‘ชมนาดอินเตอร์ 2026’ ย้อนรอยกรุงเก่าผ่านมรดกอยุธยา เชื่อมวรรณกรรมสตรี 13 ประเทศ ก่อนลุ้นรางวัล 3 เม.ย.นี้

ประชาสัมพันธ์
'ชมนาดอินเตอร์ 2026' ย้อนรอยกรุงเก่าผ่านมรดกอยุธยา เชื่อมวรรณกรรมสตรี 13 ประเทศ ก่อนลุ้นรางวัล 3 เม.ย.นี้

เมื่อ ‘วรรณกรรม’ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวอักษรบนหน้ากระดาษ แต่สามารถพาผู้อ่านก้าวข้ามห้วงเวลาไปสัมผัสร่องรอยอารยธรรมที่ยังคงหายใจอยู่ตามซากอิฐและยอดปรางค์ ‘Chommanard International Women’s Literary Award 2026’ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จำกัด จึงออกแบบทริปพิเศษ One Day Trip to Ayutthaya ขึ้นในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ชวนนักอ่าน นักเขียน รวมถึงผู้สนใจวัฒนธรรม ออกเดินทางสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำรวจมรดกแห่งราชธานีเก่า

โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเดินทางในฐานะวิทยากรประจำทริป คอยถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังโบราณสถานแต่ละแห่ง ด้วยมุมมองที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์เข้ากับบริบทร่วมสมัย

ย้อนรอยกรุงเก่า สัมผัสจิตวิญญาณแห่งอยุธยา

จุดหมายแรกที่รอต้อนรับคือ วัดมหาธาตุ หนึ่งในวัดสำคัญที่สุดของราชธานีเก่า ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุและเป็นที่พำนักของสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายคามวาสี วัดแห่งนี้ได้รับการก่อสร้างและทำนุบำรุงมาอย่างต่อเนื่องตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา จวบจนถูกทำลายและทิ้งร้างภายหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 ทว่าร่องรอยที่หลงเหลือกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลัง โดยเฉพาะ ‘เศียรพระในรากโพธิ์’ พุทธศิลป์ที่หลอมรวมกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว

หลังเติมเต็มอาหารตาจากอิฐเก่าและรากไม้ ก็ถึงเวลาเติมเต็มอาหารกายที่ ร้านบ้านอยุธยารมณ์ ร้านอาหารบรรยากาศริมน้ำที่คัดสรรเมนูท้องถิ่นมาต้อนรับ จากนั้นมุ่งหน้าสู่ไฮไลต์สำคัญในช่วงบ่าย ณ  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เพื่อชมเครื่องทองและโบราณวัตถุชิ้นล้ำค่าจากกรุวัดวาอารามต่างๆ ทั้งวัดราชบูรณะ วัดพระราม วัดมหาธาตุ วัดพระศรีสรรเพชญ์ และเจดีย์ศรีสุริโยทัย รวมกว่า 2,200 รายการ ทุกชิ้นล้วนบอกเล่าความรุ่งเรืองของอาณาจักรที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการค้าแห่งภูมิภาค ปิดท้ายช่วงนี้ด้วยของที่ระลึกสุดพิเศษ ‘โรตีสายไหมแม่ป้อม’ ดีกรีมิชลิน บิบ กูร์มองด์ 2 ปีซ้อน (2023–2024) ที่จัดเตรียมไว้ให้ผู้ร่วมทริปทุกท่าน

เมื่อแสงบ่ายเริ่มอ่อนลง คณะได้เคลื่อนตัวสู่ วัดไชยวัฒนาราม วัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลายที่สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พร้อมเดินชมความงามของปรางค์ประทานที่ตั้งตระหง่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งนับเป็นจุดชมทัศนียภาพที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง ก่อนส่งท้ายวันด้วยมื้อเย็นที่ ร้านสำเภานาวา ท่ามกลางบรรยากาศริมน้ำอันเงียบสงบ เป็นการจบกิจกรรมสำรวจประวัติศาสตร์ที่เตรียมไปด้วยความประทับใจ

เมื่อประวัติศาสตร์คือวัตถุดิบชั้นดีของนักเขียน

ท่ามกลางการเดินทางที่เต็มไปด้วยร่องรอยประวัติศาสตร์ มุมมองจากผู้เกี่ยวข้องกับรางวัลก็จะสะท้อนความหมายของทริปนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดย รองศาสตรจารย์ ดร. ตรีศิลป์ บุญขจร ประธานกรรมการตัดสินรางวัลฯ เผยถึงความประทับใจในการนำคณะนักเขียนระดับสากลเยือนอาณาจักรอยุธยาว่า การกลับมาเยือนในครั้งนี้ทำให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ไทย โดยเฉพาะ ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา‘ ซึ่งมีการยกระดับการจัดแสดงสู่มาตรฐานนานาชาติ และสร้างความประทับใจให้กับเหล่านักเขียนเป็นอย่างมาก แม้สภาพอากาศจะร้อนอบอ้าวแต่บรรยากาศแห่งการเรียนรู้กลับเต็มไปด้วยความรื่นรมย์

ขณะเดียวกัน การพานักเขียนชาวต่างชาติมาสัมผัสรากเหง้าของไทยถึงสถานที่จริงเช่นนี้ ช่วยสร้างความเข้าใจที่ถัดพ้นไปจากภาพจำในปัจจุบัน เหล่านักเขียนต่างทึ่งในความมั่งคั่งของ ‘ดินแดนสุวรรณภูมิ’ ผ่านร่องรอยเครื่องทองอันวิจิตร ซึ่งสะท้อนถึงความรักและความศรัทธาอันแรงกล้าที่มีต่อพุทธศาสนามาแต่อดีต การได้เห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยตาตนเองช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เหล่านักเขียนได้เข้าใจประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างถ่องแท้

อย่างไรก็ตาม ในฐานะประธานกรรมการตัดสิน รศ.ดร. ตรีศิลป์ ได้กล่าวถึงความเข้มข้นเบื้องหลังรางวัลชมนาดอินเตอร์ปีนี้ว่า คณะกรรมการต้องใช้ความทุ่มเทอย่างหนักตลอด 4 เดือนในการพิจารณาผลงานที่ส่งเข้าประกวดถึง 77 เรื่อง ซึ่งแต่ละผลงานเปรียบเสมือนเพชรที่ถูกเจียระไนมาอย่างดีจากนักเขียนสตรีทั่วโลก การจัดทริปในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่คณะกรรมการจะได้ทำความรู้จักกับนักเขียนที่เข้ารอบสุดท้าย (Shortlist) ให้มากขึ้น มากกว่าเพียงการพูดคุยบนเวทีประกาศรางวัล เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพและตัวตนของเหล่านักเขียนที่ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านภาษา จนผลงานได้รับความสนใจในระดับสากล

“ขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการจัดทริปและอำนวยความสะดวกในครั้งนี้อย่างดี โดยเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ที่เหล่านักเขียนได้รับ ทั้งจากความอลังการของอารยธรรมเครื่องทอง และความสุนทรีย์ในวิถีไทย จะถูกนำไปต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจในงานเขียนที่มีคุณภาพ พร้อมหวังว่ารางวัลชมนาดอินเตอร์จะเป็นสะพานเชื่อมโยงพลังสร้างสรรค์ของผู้หญิงให้ส่องประกายในระดับสากล”

สอดคล้องกับความรู้สึกของ Margarita Teresa Ortigas หนึ่งในนักเขียนที่น่าจับตามองผู้ส่งผลงาน The House on Calle Sombra เข้าสู่ทำเนียบ Country Award ได้หยิบยกเรื่องราวของครอบครัวกาสติญโญในฟิลิปปินส์ มาถอดรหัสผ่านภาพสะท้อน 3 ชั่วอายุคน ภายใต้เงาอดีตของลัทธิอาณานิคมและระบอบเผด็จการ ผ่านท่วงทำนองการเล่าเรื่องที่ฉับไวและเห็นภาพชัดแจ้งราวกับฉากภาพยนตร์ (Cinematic Style) ซึ่งกลายเป็นลายเซ็นสำคัญที่ทำให้งานเขียนของเธอดึงดูดใจผู้อ่านได้อย่างทรงพลัง

ในการเดินทางครั้งนี้ เธอได้ค้นพบจุดเชื่อมโยงอันน่าอัศจรรย์ระหว่างประวัติศาสตร์ไทยกับแนวคิดการฟื้นตัว (Recovery) ที่แฝงอยู่ในงานเขียนของเธอเอง โดยเธอมองว่าซากอิฐเก่าไม่ใช่สัญลักษณ์ของความพินาศย่อยยับ แต่คือประจักษ์พยานแห่งความแข็งแกร่งที่พิสูจน์ว่าอารยธรรมสามารถงอกงามขึ้นใหม่ได้เสมอ และทริปนี้ยังทำหน้าที่เป็นจุดรีเซ็ตพลังสร้างสรรค์ ให้เธอพร้อมที่จะจรดปากกาบอกเล่าเรื่องราวบทใหม่ต่อไป

“ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนักเขียนที่ยอดเยี่ยมในงานชมนาดอินเตอร์ครั้งนี้ และทริปนี้เป็นการถอยออกมาก้าวหนึ่งเพื่อมองโลกในมุมใหม่ มันคือช่วงเวลาที่สร้างแรงบันดาลใจและทำให้ฉันพร้อมที่จะเขียนบทต่อไปของชีวิต”

จากกรุงเก่า สู่ปลายทางที่รอคอย

ทริปอยุธยาครั้งนี้เปรียบเสมือนบทนำสู่ไคลแมกซ์ของงาน ‘Chommanard International Women’s Literary Award 2026‘ ที่จะจัดพิธีประกาศรางวัลอย่างเป็นทางการในค่ำคืน Gala Dinner วันที่ 3 เมษายน 2569 โดยปีนี้ได้ยกระดับจากเวทีสู่เวทีสากลครอบคลุม 13 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ พร้อมเงินรางวัลสูงสุด 500,000 บาท นับเป็นหนึ่งในรางวัลวรรณกรรมสตรีที่สูงที่สุดในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งกิจกรรมในปฏิทิน แต่คือการเชื่อมอดีตที่จารึกในหินเข้ากับปัจจุบันที่จารึกใน ‘วรรณกรรม‘ เพื่อย้ำว่าเรื่องเล่าของผู้หญิง ไม่ว่าจะอยู่ในโบราณสถานหรือบนหน้ากระดาษ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่โลกควรได้ยิน