วันนี้เรานำประโยชน์จากผลไม้ที่มีรูปทรงแปลกตาสีสันสวยงามเหมือนอัญมณีอย่าง “ทับทิม” มาฝากกัน ซึ่งด้านในผลของทับทิมประกอบไปด้วยเมล็ดเล็กสีแดงสวย เวลารับประทานจะให้รสชาติอมเปรี้ยวเจือด้วยรสเฝื่อน

นอกจากความอร่อยและสีสันที่สวยงามแล้ว ทับทิมยังเป็นผลไม้ที่มีวิตามินมากมาย รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซียม ที่มีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิต ระบบการหมุนเวียนในร่างกาย

ส่วนผลการวิจัยในปัจจุบันพบว่าทับทิมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงมาก มีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมของมนุษย์ สามารถลดภาวะการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัว ซึ่งจะทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือดตามมา ช่วยบำรุงหัวใจในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด โดยเพิ่มการไหลเวียนที่ดีขึ้น ลดภาวะหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ ลดความดันโลหิตได้เล็กน้อย ประมาณ 5%

ในผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูง ถ้ารับประทานน้ำทับทิมวันละ 50 ซีซี. เป็นเวลา 2 สัปดาห์ติดต่อกัน จะช่วยบำรุงตับ ป้องกันการเป็นพิษต่อตับได้เช่นกัน

ที่มา : แม่บ้าน

จากประสบการณ์ในการปลูกทับทิมในเชิงพาณิชย์ของ คุณไพรัตน์ ไชยนอก เจ้าของสวนเทพพิทักษ์ บ้านเลขที่ 130 หมู่ที่ 9 ตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ปัจจุบัน ปลูกทับทิมในพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ศรีปัญญา ในขณะที่เกษตรกรหลายรายปลูกทับทิมในเชิงพาณิชย์ไม่ประสบผลสำเร็จ หรือต้นทับทิมออกดอกติดผลไม่ดกเท่าที่ควร ประการสำคัญเกิดจากการได้รับแสงไม่ดี

คุณไพรัตน์ บอกว่า เริ่มแรกของการปลูกทับทิมจะต้องปลูกตามตะวัน ปลูกเป็นแถวยาวจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ถ้าปลูกขวางตะวัน คือปลูกเป็นแถวยาวจากทิศเหนือไปทิศใต้จะส่งผลให้ต้นทับทิมออกดอกติดผลเพียงข้างเดียว หรือให้ผลผลิตไม่ดก

ในเรื่องของระยะปลูกสรุปได้จากคุณไพรัตน์ ใช้ระยะระหว่างต้น 4 เมตร และระยะระหว่างแถว 7 เมตร จะเหมาะที่สุด เนื่องจากเครื่องจักรหรือรถไถเข้าไปทำงานได้สะดวก และยังช่วยลดปัญหาการสะสมของเชื้อราที่เป็นปัญหาหลักของการปลูกทับทิม แปลงปลูกทับทิมในเชิงพาณิชย์จะต้องมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก แสงสว่างส่องได้ทั่วถึง

ลดต้นทุนปุ๋ยเคมี
ด้วยการใช้ปุ๋ยคอกเป็นหลัก

ในการปลูกทับทิมในพื้นที่ 500 ไร่ ของสวนเทพพิทักษ์ เรื่องการจัดการใช้ปุ๋ยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ปริมาณของการใช้ปุ๋ยทางดิน ประมาณ 80% ของปุ๋ยที่ใช้คือ ปุ๋ยคอก และปุ๋ยคอกที่เลือกใช้ คุณไพรัตน์จะใช้ “ขี้หมู” ซึ่งมีการเลี้ยงหมูไว้เอง และนำขี้หมูที่ได้จากการล้างคอกในแต่ละครั้งนำมาตักราดบริเวณทรงพุ่มต้นทับทิมได้เลย

คุณไพรัตน์ได้เฝ้าสังเกตจากการใช้ขี้หมูพบว่า ต้นทับทิมแตกใบใหญ่และเขียวเป็นมัน เหตุผลที่ต้องเลี้ยงหมูเอง เนื่องจากถ้าซื้อขี้หมูจากฟาร์มที่ชาวบ้านหรือบริษัทเอกชนเลี้ยงมักจะมีการใช้ยาฆ่าเชื้อเพื่อดับกลิ่นเหม็นหรือฆ่าเชื้อราซึ่งมีสารโซดาไฟ เมื่อนำมาใส่ให้กับต้นทับทิมอาจจะเป็นพิษกับต้นทับทิมได้ จะต้องระวังเป็นพิเศษ สำหรับปุ๋ยเคมีที่ใช้จะเน้นสูตร 8-24-24 โดยใช้ในปริมาณ 20% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมดจะใส่ในช่วงเตรียมต้นก่อนออกดอก และมีการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์และปรับปรุงคุณภาพของผลบ้าง

การเลือกใช้ ‘สารปราบศัตรูพืช’
ในการปลูกทับทิม

คุณไพรัตน์ บอกว่า สารฆ่าแมลงในกลุ่มของสารโปรฟีโนฟอส ซึ่งเป็นสารป้องกันและกำจัดแมลงชนิดครอบจักรวาลและเป็นที่นิยมใช้ในการปลูกไม้ผลหลากหลายชนิด แต่สำหรับต้นทับทิมแล้วไม่ควรใช้อย่างเด็ดขาด ผลคือ จะทำให้ใบทับทิมไหม้และร่วงจนหมดต้น “เพลี้ยหอย” นับเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญชนิดหนึ่งในการทำผลทับทิม

ถ้าจะเลือกใช้สารในกลุ่ม “คลอไพรีฟอส” จะต้องใช้ในอัตราต่ำกว่าปกติ ถ้าใช้ในอัตราสูงจะทำให้ใบทับทิมร่วงเช่นกัน ทางเลือกในการป้องกันและกำจัดเพลี้ยหอยของสวนเทพพิทักษ์ จะใช้สารไวท์ออยล์ผสมกับสารเมโทมิล (เช่น แบนโจ) จะดีกว่า

ไพรัตน์ ไชยนอก
ไพรัตน์ ไชยนอก

สำหรับปัญหาเรื่อง “เพลี้ยไฟ” ที่นับเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญของการปลูกทับทิม คุณไพรัตน์ แนะนำให้เลือกใช้สารโปรวาโด ซึ่งเป็นสารที่มีความปลอดภัยและใช้ในอัตราต่ำมาก โดยใช้โปรวาโด อัตรา 1-3 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร สามารถป้องกันและกำจัดเพลี้ยไฟได้ผลดี

ในขณะที่ในการป้องกันและกำจัดวัชพืชในสวนทับทิม คุณไพรัตน์ บอกว่า ใช้สารป้องกันและกำจัดวัชพืชได้ทั้งกลุ่มไกลไฟเสตและพาราควอต แต่ที่สวนเทพพิทักษ์จะประหยัดต้นทุนในการป้องกันและกำจัดวัชพืชด้วยการใช้เกลือแกงผสมร่วมกับสารพาราควอต โดยยกตัวอย่าง ถ้าใช้สารพาราควอต 7 ลิตร ที่สวนเทพพิทักษ์จะลดการใช้สารพาราควอตเหลือเพียง 5 ลิตร และผสมเกลือแกงลงไป อัตรา 2 กิโลกรัม เมื่อนำมาฉีดพ่นเพื่อฆ่าหญ้าได้ผลไม่แพ้กัน

เทคนิคในการแก้ปัญหา
‘ทับทิมผลแตก’

จากประสบการณ์ในการปลูกทับทิมมานานนับสิบปีของคุณไพรัตน์ได้สรุปปัญหาของทับทิมผลแตกจะเกิดจากสาเหตุใหญ่ๆ 2 ประการ คือ ผลถูกทำลายด้วยโรคแอนแทรกโนส ในช่วงระยะการเจริญเติบโตของผลทับทิมและมีเชื้อแอนแทรกโนสเข้าทำลายที่ผลอ่อนจนเกิดแผล ทำให้ผลไม่ขยายและแตกในที่สุด

คุณไพรัตน์ยังได้บอกว่าแอนแทรกโนสนับเป็นโรคที่สำคัญสำหรับการปลูกทับทิม และได้แนะนำให้มีการฉีดพ่นสารฆ่าเชื้อราในกลุ่มคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ แต่จะต้องฉีดในช่วงที่ต้นทับทิมยังไม่ออกดอก แต่ถ้าช่วงระยะทับทิมออกดอกและติดผลอ่อนแนะนำให้ใช้สารโวเฟ่น แต่การป้องกันโรคแอนแทรกโนสแบบยั่งยืนคือ เรื่อง “การจัดการแสงและทิศทางลม” เป็นที่สังเกตว่าเกษตรกรที่ปลูกทับทิมในระบบชิดจะเกิดปัญหาโรคแอนแทรกโนสระบาดง่ายและค่อนข้างรุนแรง

“ผลทับทิมโดนแดดเผา” หรือที่ภาษาทางวิชาการเรียกซันเบิร์น ผลทับทิมที่โดนแดดมากๆ จะทำให้ผิวเปลือกทับทิมด้าน ไม่สามารถขยายผลได้ เมื่อได้รับน้ำหรือมีฝนตกลงมาหรือมีการใส่ปุ๋ยจะทำให้ผลแตกได้

แต่สำหรับทับทิมพันธุ์ศรีปัญญามีข้อดีตรงที่ขนาดของผลใหญ่ ทำให้ผลมักจะห้อยตกอยู่ภายในทรงพุ่ม จึงไม่ได้สัมผัสแดดโดยตรง แต่ถ้าเป็นทับทิมสายพันธุ์อื่นๆ จะแก้ปัญหาด้วยการห่อผล โดยห่อในระยะผลมีอายุได้ประมาณ 40-45 วัน หลังจากติดผลอ่อนและจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลังจากห่อผลไป ประมาณ 1 เดือนครึ่ง หรือสังเกตง่ายๆ คือ ห่อในระยะที่ขนาดผลทับทิมใหญ่ใกล้เคียงกับผลส้มเขียวหวาน จะช่วยลดปัญหาเรื่องแดดเผาได้

น้ำทับทิมสด อนาคตไกล
ตลาดต้องการมาก

ปัจจุบัน รูปแบบการผลิตทับทิมของสวนเทพพิทักษ์เปลี่ยนไป แต่เดิมจะมุ่งเน้นผลิตเพื่อจำหน่ายผลสด จะต้องมีการจัดการในเรื่องการควบคุมคุณภาพของผลผลิต โดยเฉพาะในเรื่องของผิวและขนาดของผล นอกจากจะใช้แรงงานเป็นจำนวนมากในการห่อผล จะต้องมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างประณีต เพื่อไม่ให้ผลทับทิมร่วงหล่นตกพื้น ถ้าผลทับทิมตกลงมาจะทำให้เกิดรอยแผลและผลทับทิมจะเน่าบริเวณที่ตกกระแทก ถึงแม้จะมีข้อดีตรงที่ว่าผลทับทิมจะไม่เน่าทั้งผลก็ตาม แต่นำไปขายเป็นผลสดไม่ได้ แต่สามารถนำมาคั้นเป็นน้ำทับทิมสดได้

คุณไพรัตน์ ได้เล่าถึงขั้นตอนในการคั้นน้ำทับทิมพันธุ์ศรีปัญญาว่า เมื่อเก็บเกี่ยวผลทับทิมที่แก่จัดมาแล้ว จะนำผลทับทิมมาผ่าออกเป็น 4 ส่วน ล้างน้ำในอ่างขนาดใหญ่ที่ใส่น้ำสะอาดและผสมเกลือแกงลงไป ในอัตรา 500 กรัม (ครึ่งกิโลกรัม) ต่อน้ำ 500 ลิตร

ในการล้างผลทับทิมแต่ละครั้งจะต้องล้างให้สะอาดที่สุด สังเกตจนน้ำใสและไม่มีสีชาเลย หลังจากนั้น ให้นำผลทับทิมมาพักเพื่อให้สะเด็ดน้ำ นำมาบีบคั้นด้วยเครื่องบีบคั้นน้ำ ที่สวนเทพพิทักษ์ซื้อมาในราคาเครื่องละ 60,000 บาท เครื่องคั้นเครื่องนี้มีประสิทธิภาพในการคั้นผลทับทิมได้ถึง 4-5 ตัน ต่อวัน (4,000-5,000 กิโลกรัม)

ในการบีบคั้นยังมีเทคนิคตรงที่จะต้องนำผลทับทิมที่ล้างสะอาดและสะเด็ดน้ำแล้วมาใส่ในถุงแรงดันที่มีคุณสมบัติเหนียวและยืดหยุ่นได้ดี ในการบีบคั้นน้ำทับทิมศรีปัญญาถ้าจำหน่ายภายในประเทศ คุณไพรัตน์จะบีบซ้ำเพียง 2 ครั้ง แต่ถ้าจะส่งขายตลาดต่างประเทศจะบีบซ้ำถึง 3 ครั้ง เพื่อเพิ่มความฝาดของเปลือกทับทิม (ในการบีบคั้นจะบีบทั้งเปลือก และส่วนของเปลือกจะมีปริมาณสารแทนนินมาก สารแทนนินมีส่วนช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร) ผลทับทิมสด จำนวน 100 กิโลกรัม จะบีบคั้นเป็นน้ำทับทิมได้ประมาณ 45 ลิตร

“ชาดอกทับทิม”
เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของสวนเทพพิทักษ์

เนื่องจากในช่วงที่ต้นทับทิมออกดอกนั้นจะมีปริมาณมาก ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะร่วงหล่นหรือปล่อยให้ติดผลอ่อน มีบางส่วนจะร่วงหล่นเอง เนื่องจากอาหารไม่เพียงพอ คุณไพรัตน์ จึงคิดว่าจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้ดอกทับทิมเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ในช่วงที่ทับทิมศรีปัญญาออกดอกมากๆ จะใช้แรงงานเข้าไปเพื่อคัดเฉพาะดอกที่มีความสมบูรณ์ไว้

ส่วนดอกที่มีท่อน้ำเลี้ยงเล็กหรือก้านขั้วดอกเล็ก ให้ตัดเอามาผลิตเป็น “ชาดอกทับทิม” โดยนำมาหั่นเป็นฝอย โดยเครื่องสไลซ์ที่คุณไพรัตน์ได้คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเอง หลังจากนั้นนำมาตากแดดให้แห้งกรอบ นำไปชงหรือบรรจุซอง จึงเป็นชาดอกทับทิมพร้อมดื่ม

ในทางสมุนไพรพบว่า “ชาดอกทับทิม” จะมีส่วนช่วยลดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ป้องกันการอักเสบในลำไส้ใหญ่ ล้างไต ลดไขมัน และลดน้ำตาลในเลือดได้ ราคาขายชาดอกทับทิมของสวนเทพพิทักษ์จะขายในราคาขีดละ 50 บาท (จำนวน 100 กรัม) เมื่อนำไปชงผสมน้ำได้มากถึง 35 ลิตร หลังจากนั้น นำไปสเตอริไลซ์กรอกขวดขายจะได้ผลิตภัณฑ์น้ำชาดอกทับทิมที่มีสีแดงสวยน่าดื่มและมีประโยชน์ต่อร่างกาย

ชาดอกทับทิม
ทับทิมศรีสยาม
ทับทิมศรีสยาม

“ศรีสยาม” ทับทิมสายพันธุ์ใหม่
ของสวนเทพพิทักษ์

คุณไพรัตน์ ได้ประสบความสำเร็จในการนำพันธุ์ทับทิมศรีปัญญามาผสมพันธุ์กับทับทิมสเปน คัดเลือกพันธุ์จนได้ต้นที่ดีที่มีคุณสมบัติดี คือ “มีเมล็ดนิ่ม เนื้อมีสีแดง ขนาดผลใหญ่ (แต่ขนาดผลเล็กกว่าพันธุ์ศรีปัญญา) ต้นมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมในบ้านเราได้ดี”

ปัญหาของการปลูกทับทิมเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากจะพบปัญหาเรื่องเมล็ดในผลทับทิมไม่นิ่มเหมือนกับทับทิมสเปน ทับทิมอินเดีย ฯลฯ แล้ว ต้นพันธุ์จะต้องมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมและไม่อ่อนแอ โดยคุณไพรัตน์ได้ขยายความต้นทับทิมที่ไม่อ่อนแอจะต้องเป็นสายพันธุ์ที่ใบไม่ร่วงง่าย และทนทานต่อโรคแอนแทรกโนสได้ดี

ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของทับทิมพันธุ์ศรีสยามคือ รสชาติของน้ำจะหวานมาก หวานมากกว่าน้ำทับทิมศรีปัญญา ปัจจุบันในการผลิตน้ำทับทิมของสวนเทพพิทักษ์ได้ปรับปรุงคุณภาพของน้ำทับทิมด้วยการผสมน้ำทับทิมพันธุ์ศรีสยามกับพันธุ์ศรีปัญญาใน อัตรา 1 : 5 (น้ำทับทิมศรีสยาม 1 แกลลอน ผสมกับน้ำทับทิมศรีปัญญา 5 แกลลอน) ผลปรากฏว่าตลาดยอมรับมากยิ่งขึ้น

ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์

ผู้เขียน : ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

เดี๋ยวนี้กินอะไรก็ต้องระวังกันเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ใช่แค่อาหารสดเท่านั้น แม้แต่อาหารแช่แข็งก็ต้องระวังไปด้วย หลังเกิดเหตุหญิงออสเตรเลียวัย 64 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตจากโรคตับอักเสบชนิด A เนื่องจากได้รับเชื้อจากการกินทับทิมแช่แข็ง โดยเหตุเกิดในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลีย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขรัฐเซาท์ออสเตรเลียได้ออกคำเตือนให้กับประชาชนทราบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของครีเอทีฟ กูร์เมต์ (Creative Gourmet) ว่าเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ A ของผู้ป่วยชาวออสเตรเลีย 24 คนทั่วประเทศ และได้เตือนให้ประชาชนตรวจสอบและทิ้งผลไม้แช่แข็งเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ทับทิมที่ปลูกจากประเทศอียิปต์ทั้งทับทิมสดและจากที่ผลิตในประเทศนั้นไม่มีการติดเชิ้อ

ศาสตราจารย์นายแพทย์แพดดี้ ฟิลลิปส์ หัวหน้าแผนกทางการแพทย์ของเซาธ์ออสเตรเลีย กล่าวว่า สาเหตุการเสียชีวิตของหญิงรายนี้เกี่ยวกับกับทับทิมแช่แข็งที่มีการเรียกคืนนี้เท่านั้น โดยคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อนั้นอาการดีขึ้นแล้ว และคาดว่าจะไม่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีก

สำหรับไวรัสตับอักเสบ A จะทำร้ายตับ ซึ่งมักแพร่กระจายผ่านทางอุจจาระ, ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการสัมผัสอาหารหรือวัตถุที่ปนเปื้อน และโดยปกติแล้วจะใช้เวลาระหว่าง 15 ถึง 50 วันในการพัฒนาอาการของโรค เช่น อาการคลื่นไส้ ไข้หวัด และผิวเหลือง

Entyce Food Ingredients (บริษัทขายผลไม้ในประเทศออสเตรเรีย) กล่าวว่า การปนเปื้อนของทับทิมแช่แข็งดังกล่าวอาจเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยของผลิตภัณฑ์ ซึ่งในปีที่ผ่านมา บริษัทมีการควบคุมผลิตภัณฑ์จำพวกเบอร์รี่แช่แข็ง หลังจากมีการระบาดของไวรัสตับอักเสบชนิดอื่น

ทั้งนี้ ในปีก่อนหน้านี้ชาวออสเตรเลีย 7 ราย ได้เสียชีวิตหลังจากกินแตงโมที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียชนิด Listeria อีกด้วย

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน ขอเชิญทุกท่านมาพบกับผลไม้ขึ้นชื่อของไทย อิ่มอร่อยคลายร้อนส่งท้ายปลายฤดูกับหลากหลายเมนูของหวานพิเศษสำหรับฤดูกาล ที่คัดสรร “มังคุด” เนื้อแน่นฉ่ำ หวานอมเปรี้ยว มาปรุงเป็นเมนู “ขนมหวานมังคุดสุดเริ่ด” ที่รับประกันได้ว่าไม่ซ้ำใคร มาให้ทุกท่านได้ลิ้มลองตลอดเดือนมิถุนายนที่ เดอะมิวเซี่ยม คอฟฟี่ แอนด์ ทีคอร์เนอร์

ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ เดอะมิวเซี่ยม คอฟฟี่ แอนด์ ทีคอร์เนอร์ ชวนคุณมาอิ่มอร่อยส่งท้ายปลายฤดูร้อนกับ “ขนมหวานมังคุดสุดเริ่ด” ที่นำเสนอรสชาติของราชินีผลไม้ในหลากหลายเมนูของหวาน รังสรรค์จากมังคุดพันธุ์เยี่ยม มามิกซ์ แอนท์ แมช เป็นเมนูสุดเริ่ด ที่แสนอร่อยเกินห้ามใจ ทั้งเมนู ทาร์ตมังคุดและทับทิม ที่ผสานความอมเปรี้ยวของทั้งมังคุดและทับทิม เข้ากับความหวานมันเค็มของครีมชีสและแป้งทาร์ตได้เป็นอย่างดี ครบรสชาติและรสสัมผัส พาร์เฟต์มังคุดมิกซ์เบอร์รี่ ที่ใช้มังคุดหวานฉ่ำ มิกซ์เบอร์รี่สดใหม่ และโยเกิร์ตที่ดีที่สุดที่เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมหวาน หอม ในทุกคำที่ลองลิ้มชิมรส หรือจะลองรับประทานเมนูยอดนิยม เค้กมังคุดนโปเลียน เมนูที่ผสานรสชาติดาร์กช็อกโกแลตรสเข้ม กับครีมวานิลลาที่ละเอียดอ่อน เพิ่มความสดชื่นด้วยรสหวานมันอมเปรี้ยวของมังคุด หวานมันกำลังดี อร่อยฟินอย่าบอกใคร

ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบของหวานรูปแบบไหน เดอะมิวเซี่ยมโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน พร้อมให้คุณได้ลิ้มลองหลากหลายเมนูขนมหวาน ขนมอบ เค้กและคุกกี้นานาชนิด เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่ม ชาและกาแฟ รวมถึงเมนูอาหารว่าง ตลอดทั้งวัน พร้อมการบริการที่เอาใจใส่ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของสวยไม้ดัดในบรืเวณโรงแรม ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสวนที่สวยที่สุดในประเทศไทย

เมนูขนมหวานมังคุดสุดเริ่ด” ให้บริการตลอดทุกวัน ตั้งแต่ 1-30 มิถุนายนนี้ ณ เดอะมิวเซี่ยมโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน ในราคาเริ่มต้น 150++ บาท

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ 0 3251 2021-38 หรืออีเมลล์ [email protected]