บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ นำโดย นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) (ลำดับที่สี่จากซ้ายมือ) มอบรางวัลอัดฉีดแก่ทัพช้างศึกหลังคว้าแชมป์อาเซียน รายการเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 มูลค่า 1 ล้านบาท โดยมี นางนวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทย (ลำดับที่สี่จากขวามือ) นายชนาธิป สรงกระสินธ์ กัปตันทีมชาติไทยชุดใหญ่ (ลำดับที่สามจากขวามือ) พร้อมตัวแทนนักเตะช้างศึก ทีมชาติไทย เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ห้องประชุม เมืองไทยประกันภัย ถนนรัชดาภิเษก

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บ้านปูขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนความมุ่งมั่น และความทุ่มเทของนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทยในการฝึกซ้อมอย่างหนัก จนสามารถคว้าแชมป์อาเซียน รายการเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 และสร้างความสุขให้แก่คนไทยทั้งประเทศได้อีกครั้ง

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ ก้าวสู่ความเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานที่มุ่งมั่นในหลักความยั่งยืนหรือ ESG ตลอดปี 2564 จากการคว้ารางวัลทั้งในระดับประเทศและนานาชาติรวม 7 รางวัล โดยล่าสุดได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการพลังงานอย่างยั่งยืนด้วยการปรับพอร์ตธุรกิจให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ Greener & Smarter พร้อมขับเคลื่อนองค์กรด้วยกระบวนการ Digital Transformation และดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG เป็นสำคัญ

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การได้รับการยอมรับในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนจากสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือตลอดปี 2564 ถือเป็นความภาคภูมิใจของบ้านปู และสะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Greener & Smarter ที่สอดคล้องกับจุดยืน “Smarter Energy for Sustainability: อนาคตพลังงานเพื่อความยั่งยืน” ตลอดจนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG อย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social) และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance) มาตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ทศวรรษ และในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) ขึ้น เพื่อสนับสนุนคณะกรรมการบริษัทในการกำกับดูแลเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัทฯ ให้เป็นไปตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิผลสูงสุด นอกจากนี้ เราได้นำแนวปฏิบัติในระดับสากลมาปรับใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจและสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายใน 10 ประเทศที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ขยายการเติบโตสู่การทำธุรกิจพลังงานที่สะอาดขึ้น รองรับเทรนด์แห่งโลกอนาคตและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของการประชุม COP26 โดยบ้านปูได้เร่งแผนการพัฒนาธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีพลังงาน รวมถึงลดการปล่อย

ก๊าซเรือนกระจก ทั้งยังไม่มีการลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจเหมืองถ่านหิน แต่ยังคงมุ่งเน้นการผลิตด้วยความรับผิดชอบต่อลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย”

สำหรับในปี 2564 นี้ บริษัทฯ ได้รับการยอมรับและรางวัลด้านความยั่งยืนรวม 7 รางวัล ได้แก่ 1) การได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสมาชิกในกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ระดับโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยได้รับคะแนนประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG  2) การได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่มีความยั่งยืน ระดับ Gold class ในรายงาน The Sustainability Yearbook 2021 ซึ่งจัดทำโดย S&P Global  โดยคัดเลือกจากเกณฑ์การวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและมิติต่าง ๆ ทางสังคม  3) การได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 บริษัทที่โดดเด่นด้าน ESG ของกลุ่มตลาดเกิดใหม่จากการประเมินของ Vigeo Eiris (Moody’s) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก  4) รางวัล Asia’s Best SDG Reporting ระดับ Silver จาก Asia Sustainability Reporting Awards (ASRA) ครั้งที่ 6 ประจำปี 2563 ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติสำหรับการทำรายงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กร  5) รางวัล Global Corporate Sustainability Award (GCSA) ประจำปี 2564 สาขารายงานความยั่งยืนดีเด่นในระดับ Silver ซึ่งจัดโดยสถาบัน Taiwan Institute for Sustainable Energy (TAISE) เพื่อยกย่องบริษัทในด้านความครบถ้วน โปร่งใส และสอดคล้องกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในการเผยแพร่ข้อมูลด้าน ESG  6) การได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในรายชื่อหุ้นยั่งยืน (Thailand Sustainability Investment) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับแนวทางการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งมุ่งเน้นความเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวโดยคำนึงถึงหลัก ESG และ 7) รางวัลเกียรติยศแห่งความสำเร็จ SET Awards 2021: Sustainability Awards of Honor สำหรับบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับ Best Sustainability Awards ติดต่อกันตั้งแต่ 3 ปี ขึ้นไป

บ้านปูยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าธุรกิจตามหลัก ESG ด้วยความมุ่งมั่น บนทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่สะอาดและฉลาดขึ้นตามกลยุทธ์ Greener & Smarter พร้อมสร้างคุณค่าและความไว้วางใจให้กับผู้มีส่วนได้เสียด้วยความรับผิดชอบต่อโลกและสังคม

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ นำโดยนายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสาย – สื่อสารองค์กร (ลำดับที่สี่จากซ้ายมือ) มอบเงินสนับสนุนจำนวน 1,197,360 บาท ให้แก่โรงเรียนในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน จํานวน 16 โรงเรียน โดยมีนายนิพนธ์ ก้องเวหา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.) (ลำดับที่สามจากขวามือ) เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกันนี้ ยังมีตัวแทนผู้บริหารจากทั้ง 16 โรงเรียน เข้าร่วมพิธีรับมอบเงินสนับสนุนฯ ผ่านรูปแบบออนไลน์อย่างพร้อมเพรียงกัน

ด้วยความเชื่อที่ว่า “พลังแห่งความรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา” บ้านปูจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษา และได้ดำเนินโครงการสนับสนุนทุนช่วยเหลือแก่โรงเรียนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 โดยมีวัตถุประสงค์แรกเริ่มเพื่อพัฒนาและช่วยเหลือโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ยังมีโรงเรียนในพื้นที่อีกหลายแห่งที่ประสบปัญหาความพร้อมในการจัดการเรียนการสอน ประกอบกับการเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนในโรงเรียนที่ขาดแคลน ในปีนี้ บริษัทฯ จึงได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือโรงเรียน 16 แห่ง โดยเน้นไปที่สัดส่วนของการสนับสนุนงบประมาณสำหรับจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนด้านอุปกรณ์การเรียนการสอน การปรับปรุงอาคารสถานที่ การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ และการส่งเสริมสุขอนามัยภายในโรงเรียนอีกด้วย

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ ร่วมปลูกฝังคุณธรรมและธรรมาภิบาลด้วยบอร์ดเกม The Trust สื่อการสอนรูปแบบใหม่ที่จำลองสถานการณ์ให้เยาวชนได้เรียนรู้การทุจริตคอร์รัปชันผ่านโครงการ “การพัฒนาหลักสูตรเพื่อการพัฒนาครูสู่การปลูกฝังคุณธรรมและธรรมาภิบาลในห้องเรียน” ซึ่งจัดขึ้นโดย เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (Learn Education) ร่วมมือกับกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย จัดอบรมเหล่าคณาจารย์จากทั่วประเทศกว่า 300 ท่าน ให้เข้าใจการเล่นเกม The Trust และนำความรู้ที่ได้รับไปส่งต่อคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่นักเรียนและเยาวชนต่อไป โดยวิธีการเล่นเกม The Trust สามารถเล่นได้ 3-6 คน ใช้เวลา 15-45 นาที ผู้เล่นจะได้เรียนรู้วิธีการประมูลงานของภาครัฐและการตรวจสอบผู้กระทำผิดให้ได้รับบทลงโทษเพื่อสร้างความตระหนักรู้และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตจริงต่อไป

นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสาย-สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บ้านปูให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาเสมอ มีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน พร้อมทั้งยังส่งเสริมให้บุคลากรของบ้านปูมีจิตสำนึกในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ อีกทั้งยังเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (Thai Private Sector Collective Action Against Corruption) เราเห็นความสำคัญของการปลูกฝังเรื่องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันให้กับเยาวชน จึงได้ร่วมสนับสนุนโครงการ “การพัฒนาหลักสูตรเพื่อการพัฒนาครูสู่การปลูกฝังคุณธรรมและธรรมาภิบาลในห้องเรียน” เพื่อร่วมเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการต่อต้านการคอร์รัปชันผ่านบุคลากรทางการศึกษา โดยหนึ่งในหลักสูตรของการอบรมคือการเรียนรู้ผ่านเครื่องมือ The Trust บอร์ดเกมที่สร้างประสบการณ์การการเรียนรู้ ทำความเข้าใจกับเรื่องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันผ่านนวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่อย่างการเล่นบอร์ดเกม ซึ่งฉีกมิติการเรียนรู้ได้อย่างสร้างสรรค์และน่าสนใจ บ้านปูเชื่อว่าเหล่าคณาจารย์ที่ได้รับการอบรมจะนำความรู้ไปต่อยอดการเรียนการสอนแบบ Active Learning โดยใช้เกม The Trust สร้างประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันให้กับนักเรียนผ่านการทดลองจริง เผชิญหน้า และแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อของบ้านปูที่ว่า “พลังความรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา” เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาและการเรียนรู้คือพลังสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์และการพัฒนาที่ยั่งยืนของคนและสังคม”

นายธานินทร์ ทิมทอง ผู้ร่วมก่อตั้ง และ Chief Social Impact Officer บริษัท เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ผู้ดำเนินงานและบริหารจัดการโครงการ “การพัฒนาหลักสูตรเพื่อการพัฒนาครูสู่การปลูกฝังคุณธรรมและธรรมาภิบาลในห้องเรียน” กล่าวว่า  “การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของชีวิต ซึ่งนอกจากความรู้วิชาการแล้วนั้น ความรู้ความเข้าใจในการใช้ชีวิตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมก็มีความสำคัญมากเช่นกัน และควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เล็กเพื่อให้เยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพในอนาคต เราจึงได้จัดตั้งโครงการ “การพัฒนาหลักสูตรเพื่อการพัฒนาครูสู่การปลูกฝังคุณธรรมและธรรมาภิบาลในห้องเรียน” จัดอบรมออนไลน์ให้แก่เหล่าคณาจารย์จากทั่วประเทศเพื่อให้เหล่าบรรดาคุณครูนำองค์ความรู้เกี่ยวกับคุณธรรมและธรรมาภิบาลไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน โดยในการดำเนินงานโครงการฯ เราได้ร่วมมือกับกองทุนรวมธรรมมาภิบาลไทยและภาคเอกชน ซึ่งหนึ่งในภาคเอกชนที่มีบทบาทในการสนับสนุนโครงการคือบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ที่ได้สนับสนุนการผลิตบอร์ดเกม The Trust สำหรับใช้เป็นเครื่องมือทางการศึกษาในโครงการฯ ที่ไม่ใช่แค่การสอน แต่เป็นการจำลองสถานการณ์ให้เรียนรู้ ลองปฏิบัติ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ ตั้งคำถาม และถกเถียงกันด้วยเหตุผล เหมาะกับเด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ เพราะเขาได้ทดลองด้วยตนเอง เรียนรู้ร่วมกันและนำไปปรับใช้ในชีวิตในปัจจุบันได้ เช่น การตรวจสอบเงินกองกลางของห้องเรียน หรืองบประมาณการทำกีฬาสี เป็นต้น และในอนาคตก็สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตการทำงานได้ด้วยเช่นกัน”

ด้านนายภาสกร ยูถะสุนทร ผู้พัฒนาบอร์ดเกม The Trust ได้เล่าถึงบอร์ดเกมต่อต้านคอร์รัปชันและแรงบันดาลใจในการรังสรรค์พัฒนาสร้างบอร์ดเกมนี้ว่า “แรกเริ่มเราเห็นถึงปัญหาของการคอร์รัปชันทั้งในสังคมไทยรวมถึงในต่างประเทศที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง The Trust จึงได้จำลองสถานการณ์ให้ผู้เล่นตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งผู้เล่นได้รับบทบาทเป็นผู้รับเหมาเข้ามาประมูลโครงการต่างๆ ในงบประมาณที่กำหนด โดยระหว่างที่เกมดำเนินไปหากมีผู้เล่นคนใดเริ่มทำอะไรผิดข้อกำหนด นั่นหมายความว่ามีการโกงเกิดขึ้น ผู้เล่นที่เหลือจะต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบความถูกต้องและมีการฟ้องร้องเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับบทลงโทษ ในขณะเดียวกัน หากไม่สามารถหาหลักฐานว่ากระทำผิดได้ ผู้ถูกฟ้องร้องก็สามารถฟ้องกลับในฐานหมิ่นประมาทได้เช่นกัน ซึ่งในเกมทุกคนจะมีสิทธิ์ตรวจสอบได้คนละ 1 สิทธิ์ต่อรอบ หากคนใดคนหนึ่งไม่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ก็เท่ากับว่าเราได้เปิดช่องโหว่เป็นโอกาสให้มีคนโกงสามารถหลุดรอดไปได้ ซึ่งผู้เล่นจะได้เรียนรู้ว่าหากเขากลัวที่จะตรวจสอบหรือเลือกที่จะเงียบ สามารถส่งผลเสียกับสังคมได้ นี่จึงทำให้เห็นว่าหน้าที่ของการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันนั้นไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของพวกเราทุกคนต้องร่วมกันลงมือทำเพื่อจะช่วยลดและยุติปัญหาคอร์รัปชันได้”

บ้านปูหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบอร์ดเกม The Trust และการอบรมในครั้งนี้จะทำให้เหล่าคณาจารย์ที่ได้เข้าร่วมการอบรมในโครงการฯ ได้รับความรู้ ความเข้าใจ เกิดความตระหนักและนำไปถ่ายทอด ต่อยอดการปลูกฝังพฤติกรรมที่เหมาะสมในการต่อต้านการคอรัปชันให้แก่เหล่าเยาวชนซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของสังคมไทยในอนาคต รวมทั้งสามารถเป็นแรงกระเพื่อมที่เป็นประโยชน์และสร้างการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เป็นไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม ปีที่ 10 “Banpu Champions for Change” (BC4C #10) โดย บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ และสถาบัน ChangeFusion จัดงาน “Impact Day 2021 – Dare for Better Change เพื่อสิ่งที่ดีกว่า คุณกล้าเปลี่ยนแปลงไหม?” โดยในปีนี้จัดกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์ มุ่งขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise (SE) ในไทยให้มีรากฐานที่มั่นคงและพร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกสู่สังคม พร้อมเปิดเป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจกิจการเพื่อสังคม และเชิญชวนผู้บริโภคมาร่วมอุดหนุนสินค้าและบริการจากกิจการเพื่อสังคมในเครือข่ายเพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนให้เกิดขึ้นกับสังคมและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน เพราะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นได้จากตัวเรา!

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การประกาศ 5 ทีมผู้ชนะในโครงการ “Banpu Champions for Change” รุ่นที่ 10 พร้อมจัดเวทีเสวนาพิเศษให้ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจในธุรกิจเพื่อสังคมได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และยังเปิดพื้นที่ “SE Marketplace” ให้เหล่าผู้ประกอบการเพื่อสังคมได้นำเสนอและจำหน่ายสินค้าและบริการในรูปแบบตลาดออนไลน์เป็นครั้งแรก โดยมีกิจการเพื่อสังคมในเครือข่ายโครงการฯ ร่วมออกร้านมากกว่า 30 ร้านค้า

นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสาย – สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บ้านปูริเริ่มโครงการ BC4C มาตั้งแต่ปี 2554 ถึงปีนี้ก็เป็นระยะเวลา 11 ปีแล้ว เราได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมหรือ SE มากกว่า 100 กิจการมาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นธุรกิจ ถ่ายทอดแนวคิดการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ไปยังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ สอดคล้องกับแนวคิดของบ้านปูที่ว่า “พลังความรู้คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา” ส่งเสริมให้พวกเขานำความรู้ที่ได้รับจากโครงการฯ ไปปรับใช้ใน

การดำเนินกิจการเพื่อสังคมที่ในปัจจุบันต้องพบกับความท้าทายรอบด้าน ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องมีความสามารถในการปรับตัวและพัฒนาตัวเองได้ตามความเปลี่ยนแปลงของวิถีโลก นอกจากนี้ พวกเขายังต้องผนวกเป้าหมายทั้งทางธุรกิจของเขากับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) สำหรับปีนี้ เราได้คัดเลือก SE ทั้ง 5 ทีมที่มีศักยภาพ ที่สามารถนำเสนอแนวคิดและรูปแบบธุรกิจที่โดดเด่น ที่จะมาช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยได้ในหลากหลายมิติ รวมถึงเดินหน้าจัดงาน Impact Day รูปแบบออนไลน์ เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ประกอบรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจธุรกิจ SE และสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนทั่วไปว่า เราทุกคนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ โดยเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ที่ตัวเราเอง”

นายสุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion กล่าวว่า “การดำเนินโครงการ BC4C ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องสถานการณ์โควิด-19 แต่โครงการฯ ยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมต่างๆ สำหรับ BC4C รุ่นที่ 10 นี้ตลอดทั้งปี เพื่อร่วมสนับสนุนให้เกิด SE Ecosystem หรือระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของกิจการเพื่อสังคม โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการในทุกๆ ด้านทั้งเงินทุนตั้งต้นและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อกิจการเพื่อสังคม โดยเชื่อมโยงเครือข่ายของรุ่นพี่ในโครงการฯ และผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในหลายแขนงมาร่วมกันต่อยอดและส่งมอบความรู้เพื่อให้กิจการเพื่อสังคมรุ่นใหม่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง”

ทั้งนี้ ภายในงาน Impact Day 2021 ถือเป็นปีแรกที่จัดในรูปแบบออนไลน์ มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเสวนาพิเศษในหัวข้อ “ขับเคลื่อนสังคม SE ตอบรับวิถีโลก” เพื่อบอกเล่าถึงความท้าทายของโลกธุรกิจในช่วงสองปีนี้ เทรนด์ที่ผู้บริโภคสนใจ และการปรับตัวของผู้ประกอบการให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลง และช่วง SE Marketplace ที่นำเสนอและจำหน่ายสินค้าและบริการจากกิจการเพื่อสังคมในโครงการฯ และเครือข่าย ในรูปแบบตลาดออนไลน์ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน gather.town เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานซึ่งเป็นผู้บริโภคได้พบกับผู้ประกอบการโดยตรง

นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสาย - สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และนายสุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion
5 กิจการเพื่อสังคมที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ชนะจากโครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม รุ่นที่ 10

สำหรับ 5 กิจการเพื่อสังคมที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ชนะจากโครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม รุ่นที่ 10 (โดยไม่เรียงลำดับคะแนน) เป็นกิจการที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงในมิติที่ต่างกัน ได้แก่

  1. a-chieve HUB (อะชีฟ ฮับ) ผู้ออกแบบระบบการเรียนรู้และพัฒนาตนเองเพื่อช่วยให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่าได้วิเคราะห์และทำความรู้จักตนเอง เพิ่มทักษะการตัดสินใจให้นักเรียนสามารถเลือกเส้นทางที่เหมาะกับตนเองในอนาคตได้อย่างมั่นใจ
  2. insKru (อิน สครู) แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ช่วยครูการสร้างห้องเรียนคุณภาพที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยเหมาะสมแก่การเรียนรู้ด้วยคลังไอเดียการสอนจากเพื่อนๆ ครู และระบบการประเมินการสอนที่ทำให้ครูได้ยิน ‘เสียง’ ของนักเรียน
  3. Food Loss Food Waste ธุรกิจที่ต่อยอดการจัดการขยะในชุมชนมาสู่การพัฒนาสินค้าที่ผลิตจากขยะอินทรีย์ โดยใช้หนอนและแมลงเป็นตัวช่วยในกระบวนการย่อยสลาย และแปรรูปขยะให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ปุ๋ย และอาหารสัตว์
  4. Banana Land ธุรกิจที่ตั้งใจพัฒนาชุมชนบ้านหนองบัว ตำบลภูหอ จังหวัดเลย ให้เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ยั่งยืนและพึ่งพาตนเองได้ ผ่านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่พร้อมจะพาไปเรียนรู้วิถีชีวิตอันเรียบง่ายของคนในชุมชน
  5. Anywhere Work ธุรกิจที่มุ่งสร้างอาชีพและพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับกลุ่มแรงงานเปราะบาง เช่น การแปลงเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัล และการคีย์ข้อมูลด้วยระบบ AI เพื่อให้มีกลุ่มแรงงานเหล่านั้นมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

ผู้ชนะทั้ง 5 กิจการ จะได้รับทุนสนับสนุนต่อยอดดำเนินธุรกิจรวม 1.25 ล้านบาท เพื่อนำไอเดีย ความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับจากโครงการไปต่อยอดและสร้างการเติบโตทางธุรกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมและข่าวสารเกี่ยวกับโครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม สามารถติดตามได้ทาง www.facebook.com/banpuchampions

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ ร่วมกับ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม (Power Green Camp) ครั้งที่ 16 ภายใต้หัวข้อ ECO Living & Learning – เปลี่ยนปรับสู่กรีนไลฟ์สไตล์ ตอบรับ New Normal” คัดเลือกเยาวชนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายไม่จำกัดสาขาวิชา (เป็นครั้งแรก) จำนวน 40 คน จาก 40 โรงเรียน 31 จังหวัด จากผู้สมัครทั่วประเทศ 217 คน มาร่วมเปิดประสบการณ์การเข้าค่ายในรูปแบบออนไลน์เป็นครั้งแรก สอดรับกับวิถีการเรียนรู้แบบ New Normal ระหว่างวันที่ 16 ตุลาคม ถึง 21 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา

ในค่ายเพาเวอร์กรีน ครั้งที่ 16 ในปีนี้ เยาวชนทั้ง 40 คนได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้นผ่านช่องทางออนไลน์ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือน ประกอบด้วย กิจกรรม Transformative Learning เพื่อฝึกฝนเรื่อง Soft Skills ทั้งความคิดสร้างสรรค์ การคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหา การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ในส่วนของภาคปฏิบัติ ทางค่ายฯ ได้จัดส่งชุดการทดลองที่ได้มาตรฐาน สามารถนำไปใช้งานได้จริงในครัวเรือน จำนวน 3 ชุดการทดลอง มูลค่ารวมคนละ 10,000 บาท ไปให้ชาวค่ายทุกคนถึงบ้านแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ได้แก่ ชุด “ดักต่อไม่รอแล้วนะ” การประดิษฐ์ถังดักไขมันเพื่อใช้ในครัวเรือน ชุด Food Waste Transformation“ การเปลี่ยนเศษอาหารเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และชุด “มีอยู่จริงหรือเปล่า….?” การสำรวจองค์ประกอบและคุณสมบัติของดินในบ้าน

นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสาย – สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในปีนี้เราให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวโยงกับวิถีใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป เราจึงเน้นให้เยาวชนได้ฝึกทักษะผ่านการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ กระตุ้นให้พวกเขาคิดเป็น ทำเป็น มีเหตุมีผล รู้จักการวิเคราะห์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และมองเห็นถึงความสำคัญและหวงแหนสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยมุ่งหวังว่าเยาวชนเหล่านี้จะมีบทบาทในฐานะผู้นำและตัวกลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด รวมถึงส่งต่อความรู้ไปยังครอบครัว คนใกล้ชิด โรงเรียน ชุมชน และสังคม ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และการปรับตัวเพื่ออยู่อาศัยร่วมกันกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรมพิเศษในปีนี้ เยาวชนทั้ง 40 คน ยังรับความรู้ผ่านกิจกรรม “Eco-living Talk” ที่ชวน คุณรัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย หรือ แพท วง Klear ศิลปินที่มีงานอดิเรกเป็นชาวสวนออร์แกนิก มาร่วมแบ่งปันวิธีการดำรงชีวิตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและแนวทางปฏิบัติเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างมีความสุข และคุณสมโภช รวมสิน ผู้เชี่ยวชาญด้าน Smart City จากบริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบ้านปู มาร่วมแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีมาเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมพิเศษในครั้งนี้ถือเป็นการเต็มเติมความรู้ให้กับเยาวชนในค่ายให้เห็นถึงแนวทางการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสร้างสรรค์ด้วยวิถีชีวิตใหม่ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลไปจนถึงระดับชุมชน

โดยหลังจากที่เยาวชนได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแล้ว เยาวชนได้นำความรู้ที่ได้จากทุกกิจกรรม มาตกผลึกและสร้างสรรค์เป็นโครงงานกลุ่มวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพื่อนำเสนอแก่คณะกรรมการค่ายฯ และสาธารณชนผ่านช่องทางออนไลน์ โดยแต่ละกลุ่มได้รับวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติเป็นวัตถุดิบปริศนา เป็นโจทย์ตั้งต้นในการคิดหัวข้อและแนวคิดโครงงานฯ สำหรับโครงงานฯ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 รับทุนการศึกษามูลค่า 50,000 บาท ได้แก่ ทีม EVIF กับโครงงานฯ “Can’t wait” ที่มาพร้อมกับแนวคิดการสร้างผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจาก “ชานอ้อย” เช่น น้ำยาย้อมสีผม มาร์คบำรุงผิวหน้า ลิปปาล์ม ซึ่งนอกจากจะยกระดับผลผลิตทางการเกษตร ลดปัญหาการเผาทำลายใบอ้อยที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย

ผิงผิง-วชิรญาณ์ คงปลอด นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสตรีทุ่งสง ตัวแทนทีมชนะเลิศ กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดโครงงานกลุ่มวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายเพาเวอร์กรีนว่า “ดีใจมากที่ได้รับรางวัลชนะเลิศค่ะ เพราะการทำโครงงานฯ ชิ้นนี้ไม่งายเลย เนื่องจากเป็นการทำงานกลุ่มในรูปแบบออนไลน์ แต่พวกเราทุกคนก็พยายามและตั้งใจกันมากเพื่อให้งานชิ้นนี้ออกมาดีที่สุด สำหรับการเข้าร่วมค่ายเพาเวอร์กรีนในครั้งนี้ ทำให้หนูและเพื่อนๆ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มากมาย โดยเฉพาะเรื่องของสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวเราทุกคนมากๆ ทำให้รู้ว่าสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้เป็นอย่างไร และเราจะมีส่วนช่วยในการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร เมื่อเราเริ่มต้นจากตัวเองได้แล้ว ก็ยังสามารถนำสิ่งที่ได้รับจากค่ายไปบอกเล่าและเป็นกระบอกเสียงต่อไป เพื่อให้คนอื่นได้รู้ว่าสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมากต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเรา และบอกได้เต็มปากเลยว่าประทับใจทุกอย่างในค่ายเพาเวอร์กรีนมากๆ ค่ะ”

เยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการ รับมอบเกียรติบัตร

นอกจากนี้ยังมีรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รับทุนการศึกษามูลค่า 30,000 บาท ได้แก่ ทีม Miracle Rhizome กับโครงงานฯ “เหง้ามัน HPL” ที่มีแนวคิดในการนำเหง้ามันสำปะหลัง มาใช้เป็นวัสดุทดแทนไม้ เพื่อลดปริมาณการตัดไม้ทำลายป่า รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 รับทุนการศึกษามูลค่า 30,000 บาท ได้แก่ ทีม BEVA กับโครงงานฯ  “Adiós plástico – บ๊ายบายนะ น้อนพลาสติก” ที่มีแนวคิดในการนำเหง้ามันสำปะหลัง มาผลิตเป็นกล่องสำหรับขนส่งต้นไม้ มุ่งลดปริมาณการใช้พลาสติกที่ต้องใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายยาวนาน นอกจากนี้ยังมี “ทีมขวัญใจมหาชน (Popular Vote)” จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท ได้แก่ทีม SETZERO กับโครงงาน “SETZERO-33” ที่มีแนวคิดในการนำซิลิกาจากแกลบมาปรับปรุงคุณภาพน้ำ และรางวัลชมเชย จำนวน 7 รางวัล รางวัลละ 6,000 บาท

“บ้านปูเชื่อว่า “พลังความรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา” เราจึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเยาวชนที่จะเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศในอนาคต ให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่หลากหลายที่หาไม่ได้ในห้องเรียน ควบคู่กับการปลูกฝังแนวคิดในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อดูแลโลกของเราให้ยั่งยืนสืบต่อไป จนเกิดเป็นโครงการวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมเยาวชน สร้างและเสนอโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์โลกในยุค New Normal สอดคล้องกับแนวปฏิบัติเพื่อความยั่งยืน (ESG Principles) ที่บริษัทให้ความสำคัญและยึดมั่นมาโดยตลอด” นายรัฐพล กล่าวปิดท้าย

ติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ ของค่าย “เพาเวอร์กรีน” ได้ที่

เฟซบุ๊ก : www.facebook.com/powergreencamp

เว็บไซต์ : www.powergreencamp.com

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ จัดตั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (Environmental, Social and Governance: ESG) อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าและความไว้วางใจให้กับผู้มีส่วนได้เสียและสังคมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนตอบสนองความต้องการด้านพลังงานแห่งอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้าถึงได้ และมีความชาญฉลาดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สอดรับกับเทรนด์ 3Ds ของโลก (Decarbonization Decentralization และ Digitalization)  ด้วยจุดยืนที่จะส่งมอบ Smarter Energy for Sustainability: อนาคตพลังงานเพื่อความยั่งยืน” ให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมตั้งเป้าหมายทางธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ 7 ข้อ โดยมุ่งให้ความสำคัญในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องพลังงานและก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินธุรกิจ รวมถึงประเด็นด้านการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ และการให้ความร่วมมือเพื่อพิชิตเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) มีหน้าที่ในการสนับสนุนคณะกรรมการบริษัทในการกำกับดูแลเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ESG เช่น อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิทธิมนุษยชน ชุมชน ความรับผิดชอบต่อสังคม ฯลฯ โดยคณะกรรมการ ESG จะคอยให้คำแนะนำในด้านกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้อง, พิจารณานโยบาย เป้าหมาย การดำเนินงาน และผลลัพธ์, ตรวจสอบและติดตามการบริหารความเสี่ยงด้าน ESG  และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย, ตลอดจนดูแลเรื่องการเปิดเผยข้อมูล ESG ที่สำคัญออกสู่สาธารณะ รวมทั้งปฏิบัติหน้าอื่นๆ ร่วมกับคณะผู้บริหารบริษัทฯ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานด้าน ESG ให้เป็นไปตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิผลสูงสุด

นายพิริยะ เข็มพล ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)
นายพิชัย ดุษฎีกุลชัย กรรมการสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)
นายธีรภัทร สงวนกชกร กรรมการสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)

นายพิริยะ เข็มพล ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การดำเนินงานด้าน ESG เป็นสิ่งที่บ้านปูได้มีความตระหนักรู้และหยั่งรากลึกในองค์กรมายาวนาน และได้ดำเนินกิจการด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมตามหลักความยั่งยืนมาโดยตลอด การจัดตั้งคณะกรรมการ ESG สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการกำกับดูแล เพื่อช่วยให้ภารกิจสู่การบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันประเทศต่างๆ เริ่มมีแนวนโยบายใหม่ๆ ด้าน ESG มากขึ้น และยังมีประเด็นที่หลากหลาย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) การตอบสนองต่อภัยพิบัติ และการพัฒนาพนักงาน ดังนั้น คณะกรรมการ ESG จะเป็นตัวแทนของบอร์ดบ้านปูที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นเรดาร์จับทิศทาง และร่วมมือกับฝ่ายบริหารในการขับเคลื่อนองค์กรไปในทิศทางที่เหมาะสม โดยคณะกรรมการ ESG จะเป็นกรรมการอิสระที่มีความรู้ความสามารถในหลายด้าน จึงสามารถนำเสนอข้อคิดเห็นและมุมมองที่มีความเป็นกลางและเป็นประโยชน์แก่ผู้บริหาร ส่งผลให้เกิดการทำงานแบบส่งเสริมซึ่งกันและกัน สร้างสมดุลระหว่างผลประกอบการที่ดีและความรับผิดชอบต่อเป้าหมาย ESG อย่างเหมาะสม เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้น ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว”

ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจของบ้านปูในฐานะผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ (International Versatile Energy Provider) บริษัทฯ ให้ความสำคัญด้าน ESG ควบคู่ไปด้วยอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งอนาคต โดยได้วางกรอบการดำเนินงานและมุ่งให้ความสำคัญในประเด็นที่สอดคล้องกับทิศทาง ESG และการประเมินความเสี่ยงระยะสั้นและระยะยาวของโลก โดยในด้านสิ่งแวดล้อม (E)  บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับประเด็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการพลังงานและน้ำ และการจัดการมลพิษทางอากาศ ในด้านสังคม (S) มุ่งเน้นเรื่องการจัดการและพัฒนาศักยภาพของพนักงาน การจัดการด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การทำงานชุมชนสัมพันธ์ และการพัฒนาชุมชน และด้านการกำกับดูแลกิจการ (G) มุ่งเน้นประเด็นการกำกับดูแลกิจการอย่างยั่งยืน การดูแลจริยธรรมทางธุรกิจ การจัดการคู่ค้าและผู้รับเหมา การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการจัดการความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Data Privacy & Cybersecurity) โดยมีตัวอย่างการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมดังนี้

โครงการ CSR Ideas of the Year
โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม 2
โครงการสนับสนุนการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • ด้านสิ่งแวดล้อม (E) : บ้านปูดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ Greener & Smarter เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทั้งการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและพลังงานเชื้อเพลิงที่สะอาดขึ้น และการสร้างธุรกิจใหม่ๆ ที่ตอบสนองแนวโน้มและความต้องการพลังงานแห่งโลกอนาคต โดยบ้านปูได้วางเป้าหมายว่าภายในปี 2568 EBITDA มากกว่าร้อยละ 50 จะมาจากธุรกิจพลังงานที่สะอาดขึ้นและเทคโนโลยีพลังงาน นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินโครงการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ซึ่งเป็นโครงการะยะยาวในเหมืองที่อินโดนีเซียอีกด้วย
  • ด้านสังคม (S) : บ้านปูมีวัฒนธรรมองค์กร Banpu Heart ที่เชื่อมโยงและหลอมรวมพนักงานจากหลากหลายเชื้อชาติและต่างวัฒนธรรมใน 10 ประเทศที่บ้านปูดำเนินธุรกิจ ให้สามารถร่วมแรงร่วมใจกันทำงานสู่การบรรลุเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนตามหลัก ESG และการดำเนินโครงการเพื่อสังคมต่างๆ ทั้งในด้านการส่งเสริมการศึกษา การช่วยเหลือสังคมและชุมชนในภาวะวิกฤตและในยามเกิดภัยพิบัติ โดยนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย บ้านปูได้ร่วมมือกับกลุ่มมิตรผลในการจัดตั้ง ‘กองทุนมิตรผล-บ้านปู รวมใจช่วยไทย สู้ภัย COVID-19’ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยปัจจุบันกองทุนฯ มีมูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท
  • ด้านการกำกับดูแลกิจการ (G) : บ้านปูมีทีมงาน Incident Management Team หรือ IMT ในการบริหารจัดการในสภาวะวิกฤต ทำให้การดูแลความปลอดภัยของพนักงาน และการดำเนินธุรกิจโดยในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ และได้มีการจัดตั้งหน่วยงาน Digital Center of Excellence (DCOE) เพื่อขับเคลื่อนบ้านปูให้พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) โดยนำนวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวคิดแบบดิจิทัลที่ทันสมัยมาใช้อย่างชาญฉลาดทั่วทั้งองค์กร ควบคู่ไปกับการทำงานรูปแบบใหม่ที่รวดเร็วและคล่องตัว “Agile Working” มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานในทุกส่วน รวมทั้งก่อให้เกิดการพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ให้กับลูกค้าทั้งภาคธุรกิจ (B2B) รายย่อย (B2C) และรัฐบาล (B2G) ได้ดียิ่งขึ้น

จากการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ของบ้านปูอย่างต่อเนื่อง ทำให้บ้านปูได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในผู้นำด้านความยั่งยืนจากองค์กรชั้นนำทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ อาทิ การรักษาสถานะสมาชิกกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 การรักษาตำแหน่ง “Gold Class” ในกลุ่มอุตสาหกรรม Coal & Consumable Fuels จากการประกาศผลรางวัล SAM Sustainability Award 2021 รวมถึงได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับ A (ตามเกณฑ์วัด AAA ถึง CCC) ในการประเมินความยั่งยืน ESG Ratings โดย MSCI ในปี 2562 และล่าสุดได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 บริษัทในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่มีความโดดเด่นด้าน ESG ในภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่และโลหะ จากการจัดอันดับโดย Vigeo Eiris (V.E), Moody’s ESG Solutions นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Asia’s Best SDG Reporting ระดับ Silver จาก Asia Sustainability Reporting Awards 2020 อีกด้วย

บ้านปูจะเดินหน้าธุรกิจตามหลัก ESG ด้วยความมุ่งมั่น บนทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่สะอาดและฉลาดขึ้นตามกลยุทธ์ Greener & Smarter พร้อมสร้างคุณค่าและความไว้วางใจให้กับผู้มีส่วนได้เสียด้วยความรับผิดชอบต่อโลกและสังคม

บริษัท บ้านปู (จำกัด) มหาชน อัปเดตความคืบหน้าของการประกวดออกแบบบอร์ดเกมในโครงการ “Energy On Board by BANPU B-Sports Thailand” กับหัวข้อ “Driving Thailand’s E-mobility : เดิน(บอร์ด)เกมขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย” ภายใต้ความร่วมมือกับบอร์ดเกมไนท์ หรือ BGN รายการแคสต์บอร์ดเกมที่มีผู้ชมสูงที่สุดในประเทศไทย โดยหลังจากทีมที่ผ่านเข้ามาถึงรอบสุดท้ายทั้งหมด 9 ทีม ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนนิสิตนักศึกษา 27 คน จาก 11 มหาวิทยาลัยได้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อปเพื่อติดอาวุธความรู้เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาและออกแบบบอร์ดเกม โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งประเทศไทย บริษัท ฮ้อปคาร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์มและให้บริการคาร์แชร์ริ่งแห่งแรกในประเทศไทย พร้อมด้วยทีมงานจากหน่วยงานธุรกิจยานพาหนะไฟฟ้าของบ้านปู และผู้เชี่ยวชาญในวงการบอร์ดเกม เพื่อให้ทุกทีมได้เก็บเกี่ยวความรู้และแรงบันดาลใจไปพัฒนาผลงานบอร์ดเกมของแต่ละทีมกันอย่างเต็มที่

ล่าสุดน้องๆ ทั้ง 9 ทีมได้นำผลงานบอร์ดเกมต้นแบบ (Prototype) มาร่วมกิจกรรม First Impression Review เพื่อให้ทีมบ้านปูและผู้เชี่ยวชาญทางด้านบอร์ดเกมได้ทดลองเล่นผ่านเว็บไซต์ Tabletopia ซึ่งแต่ละทีมสามารถตีโจทย์การออกแบบบอร์ดเกมในประเด็นการขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้อย่างหลากหลาย อาทิ ในมุมมองของการเป็นผู้ผลิตและการเป็นผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า การทำธุรกิจและบริการเกี่ยวกับการคมนาคมและการขนส่ง เป้าหมาย นโยบาย และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และกลไกอุปสงค์อุปทาน ซึ่งพี่ๆ ก็ได้ให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะกลับไป ทั้งในเรื่องของกลไกและวิธีการเล่นเกม การเล่าเรื่องราวของเกมให้น่าสนใจ รวมถึงมุมมองเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ เพื่อให้ทุกทีมได้นำไปปรับปรุงและพัฒนาบอร์ดเกมของตนเองให้มีความน่าสนใจและใช้ข้อมูลที่สะท้อนข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น ก่อนกลับมาพบกันอีกครั้งในกิจกรรม Playtest เพื่อให้คณะกรรมการได้ทดลองเล่นเกมที่ได้พัฒนาเพิ่มเติมกันอีกครั้ง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าหลายทีมได้นำคำแนะนำที่ได้รับไปพัฒนาบอร์ดเกมจนสามารถสื่อสารเรื่องการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยสู่ผู้เล่นได้อย่างครบมิติมากขึ้น

เกม EV City จากทีม TU Next

ไม่ว่าจะเป็นผลงานของน้องๆ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทีม TU Next กับเกม “EV City” ซึ่งภารกิจหลักของเกมคือการผลักดันให้ยานยนต์ในประเทศไทยมากกว่าร้อยละ 30 เป็นยานยนต์ไฟฟ้า โดยผู้เล่นจะผลัดกันรับบทเป็นทั้งรัฐบาลและบริษัทเอกชน เพื่อร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ในแต่ละตาผู้เล่นจะต้องตอบสนองอุปสงค์ของผู้บริโภคที่มาพร้อมกับเงื่อนไขที่มีความแตกต่างกันออกไปของกลุ่มลูกค้า โดยผู้เล่นจะได้เรียนรู้เรื่องชนิดของยานยนต์ไฟฟ้า การผลิต การบริหารจัดการทรัพยากร รวมถึงความรู้เรื่องภาษีและนโยบายจากภาครัฐไปพร้อมๆ กัน

เกม Delivery Road จากทีม Derm Derm Party
เกม The Driver จากทีม Baby Driver

เกม Delivery Road จากทีม Derm Derm Party ผลงานของน้องๆ ที่รวมตัวกันจาก 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยเป็นเกมที่สร้างขึ้นในมุมมองของบริษัทขนส่งสินค้าที่เชื่อมโยงกับนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและการคมนาคมของภาครัฐ โดยผู้เล่นจะต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของนโยบายและราคาเชื้อเพลิงที่ผันผวนตามความต้องของผู้บริโภค เกมนี้จึงสะท้อนถึงความเชื่อมโยงของทุกภาคส่วนในการผลักดันให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

หรือเกม The Driver จากทีม Baby Driver ผลงานของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นเจ้าของบริษัทที่ให้บริการรับส่งสินค้าและผู้โดยสาร โดยในเกมได้สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับนโนบาย 30/30 ซึ่งกำหนดว่าภายในปี ค.ศ. 2030 ยานยนต์ที่ผลิตภายในประเทศร้อยละ 30 จะต้องเป็นยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ หรือ Zero Emission Vehicle (ZEV) นอกจากนี้ เกมยังได้แบ่งการเล่นออกเป็น 3 เฟสตามแบบฉบับของนโยบาย 30/30 และได้จำลองเหตุการณ์ต่างๆ มาเป็นตัวกำหนดสถานการณ์ในเกมให้มีความท้าทายมากยิ่งขึ้น โดยผู้เล่นจะต้องบริหารการจัดส่งสินค้าและผู้โดยสาร ไปพร้อมกับการควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสาย - สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)

นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสาย – สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความคืบหน้าของการประกวดออกแบบบอร์ดเกมในปีนี้ว่า “หลังจากกิจกรรมเวิร์คช็อปและการได้ดูการนำเสนอบอร์ดเกมของน้องๆ 9 ทีมสุดท้ายแล้ว เห็นได้ชัดว่าทุกทีมสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านบอร์ดเกมไปต่อยอดรวมทั้งได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ จนสามารถออกแบบบอร์ดเกมที่ทั้งสนุกและเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้เรียนรู้เรื่องราวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าได้ในหลากหลายมิติ ซึ่งบ้านปูในฐานะผู้จัดโครงการนี้ เรามีความยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ รวมไปถึงการให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมในการรับรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในอนาคต พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงความสามารถและดึงศักยภาพที่มีในตัวออกมาใช้อย่างเต็มที่ในการผลิตสื่อที่ใช้ในการสื่อสารในประเด็นดังกล่าวอย่างสร้างสรรค์ จากนี้ต้องรอติดตามกันต่อไปในโค้งสุดท้ายของโครงการกับกิจกรรม Final Day ว่าทีมไหนจะก้าวไปเป็นผู้ชนะของการประกวดปีนี้”

นักศึกษาทีมไหนจากมหาวิทยาลัยใดจะได้แชมป์การประกวดออกแบบบอร์ดเกม Energy on Board by BANPU B-Sports Thailand ในปีนี้ไปครอบครอง ต้องรอติดตามชมกันต่อไป ระหว่างนี้ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข่าวสารจากโครงการได้ที่เฟซบุ๊ก BANPU B-Sports Thailand: https://www.facebook.com/BanpuBSportsThailand

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ ได้รับรางวัล Asia’s Best SDG Reporting ระดับ Silver เป็นครั้งแรกจากเวที Asia Sustainability Reporting Awards (ASRA) ครั้งที่ 6 ประจำปี 2020 ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติสำหรับการจัดทำรายงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กร นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของผลสำเร็จจากความมุ่งมั่นของบ้านปูในการดำเนินธุรกิจที่ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (Environment, Social and Governance: ESG) เพื่อส่งมอบ “อนาคตพลังงานเพื่อความยั่งยืน” (Smarter Energy for Sustainability) แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ตลอดจนสะท้อนความเป็นผู้นำที่โดดเด่นในการรายงานผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างโปร่งใส และความพร้อมในการปรับตัวสู่อนาคตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “รายงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของบ้านปูได้จัดทำขึ้นตามมาตรฐานสากล (Global Reporting Initiative: GRI) และพัฒนาเนื้อหาภายในเล่มมาโดยตลอด โดยรายงานดังกล่าวนำเสนอข้อมูลด้านกลยุทธ์ แนวทางการบริหารจัดการ และผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ ซึ่งครอบคลุมประเด็นด้านการกำกับดูแลกิจการ สิ่งแวดล้อม และสังคม ที่มีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติอย่างชัดเจน และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการกำหนดแนวทางการดำเนินธุรกิจ ในฐานะผู้นำด้านพลังงานเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง พร้อมกับสร้างคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว ซึ่งถือเป็นหัวใจในการดำเนินธุรกิจของบ้านปู ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษที่ผ่านมา”

บ้านปูนำนโยบายและแผนการพัฒนาที่ยั่งยืนมากำหนดกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจในปี 2564-2568 เพื่อเสริมกำลังกลยุทธ์ Greener & Smarter ที่มุ่งสู่อนาคตพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด โดยบริษัทฯ ได้ประกาศเป้าหมายระยะยาวด้าน 

ESG ที่มีการกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจในปี 2568 ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ 7 ข้อ ประกอบด้วย เป้าหมายที่ 6 น้ำสะอาดและสุขอนามัย, เป้าหมายที่ 7 พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้, เป้าหมายที่ 8 งานที่ดีและเศรษฐกิจที่เติบโต, เป้าหมายที่ 12 บริโภคและผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ, เป้าหมายที่ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, เป้าหมายที่ 15 การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก และเป้าหมายที่ 17 การร่วมมือเพื่อพิชิตเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจุดมุ่งหมายคือการเพิ่มผลกระทบเชิงบวกและลดผลกระทบเชิงลบที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ ภายใต้แผนการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมและกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2563 ฉบับเต็มที่เว็บไซต์ของบริษัทฯ คลิกที่นี่

ความมุ่งมั่นทุ่มเทในการดำเนินธุรกิจและเป้าหมายในการดำเนินงานด้าน ESG ที่เป็นรูปธรรมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้บ้านปูได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้นำด้านความยั่งยืนจากองค์กรชั้นนำทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติตลอดที่ผ่านมา อาทิ การรักษาสถานะสมาชิกในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7, การรักษาตำแหน่ง “Gold Class” ในกลุ่มอุตสาหกรรม Coal & Consumable Fuels จากการประกาศผลรางวัล SAM Sustainability Award 2021 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7, ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับ A (ตามเกณฑ์วัด AAA ถึง CCC) ในการประเมินความยั่งยืน ESG Rating จาก MSCI ปี 2562, ได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในรายชื่อหุ้นยั่งยืน (Thailand Sustainability Investment) หรือ THSI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้รับการจัดอันดับดำเนินธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาลในระดับดีเลิศ จากผลสำรวจการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนไทย ประจำปี 2563

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) มุ่งสร้างความเป็นเลิศด้านธุรกิจพลังงานครบวงจรแห่งอนาคต โดยลงนามความร่วมมือกับสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (School of Integrated Innovation: ScII) แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และสนับสนุนโครงการวิจัยร่วมในสาขาเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์และวิทยาการหุ่นยนต์ การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนนวัตกรรมด้านพลังงานและเทคโนโลยีพลังงาน ส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและดิสรัปชันในธุรกิจพลังงาน เพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและโซลูชันที่จะตอบรับ New Normal ของโลกพลังงานในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

คุณจรียา เชิดเกียรติศักดิ์ ผู้อำนวยการสายอาวุโส-ดิจิทัล บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บ้านปูฯ มุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาของเยาวชนผ่านโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมหลากหลายรูปแบบมาโดยตลอดด้วยความเชื่อว่า “พลังความรู้ คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา” ข้อตกลงความร่วมมือกับ ScII นับเป็นอีกก้าวสำคัญของบ้านปูฯ ในการเชื่อมโยงโลกยุค New Normal กับการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน โดยเฉพาะดิสรัปชันด้านพลังงานกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ด้วยองค์ความรู้และทรัพยากรของ ScII และบ้านปูฯ ที่เพียบพร้อมต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จและการเติบโตอย่างยั่งยืน เราเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้เน้นการสร้างคนรุ่นใหม่ที่จะกลายเป็นพลังที่แข็งแกร่งในอนาคตของประเทศไทยต่อไป”

“ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นหนึ่งในการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ของบ้านปูฯ ที่ต้องการเป็นบริษัทด้านพลังงานที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืน ด้วยการขับเคลื่อนธุรกิจให้สอดคล้องกับเทรนด์พลังงานรูปแบบใหม่ 3Ds นั่นก็คือ การกระจายตัวของแหล่งผลิตและจำหน่ายพลังงาน (Decentralization) การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าพลังงานลม (Decarbonization) และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลบริหารจัดการระบบพลังงาน (Digitalization) ผ่านกลยุทธ์ Greener & Smarter ที่ช่วยให้เรารับมือกับความเปลี่ยนแปลงและพาเราก้าวสู่ความสำเร็จที่แข็งแกร่งและมั่นคงยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าความร่วมมือกันในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในเชิงการพัฒนาทรัพยากรของประเทศ บ้านปูฯ จะได้รับมุมมองแนวคิดและนวัตกรรม ตลอดจนการคิดค้นโซลูชันด้านพลังงานที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ และรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานแบบครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้อย่างต่อเนื่อง”

รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย รองอธิการบดี ด้านการวางและกำหนดยุทธศาสตร์ นวัตกรรม และพันธกิจสากล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ทั้งสถาบันฯ และบ้านปูฯ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมในสถาบันการศึกษา ที่สามารถต่อยอดไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ สังคม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือระหว่าง 2 องค์กรและสังคมไทยโดยรวม จะเกิดขึ้นในรูปแบบของการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อเพื่อสนับสนุนการศึกษาของหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม ตั้งแต่เทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์ ไปจนถึง การแข่งขันในภาคพลังงาน การดูแลสุขภาวะ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากจะตรงกับวิสัยทัศน์ของบ้านปูฯ แล้ว ยังสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของสถาบันอีกด้วย”

“ภายใต้ความร่วมมือระหว่างบ้านปูฯ และ ScII ทั้ง 2 องค์กรจะร่วมแบ่งปันทรัพยากรด้านวิชาการ การฝึกอบรม และการฝึกงานของนิสิต ตลอดจนการประสานงานในกิจกรรมต่างๆ ด้วยความสนับสนุนจากบ้านปูฯ เพื่อสร้างนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบในรูปแบบที่มีความยั่งยืน โดยทางสถาบันฯ จะอุทิศทรัพยากรทั้งทางด้านวิชาการและทรัพยากรบุคลลเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมเหล่านี้ เรามุ่งหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างสรรค์โครงการใหม่ๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงสำหรับประเทศชาติได้ในอนาคต” รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐชา กล่าวเพิ่มเติม