โก โฮลเซลล์ หนุนเกษตรกร จ.ลำปาง ดันสับปะรดกระจายทุกสาขา ช่วยปัญหาล้นตลาด

ปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำ นับเป็นปัญหาคลาสสิกของเกษตรกรไทย ยิ่งปีไหนน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ดี ผลผลิตของชาวไร่ชาวสวนก็ออกมามาก จนขายไม่ทัน ตกอยู่ในภาวะล้นตลาด เช่นเดียวกับ “สับปะรด” ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ที่ปกติแล้วผลผลิตรุ่นแรกของปีจะออกช้ากว่าภาคใต้และภาคตะวันออก แต่ปีนี้เมื่อทางเหนือฝนดี แดดดี สับปะรดที่ปลูกก็ผลิดอกออกผลกันฉ่ำ เมื่อส่งเข้าสู่ตลาดผลผลิตจากทุกภาคก็ชนกัน ทำให้ในภาพรวมมีสินค้าในปริมาณมาก

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร จุดหมายใหม่เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จึงได้ร่วมมือกับ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำปาง และ นางศิริพร ช่างปณีตัง เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดตำบลบ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง ในการเชื่อมโยงการตลาด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน ซึ่ง โก โฮลเซลล์ จะช่วยกระจายผลผลิตไปจำหน่ายยัง 13 สาขา ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ จังหวัดลำปางได้ชื่อว่า เป็นแหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญในภาคเหนือ ซึ่งตำบลบ้านเสด็จถือเป็นว่าพื้นที่หนึ่งของจังหวัดที่มีการปลูกสับปะรดกันมาก เนื่องจากสภาพพื้นดินเป็นดินภูเขา มีความอุดมสมบูรณ์และมีสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างจากจังหวัดอื่นๆ มีอากาศร้อนชื้น และมีฝนตกต่อเนื่อง ทำให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของผลผลิต ถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ มีความโดดเด่นในเรื่องรสชาติ หวาน กรอบ ไม่กัดลิ้น มีลักษณะผลสมบูรณ์สวยงาม เนื่องจากเกษตรกรดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี โดยนำผ้าสแลนมาห่อสับปะรดทุกลูก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดเผาผิวเปลือก ส่วนเนื้อด้านในสีเหลืองน่ารับประทาน

1334970_0
1334973_0

ใครอยากชิมรสชาติสับปะรดลำปาง และได้ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ หาซื้อได้แล้ว ที่ โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ทั้ง 13 สาขาทั่วไทย ศรีนครินทร์, เชียงใหม่, อมตะชลบุรี, พัทยาใต้, พระราม2, รังสิต, รามคำแหง, ราไวย์ จ.ภูเก็ต, เมืองภูเก็ต, เจริญราษฎร์, อุดรธานี, ขอนแก่น, หาดใหญ่ #GOWHOLESALE #GOAlwaysFreshForward #GOสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อคุณ #GOสดครบคุ้ม

“สับปะรดภูเก็ต” ของแท้ ต้องที่ “โก โฮลเซลล์” หนุนเกษตรกร สร้างรายได้ สืบสานรสชาติเอกลักษณ์ GI

รสชาติสับปะรดที่ หวาน หอม กรอบ แกนกลางรับประทานได้ รสชาติไม่กัดลิ้น นี่คือ จุดเด่นของสับปะรดภูเก็ต ซึ่งถือเป็นผลไม้ขึ้นชื่อและเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัด ปลูกพื้นที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าที่ภูเก็ต จนทำให้ได้รับตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI

นายระวี รองเเก้ว ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสับปะรดภูเก็ต ผู้นำผลผลิตมาจำหน่ายที่ โก โฮลเซลล์ สาขาราไวย์ เป็นช่องทางขายล่าสุด เล่าให้ฟังว่า ด้วยพื้นที่ของจังหวัดภูเก็ต เป็นเกาะ มีน้ำทะเลล้อมรอบ ทำให้ค่าดินมีความแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ การปลูกสับปะรดจึงต้องดูแลเอาใจใส่ ไม่ให้มีวัชพืช หากมีวัชพืชเยอะ สับปะรดก็จะไม่ได้คุณภาพ รสชาติจะไม่ผ่าน ไม่สะอาด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สับปะรดภูเก็ตมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ รสชาติหวาน หอม กรอบ แกนกลางทานได้ เนื้อสีเหลือง เส้นใยน้อย เหมาะสำหรับทานแบบผลสด และที่สำคัญรสชาติจะไม่กัดลิ้นผู้ที่ได้ลิ้มลอง

ปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกสับปะรดในภูเก็ตมีน้อย มีเพียง 800 – 900 ไร่เท่านั้น ขณะที่สมาชิกของวิสาหกิจชุมชนสับปะรดภูเก็ต นายระวี บอกว่า เหลือกันอยู่เพียง 10 กว่ารายจากเมื่อก่อนมีกัน 27-28 ราย สาเหตุที่หายไปก็ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งเกษตรกรมีอายุมาก ไม่มีคนสานต่อ พื้นที่ในการเพาะปลูกหายาก และมีขโมยเยอะ ก่อนหน้านี้การปลูกจะเป็นต่างคนต่างปลูก ต่างคนต่างขาย พอปี 2550 เกษตรจังหวัดได้ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มกัน จนเป็นวิสาหกิจชุมชนฯ นี้ขึ้น ซึ่งพวกเราก็ช่วยกันส่งเสริมการเพาะปลูก และพัฒนามาตรฐานต่างๆ กระทั่งในปี 2551 จึงได้ยื่นขอเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI และเริ่มใช้สัญลักษณ์ GI ในปี 2554 เพราะต้องมีการตรวจสอบทุกแปลง ให้ได้มาตรฐาน

1240364
1240367

นายระวี ย้ำอีกว่า สับปะรดภูเก็ต ที่มีเครื่องหมาย GI ต้องเป็นสับปะรดที่ปลูกในภูเก็ต หากปลูกที่อื่นจะไม่มีเอกลักษณ์ของสับปะรดภูเก็ต ซึ่งฤดูกาลที่จะออกผลผลิตได้ดีคือช่วงเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ เท่านั้น หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเลย

ไม่น่าแปลกใจ หากความต้องการสับปะรดภูเก็ตในกลุ่มผู้บริโภคยังมีสูง สวนทางกับพื้นที่เพาะปลูกและปริมาณผลผลิตที่น้อย!

โดยเฉพาะ สับปะรดภูเก็ตแท้ๆ ที่แม้ผลผลิตจะมีไม่มาก แต่เมื่อใดที่วางขาย ทุกช่องทางจำหน่ายต่างก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะส่งขายที่ ห้างโมเดิร์นเทรด โรงแรม พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย หรือล่าสุด ได้ขยายช่องทางการจำหน่ายใหม่ไปยัง “โก โฮลเซลล์ สาขาราไวย์” ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ทางเลือกใหม่เพื่อผู้ประกอบการ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ซึ่งมีนโยบายสนับสนุนผลผลิตของเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเบื้องต้นส่งจำหน่ายที่ จำนวน 50- 100 ลูกต่อสัปดาห์ ส่งผลให้สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสับปะรดภูเก็ตกลุ่มนี้ มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีกำลังใจปลูกสับปะรดภูเก็ต รักษารสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ให้คนได้ลิ้มชิมรสต่อไป

อนาคตคาดว่ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ นี้ จะสามารถขยายการส่งผลผลิตให้ โก โฮลเซลล์ เพิ่มขึ้น โดยอาจขยายไปทุกสาขาทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศ และสาขาใหม่ที่กำลังจะเปิดที่จังหวัดภูเก็ตอีก 1 สาขา (สาขาเมืองภูเก็ต) ในเร็วๆ นี้

เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว บ้านเราเกิดภาวะสับปะรดล้นตลาดและมีราคาที่ตกต่ำ และส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างหนัก ในขณะที่สับปะรดถือเป็นผลไม้ที่ให้คุณประโยชน์แก่ร่างกายอย่างมากมาย อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมศาสตร์และเพศศาสตร์ในต่างประเทศได้บอกว่าการกินสับปะรดส่งผลต่อรสชาติของน้ำหล่อเลี้ยงช่องคลอดและอสุจิอีกด้วย วันนี้เราจึงรวบรวมเอา 8 คุณประโยชน์ที่ได้รับจากการกินสับปะรดมาแชร์ให้สาวๆ ได้ทราบกัน มาดูกันค่ะว่าจะมีอะไรกันบ้าง

1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย
สับปะรดอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งเป็นสารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย จึงทำให้ร่างกายเกิดการติดเชื้อได้ยาก อีกทั้งยังสามารถต่อสู้กับโรคภัยต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการไข้หวัดและขับเสมหะในลำคอได้เช่นกัน

2. ช่วยย่อยโปรตีนได้ดี
เนื่องจากในสับปะรดมีเอนไซม์ธรรมชาติที่มีชื่อว่าบรอมีเลน ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สามารถย่อยอาหารได้ทั้งที่อยู่ในสภาวะกรดและด่าง จึงสามารถย่อยอาหารจำพวกโปรตีนได้ดี อีกทั้งยังช่วยลดอาการจุกเสียดได้อีกด้วย

3. ช่วยทำลายแบคทีเรียที่ไม่มีประโยชน์
เอนไซม์บรอมีเลนที่อยู่ในสับปะรดมีส่วนช่วยทำลายแบคทีเรียที่ไม่มีประโยชน์ นอกจากนี้ยังช่วยลดการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมทั้งช่วยสมานแผลได้เป็นอย่างดี

4. ลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง
เอนไซม์บรอมีเลนมีส่วนช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งเต้านม เนื่องจากเอนไซม์ชนิดนี้จะทำให้เม็ดเลือดขาวเกิดการหลั่งสารไซโตไคน์ที่ช่วยให้เม็ดเลือดขาวกำจัดเซลล์มะเร็งได้นั่นเอง

5. บรรเทาอาการร้อนใน
เมื่อมีอาการร้อนใน หรือรู้สึกกระหายน้ำและกระสับกระส่าย แนะนำให้กินสับปะรดทั้งแบบสดหรือนำมาปั่นเป็นน้ำสับปะรดดื่มจะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ดี

6. มีส่วนช่วยลดน้ำหนัก
เนื่องจากสับปะรดอุดมไปด้วยใยอาหาร ดังนั้นการกินผลไม้ที่มีใยอาหารย่อมช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้ง่าย จึงมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้โดยปริยาย

7. ป้องกันอาการเหน็บชา
สารอาหารที่สำคัญอย่างวิตามินบี 1 และวิตามินบี 6 ที่อุดมอยู่ในสับปะรดนั้น แม้จะมีอยู่ในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ก็มีส่วนช่วยป้องกันอาการเหน็บชาและอาการเหนื่อยง่ายได้ อีกทั้งยังช่วยทำให้ระบบประสาทและเม็ดเลือดทำงานได้ดียิ่งขึ้น

8. ส่งผลต่ออสุจิและช่องคลอด
ในส่วนของคุณประโยชน์ที่น่าสนใจอีกหนึ่งอย่างในการกินสับปะรดก็คือ ทำให้อสุจิมีรสหวาน ซึ่ง ดร.แครอล ควีน นักสังคมศาสตร์และเพศศาสตร์กล่าวไว้ว่า การที่เรากินอะไรเข้าไปก็ตาม ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม หรือยารักษาโรค ล้วนมีผลต่อช่องคลอดและอสุจิ ดังนั้นการกินสับปะรดแล้วทำให้อสุจิมีรสหวานก็ย่อมมีสิทธิ์เป็นไปได้

เป็นอย่างไรกันบ้างคะหลังจากที่ได้รู้ถึงคุณประโยชน์ที่ได้รับจากการกินสับปะรด เชื่อว่าจะทำให้สาวๆ หันมาให้ความสำคัญกับการกินผลไม้ชนิดนี้กันมากขึ้น เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย และยังมีส่วนช่วยป้องกันอาการต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้อีกด้วย

ที่มา : Sanook

ถ้าเอ่ยถึงผลไม้ที่มีหลายตา เชื่อว่าหลายคนจะต้องนึกถึงชื่อสับปะรดเป็นลำดับต้นๆ นอกจากผลไม้ชนิดนี้จะมีรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น ให้รสชาติเปรี้ยวหวานและมีกลิ่นหอมแล้ว ยังจัดเป็นผลไม้ที่ให้คุณประโยชน์แก่ร่างกายมากมายอีกด้วย วันนี้เราจึงหยิบเอาประโยชน์ต่างๆ ที่ได้จากการกินสับปะรด พร้อมทั้งวิธีการกินผลไม้ชนิดนี้เพื่อสุขภาพมาฝากทุกคนกันค่ะ

1. ชะลอวัยและลดเลือนริ้วรอย
สับปะรดมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงและยังมีความสามารถในการสังเคราะห์คอลลาเจนด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่การทานสับปะรดช่วยชะลอวัยและลดริ้วรอยได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยบำรุงผิวพรรณและลดการผลิตสารเมลานิน ทำให้ผิวแลดูกระจ่างใส

2. ต้านอนุมูลอิสระ
อย่างที่ทราบกันดีว่าการทานสับปะรดช่วยต้านอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนช่วยต้านมะเร็งบางชนิดได้ เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งสารชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ได้ดี

3. ลดระดับคอเลสเตอรอล
เนื้อของสับปะรดอุดมไปด้วยกากใยสูง แถมยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและลดระดับไขมันเลวได้ดีเลยทีเดียว จึงแนะนำให้สาวๆ หมั่นทานผลไม้ชนิดนี้เพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย

4. ควบคุมน้ำหนักได้ดี
นอกจากเนื้อสับปะรดจะมีปริมาณกากใยสูงแล้ว ยังมีส่วนช่วยปรับความสมดุลของระบบย่อยอาหารได้อีกด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่สาวๆ หลายคนเลือกควบคุมน้ำหนักด้วยการทานสับปะรดกันเป็นจำนวนมาก

5. เพิ่มพลังงานในร่างกาย
วันไหนที่รู้สึกเหนื่อยล้าหรือร่างกายอ่อนเพลีย และไม่สดชื่นเหมือนทุกๆ วัน แนะนำให้ทานสับปะรด 2-3 ชิ้น จะรู้สึกถึงความสดชื่นและกระปรี้กระเปร่า เนื่องจากผลไม้ชนิดนี้มีส่วนช่วยเพิ่มพลังงานในร่างกายนั่นเอง

6. ลดการอักเสบ
ในส่วนของนักวิ่งหรือนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บทางกล้ามเนื้อ แนะนำให้ทานสับปะรดเพื่อบรรเทาอาการ เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีส่วนช่วยลดการอักเสบได้ดี

7. ลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ

หนึ่งในคุณสมบัติที่น่าสนใจของสับปะรดก็คือ ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ ถือเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ดีต่อหัวใจเลยทีเดียว

8. ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ
โพแทสเซียมที่อุดมอยู่ในสับปะรดช่วยป้องกันการปวดกล้ามเนื้อได้ดี ซึ่งคุณสมบัติในข้อนี้จึงมีความคล้ายกับการทานกล้วยซึ่งอุดมไปด้วยโพแทสเซียมและช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยเช่นกัน

9. ลดอาการปวดประจำเดือน
โพแทสเซียมในสับปะรดยังมีส่วนช่วยลดอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในช่วงของการมีประจำเดือน การทานสับปะรดจะช่วยลดอาการปวดได้ดี

10. ใช้ในการห้ามเลือด
ผลดิบของสับปะรด มีส่วนช่วยในการห้ามเลือด ช่วยฆ่าพยาธิ และลดอาการทางเดินปัสสาวะขัดได้ดีอีกด้วย

กินสับปะรดอย่างไรไม่ทำลายสุขภาพ

  1. ก่อนทานสับปะรด ควรหั่นเนื้อและแกนกลางของมันด้วย จะช่วยให้ร่างกายได้รับคุณประโยชน์สูงสุด
  2. หลังปอกเปลือกเสร็จ ให้แช่สับปะรดในน้ำเกลือประมาณ 2-3 นาที เพื่อลดการเกิดปฏิกิริยากับอวัยวะในช่องปาก ไม่ทำให้แสบลิ้นง่าย
  3. ไม่ควรทานสับปะรดในขณะที่ท้องว่าง เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร
  4. ไม่แนะนำให้ทานสับปะรดดิบ เนื่องจากสับปะรดดิบมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายแรง

จะเห็นได้ว่าสับปะรดซึ่งเป็นผลไม้ที่สาวๆ หลายคนชื่นชอบนั้นให้ประโยชน์ที่น่าสนใจมากมายเลยทีเดียว ดังนั้นสาวๆ จึงควรให้ความสำคัญกับการทานอาหารให้หลากหลาย พร้อมทั้งการทานผักผลไม้ทุกวัน จะช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีได้

ที่มา : Sanook

เคยสังเกตไหมว่า เวลาไปรับประทานอาหารที่ไหนก็ตาม ผลไม้ตบท้ายมื้อมักต้องเป็น “สับปะรด” คู่มากับแตงโม และมะละกอ

ด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นของ สับปะรด ที่ช่วยย่อย จึงเหมาะแก่การเป็นผลไม้ตบท้ายมื้อ ช่วยล้างคาวอาหาร ช่วยให้การถ่ายท้องสะดวกสบายขึ้น

รวมทั้งคุณสมบัติแถมท้ายอย่างน่าสนใจที่ว่า ช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ให้สะอาดใสปิ๊ง จึงเชื่อกันว่า สับปะรดเป็นผลไม้ช่วยลดน้ำหนัก

ทั้งนี้ ที่ผ่านมายังไม่มีผลวิจัยที่ชี้ชัดว่าการกินสับปะรดช่วยลดความอ้วน แม้ว่าจะช่วยย่อยอาหารและช่วยให้ถ่ายท้องได้สบายขึ้น ผิวพรรณดูสดใส แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยลดน้ำหนักแต่อย่างใด

ที่น่าสนใจคือ ความที่เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรด ถ้ากินมากเกินไป หรือกินตอนท้องว่าง สิ่งที่น่ากังวลตามมาคือ อาจทำให้กระเพาะทะลุได้ (ขนาดน้ำสับปะรดเอาไปหมักเนื้อหมูยังทำให้หมูนุ้มนุ่มเลย)

แล้วควรกินมั้ย?

ก็ดีนะ แต่อย่ามาก เพราะสับปะรดมีวิตามินเพียบ โดยเฉพาะวิตามินซี ว่ากันว่าแค่กินชิ้นเดียวก็ช่วยดูแลสุขภาพในช่องปากได้แล้ว อย่างดูแลอาการเสียวฟัน เลือดออกตามไรฟัน รวมทั้งยังป้องกันหวัดได้เป็นอย่างดี

เอาเป็นว่ากินแต่พอดี อย่ากินตอนท้องว่าง แต่ถ้าต้องการลดความอ้วน กินแป้งและขนมจุบจิบให้น้อยลง และออกกำลังกาย ดีกว่าเยอะ

ที่มา : มติชนออนไลน์

สับปะรด ผลไม้ไม่ธรรมดา มาจากแดนไกล

ตอนเป็นเด็กประถมปลายมักจะถูกคุณครูตำหนิว่า ทำอะไรไม่เป็นสับปะรด ก็ทำให้สงสัยมาตลอดว่าทำไมต้องเป็นสับปะรด จนหมอยาท่านหนึ่งเฉลยในวงสนทนาว่า สมัยที่ชาวต่างชาติเอาสับปะรดเข้ามาในเมืองไทยครั้งแรก พระราชาก็ให้เสนาอำมาตย์ชิมก่อนว่าเป็นพิษไหม รสชาติเป็นอย่างไร เสนาชิมแล้วก็ทูลว่าสรรพรสพระเจ้าข้า เพราะมีหลากหลายรสชาติ แล้วเลยเพี้ยนมาเป็นสับปะรด เท็จจริงแค่ไหนไม่รับประกัน แต่ก็ได้เข้าใจความหมายของคุณครูว่า เรานี่คงไม่ได้สักรส คือ ไม่ได้เรื่องสักอย่าง ซึ่งก็คงจะจริง เพราแม้แต่จะสนเข็มซึ่งเพื่อนๆ เค้าทำได้สบาย แต่กลับยากเย็นเหลือเกินสำหรับเรา

สับปะรดเป็นพืชพื้นเมืองของบราซิล ถูกค้นพบโดยโคลัมบัสเมื่อปี ค.ศ.1493 ก่อนที่นักเดินเรือจะนำไปเผยแพร่ทั่วโลก และสันนิษฐานว่าเข้ามาในเมืองไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ สับปะรดใช้ในการป้องกันเลือดออกตามไรฟันได้ เพราะในปริมาณที่เท่ากัน สับปะรดมีปริมาณวิตามินซีน้อยกว่ามะนาวเพียงเล็กน้อย แต่สับปะรดได้เปรียบที่ลูกโตกว่ามะนาวหลายเท่า ปลูกก็ง่ายกว่า ให้ผลผลิตมากกว่า แม้ว่าสับปะรดจะมีการนำมาปลูกในเมืองไทยได้ไม่นาน แต่ในตำรายาไทยก็มีหลายตำรับที่เข้าสับปะรด โดยเฉพาะยาแก้นิ่ว จะต้องมีแกนสับปะรดอยู่เสมอ

สับปะรด ผลไม้ช่วยย่อย ช่วยระบาย

สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยย่อย คล้ายๆ มะละกอ เพราะอุดมไปด้วยเอนไซม์โบรมีเลน (Bromelain) ช่วยย่อยโปรตีนให้กลายเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ เอนไซม์ชนิดนี้สามารถย่อยอาหารได้ทั้งในสภาวะเป็นกรดและด่างเช่นเดียวกับเอนไซม์ปาเปนในมะละกอ จึงช่วยกำจัดสิ่งตกค้างในลำไส้ไม่ให้หมักหมมจนเป็นสารพิษ ซึ่งจะทำให้ตับไตต้องทำงานหนัก

คุณสมบัติในการช่วยย่อย แก้ท้องอืดท้องเฟ้อนี้ ทำให้ในสำรับข้าวของคนไทยสมัยก่อนมักจะมีสับปะรดเป็นผักเคียงอยู่ด้วย นอกจากนี้ คนสมัยก่อนถ้าขับถ่ายไม่ค่อยดี นิยมเอาสับปะรดดิบๆ มาแกงกับอาหารพวกโปรตีน เช่น เนื้อ ก็จะช่วยระบายท้อง ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น คงเป็นเพราะฤทธิ์ความเป็นกรดของสับปะรดจะช่วยดึงน้ำให้เข้าสู่ทางเดินอาหารมากขึ้นและกระตุ้นการขับถ่าย

สับปะรด ยาแก้นิ่ว แก้ปัสสาวะขัด

หมอยาพื้นบ้านนิยมใช้สับปะรดเป็นยาขับปัสสาวะ รักษาอาการบวมน้ำโดยกินเนื้อสับปะรดประมาณ 2 ขีดครึ่ง ทั้งยังเชื่อว่าการกินสับปะรดเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคนิ่วในไต ช่วยลดความดันได้อีกด้วย วิธีทำน้ำสับปะรดโดยทั่วไปใช้น้ำสับปะรด 1 ส่วน ผสมน้ำเปล่า 1 ส่วน (ควรเป็นน้ำต้มสุกที่ทิ้งไว้ให้เย็นแล้ว ไม่ใช่น้ำร้อนเพราะเอนไซม์จะถูกทำลาย) นอกจากนี้เหง้าสับปะรดทั้งสดและแห้งยังเป็นยาแก้โรคทางเดินปัสสาวะชั้นยอด ถ้าสดใช้ประมาณ 200-250 กรัม แห้งใช้ประมาณ 90-100 กรัม ต้มกับน้ำรับประทานวันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร 1 ถ้วยชา เป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยลดความดันโลหิต

ยาแก้อักเสบและอาหารเสริมในรูปของผลไม้

ในเยอรมันนิยมใช้เอนไซม์โบรมีเลนซึ่งมีมากในสับปะรดช่วยลดอาการบวม การเจ็บปวด และช่วยให้แผลจากการผ่าตัดหรือการกระแทกหายเร็วขึ้น นอกจากนี้ สับปะรดยังใช้ลดอาการบวมจากการถูกแมลงสัตว์กัดต่อย การบวมการอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูก ไซนัสอักเสบ และเชื่อว่าสับปะรดช่วยลดการอักเสบในผู้ป่วยที่เป็นข้ออักเสบ รูมาตอยด์ เก๊าท์ รวมทั้งการอักเสบจากการเล่นกีฬา เนื่องจากสับปะรดมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการสร้างไคนิน (kinin) ที่เป็นสารก่อให้เกิดการอักเสบนั่นเอง

ปัจจุบันมีการค้นพบประโยชน์ของสับปะรดต่อสุขภาพมากมาย ที่สำคัญคือ บำรุงกระดูก ทำให้กระดูกแข็งแรง อาจจะเนื่องจากในสับปะรดมีแมงกานีสอยู่มาก แมงกานีสเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและเอ็นของร่างกาย น้ำสับปะรดจึงเหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต คนแก่ที่เป็นโรคกระดูกพรุน สับปะรดยังเหมาะกับคนที่เป็นโรคหวัดและไอ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เพราะไม่เพียงมีวิตามินซีสูง แต่เอนไซม์โบรมีเลนยังมีฤทธิ์ลดการไอและทำให้เสมหะน้อยลง และยังมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคหัวใจบางประเภท และผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดขอด หลอดเลือดดำอักเสบ เพราะช่วยย่อยลิ่มเลือด

เครื่องสำอางทำความสะอาดผิวหน้าระดับลึก

นอกจากมีเอนไซม์โบรมีเลนซึ่งช่วยย่อยเซลล์ที่ตายแล้ว ระงับอาการอักเสบ อาการบวม และช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่เสื่อมโทรมแล้ว สับปะรดยังมีกราดอะมิโน กรดอัลฟาไฮดรอกซี (AHA) และน้ำตาลช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น มีวิตามินเอ วิตามินซี ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความชราของเซลล์ผิวหนัง และลบรอยเหี่ยวย่น จึงมีการใช้สับปะรดเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางเพื่อทำความสะอาดรูขุมขนบนผิวหนัง อีกทั้งช่วยกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วออกไป ทำให้ผิวหน้าสดใส ซึ่งเราสามารถทำใช้ได้เอง เพียงคั้นน้ำสับปะรดมาทาหน้าก่อนนอน หรือทาเช้า-เย็นก็ได้ ทาทิ้งไว้ 10 นาที จึงล้างออก

ตำรับยา

ยาแก้ท้องอืดในเด็กอ่อน

นำใบสับปะรดไปย่างไฟ คั้นเอาแต่น้ำ ใช้เป็นน้ำกระสายยาฝนกับรากเตพังคีพอขุ่น ทาท้องเด็กอ่อน ถ้าเด็กโตหน่อยก็ให้กินน้ำคั้นได้เลย


ที่มา หนังสือบันทึกของแผ่นดิน ๖ สมุนไพรท้องไส้…ในวิถี ASEAN โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร