เปิดทริป 'ชมนาดอินเตอร์ 2026' เยี่ยมชมสื่อ-แบงก์กรุงเทพฯ เชื่อมวรรณกรรมอาเซียน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 รางวัลชมนาดอินเตอร์พานักเขียนหญิงที่เข้ารอบสุดท้าย 8 ท่าน ออกสำรวจกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองหลวงแห่งวรรณกรรมและสื่อ ผ่านกิจกรรม Media & Publishing Tour ที่ออกแบบมาเพื่อเปิดโลกทัศน์ให้นักเขียนได้สัมผัสระบบนิเวศของอุตสาหกรรมสื่อและการพิมพ์ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ห้องข่าวของ Bangkok Post ไปจนถึงห้องประชุมระดับผู้บริหารของธนาคารกรุงเทพ บทสนทนาที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวันขยายวงกว้างไปมากกว่าแค่เรื่องวรรณกรรม หากยังเอ่ยถึงสถานการณ์โลก พลังของสื่อ และบทบาทของผู้หญิงในการบันทึกความทรงจำที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักมักเลือกจะลืม
เปิดห้องข่าว Bangkok Post เมื่อนักเขียนมาอ่านโลกผ่านสื่อ
จุดหมายแรกคณะผู้เข้ารอบสุดท้าย 8 นักเขียนเดินทางร่วม Media & Publishing Tour ที่ Bangkok Post สำนักข่าวภาษาอังกฤษที่เก่าแก่ที่สุดของไทย นับตั้งแต่ฉบับปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1946 การเยือนครั้งนี้ได้พาทุกท่านไปร่วมสำรวจอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์หรือแลกเปลี่ยนมุมมองธุรกิจสื่อทั้ง offline และ online ร่วมกับกองบรรณาธิการ
นอกจากนี้นักเขียนทั้ง 8 ท่านได้ร่วมพูดคุยกับกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ในหัวข้อ “An Emotional Archive of Asia” และ “Writing Against Erasure” ซึ่งชวนถอดรหัสว่าเหตุใดผู้หญิงจึงเลือกใช้ตัวอักษรเป็นเครื่องมือต่อต้านการลบเลือน ไม่ว่าจะเกิดจากความรุนแรงของรัฐ สงคราม การล่าอาณานิคม หรือการพลัดถิ่น โดยสิ่งที่โดดเด่นในผลงานทั้ง 8 เล่มคือการสื่อสารผ่านสัญลักษณ์ร่วม ที่ข้ามพรมแดนภาษาและวัฒนธรรม ทั้งทะเล การจากลา ไชน่าทาวน์ แมวดำ ภูเขา บทเพลง อาหาร และลิ้น ล้วนทำหน้าที่เป็นภาชนะบรรจุบาดแผลและเรื่องต้องห้ามที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักไม่เคยบันทึก บทสนทนาในวันนั้นจึงไม่ต่างจากการตรวจสอบบันทึกความทรงจำของทวีปผ่านสายตาผู้หญิงจากหลากหลายแผ่นดิน
ตลอดการพูดคุยดังกล่าว สะท้อนภาพของความทรงจำระดับภูมิภาคผ่านมุมมองของนักเขียนหญิงจากหลากหลายประเทศในเอเชีย พร้อมตอกย้ำบทบาทของวรรณกรรมในฐานะพื้นที่สำคัญในการบันทึกเสียงที่ถูกหลงลืม และเปิดพื้นที่ให้เรื่องเล่าที่ไม่เคยถูกบันทึกได้ปรากฏอย่างมีนัยสำคัญ
บทสนทนาเอ็กซ์คลูซีฟกับธนาคารกรุงเทพ
ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน นักเขียนทั้ง 8 ท่านได้รับการต้อนรับจาก ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดย ดร.กอบศักดิ์ ได้พาคณะเยี่ยมชมพื้นที่สำคัญภายในธนาคารอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่คอลเลคชันสะสมล้ำค่า ไปจนถึงห้องสตูดิโอสำหรับการผลิตสื่อสมัยใหม่ ก่อนเปิดวงสนทนาที่ขยายไปไกลกว่าวรรณกรรม
ในการแลกเปลี่ยนดังกล่าว นักเขียนได้ร่วมพูดคุยและอัปเดตสถานการณ์ความผันผวนของโลกนับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ปี 2569 ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนมุมมองด้านงานเขียนและบริบทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนให้เห็นว่าผลงานแต่ละชิ้นล้วนเชื่อมโยงกับมิติทางสังคมและการเมืองที่ซับซ้อน ขณะเดียวกันยังเป็นพื้นที่ของการสนับสนุนและส่งต่อกำลังใจระหว่างนักเขียนหญิง ในฐานะผู้ถ่ายทอดและบันทึกความทรงจำของสังคมผ่านตัวอักษร
หนึ่งในนักเขียนที่ผ่านเข้ารอบ Shortlist 8 คนสุดท้ายอย่าง Thuân Nguyễn นักเขียนชาวเวียดนาม เจ้าของผลงานChinatown (ไชน่าทาวน์) เปิดเผยว่า งานเขียนของเธอมีจุดตั้งต้นจากประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะ “คนนอก” ที่ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะความรู้สึกแปลกแยกและแรงสั่นสะเทือนทางวัฒนธรรมเมื่อย้ายจากเอเชียไปยุโรป ซึ่งกลายเป็นแกนสำคัญของการเล่าเรื่องในงานเขียนของเธอ
เธออธิบายว่า Chinatown เป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างเวียดนามและจีน ผ่านชีวิตของหญิงสาวที่ต้องเผชิญทั้งความรักต้องห้ามและแรงกดดันจากบริบททางการเมือง โดยตั้งใจถ่ายทอดความวิตกกังวล ของผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และตั้งคำถามถึงตัวตนของผู้ที่ต้องอยู่ระหว่างสองวัฒนธรรม
ในอีกมุมหนึ่ง Thuân Nguyễn สะท้อนถึงข้อจำกัดของการเป็นนักเขียนในเวียดนามว่า ประเด็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกและการถูกเซนเซอร์ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ ทำให้นักเขียนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากระบบและการถูกเซนเซอร์จากภาครัฐและสังคม ซึ่งส่งผลต่อทิศทางและคุณภาพของงานเขียนในประเทศเวียดนาม
เธอยังเล่าถึงเส้นทางการเป็นนักเขียนของตนเองว่า เติบโตมากับการใช้สองภาษา ทั้งเวียดนามและฝรั่งเศส ก่อนจะตัดสินใจละทิ้งเส้นทางวิชาการเพื่อหันมาทำงานเขียนอย่างจริงจัง โดยมองว่าวรรณกรรมคือพื้นที่ที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ ความทรงจำ และความซับซ้อนของชีวิตได้อย่างลึกซึ้งที่สุด
สำหรับการเข้าร่วม รางวัลชมนาดอินเตอร์ ในครั้งนี้ เธอระบุว่าเป็นโอกาสสำคัญในการได้แลกเปลี่ยนกับนักเขียนจากหลากหลายประเทศในเอเชีย พร้อมเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่หลากหลาย โดยมองว่าประสบการณ์ดังกล่าวไม่ต่างจากการเดินทาง ที่ช่วยต่อยอดความคิดและเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานเขียนในอนาคต
ด้าน Anthony Balisi หนึ่งในคณะกรรมการ รางวัลชมนาดอินเตอร์ ให้สัมภาษณ์ถึงการมาเยือนประเทศไทยว่า เขาได้เข้าร่วม งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และพบว่าบรรยากาศเต็มไปด้วยนักอ่านรุ่นใหม่ สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในแวดวงวรรณกรรมไทยอย่างชัดเจน พร้อมชี้ให้เห็นถึงกระแสวรรณกรรมแนว Boy Love (BL) และ Girl Love (GL) ที่ได้รับความนิยมสูง โดยมีสัดส่วนผลงานในกลุ่มนี้จำนวนมาก ซึ่งถือเป็นตลาดที่เติบโตและมีฐานผู้อ่านชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เขามองว่างานเขียนแนวการเมืองและสังคมก็มีศักยภาพในการต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป เนื่องจากสามารถสะท้อนบริบททางสังคมได้อย่างลึกซึ้ง พร้อมย้ำว่าภาพรวมของงานหนังสือไทยแสดงถึงความหลากหลายของเนื้อหา และ “หนังสือยังคงมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมความคิดของผู้คน” ทั้งในมิติของความบันเทิงและสาระในระยะยาว
ในบทบาทคณะกรรมการตัดสิน รางวัลชมนาดอินเตอร์ Anthony เผยว่าการพิจารณาผลงานจากนักเขียนหญิงทั่วเอเชียกว่า 65 เล่ม เพื่อคัดเลือกผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว เป็นกระบวนการที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยหัวใจสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้เสียงของผู้หญิง ได้รับการรับฟัง โดยเฉพาะในสังคมที่ยังมีโครงสร้างแบบชายเป็นใหญ่ฝังรากลึกในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เขาเปิดเผยว่า คณะกรรมการต้องอ่านผลงานทั้งหมดภายในระยะเวลาเพียง 3–4 เดือน ก่อนคัดกรองเหลือ 21 เล่ม และคัดเลือกต่อให้เหลือ 10 เล่มสุดท้าย โดยต้องอ่านและทบทวนซ้ำอย่างละเอียดในแต่ละรอบ แม้จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาและแรงกดดัน แต่ในฐานะ Literary Agent เขามองว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องอาศัยทั้งความรวดเร็วและความรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมที่สุด
หลังการประกาศ Shortlist 8 เล่มสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา รางวัลชมนาดอินเตอร์ กำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ โดยทุกสายตาจับจ้องไปที่งาน Gala Dinner ในวันที่ 3 เมษายน 2569 ซึ่งจะมีการประกาศรายชื่อผู้คว้ารางวัลประจำปี 2025 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความคาดหวังของแวดวงวรรณกรรมระดับภูมิภาค
ผลงานทั้ง 8 เรื่องที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย สะท้อนให้เห็นพลังของวรรณกรรมในฐานะพื้นที่บันทึก “ความทรงจำ” และ“อารมณ์” ที่มักถูกละเลยในประวัติศาสตร์กระแสหลัก โดยเรื่องเล่าจากนักเขียนหญิงเหล่านี้เปรียบเสมือนจดหมายเหตุทางอารมณ์ ที่ไม่เพียงเชื่อมโยงประสบการณ์ของผู้คนข้ามพรมแดน แต่ยังทำหน้าที่เป็นเข็มทิศสำคัญในการทำความเข้าใจตัวตนและความซับซ้อนของสังคมเอเชียร่วมสมัยได้อย่างลึกซึ้ง




