อดีตสาวแบงก์ ดีกรี MBA ผันตัวทำเกษตรยั่งยืน ปลูกกล้วย-ไผ่ ออร์แกนิก

Content พาเพลิน

อดีตสาวแบงก์ ดีกรี MBA ผันตัวทำเกษตรยั่งยืน ปลูกกล้วย-ไผ่ ออร์แกนิก

alt

ระหว่างที่หลายคนนั่งทำงานประจำอยู่ในออฟฟิศ สวมบทบาทมนุษย์เงินเดือน ชีวิตวนเวียน เวียนวน กับงาน เงิน รถติด ความขัดแย้งในองค์กร เพื่อนร่วมงาน

โบนัส หรือกระทั่งหนี้สิน  เชื่อว่าอาจมีบางคน หรือหลายคนด้วยซ้ำ คิดถึงภาพตัวเองออกไปทำกิจการของตัวเอง หรือไปไกลขนาดกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดทำไร่ ทำสวน อะไรก็ว่าไป  แม้จะเป็นแค่มโนภาพ แต่หลายคนทำได้แล้ว

คุณวันเพ็ญ นิสภวาณิชย์  อายุ 46 ปี อดีตสาวแบงก์ ที่ตอนนี้ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเต็มตัวที่จังหวัดลพบุรี เริ่มต้นด้วยการทดลองปลูกพืชผักไปเรื่อย อะไรที่ไม่ได้ผลก็ตัดทิ้งเปลี่ยนใหม่ ส่วนที่ได้ผล  ก็ขายผลผลิต ขายหน่อ ขายต้น ได้เงินพอเป็นทุนรอนสำหรับการลงทุนเพิ่มผลผลิตใหม่ๆ ต่อไป

10259717_782974501818655_1617098616722595276_nคุณวันเพ็ญ จบการศึกษาจากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  จากนั้นได้เข้าทำงานธนาคารเป็นสาวแบงก์เต็มตัว  ระหว่างทำงานศึกษาต่อปริญญาโท สาขาเอ็มบีเอ (การบริหาร) ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน  และทำงานแบงก์เรื่อยมา

เธอเล่าว่า มุ่งมั่นตั้งใจมาตั้งแต่เป็นพนักงานออฟฟิศแล้วว่า จะเกษียณตัวเองจากงานประจำที่อายุ 45 ปี  และความตั้งใจก็เป็นจริง เมื่อเธอได้มุ่งหน้าสู่ต.หนองบัว อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี เพื่อทำการเกษตรในที่ดิน 18 ไร่ ที่ซื้อเก็บไว้ระหว่างที่ทำงานประจำ โดยตั้งชื่อว่่า ไร่สบายจิต

พืชที่ปลูกในช่วงแรกคือ กล้วยน้ำว้า ราว 500 ต้น มะขามเปรี้ยวยักษ์ 60 ต้น และไผ่กิมซุง หรือเรียกอีกชื่อว่าไผ่ลืมแล้งอีก 200 ต้น  กล้วยน้ำว้าได้ขายผล ไผ่ขายหน่อ และขายต้นพันธุ์ที่คุณวันเพ็ญ บอกว่า พยายามเลือกท่อนพันธุ์ใหญ่ๆ สวยๆ ขายให้เกษตรกร ในราคาต้นละ 35 บาท ส่วนมะขามยักษ์รอผลผลิต

10393_418372394901948_923576388_nระหว่างนั้น ปลูกข้าวโพด แต่ไม่ได้ผลมากนัก และมันสำปะหลัง สำหรับบริโภคในครัวเรือนที่ชาวบ้านเรียกว่า มันสำปะหลัง 5 นาที ซึ่งการปลูกพืชผลที่ผ่านมาพบว่า ข้าวโพด รวมทั้งขิง และข่าที่ทดลองปลูกแล้ว  ได้ผลไม่ดีนัก  จึงต้องพยายามปลูกอย่างอื่นกันต่อไป ส่วนพืชผักสวนครัวทั้ง พริก ตะไคร้ มะเขือ ได้ผลดี

“คือตั้งใจจะหยุดงานประจำตอนอายุ 45 แต่ไม่ได้ตั้งใจจะหาธุรกิจเป็นของตนเอง เพียงแต่มีแนวคิดว่า ถ้าไม่ต้องวิ่งตามภาวะเศรษฐกิจ จะทำอะไรได้บ้าง ซึ่งเราต้องมีความมั่นคงทางด้านอาหาร พลังงาน เกษตรจึงเป็นคำตอบ ดังนั้นเลยมุ่งทำตามสิ่งที่คิด เกษตรถ้าจะมั่นคง ยั่งยืน เราต้องมีน้ำ มีพลังงาน  เราเลยเริ่มจากการสร้างฝาย ขุดสระ หาน้ำในไร่ หาพันธุ์พืชมาลง โดยพืชที่ลงต้องเข้ากับหุ้นส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย เรามองว่า ดิน อากาศ น้ำ คือหุ้นส่วนที่สำคัญ  เริ่มต้นเราไม่รู้หรอกว่าอะไรดีไม่ดี เข้าได้หรือไม่ได้ เอาเท่าที่หาความรู้พอได้ ก็เริ่มต้นจากกล้วยน้ำว้า ไผ่ และ มะขามยักษ์ ก็ได้ผลบ้าง ตายบ้าง ที่ได้ผลก็ขาย เราขายทั้งผล ทั้งพันธุ์ (แต่กล้วยไม่ได้ขายหน่อเพราะมันขุดยาก ถ้าง่ายขายไปแล้ว  ฮ่าๆๆ)”  คุณวันเพ็ญ ว่าอย่างนั้น พร้อมเล่าต่ออย่างอารมณ์ดี ว่า

“แต่ด้วยมีความคิดว่าถ้าเรามีพืชหลายอย่าง เราก็ได้กระจายความเสี่ยง ในงานแบงก์ เรียกว่า ไม่เกิด ความเสี่ยงด้านการกระจุกตัว (concentration risk) เราจึงปลูกพืชเพิ่มขึ้นหลากหลาย เช่น หมามุ่ยอินเดีย ถั่วดาวอินคา ขายทั้งผล และพันธุ์เช่นกัน และระยะเวลาของพืชที่แตกต่าง โดยระยะสั้น มีการปลูกข้าวโพด กระเจี๊ยบแดงเพิ่มเติมในบางช่วง แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะได้ผล ก็ต้องดูกันไป อย่างตอนนี้มีการปลูกมันสำปะหลัง 5 นาที ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ข้าวโพดในช่วงร้อนแล้งที่ผ่านมา ก็สาหัสเช่นกัน เสียมากกว่าได้ ก็เรียนรู้กันไป ปรับกันไป”

12717927_913189178797186_8027445736902562080_n

ทั้งนี้ ความมั่นคง และยั่งยืน เธอยังมองไปถึงเรื่องพันธุ์พืช  ด้วยการใช้เมล็ดพันธุ์ที่เก็บรุ่นต่อรุ่น ซึ่งทำให้ไม่มีรายจ่าย แต่จะมีรายได้เข้ามา โดยไม่จำเป็นต้องกำไรสูงสุด ขอแค่เป็นกำไรในระดับที่พอเหมาะพอควร

ส่วนด้านพลังงานนั้น เธอเล่าว่า  “ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ อย่างบ้านที่พักในไร่ปัจจุบัน แสงสว่างทั้งหมดมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องสูบน้ำเช่นกัน พอพระอาทิตย์ทำงาน เค้าก็ลงมือสูบน้ำ หยุดสูบเมื่อพระอาทิตย์เลิกงาน”

สำหรับเหตุที่เลือกทำการเกษตรอินทรีย์นั้น คุณวันเพ็ญ ตอบว่า “ทำไมถึงทำเกษตรอินทรีย์ ต้องบอกว่า เราเชื่อว่าเกษตรอินทรีย์ปลอดภัย ทั้งเราและผู้บริโภคของเรา อีกอย่างดินที่นี่เป็นดินด่าง ถ้าใช้สารเคมีเกรงว่าดินจะแข็งกระด้าง ดังนั้นทุกอย่างในไร่จึงเป็นอินทรีย์ หรือ ออร์แกนิก

995364_920145144768256_2004464050818660719_n

คนออฟฟิศหาของดีๆ ที่ปลอดภัยไม่รู้ง่ายหรือเปล่า แต่เราก็อยากจะสร้างสิ่งที่ปลอดภัยแท้ๆ ให้ พวกเค้าทำงานสร้าง GDP จ่ายภาษีให้ชาติแล้ว ควรได้กินสิ่งดีๆ เป็นการตอบแทนไป” คุณวันเพ็ญ ว่าอย่างนั้น พร้อมกับย้อนไปเล่าถึงวันที่ลาออกจากแบงก์ อีกว่า

“เรื่องที่แบงก์ไม่ได้ลาออกเพราะเครียดนะ เพียงแต่นี่คือความตั้งใจ แต่หากให้เทียบ เรามองว่า อยู่อย่างนี้มันมีความสุขมากกว่า ตรงที่ไม่ต้องเร่งรีบ นอนได้ 8 ชั่วโมง เผลอๆ มากกว่านั้น และความสุขมีง่ายกว่า แค่ต้นไม้โตขึ้นก็สุขแล้ว เราก็งงนะว่าตอนนั้นทำไมง่ายอย่างนี้ แต่ก็คิดว่าในเมืองมันเร่งรีบไปทุกอย่างเลยลืมที่จะหยุดมองหรือสัมผัสกับสุขที่เข้ามา”

สุดท้าย คุณวันเพ็ญ บอกว่า ถ้าเทียบสิ่งที่คิดกับสิ่งที่ทำทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ หากมองเป็นหนังสือ 10 บท เธอบอกว่า เพิ่งถึงบทที่ 2 เอง ระยะทางยังอีกไกล

ใครที่สนใจเรื่องราวของคุณวันเพ็ญ ติดตามเธอได้ที่เฟซบุ๊ก เพจไร่สบายจิต

10392396_698439140272192_8853893976440852221_n

12507142_882563621859742_1121807539456039848_n10930174_693102234139216_3720932278502086497_n

 

กด like ติดตาม sentangsedtee.com

คุณรู้สึกบางอย่างเกี่ยวกับบทความนี้
คลิก click

คุณรู้สึกบางอย่างเกี่ยวกับบทความนี้
และอยากให้เพื่อนรู้
คลิก click