ผลไม้รูปทรงแปลกอย่าง ชมพู่ (Rose Apple) จัดเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี หลายคนชอบกินชมพู่มาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน เพราะกินแล้วสดชื่น ยิ่งหากแช่เย็นก่อนกินก็จะยิ่งกรอบ อร่อยขึ้นไปอีก แต่คุณรู้ไหมว่า นอกจากความอร่อยแล้ว ชมพู่ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากด้วย ว่าแต่ประโยชน์สุขภาพของชมพู่จะมีอะไรบ้าง แล้วเวลาบริโภคเราจะต้องระมัดระวังอะไรหรือเปล่า เราไปหาคำตอบจากบทความนี้กันเลย

คุณค่าทางโภชนาการใน “ชมพู่”

ชมพู่เป็นผลไม้ฉ่ำน้ำที่มีแคลอรี่ต่ำ แต่อุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด ชมพู่สด 100 กรัม ให้พลังงาน 25 กิโลแคลอรี่ และให้สารอาหารต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • โปรตีน 0.60 กรัม
  • วิตามินเอ 8.4 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 1 (ไทอามิน) 0.020 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) 0.030 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 (ไนอาซิน) 0.800 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 22.3 มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 29 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 123 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 5 มิลลิกรัม

นอกจากวิตามินและแร่ธาตุข้างต้นแล้ว ในชมพู่ยังมี ซัลเฟอร์ (Sulfer) ฟอสฟอรัส (Phosphorus) แมงกานีส เหล็ก รวมถึงสารพฤกษเคมี เช่น กรดบิทูลินิก (Betulinic acid) สารแจมโบไซน์ (Jambosine) ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพหลายประการ เช่น ต้านมะเร็ง ต้านการติดเชื้อราที่ผิวหนัง

ประโยชน์สุขภาพของชมพู่

ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ในชมพู่มีสารแอลคาลอยด์ (Alkaloid) ซึ่งสารประกอบอินทรีย์ที่มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบ ที่เรียกว่า “แจมโบไซน์” (Jambosine) ซึ่งงานศึกษาวิจัยเผยว่า สารประกอบชนิดนี้มีส่วนช่วยกระบวนการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลของร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ อีกทั้งชมพู่ยังเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งอาจส่งผลดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานด้วย

ช่วยในการขับถ่าย

นอกจากจะฉ่ำน้ำแล้ว ชมพู่ยังเป็นแหล่งไฟเบอร์ชั้นยอด เมื่อร่างกายของเราได้รับน้ำและไฟเบอร์อย่างเพียงพอ จะช่วยให้อาหารเคลื่อนผ่านจากกระเพาะอาหารไปสู่ลำไส้ใหญ่ได้สะดวกขึ้น จึงช่วยบรรเทาปัญหาเกี่ยวกับระบบอาหารและการขับถ่าย เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก ได้

ดีต่อสุขภาพหัวใจ

สารอาหารนานาชนิด และไฟเบอร์ที่มีมากในชมพู่ช่วยให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดของเราแข็งแรงขึ้นได้ นอกจากนี้ ชมพู่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและโพแทสเซียมสูง ที่ช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ในเลือดเป็นปกติ ความเสี่ยงในการเกิดโรคในระบบหัวใจและหลอดเลือดที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น ภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง จึงลดลงตามไปด้วย

ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

วิตามินซี (Vitamin C) เป็นวิตามินที่มีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และชมพู่ก็เป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีวิตามินซีสูงมาก ชมพู่ 100 กรัม มีวิตามินซีถึง 22.3 ไมโครกรัม กินแล้วจึงช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน (Collagen) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเช่นกัน นอกจากนี้ คอลลาเจนยังช่วยบำรุงผิวหนัง ชะลอการเกิดริ้วรอย ทั้งยังดีต่อสุขภาพข้อต่อและกระดูกด้วย

ช่วยป้องกันมะเร็ง

วิตามินซีและวิตามินเอที่มีมากในชมพู่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญยืนยันแล้วว่า ช่วยขัดขวางการเจริญเติบโตของเนื้องอกและเซลล์มะเร็ง จึงลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งบางชนิดได้ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด

ความเสี่ยงในการบริโภคชมพู่ ที่เราควรรู้

เมล็ด ราก และใบชมพู่มีสารพิษอย่าง “ไซยาไนด์” (Cyanide) อยู่ในปริมาณเล็กน้อย หากเผลอกินเข้าไปจะส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ความดันโลหิตลดลงอย่างฉับพลัน และอาจร้ายแรงถึงขึ้นทำให้หยุดหายใจได้ ฉะนั้น เวลากินชมพู่ คุณจึงต้องระวังให้ดี อย่าให้มีเมล็ดติดไปกับเนื้อชมพู่ และคุณไม่ควรกินชมพู่มากเกินไปด้วย เพราะอาจทำให้เกิดอาการคันคอและไอได้

ที่มา : Sanook

มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการรับประทานอาหารจำพวกถั่วแขกชนิดเม็ดแดงและเม็ดเหลืองของ ดร. เดวิด เจนกินส์ นักวิจัยโรงพยาบาลเซนต์ ไมเคิล นครโตรอนโต กล่าวว่า หากรับประทานถั่วดังกล่าวทุกวัน วันละ 1 ถ้วย จะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือด ไปจนถึงความดันโลหิตไขมันในเลือด ลดลงได้เล็กน้อย เมื่อเทียบกับการรับประทานอาหารจำพวกธัญพืช โดยที่ผู้ที่รับประทานต่อเนื่องถึง 2-3 เดือน ยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ต่ำลง

ซึ่งการศึกษานี้เน้นไปที่การศึกษาอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลในระดับต่ำที่สุด อย่างอาหารจำพวกถั่ว ซึ่ง ดร.เดวิด เจนกินส์ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

“เพียงแค่รับประทานถั่ววันละ 1 ถ้วย ช่วยลดความดันโลหิต ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อีกทั้งความดันโลหิตสูง มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะไตวายในผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ ถ้าหากควบคุมทั้งความดันโลหิตและระดับน้ำตาลไปพร้อมกันได้ นั่นย่อมหมายความว่าคุณมีขั้นตอนการรักษาที่ได้ผลดีเยี่ยมอยู่”

ที่มา : แม่บ้าน

พืชผักสมุนไพรไทยหลากหลายชนิด มีส่วนช่วยในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้เป็นอย่างดี บางชนิดก็สามารถหาซื้อหรือปลูกกินเองได้อย่างง่ายดาย วันนี้เราจึงขอนำเอา 8 พืชผักสมุนไพรไทยที่ช่วยต้านโรคเบาหวานมาแนะนำให้ทุกคนได้ทราบกันค่ะ เพื่อที่จะช่วยให้หลายคนที่เป็นกังวลกับการเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ได้ศึกษาและหามาทานเพื่อป้องกันได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

1. มะระจีน
ในมะระจีนอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการดูดซึมน้ำตาลกลูโตสได้เป็นอย่างดี และยังช่วยลดปัญหาของการเกิดต้อกระจก ซึ่งต้อกระจกคือหนึ่งในอาการข้างเคียงของผู้ป่วยเบาหวานนั่นเอง

2. ฟักทอง
การทานฟักทอง แนะนำให้ทานพร้อมเปลือก เนื่องจากในเปลือกฟักทองนั้น อุดมไปด้วยสารอาหารชนิดต่างๆ ที่ช่วยในการกระตุ้นการหลั่งสารอินซูลิน ซึ่งจะส่งผลต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นจึงช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้

3. ใบมะยม
การนำใบมะยมมาทานเป็นผัก หรือนำมาประกอบอาหารทานเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินเอและวิตามินซีสูง อีกทั้งใบมะยมยังมีส่วนช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

4. ขมิ้น
ขมิ้นจัดเป็นสมุนไพรที่มีสารช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ซึ่งสรรพคุณของขมิ้นจะมีความเหมือนกับอบเชย ดังนั้นใครที่ไม่ชอบทานขมิ้น สามารถทานอบเชยแทนได้เช่นกัน

5. กระเทียม
กระเทียมและหัวหอม นอกจากจะเป็นพืชผักสมุนไพรไทยที่ขาดไม่ได้ในการทำอาหารแต่ละเมนูแล้ว ผักทั้งสองชนิดนี้ยังมีสรรพคุณที่เหมือนกันอีกด้วย คือช่วยในการละลายลิ่มเลือด ลดปัญหาหลอดเลือดตีบ และช่วยลดระดับไขมันในกระแสเลือดได้เป็นอย่างดี

6. สะตอ
หนึ่งในผักที่มีกลิ่นแรง แต่ก็ให้รสชาติอร่อยไม่เบาอย่างสะตอ ก็มีส่วนช่วยในการต้านโรคเบาหวานได้เช่นกัน เพราะสะตอมีสรรพคุณช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือด พร้อมทั้งช่วยลดภาวะความดันโลหิตสูง

7. ตำลึง
ผักที่สามารถหามาทานได้ง่ายๆ ตามรั้ว หรือมีขายตามท้องตลาดอย่างมากมายอย่างเช่น ตำลึง ก็มีส่วนช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน ซึ่งในทุกส่วนของตำลึงไม่ว่าจะเป็นลำต้น ราก ผล และใบ ล้วนมีสรรพคุณช่วยต้านโรคเบาหวาน อีกทั้งยังมีสารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยต้านมะเร็งและชะลอความแก่ได้เป็นอย่างดี

8. ผักบุ้ง
จะนำมาต้ม ผัด หรือกินสดๆ ก็อร่อยได้ทั้งนั้น ที่สำคัญผักบุ้งยังมีสารคล้ายอินซูลิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงช่วยต้านโรคเบาหวาน และยังเป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยลดอาการร้อนใน และแก้อาการท้องผูกได้ด้วย

จะเห็นได้ว่าพืชผักสมุนไพรหลากหลายชนิดที่เราคุ้นเคย และบางครั้งก็ทานแทบทุกวัน ล้วนมีส่วนช่วยในการต้านโรคเบาหวานได้ดี อีกทั้งยังมีสารอาหารหลากหลายชนิดที่ล้วนช่วยต้านโรคหลากหลายชนิดได้ ดังนั้นจึงอยากให้ทุกๆ คน หันมาใส่ใจในการทานพืชผักสมุนไพรกันให้มากๆ พยายามบาลานซ์การกินให้ดี เพื่อการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาวนั่นเองค่ะ

ที่มา : Sanook.com

เมื่อเข้าสู่วัยเลยกลางคน สิ่งที่ต้องระวังคือการไม่รับประทานอาหารที่มีแป้งหรือน้ำตาลมากเกินไป เพราะอาจก่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานหรืออาการไม่สบายตัวต่างๆ เช่น เหนื่อยหรืออ่อนล้าผิดปกติ ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย เป็นแผลเรื้อรังหายช้า ปวดศีรษะและปวดเมื่อยตัว ตาพร่ามัวและตาลายจนถึงอาจนำไปสู่การหมดสติได้ มารู้จักอาหารที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้คนเป็นโรคเบาหวานรับประทานเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกัน

อาหารที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้คนเป็นเบาหวานรับประทาน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานร้อยละ 90 ในญี่ปุ่นเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารมากเกินไปและขาดการออกกำลังกาย การป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไปนั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงสารอาหารที่รับประทานเข้าไป อาหารที่ดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวานคือ อาหารที่มีแร่ธาตุต่างๆ เช่น แมงกานีส โครเมียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมและสังกะสี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการผลิตฮอร์โมนอินซูลินที่มีหน้าที่สำคัญคือการนำน้ำตาลในเลือดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายเพื่อสร้างเป็นพลังงาน และลดการสะสมอยู่ในกระแสเลือด โดยอาหารที่ดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานมีดังนี้ คือ

หอมใหญ่

หอมใหญ่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่ช่วยเสริมการสร้างอินซูลินในร่างกาย การรับประทานหอมใหญ่วันละ ¼ หัว จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่หากรับประทานแล้วปริมาณน้ำตาลยังไม่ลดก็สามารถเพิ่มเป็นวันละ ½ หัวได้ โดยวิธีรับประทานนั้นสามารถรับประทานได้ทั้งแบบดิบหรือปรุงเป็นอาหาร อย่างไรก็ตามไม่ควรนำหอมใหญ่หั่นแช่น้ำเพราะวิตามินในหอมใหญ่จะละลายและสูญเสียไปกับน้ำ

กระเจี๊ยบเขียว

สารเมือกในกระเจี๊ยบเขียวเป็นเส้นใยอาหารจำพวกมิวซิน (Mucin) และเพกติน (Pectin) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดความดันโลหิต และช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดโดยการเข้าไปห่อหุ้มน้ำตาลที่ลำไส้เล็กไว้ อีกทั้งกระเจี๊ยบเขียวยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ ได้แก่ แมกนีเซียมและสังกะสี ซึ่งช่วยส่งเสริมการทำงานที่ดีของอินซูลินด้วย

ข้าวกล้อง ข้าวสาลี และธัญพืชต่างๆ

ข้าวกล้อง ข้าวสาลี และธัญพืชต่างๆ อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เมื่อรับประทานทำให้ต้องเคี้ยวอย่างละเอียดซึ่งจะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและพึงใจ นอกจากนี้วิตามินและแร่ธาตุที่มีมากในธัญพืชเหล่านี้จะไปช่วยส่งเสริมการทำงานที่ดีของอินซูลิน

ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยโพลีแซคคาไรด์ ซึ่งช่วยกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนอินซูลินและช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับวิธีการนำมารับประทานนั้นทำได้โดยการปอกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นวุ้นใสมารับประทานเป็นน้ำว่านหางจระเข้ หรือรับประทานกับโยเกิร์ต เป็นต้น

กล้วย

กล้วยอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ โดยเฉพาะโพแทสเซียมซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดน้ำตาลในกระแสเลือด กล้วยเป็นของว่างที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่รับประทานกล้วยให้ดีต่อสุขภาพคือวันละ 1 ผล

เบาหวานเป็นโรคที่รักษาให้หายได้จากการปรับพฤติกรรมทั้งการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การไม่เครียดและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากผู้สูงอายุในบ้านมีอาการน้ำตาลในเลือดสูงจากเบาหวานก็ลองดูแลท่านด้วยอาหารข้างต้น หากได้ผลดีก็จะช่วยลดการรับประทานยา ซึ่งเมื่อใช้ไปนานๆ นั้นจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงแก่ร่างกายได้

ที่มา : Sanook.com

ยุคนี้เรียกได้ว่ามีอาหารล่อตาล่อใจมากมายโดยเฉพาะของหวาน จนทำให้ยั้งปริมาณน้ำตาลในร่างกายไม่อยู่ แล้วอาจเกิดเป็นโรคประจำตัวอย่าง “เบาหวาน” แต่ในบางกรณีโรคเบาหวานก็เกิดจากกรรมพันธุ์ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เอาเป็นว่าถ้าใครไม่อยากเฉียดหรือถูกเชื้อเชิญให้กลายเป็น “เบาหวาน” แบบยาวๆ ก็ต้องมาหาวิธีควบคุมหรือหลีกเลี่ยงจากโรคนี้ จะมีวิธีอย่างไรบ้าง ตามมาดูกัน

หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด หรือเค็มจัด
เพราะน้ำตาลเป็นคาร์โบไฮเดรตที่เราเรียกว่าซูโครส เมื่อทานเข้าไปจะย่อยกลายเป็นกลูโคสและฟรุกโทส ที่มีส่วนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นแบบเบรคไม่อยู่ นี่แหละเรียกว่าเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เป็น “เบาหวาน” ได้ไม่ยากเลยล่ะ ส่วนอาหารเค็มก็มีส่วนทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายเช่นเดียวกัน ดังนั้นอาหารประเภทของหวานรสจัด หรืออาหารเค็มอย่างของดอง ของตากแห้ง อาหารแปรรูปต่างๆ ที่มีส่วนผสมจากซีอิ๊ว เกลือ น้ำปลา หรือผงชูรสที่มากเกินไป อาจสุ่มเสี่ยงหรือกระตุ้นการเกิดเบาหวานในตัวคุณได้

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี่แหละตัวดี
สายปาร์ตี้ต้องฟังทางนี้ ถ้าอยากหลีกเลี่ยงการเกิดโรคเบาหวานก็ต้องเมินเครื่องดื่มจำพวกแอลกอฮอล์กันหน่อย

เพราะเครื่องดื่มประเภทนี้เป็นอันตรายต่อตับ แถมยังไปเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้น นำไปสู่ที่มาของโรคร้ายชนิดต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวานต้องยิ่งระวังเลยล่ะค่ะ เริ่มจากลองลดปริมาณในการดื่มให้น้อยลง ถ้าเป็นไปได้ก็ดื่มเฉพาะโอกาสสำคัญที่ต้องออกงานสังคมเป็นอันพอเพียงค่ะ นอกจากจะดีสำหรับคนที่ต้องการหลีกเลี่ยงโรคเบาหวานแล้วยังดีต่อสุขภาพของเราในระยะยาวอีกด้วย เรื่องนี้ต้องใจแข็ง!

“ผักผลไม้” สำคัญและจำเป็น
เพราะผักและผลไม้เป็นแหล่งแร่ธาตุ วิตามินชนิดต่างๆ รวมถึงใยอาหารมีประโยชน์ ที่สำคัญคือในเหล่าผักผลไม้มีสารพฤกษเคมีที่ช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ดีทีเดียว เส้นใยจะช่วยในการชะลอการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่กระแสโลหิต รู้แบบนี้แล้วยิ่งต้องไปซื้อผักผลไม้ตุนไว้สำหรับทุกมื้อของคุณแล้วล่ะค่ะ (แต่แอบบอกว่าก็ต้องเลือกประเภทของผักและผลไม้ด้วยนะคะว่าควรทานชนิดไหนถึงจะมีประโยชน์กับร่างกายและไม่หวานจนเกินไป)

เลือกทานเนื้อสัตว์ไร้มัน ไข่และถั่ว
หาแหล่งโปรตีนให้ร่างกายด้วยเนื้อสัตว์ชนิดมันน้อยอย่างเนื้อปลา รวมถึงไข่และเมล็ดถั่วเป็นประจำ อาหารจำพวกนี้จะไม่สร้างไขมันร้ายต่อร่างกายเมื่อเทียบกับการเลือกทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ไขมันสูงอย่าง คอหมู, ไส้กรอก, กุนเชียง ฯลฯ ที่สร้างไขมันอิ่มตัวและคอเสสเตอรอลที่จะก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาอีกมากมาย อาทิ โรคหัวใจ ฯลฯ สำหรับถั่ว ก็ควรเลือกรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเพราะในถั่วเป็นแหล่งใยอาหารที่ดีต่อร่างกาย มีประโยชน์แบบนี้ก็ต้องเลือกทานเป็นประจำ

ออกกำลังกายเป็นประจำ
ข้อนี้สำคัญที่สุด ถึงคุณจะไม่ได้กังวลหรือป่วยเป็นโรคอะไรร้ายแรง แต่การออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ จะช่วยรักษาระบบภายในร่างกายอย่างสมดุล การไหลเวียนของเลือดในร่างกายก็จะดีตามไปด้วย ที่สำคัญนอกจากจะได้ร่างกาย กล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น ยังแถมพ่วงมาด้วยรูปร่างที่ดี ใส่อะไรก็สวยก็หล่ออีกต่างหาก เห็นข้อดีแบบนี้ก็ต้องเลิกขี้เกียจแล้วลงมือทำกันดีกว่า รับรองว่าดีกับตัวคุณเองจริงๆ

ที่มา : บล็อกเล่าเก้าสิบ

ผู้ป่วยสูงอายุและผู้ป่วยที่มีโรคร่วม เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคหอบหืด มีโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อ COVID-19 ได้รุนแรงกว่า

ผู้เป็นเบาหวานที่มีการติดเชื้อ การคุมระดับน้ำตาลในเลือดจะผันผวนและควบคุมได้ยาก ส่งผลทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้ อธิบายได้จาก 2 เหตุผล เหตุผลแรกคือภูมิคุ้มกันต่ำลง ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และอีกเหตุผลคือเชื้อมักเจริญเติบโตได้ดีในภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูง

จึงขอแนะนำวิธีการป้องกันตัวเองในช่วงโรคระบาด COVID-19 ดังนี้

  1. สำหรับผู้เป็นเบาหวาน ควรระมัดระวัง การหลีกเลี่ยงการติดเชื้อเป็นสิ่งสำคัญ
  • ล้างมือสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสบริเวณใบหน้า ควรล้างมือและทำให้มือแห้งสะอาดก่อนสัมผัสใบหน้า
  • ทำความสะอาดวัตถุหรือบริเวณที่ถูกสัมผัสบ่อยๆ
  • เวลาไอหรือจาม ควรนำต้นแขนหรือข้อพับแขนมาปิดบริเวณปากและจมูก ไม่ควรใช้มือปิดเนื่องจากมืออาจไปสัมผัสวัตถุสิ่งของอื่นต่อ เพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ป่วยที่มีอาการเสี่ยงต่อโรคไวรัสนี้ เช่น ไอหรือจาม
  • คอยแนะนำหรือพูดคุยกับคนในครอบครัวถึงการป้องกันหรือหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ เช่น คุณควรหลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยรถโดยสารที่แออัด คุณควรหลีกเลี่ยงการไปเที่ยว หรือคุณควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีผู้คนชุมนุมกันจำนวนมาก
  • ถ้ารู้สึกว่าตัวเองมีอาการหรือสงสัยจะป่วย โปรดพักผ่อนอยู่บ้าน และโทรศัพท์เพื่อขอคำแนะนำได้ที่ กรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท์ 1422 หรือสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 1669
  • หากมีอาการหนัก ควรโทรศัพท์เพื่อขอคำแนะนำวิธีการไปพบแพทย์ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1422 หรือ 1669
  1. ถ้าหากคุณเป็นเบาหวาน
  • เตรียมตัวให้พร้อมหากคุณรู้สึกไม่สบาย
  • ติดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือหากจำเป็น
  • ตั้งใจควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้น
  • หากคุณมีอาการไข้สูง ไอ จาม หรือหายใจลำบาก ควรรีบไปพบแพทย์ หากมีเสมหะร่วมด้วยบ่งบอกว่ามีการติดเชื้อ คุณควรได้รับการรักษาอย่างทันที
  • การติดเชื้อทุกชนิดสามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และทำให้ร่างกายขาดน้ำ จึงควรดื่มน้ำอย่างเพียงพอ
  • เช็กดูว่ายารักษาเบาหวานมีเพียงพอหรือไม่หากคุณต้องถูกกักตัวอยู่บ้านเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
  • สำรองอาหารโดยเฉพาะประเภทน้ำตาลอย่างเพียงพอ สำหรับการแก้ไขภาวะน้ำตาลต่ำได้ทันท่วงที
  • ถ้าหากคุณอยู่บ้านคนเดียว หาคนที่สามารถไว้วางใจและมั่นใจว่าจะช่วยเหลือคุณได้หากคุณต้องการความช่วยเหลือ

.

ภาพและข้อมูลจาก : สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี , เพจรู้สู้ COVID-19

นักวิจัย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ศึกษาพบ ‘สารสกัด’ จากสาหร่ายพวงองุ่น มีศักยภาพในการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด  เตรียมพัฒนาเป็น ‘ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร’ สำหรับผู้ที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรม หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่นโรคอ้วนลงพุง เพื่อป้องกันโรคเบาหวานและภาวะไขมันในเลือดสูง ที่สำคัญยังเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยรองรับการแปรรูปสาหร่ายพวงองุ่นสดที่ตกเกรดและล้นตลาด

สาหร่ายทะเลสีเขียวเม็ดกลม เรียงกันเป็นช่อคล้ายพวงองุ่น หรือที่รู้จักในชื่อสาหร่ายพวงองุ่น นั้น จัดเป็นหนึ่งในอาหารที่กำลังมาแรงอย่างมาก เนื่องจากมีรสชาติอร่อย นำมาใช้ประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู และยังขึ้นชื่อว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยแร่ธาตุ กากใย วิตามิน กรดไขมันและกรดอะมิโนที่จำเป็นหลายชนิด ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นมากขึ้นในหลายจังหวัดทางภาคใต้ แต่ทว่าเกษตรกรจะสามารถจำหน่ายได้ราคาดีเฉพาะสาหร่ายที่ได้รับการคัดคุณภาพ ตัดแต่งเป็นช่อสวยงามเท่านั้น

นายสิทธิกรณ์ อยู่แจ่ม นักศึกษาปริญญาเอก คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า การจำหน่ายสาหร่ายพวงองุ่นสดของเกษตรกร หากเป็นสาหร่ายคัดเกรดที่มีคุณภาพและตัดแต่งสวยงามจะขายให้ภัตตาคารหรือร้านอาหารได้ในราคาสูงถึง 400-500 บาท/กิโลกรัม แต่ก็ต้องใช้แรงงานจำนวนมากและต้องมีทักษะในการคัดคุณภาพด้วย  ในขณะที่สาหร่ายที่ตกเกรดหรือไม่เป็นช่ออาจขายได้ในราคาเพียง 80-100 บาท/กิโลกรัมเท่านั้น  ซึ่งสาหร่ายตกเกรดเหล่านี้มีปริมาณมากถึง 70-80% ของผลผลิตทั้งหมด  นอกจากจากนี้สาหร่ายพวงองุ่นสดที่เก็บได้ในแต่ละรอบการผลิตจะมีอายุสั้นและควรบริโภคให้หมดภายใน 3-7 วัน หากจำหน่ายไม่ทันจะกลายเป็นของเหลือทิ้ง และกำลังเป็นปัญหาของเกษตรกรในการกำจัด

ดังนั้นเพื่อหาแนวทางในการเพิ่มมูลค่าสาหร่ายพวงองุ่น นายสิทธิกรณ์ อยู่แจ่ม ได้ดำเนินโครงงานวิจัยเรื่อง การออกฤทธิ์ชีวภาพของสาหร่ายพวงองุ่นเพื่อการพัฒนาเป็นอาหารสุขภาพโดยมี  ผศ.ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางการเกษตรสำหรับบัณฑิตผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ภายใต้ทุนโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

นายสิทธิกรณ์ กล่าวว่า ในงานวิจัยนี้ได้นำสาหร่ายพวงองุ่นสดตกเกรดที่เก็บมาจากโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่าง และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี มาวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ องค์ประกอบของสารสำคัญและฤทธิ์ชีวภาพ โดยผลการศึกษาพบว่า ในสารสกัดจากสาหร่ายพวงองุ่นประกอบด้วยสารกลุ่มโพลีแซคคาไรด์และสารกลุ่มฟีโนลิกซึ่งมีฤทธิ์ในการกระตุ้น การสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย สารกลุ่มโอลิโกแซคคาร์ไรด์ซึ่งมีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งเต้านม กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิดปริมาณสูง สารต้านอนุมูลอิสระ

และที่สำคัญพบว่ามีสารกลุ่มโพลีฟีนอลซึ่งมีฤทธิ์ในการช่วยป้องกันภาวะเบาหวาน  อีกทั้งจากการทบทวนวรรณกรรมพบมีรายงานการวิจัยว่าสารสกัดสาหร่ายพวงองุ่นอาจช่วยเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน และช่วยเพิ่มการดูดซึมกลูโคสเข้าเซลล์ได้ดีขึ้น ซึ่งฤทธิ์ทางชีวภาพดังกล่าวข้างต้นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ที่มีระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดสูง หรือกลุ่มอาการเมแทบอลิกซินโดรมที่ปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย  เนื่องจากภาวะเมแทบอลิกซินโดรมทำให้เกิดปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง

นายสิทธิกรณ์ อยู่แจ่ม

ซึ่งต่อมาภาวะเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาตได้ในที่สุด ภาวะเมแทบอลิกซินโดรมนี้มักพบในผู้ป่วยที่ไขมันในช่องท้องมากขึ้นหรือที่เราเรียกว่าอ้วนลงพุง (Central Obesity) ซึ่งไขมันเหล่านี้จะทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบ ความสมดุลของฮอร์โมนที่ผิดปกติ รวมถึงการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินซูลินทำได้ไม่ดี (Insulin Resistance) ทำให้เกิดเบาหวานและอาการต่างๆ ดังกล่าว

ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงได้ ทดสอบฤทธิ์ชีวภาพของสารสกัดสาหร่ายพวงองุ่นต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลอง โดยเบื้องต้นมุ่งได้เน้นไปที่ผลต่อการนำพากลูโคสเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อโดยฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งเป็นกลไกการทำงานหนึ่งของฮอร์โมนอินซูลินที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ในการศึกษานี้คณะผู้วิจัยได้ทำการทดสอบผลของส่วนสกัดน้ำของสาหร่ายพวงองุ่นที่ความเข้มข้นต่างๆ ต่อการนำพากลูโคสเข้าสู่กล้ามเนื้อกระบังลมของหนูขาวปกติ  ผลการทดลองพบว่า สารสกัดสาหร่ายพวงองุ่นที่ความเข้มข้น 2% มีผลในการนำพากลูโคสเข้ากล้ามเนื้อโดยฮอร์โมนอินซูลินได้ดีที่สุด บ่งชี้ว่าสารสกัดสาหร่ายพวงองุ่นมีศักยภาพที่จะช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ สำหรับงานวิจัยในขั้นต่อไปเตรียมทดสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดลองและทดสอบฤทธิ์ชีวภาพของสารสกัดสาหร่ายพวงองุ่นในคน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขออนุญาตการพิจารณาและรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมเกี่ยวกับการวิจัยในมนุษย์ก่อน

ผลจากงานวิจัยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มมูลค่าสาหร่ายพวงองุ่นได้มาก เพราะสามารถนำมาพัฒนาเป็นอาหารสุขภาพในรูปแบบของสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้ ที่สำคัญคือช่วยรองรับปริมาณผลผลิตสาหร่ายสดที่อาจล้นตลาดและสาหร่ายตกเกรดที่ต้องทิ้งใน

แต่ละรอบของการผลิตด้วย ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น นับเป็นงานวิจัยดีๆ ที่ช่วยส่งเสริมสาหร่ายพวงองุ่นในทะเลไทยสู่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทางเลือกใหม่แก่ผู้รักสุขภาพ และเพิ่มช่องทางการตลาดในอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นของประเทศไทยได้มากขึ้น

ผู้เขียน : เส้นทางเศรษฐีออนไลน์

ผลการวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่า การกินมันฝรั่งมากเกินไปโดยเฉพาะมันฝรั่งทอดหรือมันฝรั่งกรอบ เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานในผู้หญิงที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ หรือที่เรียกว่าเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวทั้งในแม่ในลูก รวมทั้งโอกาสที่จะเกิดโรคเกี่ยวหัวใจและโรคเบาหวานในรูปแบบอื่นๆ ที่สูงกว่าคนทั่วไป

ทั้งนี้ มันฝรั่งซึ่งมีการบริโภคกันจำนวนมากทั่วโลกมีสารอาหารสำคัญอยู่ รวมทั้งวิตามินซีและโปแตสเซียม แต่เมื่อเทียบกับผักหรือคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ ก็ยังมีส่วนประกอบที่เป็นแป้งชนิดพิเศษที่จะเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็วมากขึ้น

โดยผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์อังกฤษ นำเสนอผลการวิจัยที่นำโดยนางจาง ฉุ่ยหลิน จากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ เมืองร็อควิลล์ รัฐแมรีแลนด์ สหรัฐ ที่ได้ใช้ข้อมูลจาก “เนิร์สเซส เฮลธ์ สตัดดี้ ทู” ที่ทำการสำรวจผู้หญิงกว่า 115,000 คน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1989 พบว่าสตรีที่ตั้งครรภ์ 21,693 คน จะมีอยู่ 854 คน หรือราว 4 เปอร์เซ็นต์ ที่ป่วยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยมีการสอบถามผู้หญิงเหล่านี้เกี่ยวกับการบริโภคมันฝรั่งในช่วงปีก่อนหน้า

ที่จะตั้งครรภ์ว่ามากน้อยแค่ไหน พบว่าผู้ที่บริโภคมันฝรั่งมากจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มากกว่าผู้ที่บริโภคมันฝรั่งปริมาณน้อย

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการช่วยรักษาอาการป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ แพทย์ได้แนะนำให้ปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารและออกกำลังกาย แต่ในกรณีของผู้ที่มีอาการรุนแรง ควรจะต้องรักษาด้วยการให้อินซูลิน

นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกอื่น อย่างเช่น การกินผักมากขึ้น หรือพืชตระกูลถั่ว แทนการกินมันฝรั่งทั้งหลาย โดยผลจากการศึกษาพบว่า การกินผักหรือธัญญาหารแทนมันฝรั่ง 2 มื้อใน 1 สัปดาห์ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ราว 10 เปอร์เซ็นต์

ที่มา : มติชนออนไลน์

เครื่องปรุง

  1. ข้าวต้ม 200 กรัม
  2. เนื้อหมูดิบหั่นชิ้นเล็กหรือสับ 80 กรัม
  3. น้ำมันกระเทียมเจียว (ควรใช้น้ำมันรำข้าว / น้ำมันมะกอก) 5 กรัม
  4. ขึ้นฉ่าย พริกไทยป่น ซีอิ๊วขาว

วิธีทำ

  1. ต้มเนื้อหมูให้สุกด้วยน้ำเพียงเล็กน้อย
  2. ตักข้าวต้มใส่ลงไปในหม้อ รอให้เดือดทั่วแล้วปิดไฟ เติมน้ำมันกระเทียมเจียวลงไป
  3. ตักใส่ชาม โรยขึ้นฉ่าย พริกไทย ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว เสิร์ฟร้อนๆ

สารอาหารที่ได้รับ

คาร์โบไฮเดรต 38.7 กิโลแคลอรี่

ไขมัน 120 กิโลแคลอรี่

โปรตีน 10 กรัม

พลังงาน 351 กิโลแคลอรี่

 

ข้อมูลจาก : หนังสือเมนูสบายใจ ต้านภัยเบาหวาน สำนักพิมพ์มติชน