เวลามีปลากรอบชั้นเลิศ เมนูแรกที่หลายคนนึกถึงเลยก็คือ “ต้มโคล้งปลากรอบ” ที่มีกลิ่นหอมๆ ของการรมควัน รวมถึงกลิ่นของสมุนไพรและพริกแห้งคั่ว สูตรโบราณไม่ได้ใส่ใบกะเพรา แต่หากต้องการความร้อนแรงเพื่อให้เหงื่อออก และถ้าไล่พิษไข้ก็เด็ดใส่ประมาณกำมือ

หากใครได้เดินผ่านร้าน “ต้มโคล้งรสบรรเจิด” คงอดที่จะหยุดอยู่หน้าร้านแล้วแวะมองแวะชิมไม่ได้ ด้วยกลิ่นหอมปลาย่างและน้ำต้มโคล้งที่ได้กลิ่นสมุนไพรไทยสารพัดชนิด ลอยมารัญจวนใจจนต้องขอพูดคุยสอบถามถึงเคล็ดลับความอร่อยที่ทำให้ขายดิบขายดี

“กรรณิกา ทองไพวรรณ” ภรรยาของพี่บรรเจิด เจ้าของร้านต้มโคล้งรสบรรเจิด เล่าให้ฟังว่า สูตรต้มโคล้งของที่ร้านสืบทอดมารุ่นสู่รุ่น ขั้นตอนการร้านเราใส่ใจทุกรายละเอียด ทุกกระบวนการ วัตถุดิบที่ใช้ก็เลือกจากธรรมชาติ

“ขณะที่ตัวน้ำต้มโคล้งมีความพิเศษต่างจากร้านอื่นคือ จะต้มด้วยสมุนไพรไทยแท้ๆ อย่างมะขามเปียก, หัวหอมแขก, ข่าอ่อน, ตะไคร้ โรยหน้าด้วยใบผักชีฝรั่ง และมะเขือเทศ เพื่อความเข้มข้น และทำให้น้ำต้มส่งกลิ่นหอมอบอวลทั่วร้าน ส่วนพูดถึงรสชาติของร้านเราเรียกได้ว่าจัดจ้าน ครบรส ทั้งเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ออกหวานนิดๆ จากน้ำมะขาม” กรรณิกากล่าวเสริม

ส่วนชนิดปลาที่ร้านนี้เลือกเป็นปลากดน้ำจืด ส่งตรงจากสิงห์บุรีและอ่างทอง เนื่องจากเนื้อแน่นและเยอะ ทำให้เนื้อปลาอุ้มน้ำต้มโคล้ง เป็นการเพิ่มรสชาติปลาให้กลมกล่อม

สิ่งที่หลายคนกลัวเวลากินต้มโคล้งปลาคือ ปลาจะอมน้ำมันรึเปล่า? ปลาจะมีกลิ่นเหม็นไหม? ปลาจะคาวรึเปล่า? แต่ต้องบอกว่าหายห่วงได้เลย เพราะร้านนี้ใช้วิธีย่างแทนการทอด โดยย่างปลาด้วยกากมะพร้าว ซึ่งเป็นการเพิ่มความหอมให้ปลา และล้างปลาผ่านน้ำไหล ซึ่งจะไม่ทำให้ปลาคาว และที่สำคัญ ต้องนี้คำนึงถึงความสะอาดเป็นอย่างแรก ด้วยคติของร้านที่ว่า “ทำขายให้เหมือนที่เราทำกินเอง”

เอาเป็นว่าใครอยากลองชิมต้มโคล้งสูตรเด็ดจาก ต้มโคล้งรสบรรเจิด ต้องติดตามผ่านเฟซบุ๊กของร้าน เพราะพวกเขาเป็นร้านที่อาศัยการออกบูทตามงานต่างๆ โดยไปติดตามได้ที่เพจ ต้มโคล้งรสบรรเจิด

พี่บรรเจิด และพี่กรรณิกา เจ้าของร้าน