Tour Story : เรื่องราวระหว่างทัวร์

แวะดูศิลปะล้านนาที่ “วัดป่าดาราภิรมย์” รำลึกเรื่อง “เมียโปลีซี” ของรัชกาลที่ 5

เจ้าดารารัศมี ประสูติ เมื่อวันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2416 ณ คุ้มหลวง กลางนครเชียงใหม่ เป็นพระธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่และแม่เจ้าทิพเกสร (เทพไกรสร) ทรงได้รับการศึกษาจากพระชนกชนนีในเรื่องอักษรไทยเหนือและใต้เช่นเดียวกับกุลบุตรกุลธิดาในสมัยนั้น

วัดป่าดาราภิรมย์ ตั้งชื่อขึ้นตามพระนามของพระราชชายา “เจ้าดารารัศมี” พระราชธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ ที่ได้ถวายตัวเป็นพระภรรยาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นการสมรสเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างล้านนากับสยาม

“เจ้าดารารัศมี” มีเชื้อสายวงศ์เจ้าเจ็ดตนทั้งทางพระบิดาและพระมารดา ถือว่ามีบรรดาศักดิ์สูงกว่าพระเชษฐาและพระภคินีที่ประสูติจากเจ้าแม่องค์อื่นๆ ปี พ.ศ. 2416 ที่เจ้าดารารัศมีประสูตินั้น เป็นปีที่มีเหตุการณ์สําคัญหลายประการเกิดขึ้น  นอกจากนี้ปี พ.ศ. 2416 ยังเป็นปีที่เจ้าอุปราชอินทนนท์ (พระเจ้าอินทวิชยานนท์) ซึ่งขณะนั้นรักษาการในตําแหน่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สืบต่อจากพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ (พ.ศ. 2399-2413) ได้เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อรับตําแหน่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ลําดับที่ 7 รวมทั้งมีการลงนามในหนังสือสัญญา ว่าด้วยการที่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จะทําการรักษาบ้านเมืองให้เรียบร้อย (ร.ศ. 92) อันเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการปกครอง

เชื่อกันว่าแม้การถวายตัวของเจ้าดารารัศมี จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2429 แต่ก็มีการวางแผนการและเตรียมการต่างๆ ไว้นานแล้ว ทั้งฝ่ายเชียงใหม่และฝ่ายกรุงเทพฯ เมื่อพระเจ้าอินทวิชยานนท์และเจ้าทิพเกสร ลงมากรุงเทพฯ ได้พาเจ้าดารารัศมี เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกราบบังคมทูล ว่าเมื่อขึ้นไปถึงบ้านเมืองแล้ว จะได้ทําการมงคลตัดจุกเจ้าดารารัศมี รัฐบาลสยามจึงมีคําสั่งให้พระยาเทพประชุน (พุ่ม ศรีไชยันต์) ข้าหลวงใหญ่เมืองนครเชียงใหม่ จัดงานพิธีโสกันต์แก่เจ้าดารารัศมี  การพิธีโสกันต์นี้รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระกุณฑล(ตุ้มหูระย้าเพชรคู่หนึ่ง) เป็นของขวัญ ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวลงวันศุกร์ เดือน 12 แรม 9 ค่ำ ปีมะแมเบญจศก จุลศักราช 1245  ซึ่งเรื่องนี้ได้สร้างความเข้าใจโดยทั่วไปว่า “มิใช่เป็นแค่ของขวัญธรรมดา” แต่หมายความถึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ “หมั้นหมาย” อันเป็นเรื่องที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะมิใช่แบบอย่างประเพณีของเจ้านายฝ่ายเหนือ มีแต่เจ้าดารารัศมีพระองค์เดียวที่เข้าพิธีนี้อย่างราชประเพณีของเจ้านายในพระราชวงศ์จักรี 3 ปีต่อมา พ.ศ. 2429 ก็มีการถวายตัวเจ้าดารารัศมีอย่างเป็นทางการ 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าดารารัศมีเข้ารับราชการฝ่ายใน อยู่ในพระราชอุปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ โดยให้ประทับที่ “ห้องผักกาด” (พระที่นั่งดํารงสวัสดิ์ อนัญวงศ์) ในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  ภายหลังเจ้าดารารัศมีทรงขอพระบรมราชานุญาตสร้างพระตำหนักของพระองค์เอง โดยใช้เงินของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระตำหนักดังกล่าวเป็นตำหนักขนาดใหญ่สูง 4 ชั้น สร้างแบบตะวันตก ภายในตกแต่งด้วยไม้สักที่ส่งมาจากเมืองเชียงใหม่ ด้วยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ต้องการให้พระธิดามีพระเกียรติสมฐานะเจ้านายเมืองเชียงใหม่ รัชกาลที่ 5 ก็ทรงไม่ขัดข้องใดๆ มีเพียงข้อทักท้วงว่าเจ้าดารารัศมีใช้เงินเป็นเบี้ย และทรงเรียกเจ้าดารารัศมีเป็นการส่วนพระองค์ว่า “เมียโปลีซี “

ต่อเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จวรรคต รัชกาลที่ 6 ขึ้นครองราชย์ เจ้าดารารัศมีกราบบังคมทูลลาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จกลับไปประทับที่เชียงใหม่พร้อมกับเจ้าแก้วนวรัฐ เมื่อเสด็จพระดำเนินถึงนครเชียงใหม่ในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ.2457 ได้เข้าประทับยังคุ้มท่าเจดีย์กิ่ว ริมแม่น้ำปิง ตั้งแต่นั้น  กระทั่งในบั้นปลายพระชนม์ชีพได้ไปประทับอยู่ที่ พระตำหนักดาราภิรมย์ ณ สวนเจ้าสบาย อำเภอแม่ริม อันเป็นตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างพระราชทาน โดยแวดล้อมด้วยพระประยูรญาติและข้าหลวงในพระองค์ เป็นเวลานานถึง 20 ปี จนกระทั่ง วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2476 พระองค์เริ่มประชวรด้วยโรคปอด เจ้าแก้วนวรัฐ ซึ่งเป็นพระเชษฐาต่างพระมารดา จึงเชิญเสด็จมาประทับ ณ คุ้มรินแก้ว ในตัวเมืองเชียงใหม่  เพื่อสะดวกในการดูแลพระอาการ แต่พระอาการก็มิได้ทุเลาลงและสิ้นพระชนม์ในที่สุด ณ คุ้มรินแก้ว สิริพระชันษา 60 ปี

สำหรับวัดป่าดาราภิรมย์  ไม่ใช่วัดที่เจ้าดารารัศมีสร้างแต่อย่างใด เป็นแต่เพียง เจ้าลดาคำ ณ เชียงใหม่ ทายาทของเจ้าดารารัศมี ได้ถวายที่ดินสวนเจ้าสบายให้แก่วัด เพื่อเป็นพระราชกุศลแด่พระราชชายา จึงตั้งชื่อวัดว่า “วัดป่าดาราภิรมย์” ส่วนการก่อตั้งวัดเบื้องต้นมาจากพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้ธุดงค์มาพำนัก ณ ป่าช้าร้างติดกับสวนเจ้าสบายซึ่งเป็นพระตำหนักดาราภิรมย์  ชาวบ้านได้มาสร้างเสนาสนะต่างๆ กุฏิ ศาลา ถวายให้ใช้สอยเลยเรียกกันว่า “วัดป่าวิเวกจิตตาราม” หรือ “วัดป่าเรไร” หรือ “วัดป่าแม่ริม” กระทั่งมีการถวายที่ดินเพื่อสร้างวัดดังกล่าวจึงเรียกขานกันว่า “วัดป่าดาราภิรมย์” แต่นั้นมา

วัดป่าดาราภิรมย์ ตั้งอยู่ด้านหลังที่ว่าการอำเภอแม่ริม และค่ายดารารัศมี ภายในวัดนอกจากความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบล้านนาแล้ว ยังมีสิ่งน่าสนใจต่างๆ อาทิ พระอุโบสถ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี อาคารหลักภายในวัด ก่อสร้างตามรูปแบบศิลปะล้านนา หลังคาซ้อนสองชั้น ช่อฟ้าและหางหงส์เป็นรูปสัตว์ในป่าหิมพานต์ หน้าบันประดับด้วยลายดอกไม้และก้านไม้  ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปพระสยัมภูโลกนาถ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสุโขทัย

วิหารหลวง  มีลวดลายแกะสลักตามจุดต่างๆ อย่างวิจิตรบรรจง มณฑปพระจุฬามณีศรีบรมธาตุ (หอแก้ว) เป็นมณฑปสี่เหลี่ยมจตุรัสมีหลังคาซ้อนกัน 4 ชั้น ประดิษฐานพระทันตธาตุเจ้า ยอดมณฑปเป็นรูปทรงปราสาทเจดีย์ปิดทองคำหุ้มจังโก ลักษณะเป็นศิลปะล้านนาไทยผสมสกุลไต

มณฑปพระเจ้าทันใจ ประดิษฐาน”พระเจ้าทันใจ” มณฑปเป็นศิลปะล้านนาแบบเชียงตุง สร้างจำลองแบบมาจากที่บรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าเชียงตุง สร้างโดยเจ้าวรจักร ณ เชียงตุง ทายาทเจ้าผู้ครองนครเชียงตุง เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานบรรจุอัฐิเจ้าฟ้าเชียงตุงและเจ้าแม่ทิพวรรณ ณ เชียงตุง

ปัจจุบันวัดป่าดาราภิรมย์ เปิดให้ประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวได้เข้าชมศิลปะล้านนาอันงดงามติดอันดับต้นๆ ของเมืองเชียงใหม่ พร้อมกับไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ประดิษฐานภายในวัด ตั้งแต่พระบรมสารีริกธาตุ, พระธาตุของเกจิอาจารย์ชื่อดังในอดีต โดยเฉพาะสายพระป่าลูกศิษย์พระอาจารย์มั่น มารวมกันอยู่ที่นี่หมด ยังมี “ท้าวเวสสุวรรณ” และ “พระเจ้าทันใจ” พระศักดิ์สิทธิ์ที่คนนิยมไปขอพรและขอในเรื่องที่ต้องการ ซึ่งเล่าลือกันว่ามักจะสมปรารถนาตามที่ขอ

อัพเดตเรื่องราวทัวร์ศิลปวัฒนธรรม ได้ที่ เพจเฟซบุ๊กทัวร์มติชนอคาเดมี

มณฑปท้าวเวสสุวรรณ อยู่ด้านหน้าวัด เมื่อผ่านประตูวัดเข้ามาก็เห็นเลยทีเดียว เชื่อกันว่าเป็นเจ้าแห่งอสูรทั้งปวง สามารถป้องกันภูตผี มนต์ดำ และสิ่งอัปมงคลต่างๆ แต่ในอีกทางหนึ่งก็เชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งขุมทรัพย์ เป็นเทพแห่งความร่ำรวย จึงมีคนไปบูชาเพื่อขอพรด้านการเงิน
หอแก้ว หรือ มณฑปพระจุฬามณีศรีบรมธาตุ ชั้นบนเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของใช้ส่วนพระองค์ ของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ด้านในมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปไว้หลายองค์ รวมทั้งพระธาตุของพระเกจิดัง สายหลวงปู่มั่น ยังมีจิตกรรมฝาผนังที่วิจิตรงดงามอีกด้วย
ยักษ์ทวารบาลที่หอแก้ว น่ารักน่าเอ็นดู
พระราชชายาเจ้าดารารัศมีและคณะช่างฟ้อนเชียงใหม่ นับเป็นพระกรณียกิจของพระราชชายา ที่ทรงเอาพระทัยใส่ในการฟ้อนแบบทางเหนือ ทรงฟื้นฟูและฝึกหัดลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือ ส่วนมากเป็นลูกหลานเจ้าในตระกูล ณ เชียงใหม่ ณ ลำปาง ณ ลำพูน ณ น่าน ที่เข้ามาถวายตัวอยู่ในวังของพระราชชายาฯ โดยทรงปรับปรุงท่ารำและระเบียบการฟ้อน และทรงให้มีการประดิษฐ์ท่ารำใหม่ๆขึ้น โดยมีแนวทางจากนาฏศิลป์ทั้งทางเหนือ พม่า และกรุงเทพฯ ให้มีความผสมผสานกัน
"เจ้าดารารัศมี" พระราชธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ ที่ได้ถวายตัวเป็นพระภรรยาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และทรงเรียกเจ้าดารารัศมีเป็นการส่วนพระองค์ว่า "เมียโปลีซี "
พระพุทธสิหิงค์ในมณฑปภายในวัดป่าดาราภิรมย์
รวมพระพุทธรูปศิลปะแบบล้านนาในพระอุโบสถ ตัวอุโบสถสร้างเป็นศิลปะล้านนา พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสุโขทัย ลงรักปิดทอง พระนามว่า "พระสยัมภูโลกนาถ" อุโบสถ เป็นที่รวมสถาปัตยกรรมล้านนา หน้าบันไดเป็นลวดลายเครือเถาล้านนา ล้อมรอบดาว ๓ ดวง ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ประตู หน้าต่าง แกะสลักด้วยลวดลายล้านนาลงรักปิดทอง มีพญานาค สิงห์ เทวาดา และมอม
พระพุทธรูปในพระอุโบสถ
ความงดงามอ่อนช้อนของศิลปะล้านนาภายในพระอุโบสถ
พระพุทธรูปในพระอุโบสถพระราชชายา ซึ่งเป็นอาคารหลักของวัด
ลวดลายหน้าบัน ที่มณฑปพระพุทธบาทสี่รอย
ลายปูนปั้นที่ได้รับการบูรณะใหม่
อุทยานมรดกคำสอนหลวงปู่จันทร์ กุสโล หรือ พระพุทธพจนวราภรณ์ มีบทบาทคือได้ร่วมมือกับชาวบ้านที่มีจิตศรัทธา และต้องการอุทิศตัวเองเพื่อสนับสนุนงานด้านชนบท โดยจัดตั้ง “มูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท” ขึ้น ต่อมาเมื่อท่านได้รับแต่งตั้งให้ไปรักษาการเป็นเจ้าอาวาส วัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้ย้ายที่ทำการมูลนิธิไปอยู่ที่วัดป่าดาราภิรมย์เป็นการถาวร มีขอบเขตการทำงานอยู่ใน 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน มุ่งหมายจะส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต อาชีพ การศึกษาและสิ่งแวดล้อม ของเกษตรกรที่ยากจนในชนบทให้อยู่ดีกินดี มีความรู้ความสามารถในการปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับชุมชน มีการรวมกลุ่มกันทำงาน ช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน และมีจิตสำนึกในการพิทักษ์ทรัพยากร และผลประโยชน์ของคนในชุมชนร่วมกัน รวมทั้งรู้จักดำเนินชีวิตให้ถูกต้องตามหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา จึงเกิดเป็นอุทยานคำสอนของหลวงปู่จันทร์ขึ้น
พระอัฐิธาตุของพระเกจิดังสายหลวงปู่มั่น มารวมกันอยู่ที่หอแก้ว วัดป่าดาราภิรมย์ เชียงใหม่
วิหารหลวง สร้างในวโรกาสที่วัดได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ในปี พ.ศ. 2542 และถวายพระราชกุศลแด่พระราชชายาเจ้าดารารัศมี เป็นศิลปล้านนา จำลองมาจากหอคำของเจ้าหลวงเชียงใหม่ในสมัยโบราณ เป็นที่รวมศิลปการแกะสลัก ปูนปั้นและลายคำแบบล้านนา ภายในประดิษฐานพระประธานทรงเครื่อง พร้อมพระบรมสารีริกธาตุ และแวดล้อมด้วยพระพุทธเจ้า 28 พระองค์
พระบรมธาตุเจดีย์พระพุทธบาทสี่รอย เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง และพระบรมสารีริกธาตุซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร ศิลปกรรมในพระธาตุเป็นศิลปะล้านนาประยุกต์ ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสี่รอยจำลอง มีพระประธาน ศิลปะสุโขทัยประยุกต์ลงรักปิดทอง
ภาพจิตรกรรมที่สวยงาม ในมณฑปพระจุฬามณีศรีบรมธาตุ (หอแก้ว)
พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระอนุสาวรีย์พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ประดิษฐานในวัดป่าดาราภิรมย์
รูปปั้นที่เห็นทั่วไปในบริเวณวัด คือยักษ์ และสิงห์ สัตว์ในหิมพานต์
รูปแกะสลักเทวดาที่บานประตู
พระรูปปั้นเจ้าดารารัศมีในพระอุโบสถ
ภาพจิตรกรรมเหนือประตูทางเข้าพระอุโบสถ
เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบล้านนาหลังคามณฑปเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสมีหลังคาซ้อนกัน