเมนูที่ทำง่ายและน่าทานมากๆ เลยนะคะ เย็นนี้ถ้ายังคิดเมนูไม่ออก แนะนำเมนูนี้เลยค่าา

ปลาทูไทยทำอะไรได้บ้าง?

“ปลาทู” เป็นอาหารจานโปรดของคนไทยมานานแล้วไม่ว่าคนชั้นสูงหรือคนธรรมดาสามัญชาวบ้านทั่วไป เพราะปลาทูเป็นปลาทะเลที่หาซื้อได้ง่าย ที่สำคัญมีราคาถูก แม้ปัจจุบันนี้ก็ตามก็ยังพูดได้ว่าราคาถูกเมื่อเทียบกับปลาทะเลชนิดอื่น อีกทั้งปลาทูยังเป็นปลาที่มีคุณค่าสารอาหาร โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงมาก 

เดิมเชื่อกันว่าปลาทูในอ่าวไทยเดินทางมาจากเกาะไหหลำ แต่กรมประมงได้พิสูจน์แล้วว่าปลาทูส่วนใหญ่ที่จับได้ในอ่าวไทยเป็นปลาที่วางไข่อยู่บริเวณหมู่เกาะจังหวัดสุราษฏร์ธานี แล้วว่ายน้ำขึ้นมาหาอาหารเจริญเติบโตที่ก้นอ่าวไทยแถบจังหวัดสมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำเพราะมีแพลงตอนพืชและสัตว์จำนวนมาก ปากแม่น้ำแม่กลองและก้นอ่าวแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม จึงเป็นแหล่งปลาทูที่มีรสชาติอร่อยและมีชื่อเสียงมานาน

ส่วนมากแล้วปลาทูแม่กลองจะนำมาขายสดและทำปลาทูนึ่ง เพราะมีเนื้อปลาเยอะ วิธีสังเกตปลาทูแม่กลองเวลาซื้อให้ดูว่าปลาทูแม่กลองแท้จะต้องสั้นทั้งหมด คือหน้าสั้น ตัวสั้นป้อม หนังมีสีเหลือง ตาดำ ครีบหางเหลือง เกล็ดลื่นเรียบ ไม่แข็ง เวลาจับผิวเนื้อจะนุ่ม กดกลางตัวยุบลงแล้วจะเด้งขึ้นมาคืน รสปลาจะหวานมันกินอร่อย  ด้วยความที่เนื้อปลาทูแม่กลองกินอร่อยนี้เอง ทำให้นำไปทำอาหารได้หลากหลายรูปแบบ และมีเมนูแปลกๆ ที่บางคนอาจจะยังไม่เคยกิน  เช่น ไตปลาทู

“ไตปลาทู” เป็นส่วนผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการควักไส้ ควักเหงือกออก ตรงไส้ปลาทั้งพวงนั้นคนแถบแม่กลองจะซื้อไปทำไตปลา ถือเป็นเครื่องจิ้มชนิดหนึ่ง โดยเอาไส้ปลาทูเคล้ากับเกลือ ตะไคร้  ใบมะกรูด นำไปนึ่งพอสุกแล้วคลุกกับหอมซอย ขิงซอย ผักชี พริกสด ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว น้ำตาลปึก หรือนำมาทำเมนูไตปลาทูนึ่งยำ ก็ได้  รสชาติอร่อยทีเดียว

สำหรับเมนูปลาทูที่แปลกใหม่และสามารถนำมาปรุงรับประทานได้เองที่บ้าน เป็นการเปลี่ยนรสชาติของการกินปลาทูแบบเดิมๆ นั้น มีเมนูอะไรบ้างมาดูกัน…

ปลาทูต้มส้ม

“ต้มส้มปลาทู” ปกติจะเห็นแต่ต้มส้มปลากระบอก ลองเปลี่ยนมาเป็นปลาทูดูบ้างว่าจะมีรสชาติอย่างไร

เริ่มเตรียมวัตถุดิบ

มีพริกไทยเม็ด 20 เม็ด/ หอมแดงซอย 3 ช้อนโต๊ะ/กะปิ 1 ช้อนชา

ปลาทูสด(หนัก200กรัม) 3 ตัว/  น้ำ 2 ถ้วย/ น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะขามเปียก 5 ช้อนโต๊ะ/  เกลือป่น 1/4 ช้อนชา/ขิงอ่อนซอย 1/4 ถ้วย/  ต้นหอมหั่นท่อน ใบผักชีและพริกชี้ฟ้าแดงหั่นเป็นเส้น

วิธีทำ

โขลกพริกไทยกับหอมแดงและกะปิเข้าด้วยกันให้ละเอียด จากนั้นตักใส่ถ้วยพักไว้ก่อน ขยับไปล้างปลาทูด้วยการตัดหัวควักเอาไส้ออกจนหมด ล้างอีกครั้งให้สะอาดแล้วบั้งตัวปลาทั้งสองด้านใส่จานพักไว้

ต้มน้ำในหม้อด้วยไฟกลางจนเดือด ใส่เครื่องที่โขลก คนให้ทั่ว พอเดือดอีกครั้งใส่ปลาทูปิดฝาหม้อ ต้มจนปลาทูสุก  ค่อยปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำมะขามเปียก เกลือ ตามด้วยขิงซอย คนเบาๆ พอทั่ว ชิมให้รสออกเปรี้ยว เค็ม หวาน ปิดไฟใส่ต้นหอม ตักใส่ถ้วยแต่งด้วยใบผักชีและพริกชี้ฟ้าแดงหั่นเส้น เสิร์ฟร้อนๆ

ปลาทูต้มกระเทียมพริกไทย

เมนูอีกหนึ่งอย่างที่ไม่ค่อยจะเห็นนัก เริ่มด้วยการเตรียมปลาทูสด(หนัก 200 กรัม) 3 ตัว

พริกไทยเม็ด 15 เม็ด/  กระเทียมไทยแกะเปลือก 10 กลีบ

เกลือป่น 1/2 ช้อนชา/ น้ำเปล่า 1 ถ้วยครึ่ง

ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ/  กลีบกระเทียมแกะเปลือกและใบผักชีสำหรับตกแต่ง

ปลาทูต้มกระเทียมพริกไทย

วิธีทำ

ลงมือทำด้วยการล้างปลาทูควักไว้และเหงือกออกจนหมด ล้างอีกครั้งให้สะอาดใส่จานพักไว้  หันมาโขลกพริกไทยกับกระเทียมและเกลือเข้าด้วยกันให้ละเอียด ตักใส่ถ้วยพักไว้

ต้มน้ำในหม้อด้วยไฟกลางจนเดือด  จึงใส่เครื่องที่โขลก คนให้ทั่ว พอเดือดอีกครั้งลดไฟอ่อน ใส่ปลาทู ปิดฝาต้มจนปลาสุก ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ชิมให้ออกรสเค็มอ่อนๆ  ปิดไฟ  ตักใส่จานเสิร์ฟ ตกแต่งด้วยกลีบกระเทียมแกะเปลือกและใบผักชี

ปลาทูหม้อไฟ

ปลาทูหม้อไฟ

เป็นเมนูง่ายๆ ทำกินกันเองที่บ้านสำหรับคนชอบรสจัดนิดหนึ่ง

วัตถุดิบมี ปลาทูสด(หนัก200กรัม) 3 ตัว/  น้ำ 3 ถ้วย

ข่าอ่อน 5 แว่น/  ตะไคร้หั่นท่อนยาว2นิ้ว 2 ต้น

หอมแดงบุบ 2 หัว/  น้ำปลา 1/4 ถ้วย /น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ

พริกขี้หนูแห้งคั่วทำพริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ/  ใบผักชีและพริกแห้งซอยสำหรับแต่ง

วิธีทำ

ล้างปลาทู ตัดหัวออกดึงเอาไส้ออกจนหมด แล้วล้างอีกครั้งให้สะอาดใส่จานพักไว้

ต้มน้ำในหม้อไฟ ด้วยไฟกลางจนเดือด  ใส่ข่า ตะไคร้ หอมแดง ใส่ปลาทู แล้วปิดฝาต้มจนปลาสุก  ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว และพริกป่น คนพอทั่ว ปิดไฟ แต่งด้วยใบผักชีและพริกแห้งซอยก่อนเสิร์ฟร้อนๆ

เมนูนี้สำหรับคนชอบของทอด “ปลาทูทอดเกล็ดขนมปัง”

เริ่มเตรียมวัตถุดิบปลาทูสด(หนัก200กรัม) 3 ตัว/  เกลือป่น 1 ช้อนชา

พริกไทยป่น 1 ช้อนชา/  แป้งสาลี 1/4 ถ้วย

ไข่ไก่ตีให้เข้ากัน 1 ฟอง/  เกล็ดขนมปัง 1/4 ถ้วย

น้ำมันพืชสำหรับทอด/ ซอสพริก

วิธีทำ

ลงมือล้างปลาทูควักไส้และเหงือกออกให้หมด ล้างอีกครั้งให้สะอาด จากนั้นใช้มีดคมๆ แล่ด้านข้างตรงสันตัวปลาจากหัวจรดหาง แบะตัวปลาออก แล่เอาก้างกลางออก นำไปล้างน้ำอีกครั้งจนหมดเลือด ใส่ตะแกรงพักให้สะเด็ดน้ำ

เคล้าปลาทูกับเกลือและพริกไทยให้ทั่ว หมักนาน 5 นาที แล้วนำมาเคล้ากับแป้งสาลีจนทั่ว เอาลงชุบไข่ คลุกเกล็ดขนมปังให้ทั่ว กดให้เกล็ดขนมปังติดแน่น ใส่ลงทอดในกระทะน้ำมันร้อนไฟกลาง ดูจนสุกเหลืองทั่วแล้วตักขึ้นพักบนกระดาษซับน้ำมัน  เวลาเสิร์ฟจัดปลาทอดวางบนตะแกรงในจาน รับประทานกับซอสพริก

ปลาทูทอดเกล็ดขนมปัง
ยำตับปลาทู

ยำตับปลาทู

ตับปลาทู เล่าลือกันว่าอร่อยหนักหนา เมนูที่ลองนำมาให้ทำคือ ยำตับปลาทู เตรียมวัตถุดิบ

ตับปลาทูสด 1 ถ้วย/  ขิงอ่อนซอย-หอมแดงซอย อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ

ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ/  ใบมะกรูดซอย 1 ช้อนโต๊ะ

พริกขี้หนูสวนซอย 1 ช้อนชา/  ผักกาดแก้วและมะนาวผ่าครึ่งฝานเป็นริ้วสำหรับแต่งจาน

การทำน้ำยำ

เครื่องปรุงมีน้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ/  น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา/  น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา/  น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ลงมือล้างตับปลาทูสดให้สะอาด จากนั้นต้มน้ำ2ถ้วยในหม้อด้วยไฟแรงจนเดือดจัด ใส่เกลือ 1 ช้อนชา ใบมะกรูดฉีก 4 ใบ ตามด้วยตับปลาทู  ปิดฝา  พอเดือดสักครู่ตักตับปลาทูออกมาล้างน้ำให้สะอาดอีกครั้ง  พักไว้

ทำน้ำยำโดยผสมน้ำปลา น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บและน้ำมะนาวเข้าด้วยกันในถ้วย คนจนน้ำตาลละลาย พักไว้

ใส่ตับปลาทูต้มลงในอ่างผสม ตามด้วยขิงอ่อน หอมแดง ตะไคร้ ใบมะกรูดและพริกขี้หนู เคล้าให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำยำ คลุกเคล้าอีกครั้ง เวลาเสิร์ฟให้ตักใส่ถ้วยที่รองด้วยผักกาดแก้ว ตกแต่งด้วยมะนาวผ่าครึ่งฝานเป็นริ้ว

ไตปลาทูผัดกะเพรา

เป็นเมนูปิดท้ายชนิดที่ขาดไม่ได้ ไหนๆมีกะเพราะเนื้อ กะเพราไก่แล้ว ลองมาทำกะเพราะไตปลาทูกันบ้าง

เตรียมไตปลาทูสด 1 ถ้วย/  กระเทียม 15 กลีบ

พริกขี้หนูเขียวแดง 10 เม็ด/  น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ/  น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ/  น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย

ใบกะเพราเด็ด 1/2 ถ้วย

ไตปลาทูผัดกะเพรา

วิธีทำ

ลงมือล้างไตปลาทูให้สะอาด จากนั้นต้มน้ำ 2 ถ้วยในหม้อด้วยไฟแรงจนเดือดจัด ใส่เกลือ 1 ช้อนชา ใบมะกรูดฉีก 4 ใบ ตามด้วยไตปลาทู  ปิดฝา  พอเดือดสักครู่ตักไตปลาทูออกมาล้างน้ำให้สะอาด  พักไว้ 

โขลกกระเทียมและพริกขี้หนูเข้าด้วยกันพอหยาบ ตักใส่ถ้วยไว้ก่อน

ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันด้วยไฟกลาง พอร้อนใส่เครื่องที่โขลกไว้ลงผัดจนหอม  ใส่ไตปลาทูผัดพอเข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำมันหอย ใส่น้ำ แล้วค่อยใส่ใบกะเพรา ผัดให้เข้ากัน ปิดไฟ  ตักใส่จานตกแต่งด้วยใบกะเพราทอดเพื่อความสวยงาม รับประทานร้อนๆ

ทั้งหมดนี้เป็นจานอร่อยที่ทำจากปลาทูไทย (ปลาทูแม่กลอง) ที่เปลี่ยนจากการกินปลาทูแบบเดิมๆ

ช่วงนี้ไม่ได้ออกไปไหน อยู่บ้านนานๆ เลยต้องหาอะไรทำซะหน่อย พอดีตาก็ดันไปสะดุดกับส้มที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้ทาน เลยปิ๊งไอเดียอยากจับเอาส้มไปคู่กับอะไรซักอย่าง ว่าแล้วก็เดินเข้าไปในครัว เห็นเครื่องชงกาแฟพอดี เอาล่ะ! เจอแล้ว สิ่งที่จะเอามามิกซ์กับส้ม ออกมาเป็น ‘กาแฟน้ำส้ม’ สุดครีเอท งานนี้สนุกแน่นอน

ส่วนผสม

  • น้ำกาแฟดำ 1-2 ชอต (ตามชอบ)
  • น้ำส้ม 100 มิลลิลิตร หรือ 3.5 ออนซ์
  • น้ำแข็ง
  • ไซรัปกลิ่นมะลิ (Jasmin Syrup) 20 กรัม หรือ 0.7 ออนซ์
  • แก้วขนาด 350 มิลลิลิตร

วิธีทำ

  1. คั้นน้ำส้ม ปริมาณตามชอบ เตรียมไว้
  2. ชงกาแฟ ถ้าตามร้านเค้าก็จะใช้เป็น Espresso Shot เลย แต่ถ้าไม่มีเครื่องชง แนะนำให้ใช้กาแฟ 1-2 ช้อนชากับน้ำร้อนแค่นิดเดียวนะคะ
  3. เติมน้ำแข็งลงในแก้ว เทไซรัปลงไป ตามด้วยน้ำส้มและน้ำกาแฟ แนะนำว่าค่อยๆ เทนะคะ เค้าจะแยกชั้นกันเองเลย

เสร็จแล้วเราก็จะได้เครื่องดื่มสีสันสวยงาม และรสชาติแปลกใหม่แต่ลงตัว วิธีทำก็ไม่ยากเลย ใครสนใจก็ลองนำไปทำตามกันได้ค่ะ

ใครชอบทานเครปยกมือขึ้นนน (แอดยกแล้ว 1) ก็จะไม่ให้ยกยังไงไหวล่ะคะ นึกถึงรสชาติหวานละมุน กับกลิ่นหอมๆ ก็อดที่จะทานไม่ได้ทู๊กกกที หลายคนคงเคยทานแบบสอดไส้ครีมสดกันมาเยอะแล้ว คราวนี้ลองเปลี่ยนเป็นไส้ซอสผลไม้กันบ้าง สูตรจาก นิตยสาร Gourmet & Cuisine ที่รับรองได้เลยว่าเมื่อได้ทานไปแล้วต้องติดใจแน่นอน

ส่วนผสมแป้งเครป (สำหรับ 3 ที่)

  • แป้งสาลีทำเค้ก 1+1/3 ถ้วย
  • ผงฟู 1/4 ช้อนชา
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • นมสด 1/2 ถ้วย
  • วิปปิ้งครีม 1/2 ถ้วย
  • น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย
  • น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

 

ส่วนผสมซอสผลไม้

  • ลูกพีชสีแดง (ปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นเล็ก) 1 ผล
  • สตรอว์เบอร์รีผ่า 4 ส่วน ประมาณ 5-6 ลูก
  • แอปเปิลเขียว (ปอกเปลือกหั่นชิ้นเล็ก) 2 ลูก
  • เนยสดเค็ม 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลไอซิ่ง 1/4 ถ้วย
  • เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
  • ผงอบเชย 1/8 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. ทำซอสผลไม้ โดยใส่ลูกพีช สตรอว์เบอร์รี แอปเปิลเขียว และเนยลงในกระทะ เติมน้ำเปล่าแล้วนำขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ รอจนผลไม้เริ่มนิ่ม ใส่น้ำตาลไอซิ่ง เกลือ และผงอบเชย คนให้เข้ากัน ยกลง เตรียมไว้
  2. ทำแป้งเครป โดยใส่แป้งสาลี ผงฟู ไข่ไก่ นมสด วิปปิ้งครีม น้ำเปล่า น้ำตาลทราย น้ำมันพืช เกลือป่น และกลิ่นวานิลลา ลงในโถปั่น ปั่นให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว เทใส่ภาชนะ
  3. ทาน้ำมันบางๆ ที่กระทะเทฟลอน ตั้งไฟอ่อนจนร้อน ตักส่วนผสมแป้งเครปใส่แล้วกรอกให้ทั่วกระทะ รอจนแป้งสุกเป็นสีเหลืองอ่อน กลับอีกด้านทอดจนสุก ตักใส่จานไว้ ทำจนหมดแป้ง
  4. ก่อนเสิร์ฟนำแผ่นแป้งเครปวางบนจาน ตักซอสผลไม้ใส่แล้วม้วนเรียงใส่จาน โรยน้ำตาลไอซิ่งอีกเล็กน้อย

เครปเย็นไส้ซอสผลไม้สูตรนี้ ทำไม่ยากเลยใช่ไหมคะ เตรียมส่วนผสมให้พร้อม แล้วไปลองทำกันเลยค่าาา

หลายๆ คนคงเคยทานผักโขมกันมาบ้างแล้ว แต่จะคุ้นเคยกับเมนูอาหารคาว อย่าง ผักโขมอบชีส หรือลาซานญ่ากันมากกว่า แต่จะมีใครทราบบ้างว่าผักโขมก็สามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้เหมือนกัน แถมมีประโยชน์อีกด้วยนะคะ อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งทำหน้ายี้กับเมนูเครื่องดื่มที่เรากำลังจะแนะนำกันนะคะ เพราะขอบอกเลยว่าสูตรนี้ทานง่าย อร่อย และไม่เหม็นเขียวเลยค่ะ

ส่วนผสม น้ำผักโขม

  • ผักโขม 250 กรัม
  • น้ำต้มสุก 1 ถ้วย
  • น้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้ง
  • น้ำมะนาว
  • เกลือป่นเล็กน้อย
  • น้ำแข็ง

วิธีทำน้ำผักโขม

  1. ล้างผักโขมให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงในเครื่องปั่น ตามด้วยน้ำต้มสุก ปั่นผสมให้ละเอียด ยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง เอาเฉพาะน้ำ
  2. เทน้ำผักโขมใส่ลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟแรงจนเดือด (อย่าต้มนาน) ยกลงจากเตาทันที พักทิ้งไว้จนเย็น
  3. เวลาดื่ม เทน้ำผักโขมลงในแก้ว ตามด้วยน้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้ง เกลือป่น และน้ำมะนาว คนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ ใส่น้ำแข็ง พร้อมดื่ม

เป็นเมนูที่ทำง่ายมากๆ เลยใช่ไหมคะ มีส่วนผสมไม่เยอะและหาได้ง่าย ลองนำไปทำตามกันดูนะคะ แล้วคุณจะได้เครื่องดื่มที่อร่อยแถมมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วยล่ะค่ะ