Set A

การรับประทานอาหารเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง นอกจากรสชาติที่อร่อยล้ำแล้ว สีสันและภาชนะ รวมทั้งบรรยากาศก็ต้องควบคู่กันไปด้วย

ร้านอาหารไทย “ทองหล่อ” ที่ซอยทองหล่อ 5 ตระหนักถึงทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวกับอาหาร ไม่เพียงแต่รสชาติ บรรยากาศก็มีส่วนสำคัญ

จึงจัด “โปรโมชั่นไดอิน 4 เซตสุดคุ้ม” ชวนมารับประทานอาหารที่ร้านกับเมนูอร่อยสำหรับทุกมื้อ

มั่นใจกับมาตรการป้องกันไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยจัดเต็มความอร่อยผ่าน 4

เซตเมนูอาหารสุดคุ้ม ทั้งเมนูอาหารไทยพื้นบ้าน และเมนูเลิศรสที่ดีต่อสุขภาพ ปรุงอย่างพิถีพิถันโดยฝีมือเชฟคุณภาพคนรุ่นใหม่ในทุกขั้นตอน

ในราคาเพียงชุดละ 450 บาท (รับประทานได้ 1-2 ท่าน)

ไม่ว่าจะอิ่มอร่อยมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น ก็อร่อยสุดคุ้ม พร้อมให้บริการตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 พฤศจิกายน 2564

(เซตอาหารสุดคุ้มนี้ให้บริการเฉพาะรับประทานอาหารที่ร้านเท่านั้น)

เซต A ประกอบด้วย 

1.หมูครองแครง-หมูบดปรุงรสที่หอมเครื่องเทศสามเกลอนำไปทอด เสิร์ฟพร้อมสับปะรด

เหมาะสำหรับรับประทานเล่นหรือรับประทานคู่กับแกงไทย

2.ยำวุ้นเส้นโบราณใส่ดอกขจร-อร่อยจัดจ้านถึงใจ

3.แกงแห้งป่าปลากะพง-ที่ใช้ปลากะพงออร์แกนิค

4.ข้าวหอมมะลิพันธุ์ดี และเมนูของหวานขายดี  “บัวลอยน้ำกะทิ”

Set B
Set C
Set D

เซต B ประกอบด้วย

1.กุ้งตะไล-เมนูเรียกน้ำย่อยจัดจ้านถึงเครื่องยำแบบไทย

2.ปีกไก่ทอดออร์แกนิค

3.ปลาช่อนหลงไฟใส่มะเฟือง-ซดน้ำแกงคล่องคอ หอมปลาย่างชั้นดี และเสิร์ฟพร้อม “ข้าวไรซ์เบอรี่” ดีต่อสุขภาพ

ปิดท้ายด้วยของหวาน “นารีจำศีล”

เซต C อัดแน่นด้วยอาหารไทยเลิศรสดีต่อสุขภาพ

1.ยำขมิ้นขาวพร้าวคั่วหอม-ยำแบบไทยถึงเครื่องสมุนไพร ใส่ขมิ้นขาว มะพร้าวคั่วหอม และกุ้งสดตัวโต

2.วุ้นเส้นผัดไข่ใส่ผักหวาน-ใช้ผักหวานป่าผัดกับไข่และวุ้นเส้นจนหอม

3.แกงส้มไหลบัวใส่ปลากะพง-พริกแกงเหลืองใต้โขลกเอง ปรุงกับไหลบัวอ่อนๆ และปลากะพงออร์แกนิค

รับประทานกับ  “ข้าวสีคราม”  และของหวาน “ถั่วเขียวต้มน้ำลำไย”

เซต D ประกอบด้วย

1.ไข่ลูกเขยทรงเครื่อง-รสชาติเข้มข้นลงตัว ปรุงโดยใช้ไข่ไก่ออร์แกนิคนำไปต้มและทอด แล้วนำมาเคี่ยวจนได้ที่

2.ยำส้มฉุน-เมนูชาววังที่หารับประทานยาก ใช้มะม่วงหั่นแฉลบคล้ายผลส้มฉุน ใส่ปลากรอบและหอมแดง ยำให้เข้ากัน

3.แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย-เข้มข้นถึงเครื่องแกง อร่อยกับลูกชิ้นปลากรายที่นวดอย่างดีจนเหนียวหนึบได้ที่

เสิร์ฟพร้อมขนมจีนผักสด และของหวาน “สาคูเปียกข้าวโพดมะพร้าวอ่อน” ปิดท้ายมื้ออร่อย

พบความอร่อยสุดพิถีพิถัน พร้อมสัมผัสบรรยากาศร้านสุดคลาสสิค กับโปรโมชั่นไดอินกับ 4 เซตอาหารไทยเลิศรส

  • ร้านอาหารไทย  “ทองหล่อ” เปิดให้บริการเวลา 10.30-21.00 น.
  • พร้อมบริการซื้อกลับบ้านและเดลิเวอรี่ โดยสั่งผ่านไลน์ @thonglorcuisine หรือโทร. 095-426-4646, 02-000-4701
  • ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและโปรโมชันต่างๆ ได้ทางเว็บไซต์ www.thong-lor.com
  • เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และไลน์ @thonglorcuisine
เมนูความอร่อยของ Hibiki

เอาใจนักกินที่ฟินกับโอมากาเสะ หรือการกินแบบตามใจเชฟ

คราวนี้เป็นร้านซูชิระดับพรีเมี่ยมสำหรับคนชอบรับประทานปลาดิบเนื้อหวานสดเด้ง แถมยังมีรสชาติดั้งเดิมแบบญี่ปุ่น เป็นร้านที่อยู่ใจกลางกรุง ซอยเอกมัย 12 ย่านที่มีร้านอาหารญี่ปุ่นดีๆ มากมาย “Hibiki Omakase & bar” เป็นหนึ่งในร้านซูชิอันดับต้นๆ ในย่านนั้น

 คำว่า “HIBIKI” หมายถึง “เสียงสะท้อนที่กระจายออกไป” เมื่อเดินเข้าไปในร้านจะเห็นเคาน์เตอร์ไม้ขนาดใหญ่เป็นบาร์แบบมัลติฟังก์ชั่นขนาด 16 ที่นั่ง ล้อมรอบบริเวณครัวแบบเปิด ซึ่งช่วยให้เชฟสามารถเสิร์ฟอาหารจากมือถึงคนกินได้โดยตรง ความใกล้ชิดระหว่างพ่อครัวและลูกค้าจะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมที่มีความหมาย คือซูชิที่เสิร์ฟนั้นจัดทำแบบสดๆ และควรกินในทันทีที่เชฟส่งถึงมือ จะได้รับความอร่อยที่ยากจะลืมเลือน

วัตถุดิบของร้าน Hibiki Omakase สั่งตรงมาจากย่านพื้นเมืองของประเทศญี่ปุ่นโดยตรง เพื่อให้แน่ใจว่าได้คุณภาพสูงสุดและรสชาติที่แท้จริง ทางร้านจึงใช้เฉพาะวัตถุดิบที่สดใหม่และดีที่สุดในฤดูกาลนั้นๆ เท่านั้น โดยมุ่งรสชาติการปรุงอาหารต้องเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ขณะที่บรรยากาศภายในร้านนั้นมีกลิ่นอายสไตล์ญี่ปุ่นผสมกับความหรูหราในแบบโมเดิร์น แต่ยังคงคอนเซ็ปต์สบาย ๆ ไม่เคร่งขรึมจนเกินไป ดูอบอุ่น เคาน์เตอร์บาร์ที่ล้อมรอบครัวเปิดนั้นสามารถรองรับลูกค้าได้ 12-16 ที่นั่ง  เชฟได้คัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศนำมาครีเอตเมนูโดยผสมผสานวัตถุดิบและเครื่องปรุงให้ได้รสชาติสไตล์ดั้งเดิมของญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งรูปแบบ a la carte และแบบคอร์สโอมากาเสะ ราคา 6,500 บาท++ สำหรับ 21 คอร์ส กินกันแบบเต็มอิ่มไปเลย

Hibiki Omakase & bar เริ่มต้นให้เราด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยจานแรก “เต้าหู้ข้าวโพดโฮมเมดกับน้ำซุปดาชิเย็น”  เต้าหู้เนื้อนุ่มเพิ่มรสชาติด้วยไข่หอยเม่นคุณภาพดีจากญี่ปุ่น ให้รสชาตินุ่มนวลกลมกล่อมลงตัวมากๆ จากนั้นเสิร์ฟ “Shiso Granita” หรือ “เกล็ดน้ำแข็งใบชิโสะ”  ทำจากใบโอบะสดแท้แน่นอนให้รับประทานล้างปาก ช่วยปรับรสชาติให้ปากได้เป็นอย่างดีก่อนเริ่มคอร์สซูชิกัน

อาหารคำแรกเป็น “ปลาหมึกตุ๋นซีอิ๊ว” เชฟคัดสรรปลาหมึกที่ดีที่สุดนำมาตุ๋นกับซีอิ๊วประมาณ 3-5 ชั่วโมงจนได้เนื้อนุ่มและซอสซึมเข้าเนื้อ เมื่อส่งเข้าปากจะให้เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้นสุดๆ กินกับวาซาบิขูดใหม่ ทำให้จานนี้มีรสชาติที่พิเศษไม่เหมือนใคร จากนั้นเสิร์ฟซูชิเป็นคำๆ แบบเรียงกันมาเป็นขบวน ตั้งแต่ความอร่อยของราชาแห่งซูชิอย่าง “มากุโระ” หรือ “ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน” เป็นส่วนที่มีไขมันชุ่มฉ่ำนำไปจี่กับถ่านไม้ขาวบริสุทธิ์ โปะตามด้วยวาซาบิสดเพื่อตัดรสชาติและเสริมความอร่อยมากยิ่งขึ้น คำนี้รับรองว่าละลายในปากอย่างช้าๆ

Uni Rice ข้าวซูชิคลุกกับไข่หอยเม่นสายพันธุ์มุราซากิจากฮอกไกโดกับกุ้งขาวเนื้อสดและออสเซียตร้าคาเวียร์ แตกต่างจากการกินไข่หอยเม่นรูปแบบเดิมๆ เมนูนี้สามารถห่อด้วยแผ่นสาหร่ายก็ได้เช่นกัน ถัดมาเป็นเมนูข้าวห่อสาหร่ายไส้เนื้อปลาหลากชนิดและผักดอง แผ่นสาหร่ายกรุบกรอบอร่อยดีทีเดียว ตามด้วย “โนโดกุโระ” ปลากระพงเนื้อขาวที่มีไขมันอัดแน่น แต่เป็นไขมันที่ดี จนได้รับการขนานนามว่า “โอโทโร่ของปลาเนื้อขาว” หนึ่งในปลาเกรดบนที่มีราคาค่อนข้างสูงมากเพราะเป็นปลาน้ำลึก เมื่อนำไปจี่กับถ่านไม้ขาว ไขมันปลาจะละลายจนชุ่มกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

ซูชิปลา Akami เนื้อแน่นไม่มันเพราะสัดส่วนไขมันน้อยกว่าส่วนเนื้อ มีสีแดง เชฟนำไปหมักกับซอสไวน์แดงให้รสชาติหวานไม่เหมือนใคร เมนูนี้ก็อร่อยสุดๆ  ซูชิปลา Aji มีเนื้อแน่น รสเข้มข้น ทั้งมันทั้งเด้ง  ปลาอะจิ เป็นปลาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่นด้วยเนื้อสัมผัสเด้งไม่เหมือนใคร เชฟใช้ใบโอบะสับใส่ไปใต้ตัวปลาแทนวาซาบิเพิ่มความหอมให้กับเมนูนี้ได้เป็นอย่างดี   ซูชิปลา Kasugodai เนื้อใส เด้ง มีรสชาติเฉพาะตัวยิ่งสูตรหมักลับเฉพาะของฮิบิกิจะเพิ่มความละมุนของเนื้อปลา และดึงรสชาติความหวานตามธรรมชาติของเนื้อปลาออกมาให้ลิ้มลองได้อย่างเต็มปาก

เต้าหู้ข้าวโพดโฮมเมดกับน้ำซุปดาชิเย็น
เต้าหู้ข้าวโพดโฮมเมดกับน้ำซุปดาชิเย็น
ปลาหมึกตุ๋นซีอิ๊ว
ข้าวซูชิคลุกกับไข่หอยเม่น (Uni Rice)
ปลา Aji เนื้อแน่น รสเข้มข้น

ซูชิ Kinmedai ปลากระพงแดงตาโต เป็นปลาทะเลน้ำลึกสีแดงสด ตาโต เกล็ดสีชมพูเงิน หารับประทานค่อนข้างยาก นำมาจี่เล็กน้อยบริเวณหนังเพิ่มความหอมสุดเวลารับประทาน  เมนู Otoro ซูชิเนื้อส่วนท้องของปลาทูน่า และ Chutoro เชฟนำไปเบิร์นเล็กน้อยเพิ่มความหอมรสชาติดีมาก ก่อนจะถึงคิวของซูชิปลา Iwashi ซูชิเนื้อปลาในตระกูลซาร์ดีน ให้รสออกมัน เชฟนำถ่านบินโจตัน( Binchotan) มานาบเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมก่อนเสิร์ฟ  จากนั้นเป็น Smoked Sawara เนื้อปลาซาวาระ (ปลาในตระกูล Mackerel) รมควันกับถ่านไม้ขาว ราดด้วยซอสแอปเปิ้ลพอนสึ สูตรของทางร้านที่มีส่วนผสมของขิงและต้นหอม เพิ่มรสชาติเปรี้ยวหวานเข้ากับเนื้อปลาได้ดี เชฟทยอยเสิร์ฟไม่ขาดสายด้วย  Shirako Tempura เป็นเมนูที่มีเนื้อของปลานุ่มมากและรสชาติมัน เชฟนำไปทอดเทมปุระให้ด้านนอกกรอบ แต่ด้านในนุ่ม เสิร์ฟคู่กับซอสครีมไวน์ขาวและท็อปหน้าด้วยเห็ดทรัฟเฟิล

ปิดท้ายมื้อด้วยเมนูขนมหวานเป็นเค้กชาเขียวเนื้อนุ่ม ความหวานกำลังพอดีไม่มากไม่น้อย กินล้างปากปิดรายการแบบอารมณ์ดี สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ความอร่อยที่บรรยายมาทั้งหมดนี้รอการไปพิสูจน์ได้ที่ Hibiki Omakase & bar ร้านโอมากาเสะที่มีแนวคิดรังสรรค์เมนูแบบไม่ธรรมดา

มากูโระ-ซูชิทูน่าครีบน้ำเงิน
อากามิ ( Akami)หมักกับซอสไวน์แดง
โนโดกุโระ-ซูชิปลากระพง
ปลา Kasugodai เนื้อใส เด้ง มีรสชาติเฉพาะตัว
ซูชิปลา Iwashi ในตระกูลซาร์ดีน ให้รสออกมัน
โอโทโร่ มีมันชุ่มฉ่ำ
ห่อสาหร่ายก็อร่อยเข้ากันได้ดี
เชฟนำไปเบิร์นเล็กน้อยเพิ่มความหอม
ปลาซาวาระ Smoked Sawara ในตระกูล Mackerel
ชิโซะ กรานิต้า (Shiso Granita)
บรรยากาศภายในร้าน
เมนูที่พลาดไม่ได้ Yakiniku หรือ เนื้อย่าง สัญลักษณ์ของร้าน

ถือโอกาสที่ทางการอนุญาตให้นั่งรับประทานอาหารที่ร้านได้ ไปลิ้มลองอาหารญี่ปุ่นกันสักหน่อยหลังจากไม่ได้ไปมานานแล้ว  ได้ยินชื่อ “Homura Wagyu Omakase” ว่าเนื้อของที่นี่สุดยอด!! ไม่มีใครเกิน แถมยังเป็นเนื้อที่ใช้ในห้องครัวของวังจักรพรรดิ์อีกด้วย

สำหรับร้านอาหารที่เรียกว่า “โอมากาเสะ” (Omakase)นั้น เป็นร้านอาหารที่ไม่มีเมนูมาให้เลือกสั่ง แต่จะเป็นเมนูอาหารที่เชฟจัดมาให้รับประทานเลย หรือพูดง่ายๆว่ากินตามใจเชฟแล้วแต่ว่าเชฟจะจัดสรรอะไรมาให้รับประทาน  ซึ่งเริ่มนิยมกันมากขึ้นเรื่อยๆ

Homura Wagyu Omakase เป็นร้านโอมากาเสะ“เนื้อ” โดยเฉพาะ ทางร้านจะคัดสรรมาอย่างดีเลิศไม่ผ่านการแช่งแข็ง เป็นเนื้อวากิวสดๆ แบบยกตัว ระดับ A5 และเลือกแต่ละส่วนมาทำเป็นเมนูที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเนื้อส่วนนั้นๆ ให้รับประทาน

Homura Wagyu Omakase ตั้งอยู่ที่ถนนเย็นอากาศ หน้าร้านมีที่จอดรถให้ แต่ถ้าจะให้ดี โทร 099-5323264 สั่งจองกันไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องผิดหวังเพราะที่นี่เขารับเป็นรอบๆ รอบละไม่เกิน 12 ที่นั่ง บรรยากาศภายในร้านตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น สะอาดสะอ้าน สวยงาม เมนูมีให้เลือก  2 ระดับราคา คือ  4,500 บาท++ และ 6,500 บาท++  ความแตกต่างอยู่ที่คอร์สใหญ่นั้นจะเพิ่มอาหารเข้ามาอีก 3 เมนู และมีบางเมนูที่ใช้วัตถุดิบต่างไปจากคอร์สปกติ

เมื่อเข้าไปในร้านที่นั่งเป็นเคาน์เตอร์ยาวมีเก้าอี้เรียงกันไป ระหว่างเคาน์เตอร์ของลูกค้าและเชฟ มีช่องว่างสำหรับตั้งเตาย่างเนื้อเพื่อเชฟจะได้ย่างตรงหน้าลูกค้าเลยทีเดียว กลิ่นหอมของเนื้อฟุ้งกระจายยั่วน้ำลายดีแท้

ก่อนจะเริ่มรับประทาน เชฟเรียกน้ำย่อยด้วย “แฮม” ทำมาจากเนื้อต้นขาของวัวซึ่งทางร้านใช้เวลาตากเนื้อไว้นานถึง 3 เดือน เพื่อให้ได้รสชาติอร่อยตามต้องการ เสิร์ฟมาในถวยแก้วสวยหรูใส่เยลลี่จากน้ำส้มสายชูหมัก ท็อปปิ้งเป็นไข่ปลาคาเวียร์ โรยกลีบดอกไม้ ตักเข้าปากพอดีคำรสเค็มของแฮมไปได้ดีกับเยลลี่ที่ออกหวานปนเปรี้ยวนิดๆ

จากนั้นตามด้วยเมนูต่างๆ แล้วแต่เชฟจะรังสรรค์ให้แต่ละวันแตกต่างกันไป เมนูเด่นๆ ของร้านต้องนี่เลย…Smoked Roasted Beef ใช้เนื้อส่วนต้นขา Sankokubara นำเนื้อไปไว้อบ 5 ชั่วโมง ก่อนนำมาย่างบนเตาถ่าน รมควันด้วยเปลือกไม้ซากุระอีกครั้งในถาดที่เสิร์ฟ ทานคู่กับผักเกล็ดน้ำแข็งที่กรุบกรอบเข้ากันได้ดีกับรสชาติของเนื้อนุ่ม

เนื้อ Chuk Rib(ส่วนสันคอ) กับปลาเนื้อขาวหมักสาหร่ายคอมบุ เป็นการผสมผสานกันระหว่างเนื้อกับปลา ราดด้วยดาชิเยลลี่ทำจากน้ำส้มสายชูหมัก และ Oscietra คาเวียร์  วิธีรับประทานคือต้องรับประทานปลาก่อน ค่อยรับประทานเนื้อ จะได้ความนัวที่อัดแน่นอยู่ในทุกอณูของเนื้อเลยทีเดียว

ชาบูในน้ำซุปกระดูกหมู เมนูนี้รับรองว่าเนื้อที่เข้าปากแทบไม่ต้องเคี้ยว มีความนุ่นละลายไปกับน้ำซุปและผัก รสชาติดีเลิศ ไม่เลี่ยน

Yakiniku หรือ เนื้อย่าง เมนูนี้ก็ไม่น้อยหน้าเป็นสัญลักษณ์ของร้านก็ว่าได้ เนื้อที่นำมาย่างเป็นเนื้อจากเมือง Yonezawa จังหวัด Yamagata ซึ่งเนื้อจากเมืองนี้ถือเป็น 1 ใน 3 แหล่งเนื้อวัวที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น นำมาย่างด้วยถ่าน Oga เพื่อให้ได้อุณหภูมิที่สูงมากๆ เหมาะสำหรับย่างเนื้อจะได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

เนื้อจากเมือง Yonezawa จังหวัด Yamagata ถือเป็น 1 ใน 3 แหล่งเนื้อวัวที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น
ขนมปังสอดไส้เนื้อหวานฉ่ำ
Smoked Roasted Beef
ชาบู ชาบู เนื้อละลายในปาก

ข้าวด้ง จัดมาเต็มทั้ง กุ้ง เนื้อ อูนิ  ตับปลา ทรัฟเฟิล รวมของอร่อยไว้ในชามเดียวกัน สำหรับตับปลาอังกิโมะของร้านทำได้ดีมาก  หวานเนียนเข้มข้น ไม่เลี่ยน ลงตัวมากๆ วิธีรับประทานให้เริ่มกินตัวที่เบาที่สุดก่อน คือกุ้ง ตามด้วยเนื้อแล้วเป็นอูนิ แล้วจึงเป็นตับปลา ส่วนข้าวและทรัฟเฟิลสามารถกินคู่กับทั้งสี่อย่างได้เลย

ที่พลาดไม่ได้อีกเมนูสำหรับการคัดสรรค์ของเชฟ คือ “เนื้อกับไข่ดิบ” เนื้อนุ่มๆย่างมาแบบ Medium Rae คลุกเคล้ากับไข่ดิบในน้ำซอส เข้ากันได้ดีจึงอร่อยมากถึงมากที่สุด ไข่ไก่ไม่คาวเพราะเป็นไข่พรีเมี่ยมคัดมาแล้ว

เนื้อกับไข่ดิบในน้ำซอส
แฮม เรียกน้ำย่อยก่อนเข้าสู่เมนูหลัก
วิธีหุงข้าวของทางร้าน

ไม่ว่ารับประทานรอบไหนทางร้านจะปิดท้ายด้วย ข้าวแกงกะหรี่ Black Charcoal เมนูสุดท้ายที่โดดเด่นด้วยข้าวโคฮิชิคาริชั้นดี หุงมาอย่างยอดเยี่ยม แกงกะหรี่เนื้อที่เคี่ยวกับถ่านหอมกลิ่นเครื่องเทศ ชามนี้ถ้าใครไม่อิ่มสามารถขอเติมได้

เมนูนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ยกมา หากอยากรู้ว่าคอร์สเต็มๆทั้งหมดมีอะไร เป็นอย่างไร ต้องไปลองด้วยตัวเองเพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าไปกินเอง

นอกจากเมนูเนื้อชั้นเลิศแล้ว เครื่องดื่มที่ร้านก็มีบริการ ทั้งสาเก และไวน์

สาเก Sake Pairing ราคา 1700-2200++  ส่วน Wine Pairing ราคา  1,800 บาท++

สาเกมีหลากหลายรสชาติให้เลือก ตั้งแต่ Manatsuru SOW Junmai หอมฟรุตตี้ ดื่มง่าย เข้ากับแฮม  Chiyomusubi Goriki สาเกดรายมากๆ เข้ากับอาหารได้ดี Kinmon Akita X3 สาเกที่หมักด้วยโคจิให้ความสดชื่น กลมกล่อม ฯลฯ

Homura Wagyu Omakase โอมากาเสะเนื้อที่นำความรื่นรมย์มาสู่ชีวิต  “Enjoy your evening worry-free with A5 Yonezawa Wagyu”

ไข่หอยเม่นหรืออูนิ
บรรยากาศภายในร้าน รับได้ 12 ที่นั่งต่อรอบ
มะเขือเทศดอง
เน้นๆ เบอร์เกอร์เนื้อ
ข้าวด้ง จัดมาเต็มทั้ง กุ้ง เนื้อ อูนิ ตับปลา ทรัฟเฟิล
เครื่องจิ้มของทางร้าน
เชฟกำลังจัดเตรียมอาหารเสริ์ฟลูกค้า
ไอศครีมเกล็ดน้ำแข็งส้มยูสุ
เมนูหลากหลายจากการรังสรรค์ของเชฟร้าน .Homura Wagyu Omakase

ประเดิมคลายล็อคเบาๆกับ “Coco Banana Cafe”

คาเฟ่เล็กๆ ย่านเลี่ยงเมืองปากเกร็ด นนทบุรี

ให้ฟีลเหมือน…ไปเที่ยวทะเล ใกล้กรุงเทพฯ

ที่มาพร้อมกับมุมถ่ายรูปสุดชิค สไตล์ชายทะเล

.

มาแล้วเมนูห้ามพลาด คือ กล้วยปิ้งเตาถ่าน

กล้วยปิ้งเนื้อนุ่ม หอมกลิ่นเตาถ่านอ่อนๆ

เสิร์ฟพร้อมซอสมะพร้าวอ่อนเข้มข้น รสเด็ด ผสมเนื้อมะพร้าว

พูดได้คำเดียวว่า ฟินนน ยิ่งถ้าทานคู่กับชาผลไม้กัญชาด้วยนะ

บอกเลยต้องมีขอสั่งเพิ่มอย่างแน่นอน

.

🥗ปล.ข้างร้าน Coco Banana Cafe มีร้านอาหารด้วยนะ รสชาติดี อย่าลืมไปลองกันนะ

.

📌พิกัด : ถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ด 11 อำเภอปากเกร็ด นนทบุรี 11120

(https://goo.gl/maps/UCLwPCdXe5bZKekZ9)

ร้านเปิดทุกวัน เวลา 11.00 – 18.00 น. (มีที่จอดรถ🚗)

สูดอากาศดีๆให้เต็มปอดที่ 9 Karaboon Café

9 Karaboon Café คาเฟ่เรือนกระจกเล็กๆ ใจกลางสวนกล้วยไม้ ใกล้กรุงเทพฯ เพียงแค่เอื้อม ในคอนเซปชิลล์ๆ จิบกาแฟหอมๆ ดื่มด่ำธรรมชาติในสวนทิวแลนเซีย และสวนกล้วยไม้  ในพื้นที่กว่า 70 ไร่ ขอบอกเลยว่าบรรยากาศที่นี่ฟินสุดๆ ชนิดที่ว่าเห็นปุ๊บ อดไม่ได้ที่จะต้องหยิบกล้องมาถ่ายรูปอัพไอจีกันรัวๆ

ซึ่งทีเด็ดของที่นี่ อยู่ที่เทคนิคการชงกาแฟร้อนด้วยระบบไซฟ่อน โดยเครื่องชงกาแฟเป็นแบบสุญญากาศ ที่จะทำให้รสชาติของกาแฟนั้นหอมกรุ่น กลมกล่อมลงตัวสุดๆ  ใครที่ไม่ใช่สายกาแฟขอแนะนำ ชานมเย็นหอมหวานกำลังดี และอีกหนึ่งเมนูไฮไลน์ อัญชันมะนาวโซดาซ่าๆ ดื่มแล้วชื่นใจเหมาะกับหน้าร้อนของเมืองไทยที่สุด ซึ่งทางร้านจะเด็ดดอกอัญชันสดๆ จากต้นที่ปลูกเอง เชื่อใจได้เลยว่าปลอดสารพิษแน่นอน

หากใครที่กำลังเครียดกับการต้องกักตัว WFH นานๆ อยากหาที่ทำงานเพื่อให้มี Inspiration ใหม่ๆขอแนะนำที่นี่เลย “นายการะบูน คาเฟ่”   เปิดบริการ ทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.

พิกัด : 9 Karaboon Café  106 หมู่ 10 ต.ไทรงาม อำเภอบางเลน นครปฐม 73130

เบอร์โทร  : 081 889 1975

Facebook Fanpage : 9 karaboon café

รูปรีวิว 9 การะบูนคาเฟ่_๒๑๐๔๒๗_5
โรงเตี๊ยมเสือพ่นไฟ
โรงเตี๊ยมเสือพ่นไฟ จัดเต็มทั้ง ‘ของคาว-หวาน’

คุ้นหูกันอยู่แล้วกับชานมแบรนด์ดัง “เสือพ่นไฟ” ที่ล่าสุดต่อยอดเป็น “โรงเตี๊ยมเสือพ่นไฟ” (Fire Tiger Bar &Restuarant) ร้านอาหารสไตล์จีนโมเดิร์นผสมผสานกับเวียดนาม ณ ชั้นจี ไอคอนสยาม นับเป็นสาขาแรกและสาขาเดียวที่ไม่เพียงแค่มีชานมและขนมหวาน แต่ยังมี “อาหารคาว” และเมนูขนมหวานพิเศษเป็นซิกเนเจอร์เฉพาะที่นี่

ตัวร้านถูกแบ่งเป็น 2 ชั้น ตกแต่งในสไตล์ที่มีกลิ่นอายของโรงเตี๊ยมสไตล์จีนสีแดงและสีทอง และยังคงนำเอกลักษณ์ของร้าน “เสือ” มาตกแต่งตามมุมต่างๆ ของร้าน พื้นที่ด้านล่างมีทั้งโซนเอาต์ดอร์และอินดอร์ มองวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้แบบเต็มๆ ตา

เปิดเมนูอาหารละลานตาทั้งของคาวของหวานและเครื่องดื่ม อร่อยอินเทรนด์ ขอแนะนำเมนูที่บอกเลยว่า “เด็ด”

เริ่มที่ “หมูกรอบซอสน้ำตาลดำ” ความพิเศษจะอยู่ที่ซอสราดทางร้านใช้ซอสน้ำตาลดำเสือพ่นไฟที่เสิร์ฟในชานม และขนมหวาน นำมาปรุงเป็นซอสราดหมูกรอบจานนี้ เพิ่มความแปลก และได้รสชาติที่อร่อยไม่เหมือนที่ไหนๆ รวมถึงเมนูนี้จะเสิร์ฟพร้อมพริกดองด้วย

“ขนมจีบ 3 จักรพรรดิ” ที่แต่ละจานจะมีวัตถุดิบไม่เหมือนกัน ทั้ง หอยเชลล์ กุ้งลายเสือ และเนื้อปูจัมโบ้ แต่ละจานก็จะท็อปด้วยไข่ปลาคาเวียร์ ไข่ปลาเเซลมอน และไข่กุ้ง

มาที่ “เซตข้าวต้ม” ที่ปกติคนมักจะคิดว่าข้าวต้มต้องไปทานตอนกลางคืน หรือมีร้านข้าวต้มส่วนมากจะเปิดช่วงเย็นๆ เท่านั้น ยิ่งในห้างยิ่งแทบไม่มีร้านไหนขายเลย โรงเตี๊ยมเสือพ่นไฟ จึงขอเสิร์ฟเซตข้าวต้ม “all day chn bf” ที่เน้นขายทั้งวัน ในเซตจะมี ข้าวต้มใบเตย หมูสับผัดหนำเลี้ยบ เกี่ยมบ๊วยยำไข่เค็ม กุนเชียง และไชโป๊ผัดไข่

ต่ออีกหนึ่งเมนูข้าว “ข้าวอบเผือกหน้าไก่ทรัฟเฟิล” ผสมผสานระหว่างความหอมของข้าวอบเผือก และทรัฟเฟิ่ลสด รสชาติกลมกล่อม เป็นเมนูที่คนไม่ทานเผ็ดจะชอบ เด็กๆ สามารถทานได้ด้วย

ใครชอบเมนูแซ่บๆ ร้านนี้ก็มีเสิร์ฟ กับ “ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้” รสเผ็ดจัดจ้าน รสจัดหมูนุ่ม เส้นเคี้ยวเพลิน

หมูกรอบซอสน้ำตาลดำ
ขนมจีบ3จักรพรรดิ
เซตข้าวต้ม

อีกหนึ่งเมนูที่อยากจะแนะนำ เพราะว่าเป็นเฉพาะของทางร้าน “ผัดถั่วแขกหมูสับหนำเลี้ยบ” ทานกับข้าวสวยหรือข้าวต้มร้อนๆ อร่อยมากๆ

และเอาใจคนชอบหม้อไฟ กับ “หม้อไฟหม่าล่า” เมนูนี้จะมีกลิ่นอายของความเป็นจีนผสมผสานเข้ามา รสจัดจ้าน เผ็ดร้อนแบบหม่าล่าต้นตำรับแท้ๆ แต่ร้านปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทยที่ชอบทานรสจัด เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสูตรพิเศษ ทานคู่กันคือเข้ากันมากๆ

ปิดท้ายเมนูคาวๆ กับ “เฝอเนื้อ” ความพิเศษอยู่ที่เนื้อวากิวสไลซ์ ซึ่งเนื้อที่นำมาใช้เป็นเนื้อเกรดพรีเมียม นุ่มละลายในปาก และน้ำซุปเข้มข้นมากๆ เป็นน้ำซุปสูตรของพิเศษของทางร้าน

ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้
เมนูอาหารคาวหลากหลาย

คาวอิ่มแล้ว ก็ต้องตามด้วยหวาน เริ่มที่ “มาการองเสือพ่นไฟ” มี 3 รส 1.รสบัวลอยน้ำขิง 2.รสยูสุ 3.รสชานมเสือพ่นไฟ ต่อด้วย “เค้กมูสเผือก” ด้านล่างคือทาร์ต และตัวมูสเผือกจะเป็นเผือกสดแท้ๆ

อีกหนึ่งเมนูเด็ด “ไข่เสือมันม่วง” ที่เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน กรอบนอกนุ่มใน เคี้ยวแล้วรู้สึกเหนียวนุ่มหนึบ หอมมัน “ซาลาเปาไส้ไก่ผสมเห็ดทรัฟเฟิลสด” แป้งนุ่มมากๆ ไส้ด้านในหอมเห็ดทรัฟเฟิล รสชาติดีละมุนลิ้นสุดสุด

ปิดท้ายด้วย 2 เมนูไฮไลต์ “บัวลอยชานมเสือพ่นไฟ” บัวลอยลูกโตเต็มคำ ซดกับชานมหวานกำลังดี หรือจะเป็น “น้ำแข็งไสชานมเสือพ่นไฟ” อร่อยกับท็อปปิ้งหลากหลาย น้ำตาลกรอบ ไข่มุกหนึบๆ ชื่นใจ

เฝอเนื้อ
หม้อไฟหม่าล่า
หม้อไฟหม่าล่า
ซาลาเปาไส้ไก่ผสมเห็ดทรัฟเฟิลสด
น้ำแข็งไสชานมเสือพ่นไฟ
โมจิทอด และ ไข่เสือพันม่วง
ชานมเสือพ่นไฟก็ยังมีขายเหมือนเดิม

โรงเตี๊ยมเสือพ่นไฟ ตั้งอยู่บริเวณชั้นจี โซนเดอะ วีรันดา ไอคอนสยาม โทร 0-2288-0707

เปิดสูตรเด็ดความอร่อย 112 ปี ประจักษ์เป็ดย่าง ร้านในตำนานย่านบางรัก

ย่านบางรัก เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ถนนสายแรกของเมืองไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 นับเป็นย่านที่มีการสัญจรไปมาของผู้คนหนาแน่น มีสถานที่สวยๆ ที่ซ่อนอยู่ตามซอกตามซอย ให้เข้าไปสัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมดั้งเดิม นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารมากมายเรียงรายอยู่ริมถนน ถือเป็นจุดเด่นของย่านนี้อีกด้วย

ร้านประจักษ์ หรือ ประจักษ์เป็ดย่าง ร้านอาหารในตำนาน ย่านบางรัก ดีกรีความเก่าแก่กว่า 112 ปี ขึ้นชื่อเรื่อง เนื้อเป็ดชิ้นหนานุ่ม ติดกับหนังเป็ดกรอบ มีกลิ่นของเครื่องเทศโชยเข้าจมูก หมูกรอบ เป็นอีกหนึ่งความอร่อย ที่มีเนื้อหมูชิ้นหนา ชั้นเนื้อสลับกับมัน ทั้ง 2 เมนู รับประทานคู่กับน้ำราดสูตรพิเศษของร้าน ทำให้เนื้อเป็ดและหมูกรอบมีความฉ่ำยิ่งขึ้น ถือเป็นความอร่อยเฉพาะของทางร้าน

ปัจจุบันส่งต่อกิจการมาถึงรุ่นที่ 4 โดยมี เฮียสงวน หรือ ร.อ. สงวน มหาสิริมงคล เจ้าของร้านรุ่นที่ 3 ที่ยังคงช่วยบริหารร้าน เปิดใจถึงที่มาของร้านและเคล็ดลับความอร่อย

เฮียสงวน เล่าว่า แรกเริ่มคุณตาเดินทางจากเมืองจีน มาเปิดแผงลอยอยู่ฝั่งตรงข้าม จากนั้นลงเงินร่วมกับพี่น้องเซ้งตึกเปิดเป็นภัตตาคารขายอาหารจีนชุด ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 5 โดยมีเมนูต่างๆ รวมถึงบะหมี่เกี๊ยวเป็ด ด้วยยุคสมัยสังคมขยาย จึงปรับรูปแบบเป็นอาหารจานเดียว ขายบะหมี่ ราดหน้า ข้าวผัด

“เดิมคุณตาเคยทำงานในร้านอาหารที่กวางเจาและฮ่องกง จึงมีสูตรการย่างเป็ดติดตัวมา ช่วงแรกรสชาติเป็นแบบจีนแท้ พอคุณพ่อมารับช่วงต่อได้ปรับสูตรให้เข้ากับคนไทยมากขึ้น เสริมเครื่องเทศไทย อาทิ ขิง ข่า ตะไคร้ กระเทียม ใบมะกรูด แต่ก็ยังคงสูตรหลักที่มีเต้าเจี้ยวไว้เหมือนเดิม” เฮียสงวน กล่าว

อีกทั้งสิ่งสำคัญของร้านคือ การเลือกวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เน้นความสด สะอาด จึงเลือกเป็ดและหมูของซีพีเอฟ เพราะได้มาตรฐาน คุณภาพดี ปลอดภัยจากสารต่างๆ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ ก่อนหน้านี้เคยลองซื้อของเจ้าอื่นๆ เมื่อมาเปรียบเทียบแล้ว คุณภาพต่างกันมาก ทั้งความหนาและความฉ่ำของเนื้อ ซีพีเอฟตอบโจทย์ได้ทั้งหมด

นอกจากนั้น เฮียสงวนยังเผยถึง หัวใจของการดำเนินธุรกิจที่ร้านยึดถือและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เน้นย้ำส่งต่อมาถึงรุ่นที่ 4 กว่า 100 ปี คือ เรื่องความสะอาด วัตถุดิบมีคุณภาพตั้งแต่นำเข้ามาจนถึงมือลูกค้า ลูกค้าต้องได้รับของที่ดี การที่เราเลือกผลิตภัณฑ์จากซีพีเอฟ เพราะเชื่อมั่นในมาตรฐาน สด สะอาด ปลอดภัย และตรวจสอบได้ ขณะเดียวกัน ราคาต้องเหมาะสมเข้าถึงทุกกลุ่มคน สุดท้ายคือการบริการด้วยความใส่ใจและตั้งใจ เพื่อให้ลูกค้าประทับใจ

และเนื่องจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทางร้านประจักษ์มีมาตรการตรวจวัดอุณหภูมิ และเจลแอลกอฮอล์ พร้อมกับเข้มงวดพนักงาน ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เพื่อความปลอดภัย

เฮียสงวน หรือ ร.อ.สงวน มหาสิริมงคล เจ้าของร้านประจักษ์รุ่นที่ 3

ร้านประจักษ์เป็ดย่าง มีเมนูอาหารหลากหลายให้เลือกทาน แต่ที่พลาดไม่ได้คือ ข้าวหน้าเป็ด บะหมี่เป็ดย่าง บะหมี่เกี๊ยวหมู บะหมี่หมูแดง และข้าวเฉโป (ประกอบด้วย เป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ ขาหมู และกุนเชียง) ราคาเริ่มต้นที่ 40-120 บาท การันตีความอร่อยคุ้ม ด้วยรางวัล กรุงเทพฯ เมืองอาหารปลอดภัย Trip Advisor และ True ชวนชิม เปิดให้บริการตั้งแต่ 08.00-22.00 น.

การเดินทางมาร้านประจักษ์เป็ดย่าง สะดวกและมีให้เลือกหลายรูปแบบ ทั้งรถสาธารณะ รถไฟฟ้าบีทีเอส (สายสีลม) ลงสถานีสะพานตากสิน เดินประมาณ 300 เมตร ร้านจะตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรบินสัน สาขาบางรัก รถเมล์สาย 1, 15, 35, 75, 77, 163, 504 และเรือด่วนเจ้าพระยาทุกสาย ลงที่ท่าสาทร (สะพานตากสิน) หรือเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว สามารถจอดรถได้ที่โรบินสัน หรืออยากรับประทานที่บ้านง่ายๆ เพียงสั่งผ่านแอพพลิเคชั่น Grab LINE MAN และ Robinhood

นอกจากนี้ ร้านยังมีบริการ Drive Thru โดยสั่งอาหารผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ Facebook : Ped Prachak เว็บไซต์ www.prachakrestaurant.com และ โทร. 02-234-3755, 083-910-1444 สามารถขับรถและแวะจอดรับสินค้าที่หน้าร้านได้เลย

ที่มา : เส้นทางเศรษฐีออนไลน์

คอลัมน์ ตามรอยพ่อไปชิม : ส้มตำเจ๊โส โดยปิ่นโตเถาเล็ก

ย่านสีลม ศาลาแดง สาทรคือแหล่งรวมของมนุษย์ทำงาน จะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงวันจันทร์-ศุกร์ จึงมีร้านอาหารเจ้าเล็กเจ้าน้อยตามมาเปิดขายอยู่ทั่วทุกตรอกซอกซอย

แน่นอนว่าอาหารประจำชาติที่สาวๆ ปากแดงหน้าตาจิ้มลิ้มชื่นชอบเป็นพิเศษย่อมต้องเป็นส้มตำ ไก่ย่าง คราวนี้จึงขอแนะนำร้านอาหารอีสานแท้ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็กๆ ชื่อว่าซอยพิพัฒน์ 2 ขึ้นชื่อเรื่องความแซ่บ โด่งดังขนาดที่ว่าอยู่ในทำเลซอยรองด้านหลัง แต่ก็ยังมีผู้คนรู้จักไปเข้าคิวอุดหนุนจนแน่นขนัด ร้านนี้มีชื่อว่าส้มตำเจ๊โส

ช่วงที่เน้นการเวิร์กฟรอมโฮม ทำงานอยู่ที่บ้านแบบนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ปิ่นโตเถาเล็กจะตามไปชิมร้านนี้ แต่ก็ไม่ประมาทรีบไปตั้งแต่ตอนเปิดร้านประมาณ 10 โมงครึ่งเพราะถึงอย่างไรตอนเที่ยงก็มีหนุ่มสาวมาอุดหนุนกันเต็มทุกโต๊ะ แม้กระทั่งฝรั่งมังค่าที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยมานานก็ยังมาที่ร้านนี้ด้วย

เจ๊โส หรือคุณโสภา หอกคำ ในวัย 55 ปี มีพื้นเพเป็นคนยโสธร จากอำเภอคำเขื่อนแก้ว เคยทำงานอยู่บริษัทยา หลังจากช่วงฟองสบู่แตก จึงออกมาทำร้านรถเข็นเล็กๆ ขายส้มตำ ก่อนขยับขยายกลายเป็นร้านอาหารอีสานชั้นเดียว 1 คูหา เปิดมานานกว่า 15 ปีแล้ว ในช่วงที่ยังไม่มีสถานการณ์โควิดถึงขนาดต้องเช่าบ้านข้างๆ ตั้งโต๊ะเพิ่มอีกด้วย (ตอนนี้ทำแค่ห้องเดียวไปก่อน)

ร้านนี้ทำกันในครอบครัว เจ๊โสเป็นมือตำส้มตำ มีพี่สาวเจ๊โสทำลาบน้ำตก ส่วนสามีเจ๊โสประจำสถานีปิ้งย่าง ส่วนหลานๆเป็นคนเสิร์ฟ

ถ้าใครนำรถมาขอบอกว่าที่จอดในซอยหน้าร้านนั้นน้อยมาก ทางที่ดีให้ไปจอดตามตึกต่างๆ ริมถนนสีลมบริเวณปากซอยคอนแวนต์จนถึงปากซอยสีลม 3 หรือมารถไฟฟ้าสถานีศาลาแดงดีที่สุด

แต่ถ้าให้รถมาส่งถึงหน้าร้าน ให้มาจากถนนสีลม (หรือเข้าจากสาทรก็ได้) เลี้ยวซ้ายเข้าถนนคอนแวนต์ พอเห็นโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ทางด้านซ้าย ให้เลี้ยวขวาเข้าซอยพิพัฒน์ 2 ซึ่งเป็นเส้นวันเวย์ไปออกซอยสีลม 3 ร้านส้มตำเจ๊โสจะอยู่ราวกลางซอยทางด้านขวามือ มีป้ายชื่อร้านเล็กๆ อยู่เวลามาร้านนี้ มีขั้นตอนการสั่งทั้งคนที่ซื้อกลับบ้านและคนนั่งกินที่ร้าน คือให้เขียนสั่งในเมนูกระดาษฉีกหน้าร้านให้เรียบร้อย บอกจำนวนที่ต้องการในแต่ละเมนู บอกเบอร์โต๊ะ (กรณีกินที่ร้าน) และที่สำคัญให้เขียนชื่อเล่นของเราลงไปด้วย เพราะที่นี่ในยามคนแน่นตอนใกล้เที่ยง จะใช้ระบบบริการตัวเอง รอเงี่ยหูฟังขานชื่อ แล้วเดินมารับอาหารเอง เห็นน้องๆ ที่มาอุดหนุนช่วยกันหยิบจานชามน้ำแข็งเครื่องดื่มกันเองอย่างคุ้นเคยอีกด้วย

เจ๊โสบอกว่าร้านนี้ทำพริกป่น ข้าวคั่ว ดองปูจืด (ต้มน้ำเกลือใส่ตะไคร้) และต้มปลาร้าเอง วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เมนูดังที่มาแล้วห้ามพลาดเป็นอันขาด เริ่มจากปีกไก่ย่าง (ไม้ละ 20 บาท) สะโพกไก่ย่าง(70 บาท) หรือจะสั่งไก่ย่างทั้งตัวก็ได้ (200 บาท) ช่างเป็นไก่ย่างที่หอมอร่อยมาก ยิ่งถ้าสั่งเป็นสะโพกไก่ย่างจะหนังกรอบนอกเนื้อนุ่มในจริงๆ โดยเจ๊โสจะหมักกับกระเทียม พริกไทย ซอสปรุงรส น้ำตาล น้ำมันหอย นมข้นจืด (เจ๊โสบอกว่าคือเคล็ดลับความกรอบนอกนุ่มใน) โดยจะหมักไม่เกินชั่วโมงเพื่อไม่ให้เค็มเข้าเนื้อจนเกินไป ระหว่างรออาหารให้นั่งดูสามีเจ๊โสย่างไก่เพลินๆ ไปก่อน มีเตาถ่านตั้งเรียงรายถึง 5 เตา

นอกจากนี้ ของย่างที่อร่อยจนฝันถึงก็คือปลาดุกย่าง (ตัวละ 50 บาท) ที่หอมอร่อยเป็นอันมาก ไม่มีกลิ่นคาวเลย กรรมวิธีทำจะยัดไส้ปลาดุกด้วยตะไคร้ ใบมะกรูด กระเทียม พริกไทย ปรุงด้วยซอสปรุงรส ส่วนคอหมูย่าง (65 บาท) ก็ต้องลองชิมให้จงได้ หมักแบบเดียวกับไก่ย่างแต่ไม่ใส่กระเทียมพริกไทย แต่ช่วงเน้นทำงานที่บ้านนี้คนยังน้อยเลย เจ๊โสบอกว่าเลยงดทำเมนูปลานิลเผาไปก่อน

ต่อกันด้วยส้มตำฝีมือเจ๊โส ห้ามพลาดตำปูปลาร้า (50 บาท) ใส่น้ำปลาร้ารสนัวกลมกล่อมมาก โรยหน้าด้วยเม็ดกระถินจัดเต็ม เจ๊โสบอกว่าตอนนี้ส้มตำที่มาแรงคือตำไหลบัวกรอบๆ (70-80 บาท) จะสั่งเป็นตำไหลบัวกุ้งสดก็ได้ (100 บาท) และยังมีตำป่า (70 บาท) ใส่หน่อไม้ หอยเชอรี่ ผักชีฝรั่ง ปูนาดอง และเม็ดกระถิน

ถ้าชอบตำผลไม้ให้สั่งตำข้าวโพด (70 บาท) ใส่องุ่นกับมะเขือเทศราชินี ตำอื่นๆ มีมากมายเช่น ตำไทย ตำไทยไข่เค็ม ตำปลากรอบ ตำโคราช ตำซั่วตำหมูยอ ตำแตง ตำถั่ว ตำหอยดอง ตำทะเล เป็นต้น

ลาบเป็ด (70 บาท) ฝีมือพี่สาวเจ๊โสก็สุดยอด ห้ามพลาดเช่นกัน ใส่ทั้งหนังเป็ดติดมันนิดๆ นุ่มชุ่มฉ่ำ อร่อยจนต้องสั่งเพิ่มอีกจาน ส่วนตับหวาน (หมู) ก็สดนุ่ม (65 บาท) แซ่บอีหลี เมนูอื่นๆ มีอีกหลากหลาย เช่น ซุปหน่อไม้ (45 บาท) น้ำตกหมู (65 บาท) น้ำตกคอหมู (70 บาท) ต้มแซ่บกระดูกหมู (65 บาท) ตอนนี้ไม่มีเมนูอ่ออมแล้วเพราะการทำจุกจิก ทำไม่ทันช่วงคนแน่น

ร้านส้มตำเจ๊โสเปิดบริการตั้งแต่ 10 โมงครึ่งจนถึงบ่าย 5 โมงครึ่ง หยุดทุกวันอาทิตย์ โทร 08-5999-4225 นอกจากนี้ ยังมีลูกชายทำร้านสาขาสองใช้ชื่อว่า ตั้มแซ่บซ่า อยู่แถววัดบางสะแกใน ตรงข้ามเดอะมอลล์ท่าพระอีกด้วย ใครสนใจอยากสั่งไปออกร้านนอกสถานที่ เจ๊โสรับออกงานในวันเสาร์-อาทิตย์ด้วยนะจ๊ะ

ข้อมูลร้าน

ส้มตำเจ๊โส

โดย คุณโสภา หอกคำ

ที่ตั้ง 146 ซอยพิพัฒน์ 2 ถ.สีลม สีลม บางรัก กรุงเทพฯ 10500

โทร 08-5999-4225

เปิดบริการ 10.30-17.30 น. จันทร์-เสาร์

หยุด อาทิตย์

แนะนำ ปีกไก่ย่าง สะโพกไก่ย่าง ปลาดุกย่าง คอหมูย่าง ตำปูปลาร้า ตำไหลบัว ตำข้าวโพด ลาบเป็ด ตับหวาน

Facebook ส้มตำเจ๊โส

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์, มติชนรายวัน อาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564, หน้า 14
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก
3 ทศวรรษ ซาลาเปา โกอ้วน จากรถเข็นริมฟุตปาธ สู่ร้านดังประจำหาดใหญ่

หากใครไปเที่ยวหาดใหญ่แล้วล่ะก็ ร้านเด็ดร้านดังที่มีแต่คนแนะนำให้ไปลองกิน ต้องมีชื่อร้านอย่าง ซาลาเปา โกอ้วน อยู่ในลิสต์ตะลุยกินด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งปัจจุบัน ร้านซาลาเปาแห่งนี้ก็เปิดมานานกว่า 3 ทศวรรษแล้ว

คุณโก้-วีรพงษ์ ศิรนรากุล วัย 43 ปี เจ้าของร้านซาลาเปา โกอ้วน รุ่นที่ 2 ได้เล่าถึงความเป็นมาเป็นไปให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้ฟังว่า เมื่อก่อนร้านซาลาเปาโกอ้วนไม่ใช่ร้าน 2 คูหาใหญ่โตขนาดนี้ เป็นเพียงร้านรถเข็นริมฟุตปาธเล็กๆ โดยมีคุณพ่อยืนขายอยู่คนเดียว ด้วยความเป็นลูกในครอบครัวคนจีน คุณโก้และน้องๆ อีก 2 คน จึงต้องช่วยพ่อนวดแป้งทำซาลาเปากันมาตั้งแต่เด็กๆ

“ตอนนั้นจำได้ว่าอยู่กันที่สงขลา ผมกับน้องช่วยพ่อทำซาลาเปากันมาตั้งแต่เด็กๆ น่าจะประมาณ ป.6 ได้ ความเป็นเด็ก มันก็ไม่ชอบแหละ ต้องมาทำงาน แทนที่จะได้ไปเล่นเหมือนเพื่อนๆ แต่พอมีลูกค้าโทรศัพท์เข้ามาสั่งซาลาเปาของพ่อ ก็ต้องไปช่วยแกทำกันหมดทั้งพี่ทั้งน้อง พอทำเสร็จพ่อก็จะเอาใส่รถเข็นไปขายตามฟุตปาธ” คุณโก้ เล่า

10 กว่าปีที่พ่อเข็นรถขายตามฟุตปาธ สินค้ามีเพียง ซาลาเปานึ่ง กับ น้ำชา ตามวิถีชีวิตของชาวใต้ที่ชอบดื่มชาคู่กับติ่มซำ ด้วยความขายดี ลูกค้ายืนรอกันเต็มฟุตปาธจนโดนไล่ที่ คุณพ่อของคุณโก้ก็หาที่ขายใหม่ ให้เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น ก็มาได้ที่ย่านตัวเมืองหาดใหญ่ และขายมาจนทุกวันนี้

“จุดเปลี่ยนของร้าน น่าจะเป็นช่วงผมเรียนจบ ปวช. ตอนนั้นเพื่อนในกลุ่มเขาจะไปเรียนต่อกรุงเทพฯ กัน ผมก็เลยอยากตามเพื่อนไปด้วย แต่พ่อโดนไล่ที่ก่อน แล้วแกก็เห็นว่าลูกๆ ไม่ค่อยอยากทำซาลาเปาขาย แล้วแกก็เป็นอัมพาตด้วยเลยจะเลิก ประกาศเซ้งกิจการ ด้วยความที่เราอยู่กับมันมาแต่เด็กแบบไม่ค่อยชอบก็เถอะ แต่พ่อก็เลี้ยงเรามาได้ด้วยการขายซาลาเปา เลยตัดสินใจเลิกเรียนแล้วมาช่วยพ่อ ทำไปทำมามันก็เริ่มรู้สึกสนุก เลยรับร้านต่อมาจากพ่อ” เจ้าของร้านรุ่นที่ 2 กล่าว

เมื่อรับช่วงต่อร้านมาแล้ว คุณโก้ก็อยากเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้มีหลากหลายมากขึ้น จึงให้เพื่อนๆ พาไปตระเวนทานซาลาเปาต่างๆ ของหลายๆ ร้าน และตัดสินใจกลับมาทดลองทำซาลาเปาสูตรของตัวเองดู จึงเกิดเป็น ซาลาเปาทอด ขึ้น โดยแป้งเป็นสูตรลับเฉพาะไม่เหมือนใคร ผ่านการทอดแบบ Deep fried ทำให้ได้ซาลาเปาที่กรอบนอกนุ่มใน ไม่อมน้ำมัน เป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้า จนกลายมาเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน

“เมื่อก่อนที่ร้านมีซาลาเปาอยู่ไม่กี่ไส้ มีหมูสับ หมูแดง ไส้หวาน ไส้ถั่วดำ แล้วก็ไส้ครีม แล้วของขึ้นชื่อของที่ร้านอีกอย่างหนึ่งจะเป็น ชาเย็น เพราะเราใช้ใบชาแท้ๆ ทำ ไม่ใส่สี กลิ่นไม่แรง ร้านเราเป็นเจ้าแรกๆ ของหาดใหญ่ ที่ขายของกินตอนกลางคืน แล้วขายไม่แพง ลูกค้าชอบ พอผมมาทำก็อยากให้มีเมนูหลากหลายขึ้น ก็เลยมีซาลาเปาทอดเข้ามา ขายลูก 15 บาท ขายดิบขายดี จนขยับขยายกำลังผลิตให้ใหญ่ขึ้น ทำ OEM ซื้อเครื่องจักรเพิ่ม ตรงนี้ก็ใช้เวลาพัฒนา 7 ปี กว่าจะเป็นโรงงานในทุกวันนี้”

คุณโก้ วีรพงษ์ ศิรนรากุล วัย 43 ปี เจ้าของร้านซาลาเปา โกอ้วน รุ่นที่ 2
ร้านซาลาเปา โกอ้วน
ซาลาเปายักษ์

ต่อมา เมื่อธุรกิจเริ่มคงที่ คุณโก้จึงคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา นั่นก็คือ ซาลาเปายักษ์ โดยเจ้าของร้านรุ่น 2 ให้เหตุผลว่า อยากให้เด็กนักเรียนวัยรุ่นได้มากินร่วมกันหลังเลิกเรียน ถือเป็นการเจาะตลาดกลุ่มเด็กนักเรียนวัยรุ่นอย่างหนึ่ง

“ซาลาเปายักษ์ ผลตอบรับดีครับ แต่นานๆ ทีจะมีสั่ง เพราะมันใหญ่มาก เขากินกันไม่หมด ต้องมากันเยอะๆช่วยกันกิน ส่วนใหญ่ที่สั่งๆ กันก็จะเป็นพวกนักท่องเที่ยวที่ตามมาจากโซเชียลมากกว่า ซาลาเปายักษ์ก็จะแพงขึ้นมาหน่อย ราคาอยู่ที่หลักร้อยกว่าบาท” คุณโก้ เล่า

ซาลาเปาโกอ้วนมีหลากหลาย ในหมวดหมู่อาหารนึ่ง จะมีทั้งซาลาเปานึ่ง 14 ไส้ เช่น หมูสับ หมูแดง สังขยา ถั่วดำ ไส้ครีม หมูสับเห็ดหอม หมูสับไข่เยี่ยวม้า ไส้กุ้ง หมูย่างชาโคล หมูจักรพรรดิ เผือก แปะก๊วย หมูสับไข่เค็ม หมูสับไข่กุ้ง ซาลาเปายักษ์ ขนมจีบนึ่ง ข้าวเหนียวไก่นึ่ง หมั่นโถวฟักทอง หมั่นโถวมันม่วง ขนมจีบกุ้ง และสาหร่ายกุ้ง

ซาลาเปาทอด

ส่วนในหมวดหมู่ซาลาเปาทอด จะมีไส้ หมูแดง หมูหย็อง สังขยา ไส้ครีม ถั่วดำไข่เค็ม เผือกไข่เค็ม ไส้กรอก ขนมจีบทอด และเกี๊ยวกุ้งทอด นอกจากนี้ ยังมีเครื่องดื่มให้เลือกอีกมากมาย โดยของขึ้นชื่อเป็น ชาเย็นโบราณ ที่สามารถเพิ่มซีเรียลเนสตุ้มผสมลงไปได้ด้วย โดยราคาอาหารมีหลากหลาย ตั้งแต่ 12 บาท ไปจนถึง 150 บาท ส่วนเครื่องดื่มจะราคา 20 และ 25 บาทเท่านั้น

ปัจจุบัน ร้านซาลาเปา โกอ้วน มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 11 สาขา ที่หาดใหญ่ 2 สาขา และในกรุงเทพฯ อีก 11 สาขา สอบถามรายละเอียดได้ที่ เฟซบุ๊ก ซาลาเปาโกอ้วน

ที่มา : เส้นทางเศรษฐีออนไลน์

8 เดือน 30 สาขา หนุ่มนักเรียนนอก เห็นโอกาสทำเงิน ผุดแฟรนไชส์ ไก่ทอด-ชาชัก ขนาดดีเจพุฒยังมาซื้อ

ปัจจุบัน คนวัยหนุ่มสาวหันมาทำธุรกิจเป็นของตัวเองมากขึ้น และประสบความสำเร็จกันตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่ง คุณบลู-นวรรษ บึงกาญจนา เจ้าของธุรกิจ ไก่ทอดหาดใหญ่ไชน่า & Teh Tarik ชาชัก วัย 20 ปี ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่กล่าวมาข้างต้น

ชายหนุ่ม เล่าที่มาที่ไปในการมาทำธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย ให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟังว่า ครอบครัวของชายหนุ่มทำธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร จึงเห็นและคุ้นเคยกับการทำธุรกิจมาประมาณหนึ่ง ต่อมาเมื่อตนมีโอกาสได้ไปเรียนต่อที่ประเทศจีน และทำธุรกิจร้านอาหารกับเพื่อน เพื่อหาเงินมาใช้ ประกอบกับสังเกตเห็นว่า ไก่ทอด ที่ตนและเพื่อนทำขายอยู่ เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมมาก

“เริ่มจากผมไปเรียนที่จีน แล้วทำธุรกิจร้านอาหาร พอดีเพื่อนสนิทผมเขาเป็นคนหาดใหญ่ เขาก็มีสูตรไก่ทอด ก็ขายไก่ทอดกับเพื่อน เพื่อหาเงิน คนที่นั่นโดยเฉพาะคนไทยที่ไปเรียนต่อเขาชอบกันมาก บอกอร่อย ก็ทำขายกันอยู่ 2 คน ทีนี้พอช่วงที่กลับมาไทย ดันเจอโควิดพอดี ผมกลับไปเรียนต่อที่จีนไม่ได้ เลยต้องเรียนออนไลน์จากที่ไทยแทน แล้วเรียนอย่างเดียวมันค่อนข้างน่าเบื่อสำหรับผม ก็หาอะไรทำเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็คิดว่า อยู่โน่นเราก็ขายไก่ เราก็ขายต่อที่ไทยสิ ก็เอาสูตรที่ขายที่จีนมาประยุกต์ใหม่ แต่ร้านไก่ทอดในไทยก็มีเยอะ ผมก็นึกได้อีกว่า เราเคยทำร้านเครื่องดื่มอย่างชาอะไรพวกนี้ ถ้าทำทั้งร้านอาหารและร้านน้ำไปในที่ที่เดียวเลย ก็น่าจะดีนะ เลยเกิดเป็นธุรกิจนี้ขึ้น” คุณบลู เล่าอย่างนั้น

ชายหนุ่ม เล่าต่อว่า ทำได้สักพัก ดีเจหนุ่มหล่อชื่อดังอย่าง ดีเจพุฒ-พุฒิชัย เกษตรสิน ก็เข้ามาติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ไปเปิดกับเขาด้วยเหมือนกัน

“วันนั้นไปถ่ายรายการแล้วได้เจอกับพี่ดีเจพุฒ พี่เขาสนใจก็เลยมาติดต่อขอซื้อครับ แล้วก็เริ่มมีคนมาติดต่อตามมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ธุรกิจผมทำมาได้ 8 เดือน มีสาขาไปแล้วกว่า 30 สาขาทั่วประเทศ แฟรนไชส์ไก่ทอดของผมต่างจากของที่อื่นคือ มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ แล้วรูปแบบร้านของเราที่แตกต่างจากร้านไก่ทอดเจ้าอื่นๆ ทำให้คนสนใจเป็นกระแสบอกต่อด้วย และผมคิดว่าจุดเด่นอีกอย่างของเราคือ แฟรนไชส์เราได้กำไรดีทั้ง 2 ทาง คือทั้งไก่ทอดทั้งเครื่องดื่ม อย่างชาชัก ที่ใบชานำเข้าจากมาเลเซีย ทำให้รสชาติกลมกล่อม การันตีว่ากำไรอยู่ที่ 50% เกือบทุกเมนู เลยน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราโตได้ไวขนาดนี้” เถ้าแก่หนุ่ม ว่าอย่างนั้น

โดยแฟรนไชส์ไก่ทอดหาดใหญ่ไชน่า & Teh Tarik ชาชัก ของคุณบลู ราคา 250,000 บาท สัญญาตลอดชีพ สอนทุกสูตรจนกว่าจะทำเป็น ได้อุปกรณ์พร้อมขายทันที พร้อมเทคนิคการบริหารและการตลาดเพื่อเพิ่มยอดขาย หากใครสนใจ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เพจ ไก่ทอดหาดใหญ่ไชน่า & Teh Tarik ชาชัก หรือ โทร. (098) 621-7612 (คุณบลู)

ที่มา : เส้นทางเศรษฐีออนไลน์