มนุษย์เงินเดือนไม่มีทางรวย! ประโยคนี้กลายเป็นค่านิยมผิดๆ ทางความคิด ที่เรามักจะได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กๆ ถูกปลูกฝังว่าต้องทำธุรกิจส่วนตัวถึงจะรวย ซึ่งถ้าไม่รู้จักเก็บออม ไม่มีวินัย ไม่รู้จักวิธีใช้เงินต่อเงิน ต่อให้จะเป็นเจ้านายหรือลูกจ้างก็ไม่มีวันเป็นเศรษฐีได้แน่นอน เพราะฉะนั้นเรามีเทคนิคเก็บเงินแบบฉบับมนุษย์เงินเดือนที่คุณสามารถทำตามได้จริงๆ มาฝากกัน!

1. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน
การเก็บเงินก็ต้องมีเป้าหมายเพื่อให้คุณเข้าใกล้ความฝันได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป้าหมายในการเก็บเงินของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันแน่นอน แต่เราแนะนำว่าให้เริ่มจากการตั้งเป้าหมายระยะสั้นๆ ก่อน ว่าถ้ามีเงินเท่านี้จะนำไปทำอะไร เช่น ภายใน 5 เดือนจะต้องซื้อทอง 3 บาทให้ได้ เป็นต้น ก็จะช่วยทำให้เป้าหมายของคุณใกล้ความจริงมากขึ้น และมากกว่าจะคิดถึงแค่คำว่า รวย เพียงอย่างเดียว

2. รู้จักบริหารเงินที่มีอยู่
เศรษฐีทุกคนที่จะร่ำรวยได้ ต่างก็ต้องรู้จักพฤติกรรมของตัวเองเสียก่อน ว่ามีรายรับ – รายจ่ายมากน้อยเพียงใดบ้าง ต้องรู้จักว่าเงินที่มีอยู่ในแต่ละเดือนจะถูกนำไปใช้กับค่าใช้จ่ายอะไร เมื่อใช้ไปแล้วเกิดประโยชน์อะไรกับเราหรือไม่ ถ้าไม่จำเป็นก็ต้องหาวิธีตัดออกไปก่อน ฉะนั้นต้องรู้จักบันทึกรายรับ – รายจ่าย รวมถึงภาระหนี้สินต่างๆ ให้เป็นนิสัย เพื่อจะได้รู้สถานะการเงินของตัวเองอยู่เสมอ แนะนำว่าควรทำอย่างละเอียด ไม่ใช่คิดแค่ตัวเลขก้อนใหญ่ๆ เพราะเศษเงินบาทที่คุณคิดว่าไม่สำคัญแล้วมองข้ามไป จริงๆ มันอาจจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ไร้ประโยชน์มากกว่าเงินร้อยเงินพันเสียอีก

3. เงินเดือนน้อยไม่ใช่ปัญหา เก็บได้เหมือนกัน
ควรเปลี่ยนความคิดน้อยเนื้อต่ำใจว่าเงินเดือนน้อยเก็บไปก็ไม่รวย หรือจะเหลือเก็บได้ยังไง แค่ความคิดก็กลายเป็นอุปสรรคเสียแล้ว ลองหยุดคิดด้านลบแล้วเปลี่ยนเป็นลงมือทำจริงๆ หรือลองหาวิธีเก็บเงินแปลกๆ เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าต้องแบ่งเงินเก็บมากเกินไปจนเบียดเบียนค่าใช้จ่าย เช่น บอกตัวเองว่าจะเก็บเงินตามวันที่ของทุกเดือน เพื่อฝึกวินัยการเก็บเงินให้ได้ทุกวัน อย่างวันที่ 25 ก็เก็บเงิน 25 บาท วันที่ 30 ก็เก็บเงิน 30 บาท แล้วสิ้นเดือนลองรวมเงินดูนะคะว่าเก็บได้เท่าไหร่

4. ไม่ต้องรีบใช้เงิน แค่หยุดคิดก่อน
มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา สิ่งของล่อตาล่อใจมีเยอะนัก ยิ่งทุกวันนี้สินค้าออนไลน์สั่งง่ายเหมือนเสกมา ดูดเงินในบัญชีไปไม่รู้เท่าไหร่ เดือดร้อนจนเงินเดือนไม่พอใช้ เป็นหนี้บัตรเครดิตเพิ่ม เพราะบริหารเงินไม่เป็น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินไป ลองหยุดวิ่งตามเทรนด์ ลดจำนวนของฟุ่มเฟือยที่คิดว่าไม่มีหรือไม่ทำก็ได้ เช่น การช้อป กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า ของจุกจิก หรือแม้กระทั่งการเข้าคาเฟ่ทุกอาทิตย์เพื่อสั่งกาแฟแก้วเดียวแล้วถ่ายรูป เป็นต้น อาจจะแบ่งเงินเก็บได้เพิ่มมากขึ้นนะคะ

5. ออมบ้าง ลงทุนบ้าง เดี๋ยวเงินก็เพิ่ม
เงินเดือนได้เป็นก้อนก็จริง แต่พอจะแบ่งเก็บบางคนถึงกับปาดน้ำตา เพราะกลัวใช้รายเดือนไม่พอ แต่ถ้าคุณลองนึกภาพตัวเองตอนวัยเกษียณที่ไม่มีเงินเก็บสักบาทเดียว จะร้องไห้เสียใจก็คงไม่ทันแล้วจริงไหม? วิธีเบสิคในการเก็บออมใช้ได้เสมอ คือ แบ่งเงินตามสัดส่วนที่เป็นไปได้จริง ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่ายรายวัน หนี้สิน เงินออม เงินฉุกเฉิน เงินลงทุน ลองแบ่งให้ชัดเจนว่าสัดส่วนไหนจำเป็นมากหรือน้อย แต่อย่างน้อย เงินออม และเงินลงทุน ควรแบ่งไว้เพื่อต่อยอดเงินในอนาคตได้ เช่น การฝากในบัญชีฝากประจำ หรือซื้อ LTF RMF เป็นต้น

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะทำงานเป็นลูกน้องหรือเป็นเจ้าของกิจการ ต่างก็มีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จ และไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน ขอแค่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนและพอใจในสิ่งที่ตนมี ก็เป็นความร่ำรวยทางจิตใจได้แล้วเช่นกัน เทคนิคที่เราแนะนำไปทั้ง 5 ข้ออาจจะช่วยให้คุณรวยขึ้นได้จริงๆ ถ้าหากคุณมีความตั้งใจ และมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำมากพอค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.moneyguru.co.th/blog
https://www.moneyguru.co.th/blog

ทุกๆ สิ้นเดือนหลายคนเปิดกระเป๋าตังค์แล้วลมจะจับ นั่นเพราะว่าเราไม่เห็นแบงก์สีเทาสักใบ หรือมีเพียงแบงก์สีแดงกับแบงก์สีเขียวซึ่งมีอยู่น้อยนิด แต่เราต้องเก็บอาการแกลบเอาไว้ในใจไม่ให้ใครรู้ เดี๋ยวจะเสียฟอร์ม และนอกจากจะมีแบงก์อยู่ไม่กี่ใบแล้ว ส่วนหนึ่งจะเห็นบัตรแข็งต่างๆ ที่อยู่ในกระเป๋าของเรา ซึ่งแต่ละบัตรก็เป็นเสมือนตัวช่วยของเราได้เป็นอย่างดี และยังต้องมีหากจำเป็น

บัตรเดบิต : รูดง่ายได้ทั่วโลก ผ่านบัญชีเงินออมทรัพย์ของเรา

ส่วนใหญ่ “บัตรเดบิต” ใบนี้ทุกคนมักมีกันอยู่แล้วซึ่งเหมือนบัตรเอทีเอ็มเดิมๆ แต่นอกจากเราสามารถกดเงินสดในบัญชีออกมาใช้ได้แล้วยังรูดซื้อของผ่านบัตรใบนี้ได้โดยไม่มีดอกเบี้ย เพราะเป็นการรูดออกจากบัญชีเงินออมทรัพย์ของเรานั่นเอง แต่อย่ารูดเพลินจนลืมว่าไม่ใช่บัตรเครดิต เพราะเงินในบัญชีก็จะลดลงตามไปด้วย เดี๋ยวรู้ตัวอีกทีเงินในบัญชีหายเกลี้ยง

นอกจากนี้ บัตรเดบิตในประเทศไทยยังสามารถนำไปซื้อสินค้าหรือกดเงินสดในต่างประทเศได้ด้วย ซึ่งเป็นบัตรที่มีตราสัญลักษณ์อยู่มุมขวาล่าง นับว่าเป็นบัตรที่ยอมรับกันทั่วโลกอีกด้วย

เท่านั้นไม่พอ บัตรเดบิตของหลายสถาบันการเงินยังพ่วง “บัตรส่วนลด” รวมอยู่ด้วย พร้อมมีโปรโมชั่นการใช้จ่ายอีกมากมายให้เราเลือก อาทิ ธนาคารกสิกรไทย เน้นความน่ารักของบัตรด้วยลวดลายบนบัตรต่างๆ พร้อมกับโปรโมชั่นส่วนลดต่างๆ ที่จัดเต็ม

-บัตรเดบิตพลัสของธนาคารไทยพาณิชย์ เราจะได้ทั้งบัตรเดบิตและความคุ้มครองจากอุบัติเหตุ และยังสามารถถอนเงินที่ตู้เอทีเอ็มทั่วโลกที่มีเครื่องหมาย Cirrus และถอนได้เป็นจำนวน 200,000 บาท/วัน

-บัตรกรุงศรีเดบิตออมทรัพย์ ที่มาพร้อมกับคำว่า จ่ายบิลฟรี! กดเงินทุกตู้ทุกธนาคารฟรี! เป็นต้น

แต่โดยส่วนใหญ่บัตรเดบิตนี้จะเป็นบัญชีธนาคารที่ทางนายจ้างของเราเลือกทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น โอนเงินเดือนให้เรานั่นเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเปิดเพียง 1 บัญชี เราสามารถเปิดบัญชีออมทรัพย์และสมัครบัตรเดบิตได้อีกกับทุกธนาคาร แต่จะต้องมีเงินหมุนเวียนในบัญชี เพราะทุกบัตรก็มีค่าธรรมเนียมรายปีอยุ่เหมือนกันนะ และอย่างน้อยควรติดบัญชีไว้ 500 บาท

บัตรเครดิต : บัตรกดเงินอนาคต ง่ายตรงปลอดหนี้ ชีวีปลอดภัย

สำหรับสาวออฟฟิศอย่างเรา ส่วนใหญ่แล้วก็มี “บัตรเครดิต” ไว้ใช้จ่ายกันทั้งนั้น โดยกลไกของการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมี “ข้อดี” ก็คือไม่ต้องพกเงินสด สะดวกต่อการใช้จ่าย และในกรณีที่ต้องใช้จ่ายสิ่งนั้นๆ บ่อยๆ เช่น การเติมน้ำมันรถยนต์ ใช้จ่ายบัตรเครดิตไว้แลกบัตรส่วนลด เป็นต้น แต่ก็ต้องระวังรูดเพลิน เวลาบิลเก็บส่งตรงถึงบ้าน (หรือที่ทำงาน) ก็แทบหงายหลังเพราะเยอะเกินตัวนั่นเอง (อาทิ ใช้เต็มวงเงิน)

ทั้งนี้ ก่อนที่เราจะสมัครบัตรเครดิตกับสถาบันการเงินใด ขอแนะนำว่าควรดูที่ “โปรโมชั่น” ที่ตรงใจใช่เลยกับไลฟ์สไตล์ของเรา จุดนี้สำคัญที่สุด เพราะเงื่อนไขของแต่ละธนาคารที่เราเลือกนั้นย่อมต่างกันออกไป ไลฟ์สไตล์ของนเราก็ไม่เหมือนกัน

คนชอบท่องเที่ยว หรือโดยเฉพาะคนที่มักจะเดินทางด้วย “เครื่องบิน”ก็ควรจะมีบัตรเครดิตที่ให้โปรโมชั่นส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 5% สำหรับการซื้อตั๋วเครื่องบินและทัวร์ในประเทศ พร้อมได้รับการคุ้มครองอุบัติเหตุจากการเดินทาง

คนที่ชอบความบันเทิง กิน และช้อปปิ้ง ก็จะสามารถรูดบัตรได้เลย เพราะว่ามีโปรโมชั่นร้านค้า ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหารต่างๆ รวมทั้งโรงแรม ที่พัก เพื่อเก็บสะสมบัสแลกของต่างๆ หรือใช้เป็นส่วนลดได้

คนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวมือใหม่ ต้องดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ในบ้าน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมทั้งสินค้าขนาดใหญ่เข้าบ้าน มักต้องจัดการระบบการเงินด้วยการผ่อนชำระ ซึ่งบางธนาคารก็มีแบบอัตราดอกเบี้ยน้อย ผ่อนนาน หรือดอกเบี้ย 0% 10 เดือน หรือกระทั่งระบุสินค้าที่สามารถเข้าร่วมในการซื้อผ่านบัตรเครดิตเพื่อเป็นส่วนลดได้

เพราะฉะนั้น เวลาจะซื้อของ นอกจากจะดูความชอบส่วนตัว ดูคุณภาพของสินค้าแล้ว อย่าลืมดูว่ารูดบัตรเครดิตธนาคารอะไรแล้วคุ้มด้วยล่ะ ที่สำคัญอย่าลืมอ่านข้อกำหนดและเงื่อนไขที่เป็นดอกจันเล็กๆ ย่อยๆ เยอะๆ ด้านล่างนั้นด้วย เพราะจุดสำคัญมันอยู่ตรงนั้น รวมทั้งค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีที่ต้องอ่านกันให้ขึ้นใจเลยทีเดียว

เทคนิคการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตให้ชีวีมีสุขนั้นก็คือ จ่ายให้ตรงกับระยะปลอดหนี้ ซึ่งแต่ละธนาคารก็จะมีเงื่อนไขแต่ละบัตรเครดิตไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องของระยะปลอดอกเบี้ย หรือที่บางคนเรียกว่า “ระยะปลอดภัย” ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะอยู่ที่ 45 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดบัตรและเงื่อนไขแต่ละธนาคารอีกเช่นกัน

ระยะปลอดภัยนี้คือ การที่เราต้องจ่ายให้ครบภายในระยะเวลาที่กำหนด ภายหลังรูดปรื๊ดๆๆ เราจะได้ไม่ต้องมานั่งกุมขมับกับดอกเบี้ยที่มีอัตรามากกว่า 10% ขึ้นไป (ตาโต!)

แนะนำเพิ่มเติมว่า หากกลัวลืมจ่าย หรือเกรงว่าจะหมุนเงินสดไม่ทัน ก็ให้สมัครบัตรเครดิตกับธนาคารที่เป็นบัญชีเงินเดือน ซึ่งสามารถกำหนดได้ว่าให้หักค่าบัตรเครดิตผ่านบัญชีเงินเดือนของเราได้เลย หรือเลือกสมัครบัตรเครดิตที่มีธนาคารอยู่ใกล้บ้าน แม้ไม่ได้หักโดยตรงจากบัญชีแต่ก็ยังสะดวกต่อการชำระอยู่ดี

นอกจากนี้ หากเราใช้จ่ายอย่างถูกต้องและถูกทาง มันจะเป็นหนึ่งในตัวช่วยเรื่องของการจับจ่ายด้วยการหมุนเงินเบาๆ ให้ตัวเราเองได้อีกด้วย เช่น เมื่อเราอยากซื้อของที่มีราคาสูง หากมีบัตรเครดิต (บางธนาคาร) ก็จะได้รับส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์อีก ไปๆ มาๆ ซื้อผ่านบัตรเครดิตกลับถูกกว่าพกเงินสดเป็นตั้งๆ ไปซื้อเสียอีก ดีไม่ดีได้ของแถมอะไรติดไม้ติดมือกลับมาอีก

โดยเฉพาะเรื่องการผ่อนชำระ บางธนาคารก็มอบโปรโมชั่นดอกเบี้ย 0% นานกี่เดือนก็ว่าไป ซึ่งหากเราชำระตรงงวด และเต็มจำนวนโดยไม่ผ่อนยิบย่อย ซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารจะให้ผ่อนชำระขั้นต่ำ 10% ของยอดเงินรวมได้ เราก็จะสามารถอยู่กับบัตรเครดิตได้อย่างปกติสุข

แต่โปรดอย่าลืมว่าส่วนต่างที่ยังไม่ได้จ่ายของ 10% นี้ก็คือ การคำนวณเป็นดอกเบี้ยเหมือนกันนะ (แล้วเมื่อไหร่จะปลดหนี้สักทีล่ะงานนี้)

ท้ายสุดแล้ว การที่เราจะมีบัตรเครดิตสักใบก็จะเป็นประโยชน์หากเรารุ้จักใช้ รู้จักจ่าย ไม่หมกหนี้ ไม่เป็นหนี้ดอกเบี้ย สมัครไว้คนละ 1 ใบไม่ได้แปลว่าเราเป็นหนี้ แต่เราขอเรียกว่าคนมีเครดิตจะดีกว่าค่ะ เพราะหากจ่ายตรง จ่ายเต็ม ก็เป็นการหมุนเงินระบบใช้ก่อนจ่ายทีหลัง ทั้งยังมีเครดิตสำหรับการกูเงินซื้อบ้าน หรือเพื่อทำธุรกิจเล็กๆ ของเราด้วยนะ

แต่ขอแค่เบาๆ ก็พอนะคะ มิเช่นนั้นหากจัดเต็มวงเงินทุกบัตรทุกใบแล้วละก็…ขอบอกไว้เพียงแค่ว่า “ชีวิตพัง!” สถานเดียวค่ะ

บัตรกดเงินสด : ทันใจ ผ่อนจ่ายทีหลัง (จะดีจริงหรือ?)

บัตรกดเงินสด อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการหาตัวช่วยเรื่องต้องการใช้เงิน “ฉุกเฉิน” โดยไม่ต้องไปยืมเพื่อนให้เสียหน้า ไม่ต้องแบกหน้าไปยืมอาบังดอกเบี้ยมหาหิน โดยบัตรกดเงินสดนี้สามารถเบิกเงินสดออกมาจากเครื่องเอทีเอ็มทั่วประเทศได้เลย เป็นการใช้เงินแบบวงเงินสำรองระยะสั้น หรือที่เรียกว่า กู้เงินสดระยะสั้น ระยะเวลาไม่เกิน 4 เดือน อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 28% ต่อปี

บางคนเมื่อเห็นอัตราดอกเบี้ยแบบนี้ก็แทบหงายหลัง อยากจะหันกลับไปซบอกอาบังจริงๆ เหตุที่ดอกเบี้ยสูงนั้นมีเหตุผลอยู่ว่า มันสามารถเบอกถอนได้แบไม่มีกำหนดระยะเวลา แต่มีกำหนดในการผ่อนชำระคืนที่ชัดเจนนั่นเอง ซึ่งสถาบันการเงินที่เราทำบัตรจะคิดดอกเบี้ยจากยอดรวมที่เราเบิกเงินจนถึงวันที่ชำระค้างอย่างน้อย 3-5% ของยอดค้างชำระ

อีกอย่าง สามารถสมัครบัตรนี้ได้เลยแม้รายได้ไม่ถึง 15,000 บาทก็ตาม และวงเงินที่จะได้รับนั้นสูงสุดอยู่ที่ 3 เท่าของรายได้ ส่งผลให้มีคนจำนวนมากพกบัตรนี้อยู่ในกระเป๋ามากกว่าการพกบัตรเครดิตนั่นเอง

แต่อย่าลืมว่าหากเราคิดจะสมัครไปเสียทุกบัตร ก็ควรตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมให้ถี่ถ้วนด้วย ว่าเราสามารถผ่อนจ่ายหนี้สินของเราได้มากน้อยแค่ไหน บัตรแบบไหนที่เหมาะกับเรา มาเป็นตัวช่วยในชีวิตของเราและไม่กลายเป็น “ภาระ” มากจนเกินไป

บัตรสมาชิก (สำหรับส่วนลดต่างๆ)

ด้วยความที่เราเป็นหนึ่งในสาวชอบช้อป และมีการใช้จ่ายในที่ซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง จึงเลือกทำบัตรสมาชิกต่างๆ เพื่อใช้เป็นส่วนลดราคาสินค้าได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถลดราคาสินค้าได้ประมาณ 3-15%

เช่น เราซื้อของ 300 บาท ใช้บัตรส่วนลด 3% ก็จะเหลือเท่ากับ 291 บาท แถมยังมีแต้มไว้เพื่อเป็นส่วนลดเพิ่มในการใช้จ่ายครั้งหน้าอีกด้วย และเพื่อความสะดวกต่อการใช้งาน อาทิ บัตรสมาชิกร้านหนังสือ ร้านเครื่องสำอาง บัตรห้างสรรพสินค้า บัตรสมาชิกร้านกาแฟ เป็นต้น

ส่วนใหญ่ค่าสมัครก็คนละ 50 บาทขึ้นไป คิดเป็นปีต่อปี รวมทั้งยังได้สิทธิประโยชน์พิเศษจากทางร้านนั้นๆ เพิ่มเติม

นอกจากนี้ยังมีบัตรอื่นๆ อีก เติมเงินทางด่วน (Easy Pass) บัตรรายเดือนรถไฟฟ้า สำหรับคนที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว หรือเลือกใช้บริการจ่ายรายเดือนค่าโทรศัพท์และค่าอินเตอร์เน็ต เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้อยุ่ในกระเป๋าของเราหรอก แต่รวมไว้ในหใดนี้เพราะเป็นลักษณะเหมาจ่าย ซึ่งจะช่วยให้เราบริหารเงินในกระเป๋าของเราได้ดีขึ้น

เมื่อเรารุ้ว่ามีรายจ่ายที่ตายตัวเท่าไร โดยคิดจากการที่เราจ่ายแบบเหมาหรือรายเดือน เราก็จะสามารถจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายของเราได้ง่ายขึ้น และไม่งงกับเงินที่ใช้จ่ายในแต่ละวันด้วย


 

ที่มา หนังสือ Knock Down Money ออมเงินให้อยู่หมัด! โดย ศรัญญา โรจน์พิทักษ์ชีพ สนพ.มติชน

เปิด 5 สายงานที่ไม่ต้องนั่งทำประจำออฟฟิศ!!

Human of Office ชีวิตมนุษย์เงินเดือน

“จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com)” ได้ทำการรวบรวมข้อมูลตำแหน่งงานระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2561 พบ 5 สายงานน่าสนใจที่ไม่ต้องนั่งประจำออฟฟิศและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน

“แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์” ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) กล่าวว่า สำหรับบางคนการนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะทั้งวันเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงคงเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนุกสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นคนที่ไม่ชอบการทำงานอยู่กับที่ ชอบเดินทางออกไปพบปะผู้คน ก็ต้องอยากมองหางานที่ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ จ๊อบไทยดอทคอม ในฐานะเว็บไซต์หางาน สมัครงาน อันดับ 1 ของประเทศไทย จึงได้ทำการรวบรวมข้อมูลสายงานที่ไม่ต้องนั่งประจำออฟฟิศ โดยพบว่ามี 5 สายงานที่กำลังเป็นที่สนใจในตลาดแรงงาน ดังนี้

หนึ่ง งานขาย 20,420 อัตรา งานยอดนิยมที่ไม่จำเป็นต้องนั่งประจำออฟฟิศ เพราะว่าสายงานนี้ต้องออกไปพบเจอผู้คนข้างนอกอยู่เสมอ ถือเป็นสายงานที่มีความสำคัญและเป็นที่ต้องการของทุกองค์กร เพราะเป็นสายงานที่หารายได้ให้แก่องค์กร ที่สำคัญไม่ว่าจะเรียนจบสายอะไรมาก็สามารถทำได้เพียงแค่มีใจรักและทุ่มเท

รวมถึงหากเป็นคนที่ชอบเจรจาสื่อสารกับผู้อื่น งานขายถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะไม่ต้องนั่งโต๊ะทำงานทั้งวันแล้ว งานขายยังมีโอกาสที่จะสร้างรายได้ได้มากกว่างานทั่วไปอีกด้วย เพราะยิ่งทำยอดขายได้มากก็มีสิทธิ์ได้ค่าคอมมิชชันมากขึ้นตามลำดับ

สอง งานออกแบบกราฟิก 2,370 อัตรา เป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีใจรักในการออกแบบต่าง ๆ อีกทั้งยังมีผลตอบแทนที่สูงจนน่าพอใจ ซึ่งในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าและเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทำให้สายงานนี้สามารถทำงานและส่งมอบงานได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ

สาม ล่าม/มัคคุเทศก์ 885 อัตรา หลายคนอาจคิดว่างานนี้มีหน้าที่แค่แปลภาษา แต่ในการทำงานจริงนั้นอาจจะต้องเผชิญกับความซับซ้อน และความกดดันมากมาย ดังนั้นนอกจากจะต้องแตกฉานในภาษาแล้ว สายงานนี้ยังต้องเข้าใจเนื้องาน รวมถึงมีไหวพริบแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ด้วย ที่สำคัญสายงานนี้ถือเป็นอีกงานที่มีโอกาสได้พบปะผู้คนหลากหลายตลอดการทำงาน รวมถึงได้เดินทางบ่อยไม่ว่าจะในประเทศและต่างประเทศ

สี่ งานด้านกิจกรรมการตลาด หรือ งานอีเว้นท์ 421 อัตรา บทบาทหลักจะเกี่ยวข้องกับการวางแผนสร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาด ตั้งแต่การเตรียมงบประมาณ อุปกรณ์ สถานที่ และดูแลความเรียบร้อยของกิจกรรมตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งคนที่อยู่ในสายงานนี้จะมีโอกาสได้ออกไปทำงานหลากหลายสถานที่ รวมถึงได้ติดต่อประสานงานกับผู้คนมากมาย

และ สุดท้าย งานนักเขียนบทความ 169 อัตรา ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้แวดวงทุกธุรกิจต้องหันมาให้ความสำคัญกับการทำการตลาดออนไลน์ ดังนั้นสายงานนี้ซึ่งเปรียบเสมือนผู้สร้างสรรค์เนื้อหาให้ออกมาได้ผลตามการตลาดออนไลน์ที่วางไว้จึงเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้นเรื่อย ๆ และด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบันมีความทันสมัยจึงทำให้งานประเภทนี้สามารถได้ทุกที่ทุกเวลา

อย่างไรก็ตามนอกจากงานข้างต้นแล้ว เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอมยังมีงานครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศที่อัพเดตทุกวันกว่า 90,000 อัตรา 130 อาชีพ จาก 40 กลุ่มธุรกิจ รวมถึงมีระบบการหางานที่ทันสมัยตอบโจทย์ทุกความต้องการทั้งผู้หางาน และบริษัทที่ต้องการหาพนักงานอย่างเต็มรูปแบบอีกด้วย

คนที่ไปเที่ยวนานๆ หรือใช้ชีวิตยู่ในญี่ปุ่นแล้วใช้บริการรถไฟ อาจมีข้อสงสัยบางอย่างคล้ายกับผมว่า “ทำไมรถไฟต้องหยุดกะทันหัน” แถมหยุดกะทันหันบ่อยๆ เสียด้วย ทั้งๆ ที่ระบบโครงสร้างและวิศวกรรมญี่ปุ่นออกจะเพียบพร้อมอยู่แล้ว

คนไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นอาจจะรู้สึกแค่ว่า น่าจะเกิดเหตุอะไรบางอย่างที่สถานีรถไฟ จึงยืนคอยจนกว่ารถไฟจะใช้การได้ปกติเหมือนเดิม

จากสถิติที่บริษัทรถไฟส่งให้กระทรวงที่ดิน ระบบสาธารณูปโภค คมนาคมและการท่องเที่ยวในญี่ปุ่น พบว่า ที่รถไฟต้องหนุดกะทันหันส่วนใหญ่นั้น จริงๆ แล้วเกิดจากเหตุการณ์ที่คนญี่ปุ่นเลือกฆ่าตัวตายบนเส้นทางรถไฟกันนี่แหละครับ บรึ๋ยยย..

ถ้าใครเพิ่งรู้ ก็ต้องขออภัยที่เอามาบอก เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมญี่ปุ่น

ตลอด 3 ปีที่ผมทำงานอยู่ในโตเกียว ผมก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ครั้งหนึ่ง ไม่ได้เห็นต่อหน้า แต่เห็นว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น และมีเจ้าหน้าที่จำนวนมากรีบวิ่งเข้าไปในที่เกิดเหตุจริง เมื่อเรื่องร้ายลักษณะนี้เกิดขึ้น ทางสถานีรถไฟจะประกาศให้คนในสถานีทราบว่า Jin-Shin-Ji-Ko จินชินจิโคะ หรืออุบัติเหตุทางรถไฟที่ทำให้คนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ถ้าคุณยืนอยู่ในสถานี หรือกำลังโดยสารอยู่ในสถานีรถไฟ แล้วอยู่ดีๆ รถไฟหยุดพร้อมมีเสียงประกาศจากนายสถานี จับใจความได้โดยมี 4 คำนี้ จิน-ชิน-จิ-โคะ เท่ากับว่าคุณอยู่ใกล้ๆ เหตุการณ์ครับ

เป็นที่ทราบกันครับว่าในประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนคนที่คิดฆ่าตัวตายเยอะ ถ้าพูดถึงเคสคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากรถไฟ 15 สายหลักในมืองมีมากถึง 3,145 เคสใน 10 ปีที่ผ่านมา

แล้วในจำนวนนั้นมีเคสคนพยายามฆ่าตัวตายด้วยรถไฟถึง 1,985 เคสเลยทีเดียว หรือนับเป็น 63% ของทั้งหมด

ร้ายไปกว่านั้น วิธีการของการฆ่าตัวตายด้วยรถไฟส่วนใหญ่คือ “การกระโดดเข้าหารถไฟที่กำลังวิ่งอยู่ครับ”

แล้วสัดส่วนอายุที่กระทำการเช่นนี้มากที่สุดคือ “ชายหรือหญิงที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปี”

โอ้ววว น้องเอ๋ย ชีวิตยังมีทางให้เดินต่ออีกมาก ทำไมถึงคิดสั้นขนาดนั้นล่ะ

แล้วเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดบ่อย ราวๆ ช่วงเปิดเรียนใหม่ๆ หลังจากมีช่วงหยุดปิดเทอมเป็นเวลานานครับ

ทางด้านผู้ใหญ่ที่กระทำการเช่นนี้ ส่วนใหญ่คือเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ถูกใช้งานหนักจากบริษัทหน้าเลือด แล้วเกิดความเครียดสุมอยู่ในอก หาทางออกไม่ได้จนต้องจบชีวิตลงแบบนั้น

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ทางประเทศญี่ปุ่นเองก็พยายามแก้ไขปัญหานี้ ทางสถานีรถไฟเองก็พยายามเลือกใช้ชานชาลาระบบปิด มีประตูเลื่อนปิดอัตโนมัติขณะรถไฟเทียบจอดชานชาลา แล้วค่อยเปิดประตูให้ผู้โดยสารเดินเข้าประตูรถไฟ (คือเราจะกระโดดไปที่รางตามอำเภอใจไม่ได้แล้ว ค้ายๆ รถไฟฟ้า MRT บ้านเรา)

ส่วนฝั่งบริษัทและองค์กรต่างๆ ก็พยายามหาโอกาสให้พนักงานได้หยุดหรือลางานได้มากขึ้น ไม่ต้องคอยเกรงอกเกรงใจสายตาคนรอบข้างที่จะหาว่าเราไม่มุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน

สุดท้ายนี้ต้องบอกว่า เราคนไทยโชคดีที่มีที่พึ่งทางจิตใจค่อนข้างมาก มีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ในขณะที่คนญี่ปุ่นจำนวนมากไม่ได้ยึดถืออะไรเหมือนคนไทยเรา นอกจากการพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก พอพวกเขามีปัญหาสภาพจิตใจขึ้นมา ไม่มีใครให้ปรึกษา จึงตัดสินใจลงเอยในลักษณะนั้น

เรื่องนี้อยากบอกอะไร?

ผมอยากจะสื่อสารให้ทุกคนรู้ว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม จะทำอะไรอยู่ ขอให้คุณค้นหา “คุณค่า” ของตัวคุณเอง

คุณค่าของตัวเราไม่ต้องยิ่งใหญ่นัก อาจเกิดจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อะไรก็ได้ที่ทำได้ทำเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว เพื่อสังคมหรือเพื่อประเทศชาติครับ

ทุกชีวิตมีค่ามากเกินกว่าจะบรรยายด้วยตัวอักษร

หมายเหตุ : สาเหตุของการฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดเข้าหารถไฟของคนทำงาน (ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขแรงงานและสวัสดิการของญ่ปุ่นในปี 2016)

อันดับ 1 ปัญหาโรคซึมเศร้า
อันดับ 2 ปัญหาโรคจิตเภท มีความผิดปกติของความคิด
อันดับ 3 ปัญหาความเจ็บป่วยทางร่างกาย
อันดับ 4 โรคทางจิตเวชอื่นๆ
อันดับ 5 ปัญหาความขัดสนในชีวิตประจำวัน
อันดับ 6 ปัญหาความสัมพันธ์คู่สามีภรรยาไม่ดี
อันดับ7 ปัญหาความสัมพันธ์กับคนที่ทำงาน
อันดับ 12 เหนื่อยจากงาน
อันดับ 26 ทำงานล้มเหลว
อันดับ 34 ปัญหาการเลี้ยงลูก
อันดับ 49 เป็นผู้เสียหายจากเหตุอาชญากรรม


ที่มา หนังสือ JAPAN DARK SIDE ถึงร้ายก็รัก โดย บูม-ภัทรพล เหลือบุญชู สนพ.มติชน

เล่าความจริงในสังคมญี่ปุ่น

คนญี่ปุ่นพร่ำบ่นกับงานไหม? มีสิครับ เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน มีพอใจและไม่พอใจกับสิ่งต่างๆ ได้เหมือนกัน

เราอาจจะเห็นภาพว่า คนญี่ปุ่นบ้างาน ให้ความสำคัญกับงานมากกว่าทุกๆ เรื่องในชีวิต แต่มันมีหลายประเด็นเหมือนกันครับที่พนักงานบริษัทเองก็ “พร่ำบ่น” ต่อบริษัท และอยากให้เลิกกฎเกณฑ์หรือวัฒนธรรมต่างๆ

ผลการสำรวจจาก Goo Ranking ในเว็บไซต์ญี่ปุ่น มีการจัดอันดับวัฒนธรรมหรือกฎเกณฑ์บริษัทที่พนักงานไม่ชอบตามความอึดอัด หรือจะเรียกว่าซาลารี่แมนขอบ่นก็ได้

1.”โอฟรี” หรือ Service OT

พนักงานหลายคนทำงานเกินชั่วโมงที่มีการบัญญัติตามกฎหมาย ต้องทำงานนอกเวลา แถมเจ้านายยังบอกว่าให้ตอกบัตรตรงตามเวลาเข้า-ออก หรือเป็นการทำ “โอฟรี” ที่นายจ้างกำลังทำผิดกฎหมายนั่นเอง แบบนี้จะไม่ให้บ่นได้อย่างไร

2.ต้องเข้าประชุมรวมที่ไร้ความหมาย

หลายครั้งมีการประชุมรวมที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลแม้แต่นิด บางบริษัท โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ใช้เวลาเป็นวันในการประชุม แต่ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจหรือสร้างผลลัพธ์ใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ฉะนั้น การประชุมที่ไร้ความหมายจะทำให้ความกระตือรือร้นในการทำงานของเราตกลงไป

3.ไม่สามารถกลับบ้านก่อนรุ่นพี่หรือเจ้านาย

บรรยากาศนี้ผมสัมผัสมากับตัวครับ มันจะมีรังสีอะไรบางอย่างในที่ทำงานที่เข้ามาย้ำเตือนเราว่า “รุ่นน้องหรือพนักงานที่ยังมีประสบการณ์ในบริษัทน้อยต้องขยันขันแข็งมากกว่า” บางทีเคลียร์งานเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่เห็นเจ้านายยังทำงานอยู่ เราก็ต้องหาอะไรมาทำเพื่อฆ่าเวลารอให้เจ้านายกลับก่อน

4.ต้องท่องปรัชญาหรือวิสัยทัศน์ของบริษัท

ปรัชญา วิสัยทัศน์ หรือคำขวัญองค์กรที่บริษัทตั้งไว้เพื่อให้ดูดีในสายตาของคนรอบข้างนั้น มันจะดีมากถ้าพนักงานบริษัททุกคนเห็นด้วยและทำงานให้สอดคล้องต่อปรัชญาหรือวิสัยทัศน์ของบริษัท แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าบรรยากาศที่แท้จริงของบริษัทนั้นมันสวนทางกับปรัชญาหรือวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ พนักงานหลายคนอาจจะรู้สึกอึดอัดใจที่จะต้องพูดหรือท่องคำเหล่านั้นก็ได้

5.ถูกเปลี่ยนสิ่งที่เคยกำหนดไว้แล้วอย่างกะทันหัน

เรื่องนี้ลูกน้องมักจะได้รับปัญหาจากการที่เจ้านายมาสั่งให้เปลี่ยนนู่นเปลี่ยนนี่กะทันหันทั้งๆ ที่คำสั่งก่อนหน้านี้คืออีกแบบหนึ่ง

6.ชอบใช้ผู้หญิงทำงานจับฉ่าย

เห็นได้ง่ายในออฟฟิศญี่ปุ่น ผู้หญิงที่ทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่ (Office Lady) จะมีหน้าที่ชงชา เตรียมน้ำดื่ม หรือทำความสะอาดทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายการทำงาน

7.โดนบังคับให้ไปกินเลี้ยงสังสรรค์

หลายครั้งการทำงานทั้งวันก็เหนื่อยจะแย่ ยังต้องไปกินเลี้ยงสังสรรค์กับรุ่นพี่หลังเลิกงานทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากไป แถมบางครั้ง รุ่นพี่ก็ไม่เลี้ยง (ตามธรรมเนียมรุ่นพี่มักจะเลี้ยงหรือจ่ายเงินมากกว่า) ทำให้เราต้องออกเงินสะสมของตัวเองอีกด้วย

สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมการทำงานในญี่ปุ่นที่ผมเองก็สัมผัสได้ว่ามันมีอยู่จริงๆ หลายข้อผมเจอมาแล้วกับตัวเอง แต่ไม่ใช่ทุกบริษัทนะที่จะเจอเรื่องเหล่านี้

เชื่อว่าสิ่งที่จะช่วยลดความอึดอัดเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี คือ การสื่อสารสิ่งที่เราคิดออกไปอย่างสมเหตุสมผลและรู้กาลเทศะ ใช้วิธีการพูดที่ประนีประนอม ถนอมน้ำใจกัน เช่น วันไหนผมมีธุระจริงๆ ผมก็จะบอกเจ้านายไว้ล่วงหน้า พร้อมอธิบายเหตุผลและความจำเป็นของเราไว้ก่อนเสมอ ง่ายๆ แค่นี้เองถ้าเหตุผลมันฟังขึ้น ถ้าเขาเป็นเจ้านายที่เป็นผู้ใหญ่พอ เขาจะเข้าใจเรา

ถ้าเราทำได้ เราจะมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น ไม่ต้องมานั่งอึดอัดอีกต่อไปแบบ 7 ข้อข้างต้น

อย่าลืมนะ สื่อสารไปเหอะว่าเราคิดอะไร บอกไปอย่างสมเหตุสมผลในจังหวะเวลาที่เหมาะสมครับ

ที่มา หนังสือ JAPAN DARK SIDE ถึงร้ายก็รัก โดย บูม-ภัทรพล เหลือบุญชู สนพ.มติชน

ที่มา หนังสือ JAPAN DARK SIDE ถึงร้ายก็รัก สนพ.มติชน

 

รู้หรือไม่ว่า ซาลารี่แมนญี่ปุ่นผู้ทุ่มเทชีวิตและจิตวิญญาณให้แก่บริษัท ในปัจจุบันก็ต้องหารายได้เสริม!

จากที่เราเคยติดภาพว่ามนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นจะรักงานประจำมากถึงขนาดถวายชีวิต ทุ่มเทเวลาทุกอย่างให้งานประจำ กระทั่งวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ตัวอยู่บ้าน แต่ก็ยังเอาคอมพ์ขึ้นมาทำงาน หรือยังคอยรับโทรศัพท์ลูกค้า

ซาลารี่แมนแบบนี้มันใช้ได้เมื่อหลายปีที่แล้ว ยุคนี้อะไรเปลี่ยนไปเยอะ คนญี่ปุ่นเองเริ่มมีความกังวลกับการมีรายได้ทางเดียว

เงินบำนาญที่ได้ทยอยสะสมจากการหักเงินเดือนทุกเดือน ตอนแรกคิดว่าเกษียณไปแล้วจะได้ใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่อนาคตก็ไม่รู้จะเป็นแบบนั้นหรือไม่ … ทำให้คนญี่ปุ่นโดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่เริ่มขวนขวายหนทางการสร้างรายได้รูปแบบอื่นๆ

ลองมาดูกันดีกว่าว่า ถ้าจะทำงานเสริมไปพร้อมๆ กับงานประจำ นอกจากเขียนบล็อกหรือเขียนหนังสืออย่างที่ผู้เขียนทำอยู่ คนญี่ปุ่นเขาเลือกลักษณะใดเป็นงานเสริมกันบ้าง แต่ละงานให้รายได้เท่าไร จะได้เป็นไอเดียสำหรับคนที่สนใจหารายได้เพิ่มนอกเหนือจากงานประจำ

1.ล่ามแปลอักษรภาษาอังกฤษ (ชั่วโมงละ 1,000-3,000 เยน หรือประมาณ 300-900 บาท)

ญี่ปุ่นในยุคหลังๆ เริ่มเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะ Tokyo 2020 ที่ถือเป็นงานช้างของมหานครโดตเกียวที่กำลังจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ความต้องการของการแปลภาษาก็มีมากขึ้น ทำให้อาชีพนี้กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก

ราคากลางของการแปลภาษาอังกฤษเป็นญี่ปุ่นนั้นอยู่ที่ตัวอักษรละ 3-10 เยน (หรือประมาณ 1-3 บาท) ยิ่งถ้าแปลภาษาในวงการแพทย์ได้ยิ่งมีมูลค่า

ถ้ากลับมามองในประเทศไทยจะเห็นว่า ถ้าเราแปลภาษาญี่ปุ่นเป็นไทย หรือไทยเป็นญี่ปุ่นได้ ก็สามารถสร้างรายได้จากงานเสริมได้

2.ผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่น (ชั่วโมงละ 2,000-5,000 เยน หรือประมาณ 600-1,500 บาท)

อาชีพนี้อาจจะต้องอาศัยบุญเก่าที่ทำมานิดหนึ่ง ถ้าใครเรียนมาหรือชอบทางนี้ นี่คืออาชีพที่จะตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้ดีมากๆ เพราะสินค้าและบริการทั้งหลายก็อยากแปลงร่างมาเป็นแอปพลิเคชั่นในมือถือให้เข้าถึงผู้ใช้งานทั้งนั้น งานนี้ในไทยเองก็ยอดฮิตนะครับ ผมเคยเข้าร่วมงานสัมมนาครั้งหนึ่ง วิทยากรถามว่าใครเขียนแอปฯได้บ้าง มีคนยกมืออยู่แค่ 2-3 คนเท่านั้นจาก 500 คน แต่ประมาณ 30-40 คนในงานสัมมนาอยากจ้างเขามาเขียนแอปฯให้ โอกาสมีอยู่เห็นๆ ครับ

3.ช่างภาพ (วันละ 5,000-10,000 เยน หรือประมาณ 1,500-3,000 บาท)

อาจจะออกไปถ่ายภาพแล้ววางขายในอินเทอร์เน็ตแบบ Shutter Stock, Stock Photos หรือรับถ่ายงานตามเทศกาลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะจัดกันวันเสาร์อาทิตย์อยู่แล้ว จันทร์ถึงศุกร์ทำงานประจำ เสาร์อาทิตย์ออกไปถ่ายภาพ ก็ไม่ได้หนักมากเกินไปนะครับ โดยเฉพาะถ้าเป็นคนชอบถ่ายภาพ เรียกว่า ทั้งเพลิน ทั้งได้เงินเพิ่ม

4.อาชีพที่ปรึกษา (consultant) (วันละ 10,000-100,000 เยน หรือประมาณ 3,000-30,000 บาท)

ผมสังเกตว่าค่าตัวอาชีพนี้ค่อนข้างสูง แต่จะเป็นที่ปรึกษาที่ดีได้ต้องเริ่มจากผู้มีประสบการณ์ มีผลลัพธ์จริงๆ ถึงจะเป็นที่น่าเชื่อถือต่อลูกค้าได้

ถ้าในญี่ปุ่นเขาจะพยายามเก็บเกี่ยวความรู้ต่อยอดมาจากงานประจำ และสร้างผลงานจนเป็นที่ยอมรับในวงการเสียก่อน ถึงจะสามารถทำงานในฐานะที่ปรึกษาได้ ซึ่งงานที่ปรึกษาก็มีหลายแขนง ทั้งด้านที่ปรึกษาผู้บริหาร ที่ปรึกษาการสร้างเว็บ ที่ปรึกษาการบริหารบุคลากร และอื่นๆ อีกมากมาย ลองดูนะครับว่าเราพอจะให้คำปรึกษาและช่วยแก้ปัญหาในเรื่องใดได้บ้าง

5.อาจารย์สอนพิเศษ (ชั่วโมงละ 1,500-4,000 เยน หรือประมาณ 450-1,200 บาท)

อาชีพนี้ยังมีความต้องการอยู่เสมอ ตราบใดที่ยังมีการแข่งขันสอบเข้า การเรียนการสอนส่วนใหญ่มักจะจัดในเวลาเย็น หรือเสาร์อาทิตย์ ทำให้ไม่กระทบต่อการทำงานหลักด้วย ที่สำคัญยุคหลังๆ สามารถสอนออนไลน์ได้ด้วย สอนครั้งเดียวอัดวิดีโอเก็บไว้ สามารถสร้างรายได้ได้ตลอดครับ (ถ้าคอร์สที่เราเปิดสอนดีจริงด้วยนะ)

6.นักวาดภาพประกอบ (Illustrator) (ผลงานละ 500-10,000 เยน หรือประมาณ 150-3,000 บาท)

ยุคนี้มีภาพให้ใช้ฟรีอยู่มาก ทำให้มูลค่าต่องานไม่ได้สูงมาก แต่ก็ยังเป็นงานที่มีความต้องการอยู่ โดยเฉพาะยุคนี้มีคนอยากสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง น่าจะทำให้มีจำนวนงานมากขึ้น นักวาดภาพประกอบที่เป็นกันเอง มีความยืดหยุ่น และสามารถแก้งานให้ลูกค้าได้ มักจะเป็นที่ชอบใจของลูกค้า

7.Affiliate Marketing (ชั่วโมงละ 0-10,000 เยน หรือประมาณ 0-3,000 บาท)

อาชีพที่ต้องนำสินค้า/บริการไปโปรโมตในอินเทอร์เน็ต ช่วยให้ลูกค้าปลายทางมาซื้อสินค้า/บริการผ่านการแนะนำของเรา เมื่อมีลูกค้าคลิกซื้อสินค้า/บริการเมื่อไร เราก็จะได้ค่าคอมมิชชั่น และต้องบอกว่าอาชีพนี้เป็นที่นิยมในญี่ปุ่นมาก เพราะต้นทุนต่ำ มีอินเทอร์เน็ตใช้ก็ทำได้แล้ว แต่ที่มันไม่ง่าย เพราะไม่ใช่ทุกคนจะขายเก่ง จูงใจเก่งนี่ครับ แวดวงนี้จึงมีทั้งคนที่สร้างรายได้ได้เยอะ และคนที่ทำแทบเป็นแทบตายไม่มีรายได้เลย


Content Team Matichon Academy
m.matichon.academy@gmail.com
0-2954-3971 ต่อ 2111
ติดตามอ่านข่าวสารได้ที่ www.matichonacademy.com

ไม่พลาดข่าวสารอาหาร ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ เกร็ดความรู้
คอร์สเรียนสนุกๆได้ประโยชน์-เสริมอาชีพ
คลิกติดตามเพจเฟซบุ๊ค MatichonAcademy