อาหารแห่งอนาคต

เป็นเรื่องที่กังวลกันอยู่มาก ว่าโลกในอนาคตขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่หร่อยหรอลง แต่ประชากรโลกเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหลายเท่าตัว มนุษย์บนโลกเราจะมีอาหารการกินเป็นอย่างไร เพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ นิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค ฉบับภาษาไทย ได้รายงานเกี่ยวกับเรื่อง “อาหารในอนาคต” ไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่าลองมองไปยังอนาคต ทุกคนจะเริ่มสงสัยว่าอาหารของเราจะมีหน้าตาอย่างไร เมื่อประชากรโลกสูงเกิน 9,000 ล้านคน ภายในกลางศตวรรษนี้!!

เพราะความต้องการอาหารของคนเราจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 เราจะสนองความต้องการนั้นได้อย่างไร? โดยไม่ต้องแผ้วถางป่ามากขึ้น หรือขยายพื้นที่ทำการเกษตรระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดประการหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจะรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินเพื่อให้พืชผลเจริญงอกงามต่อไปได้อย่างไร? คำถามเหล่านี้ยากและซับซ้อน แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีคำตอบ

“หยวนหลินอี้” บรรณาธิการนิตยสาร “โมลด์” ซึ่งนำเสนอเรื่องอนาคตของอาหาร บอกว่ามีเรื่องหนึ่งที่ชัดเจนเพื่อผลิตอาหารป้อนคนเก้าพันล้านคน เราจะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน ในการพยายามค้นหาวิธีใหม่ๆเพื่อผลิตโปรตีน เนื่องจากความเสียหายที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมจากการเลี้ยงสัตว์ในระดับอุตสาหกรรม จะกลายเป็นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้น้อยลงเรื่อยๆ การเลี้ยงปศุสัตว์เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1 ใน 7 ของปริมาณที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งหมด เมื่อเทียบกับแคลอรี่ต่อแคลอรี่ เนื้อวัวที่ผลิตในฟาร์มขนาดใหญ่โดยทั่วไปต้องใช้น้ำมากว่าผักและธัญพืชเกือบ 8 เท่า และใช้ที่ดินมากกว่า 160 เท่า

จึงไม่น่าแปลกใจที่เจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ จะรณรงค์ให้ทุกคนกินเนื้อวัวน้อยลง และบริษัทผลิตอาหารรายใหม่ๆ ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นคือ “บียอนด์เบอร์เกอร์” (Beyond Burger) ผู้ผลิตแผ่นเนื้อบดสีเหมือนเนื้อวัวจากหัวบีตและโปรตีนจากถั่ว คู่แข่งที่สูสีที่สุด “อิมพอสซิเบิลเบอร์เกอร์” (Impossible Burger) ซึ่งเป็นแผ่นเนื้อบดที่ทำจากพืชและมี “น้ำเนื้อฉ่ำเยิ้ม” จากโปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องปฏิบัติการ ที่เรียกว่า “ฮีม” (Heme) บริษัทอื่นๆ ก็กำลังค้นหาวิธีผลิตเนื้อในระดับอุตสาหกรรมโดยไม่จำเป็นต้องใช้สัตว์ในทุกขั้นตอน

นอกเหนือจากการคิดค้นหรือค้นหาสิ่งที่ทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์แล้ว ขณะเดียวกัน “แมลงกินได้” กำลังมีตลาดในสหรัฐอเมริกา โดยใช้เป็นอาหารสัตว์โปรตีนสูงหรือเป็นส่วนประกอบในอาหารแปรรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “จิ้งหรีด” ซึ่งให้โปรตีนและสารอาหารรองหรือไมโครนิวเทรียนต์ (Micronutrient) มากกว่าเนื้อวัว เมื่อเทียบปริมาณต่อกิโลกรัม

จิ้งหรีดเติบโตได้ดีในสภาพแออัดและมืด ทำให้การผลิตในระดับอุตสาหกรรมทำได้โดยสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงเล็กน้อย บริษัทอาหารยังค้นพบไขมันชนิดใหม่ๆ ตอนแรกนักวิทยาศาสตร์ของบริษัทเหล่านั้นเก็บสาหร่ายจากน้ำเลี้ยงของต้นเกาลัดเยอรมัน แล้วดัดแปลงสาหร่ายนั้นให้สร้างน้ำมันที่มีคุณค่าทางอาหารมากขึ้น ในปริมาณมากขึ้น ก่อนจะนำไปเพาะเลี้ยงในถังหมักสูงเท่าตึกหกชั้น โดยใช้อ้อยจากบราซิลเป็นอาหาร จากนั้นนำมาหีบหรือสกัดน้ำมันสาหร่าย ใช้เป็นน้ำมันประกอบอาหารที่มีรสชาติเป็นกลาง เหลวใส อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และมีจุดเกิดควันสูง ปัจจุบันจำหน่ายในตรา “ไทรฟ์” แนวคิดคือผลิตน้ำมันทางเลือก ที่มีประสิทธิภาพและถูกหลักมนุษยธรรมมากว่าน้ำมันอย่างน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ากระบวนการผลิตทำให้เกิดหายนะทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังมีทางออกอื่นๆ ที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติในการค้นหาแหล่งหรือวัตถุดิบอาหาร นับแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา นักวิจัยในสหรัฐฯ พยายามพัฒนาธัญพืชอายุหลายปีมาทดแทนธัญพืชอายุปีเดียว เช่น ข้าวสาลีและข้าวโพด ซึ่งปกติแล้วต้องไถกลบทุกปี พอถึงต้นศตวรรษนี้ เจ้าหน้าที่ของสถาบันที่ดิน ซึ่งเป็นกลุ่มวิจัยทางเกษตรที่เน้นด้านนิเวศวิทยาในรัฐแคนซัส สหรัฐอเมริกา ก็คัดเลือกและพัฒนาพันธุ์ธัญพืชที่เรียกว่า “หญ้าวีตแกรสส์อินเตอร์มีเดียต” เพื่อสร้างสายพันธ์ที่ให้ผลผลิตดีกว่า ขนาดเม็ดใหญ่กว่า และต้านทานโรคได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผลการวิจัยสำเร็จออกมาโดยหญ้าดังกล่าวมีชื่อทางการค้าว่า “เคิร์นซา” (KernZa) กำลังงอกงามอยู่บนพื้นที่ 1,250 ไร่ในสหรัฐฯ ผู้ผลิตหลายรายกำลังเตรียมป้อนหญ้าชนิดนี้สู่ตลาด

ฉะนั้น ความหวังของการหาอาหารแห่งอนาคต คือธัญพืชที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า ซึ่งจะช่วยหล่อหลอมให้เกิดเกษตรกรรมที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ดังนั้น ศตวรรษที่ 21 เป็นเวลาที่เราจะต้องยอมรับ ว่าสิ่งที่เคยเป็นวัชพืชและศัตรูพืช สามารถกลายมาเป็นอาหารให้แก่มนุษย์ได้

บทความก่อนหน้านี้วิศวฯ จุฬาฯ ปั้น “คนรุ่นใหม่” ค้นหาตัวเอง กับโครงการ “CHAMP Engineering”
บทความถัดไปไทยออยล์ร่วมถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒