เทศกาลกินเจ อภัยภูเบศรเดย์สปา ขอมอบสูตร เต้าหู้นึ่งขิงซอสเห็ดหอม เป็นเมนูเจที่ได้คุณค่าและความอร่อย โดยมีส่วนประกอบหาง่ายๆ ดังนี้

  1. เต้าหู้ขาวแผ่น 1 ก้อน
  2. ขิงอ่อนซอย 20 กรัม
  3. เห็ดหอมสดหั่นชิ้น 20 กรัม
  4. เห็ดออรินจิ 15 กรัม
  5. เห็ดชิเมจิ 15 กรัม
  6. แครอทหั่นแว่น 3-4 ชิ้น
  7. น้ำมันงา 1/2 ช้อนชา
  8. ซอสเห็ดหอมปรุงรสเจ 1 ช้อนชา
  9. น้ำตาลทรายแดง 1/4 ช้อนชา
  10. น้ำสะอาด 3 ช้อนโต๊ะ
  11. พริกชี้ฟ้าแดงซอยสำหรับตกแต่ง

วิธีทำ ง่ายๆ แค่ 3 ขั้นตอน

  1. วางเต้าหู้ขาวลงในภาชนะที่จะใช้นึ่ง จัดวางผักต่างๆ ในจานให้สวยงามตามชอบ
  2. เตรียมน้ำซอส โดยผสมน้ำมันงากับซอสเห็ดหอมปรุงรสเจ น้ำตาลทรายแดง และ น้ำสะอาด จากนั้นนำไปราดบนเต้าหู้และผักที่จัดเตรียมไว้
  3. นำไปนึ่งบนน้ำเดือดประมาณ 10 นาที หรือจนสุก ยกลง ตกแต่งด้วยพริกชี้ฟ้าแดง จัดเสิร์ฟ เมนูง่ายทำเองได้ อร่อยมีคุณค่าทางอาหารสูงและที่สำคัญได้บุญด้วย

ที่มา : เส้นทางเศรษฐีออนไลน์

เราอาจทำผัดพาสต้า (เส้นของอิตาลี เช่น สปาเกตตีหรือเฟตตูชินี) กับกระเทียมและพริกแห้ง และโหระพา สลับสับเปลี่ยนเนื้อสัตว์ไป ไม่ว่าหอยเชลล์ กุ้งหรือปลาเค็มมาหลายเมนูแล้ว

วันนี้อยากนำเสนออาหารจานเดียวทำง่ายๆ รับประทานอยู่ท้อง คือ เฟตตูชินีสันคอหมูย่างน้ำตก จะเปลี่ยนเป็นผัดเส้นเฟตตูชินีกับแจ่ว ใส่มะเขือเทศราชินีแทน รับประทานกับสันคอหมูย่างราดแจ่ว อร่อยและได้สารอาหารครบถ้วนค่ะ ส่วนผสมจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้นะคะ

ส่วนผสม

เส้นเฟตตูชินี / สันคอหมู / ซีอิ๊วขาว / น้ำมันหอย / พริกไทยป่น

ส่วนผสมแจ่ว

น้ำปลา / น้ำมะนาว / น้ำตาล / ผักชี / ผักชีใบเลื่อย / หอมแดง /

มะเขือเทศ / พริกป่น / ข้าวคั่ว

วิธีทำ หมูน้ำตก

  1. ทุบสันคอหมูทั้ง 2 ด้านให้พอนุ่ม
  2. หมักด้วยซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย พริกไทยป่น พักไว้
  3. ย่างคอหมูย่างบนเตาถ่าน ทาน้ำมันพืชเล็กน้อย ย่างจนสุก อย่าให้แห้ง

วิธีทำแจ่ว

  1. หั่นใบผักชี ผักชีใบเลื่อย หอมแดง ให้ละเอียด
  2. หั่นมะเขือเทศเป็นชิ้นเล็กๆ พักไว้
  3. ผสมน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลให้เข้ากัน
  4. ใส่ผักที่หั่นไว้
  5. ใส่พริกป่น และข้าวคั่วสุดท้ายเมื่อจะรับประทาน มิฉะนั้นแล้วแจ่วจะอืด

วิธีลวกเฟตตูชินี

  1. ตั้งน้ำให้เดือด ใส่เกลือเล็กน้อย
  2. ใส่เส้นเฟตตูชินี คนเล็กน้อยไม่ให้ติดหม้อ
  3. ต้มนาน 8 นาทีหรือนานเท่าที่ข้างซองกำหนด
  4. ครบ 8 นาที นำเส้นใส่กระชอน เปิดน้ำเย็นไหลผ่านเพื่อหยุดความร้อน              ไม่ให้เส้นอืด

วิธีผัด

  1. ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย
  2. นำเส้นที่ลวกแล้วลงไปผัด ใส่แจ่ว คลุกให้ทั่ว
  3. ใส่มะเขือเทศหั่นครึ่ง พอสุก จัดใส่จาน

วิธีแต่งจาน

  1. นำเส้นเฟตตูชินีที่ผัดเสร็จแล้วใส่จาน
  2. หั่นสันคอหมูย่างแฉลบ บางๆ เรียงบนเส้น
  3. เหยาะแจ่วสวยงามลงบนสันคอหมู
  4. แต่งจานด้วยผักชีใบเลื่อย

ปรุงรสชาติแจ่วให้จัดกว่าปกติเล็กน้อย ถ้านำไปผัดกับเส้นสปาเกตตีจะจืดลงนิดหนึ่ง      ชิมให้รสเปรี้ยวนำ จะเผ็ดมากน้อยแล้วแต่ชอบค่ะ

ที่มา : เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ / ผู้เขียน : คุณตุ๊ก

จากคอลัมน์ กฤช เหลือลมัย นสพ.มติชน

 

บรรดาพืชที่ให้ประโยชน์ใช้งานทุกส่วน นอกจากกล้วย ต้นจาก และมะพร้าวแล้ว อีกอย่างหนึ่งเห็นจะเป็น ต้นตาล (Toddy palm) นะครับ แม้เดี๋ยวนี้พอพูดถึงต้นตาลก็มักคิดถึงแต่เพชรบุรี ทว่า สมัยก่อน ตาลปลูกกันทั่วไป แถบอีสานก็ปรากฏชื่อ “บ้านโตนด” มากมายหลายแห่ง มันเป็นคำเขมรที่ใช้เรียกต้นตาลนั่นเอง ผลผลิตสำคัญของต้นตาลก็คือน้ำตาล ซึ่งอาจคิดเล่นๆ ได้ว่ามันคงเป็นของหวานชนิดแรกๆ ที่ผู้คนแถบภาคกลางขึ้นไปเอามาใช้กระมัง ถึงได้เรียกติดปากว่าน้ำ “ตาล” ไงล่ะครับ

นอกจากน้ำตาลจากงวงตาล ยังมีลูกตาล ที่กินได้ตั้งแต่ลอนตาลอ่อน จาวตาล น้ำเนื้อจากเนื้อใต้เปลือกตาลเอามาทำขนมตาล หัวตาลอ่อนฝานหรือขูดฝอยทำแกงคั่วหรือยำใส่ใบอ่อนมะสังแบบปักษ์ใต้ ยังไม่ต้องนึกถึงลำต้นตาลทำครกทำสาก หรือใบตาลทำพัด และตาลปัตรของพระภิกษุสงฆ์ ทางตาลแห้งเอาทำเก้าอี้ ฯลฯ นะครับ

ในบรรดาเหล่านี้ ผมชอบเอาหัวตาลอ่อนมาแกงคั่วกินที่สุดเลย

ถ้าใครไปเที่ยวเมืองเพชร แล้วแวะกินข้าวแกงข้างทาง ก็มักจะเปิดเจอหม้อหนึ่งเสมอที่เป็นแกงคั่วกะทิสีส้มอ่อนๆ ไม่มันมาก อาจแกงหมูย่าง ปลาย่าง กับหัวตาลอ่อน ที่แม่ค้าจะต้มจนเหลือรสขมฝาดบางๆ เจือหวานมัน เป็นสำรับขึ้นชื่อของข้าวแกงเมืองเพชรทีเดียว อย่างไรก็ดี รสมือชาวเมืองเพชรมักติดหวานนำค่อนข้างมาก ก็น้ำตาลเขาแยะนี่ครับ ตอนปรุงจะยั้งมือทำไมเล่า ถ้าเราไม่ชอบหวานก็ต้องมาทำกินเอง

วันก่อน ผมไปได้หัวตาลอ่อนจากแม่ค้าเพชรบุรีที่ ตลาดอมยิ้ม วัดตลาดควาย อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เขาหั่นบางๆ ต้มมาเรียบร้อยดีทีเดียว ความอยากกินแกงคั่วซึ่งมีมากมายมหาศาล ทำให้ผมจัดแจงอบปลากุเราสดในกระทะเคลือบจนเนื้อแข็งแห้งดี แกะเอาแต่เนื้อเป็นชิ้นใหญ่ๆ ไว้

ผมมีน้ำพริกแกงเผ็ดที่ชาวบ้านหนองกระทุ่ม ริมทุ่งจอมบึงเขาตำมือมาขายในตลาด แต่เขาตำเพียงหยาบๆ ครับ ผมนั้นอยากให้แกงหม้อนี้เนื้อเนียนๆ เลยเอาลงครกหินตำต่อจนละเอียด

รากกระชาย ตำให้ละเอียดเช่นกัน ใช้เพิ่มกลิ่นหอมและรสเผ็ดซ่า

น้ำปลาร้า เราจะต้มกรองจากปลาร้าตัวๆ หรือสะดวกใช้แบบขวดก็ได้ครับ แต่เลือกเอาที่เขาปรุงรสน้อยที่สุดก็แล้วกัน

นอกจากนั้นก็มีกะทิสด เกลือ แล้วก็ใบมะกรูด

แกงคั่วทำง่ายครับ หัวใจของมันก็คือการ “คั่ว” แกงไปนานๆ โดยเริ่มจากเทหางกะทิใส่หม้อ ตั้งไฟ เติมเกลือ ปลาย่าง (อบ) ลงไปเคี่ยวก่อน เนื้อจะได้นุ่มขึ้น (ในกรณีที่เราย่างหรืออบจนเนื้อปลานั้นแข็งมาก) ใส่พริกแกงกับรากกระชายตำลงไปสักหน่อยก่อนก็ได้ครับ พอให้กลิ่นซึมเข้าเนื้อปลา รอสักครู่ใหญ่ๆ ก็ใส่หัวตาลอ่อนลงไป ปรุงรสเค็มด้วยน้ำปลาร้า เดาะน้ำตาลเล็กน้อย แค่นิดเดียวพอครับ ถ้าเราไม่ชอบกินหวาน

“คั่ว” แกงในหม้อของเราไปจนหัวตาลเริ่มนุ่ม ทีนี้ก็บรรจงเติมพริกแกงกับรากกระชายลงไปตามส่วน คั่วต่ออีกสักพัก ให้กะทิแตกมันลอยหน้าเพียงเล็กน้อย จึงเติมหัวและหางกะทิเพิ่มให้ได้ความข้นมันอย่างที่ต้องการ ปิดท้ายด้วยใบมะกรูดฉีก

การที่เราเติมรากกระชายตำ แล้วปรุงเค็มด้วยน้ำปลาร้า มันเลยทำให้ “แกงคั่วหัวตาล” ของเราหม้อนี้ รสชาติเหมือนน้ำยาขนมจีนสไตล์ภาคกลางมากๆ เลย แถมมีรสขมนัวๆ ตัดแก้เลี่ยนเสียด้วย ใครมีเส้นขนมจีนดีๆ จงหยิบเรียงใส่จาน ตักแกงนี้ราดชุ่มๆ ลองกินดูนะครับ

หากใครไม่ชอบกลิ่นและรสปลาร้า ก็ย่อมใช้น้ำปลาแทนได้เลยทีเดียว

หัวตาลอ่อนที่สุกนุ่มในน้ำแกงคั่วมันๆ หอมปลาย่าง หนักกลิ่นรากกระชายและปลาร้าดีๆ แบบหม้อนี้ มันหาตัวจับยากจริงๆ ครับผม

ข้าวผัดไก่ใส่น้ำพริกเผา ทำง่ายๆ อร่อยด้วย เป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารตามสั่งที่ได้รับความนิยมมากไม่แพ้กัน ความหอมของน้ำพริกเผา และรสชาติหวานๆ เค็มๆ และเผ็ดนิดๆ ไปลองทำกันดูนะคะ

วัตถุดิบ
– ข้าวสวย
– เนื้ออกไก่
– กระเทียมสับ
– หอมใหญ่
– น้ำพริกเผา
– น้ำตาลทราย
– ซีอิ๊วขาว
– พริกไทยป่น
– ถั่วผักยาวหั่นแฉลบ
– น้ำมันพืช
– ไข่เค็ม
– แตงกวา

  วิธีการทำ
– นำหอมหัวใหญ่, กระเทียม, ถั่วฝักยาว หั่นเตรียมไว้
– นำกระทะตั้งไฟให้ร้อนแล้วใส่น้ำมันลงไป ตามด้วยกระเทียม, หอมหัวใหญ่, เนื้อไก่, ถั่วฝักยาว, น้ำพริกเผาและตามด้วยข้าวสวยร้อนๆ ผัดให้เข้ากัน
– ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว, น้ำตาลทราย, ไข่เค็ม, พริกไทย คลุกเคล้าให้เข้ากันเป็นอันเสร็จพร้อมเสิร์ฟ

สูตรเด็ด "ข้าวผัดไก่ใส่น้ำพริกเผา"

พรุ่งนี้เที่ยง ทำ "ข้าวผัดไก่ใส่น้ำพริกเผา" กินกันดีกว่าค่ะMatichon Academy – ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน

โพสต์โดย Khaosod – ข่าวสด เมื่อ วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2017

สนใจเรียนทำอาหาร
ดูได้ที่ www.matichonacademy.com
หรือดูตารางเรียนประจำเดือนได้ที่นี่ >ตารางเรียน

หรือติดตามอัพเดทเรื่องราวอาหารและไลฟ์สไตล์สนุกๆได้ที่
Facebook : MatichonAcademy

เมนูอาหารญี่ปุ่น ที่อร่อยถูกปากคนไทยอย่างเรา ๆ คือ อุด้งสลัด ซึ่งหลายคนคงสงสัยว่า เอ๊ะ! ทั้งอุด้ง ทั้งสลัด มันจะเป็นอาหารจานเดียวกันได้อย่างลงตัวยังไงล่ะ แต่เมื่อได้ปรุงออกมาแล้ว ที่นอกจากจะมีหน้าตาน่ารับประทาน รสชาติของมันก็อร่อยไปอีกแบบเหมือนกันค่ะ สำหรับใครชอบทานลองทำเมนูนี้กันดูนะคะ

วัตถุดิบ
– อูด้ง
– น้ำส้มสายชู
– แครอท
– ผักสลัด
– มะเขือเทศ
– งาขาว
– เกลือ
– โชยุ
– พริกไทยดำ
– ปลาแซลมอน
– น้ำตาลทรายขาว
– แรดิส
– น้ำมันมะกอก
– กะหล่ำปลี
– มายองเนส
– กะหล่ำปลีม่วง

  วิธีการทำ
– ก่อนอื่นนำแครอทมาหั่นครึ่งเตรียมไว้
– นำกะหล่ำปลีม่วงมาซอยเป็นชิ้นเล็กๆ นำแรดิสมาฝานเป็นแผ่นบางๆ 
วิธีทำน้ำสลัด
– เตรียมชามผสม แล้วนำโชยุลงไป ตามด้วยน้ำตาลทรายขาว, น้ำส้มสายชู, งาขาว, เกลือ แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากัน ระหว่างคนให้นำน้ำมันมะกอกผสมลงไปด้วย ตามด้วยมายองเนส, พริกไทยดำ
– จากนั้นจัดจานตามใจชอบ ราดด้วยน้ำสลัดที่ทำไว้ เป็นอันเสร็จพร้อมทาน

ใครชอบกินผักมาทางนี้ กับเมนู "อูด้งสลัดปลาแซลมอน"

ใครชอบกินผักมาทางนี้ กับเมนู "อูด้งสลัดปลาแซลมอน" พร้อมน้ำสลัดสูตรเด็ด #happydish #สลัดอูด้งปลาแซลมอน

โพสต์โดย Khaosod – ข่าวสด เมื่อ วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม 2018

สนใจเรียนทำอาหาร
ดูได้ที่ www.matichonacademy.com
หรือดูตารางเรียนประจำเดือนได้ที่นี่ >ตารางเรียน

หรือติดตามอัพเดทเรื่องราวอาหารและไลฟ์สไตล์สนุกๆได้ที่
Facebook : MatichonAcademy

พุดดิ้ง เป็นขนมที่ทำเองได้ง่ายๆ ใช้ส่วนผสมไม่มาก ไม่ยุ่งยากแต่ประการใด ยิ่งสำหรับใครที่ชอบทานพุดดิ้ง วันนี้เรามีสูตรเด็ดเคล็ด (ไม่) ลับมาฝากให้ทุกคนกันค่ะ มาลองทำกันดูนะคะ

วัตถุดิบ

– นมจืด

– ลูกเกด

– เกลือ

– น้ำเปล่า

– ไข่ไก่

– น้ำตาลทรายขาว

– เนยสด

– กลิ่นวานิลลา

วิธีทำ

– นำหม้อตั้งน้ำเปล่าให้เดือด จากนั้นใส่ข้าวลงไปแล้วคนตลอด

– พอข้าวได้ที่แล้วใส่นมลงไปครึ่งนึงก่อน

– ตามด้วยน้ำตาลและเกลือลงไป ต้มไฟอ่อนๆ ไปเรื่อยๆ คอยคนตลอด ใช้เวลาประมาณ 15 นาที จนเป็นครีมข้น

– นำนมที่เหลือมาผสมกับไข่ไก่ ตีให้เข้ากัน

– จากนั้นใส่ลงไปในข้าวและใส่ลูกเกดลงไป เคี่ยวประมาณ 2-3 นาที เพื่อไม่ให้ไข่สุกเกินไป

– พอได้ที่แล้วปิดไฟใส่เนยกับกลิ่นวานิลลาลงไป คนให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จ พร้อมเสิร์ฟ

ใครจะเชื่อ "ข้าว" แปลงร่างเป็น "พุดดิ้ง" ได้

ใครจะเชื่อ "ข้าว" แปลงร่างเป็นพุดดิ้งได้ กับเมนู "พุดดิ้งข้าว"เมนูวันหยุด วัตถุดิบไม่ยุ่งยาก #happydish #พุดดิ้งข้าว

โพสต์โดย Khaosod – ข่าวสด เมื่อ วันศุกร์ที่ 21 กันยายน 2018

สนใจเรียนทำอาหาร
ดูได้ที่ www.matichonacademy.com
หรือดูตารางเรียนประจำเดือนได้ที่นี่ >ตารางเรียน
หรือติดตามอัพเดทเรื่องราวอาหารและไลฟ์สไตล์สนุกๆได้ที่
Facebook : MatichonAcademy

เมนู “ข้าว” สร้างสรรค์ความอร่อยได้ง่ายๆ  อาหารเพื่อสุขภาพ แป้งทำเอง หอม นุ่ม อร่อย ใครอยากรู้ว่าขั้นตอนการทำเป็นอย่างไร มาดูกันเลย!!

วัตถุดิบ

  1. ไส้กรอกและแฮม
  2. มอสซาเรลล่าชีส
  3. ซอสพิซซ่า
  4. น้ำมันมะกอก
  5. น้ำมันพืช
  6. เกลือ
  7. ไข่ไก่
  8. แป้งอเนกประสงค์
  9. ออริกาโน่

วิธีทำ

วิธีทำแป้งพิซซ่า

  1. นำไข่มาตอกใส่ชาม ตีให้เข้ากัน
  2. จากนั้นใส่น้ำมันพืช แป้งอเนกประสงค์ เกลือ และข้าวลงไป คลุกจนเข้ากันดี
  3. เตรียมถาดอบ ทาน้ำมันมะกอกเล็กน้อย นำข้าวที่เราผสมไว้แล้วเทลงไป เกลี่ยให้บางเท่าๆ กัน
  4. นำเข้าเตาอบ 10 นาที ที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส
  5. ระหว่างรอแป้งพิซซ่า หั่นไส้กรอกและแฮมเตรียมไว้

มาทำส่วนของหน้าพิซซ่า

  1. พอได้ตัวแป้งพิซซ่า นำมาทาด้วยซอสพิซซ่าให้ทั่ว
  2. แต่งหน้าด้วยไส้กรอกและแฮมตามใจชอบ
  3. จากนั้นโรยต่อด้วยมอสซาเรลล่าชีส นำเข้าเตาอบ 10 นาที หรือจนกว่าชีสละลายเป็นอันเสร็จพร้อมจัดจาน

ใครจะไปรู้ข้าวก็ทำพิซซ่าได้ เมนู "พิซซ่าข้าว"

ใครจะไปรู้ข้าวก็ทำพิซซ่าได้ เมนู "พิซซ่าข้าว"#happydish #พิซซ่าข้าว

โพสต์โดย Khaosod – ข่าวสด เมื่อ วันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2018

สนใจเรียนทำอาหาร
ดูได้ที่ www.matichonacademy.com
หรือดูตารางเรียนประจำเดือนได้ที่นี่ >ตารางเรียน

หรือติดตามอัพเดทเรื่องราวอาหารและไลฟ์สไตล์สนุกๆได้ที่
Facebook : MatichonAcademy

เคยกินไหม “ข้าวแห้ง” เมนูแปลกชื่อไม่คุ้นหู ไม่ได้ใส่หมู แต่ใส่ปลาแทน ทำง่ายไม่ยุ่งยาก แถมอร่อยด้วย มาลองทำกันดูนะคะ

วัตถุดิบ
– เนื้อปลากะพง
– กระเทียมดอง
– น้ำมันสำหรับผัด
– น้ำส้มสายชู
– น้ำจิ้มไก่
– เต้าเจี้ยว
– ขิง
– พริกขี้หนูแดง
– กระเทียม
– ไข่ไก่
– ขึ้นฉ่าย

วิธีทำ
– ก่อนอื่นนำขึ้นฉ่าย กระเทียม ขิง พริกขี้หนูแดง หั่นเตรียมไว้
– นำปลามาหั่นเป็นชิ้นๆ
ทำตัวน้ำซอส
– นำเต้าเจี้ยว น้ำจิ้มไก่ น้ำส้มสายชู กระเทียมดอง พริกขี้หนูแดง ขิงสับ นำมาปั่นรวมกันแล้วเทใส่ถ้วยพักไว้
– นำเนื้อปลาที่หั่นไว้นำมาลวกให้สุกแล้วพักให้สะเด็ดน้ำ
– จากนั้นตั้งกระทะไฟกลางนำกระเทียมมาเจียวให้หอมใส่ไข่ลงไป ผัดให้ไข่สุก
– ใส่เนื้อปลาลงไป แล้วผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน
– โรยกระเทียมเจียวและขึ้นฉ่ายลงไป คนให้เข้ากันแล้วนำไปราดลงบนข้าวหอมมะลิร้อนๆ
– จากนั้นนำน้ำจิ้มที่เตรียมไว้มาราด พร้อมทาน

เคยกินไหม "ข้าวแห้ง" เมนูแปลกชื่อไม่คุ้นหู ไม่ได้ใส่หมู แต่ใส่ปลาแทน

เคยกินไหม "ข้าวแห้ง" เมนูแปลกชื่อไม่คุ้นหู ไม่ได้ใส่หมู แต่ใส่ปลาแทน#Happydish #ข้าวแห้ง

โพสต์โดย Khaosod – ข่าวสด เมื่อ วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2018

สนใจเรียนทำอาหาร
ดูได้ที่ www.matichonacademy.com
หรือดูตารางเรียนประจำเดือนได้ที่นี่ >ตารางเรียน

หรือติดตามอัพเดทเรื่องราวอาหารและไลฟ์สไตล์สนุกๆได้ที่
Facebook : MatichonAcademy

อาหารเขมรหรือกัมพูชาได้รับอิทธิพลจากประเทศเพื่อนบ้านมาก ทั้งไทย เวียดนาม รวมทั้งจีนและฝรั่งเศส อาหารในสำรับกับข้าวเขมรนั้นหากดูผ่านๆ จะคิดว่าเป็นอาหารไทย เพราะหลายๆ อย่างเหมือนกันทุกประการ ลองไปดู 5 อาหารจานเด็ด ที่คุณก็สามารถทำกินเองได้ที่บ้านกัน

1.อะม็อก เตรย ห่อหมกเขมร

ใครที่ไปเขมรคงได้เห็นอาหารอย่างหนึ่งที่ขึ้นชื่อเป็นอาหารแนะนำในร้านอาหารของเขมร อาหารชนิดนั้นคือ “อะม็อก”ชาวไทยทุกคนเมื่อได้เห็นคงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า…”ห่อหมก” นี่นา ใช่แล้วค่ะ อะม็อกก็คือห่อหมกนั่นเอง เป็นอาหารฮิตติดลมบนที่ชาวขแมร์ภูมิใจนำเสนอ ถึงขนาดยกย่องให้เป็นอาหารประจำชาติ

ชาวเขมรกล่าวว่าอะม็อกนี้เป็นอาหารที่กินกันมาแต่โบราณ ไม่ว่าไทยรับจากเขมรหรือเขมรรับจากไทย ก็เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าทั้งสองชาติได้มีการถ่ายเททางวัฒนธรรมมาตั่งแต่อดีตกาล ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 9-13 จักรวรรดิกัมพูชาได้ขยายอาณาเจตครอบคลุมดินแดนไปถึงลาว เวียดนาม พม่า และมาเลเซีย ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 13-14 สยามได้แผ่ขยายอำนาจเข้ามาจนถึงเมืองเสียมราฐอันเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงนครวัด จนเขมรต้องย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงพนมเปญ สยามครอบครองอยู่นานถึง 400 ปี ในช่วงนี้เองน่าจะเป็นช่วงที่เขมรรับเอาอาหารการกินของไทยมา

ประเทศกัมพูชานั้นมีปลาน้ำจืดอุดมสมบูรณ์จากแหล่งน้ำใหญ่คือแม่น้ำโขง โดยเฉพาะโตนเลสาบซึ่งเป็นแหล่งปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของโลก ถ้าเทียบต่อลูกบาศก์กิโลเมตรแล้วโตนเลสาบมีปลามากกว่าในมหาสมุทรแอตแลนติกถึงสิบเท่า ปลาที่นิยมมาทำห่อหมกจึงเป็นปลาน้ำจืด เช่น ปลาช่อน ปลาดุก และปลาหนังชนิดอื่นๆ เรามาทำ “อะม็อก เตรย” หรือห่อหมกปลากันค่ะ

เครื่องแกงภาษาเขมรเรียกว่า “เกรือง” เครื่องแกงที่ใช้ทำอะม็อกคือเครื่องแกงเหลือง แต่จะเพิ่มกระชายเข้าไปด้วย ประกอบไปด้วยหอมแดง กระเทียม ข่า ขมิ้น ตะไคร้ ผิวมะกรูด และกระชาย จะสังเกตได้ว่าไม่มีพริกเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะอาหารในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ในปัจจุบันแม้มีการใส่พริกแห้งลงไปในเครื่องแกงด้วย แต่ก็เป็นเพียงปริมาณน้อยเพราะชาวเขมรไม่กินเผ็ดจัดอย่างไทย

เมื่อตำเครื่องแกงแล้วก็มาเตรียมปลา นำเนื้อปลามาหั่นเป็นชิ้น ใส่เครื่องแกงลงไป ตามด้วยกะทิ และไข่ ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลโตนดแล้วกวนให้เข้ากัน เตรียมกระทงใบตองรองก้นด้วยใบยอ ตักส่วนผสมอะม็อกใส่ลงไป นำไปนึ่งให้สุก หยอดหน้าด้วยกะทิ โรยใบมะกรูดและพริกชี้ฟ้าซอย นึ่งต่อสักครู่ก็พร้อมรับประทาน

ส่วนผสม

ปลาน้ำจืด ไข่ กระทิ น้ำปลา น้ำตาลโตนด

เครื่องแกง : พริกแห้ง หอมแดง กระเทียม ข่า ขมิ้น ตะไคร้ ผิวมะกรูด และกระชาย

ใบมะกรูด พริกชี้ฟ้าแดง

กระทงใบตอง

วิธีทำ

1.ตำพริกแห้ง หอมแดง กระเทียม ข่า ขมิ้น ตะไคร้ ผิวมะกรูด

2.หั่นเนื้อปลาเป็นชิ้นใส่เครื่องแกง กะทิ ไข่ น้ำปลา น้ำตาลโตนด กวนให้เข้ากัน

3.ตักส่วนผสมอะม็อกใส่กระทงนึ่งจนสุกราดกระทิ โรยใบมะกรูด พริกซอยนึ่งสักครู่


2.ปลาฮ็อก กะติ น้ำพริกปลาร้ากะทิเขมร

“ปราฮ็อก กะติ” คือน้ำพริกปลาร้ากะทิเขมร สำรับกับข้าวของเขมรและไทยนั้นใกล้เคียงกันมาก ผู้ที่เคยไปเยือนประเทศกัมพูชาอาจนึกแปลกใจที่เห็นอาหารหลายอย่างหน้าตาเหมือนไทย โดยเฉพาะแกงต่างๆ และห่อหมก นอกจากนี้ชาวเขมรยังกินข้าวกับน้ำพริกด้วย น้ำพริกของเขมรที่เป็นที่นิยมคือน้ำพริกปลาร้าที่เรียกว่า “ปราฮ็อก กะติ” แปลว่า ปลาร้ากะทิ ดังนั้น ส่วนผสมหลักของน้ำพริกถ้วยนี้จึงต้องมีปลาร้าและกะทิอย่างแน่นอน

ชาวเขมรจะทำน้ำพริกโดยเริ่มจากการตำเครื่องแกงที่เรียกว่า “เกรือง” เครื่องแกงที่ใช้ทำปราฮ็อก กะติ คือเครื่องแกงเหลือง อันประกอบไปด้วย หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ข่า ขมิ้น และผิวมะกรูด นำใส่ครกตำให้ละเอียด

น่าแปลกที่เขาจะไม่ใส่พริกลงไปตำรวมกันในเครื่องแกงด้วยกันแบบเรา แต่เขาจะนำพริกแห้งไปแช่น้ำ แล้วนำพริกที่แช่น้ำจนนุ่มแล้วมาสับบนเขียงแยกไว้ ซึ่งอาจจะง่ายต่อการกำหนดรสเผ็ด ส่วนฉันนั้นจัดทุกอย่างใส่ครกตำพร้อมกันไปเลยเช่นเดียวกับตำพริกแกงไทยซึ่งสะดวกกว่า เพราะอย่างไรเสียทั้งหมดนี้ก็ต้องมาผัดรวมกันในกระทะอยู่ดี

เตรียมสับหมูและปลาร้ารอไว้ สิ่งที่ต้องเตรียมอีกอย่างคือ “มะสังมะสังเป็นผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน มีเปลือกแข็ง วิธีใช้คือทุบให้เปลือกแตกตักเอาแต่เนื้อในสับให้ละเอียดเตรียมพร้อมไว้ มะสังนี้ใส่เพื่อเพิ่มรสเปรี้ยวในน้ำพริก ฉันเชื่อว่าในยุคสมัยนี้เราคงหามะสังได้ไม่ง่ายนัก ดังนั้น หากหาไม่ได้ก็ไม่ต้องตกใจ เราสามารถใส่มะนาวแทนได้ โดยบีบมะนาวลงไปในขั้นตอนสุดท้าย หรือจะใช้น้ำมะขามเปียกแทนก็ได้

เมื่อเตรียมวัตถุดิบครบก็ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย เมื่อน้ำมันร้อนใส่เครื่องแกงลงไปผัดจนหอม แล้วใส่พริกแห้งที่สับหรือตำไว้แล้วลงไปผัดให้เข้ากัน เติมน้ำกะทิ เมื่อเดือดจึงใส่ปลาร้าสับที่แกะเอาก้างออกแล้วและหมูสับลงไป เติมน้ำสต็อก เคี่ยวไฟอ่อนๆ สัก 15 นาที ปรุงรสด้วยน้ำตาลโตนด หากปลาร้าเค็มไม่พอให้เติมน้ำปลาหรือเกลือ แล้วใส่มะสัง เคี่ยวไฟรุมๆ อีกสักพักจนเหลือน้ำขลุกขลิก จึงใส่มะเขือพวงและใบมะกรูดซอยลงไป รอจนมะเขือพวงสุกก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ จะได้น้ำพริกปลาร้ากะทิครบรสกลิ่นหอมยวนใจมาไว้กินแนมกับผักสดต่างๆ ส่วนจะเป็นผักอะไรนั้นไม่จำกัด อาจเป็นผักตามฤดูกาล หรือผักพื้นฐานที่กินกับน้ำพริกใดๆ ก็อร่อยคือ แตงกวา มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว ถั่วพู และผักชี อย่าลืมข้าวสวยร้อนๆ หม้อโต เพราะงานนี้คงได้คดข้าวกันหลายจาน

ส่วนผสม

ปลาร้า

หมูสับ

กะทิ

น้ำมัน

น้ำปลา น้ำตาลโตนด

เครื่องแกงเหลือง : หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ข่า ขมิ้น ผิวมะกรูด

พริกแห้ง

มะสัง หรือมะนาว

มะเขือพวง และใบมะกรูด

แตงกวา มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว ถั่วพู ผักชี

วิธีทำ

1.ตำเครื่องแกงเหลือง

2.พริกแห้งแช่น้ำแล้วตำหรือสับ

3.ตั้งกระทะใส่น้ำมันใส่เครื่องแกงลงไปผัดจนหอมตามด้วยพริกแห้งตำเติมน้ำกะทิ เมื่อเดือดจึงใส่ปลาร้าสับและหมูสับลงไปเติมน้ำสต็อก เคี่ยวไฟอ่อนๆปรุงรสด้วยน้ำตาลโตนด น้ำปลาใส่เนื้อมะสังสับเคี่ยวไฟรุมๆ สักพักใส่มะเขือพวง และใบมะกรูดซอยลงไป

4.เสิร์ฟพร้อมผักสด


3.ซัมลอรื กอโก แกงฆ่าผัว

“ซัมลอร์ กองโก” หมายถึงแกงที่คนเข้ากัน หรือบางทีเรียกว่า “ซัมลอร์มวยร้อยมุก” ซึ่งหมายถึงแกงที่มีส่วนผสมร้อยอย่าง เพราะว่าแกงมีส่วนผสมของผักหลายชนิด ฝรั่งถึงกับเรียกว่า “ราตาตูยเขมร” ราคาตูยเป็นสตูว์ผักแบบโปรวองซาล มีต้นกำเนิดจากเมืองนีซ แต่ราตาตูยของเขมรนี้แตกต่างจากแบบฝรั่งเศสแน่นอนเพราะใส่ปลาร้า

แกงนี้มีตำนานเล่ากันว่า แม่บ้านขแมร์นางหนึ่งเกิดเอือมระอาสามีขี้เมาที่อยู่กินด้วยกันมานาน วันๆ เอาแต่ตบตีนางเป็นประจำเมื่อเมรัยออกฤทธิ์ นางจึงวางแผนกำจัดสามีตน ด้วยการปรุงแกงโดยเก็บผักเก็บหญ้าสารพัดชนิดมาใส่ลงไป แล้วใส่ข้าวคั่วลงไปคนทุกอย่างให้เข้ากันเพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้รู้ว่าใส่อะไรลงไปบ้าง กะให้สามีกินให้ตายๆ ไป เมื่อสามีเมาแอ๋กลับมาตามปกติ นางจึงยกสำรับเสิร์ฟ สามีก็กินไปโดยไม่ได้เอะใจอะไรเช้าวันรุ่งขึ้นนางตื่นมาก็พบว่าสามียังเป็นปกติสุขดี ออกไปทำไร่ไถนาได้เช่นเคย ตกเย็นสามีตัวดีกลับถึงบ้านยังร้องขอนางให้ทำแกงอย่างเมื่อวานให้กินอีก นางก็ทำให้กินอีกหลายมื้อ รอเวลาว่าเมื่อไหร่สามีนางจะตายสักที แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ตาย ยิ่งนานยิ่งแข็งแรงขึ้นและนิสัยก็ดีขึ้นด้วย แกงนี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “แกงฆ่าผัว” (ซัมเลอร์ ซัมหลับปะได)—ฆ่าผัวให้เป็นคนดีนั่นเอง ใครมีสามีขี้เมาจะลองใช้วิธีนี้ดูบ้างก็ได้นะคะ ได้ผลอย่างไรมาบอกกันบ้างนะ

เครื่องปรุงมีดังนี้ ฟักทอง มะละกอดิบ มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว ถั่วพู มะเขือพวง ยอดมะระ กล้วยดิบ และผักอื่นๆ ตามชอบ ใครจะใส่ให้ครบร้อยอย่างก็ได้นะคะ เนื้อสัตว์นั้นจะใส่ปลาดุกและหมูสามชั้น ส่วนเครื่องแกงจะเป็นแกงเขียวหวานของเขมรที่ทำมาจากหอม กระเทียม ตะไคร้ ผิวมะกรูด กระชาย ขมิ้น เกลือ ตำให้แหลกรอไว้

วิธีทำเริ่มจากตั้งกระทะใส่น้ำมัน ใส่หมูสามชั้นลงไปผัดให้พอเหลืองตามด้วยเครื่องแกงลงไปผัดให้หอม ใส่ปลาดุกลงไป แล้วตามด้วยปลาร้าผัดให้เข้ากัน ถึงตอนนี้กลิ่นก็หอมฟุ้งเชียว ใครจะว่าเหม็นก็ช่างเขา ตักเนื้อปลาออกมาพักไว้ เติมน้ำลงไป เมื่อเดือดปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลโตนด ทยอยใส่ผักต่างๆ ลงไป อันไหนสุกยากก็ใส่ลงไปก่อน เมื่อผักสุกดีแล้วก็เอาเนื้อปลาดุกใส่กลับลงไป ใส่ข้าวคั่วลงไปคนให้เข้ากัน ตั้งไฟให้เดือดอีกครั้งทุบพริกขี้หนูลงไปสัก 2-3 เม็ดให้พอมีรสเผ็ด ตักใส่ชามกินกับข้าวสวยร้อนๆ รับรองผัวรักผัวหลง

ส่วนผสม

ปลาดุก หมูสามชั้น

ฟักทอง มะละกอดิบ มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว ถั่วพู มะเขือพวง ยอดมะระ กล้วยดิบ และผักอื่นๆ

เครื่องแกงเขียว : หอม กระเทียม ตะไคร้ ผิวมะกรูด กระชาย ขมิ้น เกลือ

ปลาร้า ข้าวคั่ว พริกขี้หนู

น้ำปลา น้ำตาลโตนด

วิธีทำ

1.โขลกเครื่องแกง

2.หั่นหมูและปลาเป็นชิ้นตั้งกระทะใส่น้ำมันใส่หมูสามชั้นลงไปผัดตามด้วยเครื่องแกงใส่ปลาดุกปลาร้าลงไปผัดตักเนื้อปลาออกพักไว้

3.เติมน้ำลงไปต้มให้เดือดปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลโตนดใส่ผักต่างๆเอาเนื้อปลาดุกใส่กลับลงไป ใส่ข้าวคั่วคนให้เข้ากันตั้งไฟให้เดือดอีกครั้งทุบพริกขี้หนูใส่


4.กระดาม ชสา มเรจ ขเจย ปูผัดพริกไทยอ่อนกัมปอต

“กะดาม ชา มเรจ ขเจย” แปลว่าปูผัดพริกไทยเขียว ซึ่งหมายถึงปูผัดพริกไทยอ่อนเมืองกัมปอตนั่นเอง ถือเป็นอาหารขึ้นชื่อที่ต้องลิ้มลองหากได้มาเที่ยวแถบเมืองชายทะเลในแถบเมืองแกบ กัมปอต และกำปงโสม เพราะมีวัตถุดิบสดๆ จากทะเลอ่าวไทย

เมืองกัมปอตนี้เป็นจังหวัดหนึ่งทางตอนใต้ของกัมพูชา มีอาณาเขตติดทะเลอ่าวไทย ปัจจุบันเป็นเมืองตากอากาศชายทะเลที่สวยงาม ในอดีตนั้นเมืองกัมปอตเคยเป็นเมืองท่าทางทะเลที่สำคัญ และเป็นเมืองที่พักของฝรั่งเศสในยุคอาณานิคม แต่สิ่งที่โด่งดังที่สุดของเมืองนี้คือ “พริกไทยกัมปอต” พริกไทยจากเมืองนี้มีคุณภาพถึงกับได้รับการยกย่องว่าเป็นราชาพริกไทย และยังเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของกัมพูชา เพราะมีดิน น้ำ อากาศที่เหมาะสม พริกไทยกัมปอตที่ขึ้นชื่อนั้นปลูกในจังหวัดกัมปอต และจังหวัดแกบ นอกจากนี้ พริกไทยกัมปอตเป็นผลิตภัณฑ์แรกของกัมพูชาที่ได้รับการคุ้มครองในฐานะที่เป็นบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ดั้งนั้น พริกไทยที่ปลูกจากแหล่งอื่นนอกจากกัมปอตและแกบ ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นพริกไทยกัมปอต

โจวต้ากวนนักสำรวจชาวจีนที่ได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับการสำรวจในกัมพูชา บันทึกของเขาได้รับการยอมรับว่าแม่นยำ ในบันทึกนั้นได้มีการกล่าวถึงการปลูกพริกไทย ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นสิ่งยืนยันได้ว่ามีการปลูกพริกไทยที่นั่นมาหลายร้อยปี

ในยุคอาณานิคมฝรั่งเศส เมืองกัมปอตนั้นรุ่งเรืองเพราะพริกไทย มีผลผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ และพริกไทยจากเมืองกัมปอตกลายเป็นเครื่องเทศชั้นสูงที่นิยมกันในภัตตาคารฝรั่งเศส เมนูอาหารหลายอย่างระบุชัดเจนว่าใส่พริกไทยกัมปอต เช่น สเต็กซอสพริกไทยอ่อน

ปูผัดพริกไทยกัมปอตนั้นเมื่อมีปูสดๆ เนื้อแน่นและพริกไทยชั้นดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

วิธีทำเริ่มจากการตั้งกระทะใส่น้ำมัน ใส่กระเทียมสับลงไปผัดให้หอม ใส่เนื้อปูหั่นเป็นชิ้นๆ ลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา ปิดฝาสักพักจนเปลือกปูเปลี่ยนเป็นสีแดงแสดงว่าสุกแล้วจึงใส่พริกไทยอ่อนและต้นหอมลงไป ผัดอีกสามสี่ทีเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

ส่วนผสม

ปูทะเล

น้ำมัน กระเทียม น้ำปลา

พริกไทยอ่อน ต้นหอม

วิธีทำ

1.สับปูเป็นชิ้น

2.สับกระเทียม หั่นต้นหอมเป็นท่อน

3.ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน ใส่กระเทียมสับลงไปผัดใส่ปู น้ำปลา คลุกเคล้าให้ทั่ว ปิดฝาอบให้สุกใส่พริกไทยอ่อนและต้นหอมลงไปผัดให้เข้ากัน


5.นมบันจ๊ก ซัมลอร์ขแมร์ ขนมจีนน้ำยาเขมร

“นมบันจ๊ก” คือขนมจีน “ซัมลอร์ขแมร์” คือน้ำแกงเขมร ดังนั้น “นมบันจ๊ก ซัมลอร์ขแมร์” จึงหมายถึงขนมจีนน้ำยาของเขมร มีลักษณะคล้ายๆ ขนมจีนน้ำยาไทย น้ำยานี้สามารถทำได้สองแบบคือ น้ำยากะทิ และน้ำยาแบบไม่ใส่กะทิ คล้ายๆ กับน้ำยาป่าของไทย

ขนมจีนน้ำยาเขมรนั้นจะหาบขาย หรือตั้งแผงขายตามตลาดแบบบ้านเรา นมบันจ๊กเป็นอาหารจานเดียวที่นิยมกินกันทั่วของชาวเขมร และเป็นอาหารที่ทำกันในเทศกาลงานบุญต่างๆ มีลักษณะคล้ายๆ กับขนมจีนน้ำยาของไทย ชาวอุษาคเนย์นั้นอยู่ในวัฒนธรรมข้าว การกินข้าวและผลผลิตจากข้าวเช่นขนมจีนนี้ปรากฏอยู่ทั่วไปในภูมิภาคนี้ อาจจะบอกได้ไม่ชัดว่าขนมจีนนั้นมีต้นกำเนิดจากชาติใด เพราะพบว่ามีการกินขนมจีนมาตั้งแต่ในจีนตอนใต้ พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และไทย ในสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ก็มีอาหารเส้นที่คล้ายขนมจีนแต่เส้นจะมีขนาดใหญ่กว่า ส่วนในประเทศไทยนั้นเชื่อกันว่าเรารับขนมจีนมาจากชาวมอญ มอญเรียกขนมจีนว่า “คะนอม”

การปรุงนมบันจ๊ก ซัมเลอร์ขแมร์นั้นเริ่มจากการตั้งหม้อใส่น้ำและเกลือเล็กน้อย ใส่ปลาลงไปต้มปลาที่นิยมจะเป็นปลาน้ำจืด เช่น ปลาดุกและปลาช่อน ระหว่างรอปลาสุกก็หันมาเตรียมเครื่องแกงเขียวอันประกอบด้วยกระเทียม หอมแดง ตะไคร้ ผิวมะกรูด กระชาย ขมิ้น ตำให้พอละเอียด เมื่อปลาสุกดีแล้วก็นำมาแกะเอาแต่เนื้อ แล้วเทเนื้อปลาลงใส่ครกตำเบาๆ ให้เข้ากับเครื่องแกง จากนั้นต้มน้ำต้มปลาให้เดือดอีกครั้ง ละลายเครื่องแกงและเนื้อปลาลงไป ใส่ปลาร้า ถ้าเค็มไม่พอให้ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำปลา เมื่อเดือดอีกครั้งก็ฉีกใบมะกรูดใส่ลงไป แล้วตบท้ายด้วยต้นหอม แบบนี้คือ “น้ำยาป่า” ที่ไม่ใส่กะทิ ซึ่งเป็นชนิดที่นิยมกันโดยทั่วไป

ถ้าจะทำแบบ “น้ำยากะทิ” ให้เริ่มจากการนำหม้อขึ้นตั้งใส่กะทิลงไปในส่วนผสมเครื่องแกงและเนื้อปลาลงไปผัดกับกะทิให้หอมจึงเติมน้ำต้มปลาลงไป ใส่ปลาร้า แล้วปรุงตามขั้นตอนเหมือนข้างต้น น้ำยากะทิของเขมรจะใส่กะทิเพียงเล็กน้อย จึงมีน้ำแกงค่อนข้างใส ไม่ได้เข้มข้นแบบไทย น้ำยาที่ใส่กะทินี้จะนิยมในเมืองเสียมราฐ พระตะบอง และเมืองกัมปอต

เมื่อน้ำยาเสร็จแล้วก็หยิบขนมจีนใส่จาน ราดน้ำยาร้อนๆ กินแนมกับผักสกต่างๆ ที่เขมรเรียกว่า “ละบอย” ได้แก่ ถั่วฝักยาว ถั่งงอกดิบ มะละกอซอยเป็นเส้น แตงกวา หัวปลี ผักกระเฉด สายบัว ใบแมงลัก และผักอื่นๆ ตามฤดูกาล จะเห็นได้ว่าน้ำยาของเขมรนั้นไม่เผ็ดเพราะไม่ได้ใส่พริกเลย หากชอบรสเผ็ดจะโรยพริกป่นใส่ลงไปในจานทีหลัง บ้างก็บีบมะนาวลงไปสักเสี้ยวด้วย

ส่วนผสม

ขนมจีน

ปลาดุกหรือปลาช่อน น้ำ

เครื่องแกงเขียว:กระเทียม หอมแดง ตะไคร้ ผิวมะกรูด กระชาย ขมิ้น

ปลาร้า เกลือ น้ำปลา

ใบมะกรูด ต้นหอม

ละบอย: ถั่วฝักยาว ถั่งงอกดิบ มะละกอซอย แตงกวา หัวปลี ผักกระเฉด สายบัว ใบแมงลัก

พริกป่น มะนาว

วิธีทำ

1.โขลกเครื่องแกง

2.ตั้งหม้อใส่น้ำ เกลือ ต้มให้เดือดใส่ปลาลงไปต้มแกะเอาแต่เนื้อปลา

3.เอาเนื้อปลาใส่ครก ตำให้เข้ากับเครื่องแกง

4.ต้มน้ำต้มปลาให้เดือดอีกครั้งละลายเครื่องแกงและปลาลงไปใส่ปลาร้า เกลือ และน้ำปลาเมื่อเดือดฉีกใบมะกรูดและใส่ต้นหอมหั่นท่อน


ที่มา หนังสือโอชาอาเซียน สนพ.มติชน

ต้นกล้าข้าวสาลี (Wheatgrass) นำมาคั้นเป็นน้ำคลอโรฟิลล์ที่อุดมด้วยคุณค่า ช่วยระบบหมุนเวียนเลือดและการขับพิษในร่างกาย รวมถึงมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ สูงมาก ต้นกล้าที่เราเพาะไว้เมื่อตัดและล้างให้สะอาดแล้วนำไปคั้น ซึ่งจะมีเครื่องคั้นเฉพาะเหมือนเครื่องบดเนื้อแบบจิ๋วที่สามารถรีดเอาน้ำจากต้นอ่อนมาได้อย่างหมดจด น้ำต้นอ่อนที่คั้นด้วยวิธีนี้จะมีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงมาก ดื่มกันครั้งละจอกเล็กๆ ถ้าไม่ใช้เครื่องก็ให้คั้นแบบคั้นน้ำใบเตย โดยนำต้นกล้าไปหั่นแล้วใส่ครกตำให้ให้น้ำออกมาแล้วจึงใส่ผ้าบีบเอาน้ำออกมาให้หมด

ส่วนฉันทำแบบง่ายๆ โดยใช้เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบธรรมดา โดยนำต้นอ่อนหั่นหยาบๆ ใส่ลงไป เติมน้ำนิดหน่อยแค่พอให้เครื่องทำงานได้ เนื่องจากต้นกล้ามีความเหนียวมาก ให้ค่อยๆ ปั่นทีละน้อย เพื่อเป็นการรักษาเครื่อง จากนั้นจึงนำมาบีบคั้นและกรองเอาแต่น้ำ การคั้นวิธีนี้จะเสียคุณค่าไปบ้างจากความร้อนที่เกิดขึ้นขณะปั่น ฉันจึงเลี่ยงบาลีด้วยการใส่น้ำเย็นลงไปปั่น ถึงจะเสียคุณค่าไปบ้างแต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ เอาความสะดวกเป็นหลัก น้ำคั้นต้นอ่อนข้าวสาลีนี้ให้ดื่มทันทีหลังจากคั้น มีรสหวานนิดๆ ดื่มง่าย มีกลิ่นเหม็นเขียวแบบกลิ่นหญ้า สำหรับฉันดื่มได้สบายมากค่ะ


จากหนังสือ ปลูกเองกินเอง เมนุอร่อยจากสวนครัวคนเมือง สนพ.มติชน