ททท. ผนึกพันธมิตร เปิดเส้นทางมงคล “เที่ยวไทย 50 ชุมชน”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมวัฒนธรรมไทย–จีน รวมถึง โรงแรมในเครือ ฟอร์จูน กรุ๊ป บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เปิดโครงการ “Exclusive Trip 2 วัน 1 คืน กรุงเทพฯ – ชลบุรี” ภายใต้แนวคิด “เที่ยวไทย 50 ชุมชน ศาลเจ้าเก่า สุขใจเสริมมงคล ฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย–จีน 2568” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างการรับรู้ถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนพิธีเปิดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ โดยมี นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย อาจารย์คฑา ชินบัญชร ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย–จีน และพรีเซ็นเตอร์ “เที่ยวไทยรับพลังบวก” นายพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด ดร.สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย รวมถึงผู้แทนจากพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่มุ่งเชื่อมโยงความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวไทย ชาวจีน และชาวไทยเชื้อสายจีน ผ่านการเดินทางตามรอยศรัทธาในเส้นทางศาลเจ้าเก่า พร้อมเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนในมิติของวัฒนธรรม ความเชื่อ และอาหารท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์และรากเหง้าของสังคมไทย–จีนที่อยู่คู่กันมายาวนาน นอกจากนี้ โครงการยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ชุมชน และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพและรับผิดชอบต่อสังคม

โดย CP LAND ได้ร่วมผลักดันแนวทางนี้ผ่านเครือโรงแรมในเครือ ฟอร์จูน กรุ๊ป (Fortune Hotel Group) ที่ตั้งอยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ททท. และพันธมิตรเชื่อมั่นว่า “Exclusive Trip” ครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งโมเดลความร่วมมือที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในการเดินทางอย่างมีคุณค่า สร้างความสุขให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมและศรัทธาให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

“นิปปอนเพนต์” ร่วมมือ “ททท.” “กทม.” ส่งพลังแห่งสีผ่านผลงานศิลปะ 
เพิ่มชีวิตและเศรษฐกิจท่องเที่ยวย่าน “พาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง” 
ในเทศกาลดีวาลี “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025”

“นิปปอนเพนต์” จับมือกับ “ททท.” และ “กทม.” ร่วมสนับสนุนการจัดงานเทศกาลดีวาลีที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศอินเดียกับงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ส่งสีนวัตกรรมทาอาคารและสีจราจรเกรดคุณภาพร่วมรังสรรค์ “ผลงานศิลปะ” ที่ช่วยสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินเดียบนกำแพงและพื้นถนน (Art Wall และ Art Street) ถ่ายทอดผ่านแลนด์มาร์ก 8 จุดทั่วย่าน “พาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง” ใช้พลังแห่งสีสันเพิ่มชีวิตชีวาให้เมืองอย่างยั่งยืน สร้างความสวยงามและคุณภาพชีวิตแก่ผู้คนในชุมชน พร้อมผลักดันเศรษฐกิจท่องเที่ยวให้กับย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ 

คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย General Manager บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นิปปอนเพนต์ ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีนวัตกรรมและยั่งยืนยอดขายอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 4 ของโลก ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานเทศกาลดีวาลี “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ผ่านการสนับสนุนสีนวัตกรรมทาอาคารและสีจราจรเกรดคุณภาพสูงเพื่อนำไปใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนกำแพงและบนพื้นถนน (Art Wall และ Art Street) ทั้งหมด 8 จุดแลนด์มาร์กในย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง เพื่อให้สอดรับกับการจัดเทศกาลดีวาลีและยังช่วยฟื้นฟูความสวยงามให้กับย่านได้ในระยะยาว

สำหรับเทศกาล “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” เป็นกิจกรรมเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระหว่างวันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 บริเวณคลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด หรือ “ลิตเติ้ล อินเดีย” มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เทศกาลดีวาลี “เทศกาลแห่งแสงสว่าง” ตามประเพณีของชาวอินเดียที่มีมาอย่างยาวนาน กลายเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศ พร้อมเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างชนชาติ สร้างย่านดังกล่าวให้กลายเป็นแลนด์มาร์กวัฒนธรรมไทย-อินเดียแห่งแรกของไทย

2. Nippon Paint_Grand Diwali_0
10. Nippon Paint_Grand Diwali_0

นิปปอนเพนต์ จึงให้ความร่วมมือกับภาครัฐในส่วนสำคัญของเทศกาลผ่านการสนับสนุนสีสำหรับสร้างความสวยงามให้กับย่านคลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด เนรมิตแลนด์มาร์กงานศิลปะทั้งหมด 8 จุด แบ่งเป็นศิลปะบนกำแพง (Art Wall) 4 จุด ได้แก่ ตรอกทางเดินทะลุคลองโอ่งอ่าง, ผนังห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม, อาคาร 3 คูหาข้างห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม และ อาคารการไฟฟ้าเขตวัดเลียบ และศิลปะบนถนน (Art Street) 4 จุด ได้แก่ ถนนเชื่อมคลองโอ่งอ่าง, ทางม้าลายหน้าวัดซิกข์, ตรอกข้างห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม และ เส้นนำทางในตลาดพาหุรัด โดยผลงานศิลปะในจุดต่างๆ จะสะท้อนถึงวิถีชีวิตคนในย่านพาหุรัด เช่น การค้าขายผ้า ตลาดผ้า วัดซิกข์ เทศกาลดีวาลี รวมถึงลวดลายมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินเดีย เช่น ลายดอกไม้ ลายเรขาคณิต ลายผ้าอินเดีย ลายรังโกลี ฯลฯ

โดยนิปปอนเพนต์มีการสนับสนุนสีนวัตกรรมทั้งหมดรวม 4 ชนิดสำหรับกิจกรรมนี้ แบ่งเป็นสีนวัตกรรมทาอาคารเกรดอัลตร้าพรีเมียมเพื่อปรับใช้กับศิลปะบนกำแพง (Art Wall) ได้แก่ นิปปอนเพนต์ ควิก ซีลเลอร์ สีรองพื้นปูนอเนกประสงค์ เพิ่มความยึดเกาะดีเยี่ยม ไม่มีปัญหาสีลอกล่อน, นิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์ สีทาภายนอกเกรดอัลตร้าพรีเมียมสวยแกร่งยาวนาน 15 ปี+ และ นิปปอนเพนต์ อัลตร้า การ์ด นวัตกรรมฟิล์มใสปกป้องสีเพื่อให้สีบนอาคารทนทานยาวนานไม่ลอกล่อน 20 ปี+ ขณะที่ศิลปะบนถนน แบรนด์ได้ส่ง Nippon Paint Traffic Paint สีจราจรคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติให้สีชัดเจนและทนทานให้กับศิลปินได้ใช้งาน สีทั้งหมดถือเป็นสีนวัตกรรมคุณภาพสูงสุดที่นิปปอนเพนต์ตั้งใจคัดสรรเพื่อกิจกรรมครั้งนี้ โดยเล็งเห็นว่าความสวยงามสาธารณะควรคงอยู่คู่กับผู้คน ชุมชน สังคม และเมืองได้อย่างยั่งยืน

“กิจกรรมการสนับสนุนสีเพื่อนำไปสร้างผลงานศิลปะ เพิ่มชีวิตชีวาให้กับย่านชุมชนพาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวคิดและวิสัยทัศน์ของนิปปอนเพนต์ที่เชื่อว่า ‘พลังของสี’ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนไปจนถึงเมืองหรือระดับที่ใหญ่กว่านั้นได้ เนื่องจากสีบนผนังอาคารนั้นเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเมืองที่สวยงาม สร้างความปลอดภัยให้กับเมืองด้วยสภาวะแวดล้อมที่ดีขึ้น ทำให้เมืองน่าอยู่สำหรับผู้อยู่อาศัยในชุมชน และเป็นแรงดึงดูดให้คนนอกย่านหรือนักท่องเที่ยวสนใจเข้ามาเยี่ยมเยือน” คุณวัชระกล่าว

ทั้งนี้ โครงการเพื่อสังคม (CSR) ของนิปปอนเพนต์ทุกโครงการและจากทุกประเทศจะยึดแนวคิด “Colouring Lives” ซึ่งเป็นแนวคิดของแบรนด์ในระดับโลกที่มีหัวใจสำคัญ คือ โครงการเพื่อสังคมของนิปปอนเพนต์จะต้องสร้างผลกระทบเชิงบวก ‘ที่จับต้องได้จริง’ ให้กับชุมชน และมีความเชื่อมโยงกับแกนใดแกนหนึ่งจาก 3 แกน ได้แก่ Education (การศึกษา), Empowerment (การสร้างพลังให้ผู้คนและสังคม) และ Engagement (การมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง) ซึ่งกิจกรรมพลังแห่งสีที่ช่วยเนรมิตย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่างและงานเทศกาล Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 นับเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับชุมชน หรือ แกน Engagement ด้วยการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชน และสร้างโอกาสให้ย่านการค้าเก่าแก่นี้ได้ยกระดับเพื่อสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกช่องทางหนึ่งในการทำรายได้ให้กับชุมชน

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจชมผลงานศิลปะในย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่างที่ให้สีสันสดชัดด้วยคุณภาพของสีนวัตกรรมนิปปอนเพนต์ สามารถตามรอยเยี่ยมชมภายในพื้นที่และถ่ายรูปคู่กับแลนด์มาร์กใหม่ของลิตเติ้ล อินเดียทั้ง 8 จุดได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยมีความพิเศษในช่วงเทศกาล Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ในวันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 พื้นที่พาหุรัด-คลองโอ่งอ่างจะมีการประดับไฟอันวิจิตรที่น่าตื่นตาตื่นใจ ต้อนรับแสงใหม่ในชีวิตพร้อมเสริมความสำเร็จและโชคลาภตามความเชื่อของชาวอินเดียอีกด้วย

วธ. ททท. ร่วมกับ เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จัดงานไหว้พระจันทร์ 2568 โดยมี อ.คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยรับพลังบวก เที่ยวไทยสายศรัทธา นำไหว้พระจันทร์ พร้อมร่วมตัดขนมไหว้พระจันทร์ใหญ่ที่สุดในโลก ประจำปี 2568 ณ มณฑลพิธี มูลนิธิเทียนฟ้า กรุงเทพฯ

กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) และคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยจีน ร่วมกันจัดงานไหว้พระจันทร์ ประจำปี 2568 ในแนวคิดหลัก “The Princess from the Moon” เพื่อสานสัมพันธ์และเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2568 ณ มณฑลพิธี มูลนิธิเทียนฟ้า เยาวราช กรุงเทพฯ เป็นการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ และฤดูใบไม้ร่วงตามจันทรคติของจีน และยังเป็นช่วงเวลาตรงกับวันชาติจีน ในวันที่ 1 ตุลาคม ทั้งยังเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีและการท่องเที่ยวอีกด้วย 

คุณโชติกา อัครกิจโสภากุล ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ประเพณีไหว้พระจันทร์เป็นหนึ่งในประเพณีจีนที่คนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทยได้ปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนาน เป็นประเพณีที่สืบสานวัฒนธรรมอันดีงามด้านความสัมพันธ์ของครอบครัวจะได้อยู่กันพร้อมหน้า นอกจากวัฒนธรรมเรื่องการไหว้แล้วเราจะได้ชมความงดงามของประเพณีไหว้พระจันทร์อีกด้านหนึ่งคือ ศิลปะการทำขนมไหว้พระจันทร์ที่มีการพัฒนามาตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบันที่ มีความหลากหลายในรูปแบบ รสชาติและไส้ต่างๆ เพื่อตอบสนองคนรุ่นใหม่ รวมถึงลวดลายบนก้อนขนมที่สร้างอัตลักษณ์ ความสวยงาม อ่อนช้อย รวมถึงการอบและการเลือกสรรวัตถุดิบในการผลิตไส้และตัวขนมที่มีคุณภาพดีและหาได้ในพื้นถิ่นบ้านเรา เราจะได้เห็นถึงประเพณีและความงดงามในการจัดโต๊ะไหว้ กระทรวงวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนทุกท่าน เที่ยวไทยสายศรัทธาในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้

คุณณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า                การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในมิติพหุวัฒนธรรม เพื่อเพิ่มประสบการณ์การท่องเที่ยว ซึ่งประเพณีต่างๆ ของชาวจีนที่สืบต่อมาในประเทศไทยล้วนแต่มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น เทศกาลไหว้พระจันทร์มิใช่เพียงโอกาสการสืบสานประเพณี แต่ยังเป็นประเพณีแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวอันทรงคุณค่าผ่านเรื่องราวของเทศกาลวัฒนธรรมที่ทุกท่านจะได้รับความประทับใจกลับไป ภายใต้แนวคิด “สุขทันที         ที่เที่ยวไทย” ในโอกาสนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งเทศกาลไหว้พระจันทร์ หนึ่งในวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่สะท้อนถึงความรัก ความผูกพันในครอบครัว และการอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข มาร่วมเฉลิมฉลองท่ามกลางดวงจันทร์อันสว่างไสวและสร้างความทรงจำที่งดงามในเทศกาลไหว้พระจันทร์ ประจำปี 2568

120655_0
120647_0

คุณมณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอส แอนด์ พี มีความยินดีในการร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ ปี 2568 ด้วยขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับกว่า 30 ปี ด้วยความตระหนักถึงภารกิจของบริษัท ที่ไม่เพียงแต่นำเสนออาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพ มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคเท่านั้น เอส แอนด์ พี มีความใส่ใจในการพัฒนาสินค้าด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยกับฝีมือที่ประณีตทุกขั้นตอนและบริการที่ตอบสนองผู้บริโภคทุกเพศ ทุกวัย ด้วยความอบอุ่น ละเมียดละไม และอ่อนโยน แต่เปี่ยมไปด้วยความเข้มข้นของรสชาติและคุณภาพ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ภาคภูมิใจของเรา ในปี 2568 เอส แอนด์ พี นำเสนอขนมไหว้พระจันทร์ 3 คอลเลคชั่นใหม่ ได้แก่ S&P Moon Palace S&P Moon Princess และ S&p Moon Rabbit tale ด้วยรสชาติที่แปลกใหม่ หลากหลายทั้งแบบต้นตำรับดั้งเดิม และพิเศษในปี 2568 เอส แอนด์ พี จัดทำขนมไหว้พระจันทร์ไส้ทุเรียนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ เส้นผ่าศูนย์กลาง 111 เซนติเมตร น้ำหนักรวม 120 กิโลกรัม โดยใช้ทุเรียนหมอนทอง จำนวน 227 ลูก ที่ผ่านขั้นตอนการผลิตจากประสบการณ์ 30 ปีของเรา ในโอกาสนี้ จึงขอส่งความปรารถนาดีในเทศกาลไหว้พระจันทร์ ให้กับทุกท่าน ขอให้มีความรักมั่นคง เงินทองมั่งคั่ง ครอบครัวอบอุ่นและสุขภาพแข็งแรง

อ.คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยสายศรัทธา กระทรวงวัฒนธรรม เที่ยวไทยรับพลังบวก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และในนามคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย-จีน กล่าวถึงความพิเศษของเทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นความเชื่อของชาวจีนมายาวนานและเป็นประเพณีที่สำคัญรองจากเทศกาลตรุษจีน ชาวจีนเชื่อกันว่าการไหว้พระจันทร์       “จงชิวเจี๋ย” หมายถึง เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นช่วงเวลาที่พระจันทร์มีดวงกลมโตสวยงามและสว่างไสวที่สุด และเป็นช่วงเวลาเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวธัชพืช และระลึกถึงเจ้าหญิงฉางเอ๋อ เทพธิดาแห่งดวงจันทร์ตามตำนาน ผู้ที่เป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความเสียสละและความงามที่เป็นอมตะ บางตำนานเชื่อกันว่าเป็นวันเกิดของ      ผู้เฒ่าจันทรา เทพเจ้าแห่งความรักของชาวจีนอีกด้วย 

5 เคล็ดลับการไหว้พระจันทร์ 

  • ขนมไหว้พระจันทร์ที่มีทรงกลมตัวแทนของดวงจันทร์ หรือใช้ขนมทรงกลมอื่นๆ เช่น ขนมเปี๊ยะ ขนมโก๋ เป็นต้น 
  • กระดาษมงคล ภาษาจีนเรียกว่า โป๊ยเซียนเตี๋ย (八仙錠) รูปพระจันทร์ และ 8 เซียน เชื่อว่านำความโชคดีมาให้ 
  • ซุ้มโค้งต้นอ้อย และแขวนโคมแดง หรือหงเติงหลง (红灯笼) สัญลักษณ์มงคลสื่อถึงแสงสว่างและความโชคดี 
  • น้ำบริสุทธิ์ สะท้อนเงาจันทร์เพิ่มพลังจากแสงจันทร์ที่เปล่งประกาย 
  • ประเพณีไหว้พระจันทร์เป็นประเพณีหนึ่งเดียวที่ผู้ชายจะให้เกียรติผู้หญิงเป็นผู้นำไหว้ เพื่อรับพลังหยิน(อิม) ผู้หญิง ความงดงาม ความอุดมสมบูรณ์
  • เริ่มทำพิธีไหว้ในช่วงพระจันทร์ขึ้นหันหน้าทางทิศตะวันออก แล้วสวด “โอม จันทรา ศศิปประภา นะมาฮา” / “นะโม ไท้อิม ผู่สัก ม่อ ฮ่อ สัก”  / “นะโม ไท้อิม ผู่สัก เถี่ยง ตั่ง ไล้”  เอ่ยชื่อ  นามสกุล ถวายของไหว้ และขอพรตามที่ปรารถนา ให้สมาชิกในครอบครัว สุขภาพแข็งแรง  ร่มเย็นเป็นสุข สามัคคี รักใคร่กลมเกลียว คู่หนุ่มสาวขอพรให้มีความรักที่ยั่งยืน

ททท. ร่วมกับ พีที แมกซ์ การ์ด และพันธมิตรชวนเที่ยว 72 เส้นทางสายศรัทธา 55 เมืองรอง พร้อมมอบส่วนลดและของรางวัลสุดพิเศษ

วันที่ 12 มิถุนายน 2567 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ พีที แมกซ์ การ์ด โรงแรมในเครือฟอร์จูน และซิกท์ เร้น อะ คาร์ พร้อมด้วย อ.คฑา ชินบัญชร เปิดตัวโครงการ พีที แม็กซ์ การ์ด ท่องเที่ยว 72 เส้นทางสายศรัทธา 55 เมืองรอง ภายใต้แนวคิด ชวนคนไทยเที่ยวตามรอยเส้นทางสายศรัทธาที่ทรงคุณค่าในเมืองรอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยว เมืองรอง เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศกลับสู่เมืองรอง รวมถึงเพื่ออนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรม คตินิยม ให้คงอยู่เป็นสมบัติของท้องถิ่นและวิถีชุมชน พัฒนาวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมและที่สำคัญคือเพื่อกระตุ้นความคึกคักให้เมืองรองและการพัฒนาคุณภาพและบริการให้ได้มาตรฐานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยมีนางสาวสมฤดี จิตรจง รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ (ททท.) อ.คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด บริษัทในเครือพีทีจี นายไพสิฐ แก่นจันทน์ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจโรงแรม บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) และนายภูมน สมดี ผู้จัดการทั่วไป ซิกท์ เร้น อะ คาร์ ให้เกียรติร่วมงาน ณ สถานีบริการน้ำมัน Max Park Salaya เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร

นางสาวสมฤดี จิตรจง รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ (ททท.) กล่าวว่า จากแผนงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองที่รัฐบาล ให้ความสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมา ททท. ได้จัดทำโครงการร่วมกับพันธมิตรที่หลากหลาย ซึ่งครั้งนี้นับเป็นครั้งสำคัญในการทำงานร่วมกับ อ.คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์ ททท. และพีที แมกซ์ การ์ด โรงแรมในเครือฟอร์จูน และรถเช่า ซิกท์ เร้น อะ คาร์ ได้มาร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกิจกรรมส่งเสริมการตลาดซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่มีถึง 3 พันธมิตรที่สามารถส่งเสริมการนักท่องเที่ยวอย่างครบวงจร คือที่พักคุณภาพ รถเช่าขับท่องเที่ยวเกรดพรีเมี่ยมและปั๊มน้ำมันที่มีบริการครบสำหรับนักเดินทาง พร้อมกันร่วมมอบสิทธิพิเศษที่จะรองรับนักท่องเที่ยวได้ใน 55 เมืองรอง 72 เส้นทางสายศรัทธาตลอดระยะเวลาโครงการถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2567 ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นการขยายฐานตลาดและเพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวคุณภาพผ่าน touch point ต่างๆ ของพันธมิตร เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experience Tourism) แก่นักท่องเที่ยว ตลอดจนสามารถบอกเล่าเรื่องราว ส่งต่อประสบการณ์ ความประทับใจนี้ให้แก่ผู้อื่นผ่านสื่อโซเชียลของตนเองได้ต่อไป สำหรับจุดเด่นของโครงการนี้ คือ การเชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางใน 72 เส้นทางสายศรัทธา 55 เมืองรอง ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมวัด สถาปัตยกรรมและศิลปะของไทยผ่านวัดและโบราณสถานต่างๆ ได้กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระเถระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ เมืองรองของเรายังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติที่งดงามและอาหารที่มี อัตลักษณ์ท้องถิ่นอีกมากมายให้นักท่องเที่ยวได้ค้นหา ประสบการณ์ไปเมืองรองตามเส้นทางสายศรัทธาจะได้เติมเต็มความสุข อิ่มบุญ อิ่มท้อง สนุก ครบคุ้มอย่างแน่นอนและที่สำคัญให้เชิญชวนคนที่รักไปเที่ยวด้วยกัน

นายพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด บริษัทในเครือ พีทีจี ผู้ให้บริการบัตรสมาชิก PT Max Card กล่าวถึงความร่วมมือกับ ททท. เป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวในจังหวัดเมืองรองในช่วง Low Season อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมต่อมาตรการลดหย่อนภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองของรัฐบาลปัจจุบันมีฐานสมาชิก PT Max Card กว่า 22 ล้านรายออกเดินทางท่องเที่ยวไปกับโครงการ พีที แมกซ์ การ์ด ท่องเที่ยว 72 เส้นทางสายศรัทธา 55 เมืองรองทางบริษัทฯ ได้เตรียมรายการส่งเสริมการขาย “เที่ยวเมืองรอง รับ E-Stamp X2” สำหรับสมาชิก Max Card (ทุกประเภทบัตร) ซึ่งจากปกติสมาชิก จะได้รับ 1 ดวง/วัน พิเศษสำหรับสมาชิก Max Card ที่เข้าใช้บริการและสะสมแต้มที่สถานีบริการน้ำมันหรือร้านค้าในเครือ PT ที่จังหวัดเมืองรองตลอดระยะเวลาโปรโมชั่นจะได้รับ E-Stamp 2 ดวง/วัน โดยสมาชิกสามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ได้ 2 ช่องทาง ที่ Application Max Me และ USSD ระยะเวลาโปรโมชั่นตั้งแต่ 1 ก.ค. – 31 ส.ค. 67 โดย E-Stamp ที่ได้รับ สมาชิกสามารถสะสมและนำมาแลกเป็นของรางวัลต่างๆ ได้ใน Application Max Me

S__370868248
S__370868244

นายพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด บริษัทในเครือ พีทีจี ผู้ให้บริการบัตรสมาชิก PT Max Card กล่าวถึงความร่วมมือกับ ททท. เป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวในจังหวัดเมืองรองในช่วง Low Season อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมต่อมาตรการลดหย่อนภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองของรัฐบาลปัจจุบันมีฐานสมาชิก PT Max Card กว่า 22 ล้านรายออกเดินทางท่องเที่ยวไปกับโครงการ พีที แมกซ์ การ์ด ท่องเที่ยว 72 เส้นทางสายศรัทธา 55 เมืองรองทางบริษัทฯ ได้เตรียมรายการส่งเสริมการขาย “เที่ยวเมืองรอง รับ E-Stamp X2” สำหรับสมาชิก Max Card (ทุกประเภทบัตร) ซึ่งจากปกติสมาชิก จะได้รับ 1 ดวง/วัน พิเศษสำหรับสมาชิก Max Card ที่เข้าใช้บริการและสะสมแต้มที่สถานีบริการน้ำมันหรือร้านค้าในเครือ PT ที่จังหวัดเมืองรองตลอดระยะเวลาโปรโมชั่นจะได้รับ E-Stamp 2 ดวง/วัน โดยสมาชิกสามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ได้ 2 ช่องทาง ที่ Application Max Me และ USSD ระยะเวลาโปรโมชั่นตั้งแต่ 1 ก.ค. – 31 ส.ค. 67 โดย E-Stamp ที่ได้รับ สมาชิกสามารถสะสมและนำมาแลกเป็นของรางวัลต่างๆ ได้ใน Application Max Me

นายภูมน สมดี ผู้จัดการทั่วไป ซิกท์ เร้น อะ คาร์ กล่าวเสริมว่า ซิกท์ เร้นท์ อะ คาร์ ให้บริการรถเช่าทั่วไทยและทั่วโลก ยินดีให้บริการนักท่องเที่ยวร่วมกับโครงการ พีที แมกซ์ การ์ด ท่องเที่ยว 72 เส้นทางสายศรัทธา 55 เมืองรอง เพื่ออำนวยความสะดวกในการท่องเที่ยวให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเช่าขับเองหรือเช่าพร้อมคนขับลีมูซีน สามารถรับรถได้ที่สนามบินหรือเช่ารถขับจากกรุงเทพฯ เพื่อเดินทางแบบเป็นส่วนตัวกับครอบครัวหรือคนที่รักได้อย่างสะดวกด้วยรถยนต์คุณภาพระดับพรีเมี่ยมที่ให้คุณอุ่นใจในทุกการเดินทางโดยในช่วงเวลาโครงการวันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2567 ซิกท์ ได้มอบสิทธิพิเศษให้แก่นักท่องเที่ยว คือ ค่าบริการเช่ารถโตโยต้า ยาริส เริ่มต้นที่ 699 บาท/วัน ไม่รวมประกันชั้น 1 และภาษี และนักท่องเที่ยวที่มียอดค่าเช่าครบ 4,000 บาทขึ้นไป จะได้รับคูปองส่วนลด 300 บาท/สัญญา และเมื่อมียอดค่าเช่าครบ 5,000 บาทขึ้นไป จะได้รับคูปองส่วนลด 500 บาท/สัญญา พร้อมรับสิทธิ upgrade 1 level ลูกค้าสามารถรับส่วนลดได้ผ่าน พีที Redeem App Max Card

สุดท้าย อ.คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์ ททท. ได้กล่าวขอบคุณ ททท. ที่มอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินโครงการนี้ และขอขอบคุณพันธมิตรทุกท่านที่ให้การสนับสนุนเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยผ่านการท่องเที่ยวในโครงการนี้ ซึ่งจะได้ดำเนินการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ และขอเชิญชวนแฟนที่คุ้นเคยกับผมมานานมาร่วมเดินทางท่องเที่ยวตามรอยเส้นทางสายศรัทธา กับ อ.คฑา ชินบัญชร พร้อมร่วมสนุกและลุ้นรับรางวัลร่วมทริป exclusive ครั้งนี้ที่จังหวัดนครพนมซึ่งจะเดินทางในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ และยังมีของรางวัลจากพันธมิตรอีกมากมาย และที่สำคัญคือแผ่นบูชา ชิ นะ ปัญ ชะ เร ติ ที่ผมได้จัดทำขึ้นเป็นพิเศษและเป็น ครั้งแรกเพื่อมอบให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางภายใต้โครงการนี้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เพจ คฑา ชินบัญชร

ท่านที่สนใจสามารถสมัครสมาชิก PT Max Card ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่สถานีบริการน้ำมัน / LPG พีที ทุกสาขา และร้านค้าที่ร่วมรายการ, LINE Official Account : PT Station, แอพพลิเคชั่น Max Me , สามารถดูรายละเอียดของการสะสมและแลกคะแนน หรือติดตามทุกข่าวสารความเคลื่อนไหวและสิทธิประโยชน์เต็มแมกซ์ ได้ที่ https://www.facebook.com/ptstation หรือ PT Call Center 1614 กด 1 ทุกวัน 8.00-20.00 น.

ททท. เปิดตัวแคมเปญ “9 ที่เที่ยวฝนนี้…มีดีที่ตะวันออก” ส่งเสริมการท่องเที่ยวหน้าฝนในช่วง Green Season 9 จังหวัดภาคตะวันออก ณ วนอุทยานเขาอีโต้ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน 2567 นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วย นส.ศิรินุช สุทธิรัตน์ รอง ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก ททท. นายมรกต สุดดี ผู้อำนวยการกองตลาดภาคตะวันออก นส.อุไร มุกประดับทอง ผอ.ททท.สำนักงานพัทยา นายวัชรพล สารสอน ผอ.ททท.สำนักงานระยอง นายศักดิ์สกุล ศุภกฤตอนันต์ ผอ.ททท.สำนักงานจันทบุรี ว่าที่ ร.ต.กรกฏ โอภาส ผอ.ททท.สำนักงานตราด นายจิรศักดิ์ อ่วมอุไร ผอ.ททท.สำนักงานฉะเชิงเทรา นางวันดี เผื่อนอุดม ผอ.ททท.สำนักงานนครนายก พร้อมด้วย นายธีรวัฒน์ อ่อนสำลี ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินป่าไม้(วนอุทยานเขาอีโต้) นายธนาพงษ์ รักขนาม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปราจีนบุรี ผู้แทน นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมเปิดแคมเปญ“9 ที่เที่ยวฝนนี้…มีดีที่ตะวันออก” ณ วนอุทยานเขาอีโต้ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว 9 จังหวัดภาคตะวันออกในช่วงหน้าฝน หรือ Green Season อย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเปิดโปรโมชั่นพิเศษ “Super Deal”เพื่อสร้างบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวให้คึกคักในช่วงหน้าฝนตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก ททท. กล่าวว่าให้ข้อมูลว่า แคมเปญ “9 ที่เที่ยวฝนนี้…มีดีที่ตะวันออก” เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวในประเทศให้ออกไปสัมผัส ความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวไทยตลอดช่วงหน้าฝน หรือ Green Season นี้ เพื่อให้รายได้ทางการท่องเที่ยวในภาคตะวันออก เติบโตอย่างต่อเนื่องจากเดือนพฤษภาคมที่ประสบความสำเร็จจากแคมเปญ “อร่อยทุกไร่ชิมไปทุกสวน” โดยได้นำเสนอทั้งแหล่งท่องเที่ยวและโปรโมชั่นเสนอขายที่หลากหลายขึ้นให้ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม ครอบคลุมตามแนวคิด “คัลเลอร์ฟูลบูรพา” 

ทั้งนี้ ภูมิภาคภาคตะวันออกจะขอนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวที่มีความครอบคลุมผ่าน 4 จุดขายหลัก คือ “ยืนหนึ่งเรื่องกิน : สุดฟินเรื่องเที่ยว : เต็มเหนี่ยวเที่ยวสายศรัทธา (สายมู) : เรียนรู้เรื่องรักษ์” ของทั้ง 9 จังหวัด โดยรวบรวมมาเป็น “Green Season 9 สถานที่ 9 จังหวัดภาคตะวันออก” ที่มีทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ทะเลหมอกหน้าฝน สวนผลไม้ โรงแรมที่พักรีสอร์ท สนามกอล์ฟ แหล่งท่องเที่ยวเชิงบันเทิง อาหาร วัฒนธรรม กิจกรรมแอดเวนเจอร์ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ เพื่อสร้างบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวไปยังภาคตะวันออกให้คึกคักรับความชุ่มฉ่ำของหน้าฝน อีกทั้งในเร็ว ๆ นี้ ททท. ยังเตรียมเสนอโปรโมชั่นสุดพิเศษ “Super Deal” เพื่อส่งเสริมการขายในพื้นที่ภาคตะวันออกทั้ง 9 จังหวัด ในราคาสุดคุ้มให้นักท่องเที่ยวได้มีทางเลือกที่ตามมาอีกหลากหลาย เตรียมพบกันได้ที่ “งานไทยเที่ยวไทย” วันที่ 27 – 30 มิถุนายน 2567 เวลา 10.00 น. – 21.00 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage: เที่ยวตะวันออก และ เพจ.แต่ละสำนักงาน ททท.ภาคตะวัน https://www.facebook.com/traveleastthailand หรือ TAT Contact Center โทร. 1672

สรุป เส้นทางสายศรัทธา สักการะ
"๑๑๗ เกจิอาจารย์สังขารเหนือกาลเวลา" ๑๗ จังหวัด ภาคกลาง

ททท. ภูมิภาคภาคกลาง ได้จัดกิจกรรม สายศรัทธาสักการะ “๑๑๗ เกจิอาจารย์สังขารเหนือกาลเวลา” ๑๗ จังหวัด ภาคกลาง”  เพื่อเป็นการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวที่ในช่วงวันสงกรานต์ เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันปีใหม่ของไทย และเป็นวันครอบครัวซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ นิยมเดินทางกลับบ้านเล่นน้ำ ไปทำบุญไหว้พระเพื่อเป็นศิริมงคล ซึ่งนอกจากนี้ ใน ปี 2567 ทางยูเนสโก ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้ “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นรายการในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขอมนุษยชาติ โดยทางรัฐบาลได้กำหนดจัดงานเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1-21 เมษายน 2567   

โดย ให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปสักการะเกจิอาจารย์ สแกน QR Code ลงทะเบียน รับ “ภาพที่ระลึกมหามงคล”  ผ่านพิธีเมตตาอธิฐานจิตจาก ๑๐ พระเกจิอาจารย์ดังยุคปัจจุบัน 1. หลวงปู่สมบุญ  วัดลำพันบอง จ. สุพรรณบุรี 2. หลวงปู่แผ้ว วัดรางหมัน จ. นครปฐม    3.หลวงปู่นนท์  วัดเขาพรานธูป จ. ประจวบคีรีขันธ์ 4. หลวงพ่อแถม วัดช้างแทงกระจาด จ. เพชรบุรี 5. หลวงพ่อแม้น วัดหน้าต่างนอก จ. พระนครศรีอยุธยา 6. หลวงพ่อสารันต์ วัดดงน้อย จ. ลพบุรี 7. หลวงพ่อจักษ์  วัดชุ้ง จ. สระบุรี 8. หลวงพ่อวราห์  วัดโพธิ์ทองกรุงเทพฯ 9. หลวงปู่ฤาษีตาไฟ  วัดเทพหิรัญย์ จ. ชัยนาท 10. หลวงพ่อมั่น วัดชะอำคีรี  จ. เพชรบุรี ณ จุดจำหน่ายวัตถุมงคลในวัด ที่รวมกิจกรรม  ซึ่งภาพที่ระลึกมหามงคลจะมีรูปและข้อมูลของเกจิทั้งอาจารย์ครบทั้ง 117 ภาพ นอกจากนี้  ททท. ภาคกลาง ยังจัดทำ EBOOK รูปภาพ และประวัติ ๑๑๗ เกจิอาจารย์สังขารเหนือกาลเวลา สแกนเก็บไว้ เป็นที่ ระลึก

หลวงพ่อมั่น 56 วัดชะอำคีรี 

หลวงปู่ฤาษีตาไฟ 60    วัดเทพหิรัญย์ 

หลวงพ่อวราห์  62 วัดโพธิ์ทอง

หลวงพ่อจักษ์   69    วัดชุ้ง

หลวงพ่อสารันต์ 77 วัดดงน้อย

หลวงพ่อแม้น    79    วัดหน้าต่างนอก   

หลวงพ่อแถม 81  วัดช้างแทงกระจาด

หลวงปู่นนท์ 93  วัดเขาพรานธูป

หลวงปู่สมบุญ 101   วัดลำพันบอง

หลวงปู่แผ้ว 101  วัดรางหมัน

ช่วงต้นปีที่ผ่านมาวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนในประเทศไทย การเดินทางท่องเที่ยวเองก็เป็นหนึ่งในส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ แม้ว่ากลางปีนี้เมื่อมีการร่วมมือของทุกฝ่ายในการป้องกันอย่างเข้มงวดทำให้สภาวการณ์เริ่มดีขึ้นบ้าง ซึ่งทำให้ภาคการท่องเที่ยวมีการตื่นตัว ประกอบกับนโยบายผลักดันจากภาครัฐทำให้เริ่มมีการเดินทางท่องเที่ยวอีกครั้ง และเพื่อเป็นการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยกว้างอีกช่องทางหนึ่ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงมีเร่งดำเนินการแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในทุกมิติ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเยียวยาสภาพเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวในเร็ววัน

แผนหนึ่งของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็คือเร่งผลักดันจัดโครงการ “เที่ยววัดใกล้กรุง สะสมแต้มบุญอิ่มใจ” โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเชิญชวนนักท่องเที่ยวคนไทย ออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายให้เกิดขึ้น มุ่งเน้นไปที่วัดโบราณในตำนานและพระพุทธรูปที่มีประวัติความเป็นมาแต่ครั้งอดีต รวมทั้งที่มีความสวยงามและยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวมากนัก

ทั้งยังเน้นถึงการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมในภูมิภาคภาคกลาง ซึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์

กลิ่นอายของตำนาน มีวัดวาอารามที่สวยงามมากมาย ทั้งของดั้งเดิมมาแต่โบราณ และวัดที่ถูกสร้างใหม่หรือมีขนาดใหญ่โต โดยจะเป็นจุดหมายปลายทางใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวที่น่าไปเยี่ยมชมอย่างยิ่ง สำหรับการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้จะช่วยส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว รวมทั้งก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ โดยโครงการเที่ยววัดใกล้กรุง สะสมแต้มบุญอิ่มใจนี้ จะมีด้วยกัน 10 เส้นทาง ดังนี้ เส้นทางพระนครศรีอยุธยา, กาญจนบุรี, ลพบุรี, สิงห์บุรี, สระบุรี, ชัยนาท, อ่างทอง, สมุทรสงคราม, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร

ศุกร์ที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา เป็นการเริ่มต้นสตาร์ตโครงการ โดยจัดเส้นทางทริปทดลอง “จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” ขึ้น ก่อนจะมีการนำเส้นทางนี้ไปขายแก่ลูกค้าจริง โดยมีสื่อมวลชนตลอดจนดาราและเซเลบร่วมเดินทางไปด้วย สร้างความน่าสนใจให้แก่การท่องเที่ยวไม่เบาเลยทีเดียว

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในแง่ของการท่องเที่ยวแล้วไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นอดีตราชธานีเก่าแก่ที่แฝงไปด้วยมนต์เสน่ห์ของเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในอิฐแทบทุกก้อน อีกทั้งยังเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่อุดมสมบูรณ์หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้น “อยุธยา” จึงดึงดูดผู้คนให้มาเยี่ยมเยือนได้อย่างไม่ขาดสายในทุกยุคสมัย จนเกิดคำพูดที่ว่า “ไปอยุธยา 100 ครั้งก็ยังไม่ซ้ำแบบเดิมๆ” หมายความว่าหากใครไปเที่ยวอยุธยา 100 ครั้ง คนคนนั้นก็จะได้เรื่องราวใหม่ๆ กลับมาทุกครั้งไม่ซ้ำกันเลย โครงการเที่ยววัดใกล้กรุง สะสมแต้มบุญอิ่มใจจึงเป็น “มิติใหม่” อีกหนึ่งการเดินทางไปเที่ยวพระนครศรีอยุธยา

วัดนิเวศธรรมประวัติงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิค

จุดแรกที่กลุ่มทดลองโครงการไปเยือนคือ “วัดนิเวศธรรมประวัติ” วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตรงข้ามของพระราชวังบางปะอิน โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โปรดฯให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2419 เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับยังพระราชวังแห่งนี้ จุดเด่นที่สุดของวัดนี้คือพระอุโบสถของวัดที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบโกธิคทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลีชื่อ โยอาคิม กราซี (Joachim Grassi) โดยมีพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ใช้สถาปัตยกรรมแบบโบสถ์ฝรั่งว่า…

“ซึ่งทรงพระราชดำริให้สร้างโดยแบบอย่างเปนของชาวต่างประเทศ ดังนี้ ใช่จะมีพระราชหฤไทยเลื่อมไสนับถือสาสนาอื่นนอกจากพุทธสาสนั้นหามิได้ พระราชดำริในพระราชประสงค์ จะทรงบูชาพระพุทธสาสนาด้วยของแปลกประหลาดแลเพื่อจะให้อาณาประชาราษฎรทั้งปวงชมเล่นเปนของประหลาด ไม่เคยมีในพระอารามอื่น แลเปนของมั่นคงถาวร ภอสมควร เปนพระอารามในหัวเมือง..”

เมื่อเข้าไปด้านในพระอุโบสถประดิษฐาน “พระพุทธนฤมลธรรโมภาส” พระพุทธรูปประธานที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการเป็นผู้ออกแบบ ปั้นหุ่น และหล่อขึ้นใน พ.ศ.2420 ถือเป็นผลงานชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของพระองค์ท่าน โดยพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปแบบกึ่งสมจริง ที่พระเศียรไม่มีอุษณีษะและจีวรมีริ้วยับย่นอย่างสมจริง

ขนาบสองฝั่งด้วยพระอัครสาวก “พระสารีบุตร” และ “พระโมคคัลลานะ” สำหรับไฮไลต์ของพระอุโบสถหลังนี้ยังมีกระจกสีที่ทำเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ หรือภาพเหมือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ฉลองพระองค์ครุยประทับนั่งบนบัลลังก์ โดยด้านล่างมีจารึกระบุว่า “Chulaloncorn Rex Siamensis” แปลว่า “จุฬาลงกรณ์ กษัตริย์สยาม” หากไปเยือนวัดแห่งนี้ห้ามพลาดความงามของพระอุโบสถอย่างเด็ดขาด

จากพระอุโบสถวัดนิเวศธรรมประวัติเดินทางต่อไปยัง “วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร” หรือ “วัดหน้าพระเมรุ” ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองสระบัว ทางด้านเหนือของคูเมือง (แม่น้ำลพบุรีเก่า) ตรงข้ามกับพระราชวังหลวงของอยุธยา หรืออุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยานั่นเอง วัดแห่งนี้ถึงแม้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างในสมัยใด แต่ก็มีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญถึง 2 ครั้งด้วยกัน หนึ่ง-เป็นสถานที่ตั้งพลับพลาสำหรับเป็นที่เสด็จมาทรงทำสัญญาสงบศึก ระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและพระเจ้าบุเรงนอง ในคราวสงครามช้างเผือก บริเวณระหว่างวัดแห่งนี้กับวัดหัสดาวาส สอง-เป็นจุดตั้งทัพหลวงของกองทัพพระเจ้าอลองพญานั่นเอง ที่สำคัญคือวัดแห่งนี้เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกกองทัพพม่าทำลาย จึงยังคงสภาพที่งดงาม และถือเป็นแหล่งเรียนรู้งานศิลปกรรมสมัยอยุธยาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง

ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน “พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ” พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ขนาดใหญ่ที่สุดในศิลปะอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ตามคติความเชื่อในพุทธประวัติ ตอนพระพุทธเจ้าทรงทรมานพญามหาชมพู ซึ่งในเชิงงานช่างแล้วมีการสันนิษฐานว่าคงพัฒนามาจากการทำพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อยในสมัยอยุธยาตอนกลาง โดยมีลักษณะอันโดดเด่นคือการทรงเครื่องต้นอย่างพระจักรพรรดิราช อันประกอบด้วย พระมหามงกุฎ กุณฑล กรองศอ สังวาลขนาดใหญ่ไขว้กันระหว่างพระอุระ ทั้งยังทรงพาหุรัด ทองพระกร และทองพระบาท

ด้านข้างพระอุโบสถยังมี พระวิหารเขียน หรือวิหารน้อย ซึ่งประดิษฐาน “พระคันธารราฐ” พระพุทธรูปศิลาเขียว ศิลปะทวารวดี ประทับนั่งห้อยพระบาท แต่เดิมพระพุทธรูปองค์นี้เคยประดิษฐานอยู่ที่วัดมหาธาตุ ในเกาะเมืองอยุธยามาก่อน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้โปรดเกล้าฯให้ พระยาไชยวิชิต (เผือก) ผู้รักษาพระนครศรีอยุธยาในขณะนั้น เป็นแม่กองบูรณปฏิสังขรณ์วัดมหาธาตุ จึงได้ขุดพบพระพุทธรูปองค์นี้ แล้วมีการเคลื่อนย้ายอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุมาจนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ที่ได้เรียนรู้กันแล้ว สิ่งที่ต้องไปชมให้ได้คือความงดงามของพระทรงเครื่อง พระพุทธนิมิตวิชิตมารฯ และพระคันธารราฐ ศิลปะทวารวดี

วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร

หลังจากได้รับความรู้ทางประวัติศาสตร์กันแล้ว ก็ได้เวลาล่องเรือชมความงามของสองฝั่งเเม่น้ำน้อย ซึ่งแม่น้ำสายนี้เป็นลำน้ำสาขาแยกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแม่น้ำสายเล็กๆ ที่เงียบสงบ แต่มากล้นด้วยมนต์เสน่ห์ของวิถีไทย ไหลผ่านอำเภอบางระจัน, อำเภอค่ายบางระจัน และอำเภอท่าช้าง จ.สิงห์บุรี ไหลผ่านอ่างทอง-พระนครศรีอยุธยา แล้วไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งที่พระนครศรีอยุธยา ถือเป็นเส้นทางแห่งวิถีชีวิตและการคมนาคมมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากในอดีตนั้นการเดินทางด้วยเรือเป็นหัวใจที่สำคัญไม่แพ้การใช้รถใช้ถนนในปัจจุบัน ตลอดสองฝั่งของแม่น้ำน้อยรายล้อมไปด้วยธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวบ้าน ที่ต่างยังคงผูกพันกับแม่น้ำสายนี้ทั้งในการอุปโภคและกสิกรรม

แม่น้ำน้อยอันเงียบสงบเปี่ยมด้วยเสน่ห์วิถีไทย
กลุ่มsilver ages ชวนเที่ยวสะสมแต้มบุญ

เรือมาตามเส้นทางแม่น้ำน้อยกระทั่งมาจอดที่ “วัดบางนมโค” เป็นวัดราษฎร์ที่เก่าแก่มีอายุมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในอดีต พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) ที่รู้จักกันในนาม “หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค” พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเมืองไทย และเป็นที่เคารพนับถือของคนในเขตอำเภอเสนาและใกล้เคียง เพราะท่านได้ช่วยเหลือชาวบ้านในด้านการรักษาอาการป่วยไข้ต่างๆ จนชาวบ้านขนานนามท่านว่า “พระหมอหลวงพ่อปาน” พระเครื่องของท่านยังเป็นต้นตำรับพระเครื่องดินเผาที่ปัจจุบันมีราคาสูงมาก ทั้งยังหายากและเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสม

พระเครื่อง รวมทั้งผ้ายันต์เกราะเพชรและพระคาถาปัจเจกโพธิสัตว์คนทั้งหลายต่างแสวงหามาครอบครอง คณะทั้งหมดร่วมกันทำบุญปิดทองไหว้พระ เพื่อสะสมแต้มบุญอีกครั้งด้วยความอิ่มเอมใจ

พระนครศรีอยุธยาอาจจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวในดวงใจของใครหลายๆ คน ททท.จึงนับเป็น 1 ใน 10 ของเส้นทางในโครงการยลวัดใกล้กรุง สะสมแต้มบุญอิ่มใจ เพื่อสร้างมิติใหม่ทางการท่องเที่ยวโดยใช้เรื่องราวของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้นๆ สอดคล้องกับนิสัยใจคอของคนไทยที่ใจบุญสุนทานชื่นชอบการทำบุญ การท่องเที่ยวลักษณะนี้จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของ ททท.เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้

จะอย่างไรก็แล้วแต่ เราท่านทั้งหลายก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “พระนครศรีอยุธยา” ไปเที่ยวเมื่อไหร่ก็ไม่เคยเบื่อเลย!!

ที่มา : มติชนออนไลน์

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าเชิงรุกฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภายในประเทศทุกมิติ ภายหลังเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ COVID–19  จึงดำเนินกิจกรรมกระตุ้นการเดินทาง ท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ภายใต้ชื่อ “ 10 เส้นทาง เที่ยววัดใกล้กรุง สะสมแต้มบุญอิ่มใจ”       ระหว่างเดือนกันยายน – ตุลาคม 2563 ซึ่งมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการทำบุญ ไหว้พระ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมสร้างมงคลชีวิตและมีการจัดทริป นำร่องจำนวนสองเส้นทาง โดยเชิญเหล่าศิลปิน ดารา ผู้สื่อข่าว ร่วมออก เดินทางไปประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนา และแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ได้แก่ เส้นทางจังหวัด พระนครศรีอยุธยา และเส้นทางจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้รับเกียรติจากโดยมีคุณ ครีม เปรมสินี รัตนโสภา นักแสดง ชื่อดังร่วมทริปทำบุญ ณ วัดนิเวศธรรมประวัติ , วัดหน้าพระเมรุ รวมทั้งล่องเรือโบราณสองฝั่งชมแม่น้ำน้อยจาก สุริยันจันทรา เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ More Legacy ว่าภาคกลางมีความโดดเด่นเรื่องสายน้ำ 

นายอภิชัย  ฉัตรเฉลิมกิจ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า       “ททท. เล็งเห็นว่าการท่องเที่ยวเชิงศาสนา อาทิ การไหว้พระ ทำบุญ สามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้ที่ได้รับ ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ให้กลับมามีกำลังใจลุกขึ้นสู้ ที่สำคัญการกระตุ้นการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวยังสามารถกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ได้อย่างดียิ่ง โดย ททท. ได้ให้ความสำคัญการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่โดยเน้นเชิงคุณภาพ ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรม  ซึ่งภูมิภาคภาคกลางมีแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาประเภทวัดที่สะท้อนวัฒนธรรม คติ ความเชื่อ  ผ่านตำนานเลื่องเล่า และศิลปะทางสถาปัตยกรรมที่สวยงามจำนวนมาก ได้แก่ วัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, กาญจนบุรี, ลพบุรี, สิงห์บุรี, สระบุรี, ชัยนาท, อ่างทอง, สมุทรสงคราม, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร”

ทั้งนี้ ททท. ได้ร่วมกับพันธมิตรเสนอขายแพ็คเกจท่องเที่ยวดังกล่าวทางช่องทางออนไลน์ เพื่อเข้าถึง นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ และพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่นิยมใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น ผ่านช่องทาง Instagram และ Facebook ของ Merit Explorer จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ,กาญจนบุรี, เพชรบุรี, ราชบุรี และ สมุทรสาคร และช่องทาง IG/FB ของ Matichon Academy  จำนวน 5 จังหวัด และช่องทาง ช่องทาง Instagram และ Facebook ของ Matichon Academy  จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสิงห์บุรี, อ่างทอง, ชัยนาท, ลพบุรี และ สระบุรี 

ตัวอย่างวัดในเส้นทางของโครงการ เส้นทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

1. วัดนิเวศธรรมประวัติ  วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร ตั้งอยู่บนเกาะลอย กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลบ้านเลน  อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้สร้างขึ้น เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับ บำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อครั้งเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังบางปะอิน  เป็นวัดพุทธเพียง แห่งเดียวในประเทศไทยที่สร้างในสถาปัตยกรรมโกธิค ถอดแบบจากโบสถ์คริตศาสนา

2.วัดบางนมโค วัดบางนมโค ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า วัดนี้ถูกสร้างขึ้นปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ในเหตุการณ์ คราวเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 กองทัพพม่าได้มาตั้งค่ายล้อมกรุงอยู่โดยรอบ และทำการกวาดต้อนวัวควาย ไปเป็นเสบียงเสียจนเกือบจะหมดสิ้น ชาวบ้านจึงเรียกชุมชนนี้ว่า ล้างนมโค ต่อมาแผลงเป็นบางนมโค วัดบางนมโคจึงทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ด้วยความเมตตาของหลวงพ่อปาน โสนันโส พระสงฆ์ผู้มี ความรู้รอบด้านอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่พระธรรม กัมมัฏฐาน การแพทย์แผนโบราณ การสร้างพระ วัดบางนมโคแห่งนี้จึงได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ เป็นอีกหนึ่งวัดที่มีเรื่องเล่า และมีภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปนรก และสวรรค์ที่สวยงาม เพื่อเตือนใจพุทธศาสนิกชนซึ่งเป็น Unseen ที่ห้ามพลาด

3. วัดหน้าพระเมรุ หรือ วัดพระเมรุราชิการามวรวิหาร วัดหน้าพระเมรุ หรือ วัดพระเมรุราชิการามวรวิหาร ตั้งอยู่ที่อ าเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด พระนครศรีอยุธยามีชื่อเดิมว่า “วัดพระเมรุราชการาม”  แต่ประชาชนส่วนมากนิยมเรียกกันว่า “วัดหน้า พระเมรุ”วัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย  ด้วยบุญญาธิการอันศักดิ์สิทธิ์ แห่งหลวงพ่อพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ พระประธานในอุโบสถ จึงทำให้กรุงศรีอยุธยารอดพ้นจากข้าศึกตลอดมา ควรที่จะมาชมพระบารมีซึ่งยังมีพระลักษณะคงสภาพเดิมอยู่ทุกส่วน ด้วยเหตุนี้เอง วัดหน้าพระเมรุ จึงมีความสมบูรณ์ที่สุดเมื่อเทียบกับวัดอื่นๆในอยุธยา เมื่อครั้งเสียกรุง ได้ถูกกองทัพพม่าเผาทำลายเหลือซากให้เราเห็น แต่วัดหน้าพระเมรุ ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามจนปัจจุบัน 

เส้นทางจังหวัดกาญจนบุรี

4. วัดไชยชุมพลชนะสงคราม วัดไชยชุมพลชนะสงคราม หรือวัดใต้ เป็นพระอารามหลวง เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอน ตั้งอยู่บนเส้นทางการเดินทัพไทย-พม่า จังหวัดกาญจนบุรี  จุดเด่นของวัด คือ “เรือเทวดา” เคยเป็นที่ตั้งของเมรุเผาสรีระสังขารของอดีตเจ้าอาวาส ที่ถูกสร้างขึ้นตามคติความเชื่อเป็น รูปเทวดาทรงม้าอยู่ภายหน้ามณฑป เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ทางวัดยังคงอนุรักษ์ไว้ ให้เหล่า นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชม 5. วัดเขาสูงแจ่มฟ้า วัดเขาสูงแจ่มฟ้า วัดที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม สามารถมองกาญจนบุรีจากมุมสูงได้ โดยรอบ เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์ดำปฏิหาริย์ พระประธาน พระพุทธไสยาสน์ พระนอน องค์ใหญ่ หลวงปู่ทวด พระพิฆเนศวร และ พระโพธิสัตว์กวนอิม มีประชาชนมีประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เข้ามากราบไหว้ สักการะบูชา อย่างเนืองแน่นตลอดทุกวัน

นอกจากนี้ยังมีวัดใกล้กรุง ให้เราได้อิ่มบุญอิ่มใจ ในเส้นทางจังหวัดอื่นๆ เช่น  – เส้นทางจังหวัดชัยนาท : วัดไกลกังวล, วัดพระแก้ว, วัดป่าสัก – เส้นทางจังหวัดลพบุรี  : วัดถ้ำเขาปรางค์, วัดกริ่นกฐิน, วัดห้วยเเก้ว – เส้นทางจังหวัดสระบุรี : วัดป่าสว่างบุญ – เส้นทางจังหวัดอ่างทอง : วัดป่าโมกวรวิหาร, วัดท่าสุทธาวาส, วัดม่วง – เส้นทางจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร : วัดธรรมจริยาภิรมย์, วัดบางกุ้ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยขอเชิญชวนทุกท่านออกเดินทางท่องเที่ยว ตามแคมเปญ “10 เส้นทาง เที่ยววัดใกล้กรุง สะสมแต้มบุญอิ่มใจ” โดยสามารถสามารถสอบถามรายละเอียดแพ็คเกจทัวร์ราคาพิเศษ เพิ่มเติม ได้ที่ Merit Explorer เบอร์โทรศัพท์ 084-536-6456, แอดไลน์ @meritexplorer, Facebook : meritexplorer

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนแก่ทุกภาคทั่วประเทศ จึงสนับสนุนการจัดงาน “ยลเมืองศิลป์ กินของหรอย จังหวัดกระบี่” ซึ่ง ททท. ได้ร่วมบูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดกระบี่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกระบี่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกระบี่ หอการค้าจังหวัดกระบี่ และหลายภาคส่วนในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย เพื่อจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านงานศิลปะและอาหารพื้นถิ่น และยังต้องเป็นกิจกรรมที่ให้ความสำคัญต่อมาตรการ New Normal ซึ่งงานจะจัดขึ้นวันที่ 26 – 30 สิงหาคม 2563 นี้ ณ ลานปูดำ อ.เมือง จ.กระบี่

โดยมีวัตถุประสงค์ของการร่วมจัดงานนี้ว่า เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเกิดการเดินทางท่องเที่ยว โดยคำนึงถึงมาตรการต่าง ๆ ในการสร้างความมั่นใจให้คนไทยพร้อมปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ และการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป หรือ New Normal ท่องเที่ยวแบบสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ใช้เจลล้างมืออย่างสม่ำเสมอ และสแกน QR Code ไทยชนะ เช็คอิน เช็คเอ้าท์อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การจัดกิจกรรมจะทำให้ชุมชนภายในจังหวัดกลับมามีรายได้ และทำให้เศรษฐกิจในประเทศหมุนเวียนต่อไป

จุดเด่นของงาน“ยลเมืองศิลป์ กินของหรอย จังหวัดกระบี่” คือ งานแสดงศิลปะร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกระบี่ และศิลปะในรูปแบบ Street Art ของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ การออกบูธของร้านอาหารชั้นนำ ร้านอาหารอินเตอร์เนชั่นแนลที่นำวัตถุดิบพื้นถิ่นมาปรุงอาหาร อาหารฮาลาล จนถึงอาหารจากเชฟโรงแรมชื่อดัง อาหารทะเลซีฟู้ดจากแพ และกระชังในท้องทะเลอันดามัน ให้นักท่องเที่ยวเลือกช้อป เลือกชิม โดยปรุงสดใหม่ และยังมีสินค้าอุปโภค บริโภค จากบูธของ สสว. รวมทั้งงานศิลปะและอาหารทั้งหมดราว 100 บูธ ที่ผู้ประกอบการอาหาร การท่องเที่ยว และที่พักจะมีรายได้หมุนเวียนเพิ่มขึ้น โดยจังหวัดกระบี่ยังมีจุดแข็ง เรื่องความปลอดภัยเคร่งครัดการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด -19 และยุทธศาสตร์งดการใช้โฟมเด็ดขาด ตามยุทธศาสตร์จังหวัด Krabi Goes Green จะเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจของลูกค้าสายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี

และยังมีการแสดงไฮไลท์ ชื่อ“Light up Your Life” การแสดงบอลลูนไลท์แอนด์ซาวน์ เป็นโชว์บอลลูนลอยน้ำเปลี่ยนสีได้ และน้ำพุกลางน้ำบรรยากาศเขาขนาบน้ำ ประกอบดนตรี สื่อถึงการให้กำลังใจ ปลุกไฟในตัวให้พร้อมก้าวไปข้างหน้าต่อไปข้างหน้าในวิถีใหม่ พร้อมชมมินิคอนเสิร์ต New Normal จากศิลปินดัง อาทิ “นิว – จิ๋ว” “Getsunova” และ “แอ็ค โชคชัย

ผู้ชนะ The Golden Song season 1 งาน “ยลเมืองศิลป์ กินของหรอย จังหวัดกระบี่” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2563 ณ ลานปูดำ ถนนริมเขื่อน อ.เมือง จ.กระบี่ ผู้ร่วมงานทั้งหมดต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิดเท่านั้น

นอกจากนี้ ททท. ยังมอบคูปองเงินสดมูลค่า 100 บาท เพื่อจับจ่ายใช้สอยในงาน ให้แก่นักท่องเที่ยวที่ใช้บริการที่พัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวที่ใช้สิทธิ์ “เราเที่ยวด้วยกัน” จะได้รับสิทธิ์ 3 ชั้น คือส่วนลดที่พัก 40% สิทธิ์ที่ 2 รับคูปองมูลค่า 600 บาทต่อวัน ใช้เป็นส่วนลดค่าอาหารและค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่วมโครงการ โดยชำระเพียง 60% อีก 40% ตัดจากคูปองเมื่อเช็คอิน สิทธิ์ที่ 3 คืนเงินค่าตั๋วเครื่องบิน 40% แต่ไม่เกิน 1,000 บาท เงื่อนไขโปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซด์ “เราเที่ยวด้วยกัน” ซึ่งคาดว่า “งานนี้จะทำให้ประชาชนในพื้นที่ออกมาค้าขาย และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทย ทำให้การท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่กลับมาคึกคักอีกครั้ง”

สมาธิที่จดจ่ออยู่กับการ Workshop ทำขนมทองเอกและขนมเสน่ห์จันทร์ กับใบหน้าเปื้อนยิ้มของเด็กๆ โดยมีคุณพ่อคุณแม่ช่วยแนะนำดูแลอยู่ข้างๆ ทำให้หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โฮมสเตย์ไทรน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา มีชีวิตชีวาขึ้นทันตา

เป็นกิจกรรมดีดี ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ภูมิภาคภาคกลาง จัดขึ้น ในโครงการ “เรียนนอกห้อง ท่องชุมชน” เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2563 โดยมีอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง ททท.เป็นประธานเปิดโครงการฯ

ร่วมด้วย ภานุชนาถ ทองเจือ ผู้จัดการโรงเรียนอนุบาลปรางทิพย์และปรางทิพย์เดย์แคร์ อติกานต์ ชัยพิพัฒน์กุล ผู้อำนวยการสถาบันสอนภาษาไอจีเนียสคิดส์ ไอคอนสยาม มณฑนา บุญญานุภาพพันธ์ Business representatives Officer Funarium สนามเด็กเล่นในร่มขนาดใหญ่ที่สุด ใจกลางกรุงเทพฯ ร่วมเปิดงาน และพาเด็กๆเข้าร่วมกิจกรรม รวมถึง ประภาพรรณ ชัยวัฒนายน ประธานฝ่ายบริหารบริษัท คลาสแคนดี้ จำกัด สนับสนุนระบบจองกิจกรรมผ่านเว็บไซต์ www.classcandy.net ด้วย

สำหรับโครงการ “เรียนนอกห้อง ท่องชุมชน” คัดเลือก 5 ชุมชนภาคกลางนำร่อง เพื่อร่วมออกแบบ Workshop สำหรับเด็กอายุ 3 -10 ปี เน้นกิจกรรม “เล่นสนุก เรียนกระชับ ลงมือทำจริง” ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดกลุ่มครอบครัว ที่มีความใส่ใจในการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว ประกอบด้วย 1.หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โฮมสเตย์ไทรน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา กิจกรรมที่จัด Workshop  คือ การทำขนมทองเอก และขนมเสน่ห์จันทร์ ขนมไทยมงคลที่น้อยคนจะรู้จัก 2.วิสาหกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลถ้ำรงค์ จ.เพชรบุรี กิจกรรม Workshop ทำว่าวจุฬา การละเล่นไทยและศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านที่หาชมได้ยาก

3.วิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาล ชุมชนนางตะเคียน จ.สมุทรสงคราม กิจกรรม Workshop ทำน้ำตาลมะพร้าว ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่กำลังจะเลือนหายไปตามกาลเวลา 4.ชุมชนนิเวศน์สันติวนา จ.กรุงเทพมหานคร กิจกรรม Workshop เรียนรู้วิธีปลูกผักออร์แกนิค ตั้งแต่ขั้นตอนการสำรวจแปลงผัก เตรียมดิน ปุ๋ยอินทรีย์ จนถึงลงมือปลูกต้นกล้า และ5.กลุ่มพัฒนาอาชีพทำดินสอพอง จ.ลพบุรี กิจกรรม Workshop ทำไข่เค็มดินสอพอง เรียนรู้และลงมือผลิตดินสอพอง หยอดดินสอพอง พร้อมเรียนรู้การทำไข่เค็มดินสอพองแสนอร่อย

‘ภานุชนาถ ทองเจือ’ ผู้จัดการโรงเรียนอนุบาลปรางทิพย์และปรางทิพย์เดย์แคร์ กล่าวว่า  ที่ ททท.เชิญมา เรารู้สึกว่าตรงกับสิ่งที่เราทำ เราสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้นอกห้องเรียนอยู่แล้ว เราตัดสินใจไม่ยากที่มาร่วมโครงการนี้ เพราะอย่างน้อยเด็กๆได้เรียนรู้และได้ออกมาถึงชุมชน เขาจะได้กลับไปถ่ายทอดอย่างที่ครูบอก อย่างน้อยวัฒนธรรมต่างๆจะได้สืบสานต่อไปเรื่อยๆ

“โรงเรียนเปิดมาเข้าสู่ปีที่ 46 จัดการเรียนการสอนในลักษณะฝึกพัฒนาการ เป็นแนววิชาการผสมกิจกรรม เพราะฉะนั้นโรงเรียนเราจะมีกิจกรรมเยอะ แต่การเรียนการสอน เด็กจบไปอ่านออกเขียนได้ ภาษาอังกฤษเด็กเขียนได้แน่นอน กิจกรรมเด่นของโรงเรียน คือ การเลือกตั้งประธานนักเรียนในระดับอนุบาล3 จะมีทีมเด็กๆช่วยหาเสียง เป็นหัวคะแนน ผู้ปกครองช่วยทำป้ายหาเสียงมาติด โดยเราจำกัดเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ทั้งหมดห้ามแจกขนม และเชิญพ่อแม่มาเป็น กกต. เป็นการปลูกฝังให้เรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย สอนให้รู้ว่า1เสียงมี1สิทธิ์ วิธีการเข้าคูหา เด็กต้องทำเองทุกอย่าง สอนให้กากบาท เด็กตั้งแต่อนุบาล1จะได้ฝึกเข้าคูหาทุกปี

“จากเด็กบางคนเงียบ พอเริ่มหาเสียง พอเริ่มเป็นประธาน เป็นตัวแทนของเพื่อนๆ ค่อยๆมีปากเสียงขึ้น  สามารถพูดบนเวทีได้อย่างสง่าผ่าเผย นโยบายของเด็กๆส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการเป็นเด็กดี กิจกรรมเด่น หลายคนใช้เสียงเพลงเรียกคน เพลงฮิต เต้นหาเสียงก็มี ในคืนหมาหอนเราก็จะเก็บหมดทุกอย่าง และก่อนวันเลือกตั้ง1วันผู้ปกครองกับเด็กจะมาหาเสียงรวมกัน เป็นกิจกรรมที่ผู้ปกครองมีส่วนสนับสนุนตั้งแต่แรกเริ่ม ช่วยคิดนโยบาย แนวทางการหาเสียง ซ้อมกับลูก ทำป้ายหาเสียงตามจุดต่างๆ ธงราวเต็มไปหมด เป็นกิจกรรมที่ให้ความรู้และสนุก

“อีกกิจกรรมคือ พาเด็กไปทำนา ที่กรมการข้าว ม.เกษตร เป็นเด็กระดับอนุบาล2 ให้เด็กลงไปดำนา พอได้ทำจริงเขาจะรู้สึกว่าปลอดภัย เขาสนุกมีความสุข กลับไปเล่าว่าชาวนาเหนื่อยยังไง ต้องทำยังไงบ้างกว่าจะได้ข้าว ทุกอย่างเห็นผลได้ในทันที เหมือนกิจกรรม “เรียนนอกห้อง ท่องชุมชน” ในวันนี้ที่ใกล้ตัว และเราตัดสินใจได้ทันทีว่าจะมาเข้าร่วม ไม่ควรพลาดโอกาสนี้” ผู้จัดการโรงเรียนอนุบาลปรางทิพย์ฯ กล่าว

ภานุชนาถ ทองเจือ

สำหรับครอบครัวที่สนใจเข้าร่วม โครงการ “เรียนนอกห้อง ท่องชุมชน” สามารถเช็กตารางเวลาและสำรองที่นั่งได้ทาง www.classcandy.net โดยค่าใช้จ่ายในการ Workshop ราคา300-500บาทต่อท่าน โดยครอบครัวที่ต้องการห้องพัก สามารถจองห้องพักราคาพิเศษได้ที่ www.traveligo.com/outingnlearning พิเศษสำหรับทุกครอบครัวที่จอง Workshop ในโครงการฯ ตั้งแต่วันนี้-30กันยายน 2563 นอกจากนี้จะได้รับ Voucher จากศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรค็อกพิท(Cockpit) ในการตรวจสภาพรถฟรีทันทีทุกสาขา ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมโครงการที่เว็บไซต์ www.เรียนนอกห้องท่องชุมชน.com