“ยูซาว่า”กินดื่มสไตล์ญี่ปุ่น ความครื้นเครงแห่งใหม่กลางซอยอารีย์

วามนิยมอาหารญี่ปุ่นหลายปีมานี้ ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มหันมาเปิดร้าน Stand Alone กันมากขึ้น แต่ที่ประสบความสำเร็จ หรือ เป็นที่จำจดยังมีจำนวนนับนิ้วได้ ถึงอย่างนั้นร้านอาหารญี่ปุ่นก็ยังแข่งกันเปิดไม่หยุด เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภค

อิ่มหนำสำราญอิซากายะแบบไทยๆ

ล่าสุดกับการเปิดตัวของ “ยูซาว่า” (Yuzawa) ร้านอาหารญี่ปุ่นน้องใหม่กลางซอยอารีย์ แหล่งกินเที่ยวสุดฮิปที่กำลังมาแรงในตอนนี้ ที่เปิดตัวเพียง 4 เดือน มีเสียงตอบรับคึกคัก ด้วยวัตถุดิบสด และ คุณภาพ สั่งตรงจากตลาดสึกิจิ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงรูปแบบที่แปลกใหม่ของร้าน โดยการนำสไตล์อิซากายะ กินดื่มแบบญี่ปุ่น ผสมผสานความครื้นเครงแบบไทยๆ ที่มีวงดนตรีมาเล่นสด เพิ่มความน่าสนใจให้ใครๆ ก็ต้องอยากมาลอง

ทางเข้าซอยอารีย์สัมพันธ์

สำหรับพิกัดนั้นหาไม่ยาก ลงบีทีเอสอารีย์ ใช้บริการพี่วินแป๊บเดียวก็ถึง แต่ถ้าใครจะเดินแกว่งแขนกินลมชมบรรยากาศ จากปากซอยอารีย์ก็ไม่ไกลนัก เดินเข้ามาเลี้ยวขวาเข้าซอยอารีย์ 4 ฝั่งเหนือ แล้วเดินไปอีกนิด ร้านอยู่ซ้ายมือ ที่ใครเห็นก็ต้องสะดุดตา กับหน้าร้านที่ประดับโคมไฟต่อกันเป็นพรมโคมผืนใหญ่สว่างไสวดูโดดเด่น

ด้านในแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ภายในร้านตกแต่งด้วยโต๊ะไม้ โทนน้ำตาล ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในบ้าน มีภาพวาดนินจา ภูเขา และ ซากุระ สื่อถึงความเป็นญี่ปุ่น ส่วนด้านนอกเป็นโต๊ะนั่งชิล ตั้งเตาปิ้งย่างตามสไตล์อิซากายะแท้ๆ เรียกว่ามาสังสรรค์เฮฮากับเพื่อนได้สบายๆ

นาน่า-สุชาณี สิริเนตร หรือ ชื่อในวงการนางงามว่า น้ำผึ้ง หญิงสาวใบหน้าสวย หุ้นส่วนคนสำคัญผู้นี้เธอเพิ่งผ่านเวทีมิสแกรนด์ปี 60 พร้อมรับรางวัลขวัญใจช่างภาพมาหมาดๆ หลังลูกค้าเริ่มซา เธอละมือจากงานตรงหน้า แล้วหย่อนตัวลงที่เก้าอี้นอกร้าน พูดคุยแบบสบายๆ กับ “มติชน อคาเดมี”

ส่งตรงปลาสดจากตลาดสึกิจิ

การเปิดร้านใหม่ในซอยอารีย์ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในห้วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ร้านอาหารสารพัดประเภทแข่งกันเปิดขึ้นในละแวกเดียวกันนี้ ราวกับดอกเห็ดผุดขึ้นยุบยับหลังฝนตก ดังนั้นหากจะโดดเด่นเฉิดฉาย สินค้าที่จะขายจึงต้องชัด

นาน่า-สุชาณี สิริเนตร

นาน่า บอกว่า ด้วยความเป็นเพื่อนสนิทกับเจ้าของร้าน “ซูชิ กันดะ” โอมากาเสะ ท็อปไฟว์ ที่ทองหล่อ ซึ่งเป็นร้านเดียวที่ได้ไลเซนส์การนำปลาสดจากตลาดสึกิจิที่ญี่ปุ่น และ ยูซาว่าก็เป็นร้านเดียวที่ได้ปันมา นี่จึงเป็นความโดดเด่น โดยเฉพาะวันอังคาร หรือ วันศุกร์ จะเป็นวันที่ปลาเข้า ใครที่ชอบเมนูปลาดิบ จึงแนะนำให้มาช่วงนี้ และหากโอกาสดีก็จะได้เห็นการขึ้นปลาโชว์ ซึ่งเป็นธรรมเนียมของชาวญี่ปุ่นด้วย

“ปลาดิบของเราโดดเด่นเรื่องรสชาติ และ ความแตกต่างของเมนู โดยเฉพาะปลาที่ถือเป็นคิง ออฟ ฟิช คือ มากุโร่ หรือ ทูน่า ซึ่งส่วนที่ทุกคนชอบกิน คือ โอโทโร่ ซึ่งมีความสดหวาน เพราะการขนส่งนั้นเราใช้วิธีดราย เอจ คือ การควบคุมอุณหภูมิที่พิถีพิถัน ดังนั้นรสชาติแตกต่างจากปลาที่ฟรีซมาแน่นอน”

นาน่า บอกว่า ไม่เพียงปลาดิบ แต่เมนูทุกจานใช้เวลาคิดค้นถึง 3 เดือนก่อนจะเปิดร้าน เพื่อเทสต์รสชาติจนลงตัว ที่สำคัญทำให้รสชาติเข้ากับปากคนไทยมากขึ้น อย่างแซลมอนสูตรยูซาว่า ก็จะมีการมิกซ์ระหว่างซอสมะขาม หรือ เอนกาวะ โคเรียนซอส ซึ่งปกติครีบปลาตาเดียวจะมันมาก บางทีกินแล้วเลี่ยน แต่เราใช้โคเรียนซอสทำให้รสชาติลงตัว และ เพอเฟ็กต์

ส่วนเมนูปลาไหลก็เน้นตัวใหญ่ไซส์จัมโบ้ นำมาย่างบนเตาชาร์โคลแล้วราดน้ำซอส จะได้ความหอม นุ่ม ชุ่ม และที่สำคัญ คือ ความหนา ส่วนอูนิ ที่เน้นความหวาน และ สด จะสั่งมาเพียงอาทิตย์ละ 1 กล่องเท่านั้น


ด้านเมนูปิ้งย่างจะพิถีพิถันวัสดุอุปกรณ์ ใช้ถ่านญี่ปุ่นที่เก็บควันได้ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นติดตัว

ทั้งหมดนี้คือจุดเด่น ซึ่งแม้ว่าจะยังใหม่ในย่านนี้ แต่ นาน่า มั่นใจว่า ยังมีเวลาให้แนะนำตัว เพราะย่านอารีย์มีคนหลากหลายอาชีพ หนุ่มสาวออฟฟิศก็เยอะ ซึ่งคนเหล่านี้มากินได้ทั้งข้าวกลางวัน และ มาดื่มชิลๆ หลังเลิกงานได้ด้วย เพราะเรามีดนตรีสดทุกค่ำคืนวันศุกร์ โดยร้านเปิด 2 ช่วง คือ เวลา 11.00-14.00 น. และ เวลา 18.00-24.00 น.

สาเกหอมกลิ่นข้าวตัวแทนความรื่นเริง

ด้วยความที่เมืองยูซาว่า จังหวัดนีงาตะ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหนาว แหล่งสกียอดฮิตของญีปุ่น ทำให้เครื่องดื่มที่เป็นยอดนิยม คือ สาเก เพื่อมาเพิ่มความอุ่นให้อุณหภูมิในร่างกาย ที่สำคัญรสชาติอร่อย จากข้าว และ น้ำที่แสนจะอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่

นาน่า บอกว่า ยูซาว่าเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำของญี่ปุ่น ข้าวรสชาติอร่อย และ หอมมาก ซึ่งที่เมืองนี้ได้นำข้าวไปทำสาเก เป็นสินค้าโอท็อปที่ดังมาก

“เราได้ไปเทสต์สาเก และเลือกมาจำหน่ายที่ร้านไม่ต่ำกว่า 20 ชนิด แต่คนจะติดภาพว่ากินสาเกเหมือนวอดก้า คือ แอลกอฮอล์จะเตะจมูกก่อน ดังนั้นใครฉีดโบทอกซ์มาห้ามกินสาเก เพราะหน้าจะบี้ แต่ที่เราเทสต์มาทุกตัว เราเลือกที่มีกลิ่นข้าว บางตัวมีกลิ่นข้าวอมข้าวเปลือก บางตัวกลิ่นข้าวคั่ว และตัวไหนบ่มนานจะยิ่งดราย ยิ่งดรายก็จะยิ่งแพง”

และ หนึ่งในตัวแพง คือ โคบูตะ มันจู ทำจากน้ำดี บ่มดี รสชาติอร่อยที่สุด ขณะที่ส่วนสาเกตามท้องตลาดก็มีให้บริการ แต่ยังคงคอนเซปต์ต้องมีกลิ่นข้าว ดังนั้นคนที่ไม่เคยลองสาเกก็ดื่มได้สบาย

นอกจากนี้ยังมีซิกเนเจอร์ค็อกเทลอีก 4 ตัว ในราคาย่อมๆ 200-280 บาท คือ อุเมะซาว่า เกรปไวน์ โฮชิสาเก และ สเปิร์ม

“สเปิร์ม เป็นค็อกเทลสูตรวอดก้าผสมนมฮอกไกโด ชื่ออาจจะทะลึ่งตึงตังหน่อย แต่หนักไปทางความครื้นเครง สนุกสนานมากกว่า”

ดนตรีสดในร้านญี่ปุ่น

นาน่า บอกว่า อิซากายะ หรือ ร้านกินดื่มของญี่ปุ่น ปกติจะถูกปกปิดเป็นมุมมืด จะเข้าร้านต้องแหวกม่านเข้า แต่เราเปิดโคมไฟหรา ใครไม่เห็นต้องเช็คสายตาแล้วนะ(ยิ้ม)

“เราไม่ได้อยากได้ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ดูเป็นเทรดดิชันนัล กินอิ่มแล้วกลับบ้าน แต่เรารู้สึกว่าเขามาแล้วอยากเอ็นจอย ใช้เวลากับตรงนี้ ฉะนั้นร้านเราก็จะไปทางอิซากายะ ในความหมายของญี่ปุ่นก็คือ กินดื่ม ชิลๆ ถามว่าพื้นที่นี้มีรึยัง ก็มีแล้ว แต่เรามีความแตกต่าง ต้องทำให้รู้สึกว่ามันครื้นเครง เราก็มีดนตรีสดเข้ามา ทุกวันศุกร์ ที่มาต้องแฮปปี้กลับไป”

ก่อนจบบทสนทนา หุ้นส่วนสาวดีกรีนางงามส่งท้ายว่า ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะเปิดโอมากาเสะบนชั้น 2 ถึงตอนนั้นซอยอารีย์เตรียมรับความคึกคักจากนักกินไว้ได้เลย

บทความก่อนหน้านี้ลาวนำเข้าไวน์แซงหน้าไทย “รวยจริง” หรือ “กลลวง” ของคนไทย
บทความถัดไปเป็นตาแซ่บหลาย! เปิดวาร์ปเมนูยั่วน้ำลายจาก “บัว ไล” หนุ่มลาวสุดดังในโซเชียล