‘เหนียว นุ่ม หนึบ’กล้วยปิ้งตลาดบางใหญ่(เก่า) – หลายคนรู้ อยู่แล้วว่า ประโยชน์ทางโภชนาการของกล้วยมีมากมาย อาทิ แก้อาการท้องผูก ช่วยลดความเครียด บำรุงหัวใจ

กล้วยกินแบบสุกก็อร่อย เพราะรสชาติหอมหวานธรรมชาติ นอกจากนี้ยังนิยมนำไปแปรรูปเพื่อให้กล้วยเก็บเอาไว้กินได้นานๆ เช่น กล้วยตาก กล้วยเชื่อม กล้วยทอด กล้วยต้ม ข้าวต้มมัดไส้กล้วย ฯลฯ

อีกทั้งกล้วยยังสามารถนำไปปิ้ง ทำเป็น “กล้วยปิ้ง” หรือ กล้วยทับ ของว่างไทยแท้มากด้วยคุณค่า เพิ่มความอร่อยกลมกล่อมด้วย “น้ำราดกล้วยปิ้ง” ที่ไม่ว่าใครหากได้ลิ้มลองแล้วเป็นต้องติดใจ จนต้องกลับไปซื้อซ้ำ

คุณสมพงษ์ ฟักเล็ก หรือ คุณตุ๋ย เจ้าของฉายา “กล้วยปิ้ง ลุงตุ๋ย” เปิดขายมากว่า 16 ปี มีลูกค้าทั้งขาประจำและขาจร ติดใจใน กล้วยปิ้งของลุงตุ๋ย ที่ทุกคนที่กินยอมรับว่า กล้วยปิ้ง “เหนียว หนึบ นุ่ม” จริง เลยถือโอกาสเข้าไปชมหลังร้านว่าใช้กล้วยอะไรที่นำมาปิ้ง ถึงได้รสชาติและความอร่อยแบบนี้

สรุปคือกล้วยน้ำว้าแบบห่ามๆ (ไม่ดิบหรือสุก) เป็นกล้วยสวนที่รับจากเจ้าประจำ รับมาแบบห่ามๆ มาเก็บไว้อีก 1 คืน แล้วถึงนำมาปิ้ง ขั้นตอนไม่มีอะไรยุ่งยาก นำกล้วยมาปอกเปลือก จากนั้นให้นำมาเสียบ 1 ไม้จะใช้กล้วย 5 ลูก

ส่วนเตาปิ้งใช้เตาถ่าน ทางร้านสั่งทำเฉพาะ 1 เตา มีความยาว 1.5 เมตร เรียงต่อกัน 3 เตา (1 เตาวางกล้วยปิ้งได้ 20 ไม้)

การเลือกถ่านที่นำมาใช้ปิ้งมีส่วนสำคัญ ต้องไม่มีควัน ถ้ามีควันจะกลายเป็นกล้วยรมควันไป หลังจากถ่านติดไฟแล้วต้องควบคุมให้ถ่านไฟอ่อนๆ ปิ้งนาน 15-20 นาที หรือจนกล้วยสุกเป็นสีน้ำตาลอ่อน

การปิ้งต้องใช้ความชำนาญ และเทคนิคเฉพาะตัวเล็กน้อย ถึงจะทำให้กล้วยนั้นสุกพอดี ไม่แข็ง และนิ่ม กล้วยจะเหนียว หนึบ นุ่ม

เมื่อกล้วยปิ้งสุกแล้ว นำมาทุบเบาๆ ให้แบน ใช้มีดตัดแบ่งครึ่ง ใส่ถุงพร้อมเสิร์ฟ

ความหอมของกล้วยที่ปิ้งด้วยเตาถ่านว่าหอมแล้ว เสริมความอร่อยด้วยน้ำเชื่อม สูตรน้ำตาลมะพร้าว เคี่ยวกับหัวกะทิ และใบเตย เพิ่มความหอมมัน ยิ่งชวนกิน ทั้งหอม หวานมัน หนึบนุ่ม รวมกัน ร้านที่ขายดีจะทำน้ำราดสดใหม่วันต่อวัน

ร้านตั้งอยู่ใกล้วัด พิกุลเงิน ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ร้านจะหยุดทุกวันศุกร์

เปิด 06.30-15.00 น. โทร.สั่งที่ 08-9393-9423

ที่มา :สวรรค์ในครัว คอลัมน์อิ่มอร่อย ข่าวสด

อาทิตย์นี้มาว่ากันต่อด้วยอาหารคาวหวานบริการถึงหน้าประตูบ้านแฟนๆ เริ่มกันด้วยร้าน เจริญแกง ของ น้องปลา อัจฉรา บุรารักษ์ ซึ่งเปิดบริการเฉพาะกิจไม่มีหน้าร้าน ดิลิเวอรีอย่างเดียวมาตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิดครั้งแรก

ด้วยเมนูข้าวแกง ขนมจีนและขนมไทยพื้นบ้าน รสชาติเข้มข้นถูกใจพระเดชพระคุณ มาบัดนี้เจริญแกงมีสาขาสำหรับจัดส่งเพิ่มเป็น 7 แห่ง ตั้งแต่เจริญแกง สาขาทองหล่อ โทร 06-3464-9929 สาขา 101 True Digital Park โทร 06-3515-3171 สาขาวิลล่า อารีย์ โทร 06-3515-3173 สาขาทาวน์ อิน ทาวน์ โทร 0-2147-5633 สาขาเอสพลานาด รัชดา โทร 06-3515-3177 สาขาสาทร-ลุมพินี (เย็นอากาศ) โทร 08-2353-0101 และสาขาราชประสงค์ (The Market) โทร 06-3535-2837

เก็บตัวอยู่บ้านคราวนี้ น้องปลาส่งของโปรด ขนมจีนน้ำยากะทิตีนไก่ โคราช (165-350 บาท) มาให้ 1 ชุดใหญ่ แบ่งกันกินได้ถึง 4 คน น้ำยารสชาติเข้มข้นถึงใจใส่เลือด และตีนไก่นุ่มๆ แทะมันถูกใจ

เมนูขนมจีนอื่นๆ มีทั้ง ขนมจีนน้ำพริก (190-550 บาท) ขนมจีนเขียวหวานเนื้อซี่โครงพริกสด (185-550 บาท) ขนมจีนน้ำยาปูภูเก็ต (330-880 บาท) ขนมจีนแกงไตปลา (165-350 บาท) หรือจะสั่งคู่กันเป็น ขนมจีนน้ำยาปูภูเก็ต + แกงไตปลา (420-900 บาท) ทั้งหมดนี้คือเมนูสุดฮอต

นอกจากนี้ ยังมีขนมถ้วย ในตำนาน (60 บาท) ขนมกล้วย (50 บาท) ซึ่งกินทีไร ชิ้นเดียวไม่เคยพอ อีกทั้งเมนูใหม่ วุ้นมะพร้าวน้ำหอมแท้ๆ (ถ้วยเล็ก 3 ถ้วย 100 บาท ถ้วยใหญ่ 1 ถ้วย 65 บาท) อีกด้วย

ส่วนเมนูข้าวแกง ต้ม-ผัด-แกง-ทอด ยังมีครบถ้วน ของโปรดของปิ่นโตเถาเล็กเช่น แกงคั่วหอยขมยอดชะอม (150 บาท) สุดยอดมาก (เวลากินอาจจะกัดโดนลูกหอยกรุบๆ หน่อย) แกงเหลืองปลายอดไหลบัว (165 บาท) แกล้มด้วยไข่พะโล้หมูสามชั้น (145 บาท) ที่ไข่รัดตัวเคี้ยวดังกึ๊ดเลย ไข่ลูกเขย (95 บาท) ไข่แดงเป็นยางมะตูมเยิ้มๆ หมูก้อนทอดสามเกลอ (120 บาท) และเมนูใหม่แกงจืดมะระยัดไส้ผักกาดดอง (145 บาท)

นอกจากจะโทรไปสั่งตามสาขาแล้ว ยังสั่งได้ทาง Line: @charoengang กับ Grabfood https://bit.ly/2VUSdXm และ Lineman https://bit.ly/3aGPINq

ตั้งแต่ช่วงล็อกดาวน์ครั้งก่อน มีผู้คนหันมาทำขนมขายออนไลน์กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งขนมยอดฮิตติดอันดับก็คือบราวนี่ แต่มีอยู่เจ้าหนึ่งทำบราวนี่ได้โดดเด่นถูกใจมากเป็นพิเศษ จนอดใจไม่ไหวต้องขอเชียร์ให้แฟนๆ สั่งมาลิ้มลองกันบ้าง บราวนี่โฮมเมดนี้มีชื่อว่า BAKE by Chef Burin

เชฟบุรินทร์ แดงดีเลิศ ผู้มีชื่อเล่นว่าบุริน เป็นเชฟหนุ่มหน้าใส จบจากสถาบันเลอ กอร์ดอง เบลอ (Le Cordon Bleu) ออสเตรเลีย พอจบสดๆ ร้อนๆ ก็มาทำงานอยู่ร้านดังย่านทองหล่อชื่อว่า Canvas แต่ตอนนี้ลาออกมาทำขนมเต็มตัวแล้ว

บุรินชอบทำอาหารแต่พอมีแฟน (ชื่อน้องตาล ตอนนี้ออกจากงานมาทำขนมด้วยกัน) จึงอยากทำขนมให้แฟนลิ้มลอง สมัยอยู่ออสเตรเลียได้เรียนทำขนมไปด้วย ในช่วงล็อกดาวน์ครั้งแรกมีนาคมปีที่แล้วจึงเริ่มทำขนม ปรากฏว่ามีเพื่อนๆ ติดใจสั่งกันมาอย่างล้นหลาม

บราวนี่ที่ชื่นชอบมากๆ คือ ช็อกโกแลตฟัดจ์บราวนี่ (Chocolate Fudge Brownie) (กล่อง 4 ชิ้น ราคา 220 บาท และกล่อง 6 ชิ้น ราคา 300 บาท) ซึ่งมีความโดดเด่นคือใส่แป้งน้อย ได้กินช็อกโกแลตเต็มคำ รสเข้มหอมกรอบปนหนึบ และใช้น้ำตาลน้อยจึงไม่หวานมาก กว่าจะได้ดีอย่างนี้ต้องทดลองทำเป็นพันๆ ถาด

05Charoengang-ขนมถ้วย

น้องบุรินบอกว่าสูตรนี้จะใส่แป้งแค่ 15-20% (ของคนอื่น 30% ขึ้นไป) อีกทั้งวิธีการทำจะไม่ใช้วิธีแยกผสมของแห้งกับของเปียกเหมือนทั่วไป นำเนยกับน้ำตาลมาละลายด้วยกันก่อน เวลาอบจะได้ผิวหน้าขนมเป็นฟิล์มกรอบถูกใจ แถมยังอบด้วยอุณหภูมิต่ำเพียง 150 องศาเซลเซียส แล้วเพิ่มเวลาในการอบให้นานขึ้นแทน

วัตถุดิบที่ใช้ล้วนแล้วแต่ของดีเช่นช็อกโกแลตเบลเยียม เนยพรีเมียม ซึ่งจะไม่ใช่น้ำมัน เพราะจะทำให้แฉะ น้องบุรินใส่เกลือเพื่อดึงรสหวานให้แหลมขึ้น ใส่กาแฟผสมลงไปด้วย อีกทั้งรสชาติเข้มข้นนั้นมาจากการใส่โกโก้ผสมกับช็อกโกแลตละลาย

เวลาได้บราวนี่มา ถ้าเก็บข้ามคืน 1 วันในตู้เย็นแล้วค่อยเอาออกมากินยิ่งหนึบอร่อย แต่ผมมักจะอดใจรอไม่ไหว กินได้ทั้งแบบเย็นๆ และอุ่นร้อนให้นิ่มนิดๆ โดยอุ่นในไมโครเวฟนาน 10-15 วินาที เก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 7 วัน (แต่ถึงอย่างไรก็หมดก่อนอยู่แล้ว ขอบอก)

พอสั่งซ้ำอีกทีคราวนี้มีขนมใหม่ถูกใจมากเช่นกัน ชื่อว่า โกลว์อินเดอะดาร์ก (Glow in the Dark) ชิ้นยาวๆ กินได้ 2-3 คน (กล่องละ 250 บาท) คือช็อกโกแลตเค้กและมูสดาร์กช็อกโกแลตเนียนนุ่มเบาๆ เข้มหอมไม่หวานมาก เพิ่มรสกล้วยหอมๆ ด้วยซอสบานานาคัสตาร์ด อีกทั้งรสเค็มจาก Salted crumble กรอบๆ ด้วย

นอกจากนี้ยังมีบราวนี่อีกรสชาติ Premium Japanese Matcha & Red Beans Fudge Brownie (6 ชิ้น 400 บาท) เพิ่มมัทฉะชาเขียวชั้นดีจากญี่ปุ่นและใส่ถั่วแดงกวนสูตรพิเศษ โรยหน้าด้วยอัลมอนด์สติ๊ก

เท่านี้ยังไม่พอช่วงนี้มี กล่องของขวัญ กิฟต์ บ็อกซ์ TRIO BROWNIES (9 ชิ้น 600 บาท) ทั้งหมด 3 รสชาติ อย่างละ 3 ชิ้น โดยเพิ่มรสชาติพิเศษเฉพาะช่วงเทศกาลคือ Red Velvet Cream cheese บราวนี่เนื้อเรดเวลเวท มีรสหอมมันอมเปรี้ยวของครีมชีส Swiss Meringue Cream Cheese Buttercream โรยด้วยอัลมอนด์อบกรุบกรอบ

สามารถสั่งผ่าน Direct Message ที่อินสตาแกรม

@bakebychefburin และเฟซบุ๊ก BAKE by Chef Burin โดยจะจัดส่งผ่าน Grab คิดค่าบริการตามระยะทาง

ปลายปีนี้ ไม่แน่แฟนๆ คงมีโอกาสได้ไปชิมอาหารสไตล์เชฟเทเบิลทั้งคาวและหวานของเชฟบุรินทร์อีกด้วย ถ้ามีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบอีกทีนะจ๊ะ

เจริญแกง

โดย คุณอัจฉรา (ปลา) บุรารักษ์

แนะนำ เมนูข้าวแกงดิลิเวอรีสารพัด รวมทั้งขนมไทยและเครื่องดื่มต่างๆ เช่น ขนมจีนน้ำยากะทิตีนไก่ โคราช ขนมถ้วย ขนมกล้วย วุ้นมะพร้าวน้ำหอม

เจริญแกง 7 สาขา

101 True Digital Park

โทร 06-3515-3171

ทองหล่อ โทร 06-3464-9929

วิลล่า อารีย์ โทร 06-3515-3173

ราชประสงค์ (The Market)

โทร 06-3535-2837

ทาวน์ อิน ทาวน์ โทร 0-2147-5633

เอสพลานาด รัชดา โทร 06-3515-3177

สาทร-ลุมพินี (เย็นอากาศ)

โทร 08-2353-0101

วิธีการสั่ง โทรสั่ง หรือสั่งกับที่ร้าน Line: @charoengang มีค่าจัดส่งตามระยะทาง

 

19BakebyChefBurin

Grabfood https://bit.ly/2VUSdXm และ Lineman https://bit.ly/3aGPINq

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ Facebook : Charoen

gang และ IG: charoengang

BAKE by Chef Burin

โดย เชฟบุรินทร์ แดงดีเลิศ

วิธีการสั่ง Instagram @bakebychefburin และเฟซบุ๊ก BAKE by Chef Burin

จัดส่งผ่าน Grab คิดค่าบริการตามระยะทาง

แนะนำ ช็อกโกแลตฟัดจ์บราวนี่ (Chocolate Fudge Brownie) โกลว์อินเดอะดาร์ก (Glow in the Dark) Premium Japanese Matcha & Red Beans Fudge Brownie และ กิฟต์บ็อกซ์ TRIO BROWNIES (มี 3 รสชาติ เพิ่ม Red Velvet Cream cheese)

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

อ้าวววววว เร่เข้ามา เร่เข้ามา สายหวานเชิญทางนี้จ้า…

ลืมเรื่องน้ำตาลในเส้นเลือดสูงไปก่อน กี่แคลอย่าไปนับให้มันปวดใจ เพราะวันนี้จะพาไปกินขนมปังย่างในตำนาน “ลุงน้อย ปังย่าง ชุ่มฉ่ำแฉะ (เก๋ากึ้ก)” ที่เปิดขายมายาวนานกว่า 25 ปี การันตียอดขายวันละหนึ่งพันแผ่นเลยทีเดียว โอ๊ย…ปังไม่ไหวแล้วจ้า!! ขนมปังแผ่นหนาๆ นุ่มๆ ทาเนยแน่นๆ เต็มแผ่น โรยน้ำตาลชุ่มๆ ย่างแบบโบราณบนเตาถ่านไฟอ่อนๆ สาดนมลงไปแบบไม่ยั้ง จนต้องร้องขอให้หยุดกันเลยทีเดียว ส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายไหล ขนมปังย่างร้อนๆ กรอบนอกนุ่มใน หวานนมเนยละมุนละไมลงตัวแบบสุดๆ อร่อยเกิน กินเพลินมาก (ขอบอกขอบอก) ฮ่าๆๆ ส่วนใครที่จะตามไปตำความอร่อยนี้ ก็ต้องเผื่อเวลานิดนึงนะจ๊ะ เพราะร้านนี้เค้าขายดีถึงกับต้องแจกบัตรคิวกันเลย หน้าไม่งอรอไม่นาน ใจเย็นๆ รอเสิร์ฟความอร่อยแบบฟินเฟร่ออออ จากลุงน้อยได้เลยจ้า…

📌 ร้านขนมปังย่างชุ่มฉ่ำแฉะ
ปากทางเข้าวัดเฉลิมพระเกียรติ จ.นนทบุรี (ฝั่งเซเว่น)
 
😋 1 ชุด 6 แผ่น 30 บาท
 
📞 ลุงน้อย 065-9288991
 
⌚ 18.00-24.00 น.
 
สายหวานห้ามพลาด…อย่าลืมไปอุดหนุนกันนะจ๊ะ

เตี๋ยวเป็ดเจ๊หมวย องครักษ์ อร่อยที่สุดในอำเภอ

ของอร่อยบนเส้นทาง รังสิต-นครนายก ไม่มีใครเกินหน้าเกินตา “เจ๊หมวยเตี๋ยวเป็ด” ขายมานานตั้งแต่ปี 2542 รวม 22 ปีแล้ว แต่ยังอร่อยเลิศเหมือนเดิม ใครไปทำธุระหรือไปเที่ยวจังหวัดนครนายก แน่นอนต้องผ่านเส้นทางอำเภอองครักษ์  หากหิวขึ้นมา ท้องร้องจ้อกๆ แวะเลย…

ร้าน “เตี๋ยวเป็ดเจ๊หมวย”  หาไม่ยาก อยู่ในตลาดเก่าร้อยปีองครักษ์(ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเรียกตลาดใหม่) เป็นห้องแถวไม้โบราณ  ย่านนี้เคยเป็นโลเคชั่นถ่ายทำละครไทยหลายเรื่อง ถามคนแถวนั้นได้ถ้าไปไม่ถูกเพราะรู้จักกันเป็นส่วนใหญ่

หากไปรถยนต์ส่วนตัว พอขับรถมาถึง มศว.องครักษ์ เข้าใจได้เลยว่าอีกประมาณ2กิโลเมตรก็จะถึงร้านเจ๊หมวยแล้ว ขับตรงมาเรื่อย  พอมาถึงบริเวณตลาดเก่าร้อยปีองครักษ์ ตรงหัวโค้งก่อนไฟแดงเล็กน้อย จะมีซอยซ้ายมือ ให้เลี้ยวเข้าไปได้เลย ร้านเจ๊หมวยจะอยู่ซ้ายมือนั่นเอง  แต่ถ้าหากเลยไปก็ยังสามารถไปเลี้ยวซ้ายอีกทีที่แยกไฟแดง แล้วขับตรงเข้าไปเกือบต้นซอยก็ถึงร้านเหมือนกัน

ก๋วยเตี๋ยวเป็ดที่นี่ขึ้นชื่อมาก เพราะเนื้อนุ่ม ฉ่ำ ไม่มีกลิ่นสาบ น้ำซุปหอมเครื่องสมุนไพรจีน รสนัวๆ เมนูเลือกได้หลากหลายตั้งแต่ข้าวหน้าเป็ด ก๋วยเตี๋ยวสารพัดเส้น มีหมดเส้นเล็ก เส้นใหญ่ หมี่ขาว บะหมี่ และยังเกาเหลากับข้าวเปล่า ก็ดูดี ลูกค้ากินก๋วยเตี๋ยวแล้วยังสั่งข้าวหน้าเป็ดมากินต่อก็มี  นอกจากก๋วยเตี๋ยวและข้าวแล้ว ยังมีบริการ “หมูสะเต๊ะ” ย่างชุ่มฉ่ำ กินกับอาจาดและน้ำจิ้มรสจัดจ้าน ตามด้วย “ขนมปังสังขยาโบราณ” “กุยช่ายโอท็อปองครักษ์” “น้ำแข็งใส” อร่อยสุดยอดทุกเมนู

กลับมาอีกครั้งแล้วจ้า กับการรีวิวเมนูเด็ดของร้านอาหารต่างๆ ซึ่งหันมาเปิดบริการเดลิเวอรีส่งตรงถึงประตูบ้านเป็นครั้งที่สอง แฟนคนไหนอยากเก็บตัวด้วยความสมัครใจ ปิ่นโตเถาเล็กก็จะปรนเปรอแนะนำของอร่อยทั้งคาว และหวานคู่กันเลย

เริ่มกันด้วยร้านก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำเจ้าดัง เจริญพุงโภชนา ของน้องอาร์ท ภาคภูมิ สุวรรณเตมีย์ ที่ผ่านมาปิ่นโตเถาเล็กได้ไปตระเวนซอกแซกชิมด้วยกันอยู่ตลอด แต่ตอนนี้ต้องหยุดพักไปก่อน เพราะอาร์ทได้กลับมาทำเมนูพิเศษที่มีเสียงตอบรับเกรียวกราวในช่วงล็อกดาวน์ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว

เมนูพิเศษนอกเหนือไปจากก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ ข้าวต้มแห้ง เกี๊ยวทอดหน้าโรงเรียน กุ้งแพทอด สามชั้นเซิ้งแจ่ว (ซึ่งสั่งได้เช่นกัน) เริ่มกันด้วยเมนูโปรดของปิ่นโตเถาเล็ก แกงเขียวหวานเนื้อซี่โครงพริกขี้หนูสวน (กล่องละ 200 บาท) ที่ใช้เนื้อชิ้นโตประมาณ 10 กิโลกรัมมาตุ๋นเกือบ 2 ชั่วโมงจนเปื่อยสัก 50% ทิ้งให้เย็นจนเนื้อรัดตัวก่อน แล้วนำมาแล่ชิ้นโตๆ หนาๆเคี่ยวกับหางกะทิ และเครื่องแกงที่เติมลูกผักชียี่หร่าคั่วกับพริกขี้หนูสวน จนเนื้อเปื่อยนุ่ม

ส่วนใครไม่กินเนื้อให้สั่งแกงเขียวหวานหมูตุ๋นกับหมูนุ่มพริกขี้หนูสวน (180 บาท) หมูตุ๋นทำจากเนื้อหมูขั้วตับ ซึ่งเป็นส่วนที่ผมชอบมาก เพราะถ้าเคี่ยวนานๆ จะนุ่มเด้งอร่อยถูกใจ อีกทั้งยังใส่เนื้อหมูหมักนุ่มๆ ด้วย

แน่นอนว่าของกินแสนอร่อยคู่กัน สามชั้นทอดน้ำปลา (150 บาท) ก็ยังมีอยู่ สามชั้นหมักกับน้ำปลาดี ทอดจนแห้งนิดๆ นุ่มอร่อยกินแล้วหยุดไม่ได้ อีกทั้งเนื้อแดดเดียว (150 บาท) ที่อาร์ทใช้ส่วนหายากเป็นเนื้อรองขั้วตับ หรือเนื้อระบายมาทำเนื้อแดดเดียว และต้มจับฉ่าย (100 บาท) ใส่ผักหลากหลายก็ทำขายอีกครั้งเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีของกินให้สั่งอีกมากมาย ทั้งมัสมั่นเนื้อน่องลายกับเอ็นตุ๋น (200 บาท) มัสมั่นไก่ (150 บาท) คั่วกลิ้งเนื้อ (200 บาท) คั่วกลิ้งไก่ (120 บาท) และเขียวหวานไก่ผัดแห้งยอดมะพร้าวอ่อนพริกไทยสด (150 บาท ) เมนูนี้แค่ได้ยินชื่อก็อยากลิ้มลองแล้ว ทุกเมนูจัดมาให้จุใจ แบ่งกันกินได้ 2-3 คน เก็บในตู้เย็นได้นานเป็นอาทิตย์

โดยสั่งเมนูทิ้งไว้ใน Line id art_sf ได้ตลอด ซึ่งอาร์ทจะอ่านไลน์ทุกวัน หรือโทรสั่งได้ที่ 09-9561-4914 โดยให้มารับที่ร้านเจริญพุงโภชนา สาขาเจริญรัถ ตรงข้ามซอยเจริญรัถ 3 หรือสุดซอยลาดหญ้าซอย 6 หรืออยากให้เดลิเวอรีก็ย่อมได้ อยู่ใกล้ๆ ร้านไม่คิดเงิน (ไม่เกิน 2 กม.) ไกลนิดคิด 50 บาท ไกลหน่อยขอแค่ค่าทางด่วน 100 บาท เชิญติดต่อเจรจากันเองนะจ๊ะ

นอกจากนี้ น้องอาร์ทยังได้ส่งหมูหยองกับยำเกี่ยมฉ่ายน้ำมันงามาเป็นของกำนัลปีใหม่อีกด้วย เพียงได้ชิมเข้าไปคำแรกก็อร่อยถูกใจเป็นอันมาก ช่างเป็นหมูหยองที่แสนหอม มีความกรอบฟูพองตัวปนนุ่มอยู่ในแต่ละคำ ทีเด็ดอยู่ที่ซอสเครื่องปรุงเคลือบหมูหยองเข้าเนื้อรสชาติเข้มข้น นี่คือรสชาติที่คุ้นเคยในวัยเด็ก อีกทั้งยำเกี่ยมฉ่ายน้ำมันงาก็กรอบหอมรสจัดครบทั้งเปรี้ยวเค็มหวาน หอมกลิ่นข่าป่น อร่อยถึงขนาดที่ว่าต้องโทรขอรายละเอียดเพิ่มเติมในทันที

หมูหยองกับยำเกี่ยมฉ่ายน้ำมันงาที่ว่านี้คือการกลับมาของจิ้นเซ่งเฮียง ซึ่งเคยมีร้านอยู่หลังโรงแรมไทเป ตรงวงเวียน 22 กรกฎาคม เปิดมานานหลายสิบปี แต่ต้องปิดตัวลง เพราะไม่มีผู้สืบทอดกิจการอยู่นาน 5 ปี

โชคดีที่ว่าสามีของคุณโม่ย เพื่อนน้องอาร์ท ผู้มีนามกรว่า สมพงศ์ อัครมหาพาณิชย์ หรือเฮียอึ่ง (ความจริงอายุน้อยกว่าปิ่นโตเถาเล็กถึง 5 ปี) เป็นหลานชายของอาอี๊ หรือคุณป้าเจ้าของร้านรุ่นแรก เคยคลุกคลีช่วยอาอี๊ผัดหมูหยองมาก่อน

เฮียอึ่งนั้นอันที่จริงอาชีพการงานอยู่ในแวดวงคอมพิวเตอร์ แต่อาศัยที่ว่ามีลูกค้าเก่าเรียกร้องให้รื้อฟื้นจิ้นเซ่งเฮียงกลับมาใหม่ เลยทดลองทำดู ได้รับคำชมจากขาประจำเก่าๆ ว่าถูกใจเหมือนของเดิมไม่มีผิด เฮียอึ่งเลยหันมาทำหมูหยองแบบแฮนด์เมด และโฮมเมด คือ คั่ว และผัดในกระทะเอง ทำวันแมนโชว์อยู่ที่บ้านได้เพียงวันละ 3-4 กระทะเท่านั้น นี่คือที่มาของจิ้นเซ่งเฮียงยุคใหม่ โดยรับทำตามออเดอร์เท่านั้นมานานเกือบปี

จึงขอบอกไว้เลย ถ้าอยากจะชิมหมูหยองกับยำเกี่ยมฉ่ายน้ำมันงานี้ ต้องสั่งจองล่วงหน้าเท่านั้นที่เฟซบุ๊ก จิ้น เซ่ง เฮียง และที่เบอร์ 06-5493-5593 กับ 06-2532-4144 ขอย้ำว่าแต่ละวันทำได้จำนวนจำกัด อาจจะต้องรอคิวนานเป็นอาทิตย์นะจ๊ะ และไม่มีหน้าร้านให้ไปซื้อหาต้องสั่งเดลิเวอรีกันอย่างเดียว

หมูหยองของเฮียอึ่งเน้นเนื้อล้วน ใช้เนื้อสะโพก ซึ่งมีมันน้อย นำมาทำหลายขั้นตอน ต้มจนเปื่อยมากๆ นำมาทุบแล้วฉีกด้วยมือเป็นเส้นเล็กๆ คั่วครั้งแรกพอแห้ง หลังจากนั้นก็ปรุงรส คั่วต่ออีก 2 ชั่วโมง จนแห้ง ได้หมูหยองที่กรอบฟูนุ่มพองตัว กรอบนอกนุ่มใน 1 กระทะทำได้แค่ 2 กิโลกรัม แต่ละวันทำได้เพียง 3-4 กระทะเท่านั้น จากนั้นก็นำมาแบ่งใส่ห่อพลาสติกปิดผนึก และใส่ในถุงเก่าสีแดง ตราจิ้นเซ่งเฮียง ยุคแรก ซึ่งยังมีสต๊อกถุงอยู่จำนวนมาก สนนราคาถุงใหญ่ 500 กรัม 290 บาท และถุงเล็ก 200 กรัม 120 บาท โดยการจัดส่ง ถ้าลูกค้าอยู่ใกล้ๆ แถวบางนาจะส่งให้เอง หรือส่งทางไปรษณีย์ และทาง Flash Express กับ Kerry โดยคิดค่าส่ง

ส่วนยําเกี่ยมฉ่ายน้ำมันงานั้นก็มีทีเด็ดตรงที่ใส่ข่าป่นลงไปเล็กน้อย เฮียอึ่งคัดแต่ตัวใบผักกาด ไม่ใช้แกน นำมาดองจนกรอบหอมรสจัดเปรี้ยวเค็มหวานกำลังดี เป็นสูตรดั้งเดิมเช่นกัน ใช้น้ำมันงาแท้ๆ เหมาะสำหรับกินคู่กับข้าวต้มร้อนๆ พร้อมหมูหยอง สนนราคายำเกี่ยมฉ่าย 500 กรัม 100 บาท 250 กรัม 50 บาท

ของอร่อยเดลิเวอรียังไม่หมด อาทิตย์หน้าปิ่นโตเถาเล็กมีของดีทั้งคาว และหวาน มาบอกต่อเช่นเคยนะจ๊ะ

ข้อมูลร้าน

เมนูพิเศษ เจริญพุงโภชนา

โดยคุณภาคภูมิ (อาร์ท) สุวรรณเตมีย์

แนะนำ แกงเขียวหวานเนื้อซี่โครงพริกขี้หนูสวน แกงเขียวหวานหมูตุ๋นกับหมูนุ่มพริกขี้หนูสวน สามชั้นทอดน้ำปลา เนื้อแดดเดียว ต้มจับฉ่าย มัสมั่นเนื้อน่องลายกับเอ็นตุ๋น มัสมั่นไก่ คั่วกลิ้งเนื้อ คั่วกลิ้งไก่ เขียวหวานไก่ผัดแห้งยอดมะพร้าวอ่อนพริกไทยสด

โทร 09-9561-4914 หรือ Line: art_sf โดยไลน์สั่งทิ้งไว้

จิ้นเซ่งเฮียง

โดยคุณสมพงศ์ (อึ่ง) อัครมหาพาณิชย์

แนะนำ หมูหยอง ยำเกี่ยมฉ่ายน้ำมันงา

วิธีการสั่ง ไม่มีหน้าร้าน

โทร 06-5493-5593 และ 06-2532-4144

หรือทางเฟซบุ๊ก จิ้น เซ่ง เฮียง

หมายเหตุ หมูหยองต้องสั่งล่วงหน้า เพราะทำได้เพียงวันละ 3-4 กระทะเท่านั้น

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์, มติชนรายวัน อาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2564, หน้า 20
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก
ขาแพะย่างทั้งขา

ปิ่นโตเถาเล็กเคยแนะนำอาหารอินเดียในร้านหรูมาบ้างแล้ว มาคราวนี้มีร้านอาหารอินเดียสุดแสนประทับใจมาฝาก เป็นร้านเล็กๆ หน้าตาธรรมดาๆ อยู่ในซอยพุทธโอสถ ซึ่งเป็นอีกย่านพำนักอาศัยของชาวอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ถ้าไม่มีคนแนะนำ คงจะเดินผ่านไปไม่สะดุดตาอย่างแน่นอน

ร้านนี้ทำอาหารอินเดียได้รสชาติเข้มข้นถูกใจ หอมเครื่องเทศตลบอบอวลแต่มีความกลมกล่อมไม่แรงจนเกินไป มือใหม่หัดชิมสมควรมาลิ้มลอง ยิ่งเป็นคนชอบอาหารประเภทนี้ก็ต้องมาชิมให้จงได้ ร้านนี้มีชื่อว่า อัล ราฮามัน (Al-Rahaman)

อัล ราฮามัน (Al-Rahaman) คือสุดยอดร้านอาหารอินเดียซึ่งฮอตฮิตมาแรงที่สุดในเวลานี้ วันเสาร์-อาทิตย์มีคนมายืนรอต่อคิวกันแน่นขนัดทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยรุ่น (ผู้ที่จุดกระแสไม่ใช่ใครที่ไหนคือน้องอาร์ต ภาคภูมิ แห่งร้านเจริญพุง ผู้ซึ่งพาผมมาชิมถึงที่) ถือว่าเป็นร้านอาหารอินเดียซึ่งอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาทีเดียว เปิดมานาน 6 ปีแล้ว

ก่อนอื่นขอบอกทางไปร้าน Al-Rahaman อยู่ในห้องแถวเล็กๆ คูหาเดียวในซอยพุทธโอสถ ฝั่งขวามือของซอยวันเวย์ช่วงก่อนจะออกไปสู่ถนนมหาเศรษฐ์

ซอยพุทธโอสถนั้นมีทางเข้าที่ลึกลับมาก คือต้องเข้าจากถนนสุรวงศ์ช่วงเกือบสุดทาง แล้วเลี้ยวขวาเข้าด่านทางด่วน ชิดขวาสุด พอก่อนจะถึงด่านเก็บเงินจะมีซอยแยกออกทางขวาเป็นซอยแคบๆ ซอยนี้แหละที่จะหักขวาไปตามทาง ออกไปสู่ร้าน Al-Rahaman

แต่ช้าก่อน ห้ามจอดในซอยนี้เป็นอันขาด มิฉะนั้นโดนล็อกล้อเป็นแน่ ต้องไปจอดรถที่ใต้ทางด่วนในซอยเจริญกรุง 43 ให้วิ่งมาจนสุดถนนสุรวงศ์ แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนเจริญกรุง จากนั้นชิดเลนขวาไว้ มาอีกนิดเดียวให้เลี้ยวขวาเข้าซอยเจริญกรุง 43 ที่อยู่เยื้องกับ CAT เทเลคอม เข้าไปแล้วจะเห็นที่จอดรถอยู่ทางด้านขวาอยู่ใต้ทางด่วน โดยเสียค่าจอดชั่วโมงละ 20 บาท

ออกจากที่จอดรถแล้วเดินเลี้ยวขวา ผ่านตึกคลังสินค้าอาหาร เลี้ยวเข้าซอยแรกขวามือตรงทะลุไปออกซอยพุทธโอสถ ก็จะเห็นร้าน Al-Rahaman อยู่ฝั่งตรงข้ามทางซ้ายมือ

เจ้าของร้าน Al-Rahaman เป็นเชฟชาวบังกลาเทศอารมณ์ดีชื่อว่าอับดุล รูฟ (Abdur Rouf) มาจากกรุงธากา (Dhaka) เมืองหลวงของประเทศบังกลาเทศ เชฟรูฟพอพูดไทยได้บ้าง เล่าให้เราฟังว่าอาหารของเขาเป็นแบบโฮมคุกสไตล์ที่เขาชอบกิน โดยเป็นการผสมผสานระหว่างอาหารของอินเดียตอนเหนือ ปากีสถาน และบังกลาเทศเข้าด้วยกัน ถือเป็นร้านอาหารฮาลาลสำหรับชาวมุสลิมด้วย

เชฟรูฟเอาใจลูกค้าสุดสุด ถ้าใครมาครั้งแรก เขาจะตักแกงต่างๆ ใส่ภาชนะกระทะเล็กมาให้เราชิมว่าเผ็ดไปหรือไม่ สามารถปรับได้ตามใจชอบ สำหรับผม รสชาติที่เชฟรูฟทำมาถูกใจอยู่แล้วไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรเลย

เมนูของร้าน Al-Rahaman มีครบถ้วนทุกหมวดหมู่ คัดมาแต่ที่ตัวเองทำอร่อยประมาณ 60 กว่าอย่าง เริ่มกันด้วยของกินเล่นเมนูใหม่ ปานิปุรี (Panipuri) (6 ลูก 60 บาท) เป็นแป้งทอดทำจากแป้งสาลีลูกกลมๆ กลวงๆ เจาะรูใส่ไส้ที่มีส่วนผสมของมะเขือเทศและถั่วลูกไก่ หรือชิกพี (Chick Pea) ไข่ต้ม ผักชี ปรุงรสจัดกำลังดี เปรี้ยวหอมเครื่องเทศนิดๆ กินแล้วสดชื่นหมดในพริบตา อีกอย่างคือซาโมซา (Samosa) ไส้ไก่ (80 บาท) ชิ้นสามเหลี่ยมก็อร่อยถูกใจ

เชฟอับดุล รูฟ (Abdur Rouf)
แกงที่เชฟรูฟให้ชิมว่าเผ็ดไปหรืออ่อนไปหรือไม่ สามารถปรับได้

จากนั้นเชฟรูฟปรนเปรอพวกเราด้วยพาเหรดอาหารอินเดียจานหลักตระการตาหลากหลาย ล้วนแล้วแต่สุดยอดทุกอย่าง ที่ห้ามพลาดเป็นอันขาดคือ มัทท่อนซีคกะบับ (Mutton Seekh Kebab) (250 บาท) เชฟรูฟบอกว่าเมนูนี้ทำจากเนื้อแพะบด ปรุงรสด้วยเครื่องเทศแล้วเสียบไม้ย่างเป็นแท่งยาวเรียว เมนูนี้อร่อยไม่เหมือนร้านไหนๆ เพราะนุ่มชุ่มฉ่ำไม่แห้งด้วยการราดวิปปิ้งครีมผัดปรุงรสกับเนย ขอบอกว่าร้านนี้ทั้งเนื้อแพะ เนื้อแกะจะหอมอร่อยไม่มีกลิ่นสาบเลย นี่คือสาเหตุว่าทำไมพวกเราชาวไทยถึงแห่กันมากินมากขนาดนี้

มีเมนูพิเศษอลังการคือขาแพะย่างทั้งขา (1,500 บาท) กิน 7-8 คนได้สบาย ซึ่งต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน นุ่มหอมอร่อย ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่มีกลิ่นสาบเลย

ของเหล่านี้ให้กินสลับกับแกงต่างๆ ที่ห้ามพลาดทั้งสิ้น ถูกใจอันดับหนึ่งคือแกงมาซาลาขาแกะทั้งขา (Mutton Leg Masala) (1,250 บาท) มาซาลารสเข้มข้นถึงใจ หอมเครื่องเทศอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา เนื้อขาแกะนุ่มๆ หอมๆ คนไม่เคยกินแกะ ถ้าไม่บอกคงไม่รู้เลย ถ้าไม่กินแกะก็มีมาซาลาไก่ที่สามารถสั่งใส่ไก่ย่างครึ่งตัวหรือทั้งตัวก็ได้ (300-500 บาท) และก็มีมาซาลากุ้งกับมาซาลาปูอีกด้วย

ปานิปุรี(Panipuri)

ต่อด้วยชิคเก้นติกก้ามาซาลา (Chicken Tikka Masala) (180 บาท) ใส่เนื้อไก่ชิ้นๆ หมักเครื่องเทศและโยเกิร์ตแล้วนำไปย่าง ตัวแกงครีมๆ หอมๆ รสกลมกล่อมอมเปรี้ยวเล็กน้อยด้วยมะเขือเทศ เหมาะสำหรับมือใหม่หัดชิมอาหารอินเดีย ถือว่าร้านนี้ทำได้รสจัดกว่าร้านอื่นจริงๆ และมีบัตเตอร์ชิคเก้น (Butter Chicken) (180 บาท) คือแกงอีกอย่างที่รสนุ่มนวลกินง่ายเช่นกัน

แกงเหล่านี้ให้กินกับข้าวหมกบริยานี (Biryani) ทำจากข้าวบาสมาติเมล็ดเรียวยาวหอมอร่อย มีทั้งข้าวหมกไก่ กุ้ง แพะ (150-160-180 บาท) และที่เชฟรูฟเลือกให้พวกเราคือข้าวหมกบริยานีปลาจะละเม็ดดำ (Fish Biryani) (180 บาท) หอมเครื่องเทศกลิ่นไม่แรงจนเกินไป

หรือจะกินคู่กับแป้งนาน (Naan) อีกหนึ่งสุดยอดของความอร่อย ตัวแป้งนานหนาๆ นุ่มเหนียว ให้สั่งมาทั้งนานกระเทียม (Garlic Naan) (40 บาท) แผ่นยักษ์ และชีสนาน (Cheese Naan) (30 บาท)

ส่วนเครื่องดื่มที่ชื่นใจมากคือ ลาสซีมะม่วง (Mango Lassi) (50 บาท) ปั่นกับโยเกิร์ต และลาสซี (Lassi) ปกติไม่ใส่ผลไม้ ทั้งชนิดหวานและเค็ม (40 บาท) รสเค็มอมเปรี้ยว

ยังมีของดีอีกเยอะที่อัล ราฮามัน สงสัยอะไรถามได้เลย ที่ร้านนี้อัธยาศัยใจคอดีมาก นี่คือร้านอาหารอินเดียซึ่งไม่ควรพลาดเลยทีเดียว ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 11 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม แนะนำว่าควรไปรอก่อนร้านเปิดเล็กน้อยจะดีที่สุด

มีข่าวดีมาบอก คาดว่าต้นปีหน้า เชฟรูฟจะเปิดร้านสาขาใหม่ใกล้กัน ตรงซอยที่เดินทะลุมาจากที่จอดรถ จุคนได้มากขึ้นราว 60 คน จะได้ไม่ต้องรอคิวนานเกินไปแล้วนะจ๊ะ

ข้อมูลร้าน

อัล ราฮามัน (Al-Rahaman)

โดย เชฟอับดุล รูฟ (Abdur Rouf)

ที่ตั้ง 92/4 ซ.พุทธโอสถ ถ.เจริญกรุง สี่พระยา บางรัก กรุงเทพฯ 10500

โทร 08-5140-1440

เปิดบริการ 11.00-21.00 น. ทุกวัน

แนะนำ ปานิปุรี (Panipuri) ซาโมซา (Samosa) ไส้ไก่ มัทท่อนซีคกะบับ (Mutton Seekh Kebab) ขาแพะย่างทั้งขา แกงมาซาลาขาแกะทั้งขา (Mutton Leg Masala) (ใส่ไก่ย่างแทนได้) ชิคเก้นติกก้ามาซาลา (Chicken Tikka Masala) บัตเตอร์ชิคเก้น (Butter Chicken) ข้าวหมกบริยานีปลาจะละเม็ดดำ (Fish Biryani) นานกระเทียม (Garlic Naan) ชีสนาน (Cheese Naan) ลาสซีมะม่วง (Mango Lassi) ลาสซี (Lassi) หวานและเค็ม

Facebook : Al-Rahaman Restaurant

มัทท่อนซีคกะบับ(Mutton Seekh Kebab)
มาซาลาขาแกะทั้งขา(Mutton Leg Masala)
ชิคเก้นติกก้ามาซาลา(Chicken Tikka Masala)
ข้าวหมกบริยานีปลาจะละเม็ดดำ(Fish Biryani)
นานกระเทียม(Garlic-Naan)แผ่นยักษ์ และชีสนาน(Cheese Naan)
บัตเตอร์ชิคเก้น(Butter Chicken)
ลาสซีมะม่วง(Mango Lassi)

ที่มา : มติชนออนไลน์

มีใครเคยได้ชิม หมูย่างลำยอง บ้างคะ หมูย่างรสเด็ดเจ้านี้อยู่จังหวัดระยอง หลายคนอาจยังไม่คุ้นหู เพราะเป็นหมูย่างที่ไม่ได้ขายปลีก แต่จะขายเป็นตัว คิดราคาเป็นกิโลกรัมค่ะ เป็นของขึ้นชื่อจังหวัดระยองที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงข้าราชการระดับสูง วงการบันเทิงจะชอบสั่งไปจัดเลี้ยงกัน

พอได้ลองกินแล้วก็ต้องบอกว่าสมราคาโอท็อป 5 ดาวจังหวัดระยองค่ะ

หมูย่างลำยอง ก็คือหมูหันนี่แหละ แต่จะมีกรรมวิธีการทำที่เป็นแบบฉบับเฉพาะตัว มีสูตรที่คิดค้นพัฒนามาเกือบ 30 ปี จนลงตัว จัดว่าอร่อยเด็ดทุกคำ

ความพิเศษของหมูย่างลำยอง คือ จะเลือกใช้หมูจากบริษัทที่ได้มาตรฐาน ใช้หมูอายุ 2 เดือนครึ่ง ถึง 3 เดือนครึ่ง มีน้ำหนักตั้งแต่ 50-100 กิโลกรัม ไม่เล็กไปใหญ่ไป เพราะถ้าเล็กส่วนมากจะเป็นหมูที่ตกมาตรฐาน และถ้าใหญ่ไปจะมีมันเยอะเกิน

เคล็ดลับสำคัญ คือ น้ำหมัก ที่เลือกใช้ส่วนผสมสมุนไพรจัดเต็ม ทั้งพริกไทยดำ ตะไคร้ หัวข่า กระเทียม และซอสอย่างดี ทำการหมักไว้ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน เวลาเอามาหมักหมูก็จะได้รสชาติที่ทั้งหอม และจัดจ้านเข้มข้น

แล้วก็เทคนิคการย่าง 2 ขั้นตอน คือ ย่างทั้งตัวให้สุกทั่วก่อน แล้วนำมาแล่เป็นชิ้น นำไปย่างบนตะแกรงอีกที ทำให้หมูมีความสุกเหลือง และ กรอบทั่ว ใครมาได้ยินเสียงตอนแล่หมูออกเป็นชิ้นจะน้ำลายหก เสียงหนังกรอบดังกร๊อบๆๆ ชัดมาก

จุดเด่นของหมูย่างลำยอง คือ เนื้อในนุ่ม หนังกรอบ รสชาติเค็มนำเพื่อให้ตัดกับความมันของหมู จะกินเปล่าๆ ก็อร่อย จิ้มน้ำจิ้มก็แซ่บเว่อร์ค่ะ

การกินหมูย่างแบบทั้งตัวมันมีเสน่ห์ตรงที่ไม่ได้กินเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่เลือกกินได้ตามชอบใจ บางคนยกนิ้วว่าส่วนซี่โครง คือ เด็ดสุด หยิบมาจากเตาร้อนๆ แทะกินเนื้อติดกระดูก กินแกล้มกับเครื่องดื่มเย็นๆ แหม…กินเพลินลืมเวลาเลยจ้า

ทีเด็ดสุดท้าย น้ำจิ้ม เป็นสูตรที่คิดค้นจนได้รสชาติที่พอใจ กลมกล่อม แต่ครบรส เค็ม เปรี้ยว หวาน ไม่โดดไปรสใดรสหนึ่ง เป็นเพียงการเพิ่มรสหมูที่อร่อยอยู่แล้ว เสริมกันให้อร่อยขึ้นไปอีก

หมูย่างลำยอง เดินมาถึงวันนี้ก็เกือบ 30 ปีแล้ว ถือเป็นการการันตีคุณภาพได้อย่างดีนะคะ งานนี้ “มติชน อคาเดมี” เลยไปจีบๆ มาเป็นเชฟพิเศษ สอนสูตรย่างหมูกันแบบไม่ปิดบังอำพราง เพราะอยากจะให้ผู้คนที่กำลังหาอาชีพในตอนนี้ได้มาเรียนกัน

เป็นโอกาสที่ไม่ได้มีกันบ่อยๆ เลยค่ะ เพราะ “คุณลำยอง สนิท” เจ้าของหมูย่างลำยอง งานยุ่งมาก ไหนจะงานราษฎร์ งานหลวง เพราะงานประจำของคุณลำยองตอนนี้ เป็น รองนายก อบต.ทางเกวียน อ.แกลง จ.ระยอง แต่เมื่อตกปากรับคำแล้ว คุณลำยองก็ล็อกวันเพื่อมาสอนไว้โดยเฉพาะ

คุณลำยอง เล่าให้ฟังว่า ชีวิตของตัวเองนั้นเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้ง กว่าจะมาลงตัวที่จุดนี้ เริ่มจากสมัยหนุ่มๆ เป็นทหารอยู่กรมการขนส่งทหารเรือที่คลองมอญ หลังจากนั้นประกอบอาชีพขับรถบรรทุกขนอ้อย ขับมา 20 ปี จนมีรถบรรทุกเป็นของตัวเอง จากนั้นได้มาเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แล้วเข้ามาทำงานอบต. สมัยแรกปี 2538 เป็นกรรมการบริหาร มาเป็นรองประธานสภา และ ประธานสภา จากนั้นลาออกมาเป็นสารวัตรกำนัน แล้วมาเป็นประธานสภาอบต.ทางเกวียน ล่าสุด เป็นรองนายก อบต.ทางเกวียน

ส่วนการขายหมูย่าง เริ่มต้นเมื่อปี 2537 ตอนนั้นเป็นสารวัตรกำนัน ต.ทางเกวียน แล้วนายอำเภอแกลงขณะนั้น คือ นายวรชัย อุตตมชัย ชักชวนให้ทำหมูหันกินกัน เราก็ไปตัดไม้ไผ่เพื่อจะย่าง แต่หมูยังไม่ทันสุกไม้ไผ่ก็ไหม้ก่อน จึงเกิดความคิดในการทำตะแกรงเริ่มจากตะแกรงเหล็ก ปัจจุบันใช้ตะแกรงสแตนเลส เราก็ทำเลี้ยงกันในหมู่งานเลี้ยงมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเริ่มแจกไม่ไหว เพราะมีค่าใช้จ่าย เลยคิดทำขายจริงจัง ตอนนั้นนายอำเภอแนะนำให้ไปจดเป็นวิสาหกิจชุมชน ก็ทำเรื่อยมา จนไปจดลิขสิทธิ์ และพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นโอท็อปอำเภอแกลง และ ล่าสุดเป็นโอท็อป 5 ดาว จังหวัดระยอง

สำหรับราคาขายหมูย่างลำยอง จะขายเป็นกิโลกรัม ถ้ามารับเอง กิโลกรัมละ 125 บาท ถ้าบริการในเขต อ.แกลง 140 บาท ถ้าขนส่งมากรุงเทพฯ กิโลกรัมละ 170 บาท (ต้องสั่ง 80 กิโลกรัมขึ้นไป)

“หลังจากจดลิขสิทธิ์ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพาณิชย์จังหวัดแล้ว เราก็ไปทั่วเลยครับ พอต่อมามีเทศกาลของดีเมืองระยอง เราก็ไปออก จากนั้นชื่อเสียงก็เริ่มมา เราย่างส่งทั่วประเทศ เพื่อนบ้านพม่า เวียดนาม เขมร ลาว ก็ไปมาหมดแล้ว ที่ปลื้มใจสูงสุด คือ นำไปทูลเกล้าถวายแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนอำเภอแกลง”

ปัจจุบัน คุณลำยองเปิดเป็นรูปแบบบริษัท มีลูกค้ามากมายหลายระดับ ตั้งแต่ชาวบ้านยันนักการเมือง ไปจนถึงหน่วยงานราชการหลายกระทรวง ทบวง กรม และ แวดวงบันเทิงอีกนับไม่ถ้วน

ข้อสำคัญที่สุดกว่าจะประสบความสำเร็จ คุณลำยอง ย้ำว่า ต้องอดทน มุมานะ ซื่อสัตย์กับลูกค้า ไม่เอาเปรียบลูกค้า

“ที่คนพูดว่าอยากได้ต้องให้เขาก่อนนั้นเป็นเรื่องจริง ผมบอกตัวเองเสมอว่า ทำตัวเห็นแก่ได้อย่าหวังน้ำใจจากเพื่อนฝูง นกต้องมีขนคนต้องมีพวก”

วันนี้ตัดสินใจมาสอนการย่างหมูที่มติชน อคาเดมี คุณลำยองตอบรับด้วยความเต็มใจ ไม่หวงวิชา หากจะเป็นประโยชน์กับใครก็ยินดีอย่างยิ่ง

“ผมไม่หวง ถึงผมจดลิขสิทธิ์แล้วก็อยากให้ทุกคนมีอาชีพ ที่จดเพราะอยากให้มีเครื่องหมายการค้า เราเริ่มจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และได้รับโอกาสเหมือนกัน”

หลักสูตร “หมูย่างลำยอง” เรียนกันวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2563 สนใจติดต่อ “มติชน อคาเดมี” โทร 0-2954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124 มือถือ 08-2993-9097, 08-2993-9105

Inbox Facebook : คลิก m.me/Matichon.Academy.Thailand หรือ line : @matichonacademy คลิก https://line.me/R/ti/p/%40matichonacademy

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
ชุดน้ำชายามบ่ายอินดัลเจนซ์ (Indulgence)

กรุงเทพฯเมืองแห่งสีสันมีชีวิตชีวาในด้านอาหารการกิน มีร้านใหม่ๆ เกิดขึ้นแทบทุกวัน อาทิตย์นี้ปิ่นโตเถาเล็กตื่นเต้นดีใจได้นำเสนอโรงแรมหรูแห่งใหม่ใจกลางกรุงในย่านหลังสวน เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ ซึ่งกำลังเป็น “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” มีชื่อว่า โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

ถึงแม้ว่าสินธร เคมปินสกี้ จะยัง ไม่ได้เปิดให้เข้าพัก (เริ่ม 1 ตุลาคม 2563) แต่ก็กลายเป็นแหล่งแฮงเอาต์ยอดนิยมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้คนต่างพร้อมใจกันไปชมชิมแชะภาพกันทั้งวัน เพราะที่นี่แวดล้อมไปได้สวนสวยขนาดใหญ่และพรรณไม้นานาชนิด

ยิ่งไปกว่านั้นบริเวณล็อบบี้เลานจ์อันโอ่โถงของโรงแรมตกแต่งด้วยต้นไม้หลากหลาย เหมือนเป็นสวนทรอปิคอลที่เชื่อมต่อความเป็นธรรมชาติจากสวนด้านนอก แถมยังมีช่องแสงด้านบนขนาดใหญ่ส่องลงมาเพิ่มความสดใสไปทั่วทั้งบริเวณ

และที่ล็อบบี้เลานจ์แห่งนี้ทุกช่วงบ่ายของวันเสาร์-อาทิตย์จะเนืองแน่นไปด้วยผู้คน เพราะมีของดีคือ ชุดน้ำชายามบ่าย ชื่อว่า ชีวา (Chevaa Afternoon Tea) ที่ฮอตฮิตถึงขนาดต้องโทรจองล่วงหน้าถึง 2 อาทิตย์เป็นอย่างน้อย

ปิ่นโตเถาเล็กจึงมีข่าวดีมาบอกแฟนๆ ว่าตอนนี้สินธร เคมปินสกี้ ได้เปิดให้มาลิ้มลองน้ำชายามบ่ายเพิ่มใน วันศุกร์ อีกหนึ่งวันแล้ว ใครสนใจรีบโทรไปจองได้ที่เบอร์ 0-2095-9999 รับได้ประมาณไม่เกินครั้งละ 80 ท่านเท่านั้น ในช่วง เวลา 14.00-17.00 น. ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ขอให้มาเป็นคู่ๆ เพราะ ชุดน้ำชายามบ่าย 1 ชุด สำหรับ 2 คน ในสนนราคา 1,500 บาท++ (หารกันคนละ 750 บาท++)

ทางมาโรงแรมแห่งนี้ไม่ยาก จากถนนเพลินจิตเลี้ยวเข้า ถนนหลังสวน ซึ่งเป็นเส้นทางวันเวย์มาประมาณ 900 เมตร จะเห็นโครงการแห่งใหม่ในพื้นที่เดียวกันมีชื่อว่า เวลา (Velaa) หลังสวน พอสุดโครงการให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยไปได้เลย จากนั้นวิ่งไปสุดทางแล้วเลี้ยวซ้ายอีกที (ซึ่งซอยนี้จะเข้าจาก ถนนสารสิน ข้างสวนลุมพินีก็ได้) ก็จะเห็นโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ ทางซ้ายมือ จอดรถในชั้นใต้ดินได้เลย

ถึงวันนัดควรแต่งตัวสวยเก๋และรีบมาก่อนเวลาสักครึ่งชั่วโมง เพราะบริเวณล็อบบี้มีมุมสวยๆ ให้แชะภาพแชร์เพื่อนๆ มากมาย ดังเช่นศาลาสวนตรงกลางหรือกาซีโบ (Gazebo) ซึ่งเป็นจุดยอดนิยม

ชุดน้ำชายามบ่ายตัวหลักมีชื่อว่า อินดัลเจนซ์ (Indulgence) ประกอบด้วย ขนมของว่างหลากหลายทั้งแบบดั้งเดิมคลาสสิก อีกทั้งขนมหวานทันสมัยฝีมือของเพสตรี้ เชฟแม็ก พรรณนา เลิศศรี ซึ่งรูปแบบการนำเสนอนั้นสวยเก๋มากถือเป็นไฮไลต์ทีเดียว เหมาะสำหรับการถ่ายรูป (อีกแล้ว) นำต้นไม้เล็กๆ ที่มีกิ่งก้านมาแขวนกระเปาะแก้วสำหรับใส่ของว่าง ซึ่งวางอยู่บนถาดกลมหรือสแตนด์พิเศษของ Sonite Husk ที่ทำจากเปลือกข้าวหรือแกลบ ดูเรียบหรูและดีต่อสิ่งแวดล้อม

ก่อนอื่นขอให้เลือกชามา 1 กา สำหรับ 2 คน ซึ่งสามารถเติมชาเพิ่มได้อีก 1 ครั้งด้วย มีทั้งประเภทชาเขียว (Green Tea) หมายถึงการนำยอดอ่อนของชาไปอบแห้ง โดยไม่ผ่านการหมัก มีชาเขียวญี่ปุ่น (Sencha) ชามะลิจีน (Jasmine Gold) และ ชาพีช (Peach Blossom Summer) ที่คนนิยมสั่ง และมีประเภทชาดำ (Black Tea) ผ่านการหมัก ซึ่งตัวยอดนิยมคือ ชาอัสสัมเอิร์ลเกรย์ (Assam Earl Grey) อีกทั้งชาสมุนไพร เช่น คาโมไมล์ (ดื่มแล้วหลับสบาย) ชาตะไคร้ ชามินท์ เชิญเปิดเมนูเลือกกันตามสบาย

ชุดน้ำชายามบ่ายอินดัลเจนซ์ (Indulgence)
ชุดน้ำชายามบ่ายกิลท์ฟรี(Guilt-Free)
ชุดน้ำชายามบ่ายกิลท์ฟรี (Guilt-Free)

พอมาถึงทุกท่านจะได้รับเครื่องดื่มชื่นใจเป็นอันดับแรกคือ เลมอนกรานิต้าผสมน้ำผึ้ง เป็นเกล็ดน้ำแข็งหวานเย็นใส่ในผลมะนาวเหลือง

ส่วนของกินในชุดน้ำชานั้นมีครบทุกหมวดหมู่คลาสสิก ตั้งแต่ Savory หรือของว่างที่เป็นอาหารคาว เช่น ทาร์ต มี แซนด์วิช ต่างๆ ที่ทำได้สร้างสรรค์มาก มี ขนมหวาน ดูดีสวยงาม และที่ขาดไม่ได้คือ สโคน หรือขนมอบแบบอังกฤษ

สโคนในชุดนี้เป็น สโคนแบบดั้งเดิม 2 ชิ้น และมี ขนมปังบริยอชหน้าเฟยทีน (Feuilletine) กรอบๆ รสเนยถั่ว ซึ่งสโคนนั้นเวลากินให้ผ่าครึ่งตามขวางแล้วทาด้วยมาสคาร์โปเนครีมหอมมันกับแยมสตรอเบอรี หรือทาด้วยเลมอนครีมเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดก็ได้

ทีเด็ดที่ทั้งสวยและกินอร่อยด้วยก็คือของว่างเซฟเวอรี่ (Savory) ในกระเปาแก้วแขวนบนกิ่งไม้มีทั้ง วอลโลวอง (Vol au Vent) แป้งพัฟเพสตรี้พายที่ใส่ไส้มูสแฮมเนียนๆ กับเห็ดดองตรงกลาง อีกกระเปาะมี แผ่นพาร์เมซานชีส กรอบๆ หน้าครีมถั่วลันเตา

ขนมหวานของว่างสุดเก๋

ของกินกระเปาะสุดท้ายจัดอยู่ในหมวดแซนด์วิชแต่ทำเป็นสไตล์ไทยๆ ไม่เหมือนแซนด์วิชเลย นั่นก็คือ สะเต๊ะไก่เป็นม้วนๆ กินกับแตงกวาดองและซอสสะเต๊ะ อร่อยในคำเดียว ส่วนที่วางอยู่บนถาดกลมด้านล่าง (ที่ทำจากแกลบ) มี เอแคลร์ไส้แซลมอนกราฟลักซ์ดองบีทรูท กินกับครีมอะโวคาโดและมะนาว และมี ทาร์ทีน (Tartine) หรือแซนด์วิชเปิดหน้าทำจาก ขนมปังอาร์ติซาน แบบดั้งเดิมทำจากแป้งข้าวไรซ์เนื้อหนักๆ หน่อย หน้าด้านบนเป็น สลัดไข่หอมกลิ่นทรัฟเฟิล กินกับมูสอะโวคาโดและใบวอเตอร์เครส

ขนมหวานก็เก๋ไก๋ไม่แพ้กัน มี เลมอนเมอร์แรงก์ทาร์ต ทำเป็นอมยิ้มเสียบไม้ให้กินในคำเดียว และมีมูสช็อกโกแลตซึ่งไส้ด้านในมีขนมฟินองเซีย (Financier) กับ Salted Caramel หอมๆ เค็มๆ และมีพราลีนถั่วเฮเซลนัทด้วย และยังมี ทาร์ตสตรอเบอรีกับแคร็มพาทิสเซอรี่ หรือวานิลาคัสตาร์ดข้นๆ และขนมอย่างสุดท้ายที่ประทับใจมากคือ ปารีสเบรสต์รสถั่วพิสตาชิโอ้ ขนมฝรั่งเศสที่ทำเป็นรูปวงล้อจักรยาน ไส้ครีมกาแฟเอสเปรสโซ ผสมพิสตาชิโอ้เช่นกัน

สำหรับใครที่ไม่อยากกินเนื้อสัตว์ ก็มี ชุดน้ำชายามบ่ายกิลท์ฟรี (Guilt-Free) สุดสร้างสรรค์ ให้เลือกอีกชุดในสนนราคาเท่ากัน (1,500++ ต่อ 2 คน) ถือเป็นวีแกน 100% ไม่มีเนื้อสัตว์ นม เนย ไข่ มี สโคนรสฟักทอง กับ สโคนแครนเบอรี กินกับคลอตเต็ดครีมมะพร้าว ส่วนในกระเปาะแก้วมีขนมทีเด็ด เชอรีอมารีนา เคี่ยวกับน้ำตาล สอดไส้มูสอัลมอนด์มิลค์ อีกอย่างเป็น มูสมะพร้าว เปลือกทำจากช็อกโกแลต 100% ส่วนเนื้อมะพร้าวเป็นครีมเฮเซลนัทกับมะม่วงหิมพานต์ โปะหน้าด้วยเสาวรสและสับปะรดซึ่งใช้กรรมวิธีคอมเพรซ (compression) ในถุงสุญญากาศกับเมเปิ้ลไซรัปและน้ำมะนาว นอกจากนี้ ยังมีขนมของว่างอื่นๆ ในชุดอีกมากมาย

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าได้ชมชิมแชะภาพเอง เอาเป็นว่ารีบจองล่วงหน้าโดยด่วนที่เบอร์ 0-2095-9999 แล้วจะได้รู้ซึ้งถึงคำว่า สวยทั้งรูป กินก็อร่อยมันเป็นอย่างไรนะจ๊ะ

ชีวา ชุดน้ำชายามบ่าย (Chevaa Afternoon Tea)
โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ (Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok)

ที่ตั้ง ล็อบบี้เลานจ์ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ 80 ซอยต้นสน ถนนหลังสวน ลุมพินี ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

โทร 0-2095-9999

เปิดบริการ 14.00-17.00 น. ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์

แนะนำ ชุดน้ำชายามบ่าย Indulgence 1,500 บาท++ สำหรับ 2 คน

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนปิ่นโตเถาเล็ก (ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์)
ขนมหวานของว่างสุดเก๋
มาสคาร์โปเนครีมหอมมัน แยมสตรอว์เบอร์รี และเลมอนครีม
สโคนและขนมปังบริยอชหน้าเฟยทีนกรอบๆรสเนยถั่ว
จุดถ่ายรูปยอดนิยม
จุดถ่ายรูปยอดนิยม

บัวลอยไข่เค็ม ท่าน้ำคลองสาน ‘หวาน-เค็ม’ กลมกล่อม ความอร่อยคู่ฝั่งธนฯ

“กินคาวต้องกินหวาน” เรียกว่าอยู่ในความคิดของเหล่านักกินแทบทุกคน เพราะ “ของหวาน” จะช่วยเติมเต็มมื้ออาหาร ให้รู้สึกครบถ้วนทุกรสชาติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเมนูขนมไทย หรือขนมฝรั่ง

และถ้าเอ่ยถึงขนมไทยเด็ดๆ “บัวลอยไข่หวาน” ก็เรียกว่าเป็นเมนูที่เข้าวินมาเป็นอันดับต้นๆ เพราะเป็นเมนูที่มีทั้งความหนึบของเม็ดบัวลอย ความหวาน มัน เค็ม จากกะทิ ทำให้คนอยากกิน ยิ่งปัจจุบัน บัวลอยได้เปลี่ยนรูปโฉมใหม่ๆ ทั้ง บัวลอยเย็น บัวลอยนมสด หรือบัวลอยไส้ทะลักต่างๆ ก็ยิ่งทำให้คนได้ชิมรสชาติที่หลากหลายมากขึ้น

แต่ถ้าพูดถึง “บัวลอยไข่เค็ม” แล้ว ร้านบัวลอยไข่เค็ม ท่าน้ำคลองสาน เรียกได้ว่าน่าจะเป็นชื่อแรกๆ ที่ชาวฝั่งธนบุรีคิดถึง เพราะนับเป็นเจ้าแรกๆ ที่เปิดขายบัวลอยกับไข่เค็ม ในยุคที่แต่ละร้านมักกินกับ “ไข่หวาน” เท่านั้น ใครก็ตามที่ได้ลิ้มรส ก็ต่างประทับใจในรสชาติที่ไม่เคยเปลี่ยน กลมกล่อมพอดี

เปิดให้บริการมานานร่วม 30 ปี พาเพลิน อยู่อ้น เจ้าของร้านบอกว่า แรกเริ่มก็เกิดจากครูพักลักจำมา เริ่มจากขายบัวลอยไข่หวานธรรมดา แค่ 3 สี จากเผือก ฟักทอง และใบเตย โดยซื้อแป้งจากวงเวียนใหญ่ที่ผสมไว้แล้ว ขายไปขายมาก็เริ่มจะเงียบ น้องชายก็แนะนำให้ทำบัวลอยไข่เค็ม ก็ค่อยๆ ทดลองมาเรื่อยๆ กลายเป็นว่าเข้ากันได้ดี นับแต่นั้นก็เลยกลายเป็นซิกเนเจอร์ของร้านขึ้นมา ไข่เค็มแต่ละใบรับมาจากร้านประจำที่คัดสรรแล้วว่าไม่คาว

เช่นเดียวกับเม็ดบัวลอย จาก 3 สี ก็ปรับเปลี่ยนเพิ่มกิมมิคให้เป็นบัวลอย 7 สี เริ่มด้วยสีเขียวจากใบเตย สีส้มจากแครอต สีชมพูแก่ๆ จากบีตรูต สีขาวจากเผือก สีฟ้าจากดอกอัญชัน สีม่วงจากมันม่วง และสีเหลืองจากฟักทอง ได้จากพืชผักธรรมชาติ นำมาปั่นเอาน้ำผสมกับแป้ง เรียกว่า ออร์แกนิก ก็คงไม่ผิดนัก เมื่อเคี้ยวแล้วให้ความหนึบ ไม่เหนียวเกินไป ทานรวมกับท็อปปิ้งอย่าง ข้าวโพด เผือก และแห้ว ก็จะได้เนื้อสัมผัสที่หลากหลาย ทั้งหนุบทั้งกรอบ ครบในหนึ่งคำ

อีกหนึ่งองค์ประกอบของเมนูนี้อย่างน้ำกะทิ ก็เรียกว่าโดดเด่นไม่แพ้กัน ที่ร้านใช้น้ำกะทิสด ต้มกับน้ำตาลมะพร้าวจากบ้านแพ้ว ซึ่งทางร้านได้ปรับสูตรให้มีสีอ่อนกว่าน้ำตาลบ้านแพ้วทั่วๆ ไป ส่วนกะทิเค็มนั้น ใช้หัวกะทิล้วนๆ มาใส่เกลือ คนให้ร้อน เพิ่มความเข้มข้นให้กับบัวลอย น้ำกะทิทั้งหวานและเค็ม ต้มกับใบเตย ให้กลิ่นหอม ใครอยากทานแบบหวานน้อย ก็มีน้ำกะทิเค็มให้ตักเติมได้ในแต่ละโต๊ะ พร้อมน้ำใบเตยให้กินเพิ่มความสดชื่น

ร้านบัวลอยไข่เค็ม ท่าน้ำคลองสาน เปิดให้ลิ้มรส 6 เมนู สั่งได้ทั้งบัวลอยไข่เค็ม, บัวลอยไข่เค็มคู่ สำหรับคนชอบไข่เค็ม ได้ดับเบิล 2 ใบไป, บัวลอยไข่หวาน, บัวลอยไข่หวานคู่, บัวลอยไข่เค็ม ไข่หวาน และบัวลอยไม่ใส่ไข่ ทั้งมีให้เปิดสั่งได้ในแอพพลิเคชั่นดิลิเวอรีต่างๆ

อยู่มานานขนาดนี้ จึงจะมีลูกค้าประจำแวะเวียนมาเสมอ พาเพลินบอกว่า ลูกค้ามีทุกเพศทุกวัย ขาประจำก็มีมาก บางคนมาซื้อทุกวัน บางคนก็ซื้อกลับต่างจังหวัด หรือสั่งทีละร้อยถุงไปขายต่อบ้าง ช่วงที่ขายดีๆ เคยใช้ไข่ถึง 700 ฟองต่อวัน มีหลายคนก็กินตั้งแต่ยังเด็ก ไปเรียนต่างประเทศกลับมากิน ก็บอกว่าคิดถึงรสชาติแบบนี้ ที่มันเหมือนเดิม ก็บอกว่าร้านเราเหมือนเดิม เปลี่ยนแค่คนขายแก่ขึ้น (หัวเราะ) ทุกวันนี้เราจะลุกมาเตรียมของตั้งแต่ 8 โมง เที่ยงๆ ก็เปิดขายยาวไปถึง 2 ทุ่ม ช่วงขายดีๆ ไม่ได้กินข้าวก็มี เห็นลูกค้ามารอก็อยากให้เขาได้กิน

“ถ้าถามว่าจุดเด่นของร้านคืออะไร ก็คงเป็นรสชาติที่มันเหมือนเดิม คือ มีทั้งหวานและเค็ม ครบในถ้วยเดียว”

ใครที่อยากแวะเวียนไปลองลิ้มรส ร้านตั้งอยู่ที่ท่าน้ำคลองสานพลาซ่า ติดกับไอคอนสยาม และโรงพยาบาลตากสิน นั่งรถไฟฟ้าลงสถานีวงเวียนใหญ่หรือธนบุรี แล้วเรียกรถต่อมาอีกไม่ไกล หรือจะมาทางเรือข้ามฟากจากท่าน้ำสี่พระยา ก็ได้ เปิดให้บริการทุกวัน หรือ โทร 08-1697-5971

เตือนไว้ก่อนว่า ถ้วยเดียวอาจไม่พอ

ที่มาหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน หน้า 20
 คอลัมน์ อร่อยอินเทรนด์
ปั้นบัวลอยหน้าเตา
ไก่ย่างจากเตาย่างร้อนๆ

ในบรรดาไก่ย่างที่มีชื่อเสียง มั่นใจว่าไก่ย่างจาก “พระราม 9 ไก่ย่าง” ต้องติดอันดับอยู่ในใจของใครหลายคน ด้วยจุดเด่นเรื่องความหอมของเครื่องเทศ ความหนุบของเนื้อไก่ และหนังบางกรอบ ทำให้ร้านยืนหนึ่งเรื่องไก่มายาวนานกว่า 20 ปีแล้ว

ทั้งที่เป็นร้านอาหารอีสาน แต่ใช้ชื่อเจาะจงว่า “พระราม 9 ไก่ย่าง” เพราะจุดเริ่มต้นของร้านอาหารอีสานเริ่มจากไก่ย่างแท้ๆ เลยค่ะ

จากเหตุการณ์ฟองสบู่แตก ทำให้ คุณสุเมธ ต่อสหะกุล ปัจจุบันวัย 70 ปี ซึ่งขณะนั้นเป็นชายหนุ่มรับเหมาก่อสร้างที่เคยรุ่งโรจน์กลับล้มไม่เป็นท่า พอดีกับจังหวะมีเพื่อนที่ทำร้านอาหารให้ช่วยหาทำเลแทนที่เก่าที่ขายไม่ดี ระหว่างที่ตระเวนหาที่เพื่อตั้งร้านอาหารก็บังเอิญไปเจอแผงไก่ย่างที่คนมุงแน่น จึงจอดรถไปซื้อมากิน ผลปรากฏว่าไม่อร่อยเลย

จุดนี้เองที่ทำให้ชายหนุ่มหัวการค้าอย่างคุณสุเมธแล่นปรู๊ด คิดย้อนไปไกลถึงตอนเป็นเด็ก บ้านอยู่อุดรธานี จะมีช่วงที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟเข้ากรุงเทพฯ จะมีจุดแวะเติมฟืนเติมน้ำที่หมู่บ้านห้วยสามพาด แล้วได้กินไก่ย่างที่ชาวบ้านนำมาขายมีรสชาติอร่อยมาก

เมื่อคิดได้เขากับเพื่อนบึ่งรถไปอุดรฯ เพื่อไปตามหาผู้เฒ่าบ้านห้วยสามพาด ที่เคยขายไก่ย่างแสนอร่อยในอดีต และก็ได้สูตรมาอย่างใจหวัง ผู้เฒ่าไม่หวงสูตรเพราะเลิกขายไปนานแล้ว

เมื่อทดลองหมักไก่ ปรากฏว่าได้รสชาติที่ดีอย่างที่คิด แต่เป็นสไตล์อีสาน จึงเอามาปรับเองอีกนิดเพื่อให้รสเข้ากับปากคนกรุงเทพฯ แล้วใช้พื้นที่ริมถนนพระรามเก้าใต้ต้นไม้ ซึ่งเป็นทำเลอยู่ใกล้บ้านตั้งโต๊ะขายไก่

อาทิตย์แรกขายได้เพียงวันละ 10 กว่าตัว อดทนทำกันไปได้ประมาณ 1 เดือน เพื่อนเกิดคิดท้อขอเลิก คุณสุเมธที่ไปป่าวประกาศกับเพื่อนฝูงมากมายแล้วจำเป็นต้องแบกภาระนี้ต่อไปด้วยตัวเอง

เพื่อนเลิกไปเพียงอาทิตย์เดียว เรื่องเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น จากยอดขายวันละ 10 กว่าตัว พุ่งไปถึงวันละ 70 ตัว สเต็ปต่อไปลูกค้าเริ่มเรียกร้องขอโต๊ะเก้าอี้นั่งกินริมทาง จากนั้นเริ่มเรียกร้องเมนูอื่นๆ เริ่มจากส้มตำ ข้าวเหนียว ทำไปมาใหญ่โตเปิดเป็นร้านอาหารอีสานเมนูหลากหลาย โดยสาขาแรกเปิดที่พระราม 9 ในปี 2543

ทุกวันนี้ “พระราม 9 ไก่ย่าง” ขยายออกไปรวม 5 สาขา ได้แก่ สาขาพระราม 9 ปากซอย 39 อยู่ห่างจากแยกรามคำแหง 300 เมตร สาขา เดอะแจ๊ส ชั้น 1 ลาดปลาเค้า สาขา เดอะ พรอมานาด ชั้น 3 รามอินทรา สาขา เดอะมาร์เก็ต แบงคอก ชั้น 3 ติดบิ๊กซีราชดำริ และสาขาโลตัส เอ็กซ์ตร้า เลียบด่วนรามอินทรา โดย มีครัวกลางอยู่ที่สาขาพระราม 9 กระจายเครื่องปรุงต่างๆ ออกไป ทำให้ไม่ว่าสาขาไหนก็มีรสชาติเดียวกันเป็นมาตรฐาน

เมนูที่มาแล้วห้ามพลาด แน่นอนว่าคือ “ไก่ย่าง” 160 บาท รสชาติหอมอร่อย เนื้อหนุบหนังกรอบ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม 2 แบบ คือ แบบเผ็ดและหวาน

ไก่ย่างที่นี่คัดไก่ที่ผสม 3 สายพันธุ์ อายุ 3 เดือน หมักด้วยสูตรที่โดดเด่นด้วยเครื่องเทศและเครื่องปรุงอย่างดี หมักไว้จนข้ามคืนเพื่อให้เครื่องเข้าเนื้อ แล้วนำไปย่างด้วยเตาย่างไร้ควันที่อุณหภูมิ 250 องศา ทำให้ไก่ย่างที่ได้สุกเสมอทั่วกัน เนื้อมีความหนุบและนุ่ม หนังกรอบอร่อยไม่มีรอยไหม้แม้แต่น้อย

ไก่ย่างสูตรเด็ด
คอหมูย่าง
ต้มแซ่บกระดูกอ่อน

คุณสุเมธบอกว่า เดิมทีย่างไก่ด้วยเตาถ่าน จนเกิดเรื่องไข้หวัดนก เลยคิดหาวิธีสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ไปตามหาเครื่องย่างไก่ตามสเปกที่ สวทช.แนะนำ เพื่อนที่ได้ฟังบอกว่ามีเครื่องสเปกแบบที่บอกอยู่ เป็นเครื่องจากอเมริกา ความร้อนคงที่ 250 องศา จึงปลอดภัยจากไข้หวัดนกแน่นอน

“วันแรกลองย่างก็รู้ว่าได้ แต่คุณภาพยังไม่ได้ เนื้อไก่ออกมาแข็ง วันต่อมาเราลองปรับความเร็วสายพาน ปรับไฟ ขยับไปขยับมาจนได้ แล้วเครื่องนี้มีข้อดีคือ ปลอดภัย อุณหภูมิคงที่ ไม่มีควันเลย ไก่ที่ได้ไม่มีรอยไหม้แม้แต่น้อย และหนังกรอบ แล้วทุกตัวสุกเท่ากันหมด”

จานต่อมา “ตำหลวงพระบางกุ้งสด” 105 บาท เป็นส้มตำเส้นใหญ่บาง หอมปลาร้าอย่างดี ชูรสเด่นด้วยกะปิจากระยอง ทำให้รสชาตินัวเข้มข้น ใส่กุ้งสดตัวอวบๆ แซ่บถึงใจ

“ตำไทยถั่วกระจก” 55 บาท จานนี้เป็นอีกหนึ่งความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ใช้ถั่วกระจกสินค้าชื่อดังจากขอนแก่นมาตำใส่แทนถั่วลิสงคั่ว รสชาติหวานนำ เปรี้ยวตาม อร่อยเพลินไปอีกแบบ

สุเมธ ต่อสหะกุล

เรื่องส้มตำ มะละกอ คือ สิ่งที่ร้านภูมิใจนำเสนอ เพราะเส้นมะละกอที่นี่ใช้เครื่องตัดทำให้ได้ขนาดมาตรฐานเท่ากัน เน้นเส้นเล็กบาง แต่กรอบอร่อยมาก

“ผมเคยสงสัยว่าทำไมมะละกออย่างขูดกับสับมันถึงได้แตกต่างกัน อย่างสับจะกรอบ อย่างขูดไม่ค่อยกรอบ ผมเลยเอาเส้นมะละกอทั้ง 2 แบบ มางอแล้วใช้กล้องส่องพระส่องดูรายละเอียด ทำให้เห็นว่าอย่างขูดนั้นจะมีเทกเจอร์ร้าวๆ เลยรู้ว่าตรงนี้เองที่ทำให้เส้นไม่กรอบ ผิดกับสับที่ความคมของมีดตัดเนื้อฉับเส้นจึงกรอบ ผมเลยใช้เครื่องที่เป็นใบมีดทำให้เส้นของเรามีขนาดเท่ากัน และมีความกรอบอร่อย” คุณสุเมธเผยเคล็ดลับ

ต่อมา “คอหมูย่าง” 80 บาท เนื้อคอหมูแท้ หมักด้วย 3 สหาย รากผักชี กระเทียม พริกไทย เสริมด้วยเครื่องปรุงรสสูตรเฉพาะ ทำให้เนื้อคอหมูนุ่มและชุ่มมาก มีน้ำจิ้มแจ่วซอสมะขามรสชาติเปรี้ยวหวานลงตัว

“ลาบปลาดุก” 70 บาท อีกหนึ่งจานเด็ด มีความแห้งสไตล์อีสานแท้ และอุดมด้วยสมุนไพร “ลาบเป็ด อุดรฯ” 75 บาท เด็ดขาดเช่นเดียวกัน

“ต้มแซ่บกระดูกอ่อน” 80 บาท ถ้วยนี้รสชาติเข้มข้น แต่ไม่จัดเกินไป เปรี้ยวกำลังดี ซดน้ำซุปได้ทั้งถ้วย กระดูกอ่อนต้มจนเปื่อยนุ่มเคี้ยวกินได้ทั้งคำ ได้ยินว่าเป็นถ้วยโปรดของอดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช เลยทีเดียว

สุดท้าย “ยำนัวหมูยอไข่แดง” 119 บาท จานนี้เด่นทั้งหมูยอ และน้ำยำ รับประกันความแซ่บ

อ้อ…เครื่องดื่ม ไม่พูดไม่ได้ “น้ำผึ้งมะนาวโซดา” ช่วงนี้ราคาแนะนำแก้วละ 45 บาท รสชาติดีมากแบบเกินคาด ดีกว่าในคาเฟ่เก๋ๆ หลายแห่งเลยค่ะ ไม่เชื่อต้องลอง

ล่าสุดมิชลินร่วมการันตีความอร่อยอีกเสียง มอบรางวัลมิชลิน บีบ กูร์มองต์ หน้าใหม่ประจำปี 2020 ถึง 4 เมนู ได้แก่ ไก่ย่าง ส้มตำกระจก คอหมูย่าง และลาบเป็ด อีกด้วย

 

และในโอกาสที่ร้านพระราม 9 ไก่ย่าง ก้าวเข้าสู่ปีที่ 21 คุณสุเมธเลยตั้งใจคืนกำไรให้ลูกค้า จัดแคมเปญ “10 เดือน 9 วันไก่บ้านย่างฟีเวอร์” คือ ในวันที่ 10 กันยายนนี้ ทุกบิลอาหารที่ใช้จ่ายถึง 300 บาท ทุกสาขา ไม่ว่าจะนั่งกินที่ร้านหรือสั่งดิลิเวอรี จะได้รับไก่ย่างสุญญากาศ ซึ่งเป็นไก่ที่ปรุงสุกแล้วสามารถนำไปเข้าเตาอบ หรือ ไมโครเวฟได้ทันที มูลค่า 170 บาทฟรี 1 ตัว เวลาตั้งแต่ร้านเปิดยันร้านปิด 10.00-21.00 น. ยกเว้นสาขาพระราม 9 ปิด 20.00 น.

ส่วนตัวขอคอนเฟิร์มอีกเสียงว่า “พระราม 9 ไก่ย่าง” คืออีกหนึ่งร้านที่คนรักอาหารอีสานต้องประทับใจค่ะ

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
ตำไทยถั่วกระจก
ตำหลวงพระบางกุ้งสด
ปลาดุกย่างจากเตาร้อนๆ
ยำหมูยอไข่แดง
ลาบปลาดุก