บั๋นหมี่ หรือแซนด์วิชเวียดนาม เป็นขนมปังแบบบาแก็ตขนาดเล็ก มีขายทั่วไปในเวียดนาม แต่ร้านนี้ “Huynh hoa” แจ่มสุดในโฮจิมินห์ คนต่อแถวยืนกันคึกคึกหน้าร้านคูหาเดียว

บริการแกร็บฟู้ด ซื้อ-ส่งอาหาร มาไม่ขาดสาย นักท่องเที่ยวฝรั่ง ต่างชาติมาเข้าคิว คนเวียดนามในพื้นที่มาแวะซื้อ ราคาขายชิ้นละ 60 บาท

ความคึกคักของร้าน Huynh hoa ที่โฮจิมินห์ ดูได้จากคลิป

ที่มา Youtube กินเที่ยว สายกลางตามงบ

จากการสำรวจในโฮจิมินห์ “บั๋นหมี่” เป็นสตรีทฟู้ดเวียดนามที่ฝรั่งนักท่องเที่ยวในเวียดนามกล้ากินมากที่สุด ขณะที่สตรีทฟู้ดรูปแบบอื่นฝรั่งมาสังเกตดูเฉยๆ แล้วเดินจากไป

โดย บั๊นหมี่ บาแก็ตนี้ นิยมกินด้วยการทาตับบดที่เรียกว่า “ปาเต้” (Pate) ทากับขนมปัง และใส่แฮมชนิดต่างๆ

ความที่บั๋นหมี่ หรือแซนด์วิชเวียดนาม มีรากมาจากขนมอบฝรั่งเศสยุคอาณานิคม (เวียดนามรับวัฒนธรรมจากฝรั่งเศสจากการเป็นอาณานิคมมาเกือบ 100 ปี)  และขนมปังฝรั่งเศสเริ่มเป็นที่รู้จักของชาวเวียดนาม เพราะเป็นเสบียงของกองทัพช่วงสงครามอินโดจีน
.
คนฝรั่งเศสในเวียดนามฝึกชาวเวียดนามในท้องถิ่นมาทำบาแก็ต ต่อมามี บาแก็ตขนาดเล็กเรียกว่า “เปอตีต์ แปง” ที่ชาวเวียดนาทำออกมาขายเองแพร่หลาย คนเวียดนามเลยเอาขนมปังบาแก๊ตไซซ์เล็กนี้มาปรับรสชาติใส่นั่นใส่นี่สูตรของเวียดนามเองจนเป็นบั๋นหมี่ในที่สุด

 

 

 

“พัทยา” ได้ชื่อว่าเป็นเมืองตากอากาศมีชื่อโด่งดังเมืองหนึ่งของไทย อีกทั้งรู้จักกันดีในหมู่ชาวต่างประเทศ ด้วยมีชายฝั่งทะเลทอดยาวเลียบอ่าวไทยมากกว่า 500 กิโลเมตร และยังมีแสงแดดอบอุ่น อากาศดี ที่สำคัญมาจากกรุงเทพฯ ถือว่าใกล้นิดเดียว เดินทางด้วยรถยนต์เพียงสองชั่วโมงเศษๆ ก็ถึงแล้ว ดังนั้น พัทยาจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งตามสถิติของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่ามากกว่า 3 ล้านคนในแต่ละปี

สภาพเมืองพัทยาปัจจุบันยังสามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ในทุกรูปแบบ มีตั้งแต่โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ร้านอาหารรสเลิศมากมายหลากหลาย หรือฟู้ดสตรีท ห้างสรรพสินค้าทันสมัย ตลอดจนสถานบันเทิงยามราตรี เรียกว่าเวลานี้พัทยาเติบโตอย่างมากทางด้านธุรกิจและการลงทุนของนักธุรกิจจากระเทศต่างๆ ทั่วโลก เรียกได้ว่า เป็นเมืองนานาชาติมากกว่าเพียงแค่การเป็นเมืองรีสอร์ตเพียงอย่างเดียว

เมื่อคนหมู่มากมาอยู่รวมกัน แน่นอนว่าสิ่งสำคัญคือโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และขาดไม่ได้คือ อาหารการกิน ซึ่ง “พุทธิศักดิ์ รักจ้อย” เชฟหนึ่งในสมาชิกสมาคมเชฟภาคตะวันออก กล่าวแจกแจงถึงเรื่องนี้ว่าสำหรับภาพรวมร้านอาหารในเมืองพัทยาจะมีหลากหลายมาก ทุกรูปแบบ และมีปริมาณร้านมากขึ้นกว่าเดิม ตั้งแต่ร้านแบบเพิงไปจนถึงร้านหรูดูดี นอกจากนี้แล้วรูปแบบของอาหารก็หลากหลายไม่แพ้กัน

พุทธิศักดิ์ รักจ้อย

“โดยรวมแล้วถือว่าร้านอาหารที่พัทยามีมากจริงๆ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของหรือผู้ประกอบการจะสามารถรักษามาตรฐานของตัวเองได้ขนาดไหน ซึ่งถ้าจะแบ่งเป็นระดับ ก็มีตั้งแต่ระดับชาวบ้านรากหญ้าขายกับข้าวธรรมดาๆ ให้กับคนทั่วไป ที่เรียกกันว่า ฟู้ดสตรีท เป็นจำพวกข้าวแกงใส่ถาด หรือแกงถุงซื้อกลับบ้าน คนทั่วไปจะนิยมซื้อแบบนี้มาก โดยทางเมืองพัทยาได้จัดสถานที่ขายไว้ให้เลย เรียกว่า วอล์คกิ้ง สตรีท อยู่ตรงพัทยาใต้ช่วงโรงแรมวีซี เป็นตลาดที่ขายดีมาก โดยเปิดเป็นเวลาให้แม่ค้าพ่อค้าเข้าไปขายอาหาร จัดแบ่งเป็นบล็อกๆ เก็บเงินเป็นรายชั่วโมง

มีทั้งอาหารไทยประยุกต์ อาหารฝรั่ง อาหารจีน ใส่หาบ รถเข็น คนส่วนมากที่นิยมมาซื้อก็เป็นพวกแม่บ้าน คนงานในพัทยา เป็นต้น แล้วแต่คนกินว่าจะเลือกแบบไหน อีกระดับคือร้านห้องแถวสำหรับคนกลางๆ บางร้านอาจติดแอร์เพื่อให้ดูดีหน่อย แบบนี้จะอยู่แถวๆ หาดจอมเทียน ร้านลักษณะนี้พอตกเย็นก็เต็มหมด คนมากินเป็นพวกคนทำงาน ข้าราชการก็มี และสุดท้ายระดับบนสุดเป็นร้านอาหารในโรงแรม ซึ่งบางโรงแรมที่มีชายหาดของตัวเองหรืออยู่ติดชายหาดเขาจะล็อกไว้แล้วจัดเป็นครัวกลางแจ้ง มีทั้งริมหาด ริมถนน แต่เนื่องจากเป็นครัวโรงแรมจึงมีเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ดี ได้มาตรฐาน ฉะนั้น เรื่องความสะอาด ความปลอดภัยก็จะดีไปด้วย รวมถึงมีคนเสิร์ฟที่แต่งตัวดูดีเรียบร้อย” เชฟพุทธิศักดิ์อธิบาย

อย่างไรก็ดี หากพูดถึงเรื่องของราคาอาหารในเมืองพัทยาเป็นที่รู้กันว่า “แพง” กว่าปกติ เพราะถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว เรื่องนี้เชฟพุทธิศักดิ์ยอมรับว่า “จริง”

“คือ..ราคาอาหารที่พัทยาจะว่าแพงก็แพง จะว่าไม่แพงก็ไม่แพง เพราะตลาดมันดิ้น ราคาวัตถุดิบต่างๆ ก็ดิ้นกันหมด ไม่เหมือนเมื่อก่อน แต่ก่อนเรามาเที่ยวกันเป็นครอบครัวจองห้องพักแล้วสามารถออกไปซื้อพวกหอย ปลา กุ้ง จากเรือประมงเล็กของชาวบ้านมาเผาหรือย่างกินเองได้ ทั้งราคาถูกและคุณภาพสดใหม่ อร่อย แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว

เพราะว่า 1.เขาห้ามประมงเล็กค้าขายนอกระบบ ถูกควบคุมหมดสาเหตุมาจากไปโก่งราคาขายแพงเกินเหตุ 2.หลอกลวงเอาของไม่มีคุณภาพมาขายให้นักท่องเที่ยว ดังนั้น เวลานี้ให้ซื้อขายผ่านคนกลางทั้งหมด จะไปดักซื้อจากชาวบ้านไม่มีอีกแล้ว ต้องผ่านร้านอย่างเดียว ราคาก็ต้องแพงเป็นธรรมดา อย่างน้อยๆ อาหารทะเลขายแบบนี้เขาบวกเพิ่ม 30% ใครว่า อยู่ใกล้ทะเลแล้วซื้ออาหารทะเลได้ถูก ไม่ถูกนะครับ บางครั้งราคาก็แล้วแต่ฉันจะตั้งเอาเอง ขึ้นอยู่กับว่าวันนี้อยากขายเท่าไหร่ ไม่มีราคามาตรฐาน”

สิ่งสำคัญที่เชฟพุทธิศักดิ์เป็นห่วง คือการเข้มงวดกวดขันเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ทำงานกันหนักมาก แต่ปัญหาก็ยังเกิดเป็นเพราะ “คนนอกพื้นที่” ที่เข้ามาค้าขายในพัทยา

“เขาเข้ามาลงทุนเปิดร้านอาหาร ทำมาหากิน หรือทำกิจการเตียงผ้าใบริมหาด มาถึงก็ซื้อต่อจากเจ้าเดิมที่ทำอยู่ โดยที่ไม่รู้ว่ากฎระเบียบเขามีอย่างไร ไม่ทำความเข้าใจ กว่าจะรู้เรื่องก็ทำให้บ้านเมืองเสียหายไปแล้ว คือกฎระเบียบมี แต่คนไม่ทำตามกฎ อย่างเตียงริมชายหาด เขากำหนดไว้หมดว่าราคาเท่าไหร่ และอาหารที่นำไปขายในโซนนั้นมีการกำหนดราคาว่าขายอย่างไร แต่คนไม่ทำตาม เพราะฉะนั้นถามว่าอาหารพัทยาราคาแพงไหม ก็อยู่ที่ว่าคนกินจะเลือกบริโภคแบบไหน อย่างไร ”

นอกจากนี้แล้ว สภาพพัทยาเวลานี้จะมีนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติ แต่ที่มากที่สุด คือนักท่องเที่ยวอินเดีย และรัสเซีย ส่วนคนจีนไม่ค่อยมาแล้ว

“คนอินเดียที่มาแรกๆ เป็นนักท่องเที่ยวธรรมดา มาทำธุรกิจด้วย เป็นพวกคนมีเงินชอบจ่ายเงินสด จากนั้นพออยู่ได้ระยะหนึ่งจะไปลงทุนเช่าหรือซื้อห้องแถวเพื่อทำธุรกิจบ้าง ค้าขายบ้าง ส่วนมากทำร้านอาหารอินเดีย หรือขายผ้าอยู่แถวพัทยาใต้ไปถึงพัทยากลาง คนอินเดียยึดเกือบหมดแล้ว ส่วนโซนพัทยาเหนือจะเป็นย่านของเยอรมันและรัสเซีย”

เมื่อวันที่ 22 เมษายน นายสุทธิชัย ทรรศนสฤษดิ์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในฐานะประธานคณะกรรมการท่องเที่ยวและการกีฬา สภากรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า จากการติดตามนโยบายและผลการพัฒนาการท่องเที่ยววิถีรับประทานอาหารริมทาง หรือสตรีทฟู้ด ของ กทม. ในพื้นที่เขตสัมพันธวงศ์ เห็นว่าควรจัดเป็นโซนอาการ (Food Area) ไม่ใช่ทำเพียงแค่สตรีทฟู้ดบนถนนเยาวราชเท่านั้น เพราะย่านดังกล่าวมีร้านจำหน่ายอาหารที่อร่อยและมีคุณภาพดีอีกจำนวนมาก แต่อยู่ในตรอกซอกซอยที่นักท่องเที่ยวอาจจะไม่รู้จัก

“นอกจากนี้ กรุงเทพฯ มีขนาดพื้นที่กว่า 1,500 ตารางกิโลเมตร ยังมีพื้นที่อื่นเหมาะสมอีกมาก อาทิ ย่านบางลำพู ถนนพระอาทิตย์ วัดโพธิ์ ฯลฯ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หรือพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยหนาแน่น น่าสนใจพัฒนาให้เป็นสตรีทฟู้ดได้ แต่ต้องทำความตกลง เอาใจใส่ผู้ค้าไม่ให้การค้าสร้างความเดือดร้อน ขณะเดียวกัน ก็เห็นใจผู้ค้าที่ต้องทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว แต่หากอ้างความจนแล้วให้ กทม.หาพื้นที่ให้กับผู้ค้าทุกรายคงทำไม่ได้” นายสุทธิชัย กล่าว

นายสุทธิชัย กล่าวว่า กทม.ได้ดำเนินโครงการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ความสะอาดและคุณภาพของอาหารให้แก่ผู้ค้าที่ผ่านมาตรฐาน กทม.กำหนด แต่มีเพียงป้ายขนาดเล็กระบุร้านอาหารปลอดภัยเท่านั้น ประชาชนไม่สามารถสังเกตเห็นได้ เห็นควรมีตราสัญลักษณ์โดดเด่น เห็นชัด และสวยงาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว อย่างป้ายเชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ เป็นต้น ต่อมาควรเสริมศักยภาพของสตรีทฟู้ดร่วมกับพื้นที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง ช่วยสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมร่วมกัน คือ การกิน การเที่ยว และพักค้าง โดย กทม.ต้องประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวให้ทราบทั่วถึง นอกจากนี้ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในย่านต่างๆ สำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว กทม.ควรประชุมหารือร่วมกับสำนักงานเขต ชุมชน และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ได้ข้อสรุปก่อนแล้วจึงนำเสนอต่อผู้บริหาร กทม.เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต

 


ที่มา  มติชนออนไลน์