แกะรอยความสำเร็จ “ข้าวตราไก่แจ้” ในงาน ThaiFex Anuga Asia 2024 ยืนหนึ่ง ด้วยคอนเซ็ปต์ “ที่ไหนๆ ทั่วโลก ก็เลือกใช้ข้าวตราไก่แจ้”

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับ ThaiFex Anuga Asia 2024 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ และครบวงจรที่สุดในเอเชีย โดยในปีนี้ ข้าวตราไก่แจ้ ยังคงท็อปฟอร์มสมกับเป็น “แบรนด์ข้าวไทย” ที่ครองใจคนไทยมากว่า 40 ปี จัดเต็มด้วยการยกกองทัพสินค้าคุณภาพกว่า 400 รายการ ที่วางจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ มาโชว์เคสในงาน พร้อมกิจกรรมที่อัดแน่นเพื่อสร้างสีสันให้กับบูทจนทำให้บรรยากาศในบููทเป็นไปด้วยความคึกคัก มีผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหมุนเวียนกันเข้ามาสอบถามข้อมูลและให้ความสนใจกับสินค้าของแบรนด์อย่างล้นหลาม 

นายธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวสารตราไก่แจ้และข้าวสารตรากระเช้า รวมถึงบริษัท ทีอาร์ ไทยฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตขนมตราแม่นภา กล่าวถึงความพิเศษของบูทกิจกรรมในปีนี้ ซึ่งมาในคอนเซ็ปต์ “ที่ไหนๆ ทั่วโลก ก็เลือกใช้ข้าวตราไก่แจ้” ว่า ไฮไลต์ของบูทในปีนี้ ยังคงโดดเด่นไปด้วยกองทัพสินค้าคุณภาพ ที่ไม่ได้มีเพียงสินค้าประเภทข้าว ตั้งแต่ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวญี่ปุ่น หลากหลายสายพันธุ์ที่มีมากกว่า 200 รายการ แต่ยังมีสินค้าประเภทอื่นๆ เช่น ปลากระป๋อง ขนมประเภทสแน็ก เส้นหมี่ และข้าวต้มมัด รวมแล้วกว่า 400 รายการ จนเรียกได้ว่า มาบูทเดียวครบ มีไลน์สินค้าที่ชวนให้ว้าวตั้งแต่ไอเดียไปจนถึงรสชาติ

            “บูทในปีนี้ เราตั้งใจออกแบบโซนสำหรับโชว์แพ็กเกจจิงใหม่ของแบรนด์ข้าวตราไก่แจ้ ที่เราใช้ส่งออกไปตีตลาดต่างประเทศ และวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด เพราะจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา ทำให้เราเห็นอินไซด์ของลูกค้า และพบว่าในตลาดที่ต่างกัน ลูกค้าย่อมมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน แม้แต่การออกแบบแพ็กเกจจิงก็มีผล ดังนั้น เราจึงเลือกที่จะปรับดีไซน์ของแพ็กเกจจิงให้มีความทันสมัย ดูสดใส เพื่อสร้างจุดเด่นให้กับสินค้า”

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมมากมายให้ร่วมสนุก โดยเฉพาะไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ อย่าง กิจกรรม Cooking Show ที่มาพร้อมแนวคิด “ข้าวดีดี กินคู่กับอะไรก็อร่อย” โดยมีเชฟจากข้าวตราไก่แจ้ มาร่วมรังสรรค์ 3 เมนูสุดพิเศษ ได้แก่ ข้าวราดพะแนง ทานคู่กับข้าวหอมมะลิคัดพิเศษตราไก่แจ้, ก๋วยเตี๋ยวแห้ง ซึ่งมีวัตถุดิบหลัก คือ เส้นก๋วยเตี๋ยวตราไก่แจ้ และ Hon Maguro Sushi & Tobiko ซึ่งมีวัตถุดิบหลัก คือ ข้าวญี่ปุ่น ตราไก่แจ้ 

            สำหรับความคาดหวังในการมาร่วมงาน ThaiFex Anuga Asia 2024 ซึ่งในปีนี้คาดว่า จะมีจำนวนผู้เข้าชมงานสูงถึง 80,000 คนทั่วโลก และมีตัวเลขประมาณการมูลค่าการสั่งซื้อสินค้าภายในงานนี้ อาจสูงถึง 100,000 ล้านบาท ธีรินทร์บอกว่า งานนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะนำเสนอสินค้าของแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก จะเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ที่นำมาโชว์ในงานค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งสะท้อนถึงความมั่งมั่นของบริษัทที่ต้องการตอบโจทย์ความต้องของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด โดยสินค้าทุกอย่างล้วนมาจากการตั้งคำถามว่าลูกค้าต้องการอะไร โดยในช่วงแรก สินค้าส่วนใหญ่จะตั้งต้นจากการใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบหลัก แต่หลังๆ มานี้ เริ่มมีการขยายและแตกไลน์สินค้าใหม่ๆ ที่อาจจะไม่ได้มาจากข้าว เช่นซอสปรุงรส ปลากระป๋อง เพื่อสร้างความหลากหลายให้พอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ให้ได้มากที่สุด

ผู้บริหารข้าวตราไก่แจ้ นำทีมขนสินค้าร่วมงาน THAIFEX 2024

ในส่วนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทจากนี้ ธีรินทร์ย้ำว่าหัวใจสำคัญ คือ การสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง เพื่อให้ลูกค้าไว้วางใจในคุณภาพ

            “ผมเป็นเจน 2 ที่เข้ามารับช่วงต่อจากคุณพ่อเมื่อ 20 ปีที่แล้ว คุณพ่อเริ่มต้นธุรกิจจากโรงงานเล็กๆ ขายข้าวให้ 3 อำเภอในจังหวัดชลบุรี รายได้ปีละประมาณหลักสิบล้าน แต่ตอนนี้ โรงงานของเราใหญ่ขึ้น จนมีกำลังการผลิต 3 แสนตันต่อปี ปัจจุบันใช้กำลังผลิตสัดส่วน 30-40% โดยมีทั้งที่ผลิตภายใต้แบรนด์ไก่แจ้และกระเช้ารวมถึงรับจ้างผลิต (OEM) ด้วย รายได้ปีล่าสุด 2566 อยู่ที่ 2,500 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้ จะทำรายได้อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท”            

สิ่งที่เป็นจุดแข็งของแบรนด์ คือ การรักษาคุณภาพของข้าวให้คงที่ เพราะ แม้ข้าวจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตก็จริง แต่ด้วยคู่แข่งในตลาดที่มีอยู่เยอะ บวกกับความท้าทายในเรื่องสภาพอากาศ ที่ส่งผลต่อผลผลิตและคุณภาพข้าว ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าว่า ข้าวตราไก่แจ้และตรากระเช้าทุกถุงมีคุณภาพที่ดี ขาวสะอาด ปราศจากสิ่งเจือปนใดๆ ทางแบรนด์จึงให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตเป็นอย่างมาก​ มีการนำเทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัย และเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพมาใช้

“ที่ขาดไม่ได้ คือ ความเอาใจใส่ในการคัดเลือกชนิดข้าว มีการตรวจสอบทุกขั้นตอนในการผลิต โดยผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่า ไม่ว่าลูกค้ามาซื้อข้าวตราไก่แจ้หรือกระเช้าเมื่อไหร่คุณภาพยังเหมือนเดิม”

            ส่วนในเรื่องราคา ธีรินทร์ บอกว่า ด้วยการแข่งขันในตลาดที่ค่อนข้างเสรี การปรับราคาข้าวจึงเป็นไปตามกลไกตลาด อย่างในช่วงที่ราคาข้าวมีความผันผวน ต้องมีการบริหารจัดการสต๊อกและราคาให้เหมาะสม โดยนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีการปรับราคาข้าวถุง 5-10% หรือ อย่างบางรายการแทนที่จะขึ้นราคาก็ใช้วิธีลดการทำโปรโมชันแทน เพราะหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ คือ เรื่องของราคา ที่สำคัญไม่แพ้คุณภาพ

            “บางครั้งคุณภาพเป็นสิ่งที่พูดยาก แต่คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือ ผู้บริโภค จะเป็นคนบอกเราเอง ด้วยการกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งคุณภาพนี่แหละ คือ สิ่ิ่งที่จะทำให้ธุรกิจของเราเติบโตอย่างยั่งยืน”

นอกจากเรื่องคุณภาพจะมาเป็นอันดับหนึ่ง อีกหนึ่งจุดแข็งที่ธีรินทร์ มองว่าสำคัญไม่แพ้กัน  คือ การบริการ ปัจจุบันทางบริษัทมีบริการที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้า อย่างข้าวญี่ปุ่น ซึ่งเน้นจำหน่ายในกลุ่มร้านอาหารข้าวญี่ปุ่นทั่วประเทศ และมีบริการฟู้ดเซอร์วิสกระจายไปตามร้านอาหาร โรงแรม หรือครัวในโรงงานต่างๆ ด้วย

            ในส่วนของแผนการตีตลาดต่างประเทศ ธีรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดหลักยังอยู่ในประเทศ 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% มาจากการส่งสินค้าไปจำหน่ายในทุกภูมิภาคทั่วโลก ประมาณ 40 ประเทศ ทั้งสหรัฐ ยุโรป และจีน สำหรับตลาดในประเทศ หลักๆ ยังเป็นกลุ่ม Traditional Trade ที่เป็นยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว ประมาณ 80-90% เพราะเป็นช่องทางที่บริษัทสร้างชื่อเสียงมา ส่วนในฝั่ง Moderntrade ประมาณ 10-20% ​ในอนาคต ยังมีแผนขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มเติม โดยจะวางกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แต่ด้วยความที่แต่ละตลาดจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน​ จึงต้องอาศัยการศึกษาและค่อยๆ เรียนรู้ 

            “ในส่วนของการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมในปีนี้ ยังไม่มีแผนในขณะนี้ เพราะต้องการโฟกัสสินค้ากว่า 400 รายการที่มีอยู่ก่อน ส่วนในเรื่องเทรนด์ความยั่งยืน ทางบริษัทก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยในฝั่งโรงงานได้มีการเดินหน้ากระบวนการผลิตที่ทำให้เกิด Low carbon และมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อลดการใช้พลังงาน”

สุดท้ายนี้ ถ้าถามว่าอะไรคือ เป้าหมายสูงสุดที่อยากพาแบรนด์ไปให้ถึง ธีรินทร์ อมยิ้มก่อนเฉลยว่า “ผมอยากให้แบรนด์ไก่แจ้เป็นที่หนึ่งในใจลูกค้า เมื่อไหร่ก็ตาม ที่คนไทยนึกถึงแบรนด์ข้าว อยากให้นึกถึงไก่แจ้ ต่อให้ไม่ต้องเป็นแบรนด์แรก แต่เป็นแบรนด์ท็อปทรีในใจ ผมก็ดีใจแล้ว”

ข้าวตราไก่แจ้

ข้าวตราไก่แจ้ ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2024  รุกหนักตลาดต่างประเทศ คงคอนเซ็ปต์ ที่ไหนๆทั่วโลก ก็เลือกใช้ข้าวตราไก่แจ้

บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย ข้าวสารตราไก่แจ้และข้าวสารตรากระเช้า รวมถึง บริษัท เคเจ เวิลด์ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ส่งออกข้าวสารตราไก่แจ้ และ บริษัท ทีอาร์ ไทยฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตขนมตราแม่นภา ร่วมออกบูทงาน THAIFEX – Anuga Asia 2024 ภายใต้คอนเซ็ปต์ ที่ไหนๆทั่วโลก ก็เลือกใช้ข้าวตราไก่แจ้ ภายในงานจะพบกับกิจกรรม Cooking Show ภายใต้แนวคิด “ข้าวดีดี กินคู่กับอะไรก็อร่อย” โดยมีเชฟจากข้าวตราไก่แจ้ มารังสรรค์เมนู ให้ทุกท่านจะได้ชิม ซึ่งเมนูที่ทำนั้น ทุกๆท่านสามารถนำกลับไปทำตามได้ในครัวที่บ้านของท่าน เพียงแค่มีข้าวตราไก่แจ้ติดครัวไว้ เพียงเท่านี้ก็สามารถทานคู่ได้กับทุกๆเมนู

ร่วมสัมผัสความอร่อยจากข้าวตราไก่แจ้ได้ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2024ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ถึง 1 มิถุนายน 2567 ณ ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 บูท 3-H01 (Rice Zone)

ข้าวตราไก่แจ้ นำสินค้าร่วมงาน THAIFEX 2024 ตั้งเป้ารายได้ 3,000 ล้านบาท

นายธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวสารตราไก่แจ้ และข้าวสารตรากระเช้า รวมถึง บริษัท เคเจ เวิลด์ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ส่งออกข้าวสารตราไก่แจ้ และบริษัท ทีอาร์ ไทยฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตขนมตราแม่นภา เปิดเผยว่า บริษัทสินค้าภายใต้แบรนด์ร่วมงาน THAIFEX-Anuga Asia 2024 ภายใต้คอนเซ็ปต์ ที่ไหน ๆ ทั่วโลก ก็เลือกใช้ข้าวตราไก่แจ้ พร้อมนำกิจกรรม Cooking Show ภายใต้แนวคิด “ข้าวดีดี กินคู่กับอะไรก็อร่อย” มาร่วมงานด้วย

ซึ่งภายใต้บริษัทมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 400 รายการ เฉพาะข้าวมีถึง 200 รายการ ที่พร้อมจะตอบความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย การทำตลาดของบริษัทแบ่งออก 70% ทำตลาดในประเทศ โดยกระจายสินค้าทั่วประเทศทั้งห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด รวมไปถึงร้านค้า โชห่วยทั่วไปด้วย และอีก 30% ทำตลาดต่างประเทศซึ่งบริษัทส่งออกทั่วโลก และปี 2567 วางเป้าหมายรายได้โตที่ 3,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่ผ่านมามีรายได้อยู่ที่ 2,500 ล้านบาท แม้ว่าภายในปี 2567 บริษัทจะยังไม่ได้มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกสูู่ทำตลาด แต่สินค้าที่มีอยู่ภายใต้แบรนด์ของบริษัท เชื่อว่าจะทำตลาดและสร้างรายได้ให้บริษัทอย่างเต็มที่ “สินค้าหลักที่เรามีตอนนี้ เช่น ข้าวถุงตราไก่แจ้ ตรากระเช้า ขนาดบรรจุมีตั้งแต่ 200 กรัมไปจนถึง 48 กิโลกรัม ซึ่งสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกขนาด และเรายังมีสินค้าจำพวกขนม เส้นหมี่ ข้าวต้มมัด ที่มีการพัฒนาออกมาเพื่อตอบโจทย์กับลูกค้า”

2 นายธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด

ทั้งนี้ การทำตลาดสินค้าข้าวของบริษัทแม้ที่ผ่านมาจะเจอเรื่องของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงมีผลกระทบต่อการผลผลิต ต่อต้นทุนวัตถุดิบ แต่ยังเชื่อว่ารายได้ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากจัดโปรโมชั่น กิจกรรมทางการตลาดเต็มที่ เพราะยังมั่นใจว่าแบรนด์สินค้าของบริษัทก็เป็นที่ยอมรับ และรู้จักของตลาดและลูกค้า และยังมีช่องทางการขายที่เข้าถึงลูกค้าจึงไม่กังวล ย่างไรก็ตาม จากกระแสความกังวลข้าว 10 ปี บริษัทยังมั่นใจและให้ความมั่นกับลูกค้าได้ว่าสินค้าที่ออกมาจากแบรนด์มีมาตรการสินค้าทุกลอต ก่อนที่สินค้าจะออกสู่ตลาดต้องผ่านการตรวจสอบและมาตรฐานทุกครั้ง จึงไม่มีความกังวลจากกระแสที่เกิดขึ้น

ร่วมสัมผัสความอร่อยจากข้าวตราไก่แจ้ได้ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2024
ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ถึง 1 มิถุนายน 2567 ณ ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 บูท 3-H01 (Rice Zone)

นอกจาก คุณกอล์ฟ- ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวสารตราไก่แจ้ และ บริษัท KJ World Foods ดูแลด้านการส่งออก จะพิสูจน์ฝีไม้ลายมือในการบริหารธุรกิจจนเป็นที่ประจักษ์ ด้วยการต่อยอดธุรกิจครอบครัว จนมีรายได้พันล้าน เขายังได้สั่งสมประสบการณ์ทำงานร่วมกับหอการค้ามายาวนานกว่า 20 ปี เคยดำรงตำแหน่งประธานหอการค้าจังหวัดชลบุรีมาแล้วหลายสมัย

ล่าสุดผู้บริหารหนุ่มไฟแรงยังได้รับความไว้วางใจได้รับคัดเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของหอการค้าไทย หรือ ประธาน YEC ประเทศไทยคนใหม่ ​ในวาระปี 2566-2567​ ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบ 10 ปีของการก่อตั้ง YEC ประเทศไทย

ก่อนจะเฉลยถึงวิสัยทัศน์ที่วางไว้ เพื่อพลิกโฉม YECประเทศไทยให้เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ธีรินทร์ ฉายภาพให้เห็นถึงที่มาของการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในหอการค้าไทยว่า ต้องย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน ด้วยความที่คุณพ่อเป็นสมาชิกของหอการค้าชลบุรีอยู่แล้วพอผมเรียนจบกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัวก็มีโอกาสติดตามคุณพ่อมาเข้าร่วมการประชุมต่างๆ กับหอการค้า

“ตอนที่กลับมาช่วยสานต่อธุรกิจครอบครัว ผมโฟกัสที่การสร้างรายได้ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง บวกกับด้วยวัยเพียง 20 กว่าๆ พอมาเจอกับสมาชิกในหอการค้า​ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรุ่นใหญ่วัย 60 อัพ เลยรู้สึกว่าตรงนี้อาจจะไม่ใช่เวทีของผมเท่าไหร่ จนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าในเวลานั้นมีไอเดียว่าอยากจัดตั้งกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือ YEC ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยกำหนดให้ผู้ที่เข้าร่วมต้องมีอายุ 20-40 ปี ​ผมเลยเป็นคนเดียวในสมาชิกหอการค้าจังหวัดชลบุรีที่อายุเข้าเกณฑ์​ และได้เป็นตัวแทนหอการค้าจังหวัดไปประชุมและนำแนวทางของที่ประชุมมาต่อยอด”

ธีรินทร์ บอกว่า ช่วงแรกๆ สมาชิก​ YEC ในแต่ละจังหวัดยังมีจำนวนไม่มาก เพราะถึงแม้จะมีกลุ่มทายาทธุรกิจที่รวมกลุ่มกันบ้าง แต่ไม่ได้มีรูปแบบการทำงานที่ชัดเจน และไม่ได้กระจายอยู่ทั่วประเทศเหมือนทุกวันนี้ จนตอนหลังกลุ่ม YEC ในแต่ละจังหวัดเริ่มมีการรวมกลุ่มทำกิจกรรม และเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ

“พอผมเห็นว่า สมาชิก YEC ในจังหวัดอื่นๆ เริ่มมีการรวมตัวแข็งแกร่งขึ้น ก็เริ่มกลับมาต่อยอดเครือข่ายในจังหวัดชลบุรี ไปชวนเพื่อนฝูง รวมกลุ่มจัดกิจกรรมต่างๆ จนกลุ่ม YEC ชลบุรีมีสมาชิกนักธุรกิจที่มาจากหลากหลายอุตสาหกรรมมารวมตัวกันมากขึ้น โดยผมเองได้รับเลือกให้เป็นประธานหอการค้าจังหวัดชลบุรี 2 สมัย หลังจากนั้นก็มาเป็นเลขาธิการหอการค้า จนล่าสุด ได้รับโอกาสให้มาเป็นประธาน YEC ประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 5,000 ราย”

ทั้งนี้ ภายใต้การนำของประธาน YEC ประเทศไทยคนใหม่ ธีรินทร์มาพร้อมวิสัยทัศน์ ที่เรียกว่า LINK ซึ่งจะสอดคล้องไปกับวิสัยทัศน์หลักของหอการค้า ซึ่งประกอบด้วย Connect (การเชื่อมโยงการทำงาน ภาครัฐ เอกชน และประชาชน , Competitive (ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ) Sustainable (มุ่งสู่องค์กรที่ยั่งยืน เพื่อเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน)

“สำหรับ LINK ซึ่งหมายถึงการเชื่อมโยง เชื่อมต่อ ถ้าแยกย่อยออกมาจะประกอบด้วย

L-Leadership เน้นสร้างภาวะผู้นำ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ

I-International สนับสนุนให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC มองไปไกลกว่าการทำธุรกิจในจังหวัดหรือในประเทศ แต่ต้องพร้อมเชื่อมโยงเครือข่าย เพื่อก้าวไปสู่เวทีโลก

N- Network  ส่งเสริมและพัฒนาในเครือข่าย YEC ให้เข้มแข็ง เพราะจุดแข็งของ YEC คือ มีเครือข่ายที่มาจากหลากหลายธุรกิจ เฉพาะกลุ่มธุรกิจอาหารก็มีกลุ่มผู้ประกอบการมากกว่า 200 บริษัทที่พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ และแลกเปลี่ยนไอเดีย รวมไปถึงกลุ่มดิจิทัล เฮลท์แคร์ และในอนาคตจะมีกลุ่มโรงแรม รีเทล การท่องเที่ยวและสันทนาการ มาร่วมด้วย

K- Knowledge เพราะยุคนี้ความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในตำรา แต่เกิดจากองค์ความรู้ที่อยู่ในไอเดียของนักธุรกิจ YEC ที่มาจากหลากหลายอุตสาหกรรม

“การเปลี่ยนแปลงที่ผมอยากเห็นในวาระ 2 ปีของผม คือ ทำให้นักธุรกิจ YEC มีความเป็นผู้นำ มีมายด์เซ็ตที่เป็นสากล มีเครือข่ายที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีองค์ความรู้ที่ก้าวทันโลก พร้อมเป็นพลังของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม”

อย่างไรก็ตาม แม้การรวมตัวของนักธุรกิจ YEC จะเป็นการรวมพลังของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ แต่ธีรินทร์มองว่า สิ่งที่จะทำให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด คือ การทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการวัยเก๋ากับผู้ประกอบการรุ่นใหม่​

“ในขณะที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่มีพลังเยอะ มีไอเดียที่อยากทำเต็มไปหมด แต่คนรุ่นก่อนก็มีประสบการณ์ที่สั่งสมมามาก หากเราสามารถเบลนด์จุดแข็งของทั้งสองเจนมาผสมกันได้ จะทำให้การทำงานของเราไม่ใช่แค่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ดี แต่ไปได้ไกลกว่าเดิม ซึ่ง YEC เองก็พยายามผลักดันให้ทั้งสองกลุ่มมีกิจกรรมร่วมกัน เพื่อเรียนรู้และแลกเปลี่ยนไอเดีย”

สำหรับความท้าทายในการเข้ามารับตำแหน่งประธาน YEC ประเทศไทย ธีรินทร์ ยอมรับว่า หนึ่งในความยากคือ การบริหารเวลาให้ลงตัว ดังนั้นนอกจากจะต้องอาศัยการจัดลำดับความสำคัญ ยังต้องเน้นการสร้างคนและทีม เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า

“แพสชันในการทำงานของผม  นอกจากจะทำให้ครอบครัวภูมิใจ คือ การได้สร้างประโยชน์ให้กับจังหวัดและประเทศ อย่างการที่ผมมาช่วยธุรกิจครอบครัวหรือทำงานในหอการค้า ผมมองว่าส่วนหนึ่งเป็นการเข้ามาสานต่อสิ่งที่คุณพ่อทำได้ดีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก และยังได้มีส่วนช่วยเหลือจังหวัดและประเทศชาติอีกด้วย” ธีรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

แจกทั้งผู้ซื้อและผู้ค้า สำหรับแบรนด์ข้าวคุณภาพอย่าง “ข้าวตราไก่แจ้” โดยบริษัทสุนทรธัญทรัพย์ จำกัด นอกจากจะแจกข้าวให้ผู้ประกอบการช่วยเหลือช่วงโควิด-19 แล้ว ยังใจดีแจกผู้ค้าที่ทำเป้าถึงยอดที่ตั้งไว้ ตามโครงการ “ปิดเป้าเราแจก” โดยร้านสมพงศ์ค้าเจริญ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตัวแทนจำหน่ายข้าวตราไก่แจ้สามารถทำสถิติยอดขายสูงสุดตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงได้รับ Toyota Yaris 1.2 Sport Premium หากใครสนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายข้าวตราไก่แจ้ และรับโปรโมชั่นดีๆ มากมายแบบ ร้านสมพงศ์ค้าเจริญ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ Tel : 086-367-7823 หรือ Facebook : ข้าวตราไก่แจ้

“ข้าวไก่แจ้ Support ปี2” ธีรินทร์ เดินหน้าแจกข้าวสารร้านค้า ต่อลมหายใจผู้ประกอบการยุคโควิด

“เราจะรอดไปไม่ได้ถ้าไม่ช่วยเหลือกัน”ทัศนะของ ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงแบรนด์ “ไก่แจ้” ที่มีต่อสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ของไวรัสโควิด-19

จึงเป็นที่มาในการสานต่อโครงการ “ข้าวไก่แจ้Support ปี2”ต่อลมหายใจผู้ประกอบการร้านอาหารปีที่ 2 เดินสายแจกข้าวสารตราไก่แจ้ 1 เดือน 10 ร้านค้า จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19จะคลี่คลาย

“เพราะเราอยากให้ทุกคนได้ไปต่อ โดยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ข้าวไก่แจ้ขอร่วมต่อสู้ เป็นกำลังใจให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารทุกร้านด้วยการมอบข้าวสารตราไก่แจ้ให้ทุกเดือนๆ ละ 10 ร้านค้า”ธีรินทร์ กล่าว และว่า

หลังจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มดีขึ้นมา เราก็เริ่มหันมาดูในส่วนของผู้ประกอบการร้านค้า-ร้านอาหาร จำพวกร้านค้าเล็กๆ ที่ประสบปัญหาในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี เนื่องจากคนเป็นโควิดมากขึ้นทำให้กลัวที่จะออกจากบ้านกันมากขึ้น ส่งผลให้จับจ่ายใช้สอยน้อยลง และหันมาซื้อกลับไปทานที่บ้านมากขึ้นกว่าการนั่งทานที่ร้าน

“ผลกระทบหนึ่งคือทำให้ร้านค้าเล็กๆ บางร้านที่ไม่ได้รู้ในเรื่องของการใช้เทคโนโลยี ถูกตัดขาด บางร้านยอดขายหายไป 80-90% เลยทีเดียว แต่ยังคงต้องจ่ายค่าเช่าที่ ค่าแรงงานลูกน้อง เราจึงเข้าไปเพิ่มเติมในการซัพพอร์ตกลุ่มร้านอาหาร ร้านค้าเล็กๆ ที่อยู่ในแต่ละเมือง ช่วยซับพอร์ตบุคลากรการแพทย์ด้วยการมอบข้าวให้โรงพยาบาลเดือนละ 10 แห่ง และมอบข้าวให้ชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจากโควิด รวมทั้งผู้ประสบอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา

“มาถึงปีนี้เราจึงอยากทำโครงการต่อเนื่องเพราะจากการประเมินสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แล้ว อย่างน้อยในครึ่งปีหน้าสถานการณ์ยังคงไม่ดีขึ้น ยังไม่มีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามา รวมถึงการใช้ชีวิตแบบเดิมที่คนจะออกมาใช้เงินยังคงไม่สามารถที่จะกลับมาได้ เราจึงอยากที่จะเดินหน้าตัวโครงการ “ไก่แจ้ SUPPORT” ต่อเป็นปีที่ 2 ถึงแม้ว่าอาจจะไม่สามารถช่วยสร้างยอดขายหรือกำไรให้แก่ร้านค้าได้ แต่เราต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการ ให้พวกเขายังคงสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ พร้อมทั้งอาจจะเปิดตัว “โครงการ 12 มูลนิธิ 12 เดือน” ที่เน้นไปที่กลุ่มคนด้อยโอกาส เพราะสังคมไทยเป็นสังคมของการให้ และการแบ่งปัน” ธีรินทร์ เผย

ธีรินทร์ บอกด้วยว่า ความสะอาดปลอดเชื้อเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19ข้าวตราไก่แจ้เข้าใจถึงความกังวลนี้ โดยขอให้ผู้บริโภคมั่นใจในความปลอดภัยของข้าวตราไก่แจ้ทุกถุง เพราะใช้กระบวนการ Automation ใช้เครื่องจักรทุกขั้นตอนการผลิต ระบบขนส่งมีการทำความสะอาดก่อนโหลดพนักงานมีระบบเซฟตี้

ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล
S__10150223

อย่างไรก็ตาม ธีรินทร์ สะท้อนถึงการปรับตัวในยุคที่สังคมมีความเปราะบางต่อการแพร่กระจายของไวรัสว่า เรามีการปรับตัวมาตลอดอยู่แล้ว โดยในปี 2563 ที่ผ่านมาเราเปลี่ยนทุกอย่างมาเป็นออนไลน์แทน ทั้งการประชุม การวางแผนงานต่างๆ รวมถึงช่องทางการจัดจำหน่ายที่เราหันมาทำในส่วนของออนไลน์มากขึ้นทำให้เราสามารถขยายฐานลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น จึงส่งผลให้ในปีนี้เราไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก

ด้านการซัพพอร์ตสินค้าตามความต้องการของพันธมิตรทางการค้าและท้องตลาด กรรมการผู้จัดการแบรนด์ข้าวสารตราไก่แจ้ บอกว่า ข้าวเป็นความจำเป็นพื้นฐานของปากท้องทุกคน ขอยืนยันกับพันธมิตรทางการค้าทุกท่านว่า เรามีสต็อกสินค้าในทุกภูมิภาค มีวัตถุดิบที่สต็อคไว้ถึง 3 เดือน กระบวนการผลิตจึงมีความต่อเนื่อง สินค้าไม่ขาดแน่นอน โดยทางบริษัทมีโรงงานการผลิต 2 แห่ง รองรับการทำงาน ในกรณีที่อาจเกิดเหตุฉุกเฉิน

“โดยในปี 2564 นี้เราได้เดินหน้าต่อด้วยการขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น เน้นไปที่กลุ่มลูกค้าต่างประเทศผ่านทางออนไลน์มากขึ้นกว่าแต่เดิม เพราะในปี 2563 ตลาดต่างประเทศโตขึ้นจากเดิมมากถึง 30% โดยแบรนด์เราได้บุกตลาดต่างประเทศในโซนยุโรปไปแล้ว 7 ประเทศ”กรรมการผู้จัดการแบรนด์ข้าวสารตราไก่แจ้ เผย

ทั้งนี้ ธีรินทร์ บอกด้วยว่า ธุรกิจที่บริหารอยู่ในขณะนี้ ประกอบด้วย ธุรกิจโรงแรม 2 แห่ง คือ ธาริส อาร์ท โฮเทล ที่จ.แพร่ และราชา เรสสิเดนซ์ ที่ศรีราชา จ.ชลบุรี , บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด จำหน่ายข้าวสารตราไก่แจ้ และ บริษัท ทีอาร์ ไทยฟู้ดส์ จำกัด จำหน่ายสินค้าขนมไทยภายใต้แบรนด์แม่นภา ฉะนั้น ส่วนของตลาดในประเทศที่ขยายไปสู่ฟู้ดเซอร์วิส ร้านค้าต่างๆ ในพื้นที่ที่กว้างมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยเน้นการทำตลาดในประเทศอยู่ที่ 85% และต่างประเทศอยู่ที่ 15% เนื่องจากแบรนด์เราเป็นแบรนด์ที่ทำการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง เรามีการการันตีในคุณภาพสินค้า ส่วนในเรื่องของราคาสินค้าของเราก็มีราคาขายที่เหมาะสมสามารถช่วยลดรายจ่ายให้กับลูกค้าได้ รวมถึงเรายังมีการบริการจัดส่งสินค้าถึงที่ ซึ่งนี่ถือได้ว่าเป็นจุดแข็งของแบรนด์เราที่ทำให้ลูกค้าไว้วางใจ

“ในมุมมองของผม ผมมองว่าผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ระลอก 2 ในปี 2564 นี้ ไม่น่าจะแย่กว่าปีที่แล้ว เพราะคนไทยมีการปรับตัวแล้ว มีความเข้าใจในโควิดมากยิ่งขึ้น มีความตื่นตระหนกน้อยลง และรู้จักในการป้องกันตัวมากขึ้น รวมถึงทางฝั่งรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีนโยบายที่จะล็อกดาวน์ แต่หันมารณรงค์ในด้านการป้องกันมากขึ้น จึงทำให้เศรษฐกิจก็ยังพอที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เรียกง่ายๆ ว่าอยู่ได้ทั้งโควิด-19 และเศรษฐกิจ” ธีรินทร์ กล่าว และว่า

ถึงอย่างไร ธุรกิจต่างๆ อาจจะต้องเริ่มปรับตัวให้เร็ว โดยเฉพาะธุรกิจที่ยังต้องพึ่งพากับต่างประเทศ ที่จะต้องเร่งหาแนวทางในการจัดการ รวมถึงการบริหารค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการปรับตัวอาจจะต้องรอให้โควิด-19 หายก่อนแล้วค่อยดำเนินธุรกิจต่อ หรือเปลี่ยนมาจับกลุ่มลูกค้าคนไทยแทน เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินอยู่ได้ต่อไป

ในด้านการช่วยเหลือสังคม ธีรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการ “ข้าวไก่แจ้ Support ปี2”ผมมองว่าอย่างน้อยข้าวที่เราบริจาคก็สามารถนำไปช่วยคนที่ไม่มีเงิน ให้อิ่มท้องได้ เพราะข้าวเป็นอาหารพื้นฐานที่ทุกคนทานอยู่แล้ว

“เราเชื่อว่าถ้าเราช่วยสังคมไปแล้ว แล้วสังคมดีขึ้น สุดท้ายแล้วมันก็จะกลับมาสู่ตัวเรา”

"ข้าวตราไก่แจ้" ฉลองความสำเร็จทะยานสู่ 2,500 ล้าน รุกตลาดต่างประเทศตีแบรนด์ "ไก่แจ้" ส่งออกทั่วโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายแบรนด์ “ข้าวตราไก่แจ้” ภายใต้การบริหารงานของนักธุรกิจรุ่นใหม่อย่าง “ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด และ บริษัท ทีอาร์ไทยฟู้ดส์ จำกัด ได้ฉลองความสำเร็จภายใต้วิกฤตโควิด-19 พลิกธุรกิจเป็นบวกเติบโต 5 % ด้วยการจัดงาน “KAIJAE RICE SPARK เติมไฟก้าวไปด้วยกัน” ที่ศูนย์ประชุมเฮอริเทจ บางแสน เพื่อขอบคุณลูกค้า พนักงาน และผู้สนับสนุนข้าวตราไก่แจ้ มาโดยตลอด 37 ปี

“ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล” ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการเติบโตในปีนี้ของข้าวตราไก่แจ้ ที่คว้าโอกาสจากวิกฤตได้ จากยอดข้าวบริจาคที่ผู้คนให้ความไว้วางใจข้าวตราไก่แจ้เป็นข้าวที่ส่งต่อให้ผู้อื่นได้อย่างสบายใจ และทางแบรนด์เองก็มีโครงการดีๆ ที่ซัพพอร์ตโรงพยาบาล ชุมชน และผู้ประกอบการร้านอาหารมาโดยตลอด รวมไปถึงการแจกข้าวในเพจข้าวตราไก่แจ้ ให้ผู้ที่เดือดร้อนจากโควิดรอดไปด้วยกัน

“ปีนี้ข้าวตราไก่แจ้ ยังประสบความสำเร็จเป็นไปตามเป้าหมายคาดว่าสิ้นปีนี้ยอดขายจะก้าวไปถึง 2,500 ล้านบาท เติบโต 5 % แม้ในภาวะเช่นนี้ และในปีหน้าตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 10-20 % ซึ่งจะต้องมีรายได้มากกว่า 2,500 ล้านบาท โดยมุ่งขยายทิศทางธุรกิจในทุกช่องทาง รวมถึงการขยายฐานลูกค้าออกไปอีกเรื่อยๆ” ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กล่าว

ผู้บริหารข้าวตราไก่แจ้ ยังกล่าวอีกว่า จากวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา แบรนด์ได้ส่งออกข้าวไปในโซนยุโรปมากขึ้นและได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี ปีนี้จึงเริ่มผลิตข้าวส่งออกภายใต้แบรนด์ข้าวตราไก่แจ้ เป็นข้าวหอมมะลิเกรดพรีเมี่ยม ข้าวหอมปทุมธานี รวมไปถึงข้าวเหนียว ที่หลายประเทศให้ความสนใจ โดยจะมีการออกแบบและผลิตแพ็คเกจจิ้งใหม่

นอกจากข้าวตราไก่แจ้แล้ว ปีนี้  “ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล” ยังเป็นผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ “ข้าวต้มมัดแม่นภา” ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในโซนยุโรป อเมริกา รวมไปถึงเอเซียอย่างประเทศ เกาหลี จีน ที่ชื่นชอบข้าวต้มมัดแบรนด์แม่นภา ที่มีให้เลือกหลายรสชาติ ความพิเศษคือ สามารถเก็บไว้ได้นาน สะดวกในการรับประทาน และที่สำคัญคือ มีสารอาหารครบและให้พลังงานสูง มีให้เลือกหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นรสกล้วย รสเผือก รสมะม่วง และรสมันม่วง ชาวต่างชาติจะชื่นชอบมาก

“ปีนี้ยอดข้าวต้มมัดแม่นภาอยู่ที่ประมาณ 80 ล้านบาท และคาดว่าจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องไปอีก เพราะหลายคนเลือกนำข้าวต้มมัดเป็นอาหารพกพาไปวิ่งเทรล เข้าป่า ตั้งแคมป์ เพราะเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง เหมาะกับนักกีฬาสายเอ็กซ์ตรีม แบบวิ่งกัน 40 กิโลเป็นอย่างต่ำ”

ทั้งนี้บรรยากาศภายในงาน “KAIJAE RICE SPARK เติมไฟก้าวไปด้วยกัน” เป็นไปอย่างคึกคักและได้รับเกียรติจาก “สุนทร ธัญญวัฒนกุล” ประธานกรรมการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ขึ้นกล่าวทักทายแขกผู้มีเกียรติ และยังมีเมนูอาหารสุดพิเศษจาก เชฟยูกิ ผู้เข้าแข่งขันรายการ Top Chef Season 3 ที่งานนี้ได้รังสรรค์เมนูจากข้าวญี่ปุ่นให้กลายเป็นอาหารสุดพิเศษ และภายในงานยังมีการจับรางวัล อาทิ iPhone 12, TV 55 นิ้ว และอีกมากมาย ปิดท้ายด้วย มินิคอนเสิร์ตสุดมันส์จาก “เป๊กกี้ ศรีธัญญา”

ปิดท้ายกันอย่างสวยงามและเติมพลังกันเต็มที่เพื่อก้าวต่อไปของข้าวตราไก่แจ้สู่ความเป็นแบรนด์ข้าวไทยตราไก่แจ้ที่ทุกคนไว้วางใจ

ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล
DSC_6051

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 9 เมษายน 2563 ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับมอบผลิตภัณฑ์จาก3บริษัท เพื่อนำไปมอบให้กับชุมชนในกรุงเทพฯที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ประกอบด้วย บ. เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ โดย คุณอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการรองผู้อำนวยการฯ มอบขนมปังฟาร์มเฮ้าส์วันละ 200 ชิ้นจนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2563

คุณกอล์ฟ-ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทสุนทรธัญทรัพย์ จำกัด (ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงตราไก่แจ้) มอบข้าวสารบรรจุถุงตราไก่แจ้ 1 ตัน และขนมตราแม่นภา 300 ชิ้น และ คุณโบว์-ณชา จึงกานต์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คันนา โกรเซอรีส์ จำกัด มอบขนมแบรนด์ “คันนา” จำนวน 1,000 ชิ้น ให้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงสถานการณ์โควิด-19แพร่ระบาด นายชัชชาติ ได้นำสิ่งของอุปโภคบริโภคที่รับมอบมาจากหลายบริษัท นำไปมอบให้หลายชุมชน อาทิ คุณครูประทีปที่มูลนิธิดวงประทีป คลองเตย ครูแอ๋มที่ชุมชนโรงหมู จักรส่งที่ชุมชนหลังสถานีทองหล่อ ชุมชนสาหร่ายทองคำ ชุมชนเยี่ยมเจริญสุข ชุมชนสวนหลวงก้าวหน้า ชุมชนมาชิม ชุมชนเฉลิมอนุสรณ์ ชุมชนมีมเรืองเวช เป็นต้น

โดยนายชัชชาติ กล่าวว่า เราจะช่วยบรรเทาภาวะความขาดแคลนของคนในชุมชนไปด้วยกัน ในสถานการณ์โควิดระบาดเราจะรอดคนเดียวไม่ได้ เราต้องรอดไปด้วยกัน เราต้องร่วมมือกัน โดยการช่วยดูแลชุมชนใกล้บ้าน

“ผมคิดว่าเป็นการช่วยรัฐบาลให้เราเดินไปด้วยกันได้ สิ่งที่เราได้มาเราส่งให้ถึงชุมชน ติดต่อประธานชุมชน ชุมชนที่เดือดร้อน ผมว่าเรามีคนจำนวนมากที่อยากจะช่วย แต่บางทีเขาไม่รู้จะส่งไปที่ไหน ถ้าเราช่วยกันดูแลชุมชนที่เรารู้จัก รัฐบาลเดินภาพใหญ่ เราช่วยกันเดินภาพย่อย ดูแลชุมชนใกล้เคียงกัน สุดท้ายเราจะรอดไปด้วยกัน

“ถ้าบริษัทเอกชนอยากจะช่วยนำผลิตภัณฑ์ไปให้ชุมชน ผมก็สามารถจัดการให้ได้ แต่บริษัทต่างๆก็สามารถดูแลชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงก่อนได้ จัดการโดยตรงได้ ผมว่าง่ายที่สุด สามารถลงไปที่ชุมชนแห่งนั้นได้เลย”นายชัชชาติกล่าว

ด้านนายอภิเศรษฐ กรรมการรองผู้อำนวยการ บ. เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ในสถานการณ์โควิด-19ระบาด นอกจากฟาร์มเฮ้าส์จะส่งผลิตภัณฑ์ให้คุณชัชชาติเพื่อนำไปมอบให้ชุมชนแล้ว เรายังบริจาคให้โรงพยาบาลหลายแห่ง อาทิ บำราศนราดูร วชิรพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ฯลฯ ทุกวัน

“หลังจากมีสถานการณ์โควิด-19แพร่ระบาด ในส่วนของฟาร์มเฮ้าส์มีการปรับตัว เราตรวจวัดอุณหภูมิพนักงาน ล้างมือด้วยเจล ความจริงในโรงงานเราทำอยู่แล้ว พนักงานทุกคนต้องใส่หน้ากากทุกวัน ล้างมือทุกๆชั่วโมง ล้างแอลกอฮอล์เจล เรื่องความสะอาดเราผลิตโดยเครื่องจักรเกือบ100% มีแค่การจัดสินค้าเท่านั้น จึงไว้ใจได้ว่าสะอาด

“ส่วนพนักงานออฟฟิศ พนักงานฝ่ายขาย และพนักงานขนส่ง เราตรวจวัดอุณหภูมิทุกวัน เช็กประวัติ เรามีแพทย์ประจำโรงงาน ปรึกษาได้ทุกวัน นอกจากนี้ยังมีโครงการ Work From Home อย่างออฟฟิศเราอยู่ในเมือง พนักงานก็ต้องใช้บริการขนส่งมวลชน จึงให้ Work From Home อยู่ที่บ้านประมาณครึ่งหนึ่ง มาทำงานครึ่งหนึ่ง ให้เหลื่อมเวลาทำงาน เพื่อไม่ต้องไปเจอการจราจรมาก

“เราเป็นคนทำอาหาร ตอนนี้อาหารเป็นปัจจัยหลัก กินขนมปังสะดวก ไม่ต้องติดไฟ แค่ฉีกซองก็กินได้เลย ของเราทำสดใหม่ กินแล้วอร่อย เราช่วยในจุดนี้ให้กับแพทย์พยาบาล รวมถึงเราได้ติดตามกิจกรรมของคุณชัชชาติอยู่แล้วว่ามีการสนับสนุนชุมชนคลองเตย เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี ถ้าเขาได้รับตรงนี้ไป จะช่วยเขาได้ดี เพราะตอนนี้กิจการต่างๆปิดไปเยอะ ทำให้คนไม่มีงาน”นายอภิเศรษฐกล่าว

ด้านคุณโบว์-ณชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คันนา โกรเซอรีส์ จำกัด กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทางบริษัทได้บริจาคหน้ากากและขนมให้กับมูลนิธิรามาธิบดี และศูนย์บริการโลหิตสภากาชาดไทย เพื่อให้กับแพทย์และพยาบาลแล้ว นอกจากนี้เรารู้สึกว่ามีหลายชุมชนในกรุงเทพฯในประเทศไทย ที่เราอาจไม่ทันนึกถึงเขา บางทีความช่วยเหลือไปไม่ถึง นึกไม่ออกว่าที่ไหนขาดแคลน

“ตรงนี้จึงเป็นโครงการที่ดีมาก ถ้าเรานึกถึงคนในชุมชน คนรอบข้าง แล้วสามารถช่วยเหลือกันได้ทุกหย่อมหญ้า สามารถช่วยเหลือกันได้ทุกจุด ก็จะทำให้ทุกจุดเข้มแข็งขึ้นมา เราก็จะสามารถฟันฝ่าวิกฤตในตอนนี้ไปได้ เพราะตราบใดที่จุดเล็กๆยังไม่ได้รับการช่วยเหลือแก้ไข แปลว่าโรคไวรัสโควิด-19ก็ยังหยุดไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราให้ครบทุกจุดได้ มันจบ”คุณโบว์-ณชากล่าว และว่า

ในส่วนของบริษัทคันนาเอง มีการปรับตัวเยอะมาก จริงๆเราปรับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เราเจอคลื่นตั้งแต่ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในเมืองไทย เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง เรารู้เลยว่าตอนนี้ทำแบบเดิมไม่ได้ ปรับทุกอย่างให้เป็นออนไลน์ หรือแม้กระทั่งวิธีการสื่อสารทางการตลาด เราก็เป็นการสื่อสาร2ทางกับลูกค้ามากขึ้น เราบอกเขาว่าเราเป็นเพื่อนคุณ เราอยู่กับคุณทุกที่ทั้งในบ้าน และที่ทำงาน หรือแม้แต่โปรดักส์ เราก็มีโปรดักส์ใหม่ที่ออกมาสำหรับกลุ่มคนไทยโดยเฉพาะ เช่น ต้มยำอบกรอบ ที่เอาไปคลุกข้าวสวยก็กินได้เลย

“อย่างตัวล่าสุดเป็นขนมเปี๊ยะใส้ถั่วล้วน อบเตาโบราณ ที่ช่วยเสริมสร้างร่างกาย แป้งบาง อบควันเทียน ที่คนไทยส่วนมาก ต่างวัยต่างอายุกินได้หมด ไม่หวานมาก มีประโยชน์ เน้นกลุ่มครอบครัวที่อยากเก็บตัวอยู่บ้าน นอกจากนี้กำลังต่อยอดอีกคอลเล็คชั่นของคันนา เป็นกลุ่มมะม่วงเอเชียนฟิวชั่นซีรีส์ เน้นเปรี้ยว เผ็ด แซ่บ อยู่บ้านยังไงไม่ให้เบื่อ กักตัวยังไงไม่ให้ชีวิตเหี่ยวเฉา มันเป็นรสชาติของคาวที่กินง่ายขึ้น แค่หยิบชิ้นมะม่วงขึ้นมา ก็ได้รสชาติของอาหารที่เราคุ้นเคยอยู่บนโต๊ะสำรับใหญ่ และก็มาอยู่ในมะม่วง เอามะม่วงมาทำเป็นของคาวเป็นของฟิวชั่น อยากให้เขารู้สึกว่าอยู่บ้านยังไงไม่ให้เบื่อ

“อีกทั้งเรายังรอออกสินค้าเยอะมาก พวกต้มยำจะออกมาอีกรูปแบบที่ซื้อง่ายขายคล่อง ราคาเข้าถึงได้ และเป็นต้มยำแบบกรอบ โดยที่ไม่ต้องมานั่งต้ม ปรุง กินกับข้าวคลุกแทนน้ำพริกได้เลย เป็นต้มยำแห้งและมีกุ้งหอยปูปลาในท้องทะเลเยอะมาก ตอนนี้จะเน้นแนวอยู่บ้านไม่ให้เบื่อ กินง่าย เราเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและไม่ประนีประนอมเรื่องความอร่อย

“ล่าสุดเราทำโฮมดิลิเวอรี่ด้วยระบบการขนส่งของเราเอง เราเอามาสคอตน้องมะม่วงคันนาไปหาลูกค้าเพื่อไปสวัสดีหน้าบ้าน และเอาของไปส่ง บอกเขาว่า เราอยู่ตรงนี้ เราจะช่วยกัน เราจะสร้างความสุขให้เขาตราบเท่าที่เราทำได้ในทุกๆเรื่อง”คุณโบว์-ณชากล่าว

ส่วน คุณกอล์ฟ-ธีรินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสุนทรธัญทรัพย์ จำกัด กล่าวว่า ตอนนี้ทุกคนลำบาก เราอยากจะหยิบยื่นให้กับสังคม ซึ่งข้าวสารน่าจะดี เก็บได้ ทุกคนได้กิน ตอนนี้ที่ทำทุกเดือนคือการมอบข้าวให้กับ10โรงพยาบาลทั่วประเทศ ทยอยให้ไปเรื่อยๆตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยเริ่มมอบให้กับโรงพยาบาลแถวจ.ชลบุรีก่อน และมีหลายโรงพยาบาลติดต่อเข้ามา เราจะทยอยมอบให้ จะทำจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะหมด อะไรที่เราพอจะช่วยเหลือสังคมให้ก้าวผ่านตรงนี้ได้ เราก็อยากจะช่วย

“ในส่วนของข้าวไก่แจ้ มีการพยายามปรับตัว เพราะมีลูกค้าบางกลุ่มที่หายไป บางกลุ่มที่เพิ่มเข้ามา ซื้อมาขึ้น ส่วนเซลล์หรือพนักงานขนส่งเราให้เขาป้องกัน ใช้เจลแอลกออฮอล์ และให้ความรู้เรื่องการรักษาระยะห่างกับพนักงานในองค์กร ความปลอดภัย และการปฏิบัติตัวเวลาออกไปข้างนอก ใครที่สามารถทำงานจากที่บ้านได้ เราจะให้ทำงานจากที่บ้าน เพื่อลดการรวมกลุ่มกัน รวมถึงในโรงงานก็มีการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อด้วย”คุณกอล์ฟ-ธีรินทร์กล่าว

กอล์ฟ - ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล
กอล์ฟ – ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทสุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวตราไก่แจ้ และประธานหอการค้าจังหวัดชลบุรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการบริหารธุรกิจข้าวตราไก่แจ้ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการช่วยพัฒนากลุ่มธุรกิจ SME ในฐานะประธานหอการค้าจังหวัดชลบุรี
  • ช่วยอัพเดตว่าข้าวตราไก่แก้ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง

ธุรกิจเราเริ่มจากข้าวและแตกเป็นสแน็คหลากหลาย วางขายในเซเว่นและส่งออก ล่าสุดทำเป็นผลิตภัณฑ์ธัญพืชจำพวกถั่ว เป็นถั่วที่เป็นวัตถุดิบ อาทิ ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วสำหรับทำน้ำเต้าหู้ ถั่วเหลืองซีก ถั่วเขียวเม็ด ถั่วเขียวซีก ถั่วแดง คนรักสุขภาพเอาถั่วไปต้มกินแทนข้าวก็มี เป็นโปรตีน ปีนี้เราออกสินค้าหลากหลายมาก ถั่วออกมา 6 ชนิด และเตรียมจะออกมาอีก9ชนิดที่เป็นธัญพืช รวมเป็น15ชนิด มีทั้งข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ถั่วลิสงเลาะเปลือก ถั่วเหลืองเม็ด ลูกเดือย ข้าวเหนียวดำ งาขาว งาดำ เม็ดแมงลัก เราต้องการตอบโจทย์เหมือนเป็นธัญพืชที่คนสามารถนำไปทำขนมทำอาหารต่อได้ อย่างงาก็เป็นส่วนประกอบที่คนใช้เยอะ

  • ทำไมถึงทำผลิตภัณฑ์ธัญพืชเพิ่ม

ผมมองว่า ถ้าเรานึกถึงธัญพืชยังมีไม่กี่แบรนด์ที่ทำตลาดตรงนี้ เรามีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นนอกห้าง ในห้าง ส่งออก เราผลิตออกมาก็สามารถผลักดันได้ เรามีเซลล์มีตลาด รวมถึงใช้แบรนด์ไก่แจ้ สามารถต่อยอดได้จากข้าว กลุ่มที่ขายข้าวก็ต่อยอดได้เลย เรามีรถไปส่งอยู่แล้ว รวม15 ตัวที่ออกในปีนี้ แต่ละผลิตภัณฑ์เราจะเทรนด์เซลล์เราด้วยว่ามีจุดขายยังไง คุณสมบัติแต่ละอย่างแตกต่างกัน

  • กำลังการผลิตสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่

ตอนนี้เราเทสต์ มีเครื่องจักร2เครื่อง เพิ่งวางตลาดได้ประมาณ2เดือน เริ่มวางตลาดเมื่อประมาณเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผมว่าน่าจะผลิตได้หลายร้อยตันต่อเดือน ในอนาคตขยายได้มากขึ้นเรื่อยๆ ช่องทางจำหน่ายคือ ตลาด Traditional Trade หรือ TT (การขายตามตลาด แผงลอย ร้านโชว์ห่วย ร้านค้าต่างๆที่มีอยู่ทั่วไป) ฐานลูกค้าไก่แจ้ปัจจุบัน มีกลุ่มร้านขนม ร้านอาหาร โรงแรมก็เริ่มมีเข้ามา

  • แผนโปรโมทสินค้าตัวใหม่

เราเน้นโปรโมททางออนไลน์เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม โซเชียลมีเดียเป็นหลัก ใช้ออนไลน์ในการเข้าถึงผู้บริโภค ทำให้คนรู้ว่าข้าวไก่แจ้มีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา เราร่วมมือกับเพจต่างๆให้เขาเอาไปโปรโมท ให้ไปทำขนม ทำเมนูต่างๆกับเชฟ ทำอาหารในเพจต่างๆรวมทั้งล้อไปกับสินค้าประเภทข้าวด้วย ทำทุกทาง และทีมเซลล์ทีมการตลาด เวลาออกบูธที่ไหนก็เอาสินค้าไปโชว์

  • เป้าหมายของยอดขายที่ตั้งไว้

อยากให้กลุ่มลูกค้า มีสินค้าเราก่อน ผมยังไม่ได้มองว่าเยอะหรือน้อย แต่เอาสินค้าเราเข้าไปในตลาดให้แพร่หลายทุกพื้นที่ ความจริงตอนนี้ก็เข้าไปเยอะพอสมควร แต่อยู่ในช่วงแนะนำสินค้าใหม่ เราเปิดขายไปทั่วประเทศ หรือแม้กระทั่งตลาดต่างประเทศเราก็เอาไปโชว์เหมือนกัน ตอนนี้ยังไม่ได้ส่งออก แต่คุยกับลูกค้าที่อเมริกาก็สนใจ ที่ฝรั่งเศสก็ถามมา ผมแนะนำกับลูกค้าที่เรามีฐานอยู่ โซนยุโรปกับอเมริกา

“นอกจากธัญพืชและถั่วแล้ว สินค้าที่ออกมาคือข้าวญี่ปุ่น เป็นข้าวปลูกที่จ.เชียงราย เราทำตลาด เรามองว่าอยู่ในธุรกิจข้าว เรามีเครื่องจักรอุปกรณ์ที่พร้อมผลิตข้าวญี่ปุ่น โดยแพคเกจจิ้งจะส่งมาสิ้นเดือนพ.ย.นี้ ผมมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นโรงแรมร้านอาหารญี่ปุ่นถามมาเยอะมาก ทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศ เริ่มมีคนถามมากขึ้น เราก็เลยคิดว่าจะกระโดดเข้ามาตรงนี้ ลองเทสต์กับเชฟที่ร้านอาหารญี่ปุ่น เขาก็แฮปปี้ เขาโอเค ตอนนี้เริ่มทำแพคใหญ่ส่งร้านอาหารเกรดบน ข้าวของผมใช้ได้ทุกระดับ เป็นพรีเมียมแมส ต้นเดือนหน้าน่าจะบุกตลาดได้เต็มที่ เพราะลูกค้าหลายคนสั่งมา ผมมองว่าสามารถต่อยอดได้จากฐานลูกค้าเดิม”

  • ปริมาณในการรับซื้อข้าวญี่ปุ่นจากเกษตรกร

ตอนนี้อิงจากดีมานด์ซัพพลาย(ความต้องการซื้อ ความต้องการขาย) ยังไม่ได้เปิดตลาดเต็มตัว เนื่องจากรอแพคเกจจิ้ง แต่เอามาเทสต์แล้วเกือบ100ตัน เพื่อทดลองตลาดดูก่อน ต้นเดือนธ.ค.62จะลงเต็มที่ จะเริ่มโปรโมทในเรื่องของข้าวญี่ปุ่นมากขึ้น โดยใช้แบรนด์ไก่แจ้เลย

  • ถ้าข้าวญี่ปุ่นติดตลาด ปริมาณการผลิตจะรองรับกับความต้องการได้ไหม

ผมว่าพอมีตลาด ไม่น่าติดขัด ผมมีสินค้าตอบโจทย์ได้ตลอด ตอนนี้ทุกยี่ห้อทำข้าวญี่ปุ่นหมด ทางโรงสีทางซัพพลายเออร์ของเรามีคอนแทคฟาร์มมิ่งกับชาวนาอยู่แล้ว ทำงานตามความถนัดคนละจุด ทางเน็ตเวิร์คซอสซิ่งก็จะดูเรื่องหาซัพพลายเออร์ หาแหล่งเพาะปลูกที่ดี การันตีคุณภาพ ทางโรงงานจะดูเรื่องการคัดกรองคุณภาพข้าวทุกคันที่เข้ามาในโรงงานว่าผ่านมาตรฐานที่เราเซ็ตไว้ไหม จะมีการตรวจสอบคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ทางฝ่ายการตลาดก็เน้นตลาด

  • ทุกแบรนด์ข้าวก็ทำผลิตภัณฑ์ข้าวญี่ปุ่น ของไก่แจ้ต่างจากคนอื่นยังไง

ผมมองว่าวันนี้ข้าวสาร คนจะยึดมั่นแบรนด์ อย่างผมทำข้าวไก่แจ้ ผมสร้างตลาดมาระดับหนึ่ง สิ่งที่ผมพูดออกไปไม่ใช่แค่เพื่อจะเชียร์ตัวเอง วันนี้ผมพูดอะไรก็แล้วแต่ คนที่จะเชื่อผมก็คือคนที่เคยใช้ไก่แจ้มาก่อน ถ้าเขาเชื่อในความเป็นไก่แจ้ ผมเชื่อว่าตอนนี้แบรนด์ไก่แจ้เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดข้าวถุงในประเทศ แบรนด์ตัวนี้เข้มแข็งเขาเชื่อมั่นใจแบรนด์นี้มากกว่าแบรนด์ที่อยู่ดีดีทำข้าวถุงออกมาแบบโนเนม ตรงนี้เป็นจุดแข็งของเรา

อีกอันคือช่องทางจัดจำหน่ายที่เรามีกระจายทุกพื้นที่ มีฐานลูกค้าทุกอำเภอทุกตำบลทั่วประเทศไทย ส่วนหนึ่งเป็นการเรียกร้องจากลูกค้าอยากให้เราทำ เพราะเขาต้องการความเชื่อมั่น ต้องการแบรนดิ้ง ต้องการความมั่นใจ มั่นคง เพราะของเราไม่เคยขาดตลาด ช่วงข้าวเหนียวราคาสูง ผมก็มีของให้ลูกค้าตลอด ล่าสุดทำโคแบรนด์ระหว่างไก่แจ้กับแม่นภา ทำข้าวเหนียวสำหรับคนที่เอาไปทำขนมและส้มตำ และจำหน่ายในบิ๊กซี  ผมคัดพันธุ์และคุณภาพ สรุปว่าที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น คือการเชื่อถือในแบรนด์ไก่แจ้ และสามารถสนองความต้องการของลูกค้า มีสินค้าให้ตลอดเวลา มีของตลอดทั้งปี ข้าวตราไก่แจ้ไม่เคยของขาด รักษาคุณภาพได้ ช่องทางจัดจำหน่ายครอบคลุมทั้งหมด

  • ราคาข้าวญี่ปุ่น

ราคาขายส่งจากโรงงานอยู่ที่ประมาณ 160-170 บาทต่อ5กิโลกรัม เป็นตลาดกว้าง ถูกกว่าข้าวหอมมะลิ ราคาขายปลีกไม่น่าเกิน200บาทต่อ5กิโลกรัม เป็นกลุ่มที่โอเคสำหรับข้าวญี่ปุ่นที่จะนำไปทำซูชิขายได้ราคา หรือตลาดนัดก็ซื้อได้เอาไปทำได้

  • สถานการณ์ข้าวในปีนี้และของบริษัทว่าเติบโตเท่าไหร่ ช่วงที่ข้าวขาดแคลนมีผลกระทบอย่างไร

ผมมองว่าข้าวปีนี้ ถ้าพูดถึงเรื่องราคาอย่างข้าวหอมมะลิใหม่ในปีที่ผ่านมาราคาตกลงไปช่วงหนึ่ง ตอนนี้ราคามีแนวโน้มแข็งตัวขึ้น แต่อาจไม่ได้แข็งตัวมาก เนื่องจากปัจจัยการส่งออก ดีมานต์จากต่างประเทศ เศรษฐกิจโลก ทำให้เกิดคู่แข่งจากต่างชาติมากขึ้น ทั้งจีนเป็นผู้ส่งออกเอง เวียดนาม กัมพูชาที่ทำข้าวออกมาแข่งเยอะ อินเดียก็ดี ทำให้สถานการณ์ข้าวไทยการส่งออกข้าวเหนื่อยหน่อย เพราะตอนนี้ข้าวไทยถ้าเทียบในระดับโลกแล้ว ข้าวไทยแพงมาก ผมทำส่งออกเยอะ ผมเดินทางแทบจะทุกทวีป สิ่งที่ได้คือพอเศรษฐกิจไม่ดี คนเริ่มมองหาสิ่งที่ถูกลง มองหาทางเลือก มีออฟชั่นในเรื่องของประเทศอื่นขึ้นมา ทำให้ข้าวไทยเกิดคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น บวกกับค่าเงินที่แข็งค่าเยอะมาก ทำให้การแข่งขันของผู้ส่งออกไทยลำบากหน่อย แต่ราคาไม่น่าจะถูกกว่านี้ในปีหน้า น่าจะทรงอยู่ในปีนี้

ส่วนในประเทศไทย ข้าวหอมมะลิเก่าราคายังสูง เป็นข้าวที่คนไทยบริโภคเยอะที่สุด ในช่วง150-200บาทต้นๆ ข้าวขาวก็สไตล์เดียวกัน ถ้าข้าว5% ก็ราคา 70 บาทปลายๆเรื่อยไปจนถึง80-90บาท

  • ด้วยสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันที่สูงขึ้น เราต่อสู้ยังไง

เราขยายทุกช่องทางของเรา ไม่ว่าจะเป็นตลาด TT ที่เรามีทีมเซลล์มากขึ้น ลงการตลาดหนักขึ้น ออกสินค้าใหม่เพิ่มขึ้น มีช่องทางการขายใหม่ๆมากขึ้น ตลาด Modern Trade หรือMT ( การค้าขายปลีกสมัยใหม่) และขยายเพิ่มผลิตภัณฑ์ ล่าสุดมีข้าวเหนียว1กิโลกรัมวางขายในเซเว่นอีเลฟเว่น ช่องทางที่มีโอกาสเราเพิ่มโปรดักส์ไลน์ อย่างเซเว่นวางขาย4ตัวก็เพิ่มเป็น5ตัว เท่ากับเพิ่มอีก20% ในบิ๊กซีที่เราทำเป็นข้าวเหนียวที่โคแบรนด์ระหว่างไก่แจ้กับแม่นภาในเรื่องขนมทำข้าวต้มมัด เอาข้าวเหนียวไปทำ มาออกเป็นแบรนด์ไก่แจ้บายแม่นภา เป็นข้าวเหนียวที่ซื้อไปแล้วทำขนมอร่อยแน่นอน เราก็ขยับทุกทาง

นอกจากสินค้าใหม่ที่ออกมา ตอนนี้มีบริการใหม่ คนต้องการบริจาคข้าวให้บ้านคนชรา หรือโรงงานอยากบริจาคข้าวให้กับคนงาน หรือถวายวัดที่ไหน บริจาคน้ำท่วม ในการบริจาคที่ลำบากคนต้องเข้าไปซื้อข้าว เอาไปมอบ เรามีเครือข่ายทั่วประเทศ ทำให้การบริจาคข้าวง่ายขึ้น เราทำให้ได้หมด โดยที่ไม่คิดค่าขนส่ง บริการฟรี ถ่ายใบอนุโมทนาให้ดูด้วยว่าข้าวไปถึงวัดแล้ว สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ เราพยายามตอบโจทย์ตรงนี้และมีกลุ่มลูกค้าเข้ามาเยอะมาก เราโปรโมททางด้านออนไลน์ สามารถติดต่อสอบถามทางเว็บไซต์ เพจ โทรศัพท์ ไลน์ ได้ทุกช่องทาง

  • กำลังการผลิตของปีนี้กับปีที่ผ่านมา และรายได้  เป็นอย่างไร

ปีนี้เราทำยอดขายได้ 2,500 ล้านบาท เรามีตลาดส่งออก อเมริกา แคนนาดา ยุโรป อิสราเอล แอฟริกา มาเก๊า ผมเน้นขายข้าวคุณภาพ ไม่เน้นเรื่องข้าวขาว เรามีความชำนาญเรื่องข้าวหอมมะลิ ที่มีคุณภาพ เราจะไม่แข่งเรื่องราคาอันดับ1 เราจะแข่งเรื่องความเป็นไทย เรื่องคุณภาพที่ดี ให้ลูกค้าขาดเราไม่ได้เพราะคุณต้องการคุณภาพ

ข้าวไก่แจ้ปีที่แล้วยอดขาย 2,200 ล้านบาท ปีนี้ 2,500 ล้านบาท ปีหน้าตั้งเป้าปิดที่ 3,000 ล้านบาท เพราะตลาดต่างประเทศเราโตเร็วมากภายใน2-3ปีนี้ จากไม่มียอดเลย ตอนนี้เรามียอดประมาณ 300 กว่าล้านบาท ตลาดต่างประเทศมีอัตราเติบโตสูงกว่าตลาดในประเทศ จาก 0 เราโต 300 ล้านเท่า ตอนนี้ตลาดข้าวในประเทศกับต่างประเทศของข้าวไก่แจ้อยู่ที่ 80/20

ปีนี้ข้าวไก่แจ้ ดำเนินการเป็นปีที่ 36 จากเดิมขายในระดับอำเภอ ตอนนั้นโรงงาน 80 ตารางวา แต่เพิ่งมาทำการตลาดจริงๆ10กว่าปีมานี้ ตอนนี้ข้าวไก่แจ้จัดเป็นแบรนด์ท็อปในประเทศ โดยเป้าหมายปีหน้า3,000ล้านบาทนั้น คิดว่าส่งออกจะโตขึ้น จาก20% ผมจะพยายามทำให้ได้ 35-40%

ส่วนในประเทศผมจะเติบโตจากการเพิ่ม SKU (Stock Keeping Unit หรือหน่วยวัดประเภทสินค้าในระบบคลังสินค้า) มีสินค้าใหม่ออกมา รวมทั้งตลาดทั้ง TT MT และเซอร์วิสต่างๆที่เพิ่มขึ้นมาจะสอดรับ วันนี้เราขยายทีมเซลล์ครอบคลุมมากขึ้น เราทำการตลาดหนักขึ้นในปีหน้าแน่นอน อย่างที่บอกวันนี้เราไม่ได้หยุดอยู่แค่ข้าว เราเป็นบริษัทที่ต่อยอดไปถึงธัญพืช และในอนาคตเราจะมากกว่านี้อีกเยอะ เราไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ เราทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง พยายามออกสินค้าใหม่ๆต่อเนื่อง เน้นฐานลูกค้าของเรา เราอยากโฟกัสในสิ่งที่ชำนาญที่สุด แตกตรงนั้นออกไป เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

“ที่ข้าวไก่แจ้เติบโต เพราะผมไม่เคยหยุดตัวเองอยู่แค่สินค้าเดิมๆ บริการเดิมๆ กลุ่มลูกค้าเดิม วันนี้ผมไม่เคยไปคาดหวังว่าลูกค้าเดิมจะขายดีขึ้น เพราะทุกคนขายตกหมด ถ้าคุณอยู่กับคนเดิมอย่าไปหวังว่าคุณจะโต วันนี้จะทำยังไงให้คุณไปหาคนใหม่ เพราะฉะนั้นต้องไปหาช่องทางใหม่ๆ ขยายเซอร์วิส ขยายตลาดเพิ่มขึ้น”

  • ตอนนี้ข้าวไก่แจ้มีข้าวกี่ประเภท ประเภทไหนขายดี

มี400กว่าSKU จำนวน 30-40 สี ตัวที่ขายดี เป็นข้าวสาวไห้ ข้าวหอมมะลิคัดพิเศษ ข้าวหอมมะลิตัวพรีเมียมแมสที่ขายดี ทุกที่ที่เราไปเขาจะต้องการสินค้าที่แตกต่าง ทำให้เรามีสินค้าSKUเยอะ

  • ข้าวเหนียวปีนี้ราคาดีมาก

เรียกว่าแพงมากดีกว่าครับ เป็นช่วงที่สินค้าขาดด้วย ผมมองว่าไม่ดีกับตลาด มันขายได้น้อย ไม่มีใครชอบ ผมก็ไม่ชอบ ผมไม่ได้ขายข้าวเหนียวเยอะขึ้น ถ้าวัดปริมาณในเรื่องของตัวเงินไม่ได้ดีขึ้น กลายเป็นแย่ด้วย ลูกค้าก็รอ ไม่ซื้อเยอะ เขามีทางเลือกไม่จำเป็นต้องกินข้าวเหนียวก็ได้ ถอยมากินข้าวเจ้าดีกว่า ผมเชื่อแบบนั้น ร้านค้าก็ไม่อยากสต๊อก ราคาขึ้นไม่ได้ดีกับผู้ขาย ราคาถูกกลับดีกว่า

  • การเติบโตแบรนด์แม่นภาเป็นยังไง

เติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยข้าวจะเติบโตเยอะกว่าเนื่องจากเราได้ฐานตลาดใหม่เพิ่มขึ้น โดยแบรนด์แม่นภาอย่างตลาดสแน็คเราแตกไลน์สินค้าเพิ่มขึ้น ตอนนี้มีในเซเว่น ล่าสุดเราทำบ๊ะจ่างเจ เราต่อยอดสร้างกระแสสินค้าเฮลท์ตี้มากขึ้น ต้องการแตกไลน์ อย่างข้าวต้มมัด เราใช้ข้าวเหนียว ถั่วดำ จากผลิตภัณฑ์ข้าวไก่แจ้ เป็นสินค้าที่เกื้อกูลกัน โดยข้าวต้มมัดตลาดหลักคือตลาดส่งออก ที่จีน ไต้หวัน อเมริกา ยุโรป  รัสเซีย กลุ่มลูกค้าอิสราเอลของเรา เราค่อยๆเปิดตลาดไปเรื่อยๆ

“นอกจากนี้ไก่แจ้มี CSR ที่ทำกับชุมชนกับพื้นที่ ผมทำหอการค้า ผมทำเพื่อจังหวัด ทำเพื่อประเทศ เราลงไปช่วยวิสาหกิจชุมชน ทำงานกับประชารัฐ ผมไม่ได้ช่วยแค่ข้าว ผมช่วยทั้งชาวสวนสับปะรด ช่วยทั้งชาวบ้านที่เอาผลไม้เกษตรมาปลูก เราไปช่วยให้เขาคิด ทำการตลาด ให้เขามองเห็นว่าการขายแบบเดิมทำไม่ได้ ข้าวไก่แจ้มีทีมงานเข้าไปช่วยสนับสนุนกิจกรรม เข้าไปสอนให้ความรู้ ในเชิงของชุมชน”

  • หมวกประธานหอการค้าปีหน้า เราทำอะไรเพื่อทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจจ.ชลบุรีดีขึ้น

พันธกิจวิสัยทัศน์เราจะขับเคลื่อนจังหวัดเราให้เป็นจังหวัดที่มีนวัตกรรม และขับเคลื่อนดิจิตอลเทคโนโลยีเข้ามาส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในจังหวัดของเราตระหนัก และเริ่มใช้นวัตกรรมและดิจิตอลเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เขาบริหารจัดการ หรือใช้มาต่อยอดธุรกิจ ลดต้นทุนทำให้เขาแข่งขันได้ดีขึ้น นี่คือ2ปีแรก

และในปีหน้าจะทำยังไงให้เขามีสต๊อก ให้เขาใช้ซอฟแวร์ในการสแกนและขาย ดูเหมือนยาก แต่อย่างแรกต้องทำให้เขารู้ก่อนว่ามีอย่างนี้อยู่ในโลก ให้เขาเริ่มรู้ว่ามันมีแบบนี้มาช่วย อันนี้คือกลุ่มปิดทุกอย่าง แต่ต้องเริ่มกระตุ้นสร้างให้เขารู้ให้เขาเห็น ว่าเทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาฆ่าเขา แต่เข้ามาช่วยเขา ถ้าคุณอยู่กับมันเป็น นวัตกรรมช่วยทำให้คุณต่อยอดได้ คุณอย่าเพิกเฉยนะ คุณจะอยู่ในโลกการแข่งขันปัจจุบัน

แต่จะมีอยู่กลุ่มหนึ่งที่เปิดรับหมด แต่ไม่รู้จะหาช่องทางไหน อะไรเหมาะสมกับเขา อาจเป็นเจนเนอเรชั่นที่เด็กลงมาหน่อย รุ่น3รุ่น2ที่มาต่อยอดธุรกิจที่บ้าน เราก็ไปร่วมมือกับภาครัฐในการเอาซอฟแวร์ เอาสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือเดปป้า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม มาช่วยเขา หาทุนให้เขามาลองใช้ โดยที่ไม่มีความเสี่ยง โครงการเงิน10,000บาท บางคนซื้อซอฟแวร์มาเลย เอามาทำบิลได้ ปริ๊นซ์ใบเสร็จได้ เก็บข้อมูลรู้ได้เลย สิ้นวันปุ๊บสรุปเลยว่าขายอาหารจานไหน กี่จาน กี่บาท ได้เงินกี่บาท จากที่จดใส่กระดาษโดยที่ไม่มีไอเดีย เราหางบประมาณมาให้ใช้ฟรีๆ มีการบริหารจัดการง่ายขึ้น ลดคนให้น้อยลง เจ้าของร้านคอนโทรลได้มากขึ้น ปิดงบฯเร็วขึ้น

อย่างการเกษตรบางคนซื้ออุปกรณ์นำเข้าจากต่างประเทศแพงมาก เราไปจับมือกับ ม.บูรพา ให้มีอาจารย์คณะวิศวะมาสอน เขาก็มาร่วมกับผู้ประกอบการที่เป็นคนพื้นที่ เป็น SME คิดลดการนำเข้า และคิดอุปกรณ์มาใช้ ที่เราโฟกัสคือนวัตกรรมกับดิจิตอล ทำให้เราไม่ตกเทรนด์ เขาเรียกว่าไม่หลุดไปจากตรงนี้ คนที่ไม่รู้ก็เอาให้เขาเห็นหน่อย คนที่อยากจะใช้ก็ให้เขามีโอกาสได้ใช้โดยที่เขาไม่ต้องลงทุน อันนี้คือโครงการเล็กที่ให้10,000บาท

ตอนนี้เราต่อยอดมากกว่านั้น เป็นโครงการให้1ล้านบาท บางทีเขามีซอฟแวร์อยู่แล้ว อยากจะต่อยอดไปอีกระดับหนึ่ง เขียนโปรแกรม เป็นทรานส์ฟอร์เมนชั่น วอชเชอร์ ที่ทางเดปป้าให้ผู้ประกอบการ1ล้านบาท แต่เราไป ให้ความรู้กับผู้ประกอบการ เราเป็นตัวกลาง หาคนมาแมตช์กับโครงการภาครัฐ เพราะเมื่อก่อนโครงการภาครัฐออกมาเยอะมาก แต่ไม่มีใครรู้ ตอนนี้กำลังเปิดรับสมัคร ประชาสัมพันธ์ มีคนสนใจเยอะมาก ผมดู3จังหวัดเลย

  • โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นยังไงบ้าง

ล่าสุดที่ทางซีพีจะมีรถไฟฟ้า น่าจะสร้างความตื่นตัวได้ระดับหนึ่ง ทุกคนพยายามปรับตัว ผมยังมองว่าอีอีซีที่เข้ามาในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี ถือว่าเป็นบวก ถ้าไม่มีอาจแย่กว่านี้

แต่ถ้าถามโดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกด้วย ตอนนี้ทุกอย่างก็ยังชะลอ แต่วันนี้พอมีอีอีซี มีงบฯเข้ามา สปอร์ตไลท์ก็มาตรงนี้ ก็ยังดีขึ้น แต่ถามว่าอย่าไปเทียบกับตอนที่ทุกอย่างเศรษฐกิจโลกดี ผมว่ามันจะดีขึ้นกว่านี้อีกเยอะ ต้องดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่อเมริกากับจีน จะไปในรูปแบบไหน ใครจะปักหมุดลงทุนที่ประเทศนี้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ วันนี้ความชัดเจนยังเปลี่ยนตลอดเวลา การลงทุนมีผลอยู่แล้ว ฉันจะอยู่จีน อเมริกา หรือมาที่ไทย หรือจะไปเวียดนาม วันนี้ถ้าทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม ฉันก็อยู่จีนเหมือนเดิมดีกว่า ต้องเข้าใจว่านักลงทุนมีความกังวล อะไรที่ไม่ชัวร์ โดนัลด์ ทรัมป์ พูด1วัน เปลี่ยน1วัน ก็จบแล้ว หรือแม้กระทั่งจีนเปลี่ยน1คำก็จบแล้ว

  • ความคืบหน้าในการผลักดันชลบุรีให้เป็นสมาร์ทซิตี้

อยู่ในเรื่องขอดิจิตอล นวัตกรรม ที่หอการค้าจังหวัดชลบุรี มีส่วนผลักดันให้กับ อ.พนัสนิคม หอการค้าต้องทำทีละจุด เพราะเราไม่สามารถทำทั้งจังหวัดได้ วันนี้เราต้องไปคุยกับผู้บริหารท้องถิ่นที่เข้าใจและมีแนวทางเดียวกัน อยากยกระดับพื้นที่นี้เข้าไปร่วมกับทางผู้ว่าฯด้วย เราต้องทำงานร่วมกัน มีแนวทางเดียวกัน ตอนนี้เราผลักดันพนัสนิคมได้โลโก้สมาร์ตซิตี้เมืองจากทางเดปป้ามาแล้ว เดี๋ยวจะมีเดปป้าจากส่วนกลางจากภาครัฐเข้ามาช่วย เข้ามาหาแนวทาง มาช่วยกันคิด หวังว่าอาจมีงบประมาณที่เข้ามาช่วยส่งเสริมให้เมืองพนัสนิคม เป็นเมืองสมาร์ทซิตี้

แต่อย่างแรก เขาอาจต้องมาทำในเรื่องของโจทย์ก่อนว่า สิ่งที่อยากจะทำหอการค้าให้โจทย์ไปแล้ว ว่า อยากทำเป็นเมืองสีเขียว อุตสาหกรรมสีเขียว ความเป็นอยู่ที่ดี เป็นเมืองน่าอยู่ การจราจร สิ่งแวดล้อม จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญจากส่วนกลางที่ทางเดปป้าหรือภาครัฐส่งเข้ามาช่วยเก็บข้อมูล อาจมีการเรียกประชุมแต่ละหน่วยงานว่า แบบนี้เหมาะไหม ทำที่ไหนยังไง ตอนนี้เราเพิ่งได้โลโก้เมืองเดือนต.ค.62 ตอนนี้ทางเดปป้าเริ่มเร่งเราแล้วว่าอยากนัดนายอำเภอ นายกเทศมนตรี เพื่อเข้าไปคุยเก็บปัญหา จะเดินยังไงต่อ จะเริ่มมีการจัดประชุมมากขึ้น จะต่อยอดจากตรงนั้นต่อไป เป็นโครงการที่หอการค้าทำ เราไม่กำหนดว่ากี่ปี

นอกจากพนัสนิคมแล้ว ก็มีศรีราชา และพัทยา ที่ได้โลโก้เมืองแล้ว ตอนนี้หอการค้ามีทีมเข้าไปช่วยที่แสนสุข บางแสน อยู่ และทางแสนสุขกำลังจะทำเรื่องขอโลโก้เมือง ถ้าได้แล้วพวกนี้จะได้สิทธิประโยชน์จากภาครัฐเข้ามา แต่ถ้าไม่มีโลโก้เมืองทางส่วนกลางก็ไม่รู้ว่าอยากทำหรือเปล่า จากนั้นเขาก็จะส่งคนมาประเมิน เรียกคนมาให้ความรู้ จากนั้นก็จะเกิดความร่วมมือ เซ็นเอ็มโอยูร่วมกัน

อย่างพนัสนิคม วันนี้น้ำท่วมทางพนัสนิคมจะไม่รู่เลยว่าระดับน้ำจะมาเมื่อไหร่ เคยมีปีหนึ่งน้ำท่วมใหญ่สะพานขาด แต่ถ้ารู้ มีสัญญาณเตือนเพื่อมาบอก มีเซนเซอร์ที่สามารถตรวจวัดระดับน้ำจากต้นทาง อันนี้เป็นจุดที่เราอยากให้สมาร์ทขึ้น ผมใช้คอนเซ็ปต์สมาร์ทเตอร์ซิตี้ ผมไม่ใช้คอนเซ็ปต์สมาร์ทซิติ้ เพราะมันดูเหมือนผมอัจฉริยะ ผมมองว่าวันนี้ใครก็ยังไม่อยากไปอยู่โลกแบบนั้น แต่เราจะทำยังไงให้ชีวิตเราฉลาดขึ้น สมาร์ทขึ้น เมื่อก่อนเราไม่มีโทรศัพท์ แต่วันนี้เราติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น

วันนี้หอการค้าเรามีแต่ไอเดียว่าเราอยากให้มันเป็นยังไง แต่ให้เราไปทำ เราไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ นักนวัตกรรมที่มีเทคโนโลยี เราพยายามเชื่อมกับชุมชน ผู้บริหารท้องถิ่น จังหวัด ประเทศ ให้เข้ามาด้วยกัน ให้มันเกิดการร่วมกันคุย ให้แมตช์กันให้ได้ ขอให้ทำอะไรเล็กๆสักอย่างที่เกิดขึ้น ให้มันเป็นสมาร์ทเตอร์ขึ้น ผมตั้งชื่อเมืองว่าเป็นพนัสสมาร์ทเตอร์ซิตี้