โก โฮลเซลล์ ประกาศเจตนารมณ์ “Wholesale for All” เดินหน้ากลยุทธ์ ESG - CRC Care ขับเคลื่อนธุรกิจค้าส่งอาหารไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

“โก โฮลเซลล์” (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารที่มีความสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อผู้ประกอบการ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ประกาศวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญ เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น “ศูนย์ค้าส่งอาหารแห่งอนาคต” ภายใต้แนวคิด “Wholesale for All” พร้อมต่อยอดแนวทาง “CRC Care” ซึ่งเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ของธุรกิจค้าส่งที่เติบโตไปพร้อมกับผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

นายพีระพณ ตัณฑ์พูนเกียรติ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารความเสี่ยงและความยั่งยืน บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด กล่าวว่า “เรามองว่าความยั่งยืนไม่ใช่ภารกิจขององค์กรใหญ่เท่านั้น แต่คือหน้าที่ร่วมกันของทุกคนในห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่เกษตรกรจนถึงผู้บริโภคปลายทาง โดยขับเคลื่อนทุกการดำเนินงานให้มีความหมายต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ภายใต้ ดีเอ็นเอ ของ โก โฮลเซลล์และกรอบ CRC Care”

สำหรับแนวคิด CRC Care เป็นกรอบการดำเนินธุรกิจที่วางรากฐานให้ทุกหน่วยงานในเครือเซ็นทรัล รีเทลขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้ความยั่งยืนใน 7 มิติ อันได้แก่ บริหารงานและดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล (Governance), ยึดลูกค้าเป็นหัวใจหลัก (Customer), สร้างช่องทางการขายที่หลากหลายให้กับคู่ค้า(Partner), สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ (Economy), สร้างสถานที่ทำงานอันยอดเยี่ยม (People), ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม (Community), และ สร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Environment) ซึ่ง โก โฮลเซลล์ นำมาปฏิบัติและปลูกฝังให้เป็น “DNA” ขององค์กรและพนักงานทุกคน

776086_0
776085_0

ในมิติของสิ่งแวดล้อม บริหารงานและดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล โก โฮลเซลล์ ยึดมั่นในความโปร่งใสและความรับผิดชอบในทุกขั้นตอนของธุรกิจ เพื่อสร้างความไว้วางใจจากพันธมิตรทางธุรกิจและลูกค้า ขณะเดียวกันยังผลักดันการเติบโตในมิติของการ สร้างช่องทางการขายที่หลากหลายให้กับคู่ค้า และ สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ ผ่านการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย การรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรท้องถิ่น และร่วมผลักดันซัพพลายเออร์ไทยให้เติบโตไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง ตลอดจนเปิดพื้นที่ “ตลาดนัดชุมชน” ให้กลุ่มโอท็อป เอสเอ็มอีมาเปิดร้าน เสริมสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงและยั่งยืน

ในด้านสิ่งแวดล้อม โก โฮลเซลล์ เดินทางสู่การเป็น Green Wholesale ด้วยยุทธศาสตร์ ReNEW – Reduce, Reuse, Recycle และ Renewable Energy ของ CRC เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 (2050) ร่วมกันผ่านกิจกรรม “ โก โฮลเซลล์ คัดแยกขยะ เพื่อโลกสีเขียว” ส่งมอบถังคัดแยกขยะในชุมชนใกล้สาขา ส่งเสริมและให้ความรู้การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ความร่วมมือกับ Trash Lucky ติดตั้งตู้รับขยะรีไซเคิล 5 สาขา อีกทั้งยังติดตั้งระบบ Solar Rooftop ในทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อผลิตพลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน ทำให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังนำระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพและหลอดไฟแอลอีดีมาให้แสงสว่างในร้านค้าสาขาเพื่อประหยัดพลังงานมากขึ้น เพื่อก้าวสู่ต้นแบบ “Green Wholesale Store” ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

ไม่เพียงเท่านั้น ยังจับมือกับ มูลนิธิ SOS (Scholars of Sustenance Thailand) ส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้ไปยังผู้ขาดแคลนในพื้นที่ใกล้เคียงสาขา ไม่ว่าจะเป็น สาขาเจริญราษฎร์ เชียงใหม่ พระราม2 ราไวย์ เมืองภูเก็ต รังสิต รวมถึงการลงนาม MOU ระหว่าง โก โฮลเซลล์ และศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม จังหวัดขอนแก่น ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งต่ออาหารไปยังกลุ่มเปราะบางไปแล้วกว่า 67 ตัน หรือเทียบเท่า 281,000 มื้อ และมีแผนการขยายการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมายการลดปริมาณขยะอาหาร (Food Waste) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากขยะอาหาร

ส่วนมิติของ การสร้างสถานที่ทำงานอันยอดเยี่ยมและการยึดลูกค้าเป็นหัวใจหลัก โก โฮลเซลล์ ให้ความสำคัญกับพนักงานและลูกค้า โดยส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและเท่าเทียม พร้อมยกระดับทักษะบุคลากรด้วยการ อัพสกิลและรีสกิล ให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารสมัยใหม่ ขณะเดียวกันยังมุ่งมั่นคัดสรรวัตถุดิบที่สด ใหม่ ปลอดภัย ในราคาที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้ เพื่อช่วยให้ลูกค้าผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพ เพิ่มขีดการแข่งขันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่ผันผวนตลอดเวลาในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังดำเนินกิจกรรมในมิติการ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม อย่างต่อเนื่อง ผ่านการส่งต่อความช่วยเหลือสู่ชุมชนท้องถิ่นในทุกสถานการณ์ความเดือดร้อน การสนับสนุนการศึกษา และกิจกรรมจิตอาสาที่พนักงานมีส่วนร่วม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในทุกพื้นที่ที่องค์กรเข้าไปดำเนินธุรกิจ

“สิ่งที่เราทำไม่ใช่เพียงการขายวัตถุดิบเท่านั้น แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งอาหารที่ยั่งยืน”

แนวคิด “Wholesale for All” จึงเป็นมากกว่าวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ แต่เป็นพันธสัญญาที่ โก โฮลเซลล์ ให้ไว้ว่า ทุกการเติบโตจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และทุกก้าวที่เดินไป จะสะท้อนจิตวิญญาณของธุรกิจค้าส่งวัตถุดิบอาหารที่ให้การดูแลผู้คน สิ่งแวดล้อม และสังคมด้วยหัวใจของความรับผิดชอบ

นโยบายด้านความยั่งยืนของ โก โฮลเซลล์ ในการก้าวสู่ปีที่ 3 ของการดำเนินธุรกิจ จึงหมายถึงการสร้าง “ระบบเศรษฐกิจแห่งการดูแล” ที่ขับเคลื่อนด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใส และมุ่งมั่นในการส่งต่อโลกที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไป ภายใต้จุดมุ่งหมายของ โก โฮลเซลล์ ที่ว่า “ความสำเร็จของคุณ คือเป้าหมายของเรา” Your Success, Our Goal

“เราเชื่อว่าความยั่งยืนไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ที่ทำปีละไม่กี่ครั้ง แต่คือแนวทางการดำเนินธุรกิจที่อยู่ในทุกกระบวนการทำงานของเรา และให้ความสำคัญกับทุกมิติ ผู้มีส่วนได้เสีย ทั้ง พันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้า ชุมชน และพนักงานทุกคน เพื่อให้ห่วงโซ่อาหารประเทศไทยเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” นายพีระพณ กล่าว

S&P รับมอบตราสัญลักษณ์ "Thai SELECT ประจำปี 2568" การันตีคุณภาพอาหารไทยสำเร็จรูป ในงานแสดงสินค้าอาหาร THAIFEX-ANUGA ASIA 2025

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) โดย คุณมณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร (ซ้าย) รับมอบตราสัญลักษณ์ “Thai SELECT ประจำปี 2568” จาก คุณสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (ขวา) ในพิธีมอบเกียรติบัตรอาหารไทยสำเร็จรูปที่ได้รับตรา “Thai SELECT” ตราสัญลักษณ์ที่ใช้ในการรับรองร้านอาหารไทย การันตีคุณภาพและรสชาติไทยแท้ สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย เพื่อยกระดับอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับและรู้จักมากขึ้นแก่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติผ่านอาหารไทยแท้ และเป็นซอฟท์พาวเวอร์อันดับหนึ่งของประเทศที่ การันตีโดยกระทรวงพาณิชย์ โดยงานจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 27-31 พฤษภาคม 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

โดยบริษัทฯ ได้รับมอบตราสัญลักษณ์ “Thai SELECT” ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมหวานสำเร็จรูปที่มีรสชาติความเป็นไทยแท้ และการันตีมาตรฐานส่งออกในระดับสากล จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จำนวน 3 ผลิตภัณฑ์ ดังนี้ 1. บัวลอยน้ำขิง 2. ข้าวเหนียวเปียกลำไย 3. สังขยาฟักทอง ทั้งนี้ เอส แอนด์ พี ได้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารและขนมสำเร็จรูป จัดจำหน่ายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ และส่งออกอาหารแช่แช็งและขนมหวาน แบรนด์ S&P Quick Meal ไปยังต่างประเทศทั่วโลก ทั้งอเมริกา ยุโรป และเอเชีย รวมทั้งรับจ้างผลิต ผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้า (OEM) ให้กับหลากหลายแบรนด์

เอส แอนด์ พี มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารไทยสำเร็จรูป รวมทั้งได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ เก็บรักษาได้นาน แต่ยังคงรสชาติต้นตำรับอาหารไทยแท้ ตลอดจนสนับสนุนวัตถุดิบจากเกษตรกรไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

1251873_0
“ส.ขอนแก่น” โชว์ศักยภาพอาหารไทยสู่เวทีระดับสากล ในงาน THAIFEX – ANUGA Asia 2025 ภายใต้แนวคิด “Forward Thai Cuisine Wisdom to the World”

27 พฤษภาคม 2568 – กรุงเทพมหานคร, บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SORKON ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์รายใหญ่ของไทย ยกขบวนผลิตภัณฑ์หลากหลายแบรนด์ในเครือ จัดแสดงในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ภายใต้แนวคิด “Forward Thai Cuisine Wisdom to the World” ส่งต่อภูมิปัญญาอาหารไทยและความภาคภูมิใจสู่เวทีระดับสากล 

โดยมีผลิตภัณฑ์ไฮไลต์จากแบรนด์ “ส.ขอนแก่น” อาทิ 

  • ไส้กรอกอีสานพริกสดพร้อมขิงดอง – โดดเด่นด้วยแนวคิดใหม่จนได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน“FINALIST 2025” บนเวที THAIFEX – ANUGA Taste Innovation Show สะท้อนการพัฒนาอาหารไทยด้วยนวัตกรรมที่โดดเด่นระดับโลก
  • แหนมตุ้มจิ๋ว และ แหนมแท่ง – สินค้ายอดนิยมของ ส.ขอนแก่น ด้วยเอกลักษณ์รสเปรี้ยวแซ่บถึงใจ เนื้อนุ่มเด้ง เป็นที่ชื่นชอบของทั้งคนไทยและต่างชาติ พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำอาหารไทยในเวทีสากล การันตีคุณภาพทั้งสองผลิตภัณฑ์ด้วยรางวัล IFFA DFV Global Meat Product Award จากเยอรมนี 

พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–31 พฤษภาคม 2568 ณ บูทหมายเลข 2T-45 อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายจรัสภล รุจิราโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ส.ขอนแก่น มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์อาหารไทยให้เข้าถึงวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบันและคนรุ่นใหม่ทั่วโลก สอดคล้องกับพันธกิจ “Wisdom Forward” ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนรากฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับนวัตกรรมและมาตรฐานการผลิตระดับสากล เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทั้งด้านรสชาติ ความสะดวก และความปลอดภัย โดยปีนี้ ส.ขอนแก่น เข้าร่วม THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย ภายใต้แนวคิด “Forward Thai Cuisine Wisdom to the World” โดยมีความตั้งใจที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่ได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคสู่ระดับสากล ทั้งในแง่รสชาติแบบไทยแท้และความสะดวกในการบริโภค ซึ่งการเข้าร่วมงานนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดตัวนวัตกรรมอาหารไทยสู่ตลาดโลก พร้อมทั้งสร้างการรับรู้แบรนด์ในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

“สำหรับทิศทางการขยายตลาดต่างประเทศในปีนี้ บริษัทฯ มุ่งเน้นรุกตลาดที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ ทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป และสหราชอาณาจักร (UK) เนื่องจากในตลาดเหล่านี้มีแนวโน้มที่ความนิยมอาหารเอเชียจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายจรัสภล กล่าว

ส.ขอนแก่น จะรุกตลาดตลาดต่างประเทศทั้งกลุ่ม B2C (Business-to-Customer) และ B2B (Business-to-Business) สำหรับกลุ่ม B2C จะมีการเปิดไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน (Ready to Eat: RTE) ภายใต้แบรนด์ ‘SOR KHONKAEN’ ซึ่งจะใช้ทำการตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ ประเดิม 4 เมนูแรก ได้แก่ ข้าวต้มปลากะพง, ห่อหมกปลากะพง, แกงจืดสาหร่ายลูกชิ้นปลา และ ต้มยำปลากะพง เพื่อเป็นตัวแทนของอาหารไทยในรูปแบบที่สามารถตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ทั่วโลกที่ให้ความสำคัญทั้งในเรื่องรสชาติ ความสะดวก และคุณค่าทางโภชนาการ โดยจะจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อเข้าจำหน่ายในกลุ่มค้าปลีกในต่างประเทศ ขณะที่ฝั่ง B2B บริษัทฯ วางแผนขยายฐานลูกค้าในกลุ่มธุรกิจบริการอาหาร (Food Service) โดยมุ่งเน้นเจาะตลาดที่มีร้านอาหารไทยอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น สหราชอาณาจักร (UK), เยอรมนี, สวีเดน, นอร์เวย์ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์และบริการประเภทดังกล่าว

ด้าน นายจรัญพจน์ รุจิราโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศ บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 ปีนี้ บริษัทฯ นำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายที่สะท้อนจุดแข็งของแบรนด์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทย โดยมีผลิตภัณฑ์ไฮไลต์คือ “แหนมตุ้มจิ๋ว” สินค้าขายดีอันดับ 1 ของบริษัทฯ และ “แหนมแท่ง”สองผลิตภัณฑ์กลุ่มแหนมที่มีรสชาติอร่อย เปรี้ยวแซ่บ กลมกล่อมลงตัว เนื้อนุ่มเด้งอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมการันตีด้วยรางวัลระดับนานาชาติ IFFA DFV Global Meat Product Award ที่จัดขึ้นโดยสมาคมผู้ประกอบการเนื้อสัตว์แห่งเยอรมนี 

ร่วมด้วยอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ขายดีที่สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีก่อน คือ “ไส้กรอกอีสานพริกสด พร้อมขิงดอง” สูตรหมูเน้นๆ เนื้อแน่น รสชาติอร่อย เผ็ดแซ่บลงตัวด้วยพริกสดในลูกมาพร้อมขิงดอง ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน “FINALIST 2025” บนเวที THAIFEX – ANUGA Taste Innovation Show เวทีที่ช่วยผลักดันอาหารไทยที่มีการใช้นวัตกรรมล้ำสมัยและมีจุดมุ่งหมายเฉพาะที่ชัดเจนให้เป็นที่รู้จักในเวทีระดับสากล และเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กว้างขึ้น

สำหรับภาพรวมรายได้ของบริษัทฯ ช่วงไตรมาส 1 ปี 2568 นายจรัญพจน์กล่าวว่า บริษัทฯ สร้างรายได้ถึง 881.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากความแข็งแกร่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะสินค้าชูโรงอย่าง “แหนม” และ “ไส้กรอกอีสาน” ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงเทรนด์ผู้บริโภคที่ให้ความสนใจในอาหารไทยแท้ รสจัดจ้าน และคุณภาพพรีเมียม ซึ่งช่วยผลักดันยอดขายในตลาดในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ปีนี้ ส.ขอนแก่น จึงเตรียมเดินหน้าสร้างแคมเปญการตลาดให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักเพื่อสร้างความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคต่อไป อาทิ ในเดือนแห่งความภาคภูมิใจ “Pride Month” ปีนี้ ส.ขอนแก่น ผนึกกำลังกับอินฟลูเอนเซอร์กลุ่ม LGBTQ+ เพื่อมาโปรโมตรสชาติ “เปรี้ยว” แซ่บถึงใจของผลิตภัณฑ์ “แหนมตุ้มจิ๋ว” ประเดิมแคมเปญด้วย “เอแคลร์ จือปาก” อินฟลูเอนเซอร์ขวัญใจชาวโซเชียลที่มากับความกล้า และสีสันจัดจ้านที่เข้ากับแบรนด์ได้อย่างลงตัว พร้อมขบวน KOL สายปังอีกหลายท่าน ที่จะมาสร้างสีสันตลอดทั้งเดือน สร้างกระแสความเปรี้ยวแซ่บของแหนมตุ้มจิ๋ว ติดตาม ส.ขอนแก่น ได้ที่ Facebook Page @S.KhonkaenTH เพื่อไม่พลาดกิจกรรมดีๆ ตลอดปี 2568 นี้

“อรนุช” ร้านอาหารไทยแบบ Home-style ที่ มีความประณีตระดับพรีเมียม รสชาติความอร่อย จากการชิมมาทั้งชีวิต เชิญ 2 เซเลบริตี้คนดังร่วมท้าพิสูจน์ความอร่อย

“อรนุช” คือ ร้านอาหารไทยแบบดั้งเดิม เป็นรสชาติที่ต้องบอกว่าทั้งเข้มข้น และจัดจ้าน ร้านนี้เกิดจากแรงบันดาลใจของ “คุณอรนุช ธารีฤกษ์” เจ้าของร้านบ้านหญิงที่ต้องบอกว่าแปลกที่คุณหญิงไม่ชอบทำอาหาร แต่ชอบทานอาหารเป็นชีวิตจิตใจ จึงเป็นที่มาของประโยคที่ว่า “รสชาติความอร่อย จากการชิมมาทั้งชีวิต” ซึ่งปัจจุบันเธอได้ลูกๆ มาช่วยบริหารงานให้ร้านดูทันสมัยขึ้น และครั้งนี้ยังได้เชิญ เซเลบริตี้ชื่อดังอย่าง “คุณณภัสวรรณ จิลลานนท์” และ”คุณศวิษฐ์ อุทัยเฉลิม” ร่วมชิมอาหารพิสูจน์ความอร่อย ณ ร้านอรนุช สุขุมวิท 23 ด้วย

“คุณอรนุช ธารีฤกษ์” เจ้าของร้านอรนุช เธอเล่าถึงความเป็นมาของร้านอาหาร “อรนุช” ว่า “ร้านอรนุชทำมาถึงตอนนี้ประมาณ 3 ปีค่ะ  ซึ่งไอเดียเกิดจาก เราอยากทำร้านที่มีความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด แต่ยังรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน  จากเดิมที่เราทำร้านอาหารบ้านหญิง ที่มีถึง 9 สาขา ร้านอาหารอรนุช เป็นร้านอาหารที่ค่อนข้างมีบรรยากาศมินิมัลๆ สบายๆ แต่สวยน่านั่ง พี่ตั้งใจทำให้ร้านนี้เหมือนบ้านหลังหนึ่ง ที่ให้ลูกค้ามาแล้วรู้สึกอบอุ่นเหมือนทานข้าวที่บ้านของพี่ มีสวน มีต้นไม้ บรรยากาศร่มรื่น แบบที่พี่ชอบ แล้วรู้สึกว่าการทานข้าวในบรรยากาศแบบนี้มันอร่อยดี  ร้านนี้ตั้งอยู่ที่สุขุมวิท 23 เป็นร้านที่เราตั้งใจ ไม่ตั้งอยู่ในส่วนของห้างสรรพสินค้า เพราะว่าเรารู้สึกว่าร้านบ้านหญิง ตั้งอยู่ในห้างแล้ว ซึ่งร้านเราค่อนข้างโชคดีได้ต้อนรับ ทั้งดารา และท่านทูต สถานที่แห่งนี้ใกล้คอนโด มีลูกค้าต่างชาติจำนวนมากที่เข้ามาใช้บริการที่ร้านเราและส่วนใหญ่จะชอบ”

“ความแตกต่างระหว่างอาหารของร้านบ้านหญิง กับร้านอรนุช คือบ้านหญิงส่วนใหญ่จะเน้นเป็นอาหารจานเดียว อาหารทั่วไปที่คนมันจะทานเวลานึกอะไรไม่ออก แต่ในขณะก็มีเมนูสร้างสรรค์ใหม่ๆ เยอะ ให้ลูกค้าที่ฝากท้องประจำได้ลองเสมอ และที่สำคัญทุกจานต้องอร่อย ถูกปากคนรักอาหารไทย  ส่วนอรนุช ร้านนี้จะเน้นเป็นอาหารไทยดั้งเดิม เพราะพี่เป็นคนอยุธยา รับรองรสชาติความเป็นไทยแบบดั้งเดิมจริงๆ และเราจะเพิ่มเสริมเรื่องเมนูอาหารที่ชาวต่างชาติชอบ และนิยม อาทิเช่น มัสมั่น และคนไทยที่ชอบรสชาติอาหารไทยแบบดั้งเดิม หรือคนที่ไม่เคยทานอาหารแบบดั้งเดิมควรจะมาลองทานค่ะ”

or 5_0

“อาหารที่ต้องบอกเลยว่าถ้ามาร้านอรนุช แล้วต้องไม่พลาดเลย อาทิเช่น ไข่ข้นปูแซ่บ, เนื้อย่าง, ไก่อบอรนุช, แกงคั่วปูใบชะพลู, ผัดกระเจี๊ยบหมูสับ, ผัดพริกขิงปลารากกล้วย ส่วนขนมหวานก็มีกล้วยบวชชีอร่อยมากๆ”

“พี่เป็นคนไม่ชอบทำอาหารแต่เป็นคนชอบทานอาหารมากๆ จนทำให้เกิดร้านอาหารอรนุช และร้านอื่นๆ ขึ้นมา แม้พี่ไม่ชอบทำแต่ต้องบอกว่าการที่พี่ไปทานอาหารข้างนอกมาก็จะมาลองให้แม่ครัวของพี่ทำ แล้วพี่ก็ใส่ความรู้สึกของตัวเองไปว่าต้องใส่แบบนั้นแบบนี้ เป็นสูตรของตัวเอง สรุปว่าอร่อยเฉยเลยค่ะ อันนี้ก็เป็นความโชคดีค่ะ ร้านเรานอกจากจะใช้วัตถุดิบที่ดีในการทำ แล้วสิ่งที่พี่ยึดถืออีกอย่างนึง ก็คือ ความจริงใจกับลูกค้าสำคัญที่สุดค่ะ อย่างที่พี่บอกว่ารสชาติความอร่อยจากการชิมมาทั้งชีวิต”

“ก็อยากฝากสำหรับคนที่ชอบทานอาหาร ร้านอาหารพี่จะเป็นอาหารธรรมชาติจริงๆ คือไม่ใส่น้ำตาล รสหวานก็จะมาจากวัตถุดิบนั้นๆ จริงๆ รสชาติที่ร้านเรารับรองว่าเข้มข้น ใครมาต้องติดใจแน่นอนค่ะ พี่มั่นใจ”

ด้านทายาทของคุณหญิง ดีกรีนักเรียนอังกฤษ ที่เตรียมรับช่วงต่อ อย่าง “คุณจอน – ทรงศร จั่นสัญจัย” เล่าว่า “ตัวผมมาช่วยคุณแม่ทำร้านอาหารบ้านหญิง ตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ และบังเอิญที่เอาเมนูแปลกที่ชอบทานเองอย่าง “ข้าวไข่ข้น” มาให้แม่ลองขาย จนกลายเป็นเมนูที่คนไทยรู้จักกันดี  ตัวผมเองชอบทำอาหารตั้งแต่เด็ก เป็นคนทำให้คุณแม่ชิม ก่อนที่จะไปเรียนต่อด้านแฟชั่น Branding ที่ประเทศอังกฤษ พอไปเรียนที่นู่น ผมทานอาหารที่นู่นไม่ค่อยได้ ก็เลยโทรมาถามคุณยายในเรื่องสูตรทำอาหาร แล้วทำทานเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นของการทำอาหารของผม และหลังจากที่ผมกลับมาจากอังกฤษ ก็มาช่วยคุณแม่ปรับ concept ร้าน และทำให้ brand มันดูมี character และทันสมัยมากขึ้น จากการไปเรียนมาของผม พอกลับมาก็ได้นำมาใช้ในการดูแลร้านในเครือเรื่อง Branding และ Marketing”

Concept ร้านบ้านหญิง คือแม่ทำอาหารให้ลูกกับเพื่อนลูกทาน ส่วนอรนุช ที่ผมวางไว้ก็คือห้องนั่งเล่นของคุณแม่ แม่นั่งทานกับเพื่อน ทานแบบจริงจัง นั่งทานแบบนานๆ เหมือนมาเม้าท์มอยกัน ผมวางคาแรกเตอร์ไว้เป็นแบบนี้ ซึ่งร้านอรนุชเราจะไม่มีสาขาเหมือนกับบ้านหญิง เพราะฉะนั้นอรนุชก็คือบ้านของคุณแม่ อีกอย่างหนึ่งก็คือรสชาติของอาหาร และร้านเราจะทำเมนูใหม่ๆ ตลอดเพื่อให้คนมาทานไม่เบื่อ ตัวผมเองเป็นคนชอบทานอาหารรสจัดด้วยครับ รับรองว่าถ้าได้ลองมาจะรู้ว่าทั้งเข้มข้นและจัดจ้านครับ”

“สุดท้ายอยากฝากร้านอรนุช สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ชอบทานอาหาร บางคนอาจจะคิดว่าเอาใจต่างชาติ เป็นร้านอาหารที่ให้ต่างชาติมาทาน เพราะร้านดูสวยมาก และไม่ดูไทยโบราณ  แต่จริงๆ แล้ว เราทำให้ทุกคนมาทานได้ และเป็นรสชาติอาหารไทยดั้งเดิมจริงๆ เป็นอาหารรสจัด อรนุชคือบ้านที่สวย บรรยากาศดี อบอุ่น และเป็นอาหารรสชาติอร่อย ใครที่ชอบทานอาหารขอเชิญมาลองที่ร้านได้นะครับ อร่อยและราคาดีมากๆ ครับ”

ร้านอรนุชตั้งอยู่ที่ 36/1 ซอยสุขุมวิท 23 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 (แก้ไขจาก “คลองเตย วัฒนา, Bangkok, Thailand, Bangkok”) เปิด-ปิด  เวลา 11.30 am – 11.00 pm / Page ร้าน Oranuch อรนุช Thai Dining / IG: @oranuchbkk / LINE: @oranuchbkk /โทร. 02-125-3715 – การเดินทาง / ลงรถไฟฟ้า BTS อโศก เดินเข้าปากซอยสุขุมวิท 23 ประมาณ 500 เมตร หรือ ขับรถ / มีที่จอดรถบริการ

ไวไว ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยว ร่วมงานประเพณีสงกรานต์ “ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่” ประจำปี 2567

บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “ไวไว” ยกทีม ครอบครัวไวไว ร่วมฉลองเทศกาลมหาสงกรานต์กันที่เมืองเชียงใหม่ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในงาน สงกรานต์ “ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่” ประจำปี 2567 เพื่อสืบสานประเพณีดั้งเดิมของชาวล้านนากว่า 728 ปี

นายยศสรัล แต้มคงคา ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไวไว เปิดเผยว่า ปีนี้ “ไวไว” ร่วมกับ จังหวัดเชียงใหม่และเทศบาลนครเชียงใหม่จัดงานสงกรานต์ “ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่” ประจำปี 2567 เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของชาวล้านนาที่สืบทอดกันมากว่า 728 ปี พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่

สำหรับ “ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่” ประจำปี 2567 ครั้งนี้ จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 7-17 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา ทั้งยังถือเป็นการฉลองครบ 728 ปีเมืองเชียงใหม่อีกด้วย งานนี้ “ไวไว” ได้เข้าร่วมในทุกกิจกรรม อาทิ ร่วมเป็นเจ้าภาพ ในพิธีเก่าแก่อันเป็นมงคล กับ พิธีทำบุญสมโภชพระพุทธสิหิงค์ ประจำปี 2567, พิธีทำบุญตักบาตร ข้าวสารอาหารแห้ง แด่พระสงฆ์และสามเณร ร่วมกับพี่น้องชาวเชียงใหม่ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานจำนวนมากตลอดจนร่วมพิธีอันเป็นมงคลมากมายอย่าง พิธีสืบชะตา ก่อเจดีย์ทรายถวายดุง ตามวิถีของชาวล้านนา และที่ขาดไม่ได้ คือ ขบวนความสนุกแบบจัดเต็มของ “บูธบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว”“ไวไวสาดโดนใจ SongKran 2024” พร้อมแจกขวัญพิเศษ ให้แก่นักท่องเที่ยวทุกท่านที่เข้ามายังบูธไวไว อีกด้วย

DE77F499422F08680C6D63638C2B4FF3AA879319
4BDDC75D6240C2C0585AA70764CD26419D1874ED

นอกจากนี้ “ไวไว” ยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมการประกวดเทพีและเทพบุตรสงกรานต์ ปี 67โดยทางไวไวยังร่วมสนับสนุนของรางวัลพิเศษ “รางวัลเทพบุตรและเทพีสงกรานต์ ขวัญใจไวไว” ที่สนับสนุนต่อเนื่องทุกปี

ปิดท้ายด้วยพิธีเก่าแก่ของชาวเชียงใหม่อีกพิธีหนึ่ง คือ “พิธีสระเกล้าดำหัว ป้อเมืองเจียงใหม่” ประเพณีล้านนาโบราณที่ทรงคุณค่าและงดงาม ที่ทางหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนชาวเชียงใหม่ พร้อมใจกันจัดขึ้นในทุกๆ ปี ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งทางบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “ไวไว” ยังได้ยกทีมมาร่วมจัดบูธ เสิร์ฟเมนูพิเศษสำหรับแขกที่มาร่วมในงาน ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ท่านสามารถติดตามความอบอุ่น และความเคลื่อนไหวของกิจกรรมดี ๆ จากครอบครัวไวไว และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “ไวไว” อย่างใกล้ชิด ได้ทาง Facebook: waiwaiinstantnoodle และ www.waiwai.co.th

“ไวไว” ร่วมสนับสนุนโครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรมปีที่ 10

นายยศสรัล แต้มคงคา ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายการตลาด บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด     ผู้ผลิตและจำหน่าย “เส้นหมี่อบแห้งไวไว” ร่วมงานแถลงข่าว “โครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรมปีที่ 10” พร้อมนำผลิตภัณฑ์ไปมอบแก่แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน โดยมี   ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความเป็นเลิศทางธุรกิจ และการศึกษา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้อำนวยการผลิตโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม พร้อมด้วย นางสาวกรกช นาวานุเคราะห์ รองผู้อำนวยการด้านการศึกษา และนายยุคนธร แก้วทอง ผู้จัดการโครงการฯ ผู้ควบคุมการผลิตรายการ

สำหรับโครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรมปีที่ 10 นั้น ได้ทำการคัดเลือกยุวชน จำนวน 12 จากผู้สมัครกว่า 5,800 คนทั่วประเทศ  เพื่อเข้าร่วมบรรพชาร่วมเรียนรู้ปฏิบัติธรรมเป็นระยะเวลา 1 เดือน    ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม (ไร่แสงงาม)  อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยตลอด 4 สัปดาห์ สามเณรน้อย จะได้เรียนรู้ บารมี 10 หรือ ทศบารมี  ภายใต้แนวคิด  “รัก เรียน เพียร” ให้ โดยมีเป้าหมายสู่คุณค่าความรักอันยิ่งใหญ่ นั่นก็คือ “ความรักจักรวาล”

เรื่อง-ภาพ : ภัทรสุดา พิบูลย์

อาหารพื้นบ้าน อย่างเช่น “ห่อหมก” ที่หลายคนรู้จักกันมานาน เป็นเมนูไทยเดิมที่ปัจจุบันยังได้รับความนิยม ซึ่งแต่ละพื้นที่มีวัตถุดิบ และรสชาติที่แตกต่างกันไป

หากอยากลิ้มลองห่อหมกแบบไทยภาคกลางสูตรโบราณ มติชนอคาเดมีไม่พลาดที่จะแนะนำร้าน “ห่อหมกพ่อบัว” ให้กับนักชิมทั้งหลายได้ไปลองสักครั้ง ทำเลที่ตั้งก็ไม่ไกลสำหรับคนรักความอร่อยที่ไปให้ได้ ร้านตั้งอยู่ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ถึงแม้จะอยู่นอกเมืองแต่บอกได้เลยว่าเป็นเจ้าเด็ดที่ขึ้นชื่อ ไม่ว่าใครต่อใครที่ได้ลิ้มลองรสชาติเป็นต้องติดใจการันตีได้เลย

“ห่อหมกพ่อบัว” เป็นร้านอาหารพื้นบ้านตามฤดูกาล เปิดร้านมานานกว่า 20 ปี สูตรอาหารทั้งหลายเป็นสูตรต้นตำรับมาตั้งแต่รุ่นคุณยาย ถ่ายทอดมาสู่คุณพ่อบัวซึ่งเป็นลูก และเป็นพ่อของ “โต้ง-เจริญ กลิ่นหอม” ที่นำสูตรเก่าแก่นี้มาปรุงและเปิดเป็นร้านอาหาร

โต้ง-เจริญ กลิ่นหอม

เมนูไฮลไท์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เพราะเป็นชื่อร้านเลยก็คือ “ห่อหมก” เป็นห่อหมกปลาช่อนห่อในใบตองกล้วยน้ำว้า กลัดด้วยไม้ นึ่งในซึ้งน้ำร้อนเดือดๆ แค่เห็นก็น้ำลายสอขึ้นมาเชียวแหละ

ไม่พูดพร่ำทำเพลงขอสั่ง “ห่อหมกปลาช่อนใบยอ” มาชิมให้ชื่นใจ สิ่งที่สัมผัสได้เลยคือความหอมของเครื่องแกงที่เป็นสูตรเด็ดสูตรพิเศษ และเนื้อปลาช่อนชิ้นโต นุ่มละมุนลิ้น แนะนำว่าให้กินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ หากอยากเพิ่มความอร่อยก็เหยาะน้ำปลาลงบนข้าวสวยเล็กน้อย จากนั้นนำห่อหมกมาคลุกเคล้ากับข้าวสวยให้เข้ากัน ด้วยวิธีแบบบ้านๆ ก็ทำให้ชวนติดใจ

แต่สำหรับใครที่ไม่ชอบใบยอเพราะเป็นผักที่ให้รสออกขมเล็กน้อย ร้านห่อหมกพ่อบัวก็มีผักรองอย่างอื่นให้เลือกอีกคือ โหระพา และกะหล่ำปลี ใครขอบแบบไหนก็เลือกได้ตามสะดวก

นอกจากห่อหมกก็มีเมนูข้าวราดแกงที่หลากหลายให้ชวนชิม เช่น แกงส้มไข่ปลาสลิด พะโล้ขาหมู แกงเขียวหวานไก่ และยังมีเมนูอีกเพียบเลือกกินได้ตามใจชอบ

ส่วนที่ชอบมากที่สุดก็คือเมนู “ต้มข่าไก่” แม้เป็นเมนูอาหารสุดคลาสสิก แต่ขอบอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะเป็นต้มข่าไก่แบบพื้นบ้านที่ใส่ “หัวปลี” แทนเห็ดนางฟ้าและกะหล่ำปลีแบบที่สมัยนี้เขานิยม รสชาติน้ำแกงมีความหวานอมเปรี้ยวผสมผสานรสที่จัดจ้าน มีกลิ่นไอของสมุนไพร ถ้าซดน้ำแกงร้อนๆ เนื้อไก่นุ่มๆ กินคู่กับข้าวสวยเป็นอะไรที่เข้ากันสุดๆ

ต้มข่าไก่

มาต่อกันอีกจานที่ข้าวราดแกงทุกร้านจะต้องมีนั้นก็คือเมนู “แกงเขียวหวาน” ที่จริงเขาเด็ดทั้งแกงเขียวหวานเนื้อและไก่ แต่เมื่อสมาชิกร่วมมื้อเลือกเขียวหวานไก่ก็เลยขอชิมเขียวหวานไก่ไปด้วย พริกแกงร้านนี้ขอบอกว่าจัดเต็มจริงๆ ด้วยรสชาติที่เผ็ดอมหวาน ทีเด็ดอยู่ตรงที่น้ำแกงบวกกับกลิ่นของพริกแกงที่ชวนเรียกน้ำย่อย สาวกข้าวราดแกงจะพลาดแกงเขียวหวานไก่ของร้านนี้ไม่ได้เชียว

แกงเขียวหวานไก่

นอกจากเมนูเครื่องแกง ทางร้านยังมีเมนูอาหารประเภทผัดอีกด้วย เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับเมนูอาหารที่หลากหลายประเภท เชื่อว่าเมนูนี้ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีนั้นก็คือเมนู “กะเพราทะเลรวมมิตร”

กะเพราะทะเลรวมมิตร

กะเพราทะเลรวมมิตรร้านนี้จะแตกต่างจากร้านอื่น เพราะทางร้านเน้นเครื่องเคียง กับเนื้อสัตว์ที่มีความสด สะอาด เป็นเมนูที่กินได้เรื่อยๆ ไม่มีเบื่อ กินคู่กับพริกน้ำปลาและข้าวสวยร้อนๆ สาวกกะเพราทั้งหลายห้ามพลาดเมนูร้านนี้ เพราะทางร้านจัดเต็มเรื่องวัตถุดิบสุดๆ

สาวกนักชิมอาหารรสจัดทั้งหลาย หากมาสัมผัสความจัดจ้านของเครื่องแกงต้องมาร้าน “พ่อบัวห่อหมก” เพราะร้านไม่หวงพริกแกง เน้นคุณภาพรสชาติอาหาร ซึ่งร้านจะเปิดให้บริการทุกวัน หยุดทุกวันพุธ ติดต่อสอบถามได้ 081-405-2132

แกงบวนตำรับมาตรฐานในตำราอาหารทั่วไปมีลักษณะเป็นแกงน้ำข้น ทั้งจากการเคี่ยวเครื่องในกับน้ำคั้นใบไม้เขียวนานร่วมชั่วโมง และทั้งจากการที่ผสมปลาเค็ม กะปิ หรือกุ้งแห้ง ปลาย่างป่นเข้าไปในพริกแกง ความหอมได้จากน้ำคั้นที่เลือกใช้ได้ตามชอบ และตะไคร้ซอย ตลอดจนผักชีหั่นที่ใส่เพิ่มในภายหลัง

คำถามตรงๆ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนแบบนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมต้องตอบได้ทันทีเลยแหละครับ

เพราะทั้งในตำรากับข้าวเก่าอย่างแม่ครัวหัวป่าก์ (ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์, ๒๔๕๑) หรือตำราร่วมสมัย เช่น อร่อยต้นตำรับ (ม.ร.ว. ถนัดศรี สวัสดิวัตน์, ๒๕๔๗) ตำรับอาหารวิทยาลัยในวัง (คณาจารย์จากวิทยาลัยในวัง, ๒๕๓๖) บอกสูตรไว้เกือบจะเหมือนกัน จนใครที่เคยอ่านผ่านตามาบ้าง ก็ย่อมจะนึกออกว่า แกงบวนเป็นแกงแบบโบราณ ทำโดยตำเครื่องแกงอันมีกะปิเผา หอมเผา กระเทียมเผา ข่าเผา ตะไคร้ พริกไทย ปลาสลาดแห้งป่นให้ละเอียด เอาละลายในน้ำคั้นใบมะตูม ใบตะไคร้ และใบผักชีผสมกัน ตั้งไฟจนเดือด ใส่หมูสามชั้น และเครื่องในหมูต้มหั่นชิ้นใหญ่ๆ เคี่ยวไปจนนุ่ม ปรุงรสให้หวานนำเค็มตาม พอเปื่อยได้ที่ น้ำข้นดีแล้ว จึงเติมใบมะกรูดฉีก ตะไคร้ซอย พริกชี้ฟ้าหั่นแว่น จากนั้นก็ตักใส่ชาม โรยผักชี


เครื่องเคราแกงบวนมีหลายอย่าง หลักๆ เป็นเครื่องในหมู พริกแกงที่ต้องเผาคั่วเครื่องตำเกือบทั้งหมดก่อน ที่สำคัญคือมักไม่ใส่พริก ปรุงรสเค็มด้วยปลาเค็มหรือกะปิ หวานด้วยน้ำตาลปี๊บ (หม้อนี้ผมใช้น้ำตาลมะพร้าวสดๆ) และน้ำคั้นใบไม้ ที่อาจใช้ใบมะตูม มะขวิด ย่านาง ตะไคร้ ผักชีรวมกัน หรือใช้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เพิ่มกลิ่นหอมด้วยใบมะกรูด พริกชี้ฟ้า ผักชี และตะไคร้ซอยที่ใส่เพิ่มในตอนท้ายเมื่อเครื่องในเปื่อยนุ่มดีแล้ว

หลายคนแม้ไม่เคยกิน แต่ก็คงจินตนาการรสชาติได้ และย่อมตระหนักดีว่า แกงแบบนี้ไม่ได้ทำกินกันเป็นปรกติสามัญ เพราะสำหรับชาวบ้าน การจะได้กินหมูในสมัยก่อนเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก นอกจากจะมีงานบุญในวาระต่างๆ หรือช่วงเทศกาลสำคัญ ที่มีการล้มสัตว์ใหญ่เพื่อทำอาหารเลี้ยงพระเลี้ยงคนจำนวนมากเท่านั้น

นอกจากนี้ การเตรียมเครื่องในหมูให้สามารถเอามาปรุงกับข้าวได้ ตั้งแต่ล้างอย่างมีขั้นตอนกระบวนการอันซับซ้อน จนถึงต้มตุ๋นให้เปื่อย ก็ไม่ใช่เรื่องหมูๆ จำต้องมีเคล็ดลับ ฝีมือ และมีลูกมือมากพอ การปรุงแกงบวนแต่ละครั้งในสมัยก่อนจึงไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ เสียเมื่อไร

งานวิจัยเรื่องอาหารชาติพันธุ์ชาวไทยเขมรจังหวัดสุรินทร์ ของ คุณสมนึก รัตนกำเนิด (สถาบันราชภัฏสุรินทร์, ๒๕๔๒) ถึงกับระบุว่า “…หากงานแต่งงานรายใดมีแกงบวนเป็นอาหารคาว จะถือว่าเป็นงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่มาก เนื่องจากแกงบวนมีวิธีการทำที่ยุ่งยากซับซ้อน…”

…………..

คำตอบมาตรฐานต่อคำถามที่ว่าอะไรคือแกงบวน มาถูกเขย่าอย่างแรงด้วยนิยามแกงบวนสายเพชรบุรีแบบหนึ่ง

คุณวริทธิ์ แจ่มใส ช่างภาพอิสระชาวเมืองเพชรบุรี เล่าให้ผมฟังว่า แกงบวนสำหรับคนเพชรบุรีแถบอำเภอเมืองฯ และอำเภอบ้านแหลม คือการเอาภัตตาหารคาวของพระที่เหลือหลายๆ ชนิด มาเทรวมกันแล้วเอาไปอุ่นให้เดือดอีกครั้ง หรือเรียกว่าเอาไป “บวน” กระบวนการนี้ต้องทำทันทีหลังเทรวมกันเพื่อไม่ให้บูดเสีย โดยหลักๆ แล้วก็มักมีแกงเผ็ด จะเข้ากะทิหรือไม่กะทิก็ได้ แต่ถ้ามีหน่อไม้จะอร่อยเป็นพิเศษ นอกนั้นก็อาจเป็นผัดพริก ผัดจืด ไข่เจียว ไข่พะโล้ แต่ต้องดูให้หน้าตาไปในทิศทางเดียวกัน

“ผมเคยเจอคนที่อยากกินแกงบวนนอกพรรษา เขาไปซื้อกับข้าวถุงมาสี่อย่าง คือ แกงหน่อไม้ไก่ แกงป่าหมู ไข่พะโล้ และผัดอะไรอีกอย่างหนึ่ง มาถึงก็แกะทุกอย่างรวมกันแล้วเอาไป ‘บวน’ คือตั้งไฟจนเดือด กลิ่นแกงบวนนี้จะหอมมากๆ ครับ” คุณวริทธิ์ยังบอกอีกว่า “เคยคุยกับญาติที่ไปทำงานภาคใต้ เขาบอกทางนั้นไม่รู้จักหรอกแกงบวนเขาเรียกกันว่าแกงสำรวม หรือแกงสมรม”


ผัดพริกแกงบวนในน้ำมันหมูก่อนให้หอม จึงค่อยละลายใส่ในหม้อต้มเครื่องใน

ในแง่นี้ แกงบวนเพชรบุรีสูตรนี้จึงเหมือน “แกงสำรวม” ที่เด็กวัดไทยสมัยก่อนรู้จักกันดี มันคือการจัดการกับข้าวถวายพระหลังวันพระใหญ่ได้อย่างน่าประทับใจ คุณวริทธิ์ยังบอกว่า ในทางพระนั้นมีคำว่า “เอาภัตต์มาสำรวมกัน” หมายถึงเอามารวบรวมไว้ที่เดียวกันนั่นเอง

ผมคิดว่า ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของคุณวริทธิ์นั้นสำคัญมากๆ คือเป็นไปได้ไหมที่การใส่ผักหลายๆ ชนิดใน “แกงสมรม” ของคนภาคใต้นั้นมีฐานคิด (หรือการระลึกถึง) มาจากการ “สมรม/สำรวม” แบบมหกรรมจัดการอาหารเหลือหลังวันพระนี้เอง จนแม้ในวันธรรมดา ก็ยังทำกินกันเองที่บ้าน และเมื่อเวลาได้ผ่านไปนานเข้า ก็เหลือเพียงชื่อและลักษณะแกงที่รวมผักหลายๆ ชนิดไว้ในหม้อเดียวกัน
ให้พอเห็นเค้าเดิมเท่านั้น

พยุง วงษ์น้อย เพื่อนชาวเพชร บุรีอีกคนหนึ่งของผมเล่าว่า เธอได้คุยกับคนพื้นเพอยุธยาที่มาอยู่อำเภอบ้านลาด เพชรบุรีแล้วเขาทำแกงอย่างหนึ่งกิน วิธีคือเอาแกงเผ็ดจากหลายๆ เจ้า ที่เอาไปทำบุญมาอุ่นรวมกัน เรียก “แกงสำรวม” แต่พยุงบอกว่า เขาต้อง “เอาต้มรวมต้ม แกงรวมแกง ไม่เอาปนกัน” ขั้นตอนวิธีการนี้เหมือนกันเกือบเปี๊ยบกับแกงบวนแบบที่คุณวริทธิ์อธิบาย

แต่ผมยังค้นไม่พบ สอบถามคนเพชรบุรีคนอื่นๆ ก็ยังไม่ได้ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับว่า นอกจากเขตอำเภอเมืองฯ และบ้านแหลมแล้ว คำว่า “บวน” ถูกใช้เป็นกิริยาทำนองว่าเอาแกงเก่ามาปรุงใหม่แบบนี้ที่ไหนอีกบ้าง

คงต้องช่วยกันสืบค้นต่อไปล่ะครับ

……………..


เคี่ยวไฟอ่อนนานจนเครื่องในเปื่อยนุ่ม พริกแกงและน้ำคั้นใบไม้เขียวซึมเข้าในเนื้อ

อย่างไรก็ดี ผมนึกขึ้นมาได้ว่า เพื่อนชาวสุรินทร์เคยเล่าเกร็ดเรื่องแกงบวนให้ฟังเมื่อนานมาแล้ว เขาบอกว่า “บวน” นั้นเป็นภาษาเขมร แปลว่า “สี่” (๔) แกงบวนสุรินทร์คือแกงที่ต้องกินในงานมงคล (ตรงข้ามกับแกงกล้วย ที่แกงกินในงานอวมงคล) เท่านั้น โดยประกอบด้วยเครื่องในหมู ๔ อย่าง ตอนที่เล่านั้น เขาเองก็ระบุชัดๆ ไม่ได้ว่าคืออะไรบ้าง แต่จากสูตรแกงบวนเก่าๆ ที่มักบอกคล้ายๆ กันให้ใช้หัวใจ ปอด ตับ ม้าม ก็อาจส่อเค้าให้เราเห็นร่องรอยที่ว่านี้บ้างก็เป็นได้

คำอธิบายนี้นับว่าฟังดูมีน้ำหนักให้ค้นต่อนะครับ เพราะอย่างน้อยก็พอฟังขึ้น ว่าทำไมถึงเรียกแกง “บวน” ซึ่งผมคิดว่าคำอธิบายภาษาไทยเท่าที่ผ่านมายังทำได้ไม่จุใจพอ

………………

สำหรับผม แกงบวนมีนัยสำคัญอยู่อย่างน้อย ๒ เรื่อง คือ หนึ่ง มันดูเป็นกับข้าวโบราณสมัยก่อนที่สยามจะมีพริก (Chilli) กินมากๆ ค่าที่ว่าน้ำพริกแกงบวนแทบทุกสูตรจะแค่เผ็ดร้อนพริกไทย ไม่ใส่พริก และสอง การรื้อฟื้นแกงบวนให้กลับมาแพร่หลายอีกครั้งต้องเป็นเรื่อง “หิน” เอาการทีเดียว

มันไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติ ที่คงยากจะสร้างความคุ้นเคยให้ลิ้นคนปัจจุบัน แต่รวมถึงปัญหาเรื่องวัตถุดิบ เช่น ใบมะตูม ใบมะขวิด ใบตะไคร้ ที่น่าจะหายากมากๆ แล้วด้วย อย่างไรก็ดี ความที่มันยากนี่แหละครับ มันจึงเป็นเรื่องท้าทาย ว่าถ้าทำได้สำเร็จ ย่อมไม่ใช่แค่สูตรอาหารเท่านั้น ทว่าคือสภาพแวดล้อมและความหลากหลายทางพันธุกรรมพืช ที่จะถูกคำนึงถึงคุณประโยชน์และการคงอยู่ แบบที่ไม่เคยมีใครมองเห็นมาก่อนหน้า

กับข้าวบางสำรับจึงอาจส่งผลเกี่ยวเนื่องไปถึงนโยบายการจัดสรรพื้นที่สาธารณะ ด้วยประการฉะนี้

 

 


ที่มา ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ กุมภาพันธ์ 2560
ผู้เขียน กฤช เหลือลมัย

Go Pink with Chef Nooror Menu 2018 เมนูสุขภาพร้านอาหารไทย “Blue Elephant” ปรุงด้วยใจ ชูวัตถุดิบท้องถิ่นสู่อาหารไทยระดับพรีเมี่ยม

“อาหารคือยา ยาคืออาหาร” เพราะอาหารนอกจากจะสร้างความสุขให้กับเราตอนกินแล้ว ยังเป็นยารักษาสุขภาพร่างกายของเราให้แข็งแรงไปด้วย โดยเฉพาะอาหารไทย ที่ประกอบด้วยผักและเครื่องเทศ หลายชนิดเป็นสมุนไพรชั้นดี มีสรรพคุณในการรักษาโรค อาหารไทยจึงไม่เพียงแต่อร่อย แต่ยังช่วยบำรุงร่างกายของเราอีกด้วย

หนึ่งในอาหารไทยกินแล้วดีต่อร่างกายที่อยากแนะนำคือเมนูสุขภาพภายใต้ชื่อ “Go Pink with Chef Nooror Menu 2018” ที่รังสรรค์ขึ้นโดย “เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้” ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนทำอาหารและเชฟของภัตตาคารบลู เอเลเฟ่นท์ (Blue Elephant) ภัตตาคารไทยที่โด่งดังในต่างประเทศมาเกือบ 4 ทศวรรษ ซึ่งนอกจากจะมีสาขาในต่างประเทศหลายแห่ง เช่น บรัสเซลส์ ปารีส บลู เอเลเฟ่นท์ ยังมีสาขาที่กรุงเทพฯและภูเก็ตด้วย

ไม่เพียงสอนทำอาหารและเป็นเชฟที่ปรุงทุกเมนูด้วยใจและความรักในการทำอาหาร แต่เชฟนูรอยังเป็นทูตกิตติมศักดิ์ของโครงการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมอีกด้วย ซึ่งเชฟจะจัดทำเมนูอาหารไทยเพื่อสุขภาพ เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนกับมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว

เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้

ในแต่ละปี เมนูอาหารเชฟนูรอ หรือที่ใครๆ ก็เรียกเธอว่า “มาดาม” จัดทำขึ้นสำหรับโครงการนี้จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งในปีนี้ มาดามเล่าให้ฟังว่า แต่ละจานนอกจากจะเน้นไปที่ดีต่อสุขภาพของผู้หญิง ยังมีการนำวัตถุดิบท้องถิ่นของหลายพื้นที่ในประเทศไทยมาใช้ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ได้รับมาจากการลงพื้นที่ชุมชนผ่านโครงการ “เชฟชุมชนเพื่อท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน” หรือ Local Chef Thailand โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และเชฟชุมพล แจ้งไพร

สำหรับเมนูอาหารใน “Go Pink with Chef Nooror Menu 2018” จะเสิร์ฟแบบ Fine Dining โดยแบ่งออกเป็น เมนูสตาร์ตเตอร์ อาหารจานหลัก และของหวาน จะน่ากินขนาดไหน ลองไปดูกัน

สมูทตี้มะม่วงหาวมะนาวโห่

เริ่มด้วยเมนูเครื่องดื่มสมูทตี้เปรี้ยวชื่นใจ ใช้วัตถุดิบพื้นบ้านอย่าง “มะม่วงหาวมะนาวโห่” ที่เก็บมาจากสวนสมุนไพรที่บ้านของมาดามที่ จ.ฉะเชิงเทรา ตัวสมูทตี้เปรี้ยวกำลังดี รสไม่ฝาด มีการผสมมะนาวเพื่อช่วยให้กินง่าย ช่วยตัดมันตัดเลี่ยน กินแล้วรู้สึกอยากกินอาหารอีก

หอยเชลล์กอและ

ส่วนเมนูสตาร์ตเตอร์ประเดิมด้วย “หอยเชลล์กอและ” ใช้หอยเชลล์ย่างเนยเสียบมาบนตะไคร้ ราดด้วยน้ำราดที่มีส่วนผสมของขมิ้น เวลากินให้กินครบทั้งหอยเชลล์ตัวอวบๆ น้ำราดแบบเยอะๆ หน่อย และผักด้านล่างรวมไปถึงพริกไทยเม็ดด้วย จะได้รสกลมกล่อมลงตัว ยิ่งเวลาที่กัดไปโดนเม็ดพริกไทยจนแตกออกมา ให้กลิ่นฉุน หอม เข้ากันดีกับเนื้อหอยเชลล์

ช่อชมพู

สวยหวานมาแต่ไกลต้องยกให้สตาร์ตเตอร์จานที่ 2 อย่าง “ช่อชมพู” หน้าตาและชื่อนั้นละม้ายคล้ายขนมช่อม่วง เพียงแต่ช่อชมพูนั้นเป็นสีชมพูตามชื่อ ซึ่งมาดามบอกว่าสีชมพูได้มาจากแก้วมังกร ตัวแป้งออกหนาไปนิดแต่นุ่ม ไม่เหนียว เพราะใช้น้ำกะทิในการผัดแป้งนั่นเอง

ส่วนไส้ข้างในเป็นปลาแซลม่อน ที่มีประโยชน์คือนอกจากมีสารต้านอนุมูลอิสระแล้วยังมีโอเมก้า 3 ผัดกับรากผักชี กระเทียม พริกไทย และถั่วแมคคาเดเมียจากโครงการหลวง

ตำแก่นตะวันลูกยอกับกุ้งแม่น้ำย่าง

เมนูสตาร์ตเตอร์ทีเด็ดพลาดไม่ได้ ใครได้กินเป็นต้องติดใจ ขอยกให้ “ตำแก่นตะวันลูกยอกับกุ้งแม่น้ำย่าง” ฟังชื่อแล้วหลายคนอาจไม่คุ้นหูเท่าไหร่สำหรับพืชอย่าง “แก่นตะวัน” ลักษณะเป็นหัว รสชาติออกมัน เนื้อสัมผัสกรอบ คล้ายมันแกว มีสรรพคุณในการต้านสารอนุมูลอิสระ ช่วยลดความดัน เบาหวาน ดีขนาดที่มาดามเองยังกินแก่นตะวันทุกวัน

จานนี้มาดามเอาแก่นตะวันมาตำกับกะปิภูเก็ต ใส่มะนาวหั่นพร้อมเปลือกชิ้นเล็กๆ ชวนน้ำลายไหลแบบไม่ต้องบรรยายมาก กินคู่กับกุ้งแม่น้ำไซซ์กำลังพอเหมาะย่างมาหอมๆ อร่อยอย่าบอกใครเลยทีเดียว

ขอบอกว่าอย่าเพิ่งอิ่มเพราะที่พูดไปเป็นเพียงสตาร์ตเตอร์ แต่ยังมีเมนคอร์สจานเด็ดอีก 3 เมนู เริ่มที่ “ไก่ผัดกะลามะพร้าวอ่อนใบกระเพรา” รสชาติเผ็ดร้อนถึงขนาดที่ในเมนูให้ระดับความเผ็ดไว้ที่ช้าง 3 ตัวเลยทีเดียว

ไก่ผัดกะลามะพร้าวอ่อนใบกระเพรา

เมนูนี้ความพิเศษอยู่ที่การใช้วัตถุดิบพื้นบ้านอย่างกะลามะพร้าวอ่อน หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หน่อกะลา” ซึ่งเป็นกะลามะพร้าวอ่อนๆ นั่นเอง โดยได้มาจากชุมชนบ้านตะเคียนเตี้ย จ.ชลบุรี นำมาผัดกับเครื่องแกงที่เต็มไปด้วยสมุนไพรหลากชนิด เด่นๆ เลยคือใบกระเพรา ขมิ้น พริกขี้หนู นอกจากนี้ยังมีรากผักชี ตะไคร้ กระเทียม ข่า หัวหอมแดง กระชาย พริกชี้ฟ้าแห้ง ผักชีใบเลื่อย เป็นต้น ผัดกับไก่บ้าน เนื้อติดหนังให้ความรู้สึกเหมือนกินอาหารป่า เสิร์ฟมาในลูกมะพร้าวอ่อน ความเผ็ดร้อนผสมกับรสชาติเค็มนวลกลมกล่อม ได้รสอร่อยจนกินกับข้าวสวยแล้วไม่อยากวางช้อนเลย

จานถัดมานี่ดีงามและถูกอกถูกใจใครต่อใครได้ง่ายๆ คือ “แกงกะทิน้ำยาปลาหิมะกับข้าวปุ้น” หรือขนมจีนน้ำยากะทิปลาหิมะนั่นเอง ความน่าสนใจของเมนูนี้คือนอกจากจะใช้ปลาหิมะมาทำน้ำยากะทิสุดเข้มข้น รสชาติเค็มหวานกลมกล่อมแล้ว ยังมีปลาหิมะชุบไข่ทอดชิ้นกำลังดีเสิร์ฟมาในจานด้วย

แกงกะทิน้ำยาปลาหิมะกับข้าวปุ้น

ตัวเส้นขนมจีนก็มีความพิเศษ คือ ทำมาจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิค ให้สีม่วงอ่อนสวยงาม ตัวเส้นนุ่มกำลังดี ในจานยังเสิร์ฟหัวปลี และโรยหน้าด้วยใบแมงลัก ให้ความรู้สึกกินอาหารไทยพื้นบ้านจริงๆ

ความเก๋ของจานนี้ยังอยู่ที่การตกแต่งที่ใช้น้ำกะทิมาเข้าเครื่องตีจนขึ้นฟอง แล้วราดตกแต่งมาด้านบน เรียกได้ว่าเป็นไอเดียการตกแต่งที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร

เมนคอร์สจานสุดท้ายคือเมนูโบราณอย่าง “แกงสิงหลเนื้อ” ซึ่งเป็นเมนูที่สันนิษฐานว่าเข้ามาในแผ่นดินสยามโดยชาวสิงหลที่อพยพมาจากประเทศศรีลังกา มาตั้งรกรากในไทยเมื่อครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 2

แกงสิงหลเนื้อ

ความที่ว่าน่าจะมาจากศรีลังกาทำให้อาหารจานนี้รสชาติและกลิ่นออกแนวอาหารแขก ตัวน้ำแกงประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น อบเชย ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด, ขมิ้น และสมุนไพรอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นออร์แกนิค

ส่วนเนื้อวัวที่ใช้ในแกงสิงหล เป็นเนื้อวัวชั้นดีจาก จ.นครราชสีมา หั่นมาเป็นชิ้นพอดีคำ โดยใช้เวลาในการเคี่ยวเนื้อกับน้ำแกงถึง 2 ชั่วโมง ได้เนื้อไม่เปื่อยจนเกินไป มีรสสัมผัสให้ต้องเคี้ยว กินกับโรตีแป้งนุ่มที่เสิร์ฟมาด้วยก็เข้ากันดีทีเดียว

สาคูรังนกแปะก๊วย นมอัลมอนด์

ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานที่ดีต่อสุขภาพอย่าง “สาคูรังนกแปะก๊วย นมอัลมอนด์” ซึ่งนอกจากจะมีสาคูเม็ดใส รังนกชั้นดี แปะก๊วยทำดีไม่มีขม ยังมีเนื้อมะพร้าวอ่อนมาด้วย กินกับนมอัลมอนด์รสชาติไม่หวาน ออกนวลๆ กำลังดี ประโยชน์เพียบ ดีต่อคนทุกเพศทุกวัยเลย

สำหรับใครที่สนใจอยากชิมอาหารไทยโบราณ ปรุงด้วยความพิถีพิถันในเซตเมนู “Go Pink with Chef Nooror Menu 2018” ที่นอกจากจะอร่อย ดีต่อสุขภาพแล้ว ยังได้บุญไปด้วย สามารถแวะไปชิมกันได้ที่ร้านบลู เอเลเฟ่นท์ ติดบีทีเอสสุรศักดิ์ เฉพาะมื้อกลางวันและมื้อเย็น ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ตุลาคมนี้ ส่วนใครที่พลาดหรือไปไม่ทันในเดือนตุลาคมนี้ ภัตตาคารบลู เอเลเฟ่นท์ ยังคง 3 เมนู คือ แกงสิงหลเนื้อ, ไก่ผัดกะลามะพร้าวอ่อนใบกระเพรา และตำแก่นตะวันลูกยอกับกุ้งแม่น้ำย่าง ไว้ให้ได้ชิมกัน!

“ตัวอักษร ฆ.ระฆัง ตอนนี้ไม่ค่อยได้ใช้แล้ว เป็นสิ่งที่ถูกลืม มีเพียงคำว่าระฆังคำเดียวที่ยังใช้อักษรนี้อยู่ เราจึงไม่อยากให้คนลืมตัวนี้ไป ทั้งที่คำว่า ระฆัง มีความเป็นมงคลและความมีชื่อเสียง โด่งดังกังวาน จึงนำมารวมกับคำว่า คอ ที่สื่อถึงคอที่เราทานอาหารลงไป พอทานแล้วชอบ รสชาติดี ก็ใช้คอนี่แหละบอกต่อๆกัน” ศุทธดา เนติภานนท์​ เจ้าของร้าน คอระฆัง ย่านประตูผี บอกเรา

ดูจากทำเลก็บอกได้เลยว่า ร้านอาหารใต้ร้านนี้ไม่ธรรมดา แม้จะเปิดได้เพียงไม่นาน และอยู่ใกล้ร้านผัดไทยชื่อดังรวมทั้งร้านดังติดดาวระดับโลก ก็ยังมีทั้งลูกค้าประจำและหน้าใหม่ ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติแวะเวียนมาอุดหนุนอย่างไม่ขาดสาย

ถามว่ามีเคล็ดลับมัดใจลูกค้าอย่างไร ก็ได้รับคำตอบว่า เคล็ดลับอันดับหนึ่งคือความใส่ใจในคุณภาพอาหาร โดยทางร้านได้คัดสรรวัตถุดิบจากแหล่งส่งคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อปูสด หรืออาหารทะเลทุกชนิด ถูกส่งตรงมาจากจังหวัดระยองหรือสุราษฎร์ธานี พร้อมรับประกันว่าไร้สารฟอร์มาลีนเจือปน แม้ทางร้านต้องแบกรับราคาต้นทุนที่สูงขึ้นไว้ แต่เพื่อให้ลูกค้าได้ทานอาหารที่มีคุณภาพ เจ้าของร้านคอระฆังก็ยืนยันว่าเต็มใจจะทำ

“ร้านเราใส่ใจรายละเอียด และมองว่าลูกค้าเป็นคนในครอบครัว จึงอยากให้ได้ทุกคนได้ทานอาหารสดใหม่ ที่เราออกไปจ่ายตลาดทุกเช้า ซึ่งอาหารทุกจานนั้น พ่อครัวแม่ครัวปรุงกันสดๆ จานต่อจาน ไม่เว้นแม้แต่ขนมจีนน้ำยาปู ก็ทำถ้วยต่อถ้วย ถ้าเราทำไว้เยอะ และอุ่นหลายครั้ง จะทำให้ความหวานของกะทิหายไป”

พูดจบ ก็เห็น ขนมจีนน้ำยาปู พระเอกของงาน ถูกเสิร์ฟบนโต๊ะพร้อมเครื่องเคียงอีก 1 สำรับ ประกอบไปด้วยขนมจีน ไข่ต้ม กะหล่ำปลีซอย แตงกวา ถั่วงอก ถั่วฝักยาว และลูกชิ้นปลากราย ที่ทานร้านทำเอง “ใช้พริกแกงใต้ โขลกผสมพริกขี้หนูเม็ดเล็ก ในขณะที่เคี่ยวกะทิด้วยไฟกลาง ไม่ให้กะทิแตกมัน” หากใครมีข้อกังขาในปริมาณของเนื้อปู​ ให้ลองมองหม้อทองเหลือง จะเห็นเนื้อปูที่ทับถมกันอยู่ เน้นว่าเป็นเนื้อปูที่ไม่ใช่เศษปูราคาถูก

เช่นเดียวกับ ไข่เจียวปู สีเหลืองอร่าม ก็อัดแน่นไปด้วยเนื้อปูภายใต้เนื้อไข่ชั้นบางๆ ที่ราคาคุ้มแสนคุ้มเพียง 550 บาทเท่านั้น ซึ่งไข่เจียวจานนี้เจ้าของร้านการันตีว่าไม่อมน้ำมัน สามารถสั่งกลับบ้านและนำไปทอดอุ่นได้อีกต่างหาก

จานต่อมาเป็น “คั่วกลิ้งกระดูกอ่อน” อาหารปักษ์ใต้ชื่อดัง ที่เรียกว่าเป็นอีกซิกเนเจอร์ของร้านนี้ โดยมีสูตรเด็ดอยู่ที่เลือกกระดูกใบพายของหมู ซึ่งค่อนข้างหายาก นำมาสับและผัดกับพริกแกงแดง ที่เข้ากันและให้ความหอมมากกว่า แตกต่างจากสูตรภาคใต้ที่ใช้พริกแกงเหลือง

ส่วน “หมูผัดเคยเค็ม” เป็นหมูสามชั้นติดมันผัดกับกะปิคุณภาพดีจากระนองหรือระยอง แล้วแต่ฤดูกาล ปรุงรสได้รสเค็มหวานกลมกล่อม เข้ากับหอมแดงซอยฝอยที่ช่วยลดกลิ่นกะปิได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ ร้านคอระฆังยังมีเมนูอาหารที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ใบเหลียงผัดไข่ ซึ่งมีจำหน่ายเฉพาะฤดูกาลเท่านั้น ที่ร้านนี้แตกต่างจากร้านอื่นคือ ใส่กุ้งแห้งตัวโต เพื่อให้ความเค็มของตัวกุ้งตัดกับความมันของใบเหลียงได้อย่างลงตัว

แกงเหลืองปลากระพง ที่ทำจากเนื้อปลาสดชิ้นโต ตักราดบนข้าวสวยร้อนๆ หรือ หมูคั่วเกลือ เมนูธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ทำจากหมูสามชั้นหมักเกลือนำไปทอดให้เหลืองกรอบ ซึ่งแม้จะทิ้งไว้นานก็ยังคงความกรอบอร่อยอยู่

ถ้าใครคอแห้ง ก็สามารถสั่งเครื่องดื่มขึ้นชื่อของทางร้านอย่าง “coffee cube” กาแฟรสชาติเข้มข้นที่มาในรูปแบบของน้ำแข็งรูปดาวห้าแฉก ที่มีวิธีดื่มคือ ต้องราดนมเพียงเล็กน้อยลงบนน้ำแข็ง และคนอีกนิดหน่อย เพื่อให้น้ำแข็งกาแฟละลาย ก็จะได้กาแฟเย็นรสชาติเข้มข้น ที่ไม่สามารถหาทานจากร้านอื่นได้

ตบท้ายด้วยขนมหวานที่หลายคนติดใจอย่าง “โรตีทิชชู่ฝอยทอง” ที่ผสมผสานความกรอบของโรตีแผ่นบางเฉียบ ความหวานของฝอยทองคุณภาพดี และวิปครีมหวานกำลังดี เมื่อกัดเข้าไปแล้วส่วนผสมทุกอย่างจะละลายในปาก เข้ากันได้อย่างกลมกล่อม

สำหรับร้าน “คอระฆัง” สาขาประตูผี เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-23.00 น.​ โดยร้านตั้งอยู่บนถนนมหาไชย ตรงข้ามวัดเทพธิดาราม ย่านสำราญราษฎร์​

เชื่อว่าระฆังคุณภาพดีใบนี้ ต้องถูกบอกต่อผ่านคอ จนเสียงดังกังวานแน่นอน..