“น้ำอัดลม” ซ่า…แต่เสี่ยง

“น้ำอัดลม” คือเครื่องดื่มที่ขายดี ทั้งๆ ที่มีข้อมูลมากมายที่นําเสนอถึงโทษของการดื่ม แต่ก็ดูเหมือนโทษเหล่านั้นจะไม่ได้กระตุ้นให้คนรู้สึกกลัวมากไปกว่าความรู้สึกว่ามันอร่อย หรือมันเท่มากที่จะดื่ม

ทำให้เป็นอัมพฤกษ์

ดร.โมเสส เอลิซาฟ อายุรแพทย์ หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยไอโออันนินา เผยว่า การดื่มน้ำอัดลมมากๆ (โดยเฉพาะน้ำสีดํา) กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ เพราะนอกจากทําลายฟัน ทําให้กระดูกผุ ส่งผลถึงระบบเมตาบอลิซึม และเป็นสาเหตุของเบาหวานแล้ว ยังก่อให้เกิดภาวะไฮโปคาเลเมีย หรือโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนเพลีย ไม่มีแรง จนอาจถึงขั้นอัมพฤกษ์ อัมพาตอีกด้วย

จากการเก็บข้อมูลในผู้ป่วยที่ดื่มน้ำอัดลมวันละ 2-9 ลิตรต่อวันต่อเนื่องเป็นประจํา พบว่าคนไข้มาพบหมอด้วยอาการเหนื่อยล้า กล้ามเนื้อไม่มีแรง ไม่อยากอาหาร คล้ายจะอาเจียนตลอดเวลา ผลการตรวจเลือดพบโพแทสเซียมในเลือดต่ำและมีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันร่วมด้วย แต่หลังจากให้หยุดดื่มน้ำอัดลมและหันมารับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียมแล้ว พบว่าอาการป่วยดังกล่าวหายไป

เอ้า…ใครอยากนั่งกินนอนกินไม่ลุกไปไหน ก็ดื่มเข้าไปมากๆ นะน้ำอัดลมน่ะ…

สารกันบูดในน้ำอัดลม

นอกจากในอาหารแล้วในน้ำอัดลมก็มีสารกันบูดด้วย

จากบทความ Caution : Some soft drinks may seriously harm your health Expert links additive to cell damage ของ Martin Hickman, Consumer Affairs Correspondent, Published: 27 May 2007 ได้ระบุเอาไว้ว่า

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งอังกฤษ (British University) แนะนำว่าวัตถุกันเสียธรรมดาๆ ที่พบในน้ำอัดลม เช่น แฟนต้า (Fanta) เป๊ปซี่ แมกซ์ (Pepsi Max) สามารถปิดสวิตช์การทํางานของ DNA ในร่างกายได้ และอาจจะชักนําไปสู่โรคตับแข็งและโรคพิการต่างๆ เช่น โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s อาการของโรคกระตุก อันเกิดจากสมองพิการ) ซึ่งโดยปกติแล้วปัญหาเรื่องการทํางานของ DNA มักจะมีสาเหตุมาจากความสูงอายุและการดื่มสุราจัด

ผลการศึกษาชิ้นนี้อาจมีผลต่อผู้บริโภคน้ำอัดลมนับร้อยล้านคนทั่วโลก และยังจะทําให้ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสารปรุงแต่งอาหารซึ่งเคยมีผลที่ทําให้เด็กซุกซนผิดปกติ (Hyperactivity) ถูกรื้อฟื้นขึ้นเพื่อทบทวนใหม่

ผู้เกี่ยวข้องมุ่งลงไปที่ความปลอดภัยของ E211 หรือ “โซเดียมเบนโซเอต (sodium benzoate)” ซึ่งเป็นสารถนอมอาหารมานับสิบๆ ปี คิดเป็นมูลค่า 74,000 ล้านปอนด์ ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มอัดลมทั่วโลก

โซเดียมเบนโซเอตได้มาจากกรดเบนโซอิก (benzoic acid) ซึ่งเป็นกรดที่พบได้ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ (พวกมะม่วงในบ้านเรา) แต่กรดถูกนํามาใช้จํานวนมากเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องดื่มขึ้นรา น้ำอัดลมที่ใช้ได้แก่ สไปรท์ (Sprite) โอเอซิส (Oasis) และ ดร.เปปเปอร์ (Dr.Pepper) ที่ขายในอังกฤษ รวมถึงในอาหารหมักดองและซอสปรุงรสต่างๆ

โซเดียมเบนโซเอตเคยเป็นเรื่องเป็นราวมาแล้วครั้งหนึ่ง เพราะเป็นสาเหตุในการก่อมะเร็ง เนื่องจากเมื่อนําโซเดียมเบนโซเอตมาผสมกับวิตามินซีที่เติมในน้ำอัดลม ทําปฏิกิริยากันจะได้ “เบนซีน (Benzene)” ซึ่งเป็นตัวก่อมะเร็งดีๆ นี่เอง กองมาตรฐานอาหารของอังกฤษ (Food Standards Agency: FSA) ได้ทําการสํารวจและพบว่าน้ำอัดลมจํานวน 4 ยี่ห้อมีระดับเบนซีนสูงเกินไป และได้สั่งให้ถอนสินค้าดังกล่าวออกจากตลาด

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์อายุรภาพจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ (Sheffield University) ผู้ที่ทําการศึกษาเกี่ยวกับโซเดียมเบนโซเอตมาอย่างยาวนานและมีผลงานวิจัยที่ได้ตีพิมพ์ในปี 2542 ได้ตัดสินใจที่จะเผยอันตรายเพิ่มเติมของโซเดียมเบนโซเอตแล้ว

โดยศาสตราจารย์ปีเตอร์ ไปเปอร์ (Professor Peter Piper) ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวโมเลกุลและเทคโนโลยีชีวภาพ ได้ทําการทดลองปฏิกิริยาของโซเดียมเบนโซเอตกับเซลล์ยีสต์ที่มีชีวิต (ยีสต์สด) ในห้องทดลอง พบว่าโซเดียมเบนโซเอตได้ทําลายส่วนสําคัญของ DNA ในเซลล์ยีสต์ที่เรียกว่าไมโตคอนเดรีย (mitochondria) ศาสตราจารย์ปีเตอร์ได้กล่าวกับหนังสือพิมพ์อินดิเพนเดนต์ (The Independent) ว่าโซเดียมเบนโซเอตมีความสามารถในการทําลาย DNA โดยปิดสวิตช์การทํางานของไมโตคอนเดรีย

ไมโตคอนเดรียเป็นอวัยวะที่ต้องใช้ออกซิเจนในกระบวนการสร้างพลังงานให้กับร่างกาย และหากมันถูกทําลาย (ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเราเป็นโรค) เซลล์จะเริ่มทํางานผิดปกติ เมื่อเซลล์ดีในร่างกายอ่อนแอ เชื้อโรคทั้งหลายก็จะเข้ามาทําลาย DNA ทําให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคพาร์กินสัน และโรคจําพวกความพิการทางสมอง (Neuro-degenerative diseases) ต่างๆ แม้จะยังไม่ร้ายแรงไปกว่า “โรคชราภาพ” (คืออาการที่เซลล์ต่างๆ จะเริ่มหยุดทํางานไปเอง) ก็ตาม

กองมาตรฐานอาหารสนับสนุนการใช้โซเดียมเบนโซเอตในประเทศอังกฤษแม้จะยังไม่ได้รับการรับรองจากสหภาพยุโรป (European Union) แต่เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2555 รัฐสภาของอังกฤษได้สั่งให้มีการสืบสวนอย่างเร่งด่วน โดยนายนอร์แมน เบเกอร์ (Norman Baker) ประธานรัฐสภา กล่าวว่า “สารปรุงแต่งอาหารจํานวนมากเป็นสารใหม่ๆ ผลกระทบของพวกมันในระยะยาวยังไม่มีการยืนยันแน่นอน แต่ที่แน่ๆ จะต้องมีการสืบสาวเรื่องโซเดียมเบนโซเอตให้รู้แจ้งต่อไปโดยให้กองมาตรฐานอาหารเป็นเจ้าภาพ”

ในปี 2543 องค์การอนามัยโลก (World Health Organisation) ได้แถลงว่า โซเดียมเบนโซเอตนั้นปลอดภัยต่อการบริโภค แต่ระบุว่า “ความปลอดภัยก็มีขีดจํากัด” ในหมายเหตุส่วนท้ายของคําประกาศ

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ กล่าวว่า “การทดสอบที่คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (US Food and Drug Administration) นั้นล้าสมัย และกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตอาหารก็จะยืนยันว่าอาหารเหล่านั้นผ่านการทดสอบและปลอดภัย เมื่อเปรียบเทียบกับการทดสอบอาหารสมัยใหม่จะพบว่าการทดสอบเหล่านั้นไม่เพียงพอ ทุกวันนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เราจะไปใช้ผลการทดสอบเมื่อ 50 ปีที่แล้วเปรียบเทียบกับยุคปัจจุบันไม่ได้”

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ได้แนะนําผู้ปกครองให้พิจารณาอย่างถ้วนถี่ก่อนที่จะซื้อน้ำอัดลมให้บุตรหลาน จนกว่าสารกันบูดเหล่านั้นจะได้รับการพิสูจน์อย่างแน่ชัด ที่น่าเป็นห่วงก็คือ เด็กๆ ที่ดื่มน้ำอัดลมในปริมาณมากๆ เรียกว่าดื่มน้ำอัดลมต่างน้ำเลยทีเดียว

โค้กหรือโคคา-โคลา (Coca-Cola) เป๊ปซี่ แมกซ์ เป๊ปซี่ ไดเอ็ท (Pepsi Max and Diet Pepsi) พวกนี้มีส่วนผสมของโซเดียมเบนโซเอต แต่ผู้ผลิต (บริษัท Coca-Cola และ บริษัท Britvic) และสมาคมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ก็ยืนกรานต่อรัฐบาลอังกฤษว่า “พวกเขาเชื่อว่าสารเคมีที่พวกเขาใช้ปรุงแต่งเครื่องดื่มเหล่านั้นปลอดภัยที่สุด”

โรคมะเร็งก็เสี่ยง

วารสารวิชาการ “การระบาดวิทยา ตัววัดความเสี่ยงและการป้องกันมะเร็ง” ของ สมาคมวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา รายงานว่า “มีการศึกษาพบว่าการดื่มเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีรสหวานจะทําให้เสี่ยงกับการเกิดเป็นมะเร็งของตับอ่อน อันเป็นมะเร็งที่ทําให้ถึงตายได้มากที่สุดชนิดหนึ่งอย่างน่าหวาดหวั่น”

รายงานผลการศึกษาส่อว่า เพียงแค่ดื่มน้ำอัดลมอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็ทําให้โอกาสที่จะเป็นโรคเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์มาร์ก พีไรนา ของโรงเรียนสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมินเนโซตา ผู้เขียนรายงานอาวุโส กล่าวว่า “ระดับน้ำตาลในเครื่องดื่มที่สูง อาจจะไปหนุนระดับอินซูลินในร่างกายให้สูงขึ้น ซึ่งคิดว่ามีส่วนช่วยเป็นปุ๋ยให้เซลล์มะเร็งตับอ่อนเติบโตขึ้น”

ผลการศึกษาแจ้งต่อไปว่า “ผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมอาทิตย์ละ 2 ครั้งขึ้นไปจะมีอัตราเสี่ยงต่อโรคสูงขึ้น เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ดื่มถึงร้อยละ 87 ซึ่งไม่พบลักษณะแบบเดียวกันเกิดในหมู่ผู้ที่ดื่มน้ำผลไม้คั้น”

ไม่ต้องวิจัยก็เห็นชัดๆ

ความเสี่ยงอีกประการหนึ่งของการดื่มน้ำอัดลมที่เห็นกันชัดๆ คือ ความเสี่ยงที่จะฟันผุ อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีรสหวานล้วนทําให้ฟันผุได้ทั้งนั้น เพราะน้ำตาลเป็นอาหารของแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของฟันผุ ซึ่งในน้ำอัดลม 1 กระป๋องมีน้ำตาลประมาณ 7 ช้อนชา เลยไม่ต้องสงสัยว่าทําไมเด็กๆ ถึงฟันผุกันมาก

แต่น้ำตาลไม่ได้แค่ทําให้ฟันผุเท่านั้น ก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าน้ำตาลให้พลังงานสูง หากกินเข้าไปมากๆ ก็ทําให้อ้วนเป็นธรรมดา นอกจากนี้ การกินน้ำตาลในปริมาณมากๆ ยังมีความเสี่ยงต่อเบาหวานแบบที่ 2 อีก เพราะรสหวานแบบพรวดพราดนี้จะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งอินซูลิน เมื่อรับอินซูลินมากๆ กระตุ้นบ่อยๆ ไม่นานตับอ่อนก็เริ่มอ่อนแอและเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างไม่ต้องสงสัย

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 นี้ ถ้าเป็นไปสัก 10-15 ปีจะเริ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเสื่อมสภาพ ไตวาย ตาเสื่อมสภาพ โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน เส้นเลือดสมองแตก-ตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่ามากันทั้งทีมเลย

กระดูกพรุน

หลายคนบอกว่า ถ้าเราเอาฟันไปแช่ในน้ำอัดลมแล้วมันจะกร่อนลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้เขียนไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า เพราะไม่เคยลอง (ไม่รู้จะเอาฟันของใครมาลอง) แต่ถ้าจะใช้หลักการด้านสุขภาพมาอธิบายว่า “น้ำอัดลมเป็นสาเหตุที่ทําให้กระดูกผุจริงหรือ…” นั้นมีความเป็นไปได้อยู่

น้ำอัดลมมีความเป็นกรดที่ต้องถูกขับออกทางปัสสาวะ ซึ่งตามปกติระหว่างที่ต้องขับกรดออกมาจากร่างกาย เราจะเสียแคลเซียมไปด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกับการที่เรากินเนื้อสัตว์มากๆ แล้วทําให้กระดูกผุนั่นแหละ การสูญเสียแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม ฯลฯ ติดต่อกันนานๆ ทําให้เสี่ยงต่อโรคกระดูกโปร่งบางหรือกระดูกพรุน โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจําเดือน

ต่อให้ศูนย์แคลอรี่ก็อันตราย

หลายคนหันไปกินน้ำอัดลมชนิดไม่มีน้ำตาล เพราะคิดว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และหวังว่าจะเป็นหนทางในการควบคุมน้ำหนักได้ แต่นักวิจัยบอกว่าเครื่องดื่มน้ำดำจำพวกไดเอตทั้งหลาย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการหัวใจวายหรือเส้นเลือดสมองแตก

ผลการศึกษาประชาชนกว่า 2,500 คน พบว่าคนที่กินเครื่องดื่มชนิดไดเอตทุกวัน มีโอกาสเพิ่มขึ้น 61% ที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดื่มน้ำอัดลมเลย

นักวิจัย ฮันนาห์ การ์เดเนอร์ กล่าวว่า หากผลการศึกษานี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต ก็แปลว่าเครื่องดื่มโซดาไดเอตอาจไม่ใช่เครื่องดื่มสําหรับทดแทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล หากคํานึงถึงการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

ผลวิจัยซึ่งเสนอต่อที่ประชุมนานาชาติของสมาคมโรคหลอดเลือดสมองอเมริกันในลอสแอนเจลิสชิ้นนี้ จัดทําโดยมหาวิทยาลัยไมอามี่ ผู้เข้าร่วม 2,564 รายได้ให้ข้อมูลว่า พวกเขาดื่มน้ำอัดลมชนิดไดเอตหรือน้ำอัดลมทั่วไป หรือดื่มทั้งสองอย่าง หรือว่าไม่ดื่มเลย แต่นักวิจัยไม่ได้ถามถึงยี่ห้อของเครื่องดื่ม

ดร.การ์เดเนอร์ นักระบาดวิทยาแห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยไมอามี่ บอกว่าต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในประเด็นที่ว่า การดื่มเครื่องดื่มชนิดไดเอตจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจอย่างไร

ดร.ชาร์ลิน อาเหม็ด แห่งสมาคมโรคหลอดเลือดสมอง กล่าวว่า ผลการวิจัยชิ้นนี้พบว่าการดื่มน้ำอัดลมชนิด ไดเอตเป็นประจํา สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจได้เท่ากับหรือมากกว่าน้ำอัดลมทั่วไป  “ทุกคนสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยบริโภคอาหารให้ครบทุกหมู่ มีไขมันอิ่มตัวและไขมันต่ำ และออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ”

ไม่ขู่แล้ว มาหาทางออกดีกว่า

น้ำอัดลมกินแล้วสดชื่น ซึ่งความสดชื่นนี้เองที่ทําให้หลายคนติด และเป็นธรรมดาที่คนจะติดรสหวาน เพราะรสหวานทําให้รู้สึกเป็นสุข แต่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเลิกได้นะ เพราะขนาดยาเสพติดที่มีผลโดยตรงต่อระบบประสาทยังสามารถเลิกได้ นับประสาอะไรกับน้ำอัดลม

หลักการเลิกก็ไม่ซับซ้อนอะไร ถ้าใจแข็งพอก็หักดิบไปเลย แต่ถ้าใจไม่แข็งก็ค่อยๆ ลดปริมาณลง โดยอาจเริ่มต้นดื่มน้ำเปล่าให้อิ่มก่อนที่จะดื่มน้ำอัดลม ก็จะทําให้ดื่มได้น้อยลง และน้ำอัดลมก็จะเจือจางลงเมื่อเข้าไปในร่างกายของเรา

อีกวิธีหนึ่งคือการบอกตัวเองไว้ว่า…ไม่คุ้มหรอกกับความสดชื่นชั่วขณะ เมื่อต้องแลกกับสุขภาพที่ดีของตัวเรา และไม่ได้เท่สักนิดที่ดื่มน้ำพวกนี้ เพราะมีแต่คนที่ไม่รักตัวเองและคนที่ตกเป็นเหยื่อของสื่อการตลาดเท่านั้นที่ดื่ม คนที่เท่น่ะเขาไม่ตกเป็นทาสของใครหรอก

และหากอยากดื่มอะไรที่มีรสซ่า ลองเอาน้ำส้มหมักจากแอปเปิล (apple cider vinegar) มาผสมกับน้ำผึ้ง แล้วใส่โซดาดื่มดู…อร่อยและดีต่อสุขภาพด้วย

น้ำมะนาวโซดา

ส่วนผสม

น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ / น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ / น้ำเปล่า ½ ถ้วยตวง / โซดา 1 ถ้วยตวง / น้ำแข็งตามชอบ

วิธีทำ

ผสมน้ำมะนาว น้ำผึ้ง และน้ำเปล่าลงไป คนให้น้ำผึ้งละลาย แล้วจึงใส่โซดา และน้ำแข็ง

การดื่มน้ำอัดลมทำให้รู้สึกสดชื่นเร็วเพราะมีน้ำตาล และหลายคนก็ชื่นชอบความซ่า

ดังนั้น ลองเปลี่ยนมาทำน้ำมะนาวโซดา โดยใช้น้ำผึ้งใส่ลงไปแทนน้ำตาล เราจะได้ทั้งความสดชื่นและความซ่าไม่ต่างกัน

 

ข้อมูลจาก : หนังสืออาหารเสี่ยงเลี่ยงได้ สำนักพิมพ์มติชน

บทความก่อนหน้านี้โรงงานขนมปังมีหนาว! เปิดตัว”หุ่นยนต์ทำขนมปัง”ใช้พื้นที่น้อย ทำขนมปังสดใหม่ตามสั่ง
บทความถัดไปราศีใดมีศัตรูคู่แข่งขันโดยไม่รู้ตัว ราศีใดได้พบรักกับผู้มีรสนิยมตรงกัน อยากรู้ต้องอ่าน!