ทุกๆ สิ้นเดือนหลายคนเปิดกระเป๋าตังค์แล้วลมจะจับ นั่นเพราะว่าเราไม่เห็นแบงก์สีเทาสักใบ หรือมีเพียงแบงก์สีแดงกับแบงก์สีเขียวซึ่งมีอยู่น้อยนิด แต่เราต้องเก็บอาการแกลบเอาไว้ในใจไม่ให้ใครรู้ เดี๋ยวจะเสียฟอร์ม และนอกจากจะมีแบงก์อยู่ไม่กี่ใบแล้ว ส่วนหนึ่งจะเห็นบัตรแข็งต่างๆ ที่อยู่ในกระเป๋าของเรา ซึ่งแต่ละบัตรก็เป็นเสมือนตัวช่วยของเราได้เป็นอย่างดี และยังต้องมีหากจำเป็น

บัตรเดบิต : รูดง่ายได้ทั่วโลก ผ่านบัญชีเงินออมทรัพย์ของเรา

ส่วนใหญ่ “บัตรเดบิต” ใบนี้ทุกคนมักมีกันอยู่แล้วซึ่งเหมือนบัตรเอทีเอ็มเดิมๆ แต่นอกจากเราสามารถกดเงินสดในบัญชีออกมาใช้ได้แล้วยังรูดซื้อของผ่านบัตรใบนี้ได้โดยไม่มีดอกเบี้ย เพราะเป็นการรูดออกจากบัญชีเงินออมทรัพย์ของเรานั่นเอง แต่อย่ารูดเพลินจนลืมว่าไม่ใช่บัตรเครดิต เพราะเงินในบัญชีก็จะลดลงตามไปด้วย เดี๋ยวรู้ตัวอีกทีเงินในบัญชีหายเกลี้ยง

นอกจากนี้ บัตรเดบิตในประเทศไทยยังสามารถนำไปซื้อสินค้าหรือกดเงินสดในต่างประทเศได้ด้วย ซึ่งเป็นบัตรที่มีตราสัญลักษณ์อยู่มุมขวาล่าง นับว่าเป็นบัตรที่ยอมรับกันทั่วโลกอีกด้วย

เท่านั้นไม่พอ บัตรเดบิตของหลายสถาบันการเงินยังพ่วง “บัตรส่วนลด” รวมอยู่ด้วย พร้อมมีโปรโมชั่นการใช้จ่ายอีกมากมายให้เราเลือก อาทิ ธนาคารกสิกรไทย เน้นความน่ารักของบัตรด้วยลวดลายบนบัตรต่างๆ พร้อมกับโปรโมชั่นส่วนลดต่างๆ ที่จัดเต็ม

-บัตรเดบิตพลัสของธนาคารไทยพาณิชย์ เราจะได้ทั้งบัตรเดบิตและความคุ้มครองจากอุบัติเหตุ และยังสามารถถอนเงินที่ตู้เอทีเอ็มทั่วโลกที่มีเครื่องหมาย Cirrus และถอนได้เป็นจำนวน 200,000 บาท/วัน

-บัตรกรุงศรีเดบิตออมทรัพย์ ที่มาพร้อมกับคำว่า จ่ายบิลฟรี! กดเงินทุกตู้ทุกธนาคารฟรี! เป็นต้น

แต่โดยส่วนใหญ่บัตรเดบิตนี้จะเป็นบัญชีธนาคารที่ทางนายจ้างของเราเลือกทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น โอนเงินเดือนให้เรานั่นเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเปิดเพียง 1 บัญชี เราสามารถเปิดบัญชีออมทรัพย์และสมัครบัตรเดบิตได้อีกกับทุกธนาคาร แต่จะต้องมีเงินหมุนเวียนในบัญชี เพราะทุกบัตรก็มีค่าธรรมเนียมรายปีอยุ่เหมือนกันนะ และอย่างน้อยควรติดบัญชีไว้ 500 บาท

บัตรเครดิต : บัตรกดเงินอนาคต ง่ายตรงปลอดหนี้ ชีวีปลอดภัย

สำหรับสาวออฟฟิศอย่างเรา ส่วนใหญ่แล้วก็มี “บัตรเครดิต” ไว้ใช้จ่ายกันทั้งนั้น โดยกลไกของการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมี “ข้อดี” ก็คือไม่ต้องพกเงินสด สะดวกต่อการใช้จ่าย และในกรณีที่ต้องใช้จ่ายสิ่งนั้นๆ บ่อยๆ เช่น การเติมน้ำมันรถยนต์ ใช้จ่ายบัตรเครดิตไว้แลกบัตรส่วนลด เป็นต้น แต่ก็ต้องระวังรูดเพลิน เวลาบิลเก็บส่งตรงถึงบ้าน (หรือที่ทำงาน) ก็แทบหงายหลังเพราะเยอะเกินตัวนั่นเอง (อาทิ ใช้เต็มวงเงิน)

ทั้งนี้ ก่อนที่เราจะสมัครบัตรเครดิตกับสถาบันการเงินใด ขอแนะนำว่าควรดูที่ “โปรโมชั่น” ที่ตรงใจใช่เลยกับไลฟ์สไตล์ของเรา จุดนี้สำคัญที่สุด เพราะเงื่อนไขของแต่ละธนาคารที่เราเลือกนั้นย่อมต่างกันออกไป ไลฟ์สไตล์ของนเราก็ไม่เหมือนกัน

คนชอบท่องเที่ยว หรือโดยเฉพาะคนที่มักจะเดินทางด้วย “เครื่องบิน”ก็ควรจะมีบัตรเครดิตที่ให้โปรโมชั่นส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 5% สำหรับการซื้อตั๋วเครื่องบินและทัวร์ในประเทศ พร้อมได้รับการคุ้มครองอุบัติเหตุจากการเดินทาง

คนที่ชอบความบันเทิง กิน และช้อปปิ้ง ก็จะสามารถรูดบัตรได้เลย เพราะว่ามีโปรโมชั่นร้านค้า ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหารต่างๆ รวมทั้งโรงแรม ที่พัก เพื่อเก็บสะสมบัสแลกของต่างๆ หรือใช้เป็นส่วนลดได้

คนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวมือใหม่ ต้องดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ในบ้าน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมทั้งสินค้าขนาดใหญ่เข้าบ้าน มักต้องจัดการระบบการเงินด้วยการผ่อนชำระ ซึ่งบางธนาคารก็มีแบบอัตราดอกเบี้ยน้อย ผ่อนนาน หรือดอกเบี้ย 0% 10 เดือน หรือกระทั่งระบุสินค้าที่สามารถเข้าร่วมในการซื้อผ่านบัตรเครดิตเพื่อเป็นส่วนลดได้

เพราะฉะนั้น เวลาจะซื้อของ นอกจากจะดูความชอบส่วนตัว ดูคุณภาพของสินค้าแล้ว อย่าลืมดูว่ารูดบัตรเครดิตธนาคารอะไรแล้วคุ้มด้วยล่ะ ที่สำคัญอย่าลืมอ่านข้อกำหนดและเงื่อนไขที่เป็นดอกจันเล็กๆ ย่อยๆ เยอะๆ ด้านล่างนั้นด้วย เพราะจุดสำคัญมันอยู่ตรงนั้น รวมทั้งค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีที่ต้องอ่านกันให้ขึ้นใจเลยทีเดียว

เทคนิคการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตให้ชีวีมีสุขนั้นก็คือ จ่ายให้ตรงกับระยะปลอดหนี้ ซึ่งแต่ละธนาคารก็จะมีเงื่อนไขแต่ละบัตรเครดิตไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องของระยะปลอดอกเบี้ย หรือที่บางคนเรียกว่า “ระยะปลอดภัย” ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะอยู่ที่ 45 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดบัตรและเงื่อนไขแต่ละธนาคารอีกเช่นกัน

ระยะปลอดภัยนี้คือ การที่เราต้องจ่ายให้ครบภายในระยะเวลาที่กำหนด ภายหลังรูดปรื๊ดๆๆ เราจะได้ไม่ต้องมานั่งกุมขมับกับดอกเบี้ยที่มีอัตรามากกว่า 10% ขึ้นไป (ตาโต!)

แนะนำเพิ่มเติมว่า หากกลัวลืมจ่าย หรือเกรงว่าจะหมุนเงินสดไม่ทัน ก็ให้สมัครบัตรเครดิตกับธนาคารที่เป็นบัญชีเงินเดือน ซึ่งสามารถกำหนดได้ว่าให้หักค่าบัตรเครดิตผ่านบัญชีเงินเดือนของเราได้เลย หรือเลือกสมัครบัตรเครดิตที่มีธนาคารอยู่ใกล้บ้าน แม้ไม่ได้หักโดยตรงจากบัญชีแต่ก็ยังสะดวกต่อการชำระอยู่ดี

นอกจากนี้ หากเราใช้จ่ายอย่างถูกต้องและถูกทาง มันจะเป็นหนึ่งในตัวช่วยเรื่องของการจับจ่ายด้วยการหมุนเงินเบาๆ ให้ตัวเราเองได้อีกด้วย เช่น เมื่อเราอยากซื้อของที่มีราคาสูง หากมีบัตรเครดิต (บางธนาคาร) ก็จะได้รับส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์อีก ไปๆ มาๆ ซื้อผ่านบัตรเครดิตกลับถูกกว่าพกเงินสดเป็นตั้งๆ ไปซื้อเสียอีก ดีไม่ดีได้ของแถมอะไรติดไม้ติดมือกลับมาอีก

โดยเฉพาะเรื่องการผ่อนชำระ บางธนาคารก็มอบโปรโมชั่นดอกเบี้ย 0% นานกี่เดือนก็ว่าไป ซึ่งหากเราชำระตรงงวด และเต็มจำนวนโดยไม่ผ่อนยิบย่อย ซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารจะให้ผ่อนชำระขั้นต่ำ 10% ของยอดเงินรวมได้ เราก็จะสามารถอยู่กับบัตรเครดิตได้อย่างปกติสุข

แต่โปรดอย่าลืมว่าส่วนต่างที่ยังไม่ได้จ่ายของ 10% นี้ก็คือ การคำนวณเป็นดอกเบี้ยเหมือนกันนะ (แล้วเมื่อไหร่จะปลดหนี้สักทีล่ะงานนี้)

ท้ายสุดแล้ว การที่เราจะมีบัตรเครดิตสักใบก็จะเป็นประโยชน์หากเรารุ้จักใช้ รู้จักจ่าย ไม่หมกหนี้ ไม่เป็นหนี้ดอกเบี้ย สมัครไว้คนละ 1 ใบไม่ได้แปลว่าเราเป็นหนี้ แต่เราขอเรียกว่าคนมีเครดิตจะดีกว่าค่ะ เพราะหากจ่ายตรง จ่ายเต็ม ก็เป็นการหมุนเงินระบบใช้ก่อนจ่ายทีหลัง ทั้งยังมีเครดิตสำหรับการกูเงินซื้อบ้าน หรือเพื่อทำธุรกิจเล็กๆ ของเราด้วยนะ

แต่ขอแค่เบาๆ ก็พอนะคะ มิเช่นนั้นหากจัดเต็มวงเงินทุกบัตรทุกใบแล้วละก็…ขอบอกไว้เพียงแค่ว่า “ชีวิตพัง!” สถานเดียวค่ะ

บัตรกดเงินสด : ทันใจ ผ่อนจ่ายทีหลัง (จะดีจริงหรือ?)

บัตรกดเงินสด อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการหาตัวช่วยเรื่องต้องการใช้เงิน “ฉุกเฉิน” โดยไม่ต้องไปยืมเพื่อนให้เสียหน้า ไม่ต้องแบกหน้าไปยืมอาบังดอกเบี้ยมหาหิน โดยบัตรกดเงินสดนี้สามารถเบิกเงินสดออกมาจากเครื่องเอทีเอ็มทั่วประเทศได้เลย เป็นการใช้เงินแบบวงเงินสำรองระยะสั้น หรือที่เรียกว่า กู้เงินสดระยะสั้น ระยะเวลาไม่เกิน 4 เดือน อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 28% ต่อปี

บางคนเมื่อเห็นอัตราดอกเบี้ยแบบนี้ก็แทบหงายหลัง อยากจะหันกลับไปซบอกอาบังจริงๆ เหตุที่ดอกเบี้ยสูงนั้นมีเหตุผลอยู่ว่า มันสามารถเบอกถอนได้แบไม่มีกำหนดระยะเวลา แต่มีกำหนดในการผ่อนชำระคืนที่ชัดเจนนั่นเอง ซึ่งสถาบันการเงินที่เราทำบัตรจะคิดดอกเบี้ยจากยอดรวมที่เราเบิกเงินจนถึงวันที่ชำระค้างอย่างน้อย 3-5% ของยอดค้างชำระ

อีกอย่าง สามารถสมัครบัตรนี้ได้เลยแม้รายได้ไม่ถึง 15,000 บาทก็ตาม และวงเงินที่จะได้รับนั้นสูงสุดอยู่ที่ 3 เท่าของรายได้ ส่งผลให้มีคนจำนวนมากพกบัตรนี้อยู่ในกระเป๋ามากกว่าการพกบัตรเครดิตนั่นเอง

แต่อย่าลืมว่าหากเราคิดจะสมัครไปเสียทุกบัตร ก็ควรตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมให้ถี่ถ้วนด้วย ว่าเราสามารถผ่อนจ่ายหนี้สินของเราได้มากน้อยแค่ไหน บัตรแบบไหนที่เหมาะกับเรา มาเป็นตัวช่วยในชีวิตของเราและไม่กลายเป็น “ภาระ” มากจนเกินไป

บัตรสมาชิก (สำหรับส่วนลดต่างๆ)

ด้วยความที่เราเป็นหนึ่งในสาวชอบช้อป และมีการใช้จ่ายในที่ซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง จึงเลือกทำบัตรสมาชิกต่างๆ เพื่อใช้เป็นส่วนลดราคาสินค้าได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถลดราคาสินค้าได้ประมาณ 3-15%

เช่น เราซื้อของ 300 บาท ใช้บัตรส่วนลด 3% ก็จะเหลือเท่ากับ 291 บาท แถมยังมีแต้มไว้เพื่อเป็นส่วนลดเพิ่มในการใช้จ่ายครั้งหน้าอีกด้วย และเพื่อความสะดวกต่อการใช้งาน อาทิ บัตรสมาชิกร้านหนังสือ ร้านเครื่องสำอาง บัตรห้างสรรพสินค้า บัตรสมาชิกร้านกาแฟ เป็นต้น

ส่วนใหญ่ค่าสมัครก็คนละ 50 บาทขึ้นไป คิดเป็นปีต่อปี รวมทั้งยังได้สิทธิประโยชน์พิเศษจากทางร้านนั้นๆ เพิ่มเติม

นอกจากนี้ยังมีบัตรอื่นๆ อีก เติมเงินทางด่วน (Easy Pass) บัตรรายเดือนรถไฟฟ้า สำหรับคนที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว หรือเลือกใช้บริการจ่ายรายเดือนค่าโทรศัพท์และค่าอินเตอร์เน็ต เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้อยุ่ในกระเป๋าของเราหรอก แต่รวมไว้ในหใดนี้เพราะเป็นลักษณะเหมาจ่าย ซึ่งจะช่วยให้เราบริหารเงินในกระเป๋าของเราได้ดีขึ้น

เมื่อเรารุ้ว่ามีรายจ่ายที่ตายตัวเท่าไร โดยคิดจากการที่เราจ่ายแบบเหมาหรือรายเดือน เราก็จะสามารถจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายของเราได้ง่ายขึ้น และไม่งงกับเงินที่ใช้จ่ายในแต่ละวันด้วย


 

ที่มา หนังสือ Knock Down Money ออมเงินให้อยู่หมัด! โดย ศรัญญา โรจน์พิทักษ์ชีพ สนพ.มติชน

เปิด 5 สายงานที่ไม่ต้องนั่งทำประจำออฟฟิศ!!

Human of Office ชีวิตมนุษย์เงินเดือน

“จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com)” ได้ทำการรวบรวมข้อมูลตำแหน่งงานระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2561 พบ 5 สายงานน่าสนใจที่ไม่ต้องนั่งประจำออฟฟิศและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน

“แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์” ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) กล่าวว่า สำหรับบางคนการนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะทั้งวันเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงคงเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนุกสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นคนที่ไม่ชอบการทำงานอยู่กับที่ ชอบเดินทางออกไปพบปะผู้คน ก็ต้องอยากมองหางานที่ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ จ๊อบไทยดอทคอม ในฐานะเว็บไซต์หางาน สมัครงาน อันดับ 1 ของประเทศไทย จึงได้ทำการรวบรวมข้อมูลสายงานที่ไม่ต้องนั่งประจำออฟฟิศ โดยพบว่ามี 5 สายงานที่กำลังเป็นที่สนใจในตลาดแรงงาน ดังนี้

หนึ่ง งานขาย 20,420 อัตรา งานยอดนิยมที่ไม่จำเป็นต้องนั่งประจำออฟฟิศ เพราะว่าสายงานนี้ต้องออกไปพบเจอผู้คนข้างนอกอยู่เสมอ ถือเป็นสายงานที่มีความสำคัญและเป็นที่ต้องการของทุกองค์กร เพราะเป็นสายงานที่หารายได้ให้แก่องค์กร ที่สำคัญไม่ว่าจะเรียนจบสายอะไรมาก็สามารถทำได้เพียงแค่มีใจรักและทุ่มเท

รวมถึงหากเป็นคนที่ชอบเจรจาสื่อสารกับผู้อื่น งานขายถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะไม่ต้องนั่งโต๊ะทำงานทั้งวันแล้ว งานขายยังมีโอกาสที่จะสร้างรายได้ได้มากกว่างานทั่วไปอีกด้วย เพราะยิ่งทำยอดขายได้มากก็มีสิทธิ์ได้ค่าคอมมิชชันมากขึ้นตามลำดับ

สอง งานออกแบบกราฟิก 2,370 อัตรา เป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีใจรักในการออกแบบต่าง ๆ อีกทั้งยังมีผลตอบแทนที่สูงจนน่าพอใจ ซึ่งในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าและเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทำให้สายงานนี้สามารถทำงานและส่งมอบงานได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ

สาม ล่าม/มัคคุเทศก์ 885 อัตรา หลายคนอาจคิดว่างานนี้มีหน้าที่แค่แปลภาษา แต่ในการทำงานจริงนั้นอาจจะต้องเผชิญกับความซับซ้อน และความกดดันมากมาย ดังนั้นนอกจากจะต้องแตกฉานในภาษาแล้ว สายงานนี้ยังต้องเข้าใจเนื้องาน รวมถึงมีไหวพริบแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ด้วย ที่สำคัญสายงานนี้ถือเป็นอีกงานที่มีโอกาสได้พบปะผู้คนหลากหลายตลอดการทำงาน รวมถึงได้เดินทางบ่อยไม่ว่าจะในประเทศและต่างประเทศ

สี่ งานด้านกิจกรรมการตลาด หรือ งานอีเว้นท์ 421 อัตรา บทบาทหลักจะเกี่ยวข้องกับการวางแผนสร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาด ตั้งแต่การเตรียมงบประมาณ อุปกรณ์ สถานที่ และดูแลความเรียบร้อยของกิจกรรมตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งคนที่อยู่ในสายงานนี้จะมีโอกาสได้ออกไปทำงานหลากหลายสถานที่ รวมถึงได้ติดต่อประสานงานกับผู้คนมากมาย

และ สุดท้าย งานนักเขียนบทความ 169 อัตรา ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้แวดวงทุกธุรกิจต้องหันมาให้ความสำคัญกับการทำการตลาดออนไลน์ ดังนั้นสายงานนี้ซึ่งเปรียบเสมือนผู้สร้างสรรค์เนื้อหาให้ออกมาได้ผลตามการตลาดออนไลน์ที่วางไว้จึงเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้นเรื่อย ๆ และด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบันมีความทันสมัยจึงทำให้งานประเภทนี้สามารถได้ทุกที่ทุกเวลา

อย่างไรก็ตามนอกจากงานข้างต้นแล้ว เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอมยังมีงานครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศที่อัพเดตทุกวันกว่า 90,000 อัตรา 130 อาชีพ จาก 40 กลุ่มธุรกิจ รวมถึงมีระบบการหางานที่ทันสมัยตอบโจทย์ทุกความต้องการทั้งผู้หางาน และบริษัทที่ต้องการหาพนักงานอย่างเต็มรูปแบบอีกด้วย

คนที่ไปเที่ยวนานๆ หรือใช้ชีวิตยู่ในญี่ปุ่นแล้วใช้บริการรถไฟ อาจมีข้อสงสัยบางอย่างคล้ายกับผมว่า “ทำไมรถไฟต้องหยุดกะทันหัน” แถมหยุดกะทันหันบ่อยๆ เสียด้วย ทั้งๆ ที่ระบบโครงสร้างและวิศวกรรมญี่ปุ่นออกจะเพียบพร้อมอยู่แล้ว

คนไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นอาจจะรู้สึกแค่ว่า น่าจะเกิดเหตุอะไรบางอย่างที่สถานีรถไฟ จึงยืนคอยจนกว่ารถไฟจะใช้การได้ปกติเหมือนเดิม

จากสถิติที่บริษัทรถไฟส่งให้กระทรวงที่ดิน ระบบสาธารณูปโภค คมนาคมและการท่องเที่ยวในญี่ปุ่น พบว่า ที่รถไฟต้องหนุดกะทันหันส่วนใหญ่นั้น จริงๆ แล้วเกิดจากเหตุการณ์ที่คนญี่ปุ่นเลือกฆ่าตัวตายบนเส้นทางรถไฟกันนี่แหละครับ บรึ๋ยยย..

ถ้าใครเพิ่งรู้ ก็ต้องขออภัยที่เอามาบอก เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมญี่ปุ่น

ตลอด 3 ปีที่ผมทำงานอยู่ในโตเกียว ผมก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ครั้งหนึ่ง ไม่ได้เห็นต่อหน้า แต่เห็นว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น และมีเจ้าหน้าที่จำนวนมากรีบวิ่งเข้าไปในที่เกิดเหตุจริง เมื่อเรื่องร้ายลักษณะนี้เกิดขึ้น ทางสถานีรถไฟจะประกาศให้คนในสถานีทราบว่า Jin-Shin-Ji-Ko จินชินจิโคะ หรืออุบัติเหตุทางรถไฟที่ทำให้คนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ถ้าคุณยืนอยู่ในสถานี หรือกำลังโดยสารอยู่ในสถานีรถไฟ แล้วอยู่ดีๆ รถไฟหยุดพร้อมมีเสียงประกาศจากนายสถานี จับใจความได้โดยมี 4 คำนี้ จิน-ชิน-จิ-โคะ เท่ากับว่าคุณอยู่ใกล้ๆ เหตุการณ์ครับ

เป็นที่ทราบกันครับว่าในประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนคนที่คิดฆ่าตัวตายเยอะ ถ้าพูดถึงเคสคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากรถไฟ 15 สายหลักในมืองมีมากถึง 3,145 เคสใน 10 ปีที่ผ่านมา

แล้วในจำนวนนั้นมีเคสคนพยายามฆ่าตัวตายด้วยรถไฟถึง 1,985 เคสเลยทีเดียว หรือนับเป็น 63% ของทั้งหมด

ร้ายไปกว่านั้น วิธีการของการฆ่าตัวตายด้วยรถไฟส่วนใหญ่คือ “การกระโดดเข้าหารถไฟที่กำลังวิ่งอยู่ครับ”

แล้วสัดส่วนอายุที่กระทำการเช่นนี้มากที่สุดคือ “ชายหรือหญิงที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปี”

โอ้ววว น้องเอ๋ย ชีวิตยังมีทางให้เดินต่ออีกมาก ทำไมถึงคิดสั้นขนาดนั้นล่ะ

แล้วเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดบ่อย ราวๆ ช่วงเปิดเรียนใหม่ๆ หลังจากมีช่วงหยุดปิดเทอมเป็นเวลานานครับ

ทางด้านผู้ใหญ่ที่กระทำการเช่นนี้ ส่วนใหญ่คือเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ถูกใช้งานหนักจากบริษัทหน้าเลือด แล้วเกิดความเครียดสุมอยู่ในอก หาทางออกไม่ได้จนต้องจบชีวิตลงแบบนั้น

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ทางประเทศญี่ปุ่นเองก็พยายามแก้ไขปัญหานี้ ทางสถานีรถไฟเองก็พยายามเลือกใช้ชานชาลาระบบปิด มีประตูเลื่อนปิดอัตโนมัติขณะรถไฟเทียบจอดชานชาลา แล้วค่อยเปิดประตูให้ผู้โดยสารเดินเข้าประตูรถไฟ (คือเราจะกระโดดไปที่รางตามอำเภอใจไม่ได้แล้ว ค้ายๆ รถไฟฟ้า MRT บ้านเรา)

ส่วนฝั่งบริษัทและองค์กรต่างๆ ก็พยายามหาโอกาสให้พนักงานได้หยุดหรือลางานได้มากขึ้น ไม่ต้องคอยเกรงอกเกรงใจสายตาคนรอบข้างที่จะหาว่าเราไม่มุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน

สุดท้ายนี้ต้องบอกว่า เราคนไทยโชคดีที่มีที่พึ่งทางจิตใจค่อนข้างมาก มีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ในขณะที่คนญี่ปุ่นจำนวนมากไม่ได้ยึดถืออะไรเหมือนคนไทยเรา นอกจากการพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก พอพวกเขามีปัญหาสภาพจิตใจขึ้นมา ไม่มีใครให้ปรึกษา จึงตัดสินใจลงเอยในลักษณะนั้น

เรื่องนี้อยากบอกอะไร?

ผมอยากจะสื่อสารให้ทุกคนรู้ว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม จะทำอะไรอยู่ ขอให้คุณค้นหา “คุณค่า” ของตัวคุณเอง

คุณค่าของตัวเราไม่ต้องยิ่งใหญ่นัก อาจเกิดจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อะไรก็ได้ที่ทำได้ทำเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว เพื่อสังคมหรือเพื่อประเทศชาติครับ

ทุกชีวิตมีค่ามากเกินกว่าจะบรรยายด้วยตัวอักษร

หมายเหตุ : สาเหตุของการฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดเข้าหารถไฟของคนทำงาน (ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขแรงงานและสวัสดิการของญ่ปุ่นในปี 2016)

อันดับ 1 ปัญหาโรคซึมเศร้า
อันดับ 2 ปัญหาโรคจิตเภท มีความผิดปกติของความคิด
อันดับ 3 ปัญหาความเจ็บป่วยทางร่างกาย
อันดับ 4 โรคทางจิตเวชอื่นๆ
อันดับ 5 ปัญหาความขัดสนในชีวิตประจำวัน
อันดับ 6 ปัญหาความสัมพันธ์คู่สามีภรรยาไม่ดี
อันดับ7 ปัญหาความสัมพันธ์กับคนที่ทำงาน
อันดับ 12 เหนื่อยจากงาน
อันดับ 26 ทำงานล้มเหลว
อันดับ 34 ปัญหาการเลี้ยงลูก
อันดับ 49 เป็นผู้เสียหายจากเหตุอาชญากรรม


ที่มา หนังสือ JAPAN DARK SIDE ถึงร้ายก็รัก โดย บูม-ภัทรพล เหลือบุญชู สนพ.มติชน

เล่าความจริงในสังคมญี่ปุ่น

คนญี่ปุ่นพร่ำบ่นกับงานไหม? มีสิครับ เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน มีพอใจและไม่พอใจกับสิ่งต่างๆ ได้เหมือนกัน

เราอาจจะเห็นภาพว่า คนญี่ปุ่นบ้างาน ให้ความสำคัญกับงานมากกว่าทุกๆ เรื่องในชีวิต แต่มันมีหลายประเด็นเหมือนกันครับที่พนักงานบริษัทเองก็ “พร่ำบ่น” ต่อบริษัท และอยากให้เลิกกฎเกณฑ์หรือวัฒนธรรมต่างๆ

ผลการสำรวจจาก Goo Ranking ในเว็บไซต์ญี่ปุ่น มีการจัดอันดับวัฒนธรรมหรือกฎเกณฑ์บริษัทที่พนักงานไม่ชอบตามความอึดอัด หรือจะเรียกว่าซาลารี่แมนขอบ่นก็ได้

1.”โอฟรี” หรือ Service OT

พนักงานหลายคนทำงานเกินชั่วโมงที่มีการบัญญัติตามกฎหมาย ต้องทำงานนอกเวลา แถมเจ้านายยังบอกว่าให้ตอกบัตรตรงตามเวลาเข้า-ออก หรือเป็นการทำ “โอฟรี” ที่นายจ้างกำลังทำผิดกฎหมายนั่นเอง แบบนี้จะไม่ให้บ่นได้อย่างไร

2.ต้องเข้าประชุมรวมที่ไร้ความหมาย

หลายครั้งมีการประชุมรวมที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลแม้แต่นิด บางบริษัท โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ใช้เวลาเป็นวันในการประชุม แต่ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจหรือสร้างผลลัพธ์ใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ฉะนั้น การประชุมที่ไร้ความหมายจะทำให้ความกระตือรือร้นในการทำงานของเราตกลงไป

3.ไม่สามารถกลับบ้านก่อนรุ่นพี่หรือเจ้านาย

บรรยากาศนี้ผมสัมผัสมากับตัวครับ มันจะมีรังสีอะไรบางอย่างในที่ทำงานที่เข้ามาย้ำเตือนเราว่า “รุ่นน้องหรือพนักงานที่ยังมีประสบการณ์ในบริษัทน้อยต้องขยันขันแข็งมากกว่า” บางทีเคลียร์งานเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่เห็นเจ้านายยังทำงานอยู่ เราก็ต้องหาอะไรมาทำเพื่อฆ่าเวลารอให้เจ้านายกลับก่อน

4.ต้องท่องปรัชญาหรือวิสัยทัศน์ของบริษัท

ปรัชญา วิสัยทัศน์ หรือคำขวัญองค์กรที่บริษัทตั้งไว้เพื่อให้ดูดีในสายตาของคนรอบข้างนั้น มันจะดีมากถ้าพนักงานบริษัททุกคนเห็นด้วยและทำงานให้สอดคล้องต่อปรัชญาหรือวิสัยทัศน์ของบริษัท แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าบรรยากาศที่แท้จริงของบริษัทนั้นมันสวนทางกับปรัชญาหรือวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ พนักงานหลายคนอาจจะรู้สึกอึดอัดใจที่จะต้องพูดหรือท่องคำเหล่านั้นก็ได้

5.ถูกเปลี่ยนสิ่งที่เคยกำหนดไว้แล้วอย่างกะทันหัน

เรื่องนี้ลูกน้องมักจะได้รับปัญหาจากการที่เจ้านายมาสั่งให้เปลี่ยนนู่นเปลี่ยนนี่กะทันหันทั้งๆ ที่คำสั่งก่อนหน้านี้คืออีกแบบหนึ่ง

6.ชอบใช้ผู้หญิงทำงานจับฉ่าย

เห็นได้ง่ายในออฟฟิศญี่ปุ่น ผู้หญิงที่ทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่ (Office Lady) จะมีหน้าที่ชงชา เตรียมน้ำดื่ม หรือทำความสะอาดทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายการทำงาน

7.โดนบังคับให้ไปกินเลี้ยงสังสรรค์

หลายครั้งการทำงานทั้งวันก็เหนื่อยจะแย่ ยังต้องไปกินเลี้ยงสังสรรค์กับรุ่นพี่หลังเลิกงานทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากไป แถมบางครั้ง รุ่นพี่ก็ไม่เลี้ยง (ตามธรรมเนียมรุ่นพี่มักจะเลี้ยงหรือจ่ายเงินมากกว่า) ทำให้เราต้องออกเงินสะสมของตัวเองอีกด้วย

สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมการทำงานในญี่ปุ่นที่ผมเองก็สัมผัสได้ว่ามันมีอยู่จริงๆ หลายข้อผมเจอมาแล้วกับตัวเอง แต่ไม่ใช่ทุกบริษัทนะที่จะเจอเรื่องเหล่านี้

เชื่อว่าสิ่งที่จะช่วยลดความอึดอัดเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี คือ การสื่อสารสิ่งที่เราคิดออกไปอย่างสมเหตุสมผลและรู้กาลเทศะ ใช้วิธีการพูดที่ประนีประนอม ถนอมน้ำใจกัน เช่น วันไหนผมมีธุระจริงๆ ผมก็จะบอกเจ้านายไว้ล่วงหน้า พร้อมอธิบายเหตุผลและความจำเป็นของเราไว้ก่อนเสมอ ง่ายๆ แค่นี้เองถ้าเหตุผลมันฟังขึ้น ถ้าเขาเป็นเจ้านายที่เป็นผู้ใหญ่พอ เขาจะเข้าใจเรา

ถ้าเราทำได้ เราจะมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น ไม่ต้องมานั่งอึดอัดอีกต่อไปแบบ 7 ข้อข้างต้น

อย่าลืมนะ สื่อสารไปเหอะว่าเราคิดอะไร บอกไปอย่างสมเหตุสมผลในจังหวะเวลาที่เหมาะสมครับ

ที่มา หนังสือ JAPAN DARK SIDE ถึงร้ายก็รัก โดย บูม-ภัทรพล เหลือบุญชู สนพ.มติชน

ที่มา หนังสือ JAPAN DARK SIDE ถึงร้ายก็รัก สนพ.มติชน

 

รู้หรือไม่ว่า ซาลารี่แมนญี่ปุ่นผู้ทุ่มเทชีวิตและจิตวิญญาณให้แก่บริษัท ในปัจจุบันก็ต้องหารายได้เสริม!

จากที่เราเคยติดภาพว่ามนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นจะรักงานประจำมากถึงขนาดถวายชีวิต ทุ่มเทเวลาทุกอย่างให้งานประจำ กระทั่งวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ตัวอยู่บ้าน แต่ก็ยังเอาคอมพ์ขึ้นมาทำงาน หรือยังคอยรับโทรศัพท์ลูกค้า

ซาลารี่แมนแบบนี้มันใช้ได้เมื่อหลายปีที่แล้ว ยุคนี้อะไรเปลี่ยนไปเยอะ คนญี่ปุ่นเองเริ่มมีความกังวลกับการมีรายได้ทางเดียว

เงินบำนาญที่ได้ทยอยสะสมจากการหักเงินเดือนทุกเดือน ตอนแรกคิดว่าเกษียณไปแล้วจะได้ใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่อนาคตก็ไม่รู้จะเป็นแบบนั้นหรือไม่ … ทำให้คนญี่ปุ่นโดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่เริ่มขวนขวายหนทางการสร้างรายได้รูปแบบอื่นๆ

ลองมาดูกันดีกว่าว่า ถ้าจะทำงานเสริมไปพร้อมๆ กับงานประจำ นอกจากเขียนบล็อกหรือเขียนหนังสืออย่างที่ผู้เขียนทำอยู่ คนญี่ปุ่นเขาเลือกลักษณะใดเป็นงานเสริมกันบ้าง แต่ละงานให้รายได้เท่าไร จะได้เป็นไอเดียสำหรับคนที่สนใจหารายได้เพิ่มนอกเหนือจากงานประจำ

1.ล่ามแปลอักษรภาษาอังกฤษ (ชั่วโมงละ 1,000-3,000 เยน หรือประมาณ 300-900 บาท)

ญี่ปุ่นในยุคหลังๆ เริ่มเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะ Tokyo 2020 ที่ถือเป็นงานช้างของมหานครโดตเกียวที่กำลังจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ความต้องการของการแปลภาษาก็มีมากขึ้น ทำให้อาชีพนี้กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก

ราคากลางของการแปลภาษาอังกฤษเป็นญี่ปุ่นนั้นอยู่ที่ตัวอักษรละ 3-10 เยน (หรือประมาณ 1-3 บาท) ยิ่งถ้าแปลภาษาในวงการแพทย์ได้ยิ่งมีมูลค่า

ถ้ากลับมามองในประเทศไทยจะเห็นว่า ถ้าเราแปลภาษาญี่ปุ่นเป็นไทย หรือไทยเป็นญี่ปุ่นได้ ก็สามารถสร้างรายได้จากงานเสริมได้

2.ผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่น (ชั่วโมงละ 2,000-5,000 เยน หรือประมาณ 600-1,500 บาท)

อาชีพนี้อาจจะต้องอาศัยบุญเก่าที่ทำมานิดหนึ่ง ถ้าใครเรียนมาหรือชอบทางนี้ นี่คืออาชีพที่จะตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้ดีมากๆ เพราะสินค้าและบริการทั้งหลายก็อยากแปลงร่างมาเป็นแอปพลิเคชั่นในมือถือให้เข้าถึงผู้ใช้งานทั้งนั้น งานนี้ในไทยเองก็ยอดฮิตนะครับ ผมเคยเข้าร่วมงานสัมมนาครั้งหนึ่ง วิทยากรถามว่าใครเขียนแอปฯได้บ้าง มีคนยกมืออยู่แค่ 2-3 คนเท่านั้นจาก 500 คน แต่ประมาณ 30-40 คนในงานสัมมนาอยากจ้างเขามาเขียนแอปฯให้ โอกาสมีอยู่เห็นๆ ครับ

3.ช่างภาพ (วันละ 5,000-10,000 เยน หรือประมาณ 1,500-3,000 บาท)

อาจจะออกไปถ่ายภาพแล้ววางขายในอินเทอร์เน็ตแบบ Shutter Stock, Stock Photos หรือรับถ่ายงานตามเทศกาลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะจัดกันวันเสาร์อาทิตย์อยู่แล้ว จันทร์ถึงศุกร์ทำงานประจำ เสาร์อาทิตย์ออกไปถ่ายภาพ ก็ไม่ได้หนักมากเกินไปนะครับ โดยเฉพาะถ้าเป็นคนชอบถ่ายภาพ เรียกว่า ทั้งเพลิน ทั้งได้เงินเพิ่ม

4.อาชีพที่ปรึกษา (consultant) (วันละ 10,000-100,000 เยน หรือประมาณ 3,000-30,000 บาท)

ผมสังเกตว่าค่าตัวอาชีพนี้ค่อนข้างสูง แต่จะเป็นที่ปรึกษาที่ดีได้ต้องเริ่มจากผู้มีประสบการณ์ มีผลลัพธ์จริงๆ ถึงจะเป็นที่น่าเชื่อถือต่อลูกค้าได้

ถ้าในญี่ปุ่นเขาจะพยายามเก็บเกี่ยวความรู้ต่อยอดมาจากงานประจำ และสร้างผลงานจนเป็นที่ยอมรับในวงการเสียก่อน ถึงจะสามารถทำงานในฐานะที่ปรึกษาได้ ซึ่งงานที่ปรึกษาก็มีหลายแขนง ทั้งด้านที่ปรึกษาผู้บริหาร ที่ปรึกษาการสร้างเว็บ ที่ปรึกษาการบริหารบุคลากร และอื่นๆ อีกมากมาย ลองดูนะครับว่าเราพอจะให้คำปรึกษาและช่วยแก้ปัญหาในเรื่องใดได้บ้าง

5.อาจารย์สอนพิเศษ (ชั่วโมงละ 1,500-4,000 เยน หรือประมาณ 450-1,200 บาท)

อาชีพนี้ยังมีความต้องการอยู่เสมอ ตราบใดที่ยังมีการแข่งขันสอบเข้า การเรียนการสอนส่วนใหญ่มักจะจัดในเวลาเย็น หรือเสาร์อาทิตย์ ทำให้ไม่กระทบต่อการทำงานหลักด้วย ที่สำคัญยุคหลังๆ สามารถสอนออนไลน์ได้ด้วย สอนครั้งเดียวอัดวิดีโอเก็บไว้ สามารถสร้างรายได้ได้ตลอดครับ (ถ้าคอร์สที่เราเปิดสอนดีจริงด้วยนะ)

6.นักวาดภาพประกอบ (Illustrator) (ผลงานละ 500-10,000 เยน หรือประมาณ 150-3,000 บาท)

ยุคนี้มีภาพให้ใช้ฟรีอยู่มาก ทำให้มูลค่าต่องานไม่ได้สูงมาก แต่ก็ยังเป็นงานที่มีความต้องการอยู่ โดยเฉพาะยุคนี้มีคนอยากสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง น่าจะทำให้มีจำนวนงานมากขึ้น นักวาดภาพประกอบที่เป็นกันเอง มีความยืดหยุ่น และสามารถแก้งานให้ลูกค้าได้ มักจะเป็นที่ชอบใจของลูกค้า

7.Affiliate Marketing (ชั่วโมงละ 0-10,000 เยน หรือประมาณ 0-3,000 บาท)

อาชีพที่ต้องนำสินค้า/บริการไปโปรโมตในอินเทอร์เน็ต ช่วยให้ลูกค้าปลายทางมาซื้อสินค้า/บริการผ่านการแนะนำของเรา เมื่อมีลูกค้าคลิกซื้อสินค้า/บริการเมื่อไร เราก็จะได้ค่าคอมมิชชั่น และต้องบอกว่าอาชีพนี้เป็นที่นิยมในญี่ปุ่นมาก เพราะต้นทุนต่ำ มีอินเทอร์เน็ตใช้ก็ทำได้แล้ว แต่ที่มันไม่ง่าย เพราะไม่ใช่ทุกคนจะขายเก่ง จูงใจเก่งนี่ครับ แวดวงนี้จึงมีทั้งคนที่สร้างรายได้ได้เยอะ และคนที่ทำแทบเป็นแทบตายไม่มีรายได้เลย


Content Team Matichon Academy
[email protected]
0-2954-3971 ต่อ 2111
ติดตามอ่านข่าวสารได้ที่ www.matichonacademy.com

ไม่พลาดข่าวสารอาหาร ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ เกร็ดความรู้
คอร์สเรียนสนุกๆได้ประโยชน์-เสริมอาชีพ
คลิกติดตามเพจเฟซบุ๊ค MatichonAcademy