เมื่อเร็วๆ นี้เพจ “สมุนไพรอภัยภูเบศร” โพสต์เปิดงานวิจัยสมุนไพรไทย กับไวรัสโควิด โดยทั้ง 3 สมุนไพรถือว่ามีความโดดเด่นน่าสนใจอย่างมาก ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร มะขามป้อม และ กระชาย

สำหรับงานวิจัย “ฟ้าทะลายโจร” โดยมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร พบว่า สารแอนโดรกราโฟไลด์ ในฟ้าทะลายโจร มีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นยาเดี่ยว หรือใช้ควบรวมกับสูตรยามาตรฐานในการรักษาผู้ที่ติดเชื้อโควิดได้

งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยในหลอดทดลองเบื้องต้น กับเซลล์ปอดของมนุษย์ พบผลดีที่โดดเด่น คือ ฟ้าทะลายโจรสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสโควิดในหลายกระบวนการขั้นตอน

ได้แก่ ยับยั้งการเข้าเซลล์ของไวรัส ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส ส่งผลให้จำนวนเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสลดลง

ด้วยสรรพคุณข้างต้น กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จึงแนะนำให้ใช้ฟ้าทะลายโจร ที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์ 180 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 5 วัน สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง

ทั้งนี้มีข้อห้ามใช้ สำหรับบุคคลดังต่อไปนี้

  1. ผู้ที่แพ้ฟ้าทะลายโจร
  2. หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร
  3. มีความผิดปกติของตับและไต
  4. เป็นโรคหัวใจรูมาติก

สมุนไพรตัวต่อมา “มะขามป้อม” สรรพคุณ เป็นยาขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ แก้ไข้ แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

สำหรับงานวิจัย จากการจำลองภาพ 3 มิติในคอมพิวเตอร์พบว่า สารสำคัญในมะขามป้อมสามารถจับกับขาโปรตีนของไวรัสโควิด-19 และ ตัวรับ ACE2 ซึ่งมีบทบาทการผ่านเข้าเซลล์ปอด และยังเข้าจับกับเชื้อในหลายตำแหน่งที่มีผลต่อการยับยั้งการสร้างและการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสได้

อีกตัวคือ “กระชาย” เป็นพืชที่ถูกบรรจุในบัญชีสมุนไพรในสาธารณสุขมูลฐาน มีรสเผ็ดร้อน ขม ซึ่งแนะนำให้ใช้สำหรับประชาชนทุกคนในการดูแลอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น โดยมีสรรพคุณแก้แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด โดยนำเหง้าแห้งประมาณครึ่งกำมือ ต้มกับนํ้าสะอาด รินเอาเฉพาะนํ้าดื่ม

ส่วนผลการวิจัย กระชายขาว กับประสิทธิภาพในการต้าน COVID-19 นั้น ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (TCELS) ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึงประสิทธิภาพของกระชายขาวดังนี้

จากการตรวจคัดกรองสารสกัดในคลังจำนวนกว่า 120 ตัวอย่าง พบว่า สารสกัดจำนวน 6 ชนิด ที่มีศักยภาพในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของ SARS-CoV-2 ที่ให้ผลในการยับยั้งการติดเชื้อของไวรัสได้ 100% ที่ปริมาณความเข้มข้นของยาในระดับน้อยๆ และไม่เป็นพิษต่อเซลล์ ซึ่งผลดังกล่าวได้ผ่านการทดสอบเทียบเคียงกับผลการยับยั้งของ FDA approved drugs ได้แก่ ยา Niclosamide และยา Hydroxychloroquine

โดยทีมวิจัยได้ทำการคัดเลือกมา 2 สารจากจำนวน 6 สารดังกล่าว คือ ขิง และกระชายขาว มาทำการตรวจวิเคราะห์ในเชิงลึกถึงกลไกระดับเซลล์ต่อ และเมื่อวิเคราะห์พบว่ากระชายขาวให้ปริมาณฤทธิ์ความเข้มข้นกว่าสารสกัดบริสุทธ์ฟ้าทะลายโจรถึง 30 เท่า และดีกว่าสารสกัดขิง 10 เท่า จึงพบว่าดีที่สุดในสารที่มี

หลังจากนี้ทีมวิจัยได้มีการเจาะลึกต่อไปว่าสารสำคัญอะไรที่อยู่ในกระชายขาวที่เป็นองค์ประกอบหลักที่ทำให้เกิดการยับยั้งได้ ซึ่งก็พบว่า แพนดูราทินเอ (Panduratin A) และ พิโนสโตรบิน (Pinostrobin) เป็นตัวหลักๆ ที่ยับยั้งเชื้อไวรัสได้ ขณะเดียวกันได้มีแผนการตรวจวิเคราะห์ในเชิงลึกถึงกลไกระดับเซลล์ต่อไป

ใครๆ ก็รู้ว่าแดดเมืองไทยร้อนขนาดไหน ถ้าใครที่ต้องออกไปตากแดดนานๆ น่าจะประสบปัญหาเรื่องผิวแสบร้อน ผิวไหม้กันแน่ๆ แต่ไม่ต้องกังวลใจ เพราะเรามีตัวช่วยที่สามารถหาได้ในบ้านของคุณเองและวิธีทำก็ไม่ยุ่งยาก บอกเลยว่าง่ายนิดเดียว มีอะไรบ้างมาดูกันค่ะ

1. ประคบผิวด้วยแตงกวา
เพียงนำแตงกวาไปแช่เย็น จากนั้นนำมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ วางประคบตามจุดต่างๆ ของผิวที่มีอาการแสบไหม้จากแดด วิตามินและความเย็นจากแตงกวาจะช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนและช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง

2. รักษาด้วยว่านหางจระเข้
ให้นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกออก เอาเฉพาะส่วนที่เป็นวุ้นมาทาบริเวณผิวหนังที่ไหม้จากแดด วิธีนี้จะช่วยให้อาการแสบร้อนทุเลาลงได้เป็นอย่างดี

3. ทาผิวด้วยน้ำมันมะพร้าว
น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติช่วยรักษาอาการผิวไหม้จากแดดได้ดี เพียงแค่นำสำลีไปชุบกับน้ำมันมะพร้าว แล้วนำไปทาในบริเวณที่ผิวไหม้ จะช่วยทำให้รอยไหม้ค่อยๆ จางลงได้

4. ฟื้นฟูผิวจากภายในด้วยวิตามินซี
การรับประทานวิตามินซีวันละ 2,000 มิลลิกรัม ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ผิวที่กำลังอ่อนแอลงจากการถูกเผาไหม้จากแดดให้กลับมาแข็งแรงขึ้นได้ โดยให้รับประทานวิตามินซีควบคู่ไปกับการบำรุงผิวด้วยการทาครีมกันแดดจะยิ่งช่วยเร่งการฟื้นฟูผิวให้ดีขึ้นได้

5. สครับผิวด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ
หลังจากผ่านระยะผิวแสบร้อน ผิวไหม้มาแล้ว ประมาณ 1-2 สัปดาห์แล้ว คราวนี้ได้เวลาสครับผิวเพื่อขจัดความหมองคล้ำ เพียงใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติง่ายๆ อย่าง ขมิ้นผง น้ำผึ้งและน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะพร้าว โดยนำส่วนผสมดังกล่าวมาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำมานวดลงบนผิวอย่างเบามือ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด ทำเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้งติดต่อกันประจำ รับรองสภาพผิวที่เคยหมองคล้ำดำแห้งกร้านจะกลับมาขาวใสเนียนนุ่มอีกครั้งแน่นอน

อาการแสบร้อน ผิวไหม้ผิวเสียจากแสงแดด นับเป็นปัญหาที่หลายๆ คนต้องพบเจอโดยเฉพาะคนที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานๆ ก็ยิ่งทำให้ผิวไหม้เสีย ทั้งหมองคล้ำ หยาบกร้านได้ ลองนำเคล็ดลับที่เรานำมาฝากไปปรับใช้ หรือเลือกสูตรที่เหมาะสมกับคุณเพื่อให้ผิวของคุณสวยไม่กลัวแดดอีกต่อไปนะคะ

ที่มา : บล็อกเล่าเก้าสิบ

นอกเหนือไปจากการดูแลตัวเอง อย่างการใส่แมสก์ป้องกันการติดเชื้อไวรัส หรือล้างมือบ่อยๆ ด้วยใจที่ลุ้นแบบวันต่อวันว่า นี่ฉันติดหรือยังนะ เชื่อเถอะว่าการรับประทานอาหารก็ช่วยป้องกันไวรัสได้ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ สมุนไพร 3 กลุ่ม ที่คอนเฟิร์มแล้วจากแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกชื่อดัง

“นพ. มรุต จิรเศรษฐศิริ” อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ได้แนะนำผัก ผลไม้ สมุนไพรที่มีสรรพคุณเด็ดในการช่วยสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ช่วยป้องกันการติดโควิด-19 ว่าประกอบไปด้วยผัก ผลไม้ สมุนไพร 3 กลุ่มด้วยกัน

กลุ่มเสริมภูมิคุ้มกัน

พลูคาว หรือผักคาวตอง เห็ดต่างๆ ซึ่งมีสารสำคัญ คือเบต้ากลูแคน เช่น เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดออรินจิ เห็ดหลินจือ ตรีผลา เช่น สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม

กลุ่มที่มีวิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระ

ดอกขี้เหล็ก, ยอดมะยม, ใบเหลียง, ยอดสะเดา, มะระขี้นก, ฟักข้าว, ผักเชียงดา, คะน้า, มะรุม, ผักแพว มะขามป้อม, ลูกหม่อน และผักผลไม้หลากสี

กลุ่มที่มีสารสำคัญป้องกันการติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19

พลูคาวหรือผักคาวตอง กะเพรา หอมแดง หอมหัวใหญ่ มะรุม ใบหม่อน แอปเปิล เปลือกผลของพืชตระกูลส้ม เช่น ส้ม มะนาว มะกรูด ส้มซ่า

เห็นได้ว่าผัก ผลไม้ สมุนไพรเหล่านี้มักเป็นส่วนประกอบใน อาหารไทย อยู่แล้ว ซึ่งเราสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบใส่ลงไปในอาหารได้อย่างหลากหลาย ยกตัวอย่าง

เมนูต้มยำ มีหอมแดง หอมใหญ่ ซึ่งมีสารเคอร์ซีทินช่วยป้องกันไวรัสเข้าสู่เซลล์ ลดโอกาสการติดเชื้อ ส่วนเห็ดในเมนูต้มยำก็มีสารเบต้ากลูแคน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

เมนูต้มโคล้ง ส่วนประกอบในเมนูนี้จะคล้ายกันกับเมนูต้มยำ คือ มีหอมแดง หอมใหญ่ และมะนาว ซึ่งมีสารเคอร์ซีทิน เบต้ากลูแคน และวิตามินซี ช่วยสร้างภูมิทำให้ไม่ป่วยง่าย

แกงส้มมะรุม ถือเป็นเมนูที่มีผักหลายสี หลายชนิดรวมกันในเมนูเดียว จึงทำให้เป็นแหล่งรวมวิตามินซีสูง รวมไปถึงสารกลุ่มแอนโทไซนิน ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยไม่ให้ป่วยง่าย

ผัดกะเพรา ก็ช่วยเสริมภูมิป้องกันไวรัสด้วย เพราะใบกะเพรามีสารโอเรียนทิน ช่วยป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ ช่วยให้ไม่ป่วยจากเชื้อไวรัสได้!

ที่มา : ข่าวสด

เพจ “สมุนไพรอภัยภูเบศร” เผยแพร่ข้อมูลของ “ดีปลี” ของดีอาเซียนไว้ว่า เป็นสมุนไพรเก่าแก่ที่ปรากฎในคัมภีร์อายุรเวท มานานกว่า 4 พันปี พบมากในอินโดนีเซีย ส่วนประเทศไทยคนภาคใต้ และ ภาคเหนือนิยมนำมาเป็นเครื่องเทศแทนพริก และ พริกไทย มีรสเผ็ดร้อน ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องลาบเมืองเหนือ

สำหรับประโยชน์ของดีปลี เว็บไซต์ Medthai.com ระบุดังนี้

-ผลอ่อนดีปลีสามารถใช้รับประทานเป็นผักสดได้
-ผลแก่สามารถนำมาใช้ตำน้ำพริกแทนพริกได้ หรือในบางท้องถิ่นก็นำมาใช้แต่งใส่ในผักดองเช่นเดียวกับพริก
-ยอดอ่อนดีปลีสามารถนำมาใช้ใส่ในข้าวยำได้
-ผลดีปลีแห้งมีรสเผ็ดร้อนขม สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องในการประกอบอาหาร ด้วยการนำผลสุกดีปลีมาตากแห้งแล้วใช้ปรุงรสแกงคั่ว หรือแกงเผ็ด เพื่อใช้ดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้ดี และยังช่วยปรุงรสปรุงกลิ่นให้อาหารน่ารับประทาน นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้แต่งกลิ่นผักดองได้อีกด้วย
-เครื่องเทศดีปลีสามารถช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดี
-ช่วยถนอมอาหารไม่ให้เกิดการบูดเน่าได้
-นอกจากจะปลูกไว้เป็นเครื่องเทศและเป็นยาสมุนไพรแล้ว ยังปลูกไว้เป็นไม้ประดับเพื่อชมใบสีเขียวสดดูชุ่มชื่น หรือปลูกเพื่อดูผลที่เป็นสีเหลืองจวนสุกก็ได้เช่นกัน
-ผลดีปลีมีน้ำมันหอมระเหยที่มีฤทธิ์สามารถฆ่าแมลงด้วงงวงและด้วงถั่วได้ และอาจนำมาสกัดเป็นสารกำจัดแมลงสูตรธรรมชาติได้
-ดีปลีใช้ปลูกในเชิงการค้าเพื่อใช้อุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณหรือยาสมุนไพร โดยมีทั้งการปลูกเป็นพืชหลักและพืชเสริม โดยแหล่งผลิตที่สำคัญในบ้านเราได้แก่ ตำบลบ้านใหม่ ตำบลพังตรุ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนแหล่งผลิตอื่น ๆ ก็ได้แก่ จังหวัดนครปฐม จันทบุรี และนครศรีธรรมราช

ด้านสรรพคุณทางยานั้นล้นเหลือ ทั้งบำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด เป็นยากระจายลม ดีต่อท้องและปอด แก้ปัญหากระเพาะและลำไส้ได้ดี เช่น อาหารไม่ย่อย มีลมในกระเพาะมาก ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้หวัด หอบหืด หลอดลมอักเสบ

นอกจากนี้งานวิจัยใหม่ยังพบว่าดีปลี เป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพต้านมะเร็ง เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านการอ็อกซิไดส์ทั้งในหลอดทดลอง และ สัตว์ทดลอง

สำหรับข้อควรระวัง คือ ไม่ควรบริโภคมากเกินไป ทำให้ร้อนใน ห้ามบริโภคในหญิงมีครรภ์ นอกจากนี้ดีปลี เป็นยาเพิ่มกำลังให้ยาตัวอื่นมีคุณสมบัติในการดูดซึมยาสูง ควรระวังบริโภคร่วมกับยาต้านการแข็งของเลือด

#MatichonAcademy