อร่อยอินเทรนด์…ละมุนลิ้น กับ ไข่มุกน้ำตาลทรายแดง

ยุคนี้ อะไรๆ ก็ต้อง “ไข่มุก”

เพราะไม่ว่าจะก้าวเท้าไปในถนนย่านไหน ก็ต้องเห็นร้าน “ชานมไข่มุก” ให้สั่งดูดกันเพลินๆ สักร้าน

ยิ่งกับร้านที่มีคนไปเข้าคิวต่อแถวกันยาวเหยียด ยิ่งชวนพิสูจน์ความอร่อย ว่าสมกับคำเล่าลือหรือไม่

และ “ดิ แอลลี่” (The Alley) ก็เป็นร้านชานมน้องใหม่ ที่แม้จะเพิ่งเปิดตัวที่ สยามสแควร์วัน ชั้น 4 ได้ไม่กี่เดือน แต่ก็สร้างปรากฏการณ์ที่มีคนเข้าไปต่อคิวนับชั่วโมง จนกระทั่งสาขา 2 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 6 ก็ยังคงแน่น เพื่อจะได้ลิ้มรสเครื่องดื่มจากแบรนด์

หลังเปิดตัวเมื่อปี 2013 แบรนด์ ดิ แอลลี่ กระจายสาขา ได้รับความนิยมมากถึง 13 ประเทศ ทั้ง แคนาดา สหรัฐ ญี่ปุ่น มาเลเซีย จีน ฝรั่งเศส และนิวซีแลนด์ สำหรับที่ไทยนั้น ยูกิ-อุณาวรรณ ตั้งคารวคุณ ประธานกรรมการบริหาร “ดิ แอลลี่ ประเทศไทย” เกิดความประทับใจกับเมนูซิกเนเจอร์ อย่าง บราวน์ ชูก้า เดียร์ริโอก้า วิท เฟรช มิลค์ ระหว่างเดินทางไปประเทศจีน กับไข่มุกน้ำตาลทรายแดงที่ขณะนั้นเมืองไทยยังไม่มี ปิ๊งไอเดีย นำเข้าไทย หวังให้คนไทยลองรสกลมกล่อม

หลังเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ร้านยังคงมีคนมาเข้าคิวยาว โดยเฉพาะช่วงกลางวันและเย็น เพื่อลองชิมไข่มุก ที่แบรนด์มีชื่อเรียกเก๋ๆ ว่า “เดียร์ริโอก้า” มาจากคำว่า เดียร์ กวางน้อยสัญลักษณ์ของร้าน ร่วมเข้ากันกับ ทาปิโอก้า ที่แปลว่า ไข่มุก

แน่นอนว่า บราวน์ ชูก้า เดียร์ริโอก้า วิท เฟรช มิลค์ หรือนมสด ไข่มุกน้ำตาลทรายแดง ยังคงเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่สุด ซึ่งเมนูนี้ร้านจะทำลวดลายศิลปะบนแก้ว ก่อนส่งตรงถึงมือลูกค้า ทางร้านยังแนะนำว่า “คำแรก” ที่ดูดปื้ดเข้าไปนั้นให้ชิมไข่มุกน้ำตาลทรายแดงอุ่นๆ ผ่านความเย็นของนมสด ให้ความแปลกใหม่ และหากอยากจะเปลี่ยนรสชาติ ก็ให้คนไข่มุกและนมสดไปทางขวา 9 ครั้ง ก็จะได้ความกลมกล่อมอีกแบบ

กว่าจะได้เมนูนี้ ชิว เม่า ทิง เจ้าของแบรนด์ ได้บินตรงมาเมืองไทย เพื่อทดลองชิมนมสดในไทยทั้งหมด เลือกจนได้แบรนด์ที่รสชาติไม่เข้มข้นเกินและไม่มีกลิ่นที่จะกลบความอร่อยไข่มุก เมื่อไม่เข้มข้นเกิน หากลูกค้าซื้อกลับบ้านไป 2 ชั่วโมงรสชาติก็ยังไม่เปลี่ยน

ขณะที่ เครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมรองลงมา ก็คือ รอยัล นัมเบอร์ 9 มิลค์ที ชาสูตรลับที่มีเฉพาะที่ร้าน ดิ แอลลี่ เท่านั้น เริ่มจากคัดใบชาคุณภาพดี บ่มกับส่วนผสมจนมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์


ซีเคร็ท การ์เด้นท์


บราวน์ ชูการ์ วิท เฟรช มิลค์

 

โดยทางร้าน ได้แบ่งซีรีส์เครื่องดื่มเป็น 6 รูปแบบ

เริ่มจาก บราวชูการ์ หรือไข่มุกน้ำตาลทรายแดง เลือกได้ทั้ง นมสด โกโก้ และมัทฉะ หรือหากอยากทานชานม ก็ต้องซีรีส์ มิลค์ ที ที่จะผสมชาและนม เชคให้พร้อมดื่ม ซีรีส์ต่อไปได้แก่ ลาเต้ ที่แบ่งชั้นเครื่องดื่มให้ เป็นนมสด ชา

สำหรับลูกค้าที่ชอบชาที่เบาๆ ข้ามมาที่ สเปเชียลตี้ ซีรีส์นี้ นำชา และผลไม้มารวมกันเป็นเมนูพิเศษ เช่น ชากับเสาวรส หรือนมกับมะนาว ที่เข้ากันอย่างไม่คาดคิด หรือจะเป็น บลู ที ซีรีส์ชาใส พิเศษทั้ง อู่หลง อัสสัมแบล็คที และน้องใหม่ โฮจิฉะ ลาเต้ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องดื่มตามเทศกาล ทั้งหมดเลือกใส่ท็อปปิ้งได้ทั้งไข่มุกเดียร์ริโอก้า, อะโลเวร่า, เรนโบว์ เยลลี่ และโคโค่นัท เยลลี่

เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่การเตรียมวัตถุดิบที่ใช้เวลานานกว่า 500 วัน ทั้งการเก็บเกี่ยวใบชาคัดพิเศษ ส่งตรงจากจีน ขณะที่ไข่มุกทั้งหมดนำเข้าจากไต้หวัน ขั้นต่อไปคือการต้มชา และไข่มุก ที่ต้ม 1 ครั้ง อยู่ได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมง โดยเฉพาะกับไข่มุกที่ครั้งหนึ่งใช้เวลาต้มกว่า 2 ชั่วโมง เป็นเหตุผลให้บางครั้งอาจจะต้องรอนานสักหน่อย

ต่อเนื่องด้วยขั้นต่อไปคือการชง ที่พนักงานเชคด้วยมือทุกแก้วไร้เครื่อง ส่งผลต่ออุณหภูมิแต่ละแก้วและความใส่ใจ นอกจากนี้ ทุก 3 เดือน มาสเตอร์ของแบรนด์จะบินตรงมาลองชิมรสชาของพนักงานทุกคน ว่าคงที่ไหม ทำให้รสชาติยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือปริมาณน้ำแข็ง ที่ดิ แอลลี่ จะไม่ใส่เยอะเกิน เพราะอยากให้ดูดหมดพร้อมกันทั้งน้ำ น้ำแข็ง และไข่มุก อีกทั้งความเย็นจัดมากๆ จะทำให้ไข่มุกแข็งได้

บวกกับเอกลักษณ์ของแบรนด์ ที่ขายความเป็นไลฟ์สไตล์ ความสวยงาม ทั้งลวดลายบนแก้ว และการตกแต่งร้าน ที่จะไม่เหมือนชานมไข่มุกเจ้าอื่น ทำให้แบรนด์เป็นที่นิยมไปทั่วโลก

 


ที่มา คอลัมน์ อร่อยอินเทรนด์ มติชนรายวันหน้า 18
บทความก่อนหน้านี้“เมนูเป็ด” เด็ดจริงๆ อร่อยเกลี้ยงจาน จากฝีมือเชฟชั้นครู “สุรศักดิ์ คงสวัสดิ์”
บทความถัดไปจับเข่าคุยพ่อค้าแม่ขาย “เมนูฮิต” ในตลาดนัด ยังไหวไหม ยุคเศรษฐกิจกระเป๋าเบา