ทัวร์ตามรอยศิลปะทวารวดี จ.นครปฐม-ราชบุรี

เดือนสิงหาคมนี้ มติชนอคาเดมี จะพาทุกท่านไป ตามรอยศิลปะทวารวดี จ.นครปฐม-ราชบุรี

ฟังเรื่องราวอารยธรรมทวารวดี ผ่านมุมมองและแนวคิดทางประวัติศาสตร์ศิลปะ โดยรศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง

พบกับ สุดยอด 5 แหล่งศิลปกรรมทวารวดี ที่ห้ามพลาด!!

-วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร ชมพระประโทณเจดีย์

-วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร ชมองค์พระปฐมเจดีย์

-พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี

-อุทยานหินเขางู

-วัดโขลงสุวรรณคีรี

เดินทางวันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2562

ราคา 2,500 บาท

สนใจติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่งได้ที่ inbox เฟซบุ๊กเพจMatichon Academy – มติชนอคาเดมี

โทร 0-2954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124

Mobile : 08-2993-9097, 08-2993-9105

line : @matichon-tour 

line : @matichonacademy 

ใคร? คือ “ขุนนาง” ผู้มีส่วนร่วมสร้างกรุงรัตนโกสินทร์???

237 ปีกรุงรัตนโกสินทร์ มติชนอคาเดมีชวนร่วมทริปตามรอยประวัติศาสตร์ในทัวร์ “ขุนนาง (ผู้ร่วม) สร้างกรุงเทพฯ” กรุงเทพมหานคร กับ “รศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี”

ฟังเรื่องราวการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานีที่ “สะพานพุทธ” ชม “วัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร” วัดที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาพระคลังได้อุทิศสวนกาแฟสร้างขึ้น

เยือน “วัดบุปผารามวรวิหาร” วัดที่ท่านผู้หญิงจันทร์ ภรรยาเอกของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) และเป็นมารดาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้ทำการปฏิสังขรณ์ พร้อมชมศิลปะสุดแปลกตา จิตรกรรมตะวันตกในวัดไทย!

นอกจากนี้ยังพาชมวัดอนงคารามวรวิหาร, วัดพิชยญาติการามวรวิหาร และมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา สถานที่ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับขุนนาง “ตระกูลบุนนาค”

กำหนดเดินทางวันที่ 28 เมษายน 2562
นำชมและบรรยายโดย “รศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี”

ราคา 2,000 บาท

คลิกอ่านรายละเอียดโปรแกรมได้ที่ https://bit.ly/2SMsb50

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่งได้ที่ inbox เฟซบุ๊กเพจมติชนอคาเดมี คลิก m.me/Matichon.Academy.Thailand
หรือโทร 0-2954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124
Mobile : 08-2993-9097, 08-2993-9105
line : @matichon-tour คลิก http://line.me/ti/p/%40matichon-tour

เมืองชัยนาทบุรีมีอาณาเขตคลุม2ฝั่งลำน้ำเจ้าพระยา คือรวมทั้งฝั่งตัวจ.ชัยนาทในปัจจุบันด้วย เพราะมีร่องรอยของวัดที่เกิดขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19-20 ลงมาหลายวัด เช่น วัดส่องคบ ที่พบจารึกที่เจ้าเมืองขุนเพชรสารสร้างสถูปบรรจุพระธาตุและเอ่ยชื่อเมืองใหญ่2เมืองในยุคนั้น คือเมืองสุพรรณภูมิและเมืองอโยธยา

เมืองชัยนาทที่ปากแม่น้ำน้อย คงเป็นเมืองบริวารของเมืองโบราณอีกแห่งหนึ่งอยู่ตามลำน้ำน้อยลงมาในเขต อ.สรรคบุรี คือเมืองสรรคบุรี หรือแพรกศรีราชา ซึ่งสรรคบุรีคงเป็นชื่อเมืองตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางลงมา แต่ก่อนหน้านี้คือแพรกศรีราชา

โบราณสถานที่พบโดยเฉพาะบรรดาพระสถูปเจดีย์เป็นของที่มีมาแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 18-19 ก่อนการสร้างพระนครศรีอยุธยา เป็นสถูปเจดีย์ในศิลปะแบบอโยธยา-สุพรรณภูมิ ที่พบในบริเวณเมืองสำคัญร่วมสมัย เช่น เมืองลพบุรี สุพรรณภูมิ และอโยธยา

เมืองแพรกศรีราชามีชื่อกล่าวถึงในจารึกสุโขทัยหลักที่1 ครั้งพ่อขุนรามคำแหงความสัมพันธ์กับทางสุโขทัยนั้น สะท้อนให้เห็นจากรูปแบบพระพุทธรูปปูนปั้นในซุ้มทิศของ “พระปรางค์วัดสองพี่น้อง” และพระสถูปทรงดอกบัวตูมในวัดโตนดหลายในเขตเมือง แต่ที่สำคัญเมืองแพรกศรีราชาเป็นถิ่นกำเนิดที่สำคัญของพระพุทธรูปแบบอู่ทองที่มีความงดงามกว่าที่อื่นๆ

ในเขตวัดมหาธาตุอันเป็นวัดสำคัญกลางเมืองแพรกศรีราชา มีการนำพระพุทธรูปศิลาทั้งในแบบอู่ทอง ลพบุรี และทวารวดีมาตั้งไว้ตามระเบียงคด โดยเฉพาะพระพุทธรูปแบบทวารวดีและลพบุรีนั้นเป็นของที่ได้รวบรวมจากที่อื่นในละแวกใกล้เคียง

ในการสำรวจพบว่า บริเวณใต้เมืองแพรกศรีราชาลงมารวม4กิโลเมตร มีร่องรอยของเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่มีคูน้ำคันดินล้อมแห่งหนึ่งในเขตบ้านดงคอน แต่ปัจจุบันการสร้างถนนและคลองชลประทานผ่าน ได้ทำลายเมืองโบราณแห่งนี้จนหมดไป

ในการสำรวจศึกษาแต่ก่อนพบว่าชุมชนโบราณแห่งนี้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำมีหนองและสระน้ำมากมาย มีโคกเนินโบราณสถานขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านเรียกว่า “โคกปราสาท” พบอิฐสมัยทวารวดีขนาดใหญ่กว่าที่เคยพบในแห่งอื่นๆ พบชิ้นส่วนลายปูนปั้นประดับฐานและพระสถูปรูปคนแคระ พบกระเบื้องมุงหลังคาและบราลีสมัยลพบุรี แล้วพบตุ๊กตารูปสิงห์ ชิ้นส่วนภาชนะมีลวดลายสมัยทวารวดี ตะกรันเหล็กแวดินเผา ลูกปัดนานาชนิด

แต่ที่สำคัญคือ “เหรียญเงิน” แบบทวารวดีที่มีจารึกพระราชาและพระราชเทวีศรีทวารวดี รวมทั้งรูปลายสัญลักษณ์ต่างๆอีกมากมาย อันแสดงให้เห็นว่าเมืองโบราณแห่งนี้น่าจะเป็นเมืองสำคัญ เมื่อเมืองร้างไปแล้ว บรรดาศาสนาทั้งหลายได้ถูกโยกย้ายไปอยู่เมืองต่างๆในสมัยหลังลงมา

โดยเฉพาะเมืองแพรกศรีราชา ณ วัดพระแก้ว อันเป็นวัดนอกเมืองแพรกศรีราชาแห่งหนึ่ง ที่มีพระสถูปเจดีย์แบบอโยธยา-สุพรรณภูมิที่สวยที่สุดนั้น มีพระพุทธรูปหินทรายสีแดงตั้งเป็นพระประธานของพระวิหาร คนเรียก “หลวงพ่อฉาย” เป็นพระพุทธรูปแบบอู่ทองที่สลักขึ้นจากแท่งศิลาทรายที่เคยเป็นทับหลังของปราสาทของในสมัยลพบุรี นับเป็นโบราณวัตถุชิ้นหนึ่งที่น่าจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมในเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่บ้านดงคอน

ความสำคัญของพระพุทธรูปหลวงพ่อฉายองค์นี้คือ การสะท้อนให้เห็นถึงการสืบเนื่องจากทับหลังสมัยลพบุรีลงสู่ศิลปะอู่ทองอันเป็นศิลปะของพระพุทธรูปในคติพุทธเถรวาทที่พัฒนาขึ้นแทนพุทธศาสนามหายานสมัยลพบุรี ในสมัยก่อนการสร้างพระนครศรีอยุธยา

จากความสัมพันธ์ของโบราณสถานวัตถุระหว่างเมืองดงคอนและเมืองแพรกศรีราชานี้ ทำให้อาจตีความได้ว่าเมืองแพรกศรีราชาน่าจะเป็นเมืองแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ตอนปลาย ที่สืบทอดความสำคัญของบ้านเมืองสมัยทวารวดี-ลพบุรีจากเมืองดงคอน

การเกิดเมืองแพรกศรีราชานี้ สัมพันธ์กับการย้ายเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่เคยใช้มาแต่สมัยทวารวดีมายังลำแม่น้ำน้อย ที่สะท้อนให้เห็นว่าบรรดาบ้านเมืองในยุคหลังๆ จนถึงสมัยอยุธยานั้น ส่วนใหญ่เกิดขึ้นตามลำน้ำน้อยและลำน้ำเจ้าพระยาที่อยู่กันมาจนถึงปัจจุบัน

เมืองแพรกศรีราชานับเป็นเมืองชุมชนการคมนาคมทางน้ำที่สามารถเดินทางลงมาตามลำน้ำน้อยที่ไปรวมกับลำน้ำเจ้าพระยาในเขตจ.ชัยนาทก็ได้ หรือเดินทางตามลำคลองบัวไปยังลำน้ำท่าจีนหรือสุพรรณบุรีก็ได้ นั่นคือเมืองแพรกศรีราชาติดต่อโดยทางน้ำไปยังเมืองสุพรรณบุรีและเมืองอยุธยา และสามารถออกสู่ทะเลที่อ่าวไทยได้ทั้ง2แม่น้ำ

ตำแหน่งของเมืองแพรกศรีราชาที่แวดล้อมไปด้วยบ้านเมืองเก่าแต่สมัยทวารวดี-ลพบุรี ตั้งแต่นครสวรรค์และชัยนาทลงมานี้ เมื่อเชื่อมโยงให้ดีแล้ว อาจนำไปสู่การค้นพบรัฐโบราณในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ที่มีกล่าวถึงในเอกสารจีนสมัยพุทธศตวรรษที่ 18 ที่เรียกว่า “เจนลีฟู”ได้

การเกิดขึ้นของเมืองแพรกศรีราชาและเส้นทางคมนาคมทางน้ำนั้นคงพัฒนาขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่18ตอนปลาย อันนับเนื่องในสมัยลพบุรีลงมา แต่บ้านเมืองสมัยทวารวดีที่มีอยู่นั้นคงใช้เส้นทางคมนาคมตามลำน้ำเก่าที่ผ่านเมืองเดิมไป เช่นเมืองอินทร์บุรี ที่มีลำน้ำแม่ลาไหลผ่านกึ่งกลางแม่น้ำน้อยและแม่น้ำเจ้าพระยา ไปจนถึงเมืองสิงห์บุรีที่วัดพระนอนจักรสีห์และเมืองพรหมบุรี

ส่วนบ้านเมืองสมัยทวารวดี เช่น เมืองดงคอนที่อยู่ระหว่างกลางขนาบด้วยแม่น้ำน้อยและแม่น้ำท่าจีนทางตะวันตกนั้น ก็มีเส้นทางน้ำที่ยาวต่อเนื่องไปจนถึงเขต จ.สิงห์บุรี อ่างทอง และอยุธยา ลำน้ำเก่าที่สำคัญคือ คลองสีบัวทอง ที่มีร่องรอยของต้นน้ำมาแต่หนองระหานในเขตบ้านหนองระหาน ผ่านบ้านแหลมข่อย และบ้านไม้แดงมายังบ้านดงคอน

ข้อมูลจาก : หนังสือสร้างบ้านแปงเมือง โดย ศรีศักร วัลลิโภดม จัดพิมพ์โดยศิลปวัฒนธรรม สำนักพิมพ์มติชน

______________________________________________________________________________

มติชนอคาเดมี ชวนย้อนรอยเมืองโบราณ ไปกับ ทัวร์ “ชัยนาท-สรรคบุรี” เมืองโบราณลุ่มน้ำเจ้าพระยา จ.ชัยนาท

เดินทางวันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2561

นำชมและบรรยายโดย ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล

ราคา 2,800 บาท

.

คลิกอ่านโปรแกรมเดินทาง>>>>> https://bit.ly/2Q5oOZJ

.

สำรองที่นั่งติดต่อ  มติชนอคาเดมี  

Tel : 0-2954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124                            

Mobile : 08-2993-9097, 08-2993-9105

สอบถามทาง Inbox Facebook : คลิกที่นี่ได้เลย m.me/Matichon.Academy.Thailand

หรือ line : @matichonacademy คลิกhttps://line.me/R/ti/p/%40matichonacademy 

ชวนไปท่องเที่ยวเมืองเก่าแก่ที่น่าหลงใหล มีทั้งศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่สำคัญๆ จ.เพชรบุรี ทริป 2 วันจัดเต็ม! กับ ผศ.ดร.พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ มาร่วมเดินทางกับทัวร์ประวัติศาสตร์กับมติชนอคาเดมี

ทัวร์ ทัศนา “วัง-วัด เมืองเพชร” ฟังเกร็ดเรื่องเล่า “สองแผ่นดิน”
วิทยากร : ผศ.ดร.พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์
วันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 18-19 สิงหาคม 2561
ราคา 5,800 บาท
คลิกอ่านโปรแกรมทัวร์ :
https://www.matichonacademy.com/tour/article_17782

สนใจติดต่อ มติชนอคาเดมี
Inbox : Facebook Matichon Academy
Tel : 0-2954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124
Mobile : 08-2993-9097, 08-2993-9105
line : @matichonacademy

เตรียมตัวให้พร้อม!! มติชนอคาเดมีพาเยือนกัมพูชา กับทัวร์ “บันทายฉมาร์-สมโบร์ไพรกุก-เสียมเรียบ ความลับหลังกำแพงศิลา”

พาชมมหาปราสาทบันทายฉมาร์ กับเรื่องราวประวัติศาสตร์การสงครามสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7, กลุ่มปราสาทสมโบร์ไพรกุก กลุ่มของศาสนสถานที่เคยเป็นราชธานีของอาณาจักรเจนละในสมัยพระเจ้าอีศานวรมัน

นอกจากนี้ยังพายลเมืองพระนคร หรือนครธม ชมปราสาทบรายน ศูนย์กลางนครธม สุดยอดของปราสาทเขมรในยุคเสื่อม, พระราชวังหลวง ที่ประกอบไปด้วยปราสาทพิมานอากาศ ลานช้าง ลานครุฑ และปราสาทนาคพัน และชมความอลังการของปราสททนครวัด หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก!!

นำชมโดย รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กมติชนอคาเดมี เร็วๆ นี้!!!

เก็บตกบรรยากาศความประทับใจ ทัวร์ ออกพระเพทราชา “ฮีโร่” แห่งกรุงศรีฯ จ.สุพรรณบุรี-พระนครศรีอยุธยา กับมติชนอคาเดมี เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. และ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา

โดยบรรยากาศผู้ร่วมทัวร์ one day trip ไปกับเราทั้ง 2 ครั้งเต็มอิ่มไปกับสาระความรู้ประวัติศาสตร์ในยุคพระเพทราชา ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง

หลักฐานที่มีอยู่ในพงศาวดารชี้ไว้ว่า พระเพทราชาเป็นคนสุพรรณบุรี ถึงแม้เรื่องราวของพระองค์ใน จ.สุพรรณบุรี จะมีไม่มากนัก แต่หนึ่งในร่องรอยที่เกี่ยวกับพระเพทราชาที่เห็นอยู่ก็คือ “เสลี่ยงคานหาม” ที่ “วัดกุฎีทอง” อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งมีเรื่องเล่าตำนานเกี่ยวกับพระเพทราชาอยู่ว่า

“ครั้งหนึ่งในช่วงก่อนพระเพทราชาขึ้นครองราชย์ มีชายมานอนหลับที่วัดแห่งนี้ และชายคนดังกล่าวนอนกรนเป็นเสียงดนตรี เจ้าอาวาสที่นี่เลยทำนายไว้ว่าจะได้เป็นใหญ่ต่อไป ซึ่งชายคนนั้นก็บอกว่า ถ้าได้เป็นใหญ่จริงจะกลับมาสร้างกุฏิ หรือกุฎีทองถวาย ซึ่งเมื่อพระเพทราชาได้ปกครองแผ่นดิน พระองค์ก็ทรงมาสร้างกุฏิถวายที่นี่จริงๆ โดยสมเด็จมาบนเสลี่ยงคานหาม มีการจัดพิธีฉลองสมโภชน์ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อเสด็จกลับก็ทรงลืมไว้ ทางวัดจึงจัดเก็บไว้”

ปัจจุบันเสลี่ยงคานหามดังกล่าวถูกบูรณะซ่อมแซมและทางวัดได้นำออกมาแสดงให้ผู้คนทั่วไปได้ชม โดยเสลี่ยงนี้จัดแสดงอยู่บนกุฏิไม้โบราณหลังใหญ่ภายในวัด ซึ่งบนกุฏิยังจัดเก็บวัตถุโบราณหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องลายครามโบราณ, หนังใหญ่ เป็นต้น

ในบริเวณพื้นที่ 30 ไร่ของวัดกุฎีทองยังอาคารต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือตำหนักสมเด็จพระเพทราชา ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2540 อีกด้วย

สำหรับ “วัดกุฎีทอง” นั้นจะเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทัวร์ ออกพระเพทราชา “ฮีโร่” แห่งกรุงศรีฯ จะพาทุกคนไปเยือน พร้อมฟังเรื่องราวในยุคสมัยของออกพระเพทราชา ตั้งแต่ว่าพระองค์เป็นใครมาจากไหน ไปจนถึงเรื่องการเมือง และการเสด็จขึ้นครองราชย์ จาก รศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.มหิดล มาเป็นวิทยากร

กำหนดเดินทาง รอบสอง วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2560

สนใจติดต่อ มติชนอคาเดมี

Inbox : Facebook Matichon Academy

Tel : 0-2954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124

Mobile : 08-2993-9097, 08-2993-9105

line : @matichonacademy

คลิกอ่านรายละเอียดการเดินทางได้ที่ https://www.matichonacademy.com/content/article_15932

การปฏิวัติสมเด็จพระนารายณ์มหาราชของพระเพทราชา ทำให้พระเพทราชาเป็น “ฮีโร่” หรือวีรบุรุษ แห่งกรุงศรีอยุธยาจริงหรือ? ชวนไปหาคำตอบ พร้อมตามรอยพระเพทราชา ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง กับมติชนอคาเดมี ในทัวร์ ออกพระเพทราชา “ฮีโร่” แห่งกรุงศรีฯ จ.สุพรรณบุรี-พระนครศรีอยุธยา

กำหนดการเดินทาง : วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2561

วิทยากร : รศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี

ราคา 2,700 บาท

สนใจติดต่อ มติชนอคาเดมี

Inbox : Facebook Matichon Academy

Tel : 0-2954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124

Mobile : 08-2993-9097, 08-2993-9105

line : @matichonacademy

คลิกอ่านรายละเอียดโปรแกรมการเดินทางได้ที่นี่ https://www.matichonacademy.com/tour/article_14622

“เพราะลพบุรียังมีสิ่งน่าสนใจอีกมาก” รวบรวมบรรยากาศความประทับใจของทัวร์ “ย้อนเวลาพาออเจ้าไปเฝ้าขุนหลวงนารายณ์ที่ละโว้” จ.ลพบุรี ที่ถึงแม้รอบแรกจะฝนกระหน่ำ รอบสองจะจะอากาศร้อนอบอ้าว แต่ลูกทัวร์ของเราไม่มีใครหวั่นเลย

เรื่อง : ปริศนา ทับดวง ภาพ : กนกวรรณ มากเมฆ – เซคชั่นประชาชื่น นสพ.มติชนรายวัน


ฉากหวานในละครบุพเพสันนิวาส เมื่อขุนศรีวิสารวาจาอาสาเป็นไกด์ส่วนตัวพาแม่หญิงการะเกดขี่ม้าชมเมือง ไปเยือนเมืองละโว้ ราชธานีแห่งที่ 2 สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

“พระราชวังมี 3 ชั้น ที่เห็นยอดแหลมทรงมณฑปนั่นเป็นพระราชฐานชั้นนอก พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาทเป็นท้องพระโรง มีสีหบัญชรเสด็จออกรับแขกบ้านแขกเมือง พระราชฐานชั้นกลางพระที่นั่งจันทรพิศาลเป็นที่ว่าราชการงานเมือง ถัดไปโน่นไกลๆ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์เป็นที่ประทับฝ่ายใน” คุณพี่แนะนำพระราชวังเบื้องหน้าให้แม่หญิงที่ออกอาการตื่นเต้นและฟังอย่างตั้งใจ

ฉากนี้ออกอากาศเพียงชั่วข้ามคืน สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เมืองละโว้ หรือลพบุรีในปัจจุบันคึกคักขึ้นทันตา มีบรรดาออเจ้ายกขบวนไปร่วมตามรอยศึกษาประวัติศาสตร์กันอย่างเนืองแน่น

“พระนารายณ์ราชนิเวศน์” ตามท้องเรื่อง เป็นพระราชวังที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับ ล่าสัตว์ ออกว่าราชการ และต้อนรับแขกเมือง มีรูปแบบที่ผสมผสานกันระหว่างศิลปกรรมไทยและตะวันตก เจิดจรัสด้วยรูปลักษณ์สมัยใหม่ในยุคนั้น เช่น ประตูหน้าต่างเจาะเป็นช่องโค้งแหลม

จัดสวนตกแต่งในเขตพระราชฐานด้วยการแบ่งเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กๆ พร้อมมีน้ำพุเตี้ยๆ ประดับสวน รูปแบบอาคารและสวนเป็นอิทธิพลที่ได้รับจากราชสำนักเปอร์เซียและโมกุล

ผนังภายในพระที่นั่งบางองค์ เช่น พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาทตกแต่งด้วยกระจกเงา ที่นำมาจากยุโรป

พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท ตั้งอยู่ในพระนารายณ์ราชนิเวศน์

แม้กระทั่งกระเบื้องมุงหลังคาเคลือบสีเหลืองจักรพรรดิของพระที่นั่งหลายองค์ในพระราชวังก็มีผู้บันทึกไว้ว่า ยามต้องแสงพระอาทิตย์จะสะท้อนวาววับเสมือนมุงหลังคาด้วยทองคำได้โปรดฯให้ซื้อจากจีน

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงใช้พระราชวังเมืองลพบุรีเป็นสถานที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะ อาทิ ทูตานุทูต บาทหลวง และพ่อค้านานาชาติตลอดรัชสมัยของพระองค์ เข้าใจว่าเป็นเงื่อนไขของการกำหนดให้สถาปัตยกรรมในพระราชวังเมืองลพบุรีมีรูปลักษณ์อันได้รับอิทธิพลจากหลายสายวัฒนธรรมของโลก

รวมถึงการวางระบบท่อประปาภายในพระราชวังแบบพระราชวังอาลิคาปู ประเทศอิหร่าน อันแสดงให้เห็นถึงพระราชนิยมแบบเปอร์เซียของพระองค์ โดยพงศาวดารบอกว่า พระองค์มักประทับอยู่ที่เมืองลพบุรี ปีละ 8-9 เดือน

บริเวณพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน พระนารายณ์ราชนิเวศน์

เยือนแหล่งประวัติศาสตร์เมืองละโว้ทั้งที ต้องเที่ยวชมให้ครบ สถานที่สำคัญอีกแห่ง “พระที่นั่งไกรสรสีหราช” หรือ “พระที่นั่งเย็น” พระที่นั่งองค์นี้ตั้งอยู่บนเกาะริมทะเลชุบศร จึงเรียกอีกชื่อว่า “พระที่นั่งทะเลชุบศร” สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ทรงสำราญพระราชอิริยาบถและทรงประพาสเพื่อคล้องช้าง

บันทึกของฝรั่งเศสกล่าวว่า เมื่อพระองค์เสด็จประพาสล่าช้างป่า จะเสด็จฯกลับเข้ามาประทับ ณ พระที่นั่งองค์นี้

พระที่นั่งไกรสรสีหราช มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นแบบไทย คือเป็นพระที่นั่งจัตุรมุข มีหลังคาเครื่องไม้แบบไทย ด้านทิศตะวันออกมีมุขเด็จยื่นออกมา คงเป็นที่ใช้รับรองแขกเมืองและบรรดาบาทหลวง

มาถึง “วัดสันเปาโล” วัดในคริสต์ศาสนาที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทานที่ดินให้แก่คณะบาทหลวงเยซุอิตจากฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาในสยามเมื่อ พ.ศ.2229 พร้อมกับคณะราชทูต เดอ ลา ลูแบร์ เพื่อใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพร้อมกับใช้เป็นที่พักของคณะบาทหลวง โดยคำว่า “สันเปาโล” นี้คงจะเพี้ยนมาจากคำว่า เซนต์ปอลหรือแซงต์เปาโล (Saint Paulo) นั่นเอง

และเป็นที่ทราบกันดีว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงสนพระทัยในเรื่องดาราศาสตร์อย่างมาก เมื่อมีกลุ่มบาทหลวงที่จะเดินทางไปยังประเทศจีนเข้ามาในราชอาณาจักร ก็ทรงพระกรุณาต้อนรับและให้สิทธิต่างๆ ในการตั้งกล้องสำรวจปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคา เป็นหอดูดาว

โดยหอดูดาวแห่งนี้ถือได้ว่า เป็นหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งแรกของสยาม และเป็น 1 ใน 3 ของหอดูดาวที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย

วัดสันเปาโล หรือวัดเซนต์ปอล มีขนาดใหญ่พอสมควร เพราะมีหลักฐานเป็นภาพเขียนสีน้ำมันรูปหอดูดาวที่วัดแห่งนี้ เป็นหอดูดาวแปดเหลี่ยมสูงสามชั้น ชั้นบนสุดสามารถใช้ตั้งกล้องดูดาวได้ ปัจจุบันยังคงมีร่องรอยแนวบันไดและช่วงชั้นปรากฏให้เห็นที่ผนัง ส่วนอาคารอื่นๆ เช่น ที่พักของคณะบาทหลวงเยซุอิต ห้องประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และหมู่อาคารต่างๆ ไม่ปรากฏร่องรอยให้เห็นแล้ว

อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่ปรากฏบนผนังส่วนที่เหลือของอาคารหอดูดาวทำให้สันนิษฐานได้ว่าคงมีลักษณะของศิลปะไทยผสมอยู่ด้วย เพราะมีการใช้ลวดบัวเป็นเส้นคั่น

ในสมัยนั้นคณะบาทหลวงเยซุอิตเดินทางเข้ามาในสยามตั้งแต่ครั้งทูต เดอ โชมองต์ เข้ามาเมื่อปี พ.ศ.2228 โดยพบว่า บาทหลวงตาชาร์ดมีบทบาทมากในเรื่องการเมือง เพราะได้พยายามประสานผลประโยชน์ทางการศาสนาและการเมืองกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ โดยในครั้งต่อๆ มาได้มีจดหมายลับฝากไปกับบาทหลวงตาชาร์ด เรื่องการขอบาทหลวงฝรั่งเศสให้เดินทางลับๆ เข้ามาในสยาม หลังจากที่พระเพทราชาปฏิวัติแล้ว บาทหลวงตาชาร์ดได้เป็นทูตเดินทางเข้ามาในสยามอีกครั้ง แต่ฝ่ายสยามเห็นว่าไม่ใช่การเดินทางมาพร้อมกับเรือฝรั่งเศส จึงให้บาทหลวงตาชาร์ดคอยวันที่เหมาะสมก่อน

วัดสันเปาโล

ส่วนสถานที่สำคัญที่ออเจ้าจักพลาดมิได้เชียวหนา คือ “บ้านหลวงรับราชทูตวิชาเยนทร์” หรือ “บ้านวิชาเยนทร์” สถานที่สำหรับรับรองราชทูตที่มาเข้าเฝ้าฯ ที่เมืองลพบุรี และเป็นบ้านพักของ “คอนสแตนติน ฟอลคอน” หรือ “เจ้าพระยาวิชาเยนทร์” สมุหนายกชาวกรีก ผู้มีอิทธิพลเป็นอย่างมากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

บ้านวิชาเยนทร์ ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศเหนือของพระราชวังเมืองลพบุรี บริเวณส่วนหนึ่งใช้เป็นที่พักของบรรดาราชทูตอันมาแต่เมืองไกล เช่น เปอร์เซียและฝรั่งเศส จากประตูพระราชวังมุ่งตรงสู่บ้านหลวงรับราชทูต มีวัดเสาธงทองคั่นกลาง มีตึกที่สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชปรากฏอยู่ 2 หลัง คือ ตึกโคระส่าน และตึกปิจู ใช้เป็นที่พำนักของราชทูตเปอร์เซียส่วนหนึ่ง

ส่วนบ้านหลวงรับราชทูตตั้งอยู่บริเวณเดียวกับบ้านพักของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เพียงแต่มีแนวกำแพงคั่น

อาคารทั้งหมดก่ออิฐถือปูนในลักษณะสถาปัตยกรรมตะวันตก โดยบางหลังเป็นแบบศิลปะยุโรปแบบเรอเนสซองต์ มีหน้าจั่วรูปสามเหลี่ยม ส่วนที่เป็นบ้านพักของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์มีอาคารหลายหลังและประดับรอบบ้านด้วยน้ำพุ มีห้องใต้ดิน ส่วนบ้านพักของราชทูตเป็นอาคาร 2 ชั้น ก่ออิฐถือปูน

ที่สำคัญคือ โบสถ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางคริสต์ศาสนาประดับกระจกสี ภายในมีแท่นบูชา มีเสาปลายเป็นรูปกลีบบัวยาวเป็นศิลปะแบบไทย โบสถ์หลังนี้ถือกันว่าเป็นโบสถ์คริสต์หลังแรกในโลกที่ตกแต่งด้วยลักษณะทางศิลปะแบบพระพุทธศาสนา

เมื่อพระเพทราชาและกลุ่มขุนนางคิดก่อการปฏิวัติ ฟอลคอนหรือเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ยังคงพำนักอยู่ในบ้านแห่งนี้ แต่มีความหวาดระแวงอยู่มาก เพราะให้ทหารฝรั่งเศส 4-5 นาย เป็นทหารอารักขาความปลอดภัย ในวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2231 พระเพทราชาสั่งให้ทหารไปตามฟอลคอน โดยแจ้งว่าสมเด็จพระนารายณ์ฯทรงต้องการให้เข้าเฝ้าฯ แต่เมื่อเข้าประตูไปนั้นได้พบกับพระเพทราชาที่ดักรออยู่แล้ว ฟอลคอนถูกจับกุมไปทรมานและประหารชีวิตในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2231

โบสถ์ในบริเวณบ้านวิชาเยนทร์

รวมถึง “ประตูเพนียด” โบราณสถานสำคัญอีกแห่ง เป็นประตูเมืองโบราณขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเพนียดคล้องช้าง ปัจจุบันอยู่ในบริเวณค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีความสมบูรณ์ สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยเป็นประตูเมือง 1 ใน 2 แห่ง คือ ประตูชัยและประตูเพนียด ที่ยังหลงเหลือหลักฐานมาถึงในปัจจุบันของเมืองลพบุรี

นอกจากนี้ ในบริเวณนี้ยังมีร่องรอยเนินดินของเพนียดคล้องช้างปรากฏอยู่ โดยเพนียดคล้องช้างที่เมืองลพบุรีนี้ใช้ในการคล้องช้างของพระมหากษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยามาหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้โปรดฯให้มีการคล้องช้างให้กับราชทูตได้ชมที่เพนียดแห่งนี้

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แต่ละแห่งในเมืองละโว้ ล้วนวิจิตรและทรงคุณค่า คุ้มค่าแก่การไปเยี่ยมเยือนยิ่งหนาออเจ้า

ประตูเพนียด

“มติชน อคาเดมี” พาร่วมทริปย้อนเวลาไปเฝ้าขุนหลวงนารายณ์ ณ เมืองละโว้ ตามรอยขุนศรีวิสารวาจากับแม่หญิงการะเกด สู่ราชธานีแห่งที่ 2 ไปกับ รศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี ปรมาจารย์ประวัติศาสตร์กรุงเก่า วันที่ 29 เมษายน 2561

ร่วมรำลึกประวัติศาสตร์จากโบราณสถานสำคัญ อาทิ ประตูเพนียด พระที่นั่งไกรสรสีหราช หรือพระที่นั่งเย็น วัดสันเปาโล วัดที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางคริสต์ศาสนา กำเนิดหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งแรกของสยาม และเป็น 1 ใน 3 ของหอดูดาวที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

จากนั้น มุ่งหน้าสู่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ พระราชวังที่ใช้เป็นที่ประทับ ล่าสัตว์ ออกว่าราชการ และต้อนรับแขกเมือง ก่อนมุ่งหน้าสู่บ้านหลวงรับราชทูตวิชาเยนทร์ สถานที่รับรองราชทูต และเป็นบ้านพักของคอนสแตนติน ฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชาเยนทร์

สนใจติดต่อมติชน อคาเดมี โทร 0-2954-3977-84 ต่อ 2123, 2124, 08-2993-9097 ID Line @m.academy