บั๋นแบ่ว

ยังนึกแปลกใจว่าทำไมในกรุงเทพฯถึงหา ร้านอาหารเวียดนาม ที่เสิร์ฟ เมนูเวียดนามแท้ๆ ยากเย็นเหลือเกิน เวลานึกอยากทีไรก็หนีไม่พ้นต้องสั่งแหนมเนืองสไตล์ไทยๆ มากินทุกที ก็พอกล้อมแกล้มค่ะ

แต่ถ้าใครเคยไปเที่ยวเวียดนามจะรู้ว่าอาหารเวียดนามมีความหลากหลาย รสชาติอร่อยถูกปาก แถมยังเฮลตี้ คนชอบกินผักร้อยทั้งร้อยรักอาหารเวียดนามแน่นอน

ล่าสุดเพิ่งรู้ว่ามีร้านเวียดนามร้านหนึ่งกำลังมาแรง ตั้งอยู่ โครงการเวลา แอทสินธร วิลเลจ แถวหลังสวน ชื่อร้าน “เมซง ไซ่ง่อน” เสียงดังหนาหูว่ารสชาติเยี่ยม อาทิตย์ที่แล้วก็เลยไปลองชิมมา บอกได้คำเดียวว่า “สมคำร่ำลือ” ค่ะ

อาหารที่ร้านมีราว 30 เมนู ไม่มากไม่น้อย แต่มีความหลากหลายพอสมควร แม่ครัวเป็นคนเวียดนามแท้ ดังนั้นรสชาติจะเป็นอื่นไปไม่ได้

มาไล่เรียงไปทีละจานที่ชิมกันเลยค่ะ

“เต้าหู้ทอดคุณแม่พอลลี่” 150 บาท เมนูนี้เป็นสูตรเฉพาะของคุณพอลลี่ ซึ่งเป็นคุณแม่ของคุณ เพีย ชาวเวียดนามหนึ่งเดียว หนึ่งในสี่หุ้นส่วนของร้านค่ะ ที่มาที่ไปของสูตรมาจากลูกชายที่ไม่ชอบเต้าหู้และไม่ชอบกินผัก คุณแม่เลยลองเอาเต้าหู้ไปทอดให้เหลืองกรอบนอกนุ่มในแล้ววางด้วยต้นหอมซอยที่ปรุงรสชาติ สำหรับคนไม่กินเค็มอาจจะรู้สึกว่าเค็มโดดไปนิด แต่พอกินคู่กับเต้าหู้แล้วเข้ากันอย่างน่าประหลาด

“บุ๋นเด่า” 320 บาท จัดเรียงมาในถาดสวยงาม เป็นเมนูประจำของชาวฮานอย ประกอบด้วย ขนมจีน สันคอหมูลวก เต้าหู้ทอด หมูสับผสมข้าวเม่าทอด ผักสด และน้ำจิ้มกะปิปรุงรสออกหวาน เวลากินก็ตักผสมกันราดน้ำจิ้ม เป็นจานที่รู้สึกทั้งคลีนและฟิน

“ยำไหลบัวไซ่ง่อน” 195 บาท เป็นอีกเมนูที่หลายคนกินแล้วติดอกติดใจ ไหลบัวมีความเหนียว กรอบ สด รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ ทำให้สดชื่น ใส่ผักแพวซอยตัดลงไปให้กลิ่นและรสชาติที่ลงตัว

“บั่นหล่อบ” 150 บาท จานนี้แป้งนุ่มละลายในปาก ไส้กุ้ง จิ้มกับน้ำปลาปรุงรสกลมกล่อม

“บั๋นแบ่ว” 180 บาท ยกเสิร์ฟมาในถ้วยตะไล เมนูนี้หากินไม่ง่ายแม้แต่ในเวียดนามเอง เป็นเมนูของราชสำนัก วิธีทำยากทั้งแป้ง และกุ้งที่โรยหน้า ใช้เวลาทำนาน แต่เวลากินนี่เกลี้ยงในพริบตาค่ะ

“กุ้งพันอ้อย” 320 บาท จานนี้ห้ามพลาด กุ้งเป็นกุ้ง เนื้อสัมผัสนุ่มหยุ่น กินกับน้ำจิ้มรสเปรี้ยวหวานเผ็ดนิดๆ

“เฝอไก่” 195 บาท ซุปเฝอพลิกแพลงจากต้นตำรับที่ต้องใช้ข้อกระดูกวัวในการเคี่ยวน้ำซุป มาเป็นสาหร่ายและเห็ดพอร์ชินี แม้จะมีเสียงสะท้อนจากชาวเวียดนามบางคน แต่คุณเพียยืนยันว่าต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการกินของคนไทยที่หลายคนไม่กินเนื้อ ซึ่งผลลัพธ์ดีเกินคาด น้ำซุปให้ความหอมหวานกลมกล่อมลงตัวมากๆ

เต้าหู้ทอดคุณแม่พอลลี่
กุ้งพันอ้อย
บุ๋นเด่า

“เนม เนื้อง” 320 บาท เป็นเมนูที่คนไทยเรียกว่า แหนมเนือง นั่นเอง แต่ที่ร้านบอกว่าต้องอ่านแบบเวียดนามเพื่อความถูกต้อง จานนี้แม้จะมีวัตถุดิบที่คล้ายแหนมเนืองบ้านเรา แต่ในรายละเอียดแตกต่างกันทุกอย่าง ตั้งแต่น้ำจิ้มหน้าตาและรสชาติก็คนละเรื่องกับที่เคยกินมา เป็นน้ำจิ้มที่มีรสชาติหวานเค็มอ่อนๆ มีความเหนียวข้นจากข้าวคั่วบดละเอียด ส่วนเครื่องจะมีหมูที่เป็นหมูจริงๆ เทคเจอร์สากนิดๆ มะม่วง แตงล้าน พริกสดดอง กระเทียมดอง ผักเขียวจำพวกโหระพา ใบบัวบก ผักชีฝรั่ง ส่วนวิธีหั่นผักสำหรับเวียดนามแท้จะต้องหั่นแนวยาวเท่านั้น เพราะเวลาเอาไปม้วนจะจัดเรียงได้เป็นระเบียบสวยงาม ซึ่งช่วงที่โควิด-19 ระบาดนี้ทางร้านจะมีบริการห่อให้เรียบร้อย

ตบท้ายด้วยน้ำที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน “คาราเมลตะไคร้มะนาว และบ๊วยเลิฟมะนาว” แก้วละ 120 บาท รสชาติเปรี้ยวหวานหอมสดชื่น

ได้คุยกับคุณ เพีย-Tapir Truong และคุณ ณุ-พิษณุ สว่างเนตร สองหุ้นส่วนที่มาดูแลร้านในวันนี้ ทำให้รู้ว่าที่มาร้านเกิดจากกลุ่มเพื่อน 3 คน คือ คุณณุ คุณ ปรีชา ตรรกพงศ์ และคุณ นัฐวุธ โรจนพันธกุล ที่ร่วมกันเปิดบริษัทออร์แกไนซ์มาก่อน ทั้งสามคนชอบท่องเที่ยวจนได้รู้จักกับคุณเพีย ช่างภาพชาวเวียดนาม วันหนึ่งชวนมาเที่ยวเมืองไทยแล้วพาไปเลี้ยงอาหารเวียดนาม ปรากฏว่าคุณเพียถึงกับอึ้ง เพราะไม่มีเมนูไหนเป็นอาหารเวียดนามซักอย่างเดียว เป็นที่มาลองเปิดร้านอาหารเล็กๆ ขนาด 4-5 โต๊ะเท่านั้น ในชื่อเมซง ไซ่ง่อน อยู่แถวพระราม 5 กระทั่งเดือนตุลาคม 2562 ก็มายึดทำเลในโครงการเวลา แอทสินธร วิลเลจ เปิดร้านกว้างขวางใหญ่โตขนาด 80 ที่นั่ง มีพื้นที่ทั้งด้านในและด้านนอกบรรยากาศในสวนร่มรื่น

คุณเพียเล่าว่า คุณพ่อเป็นคนดาลัด แม่เป็นคนเว้ แต่ตนเองเกิดที่ไซ่ง่อน เลยเป็นที่มาของชื่อร้านเมซง ไซ่ง่อน และอาหารทุกอย่างที่ร้านเป็นสูตรของแม่ อย่างเนมเนื้องอาหารของแงแจรง (ญาจาง) จริงๆ รสชาติแบบเวียดนามจะหวานเข้มข้น แต่เพื่อสุขภาพก็จะทำออกมาไม่หวานมาก จะให้ออกหวานพอดีผสมเปรี้ยวนิดหน่อย เพราะคนไทยชอบเปรี้ยวกับเผ็ดนิดหน่อย

อีกอย่างที่ต้องปรับ คือ น้ำซุปเฝอ จากเดิมต้องใช้ข้อกระดูกวัวมาเคี่ยว คุณเพียปรับเปลี่ยนมาใช้สาหร่ายและเห็ดพอร์ชินี

เพีย-Tapir Truong
พิษณุ สว่างเนตร

คุณเพียบอกว่า สูตรน้ำซุปมีที่มา เริ่มจากคุณพ่อคุณแม่ของหุ้นส่วนคนหนึ่งขอให้ทำอาหารเวียดนามให้กิน เลยคิดจะทำเฝอแต่คุณแม่ไม่กินเนื้อวัว เลยใช้โครงกระดูกไก่เป็นสิบกิโลมาต้มแทน ปรากฏว่าอร่อยมาก ใครๆ ก็เชียร์ให้เปิดร้าน แต่ยังติดตรงที่ความหวานกับเค็มของน้ำซุปยังไม่ลงตัว จนมีจังหวะที่ทั้งกลุ่มไปฝึกปฏิบัติธรรมกัน พระท่านแนะนำว่าจะทำอะไรต้องเรียนรู้ให้ลึกซึ้ง รสชาติอาหารหวานก็ต้องหวานธรรมชาติ เค็มก็ต้องเค็มธรรมชาติ แล้วท่านก็แนะนำสาหร่าย หลังจากวันนั้นก็ได้ดูทีวีโชว์ต่างประเทศอีก มาสะดุดว่าเราต้องเพิ่มวัตถุดิบบางอย่างเพื่อให้เป็นซิกเนเจอร์ของตัวเอง ไม่ให้เหมือนคนอื่น เลยมาลงตัวที่เห็ดพอร์ชินีจากฝรั่งเศส แม้จะมีราคาแพงแต่ทำให้ได้น้ำซุปรสชาติยอดเยี่ยม

สำหรับใครที่มองหาร้านอาหารเวียดนามรสชาติเยี่ยม เชิญที่เมซง ไซ่ง่อน ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปค่ะ ทั้งรสชาติอาหารและบรรยากาศที่ร้าน รับประกันว่าจะกลายเป็นร้านในดวงใจอย่างแน่นอน

ร้านเมซง ไซ่ง่อน (Maison Saigon) โครงการเวลา แอทสินธร วิลเลจ เปิดเวลา 11.00-21.00 น. สำรองที่นั่งโทร 0-2656-4966 หรือเข้าไปดูได้ที่เฟซบุ๊ก Maison Saigon

บั่นหล่อบ
เฝอไก่
ยำไหลบัวไซ่ง่อน
แหนมเนือง
คาราเมลตะไคร้มะนาว และ บ๊วยเลิฟมะนาว
บรรยากาศร้าน
ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
เนื้อเปื่อยชั้นดี

ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ทางการอนุญาตให้ร้านอาหารทั้งที่เป็นร้านสตรีทฟู้ดริมทางและร้านติดเครื่องปรับอากาศ รวมทั้งร้านในห้างสรรพสินค้าเปิดขายได้อีกครั้งหนึ่งนั้น (มาตรการผ่อนคลายระยะที่ 2) ปิ่นโตเถาเล็กก็เริ่มออกตระเวนชิม และถือโอกาสคุยถามสารทุกข์สุกดิบกับเจ้าของร้านในตำนานที่คุ้นเคยกันดีมาตั้งแต่สมัยพ่อยังหนุ่ม

สำหรับคิวในอาทิตย์นี้คือร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อใส่สารพัดเครื่องใน เพ็ญจันทร์โภชนา ซึ่งเจ้านี้มีประวัติมายาวนาน เริ่มขายที่เพชรบุรีตัดใหม่ตั้งแต่ พ.ศ.2505 ถือเป็นปรมาจารย์ด้านก๋วยเตี๋ยวน้ำข้น มีลูกศิษย์ลูกหาเยอะแยะ แม้กระทั่งเจ้าดังๆ ที่เชียงใหม่ เชียงราย แต่ก่อนยังมาฝึกการปรุงก๋วยเตี๋ยวจากร้านเพ็ญจันทร์นี่แหละ

ผมเองเป็นขาประจำตั้งแต่ตอนที่เขามาเปิดสาขาตรงปากซอยสุโขทัยซอย 3 จนในที่สุดปี 2535 เพ็ญจันทร์โภชนาจึงย้ายมาปักหลักแห่งเดียวที่ย่านตลิ่งชัน โดยแต่ก่อนนั้นคุณชายถนัดศรีแวะเวียนไปชิมไม่เคยขาดช่วง ถึงขนาดที่ว่าบางครั้งไปอาทิตย์ละ 3 วันทีเดียวเลย

ร้านเพ็ญจันทร์ใหญ่โตโอ่โถง สะอาดสะอ้าน เป็นตึกแถวสองคูหาขนาดใหญ่ริมถนนฉิมพลีระหว่างซอย 6 กับ 6/1 ซึ่งเข้าได้หลายทางทั้งจากถนนราชพฤกษ์และจากทางคู่ขนานด้านนอกของถนนบรมราชชนนี ทางเข้าอยู่เลยสถานีตำรวจตลิ่งชันไปนิดเดียว

เมื่อเข้ามาในร้านจะสะดุดตากับป้ายใต้ชั้นลอยบรรยายสรรพคุณของดีๆ กรอบๆ หลายอย่าง เช่น กระเพาะวัวกรอบ ลูกชิ้นทำเองกรอบ ผ้าขี้ริ้ววัวกรอบ เนื้อกรอบปรุงพิเศษ ด้านหน้าตรงที่ปรุงก๋วยเตี๋ยวมีตู้กระจกวางขวดซอสปรุงรสไว้เต็มตู้ ข้างๆ ตู้มีเครื่องในวัวเครื่องเคราต่างๆ วางเรียงรายอยู่เต็ม มีหม้อน้ำซุปตั้งไฟเคี่ยวควันฉุยอยู่ตลอดเวลา

ลักษณะเด่นของก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้านี้อยู่ที่มีเครื่องเคราหั่นชิ้นโตๆ สารพัดอย่าง น้ำซุปรสชาติเข้มข้น หอมกลิ่นซอสปรุงรสและหนักพริกไทยพอดู มีรสหวานเล็กน้อย แนะนำว่าให้ผสมน้ำจิ้มประกอบด้วยน้ำส้มพริกตำ น้ำตาล ซีอิ๊วขาว และพริกป่น เอาไว้จิ้มเครื่องในกับเนื้อต่างๆ เพื่อความเข้มข้นยิ่งขึ้นด้วยนะจ๊ะ

ถ้าเป็นเครื่องสด เช่น เนื้อสด ร้านนี้จะเตรียมวันต่อวัน ส่วนเครื่องที่ต้องใช้เวลาเคี่ยว เช่น เนื้อเปื่อย ไส้ ม้าม เอ็น จะเตรียมล่วงหน้า 1 คืน ทุกอย่างจึงเปื่อยอร่อยได้ที่

ของอร่อยที่นี่คือสันในวัวหรือเนื้อสด ใช้เนื้อคุณภาพดี ไม่เหนียว และ เนื้อกรอบ หรือเนื้อน่องลายที่หมักค้างคืนกับพริกไทย น้ำตาล และซอสปรุงรส จึงมีความนุ่มแต่กรอบ มีรสชาติในตัว เนื้อเปื่อยนั้นเปื่อยสมชื่อ ต้องการเปื่อยติดมันมากๆ หรือเปื่อยสามชั้นก็สั่งได้ ซึ่งมีปริมาณต่อวันไม่เยอะมาก

ของดีอีกอย่างคือ ไส้ นุ่มๆ หอมๆ นอกจากนี้ ยังมีกระเพาะวัวกรอบ ลูกชิ้นกรอบๆ ผ้าขี้ริ้ววัวกรอบสีขาวสวย ตัวเดียวอันเดียว ตับ หัวใจ ม้าม ขอบกระด้ง เอ็น ลืมบอกไปว่าเวลาสั่งเกาเหลาทุกอย่างจะไม่มีเนื้อกรอบ ถ้าอยากชิมต้องบอกเขาให้ใส่ด้วย หรือจะสั่งเนื้อกรอบลวกมาต่างหากหนึ่งชามกินให้จุใจเลยก็ได้

เส้นก๋วยเตี๋ยวมีทั้งเส้นหมี่ เส้นเล็ก เส้นใหญ่ ใส่ผักหลายชนิดทั้งผักบุ้ง ขึ้นฉ่าย ต้นหอม ถั่วงอก ผักชี สนนราคาก๋วยเตี๋ยวเริ่มต้นที่ชามละ 100 บาท สั่งเครื่องอื่นๆ เพิ่มได้ เช่น ใส่เนื้อกรอบหรือสันในวัวด้วยคิด 100 บาท (สั่งน้ำซุปใส่ถ้วยเพิ่มต่างหากคิด 10 บาท ข้าวเปล่า 10 บาท)

13Penjun

ก่อนหน้านี้ที่ร้านยังมีเมนูพิเศษอีกอย่างคือเกาเหลาหม้อไฟ ต้นคิดให้ทำขายคือคุณชายถนัดศรีนี่แหละ เป็นหม้อไฟซึ่งตอนหลังเปลี่ยนเป็นหม้อไฟฟ้าสำหรับใส่น้ำซุปเดือดๆ ให้เราได้ลวกกินกันเอง เริ่มต้นที่ขั้นต่ำชุดละ 400 บาท มีเครื่องให้เลือก 4 จาน ผักอย่างละ 20 บาท ส่วนถ้าสั่งเพิ่มคิดจานละ 100 บาท น้ำซุปฟรี ชอบสุกแค่ไหนลวกได้ตามใจชอบ ช่วงที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นั้นที่ร้านยังงดขายหม้อไฟอยู่ แต่ถ้าใครอยากกินก็สั่งมากินคนเดียวหม้อใครหม้อมันได้นะจ๊ะ

กินก๋วยเตี๋ยวอิ่มแล้วอย่าลืมล้างปากด้วยขนมหวานร้านแม่บุญยังที่อยู่หน้าร้าน เมนูเด็ดคือลอดช่องสิงคโปร์ ทับทิมกรอบ และลอดช่องโบราณใส่ข้าวเม่า

ร้านเพ็ญจันทร์โภชนาเปิดบริการตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงบ่าย 4 โมงทุกวัน โดยจะหยุดวันจันทร์-วันพุธที่ 3 ของเดือน (หยุด 3 วันต่อ 1 เดือน) ถ้าไปกันเป็นหมู่คณะให้สอบถามที่ร้านก่อนว่าตอนนี้จัดที่นั่งรวมกันอย่างไร เพราะเรื่องพวกนี้กลายเป็นสิ่งที่เป็นนิวนอร์มอลไปแล้ว โทรสอบถามได้ที่ 0-2887-3670 นะจ๊ะ

เพ็ญจันทร์โภชนา

โดย คุณชิงชัย-คุณวิไลวรรณ วิมลสิทธิชัย

ที่ตั้ง 8/77 ถนนฉิมพลี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

โทร 0-2887-3670

เปิดบริการ 08.00-16.00 น. ทุกวัน

หยุด ทุกวันจันทร์-อังคาร-พุธที่ 3 ของเดือน ถ้าตรงกับวันนักขัตฤกษ์จะเลื่อนออกไป

แนะนำ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำข้นใส่เครื่องใน เกาเหลาหม้อไฟ

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก

ช่วงที่ปิ่นโตเถาเล็กอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ ทำให้มีเวลาว่างจัดคิวสำหรับการออกไปชิมตามร้านอีกครั้ง จึงนึกขึ้นมาได้ว่ามีร้านขาประจำอยู่ร้านหนึ่ง ที่ตั้งแต่ย้ายร้านไป 2 ปีกว่า ยังไม่มีโอกาสตามไปทบทวนถึงที่ร้านสักที ได้แต่ให้คนซื้อกลับมากินที่บ้านสม่ำเสมอ

ร้านนี้มีชื่อว่า ข้าวมันไก่มงคลวัฒนา คือร้านข้าวมันไก่ประจำครอบครัวที่ผมชอบกินเป็นประจำ บ่อยที่สุด ถี่ที่สุด แค่น้ำจิ้มก็อร่อยเด็ดเข้มข้นรสจัด เอามาคลุกข้าวมันกินเปล่าๆ ยังได้เลย ประกาศนียบัตรรับรองความอร่อยของเจ้านี้มีมากมายจนเต็มฝาผนังร้าน

เจ้าของร้านรุ่นแรกยุคบุกเบิกนั้นชื่อ คุณสมนึก ภาคกินนร เป็นชาวบ้านสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้ากรุงเทพฯ มาเป็นเด็กล้างจานอยู่ที่ร้านหลีฮวดตรงเมอร์รี่คิงส์ สะพานควาย จากเด็กล้างจานเงินเดือน 250 บาท มีโอกาสได้ฝึกฝนวิทยายุทธ์ทางด้านข้าวมันไก่จากเจ้าของร้านจนกระทั่งสามารถมาเปิดร้านของตัวเองได้อยู่ที่หน้าโรงภาพยนตร์มงคลรามา สะพานควาย (อันเป็นที่มาของชื่อร้านมงคลวัฒนา)

ดูสิคนไทยแท้ๆ แต่กลับทำข้าวมันไก่ได้อร่อยเทียบเท่าร้านคนไทยเชื้อสายจีน เรียกได้ว่าอยู่ในชั้นแนวหน้าเลย แต่ก่อนนั้นครอบครัวผมจะสั่งข้าวมันไก่มงคลวัฒนามากินที่บ้านแทบทุกอาทิตย์

ต่อมาเมื่อราว 5 ปีที่แล้ว ลุงสมนึกส่งต่อร้านข้าวมันไก่ให้หลานของตนเอง ซึ่งเป็นคนกาฬสินธุ์ ชื่อน้องออฟ หรือ พัลลภ อุ่นเพ็ญ โดยตัวเองเกษียณไปอยู่แถวคลอง 5 รังสิต น้องออฟย้ายมาเปิดร้านอยู่หน้าโรงหนังอีกฟากหนึ่งได้ 3 ปี จากนั้นที่ทางบริเวณนี้มีผู้มาซื้อต่อและกำลังจะพัฒนากลายเป็นคอนโดมิเนียม ออฟจึงย้ายไปอยู่ที่ใหม่ได้ 2 ปีกว่าแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2561

ร้านข้าวมันไก่มงคลวัฒนาที่ใหม่นั้นมาไม่ยาก อยู่ในตึกแถว 1 คูหา ริมถนนพหลโยธินฝั่งขาออก (เลยเมเจอร์รัชโยธินมาไม่ไกล) ก่อนถึง ปากซอยพหลโยธิน 37/1 ใกล้สามแยกเสนานิคม

ถ้านำรถมาให้จอดรถใน เสนาเซ็นเตอร์ (เสียค่าบริการ) ซึ่งอยู่เลยปากซอยพหลโยธิน 37 มาเล็กน้อย จากนั้นเดินเลี้ยวซ้ายไปที่ร้านซึ่งอยู่ก่อนถึงซอยพหลโยธิน 37/1 หรือจะไปจอดที่ลานจอดรถกลางแจ้ง ปากถนนเสนานิคม 1 ฝั่งตรงข้ามตรงสามแยกไฟแดง (ค่าจอดชั่วโมงละ 20 บาท) แล้วข้ามถนนเดินย้อนสามแยกมาที่ร้าน ส่วนถ้ามารถไฟฟ้าบีทีเอสให้ลงที่ สถานีเสนานิคม แล้วเดินย้อนมาทาง ถ.เสนานิคม 1

จุดเด่นความอร่อยของร้านนี้ยังคงเส้นคงวาเหมือนแต่ก่อน ประการแรกต้องยกให้ ข้าวมัน ที่ยังคงใช้กรรมวิธีการหุงแบบโบราณบนเตาถ่าน โดยใช้ข้าวหอมมะลิเก่ามาหุงกับน้ำมันไก่และขิง จึงทำให้ข้าวมันมีความนุ่มและมีกลิ่นหอมเฉาะตัว ส่วนน้ำจิ้มรสจัดนั้นเป็นสูตรดั้งเดิมสไตล์ไหหลำ และเป็นสูตรลับของทางร้าน รับรองความเด็ดแค่คลุกกินกับข้าวมันเปล่า ๆ ยังอร่อย ถึงขนาดที่ว่ามีผู้ขอซื้อเพิ่มไปที่บ้าน โดยจะขายน้ำจิ้มขีดละ 30 บาท กิโลละ 300 บาท

ส่วนไก่ต้มนั้น ไม่มีความลับอะไรต้องปกปิด แค่เน้นความสดของไก่ตอนที่ให้เนื้อนุ่มอยู่แล้ว ซึ่งยังสั่งจากเจ้าประจำตั้งแต่สมัยลุงสมนึกทำร้านเริ่มแรก โดยคนส่งจะรับไก่มาจากราชบุรีและนครนายก ต้มแค่ให้สุกพอดี หั่นไก่แบบไม่ต้องตบให้แบน ส่วนน้ำแกงของที่นี่ก็เด็ดเช่นกันเพราะใช้กระดูกไก่มาต้มน้ำแกงใส่ฟัก ให้รสหอมหวานซดคล่องคอ

โดยเจ้านี้จะต้มไก่วันละ 25-30 ตัวเท่านั้น แต่จะทยอยเอาออกมาเรื่อยๆ ทีละ 10 ตัว จึงไม่ต้องกลัวหมดอดกิน ไก่ที่ใช้เป็นไก่ตอนพันธุ์เนื้อ นุ่มอร่อย ถ้าไม่ชอบหนังก็บอกให้เอาออกได้ สนนราคา ข้าวมันไก่ ธรรมดาจานละ 50 บาท พิเศษ 60 บาท ไก่สับเปล่าๆ มีตั้งแต่ 100-150-200 บาท ข้าวมันเปล่าๆ ก็ถ้วยละ 12 บาท ถ้าติดใจอยากซื้อไก่ทั้งตัวกลับบ้านก็คิดกิโลกรัมละ 250 บาท

นอกจากไก่ตอนธรรมดายังมี ไก่ทอด ด้วย ถ้ารักพี่เสียดายน้องให้สั่ง ข้าวมันไก่ทูอินวัน (2-in-1) (60 บาท) ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับแชมพู แต่คือ ข้าวมันไก่ตอนผสมไก่ทอด นอกจากนี้ยังมีบะหมี่แห้งไก่ทอด (40 บาท) ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำใส่หมูเด้ง (แนะนำให้สั่งบะหมี่หมูเด้ง) ก๋วยเตี๋ยวไก่ ส่วนเส้นมีให้เลือกครบทั้งบะหมี่ เกี้ยมอี๋ วุ้นเส้น เส้นหมี่ เส้นเล็ก เส้นใหญ่

ช่วงมาตรการเว้นระยะห่างนิวนอร์มอลนั้น ที่ร้านจัดให้ลูกค้าแต่ละโต๊ะนั่งหันหน้าเข้ากำแพงร้าน ถ้าอยากกินสบายๆ ก็ให้ซื้อกลับไปกินที่บ้าน ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีคนมายืนออรอซื้อกลับกันอย่างหนาตาอยู่เช่นเดิม

ขอแจ้งว่าร้านข้าวมันไก่มงคลวัฒนาได้เปลี่ยนเวลาขายเป็นตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงบ่าย 3 โมง เท่านั้น และน้องออฟบอกว่าสำหรับ วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายนนี้ ร้านยังหยุดวันอาทิตย์เป็นครั้งสุดท้ายนะจ๊ะ อย่าเผลอไปเป็นอันขาด

ส่วนอาทิตย์หน้าจะเริ่มเปิดขายวันอาทิตย์ตามเดิมแล้ว โดยจะกลับมาหยุดขายทุก วันพฤหัสบดี และวันศุกร์สุดท้ายของเดือน เช่นเดิม

โทรสอบถามได้ที่ 09-0990-6973, 08-7107-3426 และ 08-1814-2605

คุณออฟ เจ้าของร้าน หลานคุณสมนึก
คุณออฟ เจ้าของร้าน หลานคุณสมนึก
ข้าวมันไก่มงคลวัฒนา

โดย คุณพัลลภ (ออฟ) อุ่นเพ็ญ

ที่ตั้ง 1895/8 ใกล้ปาก ซอยพหลโยธิน 37/1 ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ 10900

โทร 09-0990-6973, 08-7107-3426, 08-1814-2605

เปิดบริการ 07.00-15.00 น. ทุกวัน

วันหยุด วันพฤหัสบดีและวันศุกร์สุดท้ายของเดือน

แนะนำ ข้าวมันไก่ตอนและไก่ทอด

ไก่ทอด
นั่งหันหน้าเข้ากำแพง
ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก (ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์)

เท่าที่เห็นจากคนใกล้ตัวที่หันมาเปิดครัวในบ้านช่วงโควิด-19 ระบาด ว่ากันตรงๆ ไม่ร่วงก็รุ่งไปเลย ที่ฮิตติดลมก็มีให้เห็นแล้ว

อย่าง “เต้าฮวยวันชาติ” น้ำขิงและเต้าฮวยสูตรเด็ดของคุณแม่ “เพ็ญศรี ศีลวัตกุล” ที่มาในจังหวะไวรัสระบาดทำให้ได้รับความนิยมมาก บวกกับรสชาติที่กินแล้วรู้เลยว่าคนทำเอาใจใส่ลงไปด้วย คนเริ่มพูดปากต่อปาก ทำให้ “เต้าฮวยวันชาติ” ขายดีระเบิดระเบ้อ ไลน์แมนมากันทีสั่ง 20-30 ชุด

จุดเด่นของเต้าฮวยวันชาติ คือ เนื้อเต้าฮวยนุ่มเนียนแต่ไม่เละ น้ำขิงเผ็ดร้อนแต่ละมุน กลายเป็นของโปรดเด็กวัยรุ่นไปอีก ลบภาพเมนูคนแก่ไปเลยค่ะ

คุณแม่เพ็ญศรีบอกว่า เต้าฮวยสูตรนี้ไปเรียนตั้งแต่ยังไม่แต่งงาน ทำกินเองบ้าง จนกระทั่งเกิดโควิดระบาดเลยทำแจกให้คนแถวบ้านชิมกัน เพราะน้ำขิงช่วยบำรุงร่างกายแก้หวัด พอชิมแล้วก็ชอบใจกัน เริ่มมีเสียงยุให้ทำขาย ลูกก็ยุ ก็เลยลองดู ฟื้นวิชาอยู่ 2-3 ครั้งก็เข้าที่ ขายไปขายมาติดลม หลายคนซื้อไปกินแล้วรีวิวว่าอร่อย เลยมีกำลังใจทำต่อ

“สูตรของเราเป็นแบบโบราณเลย สมัยนี้บางคนใส่เจลาตินเพื่อให้เซตตัว แต่เราไม่ใส่ วิธีทำแต่ละวันเราจะเริ่มตั้งแต่ตี 4 ลุกมาแช่ถั่ว พอ 7 โมงเช้าก็เริ่มทำไปจนถึง 9 โมง รวมแล้วประมาณ 5 ชั่วโมง ใจร้อนไม่ได้นะ พอเสร็จก็เททิ้งไว้ ตอนนี้ก็ห้ามใครไปชนหรือไปเขย่า มันจะไม่เซตตัวต้องทิ้งทั้งหมดเลย”

ฟังคุณแม่เพ็ญศรีไป เราก็ซดน้ำขิงไปได้เหงื่อดีแท้ๆ ส่วนเนื้อเต้าฮวยก็เนียนนุ่มกริ๊บจริงๆ นั่นเพราะวิธีทำพิถีพิถันระดับที่ชั่งตวงวัดหน่วยเป็นกรัมเพื่อความเป๊ะที่สุดนั่นเอง ที่สำคัญมาตรฐานเดียวกันทุกวัน กินเมื่อไหร่ก็อร่อยเหมือนเดิมทุกครั้ง

ส่วนใครจะซื้อไปทีละหลายๆ ถุงก็ทำได้ เพราะเต้าฮวยวันชาติแช่ตู้เย็นไว้ได้ 3-4 วัน อาจจะมีน้ำคายออกมาจากเนื้อนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร เวลาจะกินก็เอาเข้าไมโครเวฟซดกินฟินเหมือนเดิม

“คิดว่าเต้าฮวยกินร้อนดีที่สุด ยิ่งช่วงโควิดระบาดบางคนมาซื้อทุกวัน เขาบอกปกติไอบ้าง น้ำมูกบ้าง ตั้งแต่มากินไม่เป็นหวัดเลย จากคนไม่ชอบกิน บางคนบังคับให้ลูกกินด้วย (หัวเราะ)”

ด้วยรสชาติที่เผ็ดแต่ละมุนของน้ำขิงสูตรแม่เพ็ญศรีทำให้มีลูกค้าเป็นวัยรุ่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บล็อกเกอร์ที่มารีวิวล้วนแล้วแต่อายุยังไม่แตะเลข 3 และจุดเด่นที่ความเนียนนุ่มของเต้าฮวย ทำให้วัยรุ่นนิยมซื้อแบบแห้งแล้วเอานมเย็นเทราด ประยุกต์ให้ทันสมัยขึ้น อร่อยไปอีกแบบ

แม่เพ็ญศรีบอกว่า ทำเต้าฮวยวันละ 6 กิโลกรัม เริ่มขายตั้งแต่บ่าย 2 ไปจนของหมด ส่วนมาก 5 โมงเย็นก็หมดแล้ว ส่วนราคาใครที่มาซื้อที่ร้านราคา 20 บาท สั่งไลน์แมน 25 บาท

นอกจากเต้าฮวยแล้ว ที่ร้านยังมี ไข่กระทะ ขายเฉพาะวันอาทิตย์ด้วย ใครไปแถวนั้นลองชิมได้ เพราะไข่กระทะ ไม่มีจัดส่งค่ะ เป็นไข่กระทะเรียบง่ายแต่อร่อย ใช้วัตถุดิบดี ไข่ 2 ฟอง กุนเชียงอย่างดี หมูหมักสูตรแม่เพ็ญศรี หมูยอ ไส้กรอกหนังกรอบ โรยต้นหอมซอยนิดหน่อย

ใครอยากชิมเต้าฮวยวันชาติ มาซื้อกันได้ที่ ร้านวันชาติฮาร์ดแวร์ ตั้งอยู่แถวสะพานวันชาติ เป็นร้านขายอะไหล่อุปกรณ์ต่างๆ แม่เพ็ญศรียกถังเต้าฮวยมาตั้งหน้าร้านเลยค่ะ ติดกับ ร้านข้าวแกงครัวป้าแดงบางลำพู หยุดทุกวันจันทร์ เปิดอังคาร-อาทิตย์

ดูภาพกันเพลินๆ ก่อนที่ IG : taohuay_wanchart หรือเฟซบุ๊ก เต้าฮวยวันชาติ ดูแล้วอยากชิมก็โทรเลย 08-8599-5546 หรือสั่งผ่าน Line Man หาร้าน “เต้าฮวยวันชาติ”

03-3
หมูแผ่นเสี่ยวทู้จึ-1

อีกเจ้าที่ฮิตติดลม ปรุงกันที่เชียงใหม่ กับหมูแผ่นสไตล์มาเก๊าแปะแบรนด์ “เสี่ยว ทู้ จึ” ของ “คุณต่าย-พิชญ จะวะสิต” ที่ผันตัวจากวงการโฆษณาไปทำร้านอาหาร The Flower Playground ร้านอาหารสำหรับเด็กและครอบครัว ตั้งอยู่ที่ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

คุณต่าย เป็นที่รู้จักในนาม “ต่ายเมาดอกไม้” เพราะก่อนหน้าทำร้านอาหาร ได้เปิดร้านไวน์และต้นไม้นำเข้าที่นิมมานเหมินต์ ชื่อร้านเมาดอกไม้ แต่ตอนนี้ปล่อยเช่าแล้ว

ส่วนหมูแผ่นที่กำลังติดลมนี้ เป็นสูตรที่ภรรยาของคุณต่ายได้มาจากปักกิ่ง ซึ่งภรรยาคุณต่ายไปใช้ชีวิตที่นั่นถึง 2 ปี มีภารกิจช่วยเพื่อนเปิดร้านอาหารไทย ระหว่างนั้นก็ตระเวนชิมอาหารไปเรื่อยๆ พบว่าที่เมืองจีนจะมีหมูแผ่นขายทั่วไป ซื้อมากินกับเบียร์จะเพลินมาก พอกลับเมืองไทยก็ลองทำให้ลูกกิน แต่ดร็อปรสชาติให้อ่อนลง ใช้หมูบดปรุงรสชาติ รีดเป็นแผ่นแล้วเอาไปรมควันก่อนจะนำมาย่างให้สุกหอมทาทับด้วยน้ำผึ้งให้หอมหวานละมุน

จากอาหารในบ้านทำให้ลูกกิน พอช่วงโควิดที่ต้องปิดร้านอาหาร หมูแผ่นจึงกลายเป็นเมนูเด่นที่ทั้งสองคนสามีภรรยาปิ๊งไอเดียขึ้นมา ตอนนี้ยังมีแค่สูตรเดียว คือ รสชาติละมุนกินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ขนาด 200 กรัม ราคา 150 บาท ไม่รวมค่าจัดส่ง

“สูตรแรกนี้เริ่มจากเราเน้นให้เด็กกิน อย่างเวลาลูกไปโรงเรียนตอนเช้า เราก็อุ่นให้เขากินได้เลย อร่อย ง่าย และมีประโยชน์ หรือบางคนจะประยุกต์ทำเหมือนยำกุนเชียง กินกับข้าวต้ม ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่มาม่า ได้ทั้งหมดเลย”

เดิมขายแค่คนรู้จัก แต่ตอนนี้เปิดเพจแล้ว ชื่อ “เสี่ยวทู้จึ หมูแผ่นมาเก๊า ณ เชียงใหม่ น้ำพริกในตำนานจากโพ้นทะเล” ที่ต้องใช้ว่าหมูแผ่นมาเก๊า ก็เพราะว่าหมูแผ่นแบบนี้ป๊อปปูลาร์มากที่มาเก๊า แต่ความจริงจีนแผ่นดินใหญ่ก็มีเช่นกัน

ส่วนน้ำพริกในตำนาน คุณต่ายทำออกมา 2 สูตร คือ น้ำพริกเผา และน้ำพริกหม่าล่า ตัวนี้สามารถนำไปทำสารพัดอาหาร ไม่ว่าจะเป็นผัด ต้ม ย่าง เรียกอีกอย่างว่า น้ำพริกเพิ่มความฟิน

คุณต่ายแนะนำอาหารง่ายๆ คือ ต้มมาม่าแล้วตักใส่ซักครึ่งช้อน รับรองว่าให้ความรู้สึกแตกต่างแน่นอน จะมีกลิ่นหอมฮวาเจียว คล้ายมะแขว่นทางเหนือ แต่จะหอมกว่า หรือจะเอาน้ำพริกหม่าล่าทาตัวหมูแผ่นหลังจากอุ่นเสร็จแล้วก็ได้ หรือจะเอาไว้ผัดผักก็ได้ เช่น ผัดผักบุ้ง เบื่อน้ำมันหอย เบื่อเต้าเจี้ยว เอาน้ำพริกหม่าล่าช้อนเดียวก็แทบไม่ต้องปรุงอะไรแล้ว

“น้ำพริกหม่าล่าที่จีนจะใช้เหมือนน้ำมันจากไขมันของแพะหรือวัว แต่เรามาที่บ้านเราเปลี่ยนเป็นน้ำมันคาโนล่าแทน เพื่อนไม่ว่านับถือศาสนาอะไรก็สามารถกินได้”

คุณต่ายบอกว่า ที่เมืองจีนจะเรียกการที่เอาน้ำพริกหม่าล่าใส่ในก๋วยเตี๋ยว หรือของลวกต่างๆ ว่า หม่าล่าทั่ง เป็นอาหารข้างทางยอดนิยมที่เมืองจีน พอภรรยานำกลับมาทำที่บ้าน ปรากฏว่าทุกคนติดใจจนกลายมาเป็นเมนูหลักอีกอย่างที่ทำขาย

ราคาน้ำพริกหม่าล่า ขนาด 130 กรัม 100 บาท แถมน้ำพริกเผาซองเล็ก มีหน้าที่คล้ายพริกน้ำปลาบ้านเรา คือ เพิ่มรสชาติให้อาหาร จานไหนไม่เผ็ดไม่ฟินตักน้ำพริกเผาใส่ลงไปก็เจริญอาหารทันที

สนใจตามเข้าไปส่องกันได้ที่ เฟซบุ๊ก “เสี่ยวทู้จึ หมูแผ่นมาเก๊า ณ เชียงใหม่ น้ำพริกในตำนานจากโพ้นทะเล” หรือโทร 08-1716-6036

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]

ขอทบทวนร้านอาหารเวียดนามอร่อยสะอาดถูกหลักอนามัย ที่ว่างเว้นไม่ได้ไปชิมมาตั้งหลายปี อยู่ใกล้ๆ กับมติชนแค่นี้เอง ร้านนี้มีชื่อว่า ญีญวน ครัวเวียดนาม

ช่วงเดือนเมษายนที่ปิ่นโตเถาเล็ก (และแฟนๆ ทุกท่าน) อยู่ที่บ้าน จึงถือโอกาสสั่งอาหารทั้งร้านเก่าร้านใหม่ ให้ดิลิเวอรีมาตลอดแทบทุกวัน หนึ่งในนั้นก็คือญีญวนของคุณอิ๋ว อุดหนุนกันมานานจนกลายเป็นเพื่อนไปโดยปริยาย หวังว่าตอนนี้ร้านอาหารคงเปิดให้ไปกินที่ร้าน (อย่างมีระยะห่างทางสังคม) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้ก็สามารถสั่งผ่าน GRAB และ LINEMAN ได้เลย หรือโทรสั่งตามเบอร์ร้าน หรือสั่งและสอบถามที่ LINE ร้าน @yeeyuan และดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เฟซบุ๊ก ญีญวน ครัวเวียดนาม นะจ๊ะ

ร้านญีญวนมีอยู่ 2 สาขาเท่านั้น เปิดมานานเกือบ 20 ปีแล้ว ประสบความสำเร็จเสียจนมีคนตั้งชื่อร้านพ้องกันอีกหลายชื่อ เพราะฉะนั้นจำให้ดี ของแท้ที่ปิ่นโตเถาเล็กชื่นชอบต้องญีญวนนะจ๊ะ อย่างอื่นที่สะกดคล้ายกันหรือสลับคำคือคนละเจ้าของกัน

ญีญวน สาขาแรกอยู่ที่ ประชานิเวศน์ หรือ ประชาชื่น ที่นี่แต่งร้านง่ายๆ ไม่เน้นบรรยากาศ จากถนนวิภาวดีรังสิตขาออก เลี้ยวเข้าถนนเทศบาลสงเคราะห์ ผ่าน แยกวัดเสมียนนารี มาที่ สี่แยกตลาดบองมาร์เช่ แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนเทศบาลนิมิตเหนือ ผ่านท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ตไปเรื่อยๆ ตามทางโค้ง ถึงแยก สถานีตำรวจประชาชื่น เมื่อไหร่ให้เลี้ยวขวาที่แยก วิ่งผ่าน 7-11 เข้าไป แล้วจะเห็นร้านญีญวนอยู่ทางขวา

อีกสาขาหนึ่งอยู่ไกลหน่อยถึง บางบัวทอง จาก สี่แยกบางพลู ถนนรัตนาธิเบศร์ (สถานี MRT บางพลู) เลี้ยวเข้า ถนนบางกรวย-ไทรน้อย (3215) ไปอีก 1 กม.กว่าๆ ร้านญีญวนจะอยู่ทางขวามือ อยู่ก่อนถึงวัดเล่งเน่ยยี่ 2 หรือวัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ ประมาณ 4 กม.

คุณอิ๋ว วราลักษณ์ โชคพระสมบัติ เจ้าของร้าน พื้นเพเป็นคนหนองคาย อ.ศรีเชียงใหม่ เลยให้น้องชายไปเรียนวิธีทำหมูยอกับชาวเวียดนาม ตั้งแต่นั้นมาที่ร้านจึงทำของเองแทบทุกชนิด

รายการอาหารมีมากมายประมาณ 80 อย่าง พร้อมภาพประกอบมากมาย อยากได้อะไรชี้เอา อาหารยอดฮิตติดอันดับคือ แหนมเนือง (130 บาท) แถมผักแกล้มโถแรกฟรี (ถ้าขอผักเพิ่มคิดโถละ 20 บาท) ผักกาดหอมที่นี่คัดแต่ใบอ่อนๆ จากสวนผัก กินแล้วไม่ขม แหนมเนืองทำจากเนื้อหมูส่วนสะโพกนุ่มๆ เครื่องที่ใส่มีทั้งกล้วยดิบ กระเทียม มะม่วงดิบ พริกจินดา แตงร้าน กินกับขนมจีน ห่อด้วยผักต่างๆ รวมทั้งผักแพวที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ราดน้ำจิ้มสูตรของที่ร้านข้นๆ ถั่วลิสงคั่วเอง เลือกแต่ถั่วดีๆ มีคุณภาพ กินได้สนิทใจ

ที่กินแล้วหยุดไม่ได้คือ เส้นหมี่หมูย่าง (95 บาท) ใช้ส่วนคอหมูย่าง (เลาะมันออก) หมักตะไคร้หอมอร่อย เส้นหมี่เป็นเส้นของเวียดนามเหนียวหนึบดี

ส่วนใครชอบกินผักให้สั่ง สลัดเวียดนาม (140 บาท) ใส่ไก่ฉีก หมูยอ ไข่ต้ม น้ำราดเป็นน้ำสลัดน้ำข้น เปรี้ยว (ด้วยมะนาว) เค็มหวาน (น้ำตาลโตนดเมืองเพชร) ครบทุกรสหอมมาก มีเคล็ดลับเวลากินให้บีบมะนาวเพิ่มอีกต่างหาก

ให้ลองชิม หมูยอห่อใบตอง ทำเอง เด็ดเสียจนมีคนสั่งไปขายต่อด้วย มีทั้งหมูยอล้วนกับหมูยอผสมหนัง สั่งได้ทั้ง หมูยอลวก หรือ หมูยอทอด (85 บาท) ยำหมูยอ (100 บาท) รสจัดครบ 3 รส และต้องสั่ง ปากหม้อญวน (95 บาท) แป้งนุ่มหนึบละมุนลิ้นมากินคู่กับหมูยอด้วย

ยังมีเมนูอร่อยที่คุณอิ๋วคิดขึ้นมาเองและตั้งชื่อว่า ซาโมซ่าญีญวน (100 บาท) ลักษณะเป็นเปาะเปี๊ยะทอดผสมกุ้งกระเบื้อง ถ้าชอบกินไข่ก็มี ไข่กระทะเวียดนาม (100 บาท) กินคู่กับขนมปังเวียดนามที่ดัดแปลงจากบาแก็ตของฝรั่งเศส อย่าลืมเหยาะซอสพริกลงไปด้วย ของกินเล่นอีกจานคือ กุ้งพันอ้อย (100 บาท) จิ้มน้ำจิ้มสูตรพิเศษทำจากน้ำมะพร้าวอ่อนใส่แครอต

อาหารจานหนักๆ น่าลองหลายอย่าง ห้ามพลาด กวยจั๊บญวน (70 บาท) เส้นทำเอง (อีกแล้ว) เหมือนเส้นอูด้งของญี่ปุ่นแต่หนึบกว่า ใส่หมูยอและกระดูกหมูอ่อน อร่อยสะใจ

ข้าวผัดญีญวน (90 บาท) ก็หอมอร่อยใส่เครื่องหลากหลาย ทั้งกุ้ง หมึก หมูยอ กุนเชียง โรยหน้าด้วยหอมเจียว ส่วนของน้ำๆ ต้องสั่ง ฟองดูเวียดนาม ชุดละ 190 บาท คิดเมนูเองเช่นกัน ใส่เครื่องสารพัดทั้ง กล้วยดิบ กระเทียมสด สับปะรด ตะไคร้ เนื้อปลา กุ้ง หมึก สันในหมู และเส้นหมี่ จิ้มด้วยน้ำจิ้มแซ่บรสจัดจ้าน มีเคล็ดลับการลวกเส้นหมี่มาฝาก ให้จุ่มเส้นลงไปในน้ำเดือดแป๊บเดียวแล้วยกขึ้นเลย ถึงจะกินอร่อยนะจ๊ะ

เครื่องดื่มที่น่าลิ้มลองคือ น้ำกระเจี๊ยบ รสเข้มข้น ส่วนของหวานต้อง กล้วยหอมทอดราดน้ำผึ้งป่า คุณอิ๋วพูดหน้าตาเฉยว่าถ้าเลี้ยงผึ้งเองได้คงจะทำเองแล้ว

อาหารเวียดนามเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความอร่อยกับมีผักหลากหลาย ซึ่งถ้ายังไม่ให้เปิดร้านนั่งกินก็สามารถสั่งอาหารกลับกันได้ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม ส่วนในยามปกติถ้าไม่มีเคอร์ฟิว ร้านญีญวนจะเปิดตั้งแต่ 11 โมงถึง 4 ทุ่มนะจ๊ะ

ข้อมูล

ญีญวน ครัวเวียดนาม

โดย คุณวราลักษณ์ โชคพระสมบัติ (คุณอิ๋ว)

ที่ตั้ง 1.บางบัวทอง

94/15 หมู่ 3 ถ.บางกรวย-ไทรน้อย ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110

โทร 0-2920-4090

2.ประชานิเวศน์ (ประชาชื่น)

226 ถ.เทศบาลนิมิตเหนือ ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ 10900

โทร 0-2953-8117 ถึง 8

การสั่ง นอกจากโทรสั่งแล้ว สั่งผ่าน GRAB และ LINEMAN ได้ด้วย หรือจะสั่งและสอบถามได้ที่ LINE ร้าน @yeeyuan

เปิดบริการ สั่งดิลิเวอรี 09.00-20.00 น.ทุกวัน

แนะนำ แหนมเนือง หมูยอ (ลวก ทอด ยำ) เส้นหมี่หมูย่าง สลัดเวียดนาม ปากหม้อญวน กวยจั๊บญวน ซาโมซ่าญีญวน ขนมปังไข่กระทะ กุ้งพันอ้อย ฟองดูเวียดนาม ข้าวผัดญีญวน กล้วยหอมทอดราดน้ำผึ้ง

ที่มามติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2563, หน้า 20
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก

ปิ่นโตเถาเล็กยังขอให้แฟนๆ ร่วมช่วยชาติด้วยการกินกันต่อ ให้ออกไปซื้อหาอาหารอร่อยจากร้านเล็กๆ ที่ไม่มีกำลังเพียงพอในการเปิดดิลิเวอรี สั่งอาหารออนไลน์ โดยพวกเราต้องไปที่ร้านเองและซื้อใส่ถุงกลับบ้านสถานเดียว

ขอพาแฟนๆ มาที่ย่านสุขุมวิท ซึ่งปิ่นโตเถาเล็กเพิ่งกลับไปทบทวนร้านขวัญใจชาวบ้าน (ก่อนที่จะมีมาตรการห้ามนั่งกินที่ร้าน) ทั้งถูกและอร่อย ชนิดให้แบงก์ร้อยยังมีทอนกลับมา เป็น ร้านข้าวแกงเล็กๆ ไม่มีป้ายชื่อร้าน ในซอยสุขุมวิท 22 แต่ขาประจำเรียกติดปากว่า ข้าวแกงป้าน้อย ตามชื่อป้าน้อย เจ้าของร้านซึ่งเป็นแม่ครัวทำอาหารเองมานาน 30 กว่าปีแล้ว

จากถนนสุขุมวิทมาที่ แยกสายน้ำผึ้ง เลี้ยวเข้าซอยสายน้ำทิพย์หรือสุขุมวิท 22 ตรงเข้ามาเพียง 200 เมตร ก็จะเห็นร้านข้าวแกงเจ้านี้ขายอยู่ ปากทางซอยแยกซอยแรกซ้ายมือ ข้างร้านซาลอนทำผม ก่อนจะถึง โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค (Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park) ประมาณ 100 เมตร

ถ้านำรถมา ให้จอดริมซอยได้เลยนอกเวลาเร่งด่วน รู้สึกว่าจะสลับข้างจอดตามวันคู่วันคี่ (จอดตามรถคันอื่นได้เลยว่าจอดฝั่งไหน) ถ้ามาวันอาทิตย์ไม่วุ่นวายจอดรถได้สบายมากถึงอย่างไรก็ต้องรีบไปซื้อ เพราะร้านนี้ ขายถึงแค่บ่ายโมงเท่านั้น แถมของดียังหมดเร็วเสียด้วย

ป้าน้อยเจ้าของร้าน พื้นเพเป็นคนฉะเชิงเทรา อายุอานามปาเข้าไป 76 ปีแล้ว แต่ยังขยันเปิดร้านทุกวันไม่มีวันหยุด ตื่นแต่ตี 2 ครึ่ง (ช่วงนี้คงต้องออกไปหลังเวลาเคอร์ฟิว) จ่ายตลาดที่ตลาดคลองเตย โดยไม่ยอมให้ลูกๆไปช่วย อะไรที่ดูสดและดี ป้าน้อยก็จะซื้อกลับมาทำข้าวแกง พร้อมขายตั้งแต่ 7 โมงเช้า ไปจนถึงบ่ายโมง

วันหนึ่งๆ ป้าน้อยจะมีกับข้าวนานาชนิดประมาณ 20-30 อย่าง ทยอยออกมาเรื่อยๆตลอด พอบ่ายโมงก็ขายจนหมดเกลี้ยง คนจะมามุงซื้อไปกินที่บ้านที่ทำงานตั้งแต่เปิด ไปจนถึงเกือบสิบโมง แล้วก็มาอุดหนุนหนาแน่นอีกทีตอน 11 โมงกว่า ปิ่นโตเถาเล็กแนะนำว่าแฟนๆ ควรจะมา ตอน 9 โมงครึ่ง เป็นดีที่สุด นอกจากจะได้จอดรถข้างทางแล้ว ยังมีของดีที่ผมชื่นชอบเป็นอันมากทำออกมาช่วงเวลานั้น นั่นก็คือ ผัดเผ็ดกบ นั่นเอง

ผัดเผ็ดกบเจ้านี้ชิ้นโตเนื้ออวบอ้วน รสชาติจัดจ้านถึงเครื่อง ใส่กระชาย ขมิ้น มะเขือพวง ใบมะกรูด พริกไทยอ่อน พริกขี้หนูสวนและกระเทียมปั่น ป้าน้อยเลือกแต่กบตัวใหญ่ลอกหนังเอาเครื่องในออกเหลือแต่เนื้อ ล้างทำความสะอาดสับเป็นชิ้นโตๆ จึงเคี้ยวได้เต็มคำจริงๆ ขอเตือนว่านี่คือเมนูฮิตติดอันดับ เพียงไม่ถึงชั่วโมงก็หมดเกลี้ยงแล้ว ดังนั้นไม่ควรไปสายนะจ๊ะ ช้าหมดอดกิน

นอกจากผัดเผ็ดกบแล้ว ที่ห้ามพลาดอีก 2-3 อย่างก็คือ ผัดเผ็ดไส้อ่อนไก่กับพวงไข่ ใส่พริกเหลืองหอมๆ ไส้อ่อนนุ่มๆหยุ่นๆ คู่กับพวงไข่ก้อนโตๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเมนูบ้านๆ อย่างนี้ในใจกลางย่านซึ่งมีที่ดินราคาแพงกว่าทองคำ อีกทั้ง ผัดกะเพราเนื้อสับ กับ ผัดกะเพราเครื่องในไก่ ก็เด็ดจนยกนิ้วให้ รสเผ็ดๆ เข้มข้นหอมอร่อย เป็นแบบดั้งเดิมที่ปิ่นโตเถาเล็กชอบ คือไม่ใส่ผักอย่างอื่น มีแต่กะเพรากับพริกเท่านั้น ถ้าไม่กินเนื้อ ก็มี กะเพราหมูและไก่ ยืนพื้นทุกวันด้วย ขนาด หูหมูผัดกะเพรา ยังมีให้ลิ้มลอง ลืมบอกไปว่า ผัดเผ็ดปลาดุกกรอบ โรยหน้าด้วยใบกะเพรากรอบก็เป็นเมนูยอดนิยม และก็มี ผัดเผ็ดปลาดุกสด (ไม่ทอดกรอบ) รวมทั้ง ผัดเผ็ดเป็ดย่าง อีกด้วย และถ้าวันไหนมี ปลาดุกทอดผัดฉ่า แล้วล่ะก็ให้รีบกระโดดเข้าใส่เลยนะจ๊ะ ปลาดุกทอดแบบไม่กรอบมากผัดฉ่าถึงเครื่องกระชาย และบางวันก็จะมี น้ำพริกกะปิ (30 บาท) กินกับ ชะอมชุบไข่ทอด (40 บาท)

ผัดเผ็ดกบเมนูดังชั่วโมงเดียวหมด

ควรแกล้มด้วยของไม่เผ็ด อย่าง ผัดผักกาดดองใส่ไข่ รสนุ่มนวลไม่เปรี้ยวจนเกินไป ไข่พะโล้ ใส่หมูสามชั้นกับเต้าหู้ ป้าน้อยต้มจนเข้าเนื้อไข่รัดตัว และบางวันจะทำ แกงจืดมะระยัดไส้ ก็ให้สั่งมาซดแก้เผ็ดด้วย ของไม่เผ็ดอื่นๆมีอีกมากมาย ทั้งหมูทอดกระเทียมแบบนุ่มๆ (สลับวันกับพะแนงหมู) ตับกระเทียมพริกไทย ไก่ผัดขิง และผัดดอกกุยช่ายใส่ตับหมู กับผัดผักอื่นๆ สลับหมุนเวียนไป

ส่วนพวกแกงกะทินั้น จะมี แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย สลับวันกับ แกงเขียวหวานไก่ นานๆทีถึงจะมี แกงเขียวหวานเนื้อ ต่างหาก ควรสั่ง ไข่ต้มยางมะตูม มากินคู่กัน และก็มี ต้มข่าไก่ หม้อโตปรุงรสเปรี้ยวๆหน่อย และนานๆทีช่วงหน้าสะตอ จะมี ผัดสะตอกรอบๆ ใส่กุ้ง สูตรนี้ใส่แค่พริกเหลืองกับกะปิ

ถ้าวันไหนป้าน้อยได้ปลาช่อนตัวโตๆ วันนั้นก็จะเป็นลาภปากของพวกเรา เพราะจะได้ลิ้มลอง ต้มยำหัวพุงไข่และเนื้อปลาช่อน ปรุงด้วยหอมแดง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด

ถ้าเมื่อไหร่ทางการอนุญาตให้นั่งที่ร้านได้ ก็ให้สั่งเป็นกับข้าวใส่ถ้วยใส่จานต่างหาก ส่วนใหญ่จะคิดแค่อย่างละ 40 บาทเท่านั้น ส่วนผัดเผ็ดกบ ผัดสะตอ ผัดเผ็ดเป็ดย่าง ปลาช่อนผัดขิง และผัดเผ็ดไส้อ่อนไก่กับพวงไข่นั้นจะคิด 50 บาท ถ้าสั่งเป็นข้าวราดแกง สนนราคาราดกับข้าวอย่างเดียวคิด 30 บาท ราด 2 อย่างคิด 40 บาท ไข่ต้ม ไข่พะโล้ฟองละ 10 บาท เห็นไหมครับว่าของถูกและดีก็มีด้วยในย่านสุขุมวิท

ทุกวันนี้ผู้ที่อยู่โยงคอยยืนตักข้าวแกงขายอยู่ทุกวันก็คือ น้องเล็ก ลูกสาวของป้าน้อย ส่วนถ้าเป็นเสาร์ อาทิตย์ ก็จะมีฝาแฝดชื่อ น้องใหญ่ มาร่วมด้วย พร้อมทั้งพี่สาวคนโตชื่อ เหน่ง

เอาเป็นว่าถ้ายังกินที่ร้านไม่ได้ ก็สมควรแก่การตามไปซื้อกับข้าวร้านป้าน้อยกลับบ้านหรือที่ทำงาน รับรองว่าอร่อยถูกใจในราคาสบายกระเป๋าเลยนะจ๊ะ

หน้าร้านข้าวแกงป้าน้อย (ไม่มีป้ายชื่อร้าน)

ข้อมูลร้าน

ข้าวแกงป้าน้อย

(ไม่มีป้ายชื่อร้าน)

 

โดย คุณสังวาลย์ ชอุ่มพันธุ์ (ป้าน้อย)

ที่ตั้ง ปากซอยไม่มีชื่อ ซ.สุขุมวิท 22 ถ.สุขุมวิท คลองเตย กรุงเทพฯ 10110

โทร 08-4880-2744 (เล็ก)

เปิดบริการ 07.00-13.00 น. ทุกวัน

แนะนำ ผัดเผ็ดกบ ผัดกะเพราเนื้อสับ ผัดเผ็ดไส้อ่อนไก่กับพวงไข่ ผัดกะเพราเครื่องในไก่ ผัดเผ็ดปลาดุกทอดกรอบ ผัดผักกาดดองใส่ไข่ แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย และข้าวแกงอื่นๆ อีกมากมาย

แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย
ไข่พะโล้
ปลาช่อนผัดขิง
ผักกาดดองผัดไข่
ผัดกะเพราเครื่องในไก่
ผัดกะเพราเนื้อเผ็ดๆเข้มข้น
ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก

เป็นร้านเบเกอรี่ที่ครองใจลูกค้าจังหวัดนนทบุรีมายาวนานกว่า 4 ทศวรรษ สำหรับร้าน “นนท์ เบเกอรี่” เบเกอรี่ราคาประหยัดเริ่มต้นเพียงชิ้นละ 10 บาท ขายปลีกขายส่งราคาเดียวกัน ชูความหลากหลายกว่า 200 เมนู คิดสูตรโดยเชฟดังมากฝีมือ จากสถาบัน ‘เลอ กอร์ดอง เบลอ’

คุณเบียร์ – สมพบ กาศยปนันทน์ อายุ 41  ปี ทายาทรุ่น 2 ร้านนนท์ เบเกอรี่ เล่าว่า เดิมทีคุณแม่ขายน้ำพริกเผา ต่อมาเปิดร้านเบเกอรี่ทำขนมปังหลากหลายไส้ อาทิ ไส้กรอก ไส้หมูหย็อง ไส้ไก่ ไส้หมูสับ ด้วยความที่ไส้ขนมปังอร่อย และให้เยอะ ลูกค้าตอบรับดีมาก จนกระทั่งเข้ามารับช่วงกิจการต่อจากคุณแม่ปี 2551 ลงทุนสร้างโรงงานใหม่ ปรับสูตรขนมใหม่ด้วย  

“ก่อนที่ผมจะเข้ามาช่วยคุณแม่ดูแลกิจการ ไปเรียนการทำเบเกอรี่เพิ่มเติม จากสถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ 4 ปี จากนั้นนำสูตรกลับมาปรับใช้กับที่ร้าน พร้อมเพิ่มเมนูที่หลากหลาย เพราะเดิมทีคุณแม่จะใช้วิธีจ้างพนักงานที่ทำขนมเป็นอยู่แล้ว ฉะนั้นรสชาติจะไม่แตกต่างจากร้านอื่น ยกตัวอย่าง เอแคลร์ ปรับเยอะที่สุด เปลี่ยนวัตถุดิบใหม่หมดเลย ลูกค้าที่ทานมานานก็มีถามบ้าง แต่สิ่งสำคัญ คือ ความมั่นใจ ต้องมั่นใจว่ารสชาติใหม่อร่อยกว่าจริงๆ  ปรับสูตรให้คล้ายกับต้นฉบับประเทศฝรั่งเศส”

หลังจากคุณเบียร์เข้ามารับช่วงต่อ นอกจากเปลี่ยนสูตรขนมให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใช้วัตถุดิบดีขึ้น ไส้ขนมทำเอง หน้าตาน่าทาน สร้างโรงงานใหม่ปี 2554 ลงทุนกว่า 20 ล้านบาท แนวคิดที่ว่าไหนๆ ทำแล้วต้องทำให้ดี มีมาตรฐาน วัตถุดิบหลายอย่างนำเข้าจากต่างประเทศ อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย  

“หลังจากโรงงานสร้างเสร็จ กำลังการผลิตก็เพิ่มขึ้น ปัจจุบันราว 10,000 ชิ้นต่อวัน  รายได้ก้าวกระโดดจากเดิมขายได้ปีละ 10 ล้านบาท ขยับเป็น 40 ล้านบาท”

อย่างไรก็ตาม แม้จะยกมาตรฐานเบเกอรี่ให้ดีขึ้น แต่ราคาขายยังคงเดิม คุณเบียร์ บอกว่า หลายเมนูยังขาย 10 บาท ไม่ขึ้นราคานาน 10 ปีแล้ว ขายปลีก – ส่ง ราคาเดียวกัน ที่ขายราคาถูกได้เพราะเฉลี่ยกันไป  

สำหรับเสน่ห์ร้านนนท์ เบเกอรี่ ที่ส่งต่อรุ่นต่อรุ่น คือ เมนูที่เยอะมากกว่า 200 เมนู ซึ่ง 5 เมนูขายดี ได้แก่ เอแคลร์ ขนมปังหมูสับไข่เค็ม  คุกกี้แมคคาเดเมีย พายไก่ พายสังขยา เเละขนมปังไส้กรอก ปูอัดมากิ 

ถามถึงคู่เเข่งทางธุรกิจ เจ้าของร้าน ตอกย้ำว่า ทางร้านมีจุดขายที่ชัดเจน คือ ราคาไม่แพง รสชาติอร่อย ไม่มีไขมันทรานส์ ใครๆ ก็ทานได้ ฉะนั้นเรื่องคู่เเข่งไม่กลัวเท่าไหร่ สิ่งที่กังวล คือ วิถีชีวิตคนเปลี่ยน นิยมสั่งสินค้าออนไลน์ ไม่มาหน้าร้าน ปัจจุบัน ร้านนนท์ เบเกอรี่ ยังไม่มีขายออนไลน์   

ที่มา : เส้นทางเศรษฐีออนไลน์

ผู้เขียน : ดวงกมล โลหศรีสกุล

นอกจากร้านที่มีความสามารถปรับตัวเองตามสถานการณ์การแพร่ระบาด ด้วยการเปิดรับสั่งอาหารออนไลน์และจัดส่งอาหารโดยตรงถึงหน้าบ้านลูกค้าแล้ว ยังมีร้านอีกประเภทหนึ่งที่ฝีมือเยี่ยมยอด ทำกันในครอบครัว แต่ไม่มีกำลังเพียงพอที่จะจัดตั้งระบบดิลิเวอรีได้ ต้องรอให้ลูกค้าขาประจำซื้อกลับไปกินที่บ้านเอง สมควรแก่การร่วมด้วยช่วยกันไปซื้อถึงที่ร้าน ถือว่าเป็น การกินช่วยชาติ ช่วยร้านได้นะจ๊ะ

จึงขอแนะนำร้านเชลล์ชวนชิม ร้านโปรดของคุณชายถนัดศรี ร้านเก่าอร่อยเด็ดที่สมควรแก่การตามไปซื้อถึงที่กันสัก 2 เจ้า

เจ้าแรกคือ ร้านเจ๊ทู่ อันโด่งดังในย่านคลองเตย ตอนนี้เจ๊ทู่ได้ถอยมาตั้งหลักขายอยู่ที่บ้านตัวเองแห่งเดียว(เนื่องจากที่อื่นยังปิดอยู่) อยู่ในตึกแถวตรงตลาดคลองเตย เวลาจะมาซื้อ ให้ตรงมาที่ตลาดคลองเตย แต่ไม่ต้องเข้าตลาด เลยมาอีกนิดที่ ปากซอย 4 ถนนรัชดาภิเษก (อยู่ก่อนถึงห้าแยก ณ ระนองนิดเดียว) จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอย 4 ไปไม่กี่ร้อยเมตร ตึกแถวร้านเจ๊ทู่จะอยู่ทางขวามือก่อนถึงสี่แยกเล็กๆ นิดเดียว มีป้ายเชลล์ชวนชิมเจ๊ทู่เป็นจุดสังเกต ส่วนที่จอดรถนั้น พอจะถึงให้นัดแนะกับที่ร้าน พอไปถึงหน้าร้าน ก็จะมีคนพาไปหาที่จอดแถวนั้นให้

ในยามปกติเจ๊ทู่จะตั้งโต๊ะ 2 ตัวกางร่มริมถนนหน้าบ้านให้นั่งกินกันแต่เช้าตรู่ ขายข้าวแกงและขนมน้ำกะทิสารพัดอย่าง ซึ่งช่วงที่ยังไม่สามารถเปิดร้านได้ ก็จะวางของหน้าบ้านให้ซื้อกลับอย่างเดียวตั้งแต่ 7 โมงเช้าไปจนถึง 10 โมงเช้า ทุกวันจันทร์-ศุกร์

โดยช่วงนี้เจ๊ทู่ทำข้าวราดแกงและขนมต่างๆ เกือบ 10 อย่างหมุนเวียนเปลี่ยนไป จะกินอะไรก็เชิญตามสบาย แต่ห้ามลืม แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย เป็นอันขาด น้ำแกงเข้มข้นอร่อย ลูกชิ้นปลากรายหนึบเหนียวเด็ดสุดสุด แกงใส่ฟักตามสไตล์ข้าวแกงแบบไทย-จีน

ทีเด็ดอีกอย่างคือ บัวลอยเผือก ที่หอมมันเข้มข้น ใส่ทั้งเม็ดบัวและเนื้อมะพร้าวอ่อน ซื้อกลับบ้านแค่สองอย่างนี้ก็คุ้มแล้ว สนนราคาใส่ถุงกลับบ้าน 40-50-60 บาทแล้วแต่เมนูอาหาร (ช่วงปกติที่นั่งกินที่ร้านได้ จะขายข้าวราดแกง 1 อย่าง 40 บาท 2 อย่าง 50 บาท กับข้าวใส่ถ้วย 40-50 บาท)

ผมขอแนะวิธีที่สามารถเก็บบัวลอยไว้รับประทานได้นานๆ คือ เอาบัวลอยทั้งถุงใส่ช่องแช่แข็งเลย เวลาจะกินให้เอาออกจากตู้เย็น แล้วทิ้งไว้ให้ละลายเสียก่อนจึงจะนำไปอุ่น

หรือกินแบบเย็นๆ คล้ายกับไอศกรีมกะทิหวานเย็นก็อร่อยสุดยอดไปอีกแบบ

และช่วงนี้เจ๊ทู่กลับมาทำ บ๊ะจ่าง ด้วย เด็ดมากๆ (ลูกละ 70 บาท ถ้าไม่มีเผือก 65 บาท) อัดแน่นด้วยเครื่องสารพัด นอกจากนี้ยังมีเมนูประจำวัน ประกอบด้วยวันจันทร์และอังคารทำ ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ วันพุธขาย ข้าวผัดอเมริกัน วันพฤหัสบดีมี ข้าวคลุกกะปิ ส่วนวันศุกร์เปลี่ยนเป็น ขนมจีนน้ำยาปลาช่อน (สนนราคา 40-50 บาท ยกเว้นข้าวผัดอเมริกัน 60 บาท)

ส่วนขนมนอกจากบัวลอยแล้ว เจ๊ทู่ยังทำข้าวเหนียวเปียกเผือก ข้าวเหนียวเปียกลำไย เต้าส่วน ข้าวฟ่าง ข้าวเหนียวทุเรียน กล้วยบวชชี ฟักทองแกงบวด ฯลฯ เปลี่ยนไปตามวันอีกต่างหาก

เจ๊ทู่ยังรับไปงานข้างนอกด้วย ตอนนี้ก็มีคนสั่งไปแจกจ่ายช่วยในงานทางการแพทย์อยู่ ส่วนช่วงเช้าถ้าแฟนๆ อยากตามไปซื้อ ให้โทรสอบถามได้ที่เบอร์ 09-0563-5615, 09-9235-4461, 09-4363-6165

 

กล้วยบวชชี
บัวลอยเผือก
บัวลอยเผือก

สถานการณ์กลับมาปกติเมื่อไหร่ เจ๊ทู่บอกว่าคงจะกลับไปขายที่ สวนเพลิน มาร์เก็ต ตรงข้ามอาคารมาลีนนท์ ริมถนนพระราม 4 ตั้งแต่ตอนสายยันเย็นเช่นเดิม

ตอนนี้แฟนๆ อย่างเพิ่งไปที่นั่นนะจ๊ะ เพราะยังไม่ทราบว่าจะเริ่มอีกเมื่อไหร่

มาว่ากันต่อกับอีกหนึ่งร้านโปรดของครอบครัวเราตลอดกาล ร้านเป็ดย่าง จิ๊บกี่ นางเลิ้ง อยู่ริม ถนนนครสวรรค์ ตรงข้ามตลาดนางเลิ้ง ในตึกแถว 3 คูหาแบบฝรั่งที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เปิดขายมานานร่วม 80 ปีตั้งแต่รุ่นก๋ง คุณชายถนัดศรีมาชิมเมื่อปี 2504 ตอนนั้นเป็ดย่างตัวละ 26 บาท ซึ่งนับว่าแพงกว่าที่อื่นซึ่งเขาขายกันตัวละ 22 บาทเท่านั้น เทียบกับปัจจุบันที่เป็ดย่างจิ๊บกี่ ราคาตัวละ 440 บาท ซึ่งนับว่ายังไม่แพงมากในยุคนี้ ผมชอบกินเป็ดย่างจิ๊บกี่มาตั้งแต่ยังพูดไม่ชัด นั่งเก้าอี้เท้ายังไม่ถึงพื้น

ตอนนี้จิ๊บกี่เปิดให้ซื้อกลับบ้านอย่างเดียว ไม่มีระบบการสั่งออนไลน์ และทำขายปริมาณน้อยลงกว่าปกติ ดังนั้นถ้าแฟนๆอยากลิ้มลองควรรีบไปซื้อตั้งแต่ยังเช้าอยู่โดยร้านจะเปิดตั้งแต่ 9 โมงเช้าไปจนถึงบ่าย 3 โมง แต่ไม่แนะนำให้ไปช่วงบ่ายนะจ๊ะเพราะของอาจจะหมดเสียก่อน

เมนูเด็ดย่อมต้องเป็น เป็ดย่างสไตล์กวางตุ้ง ที่นี่ย่างกันกี่ชั่วคนก็มีรสชาติเหมือนเดิม หนังพองพอประมาณ เนื้อค่อนข้างแห้งแต่นุ่มแบบเป็ดเสียโป หน้าตาไม่เหมือนเป็ดย่างทั่วไปในปัจจุบันที่หนังแดงๆ มีน้ำราดข้นๆ หวานๆ แต่เป็ดย่างจิ๊บกี่ หนังสีออกเข้มๆ และไม่กรอบมาก น้ำราดเป็ดค่อนข้างเหลวใส่เต้าเจี้ยวเยอะๆ ไม่หวานมาก ผมชอบขอน้ำราดเป็ดใส่ถ้วยมาอีกต่างหาก คลุกกับข้าวกินได้อร่อยยิ่งนัก น้ำจิ้มเป็ดเป็นน้ำจิ้มซีอิ๊วดำรสออกเปรี้ยวนิดๆ พริกชี้ฟ้าที่หั่นมาในถ้วยน้ำจิ้มมีความประสงค์ที่จะกินเป็นผักมากกว่าให้ความเผ็ด

มีขายหลายขนาด เช่น ขนาด 1 ใน 4 ตัว ราคา 110 บาท ครึ่งตัว 220 บาท ไปจนถึงซื้อทั้งตัว 440 บาท เมนูคู่เป็ดย่างที่สั่งกันแทบทุกโต๊ะคือ เป็ดตุ๋น (20 บาท) ที่ใส่โถมาขนาดพอดี 1 คนรับประทาน ไม่ใช่เป็ดตุ๋นแบบที่ใส่มะนาวดอง รสชาติกลมกล่อมซดคล่องคอ เผ็ดร้อนด้วยพริกไทยที่ใส่มาแบบไม่ยั้ง โรยหน้าด้วยผักชีหอมๆ ซึ่งต้องรีบซื้อเพราะช่วงนี้ทำไม่มาก จึงหมดเร็ว

ของอร่อยที่สุดคือ ไส้เป็ด (50 บาท) สีออกขาวนวล กรอบกรุบๆ (แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำเครื่องในอื่นๆ จำพวกกึ๋น ตับ หัวใจ) ถ้าใครไม่กินเป็ด ก็มี หมูแดงและหมูกรอบ (แต่เขาเรียกว่าหมูย่าง) (100 บาทอย่างต่ำ) ซึ่งหมูแดงเจ้านี้ไม่มีการเติมสีผสมอาหารใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าติดใจอยากซื้อกลับบ้านเยอะๆ เขาคิดกิโลละ 500 บาท

อย่ามัวรอช้าอยู่ไย รีบออกไปซื้อมากินที่บ้านกับครอบครัวได้เลย (แต่อย่าลืมว่าเจ๊ทู่หยุดเสาร์-อาทิตย์) รับรองว่าได้กินของอร่อย แถมช่วยชาติด้วยการช่วยร้านเล็กๆ เหล่านี้ได้อีกด้วยนะจ๊ะ

ร้านจิ๊บกี่

โดย คุณนิตยา แซ่หว่อง

ที่ตั้ง 355-359 ถนนนครสวรรค์ แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100

โทร 0-2281-1283

เปิดบริการ ช่วงนี้ซื้อกลับบ้านอย่างเดียว 09.00-15.00 น.ทุกวัน

หยุด สารทจีน ตรุษจีน

แนะนำ เป็ดย่าง เป็ดตุ๋น หมูแดง หมูย่าง ไส้เป็ด

06Jibkee-เป็ดย่าง

ร้านเจ๊ทู่

โดย คุณชาลิสา แซ่โง้ว(เจ๊ทู่)

ที่ตั้ง 63/20 ตลาดคลองเตย 2 ซอย 4 ถ.สุนทรโกษา เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110

โทร 09-0563-5615, 09-9235-4461, 09-4363-6165

เปิดบริการ ช่วงนี้ซื้อกลับอย่างเดียว 07.00-10.00 น. จันทร์-ศุกร์

หยุด เสาร์-อาทิตย์

แนะนำ แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย บัวลอยเผือก บ๊ะจ่าง และข้าวแกงกับขนมน้ำกะทิต่างๆ

เป็ดตุ๋น ร้านจิ๊บกี่
ไส้เป็ด ร้านจิ๊บกี่
หมูแดง หมูกรอบ(หมูย่าง) ร้านจิ๊บกี่
ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก

แม้จะยังไม่มีการสรุปมูลค่าความเสียหายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่จนถึงตอนนี้ “ความเดือดร้อน” ได้เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า โดยอาชีพที่รับแรงกระแทกก่อนใคร หนีไม่พ้นธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ทั้งการขนส่ง โรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก บริษัททัวร์ และ มัคคุเทศน์ หรือ ไกด์

“อัมรินทร์ โภคา” ไกด์ผู้คร่ำหวอดในแวดวงท่องเที่ยวมานาน เผยด้วยน้ำเสียงหม่น ๆ ว่า “ช็อก เพราะทุกอย่างเกิดเร็วมาก พวกเราใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในการตั้งสติ”

“อัมรินทร์” เล่าว่า หลังจาก “คนทำทัวร์” ว่างงานพร้อมกันชนิดตั้งตัวไม่ติด ทุกคนจึงมาช่วยกันคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติเมื่อไหร่

“ไม่มีสัญญาณอะไรที่ชัดเจน ไม่รู้ว่ามาตรการรัฐบาลจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ขยายไปเรื่อย ๆ หรืออย่างไร ประเทศอื่น ๆ จะปิดอีกนานแค่ไหน วัคซีนจะพร้อมเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้”

ทุกคนจึงกลับไปสำรวจ “ต้นทุน” ของตัวเอง ว่ามีอะไรบ้าง ก่อนจะพบว่าพวกเขามี “ฝีมือ” ในการทำอาหารชนิดไม่ธรรมดา

“อัมรินทร์” เล่าว่า สตาฟฟ์ทัวร์ทุกคน เวลาไปทำงานพาลูกทัวร์ไทยไปเที่ยวต่างประเทศ มักเจอโจทย์เหมือนกัน คือ ลูกทัวร์อยากกินอาหารไทย คิดถึงอาหารรสแซ่บ ตั้งแต่มื้อที่สองมื้อที่สาม ขณะที่การไปทำงานต่างประเทศนั้น ทั้งพื้นที่และเวลามีจำกัด แต่พวกเราสามารถทำอาหารให้ลูกทัวร์รับประทานได้ แถมทุกคนบอกอร่อย หายคิดถึงบ้าน จนทำให้การท่องเที่ยวสนุกสนานขึ้น

ไกด์หนุ่มคุยอีกว่า บางครั้งสตาฟฟ์ทัวร์ต้องทำกับข้าวนำไปแทรกในไลน์อาหารของโรงแรมบ้าง ในร้านอาหารบ้าง จนหลายครั้ง ลูกทัวร์รับประทานอาหารที่สตาฟฟ์ทำเยอะกว่าอาหารที่โรงแรมจัดเตรียมไว้อีก

เมื่อตัดสินใจว่าจะ “ทำอาหารขาย” สิ่งที่ต้องคิดต่อ คือ แล้วจะขายที่ไหน ซึ่งโจทย์ข้อนี้ “อัมรินทร์” ได้ “ธฤษณัช เรือนเงิน” เพื่อนไกด์รุ่นน้อง มาช่วยคลี่คลาย เนื่องจาก “ธฤษณัช” ได้เช่าร้านอาหารกลางคืนชื่อ “นั่งล้าน” บนถนนเกษตร-นวมินทร์ ไว้ทำเป็นอาชีพเสริมได้เกือบ 2 ปี แล้ว

เมื่อมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ร้านจึงต้องปิด เลยคิดเปิดร้านตอนกลางวันแทน และ ทำอาหารส่งขายตามบ้าน

จากนั้น “คนทำทัวร์” เกือบสิบชีวิต ก็มาแบ่งงานกันว่าใครถนัดทำอาหารประเภทไหน จนได้อาหารที่หลากหลาย ทั้ง อาหารเหนือ เช่น ขนมจีนน้ำยา ไส้อั่ว แกงฮังเล ข้าวกั้นจิ้น ขนมครกนางฟ้า ข้าวเหนียวหมูทอดแจ่วบอง นอกจากนี้ มี ยำรสเด็ด ลูกชิ้นหมูปิ้งน้ำจิ้มโบราณ เต้าทึงเย็น ทับทิมกรอบ

ต่อมาจึงทำป้ายไวนิลขนาดใหญ่แขวนหน้าร้าน ถ่ายภาพอาหาร บอกเบอร์ติดต่อ ให้คนที่สัญจรผ่านไปมามองเห็นชัด ๆ ก่อนลงทุนโปรโมตเพจบนเฟซบุ๊ก ระบุรัศมีไม่เกินจากร้าน 5 กิโลเมตร เพราะตั้งไว้ว่าจะส่งอาหารฟรี 3 กิโลเมตรแรก และ เพิ่มช่องทางการขายผ่านไลน์ @ เปิดขายวันแรก 1 เมษายน ที่ผ่านมา และ ล่าสุด เข้าร่วมกับแอปฯ ส่งอาหาร 2-3 แบรนด์

การดีลิเวอรี่ ของ “นั่งล้าน” มี 2 แบบ คือ ส่งเอง ด้วยจักรยานยนต์และรถเก๋ง ซึ่งมีอยู่แล้วไม่ต้องลงทุนใหม่ อีกส่วนหนึ่ง ร่วมกับแอปฯ ส่งอาหาร เป็นอีกฐานหนึ่ง แต่ไม่ใช่รายได้หลัก เพราะการส่งหลัก คือ ส่งเองฟรีในรัศมี 3 กิโลเมตรแรก กลุ่มเป้าหมายคือคนละแวกถนนเกษตร-นวมินทร์

“ทำร้านอาหารดีลิเวอรี่ครั้งนี้ ไม่ได้กำไรเยอะ แต่อย่างน้อยทุกคนมีงานทำ”

“อัมรินทร์” ยังบอกด้วยว่า ร้านของพวกเขาไม่ใช่ร้านอาหารมืออาชีพ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการเปรียบเทียบยอดขายกับในอดีต ดังนั้น ทุกวัน คือ ยอดขายที่เพิ่มขึ้น

“เราเริ่มจากศูนย์ เริ่มจากที่ไม่มีใครรู้จัก ช่วงแรกได้เพื่อนฝูงมาช่วยกันก่อน แต่ตอนนี้คนที่เคยมากิน ถามไถ่กันทุกคนว่า ส่งให้ได้ไหม นั่นแสดงว่าเกิดการซื้อซ้ำ ซึ่งทำให้พวกเรามีกำลังใจกันมาก”

“อัมรินทร์” ตั้งใจด้วยว่า หากผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19 ไปแล้ว ก็จะไม่ทิ้งร้านนี้ จะทำต่อไป โดยอาจหาทีมงานมาเสริม เปลี่ยนจากผับมาเป็นร้านอาหารที่เน้นบริการเดลิเวอรี่ ควบคู่กับการทำทัวร์ต่อไป

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

คุณศิริวรรณ ชัยธีรพันธ์กุล
คุณภาพคือสิ่งสำคัญ! “ศิริวรรณ หอยทอด-ผัดไทย” ร้านดัง 60 ปี แม้เกิดโควิดแต่ลูกค้ายังเหนียวแน่น

เป็นร้านเก่าแก่ สร้างความอร่อยมานานนับ 60 ปี สำหรับ “ศิริวรรณ หอยทอด-ผัดไทย” ร้านดังที่นักกินทั้งหลายรู้จักกันเป็นอย่างดี สาขาแรกตั้งอยู่ที่สี่แยกวัดมกุฏฯ ใกล้กับวัดมกุฏกษัตริยาราม ก่อนพัฒนา และขยายกิจการ เปิดสาขาเพิ่มที่เมืองทองธานี และรัตนาธิเบศร์

คุณหนก-กนกวรรณ แต้วัฒนา วัย 50 ปี ทายาทรุ่นสองร้านศิริวรรณ หอยทอด-ผัดไทย เล่าให้ฟังว่าตำนานความอร่อย 60 ปี มีจุดเริ่มต้นมาจากคุณป้าศิริวรรณ ชัยธีรพันธ์กุล ผู้ก่อตั้ง ซึ่งปัจจุบันอายุ 88 ปี

“คุณป้าศิริวรรณเปิดร้านขายอาหารมาตั้งแต่สมัยสาวๆ พ.ศ. 2502 สมัยนั้นยังเช่าที่เขาอยู่แถววัดมกุฏฯ ต่อมาคุณแม่ทิพววรณ แต้วัฒนา คุณแม่ของพี่เข้ามาช่วยคุณป้าดูแลร้าน ช่วยจ่ายตลาดและขายอาหาร ทำกันก๊อกๆ แก็กๆ สองคน ตอนนั้นเงินยังไม่เยอะ อาศัยกินนอนที่ร้าน แต่มีอยู่วันหนึ่งคนมากินอาหารที่ร้านเยอะผิดสังเกต ลูกค้าบอกให้ไปซื้อหนังสือพิมพ์อ่าน ปรากฏว่าร้านเราได้ลงคอลัมน์ของหม่อมราชวงศ์ถนัดศรี ท่านแวะมาชิมโดยที่เราไม่รู้มาก่อน แล้วนำไปเขียนลงหนังสือพิมพ์ เราก็ไปซื้อมาอ่าน ถึงได้เข้าใจว่าทำไมคนมากินเยอะ ได้เชลล์ชวนชิม ปี พ.ศ. 2512 ร้านเราก็ขายดีเรื่อยมา ภายหลังคุณแม่ทิพวรรณเสียชีวิต คุณป้าลัดดาจึงเข้ามาบริหารร้านในปัจจุบัน”

ปัจจุบัน ร้านศิริวรรณ หอยทอด-ผัดไทย ไม่ได้มีที่เดียว แต่มีสาขาเมืองทองธานี และสาขารัตนาธิเบศร์ ซึ่งดูแลกิจการโดยลูกๆ หลานๆ รุ่นสาม โดยเมนูเด็ดยังคงเป็น หอยทอด ผัดไทย และขนมผักกาด สูตรดั้งเดิมแท้ๆ

“หอยทอด ผัดไทย และขนมผักกาด ขายมาตั้งแต่เปิดร้าน และกลายเป็นเมนูเด็ดถึงทุกวันนี้ เคล็ดลับความอร่อยของเรา คือ น้ำจิ้มหอยทอด และขนมผักกาด เราไม่ได้ใช้ซอสที่ขายทั่วไปตามตลาด แต่ทำขึ้นมาใหม่ รสชาติเปรี้ยวหวาน ใส่รากผักชี และกระเทียมสับ ไม่เหมือนใคร เป็นสูตรออริจินอลจากคุณป้าศิริวรรณ คัดสรรวัตถุดิบอย่างดีมีคุณภาพ โดยเฉพาะหอยแมลงภู่ ซื้อจากเจ้าประจำจากจังหวัดชลบุรีโดยตรง สดใหม่ทุกวัน”

“ส่วนผัดไทย เมนูเด็ดอีกอย่างของร้าน สูตรเราไม่ใส่มันกุ้ง แต่ใช้สูตรห่อไข่ ห่อเส้นไว้ทั้งหมด ชาวต่างชาติชอบมาก มาทานที่ร้านอยู่เรื่อยๆ ผัดไทย หอยทอด และขนมผักกาด ราคาเริ่มต้น 50 บาท”

นอกจากเมนูข้างต้นแล้ว ร้านศิริวรรณ หอยทอด-ผัดไทย ยังเพิ่มเมนูอาหารให้หลากหลายมากขึ้น รวมทั้งรับออกงานนอกสถานที่

“แต่เดิมที่มีแค่ 3 เมนู ก็เพิ่มอาหารให้หลากหลายมากขึ้น เช่น เปาะเปี๊ยะสด น้ำจิ้มอร่อยไม่เหมือนใคร สุกี้ ผัดจานต่อจาน น้ำจิ้มสูตรเด็ดของเราเอง เสริมด้วยอาหารตามสั่ง และรับออกงานนอกสถานที่ด้วย คล้ายๆ กับร้านเราเป็นสตรีตฟู้ดแห่งหนึ่ง มาที่เดียวจบ”

ทายาทรุ่นสอง ยังบอกถึงกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ ร้านศิริวรรณ หอยทอด-ผัดไทย เป็นตำนานความอร่อยมายาวนานนับ 60 ปี นั่นคือ คุณภาพที่ใส่ใจทุกขั้นตอน

“ร้านเราเป็นที่รู้จักจากการบอกปากต่อปากของลูกค้าที่ประทับใจในรสชาติ ส่วนลูกค้าเก่าเรายังเหนียวแน่นแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยน เราพยายามดูแลให้ดีที่สุด คุมความสะอาด รสชาติ การบริการ และราคา นี่คือสิ่งที่ยึดถือมาตลอด 60 ปี และจะทำต่อๆ ไป”

ถามถึงสถานการณ์โควิด-19 ทางร้านเตรียมรับมืออย่างไรบ้าง คุณหนก ตอบว่า ร้านตนเตรียมความพร้อมตั้งแต่โรคเริ่มระบาดใหม่ๆ ด้วยการให้พนักงานทุกคนใส่แมสก์ ใช้เจลล้างมือ และปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ

“เราทำตามนโยบายรัฐ เปิดให้ซื้อกลับบ้านอย่างเดียว ไม่ให้นั่งทาน ลูกค้ายังมาซื้อ ยอดขายพอเป็นค่าจ้างลูกน้องได้ แต่ไม่มากเท่าตอนเปิดร้านปกติ รายได้หายไปเยอะมาก แต่ไม่รู้สึกใจหาย เพราะเป็นกันทุกมุมโลก ต้องอาศัยความอดทน เรายังรอความหวัง รอวันที่สถานการณ์กลับมาเป็นปกติ เราไม่เคยคิดปลดพนักงานออก เพราะอยู่กันเป็นครอบครัว”

ส่วนตอนนี้รัฐมีมาตรการผ่อนปรนให้เปิดร้านได้ โดยร้านอาหารต้องทำตามเงื่อนไข คือ จัดพื้นที่เว้นระยะห่างระหว่างลูกค้า หรือมีฉากกั้น เพื่อป้องกันโรค

“ร้านเราตอนนี้เปิดให้บริการปกติ โดยให้ลูกค้านั่งห่างกัน เพราะมีพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่แล้วตอนนี้ลูกค้ายังนิยมสั่งใส่กล่องกลับบ้านกันอยู่ ยอมรับเลยว่า เหตุการณ์นี้หนักสุดตั้งแต่เกิดมา” คุณกนกวรรณ ทิ้งท้าย