ช่วงต้นปีที่ผ่านมาวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนในประเทศไทย การเดินทางท่องเที่ยวเองก็เป็นหนึ่งในส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ แม้ว่ากลางปีนี้เมื่อมีการร่วมมือของทุกฝ่ายในการป้องกันอย่างเข้มงวดทำให้สภาวการณ์เริ่มดีขึ้นบ้าง ซึ่งทำให้ภาคการท่องเที่ยวมีการตื่นตัว ประกอบกับนโยบายผลักดันจากภาครัฐทำให้เริ่มมีการเดินทางท่องเที่ยวอีกครั้ง และเพื่อเป็นการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยกว้างอีกช่องทางหนึ่ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงมีเร่งดำเนินการแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในทุกมิติ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเยียวยาสภาพเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวในเร็ววัน

แผนหนึ่งของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็คือเร่งผลักดันจัดโครงการ “เที่ยววัดใกล้กรุง สะสมแต้มบุญอิ่มใจ” โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเชิญชวนนักท่องเที่ยวคนไทย ออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายให้เกิดขึ้น มุ่งเน้นไปที่วัดโบราณในตำนานและพระพุทธรูปที่มีประวัติความเป็นมาแต่ครั้งอดีต รวมทั้งที่มีความสวยงามและยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวมากนัก

ทั้งยังเน้นถึงการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมในภูมิภาคภาคกลาง ซึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์

กลิ่นอายของตำนาน มีวัดวาอารามที่สวยงามมากมาย ทั้งของดั้งเดิมมาแต่โบราณ และวัดที่ถูกสร้างใหม่หรือมีขนาดใหญ่โต โดยจะเป็นจุดหมายปลายทางใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวที่น่าไปเยี่ยมชมอย่างยิ่ง สำหรับการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้จะช่วยส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว รวมทั้งก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ โดยโครงการเที่ยววัดใกล้กรุง สะสมแต้มบุญอิ่มใจนี้ จะมีด้วยกัน 10 เส้นทาง ดังนี้ เส้นทางพระนครศรีอยุธยา, กาญจนบุรี, ลพบุรี, สิงห์บุรี, สระบุรี, ชัยนาท, อ่างทอง, สมุทรสงคราม, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร

ศุกร์ที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา เป็นการเริ่มต้นสตาร์ตโครงการ โดยจัดเส้นทางทริปทดลอง “จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” ขึ้น ก่อนจะมีการนำเส้นทางนี้ไปขายแก่ลูกค้าจริง โดยมีสื่อมวลชนตลอดจนดาราและเซเลบร่วมเดินทางไปด้วย สร้างความน่าสนใจให้แก่การท่องเที่ยวไม่เบาเลยทีเดียว

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในแง่ของการท่องเที่ยวแล้วไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นอดีตราชธานีเก่าแก่ที่แฝงไปด้วยมนต์เสน่ห์ของเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในอิฐแทบทุกก้อน อีกทั้งยังเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่อุดมสมบูรณ์หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้น “อยุธยา” จึงดึงดูดผู้คนให้มาเยี่ยมเยือนได้อย่างไม่ขาดสายในทุกยุคสมัย จนเกิดคำพูดที่ว่า “ไปอยุธยา 100 ครั้งก็ยังไม่ซ้ำแบบเดิมๆ” หมายความว่าหากใครไปเที่ยวอยุธยา 100 ครั้ง คนคนนั้นก็จะได้เรื่องราวใหม่ๆ กลับมาทุกครั้งไม่ซ้ำกันเลย โครงการเที่ยววัดใกล้กรุง สะสมแต้มบุญอิ่มใจจึงเป็น “มิติใหม่” อีกหนึ่งการเดินทางไปเที่ยวพระนครศรีอยุธยา

วัดนิเวศธรรมประวัติงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิค

จุดแรกที่กลุ่มทดลองโครงการไปเยือนคือ “วัดนิเวศธรรมประวัติ” วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตรงข้ามของพระราชวังบางปะอิน โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โปรดฯให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2419 เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับยังพระราชวังแห่งนี้ จุดเด่นที่สุดของวัดนี้คือพระอุโบสถของวัดที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบโกธิคทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลีชื่อ โยอาคิม กราซี (Joachim Grassi) โดยมีพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ใช้สถาปัตยกรรมแบบโบสถ์ฝรั่งว่า…

“ซึ่งทรงพระราชดำริให้สร้างโดยแบบอย่างเปนของชาวต่างประเทศ ดังนี้ ใช่จะมีพระราชหฤไทยเลื่อมไสนับถือสาสนาอื่นนอกจากพุทธสาสนั้นหามิได้ พระราชดำริในพระราชประสงค์ จะทรงบูชาพระพุทธสาสนาด้วยของแปลกประหลาดแลเพื่อจะให้อาณาประชาราษฎรทั้งปวงชมเล่นเปนของประหลาด ไม่เคยมีในพระอารามอื่น แลเปนของมั่นคงถาวร ภอสมควร เปนพระอารามในหัวเมือง..”

เมื่อเข้าไปด้านในพระอุโบสถประดิษฐาน “พระพุทธนฤมลธรรโมภาส” พระพุทธรูปประธานที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการเป็นผู้ออกแบบ ปั้นหุ่น และหล่อขึ้นใน พ.ศ.2420 ถือเป็นผลงานชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของพระองค์ท่าน โดยพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปแบบกึ่งสมจริง ที่พระเศียรไม่มีอุษณีษะและจีวรมีริ้วยับย่นอย่างสมจริง

ขนาบสองฝั่งด้วยพระอัครสาวก “พระสารีบุตร” และ “พระโมคคัลลานะ” สำหรับไฮไลต์ของพระอุโบสถหลังนี้ยังมีกระจกสีที่ทำเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ หรือภาพเหมือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ฉลองพระองค์ครุยประทับนั่งบนบัลลังก์ โดยด้านล่างมีจารึกระบุว่า “Chulaloncorn Rex Siamensis” แปลว่า “จุฬาลงกรณ์ กษัตริย์สยาม” หากไปเยือนวัดแห่งนี้ห้ามพลาดความงามของพระอุโบสถอย่างเด็ดขาด

จากพระอุโบสถวัดนิเวศธรรมประวัติเดินทางต่อไปยัง “วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร” หรือ “วัดหน้าพระเมรุ” ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองสระบัว ทางด้านเหนือของคูเมือง (แม่น้ำลพบุรีเก่า) ตรงข้ามกับพระราชวังหลวงของอยุธยา หรืออุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยานั่นเอง วัดแห่งนี้ถึงแม้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างในสมัยใด แต่ก็มีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญถึง 2 ครั้งด้วยกัน หนึ่ง-เป็นสถานที่ตั้งพลับพลาสำหรับเป็นที่เสด็จมาทรงทำสัญญาสงบศึก ระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและพระเจ้าบุเรงนอง ในคราวสงครามช้างเผือก บริเวณระหว่างวัดแห่งนี้กับวัดหัสดาวาส สอง-เป็นจุดตั้งทัพหลวงของกองทัพพระเจ้าอลองพญานั่นเอง ที่สำคัญคือวัดแห่งนี้เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกกองทัพพม่าทำลาย จึงยังคงสภาพที่งดงาม และถือเป็นแหล่งเรียนรู้งานศิลปกรรมสมัยอยุธยาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง

ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน “พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ” พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ขนาดใหญ่ที่สุดในศิลปะอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ตามคติความเชื่อในพุทธประวัติ ตอนพระพุทธเจ้าทรงทรมานพญามหาชมพู ซึ่งในเชิงงานช่างแล้วมีการสันนิษฐานว่าคงพัฒนามาจากการทำพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อยในสมัยอยุธยาตอนกลาง โดยมีลักษณะอันโดดเด่นคือการทรงเครื่องต้นอย่างพระจักรพรรดิราช อันประกอบด้วย พระมหามงกุฎ กุณฑล กรองศอ สังวาลขนาดใหญ่ไขว้กันระหว่างพระอุระ ทั้งยังทรงพาหุรัด ทองพระกร และทองพระบาท

ด้านข้างพระอุโบสถยังมี พระวิหารเขียน หรือวิหารน้อย ซึ่งประดิษฐาน “พระคันธารราฐ” พระพุทธรูปศิลาเขียว ศิลปะทวารวดี ประทับนั่งห้อยพระบาท แต่เดิมพระพุทธรูปองค์นี้เคยประดิษฐานอยู่ที่วัดมหาธาตุ ในเกาะเมืองอยุธยามาก่อน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้โปรดเกล้าฯให้ พระยาไชยวิชิต (เผือก) ผู้รักษาพระนครศรีอยุธยาในขณะนั้น เป็นแม่กองบูรณปฏิสังขรณ์วัดมหาธาตุ จึงได้ขุดพบพระพุทธรูปองค์นี้ แล้วมีการเคลื่อนย้ายอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุมาจนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ที่ได้เรียนรู้กันแล้ว สิ่งที่ต้องไปชมให้ได้คือความงดงามของพระทรงเครื่อง พระพุทธนิมิตวิชิตมารฯ และพระคันธารราฐ ศิลปะทวารวดี

วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร

หลังจากได้รับความรู้ทางประวัติศาสตร์กันแล้ว ก็ได้เวลาล่องเรือชมความงามของสองฝั่งเเม่น้ำน้อย ซึ่งแม่น้ำสายนี้เป็นลำน้ำสาขาแยกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแม่น้ำสายเล็กๆ ที่เงียบสงบ แต่มากล้นด้วยมนต์เสน่ห์ของวิถีไทย ไหลผ่านอำเภอบางระจัน, อำเภอค่ายบางระจัน และอำเภอท่าช้าง จ.สิงห์บุรี ไหลผ่านอ่างทอง-พระนครศรีอยุธยา แล้วไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งที่พระนครศรีอยุธยา ถือเป็นเส้นทางแห่งวิถีชีวิตและการคมนาคมมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากในอดีตนั้นการเดินทางด้วยเรือเป็นหัวใจที่สำคัญไม่แพ้การใช้รถใช้ถนนในปัจจุบัน ตลอดสองฝั่งของแม่น้ำน้อยรายล้อมไปด้วยธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวบ้าน ที่ต่างยังคงผูกพันกับแม่น้ำสายนี้ทั้งในการอุปโภคและกสิกรรม

แม่น้ำน้อยอันเงียบสงบเปี่ยมด้วยเสน่ห์วิถีไทย
กลุ่มsilver ages ชวนเที่ยวสะสมแต้มบุญ

เรือมาตามเส้นทางแม่น้ำน้อยกระทั่งมาจอดที่ “วัดบางนมโค” เป็นวัดราษฎร์ที่เก่าแก่มีอายุมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในอดีต พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) ที่รู้จักกันในนาม “หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค” พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเมืองไทย และเป็นที่เคารพนับถือของคนในเขตอำเภอเสนาและใกล้เคียง เพราะท่านได้ช่วยเหลือชาวบ้านในด้านการรักษาอาการป่วยไข้ต่างๆ จนชาวบ้านขนานนามท่านว่า “พระหมอหลวงพ่อปาน” พระเครื่องของท่านยังเป็นต้นตำรับพระเครื่องดินเผาที่ปัจจุบันมีราคาสูงมาก ทั้งยังหายากและเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสม

พระเครื่อง รวมทั้งผ้ายันต์เกราะเพชรและพระคาถาปัจเจกโพธิสัตว์คนทั้งหลายต่างแสวงหามาครอบครอง คณะทั้งหมดร่วมกันทำบุญปิดทองไหว้พระ เพื่อสะสมแต้มบุญอีกครั้งด้วยความอิ่มเอมใจ

พระนครศรีอยุธยาอาจจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวในดวงใจของใครหลายๆ คน ททท.จึงนับเป็น 1 ใน 10 ของเส้นทางในโครงการยลวัดใกล้กรุง สะสมแต้มบุญอิ่มใจ เพื่อสร้างมิติใหม่ทางการท่องเที่ยวโดยใช้เรื่องราวของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้นๆ สอดคล้องกับนิสัยใจคอของคนไทยที่ใจบุญสุนทานชื่นชอบการทำบุญ การท่องเที่ยวลักษณะนี้จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของ ททท.เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้

จะอย่างไรก็แล้วแต่ เราท่านทั้งหลายก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “พระนครศรีอยุธยา” ไปเที่ยวเมื่อไหร่ก็ไม่เคยเบื่อเลย!!

ที่มา : มติชนออนไลน์

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าเชิงรุกฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภายในประเทศทุกมิติ ภายหลังเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ COVID–19  จึงดำเนินกิจกรรมกระตุ้นการเดินทาง ท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ภายใต้ชื่อ “ 10 เส้นทาง เที่ยววัดใกล้กรุง สะสมแต้มบุญอิ่มใจ”       ระหว่างเดือนกันยายน – ตุลาคม 2563 ซึ่งมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการทำบุญ ไหว้พระ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมสร้างมงคลชีวิตและมีการจัดทริป นำร่องจำนวนสองเส้นทาง โดยเชิญเหล่าศิลปิน ดารา ผู้สื่อข่าว ร่วมออก เดินทางไปประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนา และแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ได้แก่ เส้นทางจังหวัด พระนครศรีอยุธยา และเส้นทางจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้รับเกียรติจากโดยมีคุณ ครีม เปรมสินี รัตนโสภา นักแสดง ชื่อดังร่วมทริปทำบุญ ณ วัดนิเวศธรรมประวัติ , วัดหน้าพระเมรุ รวมทั้งล่องเรือโบราณสองฝั่งชมแม่น้ำน้อยจาก สุริยันจันทรา เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ More Legacy ว่าภาคกลางมีความโดดเด่นเรื่องสายน้ำ 

นายอภิชัย  ฉัตรเฉลิมกิจ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า       “ททท. เล็งเห็นว่าการท่องเที่ยวเชิงศาสนา อาทิ การไหว้พระ ทำบุญ สามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้ที่ได้รับ ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ให้กลับมามีกำลังใจลุกขึ้นสู้ ที่สำคัญการกระตุ้นการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวยังสามารถกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ได้อย่างดียิ่ง โดย ททท. ได้ให้ความสำคัญการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่โดยเน้นเชิงคุณภาพ ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรม  ซึ่งภูมิภาคภาคกลางมีแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาประเภทวัดที่สะท้อนวัฒนธรรม คติ ความเชื่อ  ผ่านตำนานเลื่องเล่า และศิลปะทางสถาปัตยกรรมที่สวยงามจำนวนมาก ได้แก่ วัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, กาญจนบุรี, ลพบุรี, สิงห์บุรี, สระบุรี, ชัยนาท, อ่างทอง, สมุทรสงคราม, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร”

ทั้งนี้ ททท. ได้ร่วมกับพันธมิตรเสนอขายแพ็คเกจท่องเที่ยวดังกล่าวทางช่องทางออนไลน์ เพื่อเข้าถึง นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ และพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่นิยมใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น ผ่านช่องทาง Instagram และ Facebook ของ Merit Explorer จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ,กาญจนบุรี, เพชรบุรี, ราชบุรี และ สมุทรสาคร และช่องทาง IG/FB ของ Matichon Academy  จำนวน 5 จังหวัด และช่องทาง ช่องทาง Instagram และ Facebook ของ Matichon Academy  จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสิงห์บุรี, อ่างทอง, ชัยนาท, ลพบุรี และ สระบุรี 

ตัวอย่างวัดในเส้นทางของโครงการ เส้นทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

1. วัดนิเวศธรรมประวัติ  วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร ตั้งอยู่บนเกาะลอย กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลบ้านเลน  อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้สร้างขึ้น เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับ บำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อครั้งเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังบางปะอิน  เป็นวัดพุทธเพียง แห่งเดียวในประเทศไทยที่สร้างในสถาปัตยกรรมโกธิค ถอดแบบจากโบสถ์คริตศาสนา

2.วัดบางนมโค วัดบางนมโค ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า วัดนี้ถูกสร้างขึ้นปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ในเหตุการณ์ คราวเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 กองทัพพม่าได้มาตั้งค่ายล้อมกรุงอยู่โดยรอบ และทำการกวาดต้อนวัวควาย ไปเป็นเสบียงเสียจนเกือบจะหมดสิ้น ชาวบ้านจึงเรียกชุมชนนี้ว่า ล้างนมโค ต่อมาแผลงเป็นบางนมโค วัดบางนมโคจึงทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ด้วยความเมตตาของหลวงพ่อปาน โสนันโส พระสงฆ์ผู้มี ความรู้รอบด้านอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่พระธรรม กัมมัฏฐาน การแพทย์แผนโบราณ การสร้างพระ วัดบางนมโคแห่งนี้จึงได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ เป็นอีกหนึ่งวัดที่มีเรื่องเล่า และมีภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปนรก และสวรรค์ที่สวยงาม เพื่อเตือนใจพุทธศาสนิกชนซึ่งเป็น Unseen ที่ห้ามพลาด

3. วัดหน้าพระเมรุ หรือ วัดพระเมรุราชิการามวรวิหาร วัดหน้าพระเมรุ หรือ วัดพระเมรุราชิการามวรวิหาร ตั้งอยู่ที่อ าเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด พระนครศรีอยุธยามีชื่อเดิมว่า “วัดพระเมรุราชการาม”  แต่ประชาชนส่วนมากนิยมเรียกกันว่า “วัดหน้า พระเมรุ”วัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย  ด้วยบุญญาธิการอันศักดิ์สิทธิ์ แห่งหลวงพ่อพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ พระประธานในอุโบสถ จึงทำให้กรุงศรีอยุธยารอดพ้นจากข้าศึกตลอดมา ควรที่จะมาชมพระบารมีซึ่งยังมีพระลักษณะคงสภาพเดิมอยู่ทุกส่วน ด้วยเหตุนี้เอง วัดหน้าพระเมรุ จึงมีความสมบูรณ์ที่สุดเมื่อเทียบกับวัดอื่นๆในอยุธยา เมื่อครั้งเสียกรุง ได้ถูกกองทัพพม่าเผาทำลายเหลือซากให้เราเห็น แต่วัดหน้าพระเมรุ ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามจนปัจจุบัน 

เส้นทางจังหวัดกาญจนบุรี

4. วัดไชยชุมพลชนะสงคราม วัดไชยชุมพลชนะสงคราม หรือวัดใต้ เป็นพระอารามหลวง เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอน ตั้งอยู่บนเส้นทางการเดินทัพไทย-พม่า จังหวัดกาญจนบุรี  จุดเด่นของวัด คือ “เรือเทวดา” เคยเป็นที่ตั้งของเมรุเผาสรีระสังขารของอดีตเจ้าอาวาส ที่ถูกสร้างขึ้นตามคติความเชื่อเป็น รูปเทวดาทรงม้าอยู่ภายหน้ามณฑป เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ทางวัดยังคงอนุรักษ์ไว้ ให้เหล่า นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชม 5. วัดเขาสูงแจ่มฟ้า วัดเขาสูงแจ่มฟ้า วัดที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม สามารถมองกาญจนบุรีจากมุมสูงได้ โดยรอบ เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์ดำปฏิหาริย์ พระประธาน พระพุทธไสยาสน์ พระนอน องค์ใหญ่ หลวงปู่ทวด พระพิฆเนศวร และ พระโพธิสัตว์กวนอิม มีประชาชนมีประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เข้ามากราบไหว้ สักการะบูชา อย่างเนืองแน่นตลอดทุกวัน

นอกจากนี้ยังมีวัดใกล้กรุง ให้เราได้อิ่มบุญอิ่มใจ ในเส้นทางจังหวัดอื่นๆ เช่น  – เส้นทางจังหวัดชัยนาท : วัดไกลกังวล, วัดพระแก้ว, วัดป่าสัก – เส้นทางจังหวัดลพบุรี  : วัดถ้ำเขาปรางค์, วัดกริ่นกฐิน, วัดห้วยเเก้ว – เส้นทางจังหวัดสระบุรี : วัดป่าสว่างบุญ – เส้นทางจังหวัดอ่างทอง : วัดป่าโมกวรวิหาร, วัดท่าสุทธาวาส, วัดม่วง – เส้นทางจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร : วัดธรรมจริยาภิรมย์, วัดบางกุ้ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยขอเชิญชวนทุกท่านออกเดินทางท่องเที่ยว ตามแคมเปญ “10 เส้นทาง เที่ยววัดใกล้กรุง สะสมแต้มบุญอิ่มใจ” โดยสามารถสามารถสอบถามรายละเอียดแพ็คเกจทัวร์ราคาพิเศษ เพิ่มเติม ได้ที่ Merit Explorer เบอร์โทรศัพท์ 084-536-6456, แอดไลน์ @meritexplorer, Facebook : meritexplorer

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนแก่ทุกภาคทั่วประเทศ จึงสนับสนุนการจัดงาน “ยลเมืองศิลป์ กินของหรอย จังหวัดกระบี่” ซึ่ง ททท. ได้ร่วมบูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดกระบี่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกระบี่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกระบี่ หอการค้าจังหวัดกระบี่ และหลายภาคส่วนในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย เพื่อจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านงานศิลปะและอาหารพื้นถิ่น และยังต้องเป็นกิจกรรมที่ให้ความสำคัญต่อมาตรการ New Normal ซึ่งงานจะจัดขึ้นวันที่ 26 – 30 สิงหาคม 2563 นี้ ณ ลานปูดำ อ.เมือง จ.กระบี่

โดยมีวัตถุประสงค์ของการร่วมจัดงานนี้ว่า เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเกิดการเดินทางท่องเที่ยว โดยคำนึงถึงมาตรการต่าง ๆ ในการสร้างความมั่นใจให้คนไทยพร้อมปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ และการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป หรือ New Normal ท่องเที่ยวแบบสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ใช้เจลล้างมืออย่างสม่ำเสมอ และสแกน QR Code ไทยชนะ เช็คอิน เช็คเอ้าท์อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การจัดกิจกรรมจะทำให้ชุมชนภายในจังหวัดกลับมามีรายได้ และทำให้เศรษฐกิจในประเทศหมุนเวียนต่อไป

จุดเด่นของงาน“ยลเมืองศิลป์ กินของหรอย จังหวัดกระบี่” คือ งานแสดงศิลปะร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกระบี่ และศิลปะในรูปแบบ Street Art ของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ การออกบูธของร้านอาหารชั้นนำ ร้านอาหารอินเตอร์เนชั่นแนลที่นำวัตถุดิบพื้นถิ่นมาปรุงอาหาร อาหารฮาลาล จนถึงอาหารจากเชฟโรงแรมชื่อดัง อาหารทะเลซีฟู้ดจากแพ และกระชังในท้องทะเลอันดามัน ให้นักท่องเที่ยวเลือกช้อป เลือกชิม โดยปรุงสดใหม่ และยังมีสินค้าอุปโภค บริโภค จากบูธของ สสว. รวมทั้งงานศิลปะและอาหารทั้งหมดราว 100 บูธ ที่ผู้ประกอบการอาหาร การท่องเที่ยว และที่พักจะมีรายได้หมุนเวียนเพิ่มขึ้น โดยจังหวัดกระบี่ยังมีจุดแข็ง เรื่องความปลอดภัยเคร่งครัดการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด -19 และยุทธศาสตร์งดการใช้โฟมเด็ดขาด ตามยุทธศาสตร์จังหวัด Krabi Goes Green จะเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจของลูกค้าสายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี

และยังมีการแสดงไฮไลท์ ชื่อ“Light up Your Life” การแสดงบอลลูนไลท์แอนด์ซาวน์ เป็นโชว์บอลลูนลอยน้ำเปลี่ยนสีได้ และน้ำพุกลางน้ำบรรยากาศเขาขนาบน้ำ ประกอบดนตรี สื่อถึงการให้กำลังใจ ปลุกไฟในตัวให้พร้อมก้าวไปข้างหน้าต่อไปข้างหน้าในวิถีใหม่ พร้อมชมมินิคอนเสิร์ต New Normal จากศิลปินดัง อาทิ “นิว – จิ๋ว” “Getsunova” และ “แอ็ค โชคชัย

ผู้ชนะ The Golden Song season 1 งาน “ยลเมืองศิลป์ กินของหรอย จังหวัดกระบี่” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2563 ณ ลานปูดำ ถนนริมเขื่อน อ.เมือง จ.กระบี่ ผู้ร่วมงานทั้งหมดต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิดเท่านั้น

นอกจากนี้ ททท. ยังมอบคูปองเงินสดมูลค่า 100 บาท เพื่อจับจ่ายใช้สอยในงาน ให้แก่นักท่องเที่ยวที่ใช้บริการที่พัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวที่ใช้สิทธิ์ “เราเที่ยวด้วยกัน” จะได้รับสิทธิ์ 3 ชั้น คือส่วนลดที่พัก 40% สิทธิ์ที่ 2 รับคูปองมูลค่า 600 บาทต่อวัน ใช้เป็นส่วนลดค่าอาหารและค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่วมโครงการ โดยชำระเพียง 60% อีก 40% ตัดจากคูปองเมื่อเช็คอิน สิทธิ์ที่ 3 คืนเงินค่าตั๋วเครื่องบิน 40% แต่ไม่เกิน 1,000 บาท เงื่อนไขโปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซด์ “เราเที่ยวด้วยกัน” ซึ่งคาดว่า “งานนี้จะทำให้ประชาชนในพื้นที่ออกมาค้าขาย และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทย ทำให้การท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่กลับมาคึกคักอีกครั้ง”

สมาธิที่จดจ่ออยู่กับการ Workshop ทำขนมทองเอกและขนมเสน่ห์จันทร์ กับใบหน้าเปื้อนยิ้มของเด็กๆ โดยมีคุณพ่อคุณแม่ช่วยแนะนำดูแลอยู่ข้างๆ ทำให้หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โฮมสเตย์ไทรน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา มีชีวิตชีวาขึ้นทันตา

เป็นกิจกรรมดีดี ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ภูมิภาคภาคกลาง จัดขึ้น ในโครงการ “เรียนนอกห้อง ท่องชุมชน” เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2563 โดยมีอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง ททท.เป็นประธานเปิดโครงการฯ

ร่วมด้วย ภานุชนาถ ทองเจือ ผู้จัดการโรงเรียนอนุบาลปรางทิพย์และปรางทิพย์เดย์แคร์ อติกานต์ ชัยพิพัฒน์กุล ผู้อำนวยการสถาบันสอนภาษาไอจีเนียสคิดส์ ไอคอนสยาม มณฑนา บุญญานุภาพพันธ์ Business representatives Officer Funarium สนามเด็กเล่นในร่มขนาดใหญ่ที่สุด ใจกลางกรุงเทพฯ ร่วมเปิดงาน และพาเด็กๆเข้าร่วมกิจกรรม รวมถึง ประภาพรรณ ชัยวัฒนายน ประธานฝ่ายบริหารบริษัท คลาสแคนดี้ จำกัด สนับสนุนระบบจองกิจกรรมผ่านเว็บไซต์ www.classcandy.net ด้วย

สำหรับโครงการ “เรียนนอกห้อง ท่องชุมชน” คัดเลือก 5 ชุมชนภาคกลางนำร่อง เพื่อร่วมออกแบบ Workshop สำหรับเด็กอายุ 3 -10 ปี เน้นกิจกรรม “เล่นสนุก เรียนกระชับ ลงมือทำจริง” ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดกลุ่มครอบครัว ที่มีความใส่ใจในการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว ประกอบด้วย 1.หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โฮมสเตย์ไทรน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา กิจกรรมที่จัด Workshop  คือ การทำขนมทองเอก และขนมเสน่ห์จันทร์ ขนมไทยมงคลที่น้อยคนจะรู้จัก 2.วิสาหกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลถ้ำรงค์ จ.เพชรบุรี กิจกรรม Workshop ทำว่าวจุฬา การละเล่นไทยและศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านที่หาชมได้ยาก

3.วิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาล ชุมชนนางตะเคียน จ.สมุทรสงคราม กิจกรรม Workshop ทำน้ำตาลมะพร้าว ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่กำลังจะเลือนหายไปตามกาลเวลา 4.ชุมชนนิเวศน์สันติวนา จ.กรุงเทพมหานคร กิจกรรม Workshop เรียนรู้วิธีปลูกผักออร์แกนิค ตั้งแต่ขั้นตอนการสำรวจแปลงผัก เตรียมดิน ปุ๋ยอินทรีย์ จนถึงลงมือปลูกต้นกล้า และ5.กลุ่มพัฒนาอาชีพทำดินสอพอง จ.ลพบุรี กิจกรรม Workshop ทำไข่เค็มดินสอพอง เรียนรู้และลงมือผลิตดินสอพอง หยอดดินสอพอง พร้อมเรียนรู้การทำไข่เค็มดินสอพองแสนอร่อย

‘ภานุชนาถ ทองเจือ’ ผู้จัดการโรงเรียนอนุบาลปรางทิพย์และปรางทิพย์เดย์แคร์ กล่าวว่า  ที่ ททท.เชิญมา เรารู้สึกว่าตรงกับสิ่งที่เราทำ เราสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้นอกห้องเรียนอยู่แล้ว เราตัดสินใจไม่ยากที่มาร่วมโครงการนี้ เพราะอย่างน้อยเด็กๆได้เรียนรู้และได้ออกมาถึงชุมชน เขาจะได้กลับไปถ่ายทอดอย่างที่ครูบอก อย่างน้อยวัฒนธรรมต่างๆจะได้สืบสานต่อไปเรื่อยๆ

“โรงเรียนเปิดมาเข้าสู่ปีที่ 46 จัดการเรียนการสอนในลักษณะฝึกพัฒนาการ เป็นแนววิชาการผสมกิจกรรม เพราะฉะนั้นโรงเรียนเราจะมีกิจกรรมเยอะ แต่การเรียนการสอน เด็กจบไปอ่านออกเขียนได้ ภาษาอังกฤษเด็กเขียนได้แน่นอน กิจกรรมเด่นของโรงเรียน คือ การเลือกตั้งประธานนักเรียนในระดับอนุบาล3 จะมีทีมเด็กๆช่วยหาเสียง เป็นหัวคะแนน ผู้ปกครองช่วยทำป้ายหาเสียงมาติด โดยเราจำกัดเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ทั้งหมดห้ามแจกขนม และเชิญพ่อแม่มาเป็น กกต. เป็นการปลูกฝังให้เรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย สอนให้รู้ว่า1เสียงมี1สิทธิ์ วิธีการเข้าคูหา เด็กต้องทำเองทุกอย่าง สอนให้กากบาท เด็กตั้งแต่อนุบาล1จะได้ฝึกเข้าคูหาทุกปี

“จากเด็กบางคนเงียบ พอเริ่มหาเสียง พอเริ่มเป็นประธาน เป็นตัวแทนของเพื่อนๆ ค่อยๆมีปากเสียงขึ้น  สามารถพูดบนเวทีได้อย่างสง่าผ่าเผย นโยบายของเด็กๆส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการเป็นเด็กดี กิจกรรมเด่น หลายคนใช้เสียงเพลงเรียกคน เพลงฮิต เต้นหาเสียงก็มี ในคืนหมาหอนเราก็จะเก็บหมดทุกอย่าง และก่อนวันเลือกตั้ง1วันผู้ปกครองกับเด็กจะมาหาเสียงรวมกัน เป็นกิจกรรมที่ผู้ปกครองมีส่วนสนับสนุนตั้งแต่แรกเริ่ม ช่วยคิดนโยบาย แนวทางการหาเสียง ซ้อมกับลูก ทำป้ายหาเสียงตามจุดต่างๆ ธงราวเต็มไปหมด เป็นกิจกรรมที่ให้ความรู้และสนุก

“อีกกิจกรรมคือ พาเด็กไปทำนา ที่กรมการข้าว ม.เกษตร เป็นเด็กระดับอนุบาล2 ให้เด็กลงไปดำนา พอได้ทำจริงเขาจะรู้สึกว่าปลอดภัย เขาสนุกมีความสุข กลับไปเล่าว่าชาวนาเหนื่อยยังไง ต้องทำยังไงบ้างกว่าจะได้ข้าว ทุกอย่างเห็นผลได้ในทันที เหมือนกิจกรรม “เรียนนอกห้อง ท่องชุมชน” ในวันนี้ที่ใกล้ตัว และเราตัดสินใจได้ทันทีว่าจะมาเข้าร่วม ไม่ควรพลาดโอกาสนี้” ผู้จัดการโรงเรียนอนุบาลปรางทิพย์ฯ กล่าว

ภานุชนาถ ทองเจือ

สำหรับครอบครัวที่สนใจเข้าร่วม โครงการ “เรียนนอกห้อง ท่องชุมชน” สามารถเช็กตารางเวลาและสำรองที่นั่งได้ทาง www.classcandy.net โดยค่าใช้จ่ายในการ Workshop ราคา300-500บาทต่อท่าน โดยครอบครัวที่ต้องการห้องพัก สามารถจองห้องพักราคาพิเศษได้ที่ www.traveligo.com/outingnlearning พิเศษสำหรับทุกครอบครัวที่จอง Workshop ในโครงการฯ ตั้งแต่วันนี้-30กันยายน 2563 นอกจากนี้จะได้รับ Voucher จากศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรค็อกพิท(Cockpit) ในการตรวจสภาพรถฟรีทันทีทุกสาขา ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมโครงการที่เว็บไซต์ www.เรียนนอกห้องท่องชุมชน.com

โรงเรียนสอนภาษา “ไอจีเนียสคิดส์” เป็นโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ ที่ผสมผสานระหว่างการเรียนและการเล่นเข้ามารวมไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว ที่ไม่ได้เน้นในเรื่องของการสอนภาษาให้แก่นักเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเน้นในเรื่องของความสุขในการเรียนของนักเรียนผ่านกิจกรรมสันทนาการต่างๆ นอกห้องเรียน ที่ทั้งสนุกและเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักเรียน

อติกานต์ ชัยพิพัฒน์กุล ผู้อำนวยการสถาบันสอนภาษาไอจีเนียสคิดส์ กล่าวว่า “เด็กกับการเล่นเป็นของคู่กัน สถาบันสอนภาษาไอจีเนียสคิดส์จึงมุ่งเน้นในเรื่องของการเล่นควบคู่ไปกับการเรียนรู้ “ไอจีเนียสคิดส์” เป็นโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กตั้งแต่ 1 ขวบครึ่งจนถึง 12 ปี หลักสูตรการสอนปกติ เราจะเน้นไปที่การเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมควบคู่กันไป”

“หลักสูตรการสอนของ “ไอจีเนียสคิดส์” จะใช้การสอนการจำคำศัพท์ผ่านกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียน โดยจะมีการกำหนดธีมหรือหมวดหมู่ของคำศัพท์ในแต่ละสัปดาห์แตกต่างกันออกไป (การเรียนรู้ผ่านธีม) อย่างเช่น สัปดาห์นี้เป็นธีมสัตว์ ทางโรงเรียนก็จะพานักเรียนออกไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ อย่างร้านขายสัตว์เลี้ยง เพื่อให้เด็กๆ ได้เห็นได้สัมผัสกับสัตว์จริงๆ ว่ามีหน้าตาอย่างไร โดยทางคุณครูก็จะสอดแทรกคำศัพท์ภาษาอังกฤษเข้าไปเพื่อให้เด็กๆ ได้จำว่าตัวนี้คืออะไร อย่างเด็กเห็นกระต่ายคุณครูก็จะสอนให้เด็กก็จะจำว่า “แรบบิท” แทนคำว่ากระต่าย พอเด็กไปเจอกระต่ายที่ไหนเด็กก็จะเรียกกระต่ายว่า แรบบิทแทน โดยสิ่งเหล่านี้จะสร้างการจดจำให้กับเด็กได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยที่เด็กจะไม่รู้เลยว่านี่คือการสอนอยู่ ซึ่งนี่เป็นการเรียนแบบบูรณาการ ที่ทำให้เด็กรู้สึกสนุกไปกับการเรียน ได้อย่างไม่เบื่อหน่าย รวมถึงการเรียนรู้นอกห้องเรียนยังจะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้การเข้าสังคมให้กับเด็ก และการสร้างการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของเด็กร่วมกับผู้ปกครองอีกด้วย” อติกานต์ กล่าว

อติกานต์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ทาง “ไอจีเนียสคิดส์” ยังได้เข้าร่วมโครงการ “เรียนนอกห้อง ท่องชุมชน” กับทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภูมิภาคกลาง และบริษัท ราโบร่า จำกัด ด้วย เนื่องจากตนมองเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่สามารถตอบโจทย์กับหลักสูตรการสอนของ “ไอจีเนียสคิดส์” ได้ดี ที่มีการจัดกิจกรรมให้เด็กๆ ได้ออกไปทำกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนและได้ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว เพราะตนมองว่าการเรียนรู้นอกห้องจริงๆ แล้วมันสำคัญมาก นอกจากมันจะสามารถช่วยทำให้เด็กๆ รู้สึกสนุกและผ่อนคลายได้แล้ว มันยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำของเด็กๆ ได้อีกด้วย ชนิดที่แบบเรียกได้ว่า เด็กสามารถจำคำศัพท์เหล่านั้นได้โดยอัตโนมัติแบบเป็นธรรมชาติ

“แรงบันดาลใจในการเปิด สถาบันสอนภาษา “ไอจีเนียสคิดส์” คือ ด้วยความที่เราเริ่มเป็นคุณแม่ เราเลยเล็งเห็นความสำคัญของครอบครัว เราจึงเริ่มมาศึกษาในด้านของการศึกษา ซึ่งมันทำให้เราเห็นว่าภาษาอังกฤษมันไม่ใช่แค่ภาษาที่สองอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นเหมือนภาษาที่หนึ่งที่คู่กับภาษาไทย และด้วยความคิดที่เราอยากให้ลูกเรียนโรงเรียนไทยไม่ใช่โรงเรียนอินเตอร์ที่มีการเรียนแบบบูรณาการ

“พอลูกของเราได้ลองเรียนแบบบูรณาการแล้วลูกเราสามารถไปได้ดี เราเลยรู้สึกว่าเราอยากทำโรงเรียนที่มีการเรียนรู้ผ่านการเล่นเหมือนกัน” อติกานต์ กล่าวเสริม

IMG_7079
พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2563 ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ กทม. ในงานเสวนา “ปลุกไทยเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า” งานสัมมนาฟื้นฟูประเทศไทยในมิติของการท่องเที่ยวภายหลังวิกฤตโควิด-19 ที่จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 โดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ตอบคำถามการจัดพื้นที่ จ.ภูเก็ต ให้เป็นโมเดล “ภูเก็ต เด็ดทั้งเมือง” ในการนำร่องมาตรการนำชาวต่างชาติเข้าในพื้นที่ มีความเป็นไปได้อย่างไร ว่า ขณะนี้เริ่มมีการคุยกัน ว่า จ.ภูเก็ต เป็นพื้นที่จัดการง่ายมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ปิด และมีความมั่นใจ โดยได้มีการเตรียมการในพื้นที่แล้ว ยืนยันว่า เป็นส่วนเสริมของมาตรการ Health and Tourism

“เรื่องที่เราภูมิใจร่วมกัน คือ การกลับมาเป็นประเทศฟื้นตัวที่รับมือได้ดีที่สุดในโลก เรื่องสตรีทฟู้ดของเรา เป็นเสน่ห์จริงๆ ไม่ใช่การสาธารณสุขอย่างเดียว พื้นที่นอกโรงพยาบาลของประเทศไทย เช่น ร้านอาหารสตรีทฟู้ด ผู้ประกอบอาหารก็ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา สวมถุงมือ สวมอุปกรณ์ป้องกันใบหน้า เฟซชิลด์ และเรากำลังจะเฟซชิลด์สำหรับผู้ประกอบอาหารแบบที่หลายประเทศทำ เพราะต้องมีการชิม เพื่อให้มีการใช้ได้มาตรฐาน เป็นสิ่งที่เราจะประกาศว่า ในชีวิตวิถีใหม่ เรายังรักษาเสน่ห์ของประเทศไว้ได้ด้วย Safety และ Health ต้องช่วยกัน เราลงไปดูผู้ประกอบการให้ประเมินตนเอง ด้วยการใช้แพลตฟอร์ม thai stop covid-19 ที่สามารถประเมินตนเองได้ หากมีเรื่องที่ปรับปรุง และทำได้ก็สามารถดำเนินการได้ทันที แต่หากติดขัดอะไร เราก็ลงไปช่วยสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษาให้ได้” พญ.พรรณพิมล กล่าว

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท.

เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2563 นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวในช่วงเสวนาเรื่อง ไทยพร้อมแล้วกับการท่องเที่ยว วิถีใหม่ ในงานสัมมนา ปลุกไทยเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ จัดขึ้นโดยเครือมติชน ว่า ในเรื่องของการจัดการสถานการณ์ด้านสาธารณสุขประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการบริหารจัดการได้เป็นอย่างดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ส่วนภาพรวมสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว ขณะนี้เริ่มเห็นการกลับมาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นแล้ว ในแง่ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังได้รับผลกระทบอยู่ ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรก หรือตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน ยังไม่พบการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือมีจำนวนอยู่ที่ 6.69 ล้านคน ลดลงจากปี 2562 ประมาณ ลบ66% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มที่ดี โดยพบว่าในช่วง 6 เดือนแรก หรือตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน มีนักท่องเที่ยวสะสมรวม 54.5 ล้านคน ซึ่งในเดือนกรกฎาคมมีแนวโน้มที่จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นอีก

“ในส่วนของการคาดการณ์รายได้ด้านการท่องเที่ยว เป็นการคาดการณ์ที่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา โดยในปีนี้คาดว่าจะจบรายได้ที่ 1.23 ล้านบาท เป็นตัวเลขเดียวกับที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ประมาณการณ์ไว้ หากประเมินในกรณีที่เลวร้ายที่สุด แต่ยังสามารถดึงนักท่องเที่ยวไทยให้กลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้จำนวนมาก คาดว่ารายได้ในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 7.42 แสนล้านบาท หรือลดลงประมาณ 45% ส่วนข้อมูลในปัจจุบันไทยยังไม่สามารถเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้ จากปัญหาดังกล่าวคาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 2563 การที่จะดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาอีก 4 แสนคน จึงมองว่าเป็นเรื่องที่ยาก จึงคาดว่าในปีนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งปีจะสิ้นสุดแค่เพียง 7 ล้านคน เท่านั้น จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 9 ล้านคน” นางสาวฐาปนีย์ กล่าว

สำหรับ การปลดล็อกระยะที่ 6 โดยในปัจจุบันเริ่มคลายล็อกให้ทำกิจกรรมในหลายด้านมากขึ้นแล้ว อาทิ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ และธุรกิจการจัดงานสัมมนาขององค์กร หรือไมซ์ เป็นต้น แต่สิ่งที่สำคัญต้องทำให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจในเรื่องของการกักตัวต้องมีการควบคุมอย่างเข้มข้น เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจและสามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไป แม้ในขณะนี้จะยังไม่มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาแต่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีการเตรียมความพร้อม และคาดว่าจะมีชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตจากภาครัฐ หรือไทยแลนด์ อีลิท การ์ด เดินทางเข้ามาจำนวน 200 คน ซึ่งกว่า 80% เป็นการขอเข้ามาเพื่อติดต่อธุรกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่วนที่เหลือมีครอบครัวอยู่ที่ประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ ททท.ได้เริ่มพูดคุยกับผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมในกรุงเทพฯ ต้องผันตัวมาเป็น โรงแรมกักตัวทางเลือก (เอเอสคิว) บนพื้นฐานความปลอดภัย

นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า จากความต้องการเรื่อง เอเอสคิว ที่มีมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันหลายโรงแรมเริ่มสมัครเข้าไปกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) มากขึ้น รวมถึงผู้ประกอบการโรงแรมที่อยู่ใกล้เคียงกรุงเทพฯ เริ่มมีความสนใจจะเป็นเอเอสคิว เช่นเดียวกันกับต่างจังหวัดเริ่มมีการปรับตัวเปลี่ยนมาเป็น เอเอสคิวมากขึ้น อาทิ จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น นอกจากนี้ ได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการด้านการบินว่าในอนาคตอาจจะต้องมีการเปิดเที่ยวบิน แบบบินตรงไปจังหวัดภูเก็ต เพื่อนำนักท่องเที่ยวไปสู่ที่พักที่เป็นเอเอสคิวต่อไป ซึ่งคาดว่าในเดือนตุลาคม 2563 มีการปลดล็อกในเรื่องของการเดินทางเข้าประเทศ ไทยจะได้เห็นแสงสว่างเรื่องการท่องเที่ยวมากขึ้นอีกด้วย

น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวต้อนรับ ผู้เข้าร่วมสัมมนา “ปลุกไทยเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า” จัดโดย หนังสือพิมพ์มติชน ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร ว่าวันนี้นับเป็นอีกวาระหนึ่งที่หนังสือพิมพ์มติชนจัดงานสัมมนาขึ้นเพื่อร่วมหาทางออกให้กับประเทศ ทั้งนี้ ช่วงปี 2563 มติชนได้จัดสัมมนาขึ้นเป็นครั้งแรกชื่อว่า 2020 ปีแห่งการลงทุน-ทางออกประเทศไทย ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจและการลงทุน ต่อมา ได้จัดสัมมนาขึ้นเป็นครั้งที่ 2 คืองาน ลงทุน 2020 ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างชาติ สร้างงาน ซึ่งเน้นประเด็นเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม วันนี้เป็นการจัดสัมมนาครั้งที่ 3 และเป็นครั้งที่สำคัญที่สุด เนื่องจากหัวข้อเสวนาใกล้ตัวทุกคน

“เราเข้าใจกันดีแล้วว่าการลงทุนเป็นเครื่องยนต์ตัวหนึ่งในการพลิกฟื้นประเทศ แต่ก็ยังมีเครื่องยนต์อีกตัวหนึ่งซึ่งสำคัญไม่แพ้กันนั่นคือ การท่องเที่ยว วันนี้เราจะพูดคุยกันเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อหาทางออกของประเทศไทย” น.ส.ปานบัวกล่าว

ทั้งนี้ น.ส.ปานบัวกล่าวว่า งานสัมมนา “ปลุกไทยเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า” จัดขึ้นเพื่อประกาศความพร้อมของภาคการท่องเที่ยวและกีฬา หลังจากที่ชาวไทยได้ร่วมแรงร่วมใจควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี ได้รับการยอมรับและชื่นชมในระดับนานาชาติ โดยสภาผู้เชี่ยวชาญสหวิชาชีพในระดับนานาชาติได้จัดให้ไทยเป็นประเทศที่ฟื้นตัวจากการระบาดของโรคโควิด-19 ดีที่สุดเป็นอันดับ 1 จาก 184 ประเทศทั่วโลก เมื่อประเทศไทยปลอดภัยระดับหนึ่งแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป การท่องเที่ยวและการกีฬาจะได้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการชุบชีวิตเศรษฐกิจความเป็นอยู่ของคนไทยให้กลับคืนมาอีกครั้ง

กรรมการผู้จัดการบริษัทมติชน กล่าวว่า ในฐานะที่เครือมติชนเป็นสื่อที่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับประชาชนทั่วประเทศในทุกภาคเศรษฐกิจ ตระหนักว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยมีความหมายอย่างยิ่งต่อการสร้างรายได้ในประเทศ กระจายรายได้ไปสู่ภาคธุรกิจต่างๆ อาทิ โรงแรมที่พัก อาหาร การขนส่ง กีฬา สถานบันเทิง งานฝีมือ ของที่ระลึก รวมถึงภาคการเกษตรในชนบทในฐานะผลิตอาหาร ชีวิตของผู้คนเหล่านี้จะกลับมามีงาน มีรายได้ มีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยเป็นสำคัญ จึงเป็นความตั้งใจของมติชน ที่จะกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว ที่จะต้องได้เห็นทิศทางร่วมกัน สู่ความประสานร่วมมืออย่างเร่งด่วน หากการท่องเที่ยวในประเทศพลิกฟื้น ก็สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ “ปลุกไทยเที่ยวไทย” จึงเป็นก้าวแรกแห่งความหวัง การชุบชีวิตการท่องเที่ยวไทย ด้วยคนไทย รวมไปถึงชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่จะต้องได้รับความมั่นใจว่าการเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ในประเทศปลอดภัยจากการติดเชื้อ หากปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข พร้อมกันนั้น ยังได้รับประสบการณ์ท่องเที่ยววิถีใหม่ที่ดีและคุ้มค่ากว่าเดิมด้วยมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ขับเคลื่อนออกมาอย่างต่อเนื่อง

“หนังสือพิมพ์มติชนขอบคุณ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดการสัมมนา และปาฐกถาพิเศษ วันนี้การท่องเที่ยวไทยไม่ได้หมายถึงความสุขสบายอย่างเดียว หากแต่รวมไปถึงการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือประเทศชาติและคนในสังคมด้วย” น.ส.ปานบัวกล่าว

น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
S__178814979

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2563 ที่ ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ บรรยายกาศภายในงานสัมมนา “ปลุกไทยเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า” ที่จัดขึ้นโดยเครือมติชน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงานสัมมนา และกล่าวปาฐกาถาพิเศษ

พร้อมด้วยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นายก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย นายสุรวัช อัครวรมาศ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และอุปนายกสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (แอตต้า) ร่วมเสวนาในหัวข้อปลุกไทยเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า

โดยการจัดงานสัมมนาของเครือมติชน ภายใต้การนำของนางสาวปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้เน้นย้ำในการปฏิบัติตัวตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม และข้อปฎิบัติสาธารณสุขทุกประการ รวมถึงการคัดกรองผู้เข้าร่วมสัมมนาอย่างเคร่งครัด อาทิ การตรวจวัดอุณหภูมิผู้เข้าร่วมงาน มีจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ล้างมือในหลายจุด และต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา โดยภายในงานมีผู้เข้าร่วมฟังสัมมนากว่า 100 ราย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมรับฟังข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงยังจัดถ่ายทอดสด (ไลฟ์) ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Matichon Online – มติชนออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีการนำหนังสือขายดีที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชนจำหน่ายในราคาโปรโมชั่นที่ดีที่สุด อาทิ Covid-19, จากปีศาจสู่เชื้อโรค, ตามรอยอาทิตย์อุทัย

282020_๒๐๐๘๐๒_1

ททท.เร่งเครื่องท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง เน้น 3 สไตล์ Health and wellness, The Instagrammable Cocktial, Digital Detox

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงทิศทางการโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวหลังสถานการณ์โควิด-19  ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้มีการปรับตัวสู่การท่องเที่ยวแบบนิว นอร์มอล บนพื้นฐานความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว โดยแนวโน้มต่อจากนี้พบว่าการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป จะเน้นกลุ่มเล็กและเดินทางแบบ road trip มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการเดินทาง  หลังการคลายล็อกดาวน์แล้ว ในระยะสั้น ททท.จะมุ่งเน้นการกระตุ้นความถี่ในการเดินทาง เพราะคาดว่าคนไทยน่าจะรู้สึกคิดถึงและอยากออกเดินทางท่องเที่ยวกันมากขึ้น แต่ทุกอย่างจะอยู่ภายใต้การควบคุมจากสาธารณสุข

“ตอนนี้ ททท. มีแคมเปญต่างๆ เพื่อชวนคนไทยออกมาเที่ยวกันอย่างมั่นใจ รวมทั้งโครงการการตลาดออนไลน์อะเมซิ่งไทยเท่ ก็เป็นหนึ่งในแคมเปญขับเคลื่อนการท่องเที่ยว เนื่องจากเรามีโปรโมชั่นราคาประหยัดที่มอบให้แก่นักเดินทางทั้งหลายและนักท่องเที่ยวชาวไทยทุกคน พร้อมแพ็กเกจท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ของโครงการ ให้เลือกสรรทริปท่องเที่ยวตามสไตล์ที่ชอบ สำหรับช่วง 3 เดือนหลังของปีนี้ เราได้เลือกสรรทริปท่องเที่ยวในสไตล์แบบเท่ๆ ที่ตอบโจทย์เทรนด์ท่องเที่ยวในปัจจุบัน อาทิ การท่องเที่ยวแบบ Health and wellness ที่เป็นเทรนด์ตอบโจทย์สายสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นทริปตามรอยโกโก้และดื่มด่ำกับบรรยากาศผ่อนคลาย พร้อมทำสปาโกโก้แบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ  ทริป Digital Detox เป็นทริปพักกาย พักใจ กินอาหาร Super Food หรือจะเป็นทริปที่ตอบโจทย์เทรนด์นักท่องเที่ยวสายโซเชียล อย่างทริป The Instagrammable Cocktial กับเรือ ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวอัปเดตความประทับใจลงในโซเชียล เพื่อสร้างกระแสการบอกต่อประสบการณ์ที่น่าประทับใจ”

นายอภิชัย ยังกล่าวอีกว่าสถานที่ท่องเที่ยวภาคกลาง มีการฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว และยังมีจุดเด่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ถือว่าได้เปรียบในเรื่องของการเดินทาง เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ และมีสถานที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นภูเขา แม่น้ำ 7 ลุ่มน้ำ เที่ยวเชิงเกษตร ทะเล และอุทยานแห่งชาติต่างๆ เช่น อุทยานแห่งชาติพุเตย จ.สุพรรณบุรี  อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ที่เอาใจคนชอบเที่ยว สูดอากาศดีๆ ใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติและชุมชน ซึ่งอยากเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้ติดตามทริปท่องเที่ยว พร้อมโปรโมชั่นพิเศษของโครงการ

เชื่อว่าไฮไลต์ทริปเหล่านี้จะช่วยสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ๆ ชูความเป็นไทยในสไตล์เท่ๆ ภายใต้การท่องเที่ยวแบบ New Normal และทาง ททท.เองมีการจัดทำคลิปนำร่องท่องเที่ยววิถีใหม่ “ท่องเที่ยวยังไงให้มีความสุข และปลอดภัยในทุกเส้นทาง” โดยคลิปนี้จะบอกถึงวิธีการเดินทางต่างๆ เช่น ทางเรือ, ทางรถยนต์ส่วนตัว, รถโดยสารสาธารณะ หรือทางสายการบิน ได้มีการเผยแพร่ไปทางช่องทางสื่อต่างๆ แล้ว อีกทั้งยังมีโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษจากพันธมิตรโครงการ เมื่อซื้อผ่านเว็บไซต์ของโครงการ สามารถดูรายละเอียดของโครงการได้ที่ www.เที่ยวไทยเท่.com

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ