เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมคะเวลากินสลัดมักจะได้กลิ่นหอมๆ จากน้ำสลัดคือกลิ่นอะไร สิ่งนั้นคือ “น้ำมันมะกอก” ซึ่งเป็นน้ำมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสุขภาพมากมาย ที่สำคัญยังมีแคลอรี่ต่ำแค่ 120 แคลอรี่ต่อ 1 ช้อนโต๊ะเท่านั้น

1. การหมุนเวียนของโลหิต น้ำมันมะกอกช่วยป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง และยังช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว หัวใจวาย ไตวาย และเส้นเลือดในสมองแตก

2. ระบบย่อย น้ำมันมะกอกช่วยให้ระบบการทำงานของส่วนต่างๆ ดีขึ้น ได้แก่ กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ลำไส้ และถุงน้ำดี และป้องกันการก่อตัวของนิ่ว นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการกระเพาะอักเสบ แผลในกระเพาะ และยังเป็นยาระบายอ่อนๆ

3. ผิวหนัง น้ำมันมะกอกช่วยปกป้องหนังกำพร้า ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น ซึ่งเกิดจากวิตามิน E และสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันมะกอก นอกจากนี้ยังใช้ได้ผลดีในการป้องกันโรคผิวหนังและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานจากการศึกษาล่าสุดพบว่าระดับกลูโคสของผู้มีสุขภาพดีลดลง 12% เมื่อกินน้ำมันมะกอก

4. ระบบกระดูก น้ำมันมะกอกช่วยในการเสริมสร้างกระดูก และช่วยให้ร่างกายของคนเรามีประสิทธิภาพในการดูดซึมแร่ธาตุและแคลเซียมได้ดี รวมทั้งสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย

5. โรคมะเร็ง น้ำมันมะกอกช่วยป้องกันเนื้องอกที่เกิดกับอวัยวะบางส่วน (เต้านม ต่อมลูกหมาก ลำไส้ใหญ่ ปีกมดลูก) ทั้งนี้เพราะกรดไขมันที่มีอยู่ในน้ำมันมะกอกนั้นช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระและต่อต้านการก่อตัวของติ่งเนื้อในอวัยวะต่างๆ

6. อาหารเด็กอ่อน สารประกอบในน้ำมันมะกอกและคุณสมบัติในการช่วยย่อยอาหาร ทำให้น้ำมันมะกอกเป็นไขมันธรรมชาติที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำนมมารดามากที่สุด

7. ต้านการชราภาพ น้ำมันมะกอกมีคุณสมบัติในการต่อต้านภาวะความเสื่อมถอยของสมองและยังช่วยยืดอายุของเรา ให้ยืนยาวขึ้นอีกด้วย

8. ภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจ น้ำมันมะกอกช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลว และไม่ทำให้คอเลสเตอรอลชนิดดีลดระดับลงอีกด้วย

ที่มา : แม่บ้าน

ทุกวันนี้คนไทยต่างหันมาใส่ใจด้านสุขภาพกันมากขึ้น เห็นได้จากการที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่แบนการผลิตไขมันทรานส์นับตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ เหล่าผู้บริโภคยังตื่นตัวในการสรรหาเครื่องปรุงและส่วนผสมที่เปี่ยมคุณภาพ อ้างอิงจากงานวิจัยล่าสุดโดยสภาข้อมูลด้านอาหารนานาชาติหรือไอเอฟไอซี (IFIC) พบว่าผู้บริโภคในปัจจุบันต้องการรู้ถึงที่มาของอาหารที่พวกเขารับประทาน รวมถึงกรรมวิธีการผลิตและคุณค่าทางโภชนาการ

หลากหลายงานวิจัยในเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ได้สำรวจและวิจัยถึงผลลัพธ์ที่ได้ ทั้งในด้านชีวภาพและทางการแพทย์ของน้ำมันมะกอก โดยพบว่าคนที่รับประทานน้ำมันมะกอกเป็นประจำนั้นมีความเสี่ยงน้อยกว่าในการเกิดโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งยังลดความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมองและโรคไขมันในเลือดสูง นอกจากนี้ ยังค้นพบว่า การรับประทานน้ำมันมะกอกยังสามารถช่วยลดอาการอักเสบและลดโอกาสการเกิดความผิดปกติของไขมันในเลือด ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำอุดตัน และยังช่วยกระตุ้นกระบวนการเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรตได้อีกด้วย

นอกจากนี้ รายงานจาก “โครงการอาหารไทยหัวใจดี” โดยมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังระบุว่า น้ำมันมะกอกได้รับเลือกให้เป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ โดยสามารถช่วยลดโอกาสการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็งและโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากน้ำมันมะกอกมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ในปริมาณสูง ไม่ว่าจะเป็น โพลิฟีนอล สารต้านอนุมูลอิสระ กรดไขมันไม่อิ่มตัว วิตามินอี วิตามินเค และกรดไขมันโอเมก้า

ลองมาศึกษากันดูว่าทำไมสารอาหารเหล่านี้ถึงเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของพวกเรา

โพลิฟีนอลและสารต้านอนุมูลอิสระ

คุณประโยชน์ต่างๆ ที่ได้จากโพลิฟีนอลมักเป็นผลมาจากการที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถช่วยต้านการเสื่อมโทรมของเซลล์ สารอาหารเหล่านี้ยังช่วยในเรื่องการลดภาวะอารมณ์ตึงเครียด จัดการกับอาการเจ็บปวด ช่วยชะลอวัย อีกทั้งยังช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อม ภาวะหลอดเลือดสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวานและโรคมะเร็งบางชนิดด้วย

วิตามินเค

วิตามินเคคือกลุ่มวิตามินที่มีความสำคัญในการสร้างโปรตีนซึ่งช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือด ช่วยสร้างกระดูกใหม่และช่วยเรื่องความสมดุลของแคลเซียม คุณประโยชน์ที่ได้จากการรับประทานวิตามินเคอย่างสม่ำเสมอคือ การช่วยเสริมสร้างสารอาหารและโปรตีนต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับการสมานแผล อีกทั้งยังช่วยเสริมแคลเซียมในการผลิตมวลกระดูกและป้องกันกระดูกพรุน

วิตามินอี

วิตามินอี มีส่วนช่วยในการป้องกันการทำลายเซลล์ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและโรคมะเร็ง โดยมีส่วนช่วยต้านการติดเชื้อและยังช่วยป้องกันความปกติของสายตาอีกด้วย

กรดไขมันโอเมก้า 6 และโอเมก้า 3

กรดไขมันโอเมก้า 6 และโอเมก้า 3 คือกลุ่มของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งร่างกายของมนุษย์เราไม่สามารถผลิตเองได้ ต้องจะได้รับจากการรับประทานอาหาร หากขาดกรดไขมันโอเมก้าเหล่านี้ อาจทำให้การทำงานของร่างกายบกพร่องและเกิดการเจ็บป่วยได้ นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไมกรดไขมันโอเมก้า 6 และโอเมก้า 3 จึงจำเป็น ในขณะที่กรดไขมันโอเมก้า 6 นั้นสำคัญต่อการดำรงชีวิต กรดไขมันโอเมก้า 3 เองมีบทบาทที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือการช่วยในการไหลเวียนของเลือด การทำงานของหัวใจและระบบพันธุกรรมต่างๆ ทั้งนี้ ปริมาณที่ดีที่สุดที่แนะนำให้บริโภคกรดไขมันโอเมก้า 6 และโอเมก้า 3 คือการบริโภคในสัดส่วน 4 ต่อ 1 ยิ่งใกล้เคียงตัวเลขนี้เท่าไร ยิ่งดีเท่านั้น น้ำมันปาล์มทั่วไปมีส่วนประกอบของกรดไขมันโอเมก้า 6 และโอเมก้า 3 ในสัดส่วน 45.5 ต่อ 1 น้ำมันรำข้าวในสัดส่วน 20 ต่อ 1 แต่น้ำมันมะกอกนั้นดีต่อสุขภาพยิ่งกว่า เนื่องจากมีสัดส่วนของกรดไขมันที่กล่าวไปในสัดส่วน 12.89 ต่อ 1 ซึ่งใกล้เคียงสัดส่วนที่แนะนำไปมากที่สุดนั่นเอง

ที่มา : Sanook.com

น้ำมันมะกอก…อีกหนึ่งทางเลือกเพื่อสุขภาพดีที่ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับผู้ใหญ่ หากแต่ยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพแก่เด็กเล็กด้วยเช่นกัน หลายๆ ครอบครัวจึงต้องมีน้ำมันมะกอกติดบ้านไว้ให้อุ่นใจ เรียกได้ว่าขวดเดียวแต่สามารถรับประทานและให้คุณประโยชน์ต่อสุขภาพได้แก่ทั้งครอบครัวเลยทีเดียว เบอร์ทอลลี่® ในฐานะแบรนด์น้ำมันมะกอกอันดับหนึ่งของประเทศไทย ขอแนะนำ 5 คุณประโยชน์ของน้ำมันมะกอกที่ดีต่อลูกน้อยที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ไว้ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและพัฒนาการในการเติบโตของลูกๆ

 

1.ใช้ในการประกอบอาหาร

น้ำมันมะกอกนั้นให้ประโยชน์เป็นอย่างมากต่อร่างกายและสุขภาพ ทั้งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคหัวใจ และเบาหวาน ซึ่งน้ำมันมะกอกยังสามารถนำมาใช้ประกอบอาหารให้แก่เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปได้ด้วย น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น ประกอบด้วย

โอเมก้า 3 และ 6 ในปริมาณใกล้เคียงกับน้ำนมแม่ อุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่ม ซึ่งช่วยในเรื่องของพัฒนาการสมองของเด็กได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น ยังมีวิตามิน D ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกอีกด้วย

คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มใช้น้ำมันมะกอกในการประกอบอาหารให้แก่ลูกๆ ได้ เมื่อน้องๆ เริ่มรับประทานอาหารได้ หรืออาจเติมน้ำมันมะกอกในปริมาณเพียงช้อนชาลงไปในอาหาร เพื่อประโยนชน์ต่อสุขภาพและเสริมสร้างพัฒนาการในระยะยาว

  1. บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น

 

น้ำมันมะกอกอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินอี หากคุณแม่ใช้น้ำมันมะกอกทาบางๆ และนวดเบาๆ บนผิวของลูกน้อยจะช่วยให้ลูกน้อยมีผิวชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้านเป็นสะเก็ด ดูผิวสุขภาพดี เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ทั้งยังช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลายและหลับสบายอีกด้วย รวมถึงยังเป็นการกระชับความผูกพัน สร้างความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกให้มากยิ่งขึ้น ที่ส่งผลดีต่อพัฒนาการทางด้านจิตใจและอารมณ์ของเด็กอีกด้วย

  1. ขจัดรังแค

รังแคเกิดจากหนังศรีษะที่แห้งเป็นขุย ซึ่งความชุ่มชื้นจากน้ำมันมะกอกจะช่วยขจัดรังแคบนหนังศีรษะเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี เพียงคุณแม่ทาน้ำมันมะกอกบนหนังศรีษะและเส้นผมของลูกน้อยให้ทั่วแบบบางๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยแชมพูเด็กและน้ำอุ่น จากนั้น จึงค่อยๆ หวีผมของลูกน้อย เพื่อช่วยให้รังแคหลุดออกมา โดยน้ำมันมะกอกยังช่วยบำรุงเส้นผมของคุณหนูๆ ให้เงางาม ไม่แห้งเสีย และแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

  1. แก้อาการท้องผูก

น้ำมันมะกอกสามารถช่วยลดอาการท้องผูกให้แก่เด็กได้ ทั้งจากการรับประทานและลูบไล้บริเวณท้อง โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถนำมาประกอบอาหารเพื่อช่วยเป็นยาระบายอาการท้องผูกให้แก่เด็กได้ หรืออีกหนึ่งวิธี คือ การน้ำมันมะกอกอุ่นๆ มาลูบไล้เบาๆ เป็นเข็มนาฬิกาบริเวณหน้าท้องของลูกๆ

  1. ลดอาการไอ

น้ำมันมะกอกช่วยบรรเทาอาการไอของคุณหนูๆ ได้เป็นอย่างดี เพียงคุณแม่ลองผสมน้ำมันมะกอกประมาณ 3-4 ช้อนชา เข้ากับโรสแมรี่ ยูคาลิปตัส และน้ำมันสะระแหน่ ประมาณ 2-3 หยด แล้วลูบไล้บริเวณหน้าอกและหลังของลูกน้อยอย่างแผ่วเบาก่อนเข้านอน เพียงเท่านี้ก็สามารถบรรเทาอาการไอและช่วยให้ลูกน้อยหลับสบายได้ง่ายขึ้น

 

น้ำมันมะกอกเพียงขวดเดียวสามารถให้คุณประโยชน์ต่อสุขภาพได้ทั้งครอบครัว อย่าลืมลองนำน้ำมันมะกอกไปใช้ในชีวิตประจำวันกัน โดยสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยประโยชน์จากภายใน ด้วยการนำน้ำมันมะกอกมาปรุงอาหารและประโยชน์อื่นๆ จากการใช้ภายนอก ซึ่งหากไม่มั่นใจในเรื่องใดควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการใช้ เพื่อความมั่นใจและไม่เป็นอันตรายต่อเด็กน้อยที่เรารัก

 

ช่วงหน้าร้อนอากาศอบอ้าวแบบนี้ เราอาจไม่อยากไปออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งใดๆ เพราะอยากหลบแดด เปิดแอร์เย็นๆ นั่งสบายผ่อนคลายอยู่ในบ้านมากกว่า แต่ถ้าออกกำลังกายกันน้อยลงแล้ว เราอาจต้องหันมาระวังเรื่องการรับประทานอาหารกันมากขึ้นแทน เรียกว่าถ้าไม่อยากออกไปเบิร์นแคลอรี่ ท่ามกลางอากาศร้อนจัดหรือแดดเปรี้ยงๆ ก็มารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงไขมันส่วนเกินกันดีกว่า

เบอร์ทอลลี่ แบรนด์น้ำมันมะกอกอันดับหนึ่งของประเทศไทย จับมือ เชฟน่าน หงษ์วิวัฒน์ เชฟหนุ่มจากรายการ C.I.Y. (Cook It Yourself) ร่วมสร้างสรรค์เมนู “กะเพรากุ้งธัญพืชกับข้าวไรซ์เบอร์รี” เมนูง่ายๆ ที่ใครๆ ก็สามารถทำรับประทานเองได้ที่บ้าน อีกทั้งยังอร่อยและสุขภาพดี ด้วยส่วนผสมจากผักและธัญพืชต่างๆ อาทิ ถั่วแดง ถั่วลันเตาหวาน เม็ดบัว เม็ดแปะก๊วย ข้าวไรซ์เบอร์รี และน้ำมันมะกอก ซึ่งเต็มไปด้วยไขมันดี ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และยังดีต่อระบบการทำงานของหัวใจ

“เมนูกะเพรากุ้งธัญพืชกับข้าวไรซ์เบอร์รี เกิดจากการรังสรรค์วัตถุดิบท้องถิ่นที่คนไทยต่างชื่นชอบและทำกินเป็นประจำอย่างกะเพรา เข้ากับวัตถุดิบเพื่อสุขภาพอย่างน้ำมันมะกอกและธัญพืชต่างๆ ซึ่งเป็นเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรงทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อมอบทั้งความอร่อยและสุขภาพดีให้แก่ทุกบ้าน” เชฟน่าน กล่าว และว่า “เมนูนี้เป็นเมนูที่สามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว และยังสามารถเติมวัตถุดิบอื่นๆ ที่คนทำต้องการได้หมด เรียกได้ว่านอกจากจะอร่อย สะดวกรวดเร็วแล้ว ยังสุขภาพดีอีกด้วย”

เพียงเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และเลือกใช้วัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพให้แก่ตนเองและครอบครัว เท่านี้เราก็สามารถฟิตหุ่นรับซัมเมอร์นี้ได้อย่างสบายใจแล้ว

เมนู “กะเพรากุ้งธัญพืชกับข้าวไรซ์เบอร์รี”(สำหรับ 3-4 ท่าน)

เครื่องปรุง:

น้ำมันมะกอก Bertolli ชนิด Extra Light 3 ช้อนโต๊ะ

กระเทียมสับหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ

พริกขี้หนูสับหยาบ 4 เม็ด

กุ้งแช่บ๊วยแกะเปลือกเด็ดหัวฝ่าหลังไว้หาง 8 ตัว

ถั่วแดงหลวงนึ่งสุก 4 ช้อนโต๊ะ

เม็ดบัว 4 ช้อนโต๊ะ

ถั่วลันเตาหวานลวกสุก 12 ฝัก

เม็ดแปะก๊วยต้มสุก 15 เม็ด

เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ 4 ช้อนโต๊ะ

ใบกะเพราสับหยาบ 2 ถ้วย

น้ำปลา 2 ช้อนชา

น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ

ยอดใบกะเพราสำหรับตกแต่ง

ข้าวไรซ์เบอร์รีสำหรับจัดเสิร์ฟ

วิธีทำ

1. ใส่น้ำมันมะกอก Bertolli ชนิด Extra Light ลงในกระทะ ตั้งไฟกลางให้พอร้อน

2. ใส่กระเทียมและพริกขี้หนูลงผัดพอหอม ใส่กุ้งลงผัดให้สุก เติมถั่วแดง เม็ดบัว ถั่วลันเตาหวาน แปะก๊วย และผัดให้เข้ากัน

3. ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำมันหอย ใส่ใบกะเพราสับ ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง

4. ปิดไฟ ตักใส่จาน และตกแต่งด้วยยอดใบกะเพรา เสิร์ฟกับข้าวไรซ์เบอร์รี