“แมงลัก” ผักมีไข่ ท้องไส้ระบาย

แมงลัก ผักใบหอใของคนรักขมจีนน้ำยา

แมงลักเป็นผักใบหอม ผักครื่องเทศพวกเดียวกับกะเพราและโหระพา ผักสามอย่างนี้ตอนเด็ก ๆ แยกไม่ค่อยออกว่าต้นไหนเป็นต้นไหน ใช้จำเอาว่า ถ้ากินกับขนมจีนน้ำยา ใส่แกงเลียง ใส่แกงเห็ด ห่อหมกปลา หรืออะไรที่ใส่ปลา ก็ให้ใส่ใบแมงลัก แต่ถ้าเป็นผัดพริกสด ผัดพริกแกง หรือแกงป่าที่ไม่มีกะทิ จะต้องใส่ใบกะเพรา ส่วนแกงกะทิจะนิยมใส่ใบโหระพา รวมไปถึงเมนูคาว ๆ พวกผัดหอยลาย อบหอยแมลงภู่ ก็จะใช้โหระพาที่คุ้นจำกับสิ่งเหล่านี้ ก็เพราะเห็นแม่ทำอาหารเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ขนมจีนน้ำยาตั้งแต่กินมายังไม่มีที่ไหนสู้รสมือแม่ได้ แม่เรียกแมงลักว่า อีตู่ลาว ส่วนอีตู่ไทยก็คือกะเพรา โหระพาก็เรยกโหระพาเหมือนคนในตลาด ใบอีตู่ลาวนั้นมีรสหอมหวาน ไม่ออกขมเหมือนโหระพา แล้วก็ไม่เผ็ดจัดจ้านเหมือนกะเพรา เข้ากันได้ดีจริง ๆ กับขนมจีนน้ำยา และเหมาะที่จะใส่ในแกงเลียงอย่างยิ่ง

การใช้แมงลักและผักใบหอมที่มีน้ำมันหอมระเหยอื่น ๆ ในอาหาร ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการปรุงอาหารของคนไทยที่นิยมใส่เครื่องเทศลงไปเสริมรสชาติ แล้วยังช่วยเติมธาตุไฟในการช่วยย่อย แต่ศิลปะอยู่ที่การเลือกชนิดของเครื่องเทศให้เข้ากับอาหารของแต่ละจาน จนรับประทานแล้วได้แต่รำพึงว่า ช่างเลือกได้เหมาะเจาะเสียจริง ๆ

ไข่กบ ขนมแสนง่าย ยาถ่ายคนยาก

สมัยก่อนโน้นยังไม่มีขนมกรุบกรอบสำเร็จเหมือนในปัจจุบัน ของหวานจะมีกินก็เฉพาะตอนวันพระ หรือมีงานบญ งานลงแขก ที่จำได้คือการลงแขกเกี่ยวข้าว จะมีขนมชนิดหนึ่งคือ ข้าวเหนียวโตนไข่กบ จะเอาข้าวเหนียวไปหุงแบบข้าวเจ้า ไม่นึ่งเหมือนปกติ จะได้ข้าวเหนียวแฉะ ๆ แล้วมีน้ำกะทิหอมหวานกับเม็ดพองใส ๆ คล้าย ๆ ไข่กบ ใส่หม้อวางไว้ข้าง ๆ วิธีกินคือ ตักข้าวเหนียวราดด้วยไข่กบและราดน้ำกะทิอีกทีหนึ่ง บางคนก็กินแต่ไข่กบราดน้ำกะทิ

ไข่กบนี้ยังได้เจอตอนไปโรงเรียน เพราะแม่ค้าน้ำแข็งใสที่โรงเรียนก็ขายไข่กบน้ำกะทิ ไข่กบน้ำเชื่อม เวลาเดินกลับจากโรงเรียนไปตามคันนาในหน้าฝน จะเห็นไข่กบของจริงลอยเป็นแพเหมือนกับที่เพิ่งกินมาจากโรงเรียนไม่มีผิด แต่ก็หลอกเด็กอย่างเราไม่ได้ เพราะแม่เคยเล่าสนุก ๆ ว่ามีญาติมาจากอีสานไปเอาไข่กบจริง ๆ มากินแล้วก็บ่นว่าทำไมคาวจัง ไม่เห็นเหมือนไข่กบที่ได้กินที่บ้านงาน พวกเราก็หัวเราะกันใหญ่ แม่บอกว่าขนมไข่กบเป็นขนมที่ทำง่ายที่สุด แค่แช่น้ำก็ได้กินแล้ว แต่ผู้ใหญ่จะเตือนว่า อย่ากินเยอะเดี๋ยวกินข้าวไม่ได้

จริง ๆ แล้วไข่กบก็คือ เมล็ดแมงลัก นั่นเอง เมล็ดแมงลักมีสีดำ เมื่อแช่น้ำจะพองตัว มีสารเมือกเป็นวุ้นใสอยู่รอบ ๆ คล้ายไข่กบ สารเมือกเหล่านี้เป็นใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำได้ เมื่อรับประทานเข้าไปจะพองตัวดูดน้ำ ช่วยกระตุ้นลำไส้ให้เกิดการขับถ่ายอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม ช่วยหล่อลื่นทำให้อุจจาระไม่เกาะผนังลำไส้ ช่วยให้การขับถ่ายสะดวก ใยอาหารของเมล็ดแมงลักได้รับการยืนยันว่าเป็นปรีไบโอติกส์ คือ เป็นอาหารของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ที่อยู่ในท้องไส้ของเรา การกินเมล็ดแมงลักเพื่อช่วยแก้ท้องผูกนั้น ควรแช่น้ำร้อนให้พองตัวดีก่อน แล้วต้องดื่มน้ำตามมาก ๆ เพราะเมล็ดแมงลักพองตัวได้ถึง 45 เท่า ถ้าพองตัวไม่เต็มที่จะทำให้ท้องอืดและอุจจาระแข็ง และอาจทำให้ลำไส้อุดตันได้

ตำรับยา

ยาแก้ท้องผูกเมล็ดแมงลัก

เมล็ดแมงลัก 1-2 ช้อนชา ล้างน้ำให้สะอาด แช่น้ำ 1 แก้ว คนให้ทั่วทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ดื่มน้ำตามให้เพียงพอ ช่วยระบายถ่ายคล่อง

ยาแก้ท้องอืด

แมงลักทั้ง 5 ประมาณ 1 กำมือ น้ำพอท่วมยา ต้มจนเดือดแล้วหรี่ไฟลง ต้มต่ออีก 5 นาที กินต่างน้ำชา กินต่างน้ำ

ข้อควรระวัง

ใยอาหารนั้นจะช่วยดูดซึมน้ำตาลและไขมัน จึงอาจมีผลชะลอการดำเนินของโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง แต่ถ้ารับประทานมากเกินไปกันเป็นเวลานาน อาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารต่าง ๆ ได้น้อยลง โดยเฉพาะวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด