คิดว่าหลายคนต้องเคยผ่านตาชื่อร้านข้าวผัดที่ห้อยท้ายคำว่า “เมืองทอง” กันมาบ้าง แต่บอกเลยว่าหลายร้านเขาถือโอกาสเกาะกระแสความโด่งดังของร้านต้นตำรับเมืองทองที่ดังกระฉูดในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อเรียกลูกค้า แต่รสชาติไม่ใช่

ที่จริงแล้วใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ จะรู้ว่าเจ้าของสูตรต้นตำรับ คือ “คุณหมู-พิมพร รอดคำแหง” ที่ปัจจุบันแยกตัวออกมาทำร้านของตัวเองได้ 5-6 ปีแล้ว ไปปักหลักอยู่ที่ถนนสุคนธสวัสดิ์ ถ้ามาจากเกษตร วิ่งถนนเกษตร-นวมินทร์ จะมีสี่แยกเลี้ยวขวาเข้าถนนสุคนธสวัสดิ์ ร้านอยู่หัวมุมพอดีมีที่จอดรถกว้างขวาง

เดิมที่ร้านจะเปิดโล่ง รับลมแบบธรรมชาติ แต่ด้วยความที่สภาพอากาศบ้านเราร้อนเหลือทน คุณหมูเลยตัดสินใจทำเป็นแบบห้องปิดติดแอร์เย็นฉ่ำซะเลย เป็นที่ถูกใจลูกค้าขาประจำ ขาจรอย่างยิ่ง

อาหารที่นี่จะมีไม่มาก เพราะเน้นคุณภาพและความพิถีพิถัน มีไฮไลต์ดังๆ อยู่ 3 อย่าง ได้แก่ ข้าวผัดมีทั้งปู และกุ้ง ราคาแบบธรรมดา 59 บาท พิเศษ 69 บาท ถ้าพิเศษปูกุ้ง 79 บาท ส่วนใครไม่อยากกินเนื้อสัตว์ใดๆ ก็สั่ง ข้าวผัดไข่ ได้ในราคา 35 บาท อีก 2 อย่าง คือ กระเพาะปลา 59 บาท พิเศษ 79 บาท และ สุกี้แห้ง (ไก่ ทะเล เนื้อ) ธรรมดา 59 บาท พิเศษ 69 บาท ไม่เนื้อสัตว์ 35 บาท

ความโดดเด่นของข้าวผัดสูตรต้นตำรับคุณพิมพร คือ การผัดข้าวให้เป็นเม็ดๆ แห้ง เนื้อปูสด หวาน นำเข้ากรรเชียงปูจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีทุกวัน โดยมีรถไฟบรรทุกมาในเกรดราคากิโลกรัมละ 1,500 บาท

คุณหมูบอกว่า เนื้อปูของที่ร้านที่มีรสชาติหวานสด เพราะเลือกใช้ปูม้าคุณภาพ ขณะที่บางร้านใช้ปูแดงที่ราคาถูกกว่ากันครึ่งต่อครึ่ง หน้าตาคล้ายปูม้าแต่รสชาติไม่ใช่ สังเกตง่ายๆ ที่ปลายขาถ้าเป็นปูม้าจะออกน้ำตาล แต่ถ้าเป็นปูแดงปลายขาจะสีออกส้มชมพู

ไข่ที่นำมาผัดก็ต้องเฟ้นอย่างดี เน้นต้องสดใหม่ เพราะถ้าไม่สดไข่ตอกมาจะเป็นน้ำ ทำให้ผัดข้าวไม่แห้ง ไม่หอม และเทคนิคสำคัญ คือ ข้าว คุณหมูบอกว่าเป็นสูตรที่ทำกินเองในบ้านมานานแล้ว คือ ใช้ข้าว 2 ชนิด คือ เสาไห้ กับหอมมะลิ มาผสมกัน ทำให้ข้าวผัดที่ได้เรียงเม็ดเงาสวย ไม่แข็งไปและไม่แฉะไป

 

ส่วนกระเพาะปลาน้ำซุปหอมละมุนมาก กระเพาะปลาคำโต ปีกไก่กลาง ไข่นกกระทา และโรยด้วยเนื้อปู คอกระเพาะปลาต้องมาชิมกัน รสชาติระดับภัตตาคารในราคา 59 บาท มันเลยยิ่งฟินค่ะ

เคล็ดลับต่างๆ ในการทำอาหารขายนี้ คุณหมูบอกว่า ได้มาจากอาม่าของสามี แต่ละอย่างอาศัยความพิถีพิถันอย่างมาก อย่างใช้กระเพาะปลากิโลกรัมละ 2,300 บาท เวลาล้างก็ต้องตั้งน้ำร้อนก่อน และต้องล้างถึง 10 น้ำ จนกว่าน้ำมันที่ทอดจะหายไม่มีกลิ่นเลย

ส่วนสุกี้แห้ง กลิ่นหอมยั่วกระเพาะมาก โดยเฉพาะสุกี้ทะเล กุ้ง หมึก หมึกกรอบชิ้นโต และทีเด็ดคือน้ำจิ้มอร่อยมาก เปรี้ยวหวานกำลังดี

นอกนั้นก็ยังมีเมนูให้เลือกอีก ตั้งแต่ กุ้งอบวุ้นเส้น 139 บาท กรรเชียงปูอบวุ้นเส้น 139 บาท กรรเชียงปูนึ่ง 159 บาท หมูสะเต๊ะ 10 ไม้ 59 บาท ขนมปัง แผ่นละ 10 บาท ข้าวเปล่า 10 บาท ไข่ดาว 10 บาท หมูกรอบ 69 บาท เกาเหลาเครื่องในหมู 59 บาท ของหวานมี ซาหริ่ม 30 บาท ไอศกรีมกะทิสด 25 บาท ไอศกรีมใส่ไข่ 30 บาท

คุณหมู-พิมพร รอดคำแหง

เท่าที่ลองประทับใจทุกอย่าง กรรเชียงปูนึ่งสดหวานจริง มีน้ำจิ้ม 2 แบบ แบบสีเขียว คือ ซีฟู้ด 3 รส หวานเค็มเปรี้ยว และแบบสีแดงจะไม่หวาน ส่วนหมูสะเต๊ะก็โอเคมาก ดีครบถ้วนทั้งหมูย่างและอาจาดน้ำจิ้ม ส่วนเกาเหลาเครื่องในหมู จานนี้อาจจะเหมาะกับรุ่นใหญ่หน่อย เพราะความเผ็ดร้อนของพริกไทยค่อนข้างแรง ซดน้ำซุปแล้วขับเหงื่อดีเหลือหลาย คนเป็นไข้หายป่วยลุกจากเตียงกันเลยทีเดียว

ได้นั่งคุยกับคุณหมูแบบเป็นเรื่องเป็นราว ถึงได้รู้ว่าก่อนจะมาทำร้านอาหารจนโด่งดัง คุณหมู คือ นักมวยหญิงรุ่นแรกในประเทศไทย มีฉายาว่า “แรดดง” ฟังแล้วก็รู้ว่าอดีตนั้นไม่ธรรมดาเลย

คุณหมูบอกว่า เป็นคนกรุงเทพฯ มีพ่อเป็นตำรวจอยู่วังปารุสกวัน แม่เป็นแม่ครัวมือหนึ่งประจำโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดง่ายๆ เป็นหัวหน้าแม่ครัวดูแลเรื่องอาหารให้เหล่าอาจารย์และนักเรียน ส่วนตัวเองเรียนจบโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร โดนเด็กผู้ชายแกล้งบ่อย เลยไปเรียนมวยกับครูมวยแถวบ้าน ครูเห็นแววก็ฝากให้ไปกับคณะที่ต้องไปต่อยที่ญี่ปุ่น ช่วงที่ต่อยมวยอายุ 15-17 ปี เคยชนะทั้งน็อก และคะแนน พออายุ 18 ปี แต่งงานกับสามีที่เคยซ้อมมวยค่ายเดียวกัน ครอบครัวสามีเป็นคนจีนพอแต่งงานแล้วเราก็ต้องเลิกต่อยมวย เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต หันมาทำงานในบ้าน เพราะคนจีนสะใภ้ต้องเป็นคนทำ

“พอเราแต่งไปแล้ว ถ้าไม่อยากให้สามีมีปัญหาเราก็ต้องพยายามทำให้ได้ พยายามเรียนรู้ อาม่าเขาเก่งอาหารจีนภัตตาคารมาก แต่เขาไม่ได้สอนนะ เขาจะใช้ให้ทำ ตอนหลังเราทำเป็น เขาก็ให้เราทำไป เมื่อก่อนอาม่าขายอาหาร ข้าวแกงหลายอย่างใน ม.เกษตรฯ เราก็ไปช่วยเขา ตอนหลังเขาเลิก เราก็แยกครอบครัวออกมา เคยทำเสริมสวยได้แป๊บนึง แต่คิดว่าทำอาหารดีกว่าเพราะเราถนัดกว่า ก็เริ่มขายกระเพาะปลาที่ทาวน์อินทาวน์”

กระทั่งเพื่อนของน้องชายสามีชวนไปขายที่เมืองทอง โดยที่ “เขาลงทุน เราลงสูตร”

คุณหมูบอกว่า เริ่มทำกันเมื่อ 15-16 ปีที่แล้ว ตั้งแต่อยู่ริมฟุตปาธ มีรถเข็น โต๊ะ 4 ตัว จนขยาย แต่ทำได้เกือบ 10 ปี มีความคิดไม่ตรงกัน เลยแยกตัวออกมาทำเอง และเพื่อให้คนรู้ว่าเราเป็นร้านต้นตำรับ เลยต้องมีโลโก้ภาษาจีนในวงกลมและรูปตัวเองกอดอกอยู่ข้างๆ

“เราต้องฝึกเด็กเองใหม่ทั้งหมด ใช้วิธีให้ยืนดูเราทั้งวัน จากนั้นให้ฝึกเทคนิคการสะบัดกระทะ แล้วถึงให้ลองผัดกินจนคล่อง เรื่องสะบัดกระทะสำคัญมาก เพราะไฟแรงข้าวผัดถึงจะหอม ถ้าไม่สะบัดบ่อยก็จะไหม้ และต้องเป็นกระทะเหล็กเท่านั้น เพราะข้าวเวลาผัดกับกระทะเหล็กจะมีความหอม ข้าวจะดีดเม็ดขึ้นมา”

คุณหมูบอกว่า มาตรฐานเรื่องรสชาตินั้นหายห่วง เพราะเครื่องปรุงมาจากครัวกลาง แต่ที่น่าห่วงที่สุดสำหรับคนทำร้านอาหาร คือ พนักงานที่จะต้องคงความมาตรฐานให้ได้ ทำให้วันนี้แม้คุณหมูจะ 61 ปีแล้ว ก็ยังวางมือไม่ได้ ต้องควบคุมด้วยตัวเอง

ด้วยคุณภาพที่สม่ำเสมอ ทำให้วันนี้ “ร้านข้าวผัดปูเมืองทอง 1 ต้นตำรับโดยคุณพิมพร” เปิดแล้วถึง 7 สาขา

คนชอบกินข้าวผัด หรืออาหารจีนอีกหลากหลายลองแวะไปกันได้ สำหรับสาขาเกษตร-นวมินทร์ สุคนธสวัสดิ์ โทร 08-2972-0880, 0-2553-0486 สาขาเมเจอร์รัชโยนธิน (ลานน้ำพุกลาง) โทร 09-7136-9991 สาขาธัญบุรี คลอง 3 โทร 09-8907-0203, 0-2533-1369 สาขาสุขาภิบาล 3 รามคำแหง โทร 09-5956-6758 สาขาเดอะแจ๊ส รามอินทรา โทร 09-8669-9038 สาขาราชพฤกษ์ โทร 09-6789-5719

ที่มามติชนรายวัน อาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2562
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]

สำหรับผู้สนใจเรียนทำ ข้าวผัดปูเมืองทอง1 ต้นตำรับ สอนโดย คุณหมู พิมพร รอดคำแหง วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2563 เวลา 09.00-15.00 น. ราคา 2,990 บาท 

หลักสูตรนี้สอนทำ3เมนูเด็ดของร้าน 1.ข้าวผัดปูเมืองทอง สูตรต้นตำรับ 2.กระเพาะปลา สูตรลับเฉพาะของทางร้าน 3.สุกี้ผัดแห้ง สูตรแต้จิ๋ว พร้อมน้ำจิ้มสุกี้

สนใจติดต่อ มติชนอคาเดมี

Tel : 0-2954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124

Mobile : 08-2993-9097, 08-2993-9105

Inbox Facebook : Matichon Academy – มติชนอคาเดมี 

line : @matichonacademy 

 

เท่าที่เห็นจากคนใกล้ตัวที่หันมาเปิดครัวในบ้านช่วงโควิด-19 ระบาด ว่ากันตรงๆ ไม่ร่วงก็รุ่งไปเลย ที่ฮิตติดลมก็มีให้เห็นแล้ว

อย่าง “เต้าฮวยวันชาติ” น้ำขิงและเต้าฮวยสูตรเด็ดของคุณแม่ “เพ็ญศรี ศีลวัตกุล” ที่มาในจังหวะไวรัสระบาดทำให้ได้รับความนิยมมาก บวกกับรสชาติที่กินแล้วรู้เลยว่าคนทำเอาใจใส่ลงไปด้วย คนเริ่มพูดปากต่อปาก ทำให้ “เต้าฮวยวันชาติ” ขายดีระเบิดระเบ้อ ไลน์แมนมากันทีสั่ง 20-30 ชุด

จุดเด่นของเต้าฮวยวันชาติ คือ เนื้อเต้าฮวยนุ่มเนียนแต่ไม่เละ น้ำขิงเผ็ดร้อนแต่ละมุน กลายเป็นของโปรดเด็กวัยรุ่นไปอีก ลบภาพเมนูคนแก่ไปเลยค่ะ

คุณแม่เพ็ญศรีบอกว่า เต้าฮวยสูตรนี้ไปเรียนตั้งแต่ยังไม่แต่งงาน ทำกินเองบ้าง จนกระทั่งเกิดโควิดระบาดเลยทำแจกให้คนแถวบ้านชิมกัน เพราะน้ำขิงช่วยบำรุงร่างกายแก้หวัด พอชิมแล้วก็ชอบใจกัน เริ่มมีเสียงยุให้ทำขาย ลูกก็ยุ ก็เลยลองดู ฟื้นวิชาอยู่ 2-3 ครั้งก็เข้าที่ ขายไปขายมาติดลม หลายคนซื้อไปกินแล้วรีวิวว่าอร่อย เลยมีกำลังใจทำต่อ

“สูตรของเราเป็นแบบโบราณเลย สมัยนี้บางคนใส่เจลาตินเพื่อให้เซตตัว แต่เราไม่ใส่ วิธีทำแต่ละวันเราจะเริ่มตั้งแต่ตี 4 ลุกมาแช่ถั่ว พอ 7 โมงเช้าก็เริ่มทำไปจนถึง 9 โมง รวมแล้วประมาณ 5 ชั่วโมง ใจร้อนไม่ได้นะ พอเสร็จก็เททิ้งไว้ ตอนนี้ก็ห้ามใครไปชนหรือไปเขย่า มันจะไม่เซตตัวต้องทิ้งทั้งหมดเลย”

ฟังคุณแม่เพ็ญศรีไป เราก็ซดน้ำขิงไปได้เหงื่อดีแท้ๆ ส่วนเนื้อเต้าฮวยก็เนียนนุ่มกริ๊บจริงๆ นั่นเพราะวิธีทำพิถีพิถันระดับที่ชั่งตวงวัดหน่วยเป็นกรัมเพื่อความเป๊ะที่สุดนั่นเอง ที่สำคัญมาตรฐานเดียวกันทุกวัน กินเมื่อไหร่ก็อร่อยเหมือนเดิมทุกครั้ง

ส่วนใครจะซื้อไปทีละหลายๆ ถุงก็ทำได้ เพราะเต้าฮวยวันชาติแช่ตู้เย็นไว้ได้ 3-4 วัน อาจจะมีน้ำคายออกมาจากเนื้อนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร เวลาจะกินก็เอาเข้าไมโครเวฟซดกินฟินเหมือนเดิม

“คิดว่าเต้าฮวยกินร้อนดีที่สุด ยิ่งช่วงโควิดระบาดบางคนมาซื้อทุกวัน เขาบอกปกติไอบ้าง น้ำมูกบ้าง ตั้งแต่มากินไม่เป็นหวัดเลย จากคนไม่ชอบกิน บางคนบังคับให้ลูกกินด้วย (หัวเราะ)”

ด้วยรสชาติที่เผ็ดแต่ละมุนของน้ำขิงสูตรแม่เพ็ญศรีทำให้มีลูกค้าเป็นวัยรุ่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บล็อกเกอร์ที่มารีวิวล้วนแล้วแต่อายุยังไม่แตะเลข 3 และจุดเด่นที่ความเนียนนุ่มของเต้าฮวย ทำให้วัยรุ่นนิยมซื้อแบบแห้งแล้วเอานมเย็นเทราด ประยุกต์ให้ทันสมัยขึ้น อร่อยไปอีกแบบ

แม่เพ็ญศรีบอกว่า ทำเต้าฮวยวันละ 6 กิโลกรัม เริ่มขายตั้งแต่บ่าย 2 ไปจนของหมด ส่วนมาก 5 โมงเย็นก็หมดแล้ว ส่วนราคาใครที่มาซื้อที่ร้านราคา 20 บาท สั่งไลน์แมน 25 บาท

นอกจากเต้าฮวยแล้ว ที่ร้านยังมี ไข่กระทะ ขายเฉพาะวันอาทิตย์ด้วย ใครไปแถวนั้นลองชิมได้ เพราะไข่กระทะ ไม่มีจัดส่งค่ะ เป็นไข่กระทะเรียบง่ายแต่อร่อย ใช้วัตถุดิบดี ไข่ 2 ฟอง กุนเชียงอย่างดี หมูหมักสูตรแม่เพ็ญศรี หมูยอ ไส้กรอกหนังกรอบ โรยต้นหอมซอยนิดหน่อย

ใครอยากชิมเต้าฮวยวันชาติ มาซื้อกันได้ที่ ร้านวันชาติฮาร์ดแวร์ ตั้งอยู่แถวสะพานวันชาติ เป็นร้านขายอะไหล่อุปกรณ์ต่างๆ แม่เพ็ญศรียกถังเต้าฮวยมาตั้งหน้าร้านเลยค่ะ ติดกับ ร้านข้าวแกงครัวป้าแดงบางลำพู หยุดทุกวันจันทร์ เปิดอังคาร-อาทิตย์

ดูภาพกันเพลินๆ ก่อนที่ IG : taohuay_wanchart หรือเฟซบุ๊ก เต้าฮวยวันชาติ ดูแล้วอยากชิมก็โทรเลย 08-8599-5546 หรือสั่งผ่าน Line Man หาร้าน “เต้าฮวยวันชาติ”

03-3
หมูแผ่นเสี่ยวทู้จึ-1

อีกเจ้าที่ฮิตติดลม ปรุงกันที่เชียงใหม่ กับหมูแผ่นสไตล์มาเก๊าแปะแบรนด์ “เสี่ยว ทู้ จึ” ของ “คุณต่าย-พิชญ จะวะสิต” ที่ผันตัวจากวงการโฆษณาไปทำร้านอาหาร The Flower Playground ร้านอาหารสำหรับเด็กและครอบครัว ตั้งอยู่ที่ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

คุณต่าย เป็นที่รู้จักในนาม “ต่ายเมาดอกไม้” เพราะก่อนหน้าทำร้านอาหาร ได้เปิดร้านไวน์และต้นไม้นำเข้าที่นิมมานเหมินต์ ชื่อร้านเมาดอกไม้ แต่ตอนนี้ปล่อยเช่าแล้ว

ส่วนหมูแผ่นที่กำลังติดลมนี้ เป็นสูตรที่ภรรยาของคุณต่ายได้มาจากปักกิ่ง ซึ่งภรรยาคุณต่ายไปใช้ชีวิตที่นั่นถึง 2 ปี มีภารกิจช่วยเพื่อนเปิดร้านอาหารไทย ระหว่างนั้นก็ตระเวนชิมอาหารไปเรื่อยๆ พบว่าที่เมืองจีนจะมีหมูแผ่นขายทั่วไป ซื้อมากินกับเบียร์จะเพลินมาก พอกลับเมืองไทยก็ลองทำให้ลูกกิน แต่ดร็อปรสชาติให้อ่อนลง ใช้หมูบดปรุงรสชาติ รีดเป็นแผ่นแล้วเอาไปรมควันก่อนจะนำมาย่างให้สุกหอมทาทับด้วยน้ำผึ้งให้หอมหวานละมุน

จากอาหารในบ้านทำให้ลูกกิน พอช่วงโควิดที่ต้องปิดร้านอาหาร หมูแผ่นจึงกลายเป็นเมนูเด่นที่ทั้งสองคนสามีภรรยาปิ๊งไอเดียขึ้นมา ตอนนี้ยังมีแค่สูตรเดียว คือ รสชาติละมุนกินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ขนาด 200 กรัม ราคา 150 บาท ไม่รวมค่าจัดส่ง

“สูตรแรกนี้เริ่มจากเราเน้นให้เด็กกิน อย่างเวลาลูกไปโรงเรียนตอนเช้า เราก็อุ่นให้เขากินได้เลย อร่อย ง่าย และมีประโยชน์ หรือบางคนจะประยุกต์ทำเหมือนยำกุนเชียง กินกับข้าวต้ม ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่มาม่า ได้ทั้งหมดเลย”

เดิมขายแค่คนรู้จัก แต่ตอนนี้เปิดเพจแล้ว ชื่อ “เสี่ยวทู้จึ หมูแผ่นมาเก๊า ณ เชียงใหม่ น้ำพริกในตำนานจากโพ้นทะเล” ที่ต้องใช้ว่าหมูแผ่นมาเก๊า ก็เพราะว่าหมูแผ่นแบบนี้ป๊อปปูลาร์มากที่มาเก๊า แต่ความจริงจีนแผ่นดินใหญ่ก็มีเช่นกัน

ส่วนน้ำพริกในตำนาน คุณต่ายทำออกมา 2 สูตร คือ น้ำพริกเผา และน้ำพริกหม่าล่า ตัวนี้สามารถนำไปทำสารพัดอาหาร ไม่ว่าจะเป็นผัด ต้ม ย่าง เรียกอีกอย่างว่า น้ำพริกเพิ่มความฟิน

คุณต่ายแนะนำอาหารง่ายๆ คือ ต้มมาม่าแล้วตักใส่ซักครึ่งช้อน รับรองว่าให้ความรู้สึกแตกต่างแน่นอน จะมีกลิ่นหอมฮวาเจียว คล้ายมะแขว่นทางเหนือ แต่จะหอมกว่า หรือจะเอาน้ำพริกหม่าล่าทาตัวหมูแผ่นหลังจากอุ่นเสร็จแล้วก็ได้ หรือจะเอาไว้ผัดผักก็ได้ เช่น ผัดผักบุ้ง เบื่อน้ำมันหอย เบื่อเต้าเจี้ยว เอาน้ำพริกหม่าล่าช้อนเดียวก็แทบไม่ต้องปรุงอะไรแล้ว

“น้ำพริกหม่าล่าที่จีนจะใช้เหมือนน้ำมันจากไขมันของแพะหรือวัว แต่เรามาที่บ้านเราเปลี่ยนเป็นน้ำมันคาโนล่าแทน เพื่อนไม่ว่านับถือศาสนาอะไรก็สามารถกินได้”

คุณต่ายบอกว่า ที่เมืองจีนจะเรียกการที่เอาน้ำพริกหม่าล่าใส่ในก๋วยเตี๋ยว หรือของลวกต่างๆ ว่า หม่าล่าทั่ง เป็นอาหารข้างทางยอดนิยมที่เมืองจีน พอภรรยานำกลับมาทำที่บ้าน ปรากฏว่าทุกคนติดใจจนกลายมาเป็นเมนูหลักอีกอย่างที่ทำขาย

ราคาน้ำพริกหม่าล่า ขนาด 130 กรัม 100 บาท แถมน้ำพริกเผาซองเล็ก มีหน้าที่คล้ายพริกน้ำปลาบ้านเรา คือ เพิ่มรสชาติให้อาหาร จานไหนไม่เผ็ดไม่ฟินตักน้ำพริกเผาใส่ลงไปก็เจริญอาหารทันที

สนใจตามเข้าไปส่องกันได้ที่ เฟซบุ๊ก “เสี่ยวทู้จึ หมูแผ่นมาเก๊า ณ เชียงใหม่ น้ำพริกในตำนานจากโพ้นทะเล” หรือโทร 08-1716-6036

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
ซัลมอนย่างแบบโพลีนีเซียน

หลังจากมาตรการปลดล็อกระยะที่ 2 ของสถานการณ์โควิด-19 กลุ่มอาหารเครื่องดื่มเริ่มกลับมาจำหน่ายกันบ้างแล้ว ดังนั้นใครที่เบื่อการสั่งกลับมากินที่บ้าน เราควรออกมาเปลี่ยนบรรยากาศหาข้าวกินนอกบ้านกันแล้วค่ะ

มาประเดิมที่แรกที่ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

โรงแรมมิราเคิลก่อนหน้าที่จะกลับมาเปิดให้บริการ เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่จัดแจกอาหารและมอบเงินสดให้กับชาวบ้านชุมชนบริเวณใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ถึง 3 รอบแล้ว เห็นแล้วก็ดีใจแทนชาวบ้าน เพราะโรงแรมเองก็ได้รับผลกระทบไม่ใช่น้อยเหมือนกัน แต่ ดร.อัศวิน อิงคะกุล เจ้าของโรงแรมก็ยังมีน้ำใจแบ่งปันให้กับคนที่เดือดร้อนทุกข์ยาก เป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกันไป

ถ้าใครเคยมาที่นี่จะรู้ว่ามีห้องอาหารไฟน์ ไดนิ่งหลายห้อง ทั้งอาหารฝรั่ง ไทย จีน ญี่ปุ่น เรียกว่าแหล่งรวมเชฟยอดฝีมือทั้งนั้น

แต่ที่นี่ไม่ได้มีแค่ห้องอาหารไฟน์ ไดนิ่ง แต่ยังมีห้องอาหารที่เสิร์ฟทั้งวันเป็นอาหารนานาชาติ ชื่อ ห้องอาหารเปรมประชากร พื้นที่เป็นแบบเปิด อยู่ใกล้กับบริเวณล็อบบี้ด้านหน้าโรงแรม ที่ตอนนี้มีการจัดโต๊ะเก้าอี้ใหม่ทิ้งระยะห่างเพื่อความปลอดภัย พนักงานก็สวมถุงมือมิดชิด ใส่แมสก์กันทุกคน

ความน่าสนใจของห้องเปรมประชากร คือ ความหลากหลายของอาหาร ตั้งแต่อาหารสตรีท

ข้าวขาหมู ราดหน้า ก๋วยเตี๋ยวต่างๆ ข้าวมันไก่ ไปจนถึงอาหารคาวจานเด็ดอีกมากมาย ที่ได้ชิมแล้วน่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้ภัตตาคารชั้นเลิศเลยล่ะค่ะ ที่สำคัญ คือ ราคายังเอื้อมถึงด้วย

ลองสั่งออเดิร์ฟมาก่อน “กุ้งม้วนทอดกรอบ” ราคา 150 บาท คล้ายๆ ทอดมันกุ้งไปม้วนกับแผ่นเปาะเปี๊ยะ อารมณ์เหมือนกินกุ้งกระเบื้อง จิ้มกับน้ำจิ้มไก่กินเพลินดี

ต่อมา “สลัดมิราเคิล กับปูนิ่มกรอบ” ราคา 220 บาท จานนี้ต่อยอดมาจากเฮาส์สลัด เอาผักใบเขียวมาใส่ความฉ่ำของผลไม้อย่าง สาลี่ แพร แอปเปิล พร้อมซอสงาวาซาบิที่คิดค้นขึ้นมาเป็นพิเศษ เป็นซอสข้น สไตล์เอเชีย ใส่พริกชี้ฟ้า กระเทียม ขิง งาคั่ว วาซาบิ ผสมเข้าไปให้รสจัดจ้านขึ้น ส่วนปูนิ่มเอาไปทอดแบบเทมปุระ จะกรอบและหอมมาก

“เกาเหลาบก” ราคา 190 บาท มาในชาม

ไซซ์บิ๊ก อันประกอบไปด้วย หมูตุ๋นเนื้อนุ่ม ไส้หมูตุ๋น ลูกชิ้นหมู หมูสับ หมูต้ม ถั่วงอก แคบหมู เสิร์ฟมากับซอสต้มยำแห้ง ราดใส่ให้พอขลุกขลิก จานนี้แซ่บซี้ดค่ะ

“ซัลมอนย่างแบบโพลีนีเชียน” ราคา 460 บาท โพลีนีเชียน เป็นสไตล์ชาวเกาะ หมักด้วยเครื่องเทศเพิ่มรสชาติและให้กลิ่นหอม เน้นเครื่องปรุงที่ไม่ดัดแปลง ชูความสดของวัตถุดิบ กินแล้วสดชื่นจนอยากไปนั่งจิบน้ำผลไม้บนเกาะกันเลย

มิราเคิลสลัด กับ ปูนิ่มกรอบ
เกาเหลาบก
พอร์คช้อปย่าง ราดซอส “มองโกเลียน” เสิร์ฟพร้อมข้าวกระเทียม เห็ดหอม พริกสามสี ยอดคะน้าฮ่องกง

“พอร์คช้อปย่าง ราดซอสมองโกเลียน” ราคา 360 บาท จานนี้สไตล์กึ่งเอเชียกึ่งเวสเทิร์น หมูหมักให้นุ่ม ซอสพริกไทยดำสไตล์จีน เสิร์ฟพร้อมเห็ดหอม พริกสามสี ยอดคะน้าฮ่องกงที่นำไปย่างจนหอม

และ ข้าวกระเทียม ที่นำข้าวหอมมะลิมาทำแบบรีซอตโต้ ด้วยการใช้ข้าวหอมมะลิสุก ปล่อยให้เย็นแล้วเอาไปผัดกับกระเทียมให้หอม ใส่ผักชี ใส่เกลือ พริกไทยดำ วิปปิ้งครีมจืด และใส่ชีส จะหนืด รับประทานกับซอสและเข้ากับหมูมาก ได้ยินว่าเป็นเมนูใหม่เอี่ยมของห้องอาหารเลย

“ข้าวผัดฮาวายเอี้ยนในสับปะรด” ราคา 220 บาท เสิร์ฟมาในลูกสับปะรดเลยจ้า อัดแน่นไปด้วยข้าวที่ผัดด้วยผงกะหรี่อ่อนๆ พร้อมกับซีฟู้ดแน่นๆ ลูกเกด และถั่ว โรยหมูหยองเพิ่มรสชาติไทยๆ เข้าไป ไม่ธรรมดาค่ะ

แต่ถ้าใครอยากลองอาหารสตรีทอย่าง ข้าวขาหมู ราดหน้า ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ ก็แนะนำว่าควรได้ชิม เพราะเป็นสตรีทที่สะอาด วัตถุดิบดี และรสชาติอร่อยจัดจ้านมากๆ ทุกอย่างราคาเท่ากัน 160 บาท

ข้าวขาหมู,ราดหน้า,ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก

“ราดหน้าหมูหมัก” หมูนุ่มมาก เส้นได้กลิ่นหอมของกระทะไหม้ชัดเจน ทุกจานเหมือนกันหมด เพราะผัดใหม่ทุกครั้ง ผัดออกไว้ทีละ 5-6 จานเท่านั้น เพื่อความสดใหม่และกลิ่นยังคงอยู่

“ข้าวขาหมู” ตุ๋นสูตรโบราณ ขาหมูจะเลือกเฉพาะขาหน้า เอามาเผาขูดหนังขูดขน หมักซีอิ๊วดำ

ทอดไล่มันออก เพื่อให้เนื้อรัดตัวและนุ่ม เวลาตุ๋นก็จะเติมเครื่องเทศตลอดเวลาเพื่อความเข้มข้น ความหวานใช้อ้อยควั่น น้ำอ้อย น้ำตาลปี๊บ ไส้นุ่ม อร่อยมาก ส่วนไข่ก็ตุ๋นจนเป็นสีดำเข้ากับสีของน้ำ กินรวดเดียวหมดจาน อิ่มและอร่อยมาก

แนะนำว่าใครเบื่อข้าวกลางวันแถวออฟฟิศขับรถมามิราเคิล จ่าย 160 บาท อร่อยแตกต่างจากชีวิตประจำวันทั่วไปแน่นอน ที่สำคัญถ้าใครสั่งอาหารสตรีท จะมีน้ำผลไม้ และขนมไทยแถมให้ฟรีๆ ด้วย โรงแรมจะผลัดเปลี่ยนเมนูขนมวนกันไป ขอบอกว่าขนมถ้วยเด็ดมาก เพราะใส่น้ำมะพร้าว และเนื้อมะพร้าวอ่อนลงไปด้วย

“ข้าวมันไก่” ทีเด็ดอยู่ที่น้ำจิ้ม แต่ไก่ก็ไม่เป็นรอง เนื้อตึงนุ่มและฉ่ำ เพราะกรรมวิธีการต้ม

สูตรลับ ต้องมาลองกันเองค่ะ

ส่วนเมนูก๋วยเตี๋ยวจะหมุนเวียน มีพวก เย็นตาโฟ ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย หมูน้ำตก หมูตุ๋น ไก่มะระ เป็นต้น วัตถุดิบคือของดีทั้งหมด

ทั้งหมดนี้ควบคุมคุณภาพโดย เชฟจิรนัน สังข์เงิน Executive chef โรงแรมมิราเคิล ที่พก

ประสบการณ์เชฟโรงแรมกว่า 18 ปี มาดูแลทั้งหมด

 

เชฟจิรนัน บอกว่า ห้องอาหารเปรมประชากร เป็นห้องอาหารนานาชาติ ชื่ออิงกับพื้นที่ท้องถิ่น เป็นออลเดย์ไดนิ่ง ตอนเช้ามีเบรกฟาสต์ มีอาหารกลางวัน และทานอาหารเย็นได้ด้วย เราเปิดรับทั้งแขกภายในและแขกข้างนอกที่วอล์กอินเข้ามา อาหารส่วนใหญ่เราทำขึ้นเอง มีสูตรพิเศษของเราเอง ผักผลไม้บางส่วนใช้จากสวนของผู้บริหารที่หุบกะพง ดังนั้นปลอดสารพิษแน่นอน

เชฟจิรนัน บอกว่า จากประสบการณ์ที่อยู่ในแวดวงอาหารมานานพบว่าเทรนด์เปลี่ยนแปลงตลอด อย่างช่วงนี้เน้นที่การพรีเซนเตชั่นและรสชาติ เพราะทุกคนใช้โซเชียล บอกเรื่องราวด้วยรูปภาพและคลิปวิดีโอ ดังนั้นอาหารของเราต้องมีเอกลักษณ์ มีกิมมิกของตัวเอง หน้าตาก็ต้องทันสมัย เราจึงพยายามทำอาหารที่หน้าตาดี รสชาติยอดเยี่ยม แต่ราคาจับต้องได้

ตอนนี้ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศแล้ว ขอเชิญมาลองที่ห้องเปรมประชากร รร.มิราเคิล ค่ะ อาหารอร่อย บรรยากาศดี รับรองว่าจิตใจที่เหี่ยวแห้งอยู่จะกลับมาสดชื่นแน่นอน

เชฟจิรนัน สังข์เงิน
ข้าวมันไก่พร้อมน้ำจิ้มรสเด็ดและน้ำซุปฟัก
กุ้งม้วนทอดกรอบ
ข้าวผัดฮาวาเอี้ยนในสับปะรด
ขนมถ้วยมะพร้าวอ่อน
ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
ร้านหอมปลาร้า ทาวน์อินทาวน์

ช่วงแรกที่หลายบริษัทมีนโยบายให้เวิร์กฟรอมโฮมก็เหมือนจะดีนะคะ ได้ทำงานอยู่บ้านอยากจะนั่งจะเอนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เอาเข้าจริงไม่ได้เป็นอย่างที่คิด หลายคนบ่นว่าทำงานหนักกว่าเดิม จ้องหน้าจอเยอะกว่าเดิม บางคนถึงขั้นเหี่ยวเฉากันไปเลย

อย่ากระนั้นเลย มาหาของแซ่บเยียวยาจิตใจกันดีกว่าค่ะ ฉบับนี้จะมาแนะนำร้านแซ่บๆ บางร้านเป็นร้านอาหาร บางร้านก็เป็นแผงในตลาดนัด แต่รับประกันว่าคัดของเด็ดมาแน่นอน

เริ่มต้นที่ “หอมปลาร้า” ทาวน์อินทาวน์ เจ้าของร้านคือ คุณ น้อยหน่า ที่ภูมิใจนำเสนอเมนูที่อุดมไปด้วยปลาร้าอันหอมหวนชวนหิว

คุณน้อยหน่านั้นเป็นชาวอุดรฯแท้ๆ อาหารที่กินจะใส่ปลาร้าแทบทุกเมนู แม้แต่ไข่เจียวก็ไม่เว้นค่ะ ดังนั้น เมื่อถึงมื้ออาหารเมื่อไหร่ ทั่วบ้านก็จะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมปลาร้าที่เจ้าตัวคิดค้นสูตรขึ้นมาเอง เพื่อนฝูงได้ชิมก็ติดใจ จึงตัดสินใจเปิดธุรกิจเล็กๆ ที่ทาวน์อินทาวน์ เน้นอาหารอีสาน และตั้งชื่อร้านอย่างภาคภูมิใจว่า “หอมปลาร้า”

วันนี้จะมาแนะนำ 6 เมนูเด็ดกันก่อน เริ่มจากเมนูที่จี๊ดที่สุด คือ “ตำป่าใส่ซีฟู้ด” 120 บาท จานนี้เป็นส้มตำรสแซ่บ น้ำปลาร้านัวๆ แล้วใส่เครื่องต่างๆ แบบเต็มที่ และเพิ่มซีฟู้ดเข้าไปให้เป็นที่น่าสนใจ

“ตำข้าวโพดไข่เค็ม” 70 บาท ใช้ไข่เค็มเต็มฟอง และนำเนื้อไข่แดงคลุกเคล้าให้เข้ากลับข้าวโพด ปรุงรสชาติสามรสเมื่อบวกกับความมันของไข่แดงจะเข้มข้นมาก

“ยำปูม้า” 120 บาท เน้นทำปูให้สะอาด แกะปูม้า ล้างโซดาและแช่ในน้ำปลาปรุงรส แล้วนำไปแช่ช่องฟรีซไว้เพื่อความสด ส่วนน้ำยำเน้นรสแซ่บใส่มะม่วงซอย กะหล่ำซอยแบบจัดเต็ม

“ยำขนมจีนปลาทู” 80 บาท เมนูยอดฮิต จุดเด่นคือน้ำปรุงปลาร้านัวๆ ไม่มีเพี้ยน เหมือนกันทุกกล่อง แยกเครื่องต่างๆ เป็นถุงเล็กๆ ให้ทุกคนสามารถนำไปปรุงทานเองได้

“แกงหน่อไม้ใบย่านาง” 70 บาท ใช้หน่อไม้สด และอีกตามเคย เครื่องจัดเต็มค่ะ ปรุงด้วยน้ำใบย่านางและน้ำปลาร้าสูตรเฉพาะ

“ไก่นึ่งสมุนไพร” 80 บาท ใช้น่องส่วนที่ติดกับสะโพก หมักกับสมุนไพรต่างๆ ที่ปั่นหยาบๆ และเก็บไว้ 1 คืน ทำให้ไก่มีความนุ่ม และน้ำจิ้มซีฟู้ดก็สูตรเฉพาะสุดแซ่บ

ใครอยากโดนความแซ่บแบบที่ว่ามาจัดเลยค่ะ โทร 09-4561-6900 หรือค้นหาไอดี @hormplara ร้านเปิดตั้งแต่ 11.00-20.00 น. สั่งได้ทางไลน์แมนค่ะ

ยำขนมจีนปลาทู
ร้านเก้าอี้ขาว กับเมนูเด็ด ยำขนมจีน
ร้านลาบอุบล กับเมนูอีสานแท้

ร้านต่อมาอยู่แถวประชานิเวศน์ 1 กับเมนูยำขนมจีนในตำนาน “ร้านเก้าอี้ขาว” ค่ะ ร้านนี้เปิดมา 3-4 รุ่นแล้ว เรียกว่าสืบทอดตระกูลจากรุ่นสู่รุ่นเลย

เจ้าของร้านนี้เป็นชาวร้อยเอ็ด ชื่อคุณ ธงธรรม ตาทอง เน้นว่า จุดเด่นของเก้าอี้ขาว คือ รสชาติรสจัด และถ้าไม่นับส้มตำ กับ ยำขนมจีน อาหารต้องร้อนเสมอ กลายเป็นภาพจำของลูกค้าทุกราย

จานที่ทุกคนต้องได้ลอง คือ “ยำขนมจีน” 60 บาท ความอร่อยอยู่ที่ปลาร้าสูตรปรุงเองแซ่บๆ ปลาดุกกรอบๆ เน้นทำวันต่อวัน อีกอย่างที่โดดเด่นตีคู่กันมา คือ “คอหมูทอด” 70 บาท อร่อยคนละแบบกับการนำไปย่าง กินแล้วฟินเว่อร์ค่ะ นอกจากนี้ ก็ยังมีส้มตำตั้งแต่ราคา 35-70 บาท และอาหารตามสั่งทำได้แทบทุกอย่าง ไปร้านเดียวครบจบอิ่มอร่อยในราคาสบายกระเป๋า

ตอนนี้ที่ร้านเข้าฟู้ดดิลิเวอรีทุกที่ ยกเว้นฟู้ดแพนด้า เปิดตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่มครึ่ง ใครเกิดเปรี้ยวปากอยากของแซ่บ อยากให้ลองกินยำขนมจีนร้านนี้กันซักครั้ง ถ้าเผื่อไวรัสโควิด-19 จบเมื่อไหร่มาลองนั่งที่ร้านเลยรับรองติดใจแน่ๆ ค่ะ

ร้านส้มตำพี่นก อร่อยทุกจาน

จากร้านเก้าอี้ขาวเดินข้ามถนนมาที่ตลาดประชานิเวศน์ 1 “ร้านลาบอุบล” ประจำการที่ตลาดแห่งนี้ 3-4 ปีแล้ว ปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณแถวกลางของตลาดเลยค่ะ เจ้าของชื่อคุณ ส้ม เมนูก็มีอาหารอีสานทุกประเภท จำพวกลาบ ก้อย น้ำตก ต้มแซ่บ ต้มขม

เมนูเด็ด “อ่อมน้องวัว” ที่หากินยากมากในกรุงเทพฯ แต่ที่ร้านสั่งตรงมาจากสระบุรี “เนื้อย่าง” ใช้เนื้อเสือร้องไห้ติดมัน ย่างออกมาหอมฉุย ส่วนของมันก็จะกรุบๆ

อีกจุดเด่น คือ ความขม ที่ร้านนี้ใช้ดีแท้ ขณะที่บางร้านใช้ดีขวด แต่ร้านลาบอุบลเน้นดีแท้ ต้มเอง เน้นของดี เนื้อทำลาบก็ใช้เนื้อสันอย่างดี ในราคาที่ไม่แพงเลย ถ้าเป็นเมนูเนื้อก็ 70 บาทขึ้นไป หมูก็ 60 บาทขึ้นไป

ใครมาแถวนี้เชิญแวะนะคะ จะโทรสั่งล่วงหน้าร้านลาบอุบลได้ที่เบอร์ 08-0418-3010 แล้วมารับเอง หรือจะสั่งออนไลน์ก็มีฟู้ดแพนด้ากับไลน์แมน

ส่วนส้มตำตลาดนี้ก็มีอร่อยหลายร้าน ที่อยากแนะนำกินแล้วไม่ผิดหวัง คือ ร้านส้มตำพี่นก-ณัฐรวี แสงพิรุณ ร้านตั้งอยู่ด้านหลังร้านลาบอุบลนี่เอง ถ้าจะสั่งออนไลน์ก็สามารถสั่งพ่วงกับร้านลาบอุบลได้เลย เพราะสองร้านเขาแทคทีมกัน

หรือจะโทรสั่งไว้แล้วมารับได้ที่เบอร์ 08-6541-1805

สมัยก่อนพี่นกคือมือตำในร้านอาหารใหญ่แถวห้วยขวาง ขายกันครกละเป็นร้อย แต่ทุกวันนี้มาทำเองสบายใจกว่า ทีเด็ดที่ใครกินแล้วไม่มีไม่ติดใจ คือ ตำไทย ตำโคราช ตำข้าวโพด ตำผลไม้รวม ยำมะม่วงปลากรอบ แกงเห็ด จุดเด่น คือ ใส่เครื่องเยอะ ไม่หวงเครื่อง ถ้าเป็นตำโคราชก็เป็นเปรี้ยวหวานเหมือนตำไทยใส่ปลาร้า แต่ก็ไม่ใช่ว่าตำปลาร้าไม่อร่อยนะคะ ตำปลาร้าก็สุดแซ่บหนึ่งในตองอูเหมือนกัน ที่สำคัญปลาร้าคือซื้อมาต้มเองปรุงเอง รสชาติเฉพาะตัวเลย

ล่าสุดตอนนี้มีการขยายตลาดนัดเพิ่มขึ้นอีก 1 จุด คือ บริเวณหน้าตึก Gold Market ร้านส้มตำพี่นกก็ขยับไปกับเขาด้วย โดยตัวพี่นกเองจะไปประจำครกที่จุดใหม่ค่ะ

ทั้งสองร้าน “ลาบอุบล” กับ “ส้มตำพี่นก” เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 15.00-21.00 น. ใครผ่านมาประชานิเวศน์ 1 ก็ลองแวะมาค่ะ

แถมให้อีก 2 ร้านสุดท้าย ที่ตลาดประชานิเวศน์ 1 คือ “ปลาดุกฟูลุงพจน์” ชุดละ 50 บาท สูตรนี้สูตรเดียวกับ “ยำปลาดุกฟูแม่สมหมาย” แถวศรีย่านเป๊ะเลยค่ะ เพราะเป็นป้าหลานกัน เนื้อปลาดุกฟูให้ชนะเลิศสดใหม่กรอบไร้แป้ง ไม่มีกลิ่นหืน น้ำยำรสชาติถึงใจค่ะ

อีกร้าน “เป็นหนึ่งหมึกย่าง & ลูกชิ้นปลาอินทรี” เจ้าของร้านชื่อคุณหนึ่ง ร้านนี้มีดีที่น้ำจิ้มทำเอง แซ่บมากคุณภาพดี มี 2 แบบ คือ น้ำจิ้มมะขามเปรี้ยวหวาน และน้ำจิ้มซีฟู้ดเผ็ดแซ่บ เน้นใช้ลูกชิ้นปลาอย่างดีนำมาย่างบนเตาถ่านไร้ควัน และปลาหมึกย่างหนึบๆ เหนียวๆ ลูกชิ้นไม้ละ 25 บาท ปลาหมึก 35 บาท 3 ไม้ 100 บาท ค่ะ

ยังไงหยุดยาวสัปดาห์นี้ ขอให้มีแต่ความแซ่บกันทั่วทุกคนนะคะ

ที่มาคอลัมน์เคี้ยวตุ้ย ตะลุยกิน อาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน อาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2563, หน้า 20.
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
ยำปลาดุกฟูลุงพจน์
เป็นหนึ่งหมึกย่าง ลูกชิ้นปลาอินทรี

โรคระบาดไวรัสโควิด-19 ที่โจมตีโลกหนนี้ หนักหนาสาหัสจริงๆ ธุรกิจน้อยใหญ่ต้องดิ้นปรับตัวกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหารการกินถือว่าต้องปรับตัวครั้งมโหฬาร อะไรที่ไม่เคยทำก็ต้องทำไม่อย่างนั้นก็หมดสิทธิไปต่อ ทุกร้านหันมาทำดิลิเวอรี ขายผ่านช่องทางออนไลน์ จับมือกับกลุ่มธุรกิจฟู้ดดิลิเวอรีกันเกือบหมด และแม้จะมีเสียงโอดครวญเรื่องเปอร์เซ็นต์การหักส่วนต่าง แต่ก็ยังเห็นต้องกัดฟันสู้ทุกคน

ในฐานะมิตรคนหนึ่งของ “มติชน อคาเดมี” หรือ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน ก็ได้ยินว่าศูนย์อาชีพที่ตั้งมายาวนานแห่งนี้ หลีกหนีไม่พ้นคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ครั้นถ้าจะนิ่งเฉยรอเวลาให้ไวรัสสงบก็คงจะท่าไม่ดี มติชน อคาเดมี ที่จากเดิมเคยเปิดสอนหลักสูตรอาหารกันแบบเห็นหน้าเห็นตาพูดคุยกันตัวเป็นๆ ก็ต้องปรับตัวใหม่ด้วยการเปิดคอร์สสอนอาหารแบบออนไลน์ขึ้น ชิมลางเบื้องต้นด้วยการสอนทางเพจเฟซบุ๊กแบบกลุ่มปิดก่อน

คลาสแรก “แหนม-หม่ำ” เงินล้าน สูตรขอนแก่น เมืองเสียงแคนดอกคูน เปิดไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา เสียงตอบรับถือว่าใช้ได้ ครูผู้สอน คือ “อ.ยุวนิจ สำราญบำรุง” ยอดฝีมือประจำมติชน อคาเดมีอยู่แล้ว สอนแบบละเอียดทั้งแหนมหมู แหนมเนื้อ แหนมเห็ด และหม่ำรสเด็ด เป็นสูตรธรรมชาติไม่มีสารเคมีเจือปนในราคาเพียง 799 บาทเท่านั้น หลังจากคอร์สถ่ายทอดไปได้ไม่กี่วัน ก็เริ่มได้ยินแว่วๆ เรียกร้องให้เปิดซ้ำอีก งานนี้ “มติชน อคาเดมี” เขาฝากบอกมาว่า ถ้ามีคนอยากเรียนเพิ่มสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้เลย เพื่อติดต่อชำระเงิน แล้วจะมีการดึงเข้ากลุ่มที่สามารถดูได้ตลอดเวลา

ข้อดีของการเรียนแบบเฟซบุ๊กกลุ่มปิด คือ อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ หากสงสัยก็ถามกันได้สดๆ ทางคอมเมนต์ ส่วนรสชาติทำออกมาแล้วก็มีเสียงชมว่าอร่อยจริง แถมยังบอกว่าจะทำเก็บไว้รับประทานในยามไวรัสระบาด จะได้ไม่ต้องออกไปนอกบ้านซื้อของกินบ่อยๆ เข้าท่าค่ะ

และที่กำลังจะเปิดอีกคลาสตามมาติดๆ คือ “ขนมปังไส้ทะลัก” สูตรแป้งนุ่ม ไส้เข้มข้น ละลายในปาก คลาสนี้ “อ.ต่อ-กฤษณะ ยุคะลัง” เชฟมือโปรด้านเบเกอรี่ประจำมติชน อคาเดมี เป็นผู้สอน จะเปิดการเรียนการสอนที่เพจเฟซบุ๊ก มติชน อคาเดมี แบบไลฟ์กลุ่มปิดเช่นเดิม กำหนดเวลาเรียน 14.00 น. วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน ที่จะถึงนี้

อยากบอกว่าคลาสนี้มีหลายเหตุผลที่คนรักขนมปังไม่ควรพลาดจริงๆ อันดับแรก ราคาดีมากบอกเลย เพียง 599 บาทเท่านั้น สิ่งที่จะได้รับนั้นคุ้มเกินคุ้ม อ.ต่อ จะอธิบายอย่างละเอียดยิบตั้งแต่การใช้อุปกรณ์ การเลือกวัตถุดิบ เทคนิคยิบย่อยในการอบขนมปัง และสูตรไส้ทะลักอีกถึง 5 ไส้ เรียกว่าเรียนเสร็จแล้วสามารถออกไปประกอบอาชีพได้แบบไม่ต้องอายใคร เพราะความรู้จะแน่นปึ้กมาก ส่วนภาคปฏิบัติก็หายห่วง เพราะ อ.ต่อ เน้นอธิบายทุกขั้นตอนอย่างละเอียด เท่าที่ได้ไปสังเกตการณ์ แทบจะไม่มีตรงไหนให้สงสัยหรือสะดุดเลยล่ะค่ะ

อ.ต่อ อธิบายตั้งแต่อุปกรณ์ที่ต้องใช้ เริ่มจากเครื่องชั่งดิจิทัล วิธีการใช้งาน และวิธีการเลือกซื้อให้เหมาะกับงานที่ใช้ ช้อนตวงมีกี่แบบ ตวงอย่างไรถึงจะตรง ซึ่งน่าแปลกใจว่าหลายคนใช้ตวงแบบผิดวิธีมาตลอด ผิดแบบไหนถ้าใครสมัครเรียนได้รู้แน่นอน ไปจนถึงแก้วตวง เครื่องผสมแป้ง หัวตีประเภทต่างๆ ว่าแต่ละหัวเหมาะกับการทำอะไร การใช้เตาอบทุกขั้นตอน

พอทำความเข้าใจอุปกรณ์จนครบแล้ว การสอนทำขนมก็เริ่มต้นขึ้น อธิบายการเลือกวัตถุดิบอย่างละเอียด ตั้งแต่แป้งสาลี ยีสต์ แม้กระทั่งไข่ยังมีรายละเอียดที่พอได้ฟังแล้วก็ต้องร้องอ๋อ มันอย่างนี้นี่เอง

วิธีการนวดแป้งก็สำคัญ จะมีจุดสังเกตว่าใช้ได้แล้วหรือยัง การพักแป้งสำคัญอย่างไร การตัดแบ่งแป้ง การวางแป้งในถาดว่าชิ้นไหนควรวางก่อนหรือวางหลัง อ.ต่อ เขาเก็บรายละเอียดทุกเม็ดจริงๆ

อ.ต่อ-กฤษณะ ยุคะลัง

ไหนจะสูตรไส้ทะลักถึง 5 ไส้ ได้แก่ ชาไทย สังขยาใบเตย ช็อกโกแลต คัสตาร์ด นมชมพู ที่เป็นสูตรรสชาติเข้มข้น นุ่มลิ้นละลายในปากได้ชิมต้องติดใจ

ยืนยันว่าคลาสนี้เหมาะกับทั้งคนที่ไม่เคยทำขนมมาก่อนเลย และผู้ที่มีประสบการณ์แล้วแต่ต้องการสูตรขนมอร่อยๆ ไปเพิ่มไว้ในลิสต์ของตัวเอง หรือใครที่ Work from home แล้วรู้สึกเฉาเนือยหมดพลังก็มาเติมพลังกับคลาสเรียนนี้ได้เช่นกัน

สำหรับคนที่สนใจเรียน “ขนมปังไส้ทะลัก” ติดต่อได้เลยที่ มติชนอคาเดมี โทร 0-2954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124 มือถือ 08-2993-9097, 08-2993-9105 Inbox Facebook : Matichon Academy – มติชนอคาเดมี line : @matichonacademy คลิก https://lin.ee/1QfJ7wT

หรือใครอยากจะสั่งไปเลี้ยงตามที่ต่างๆ มติชน อคาเดมีก็รับทำได้เช่นกัน ถ้าอยากรู้ว่าไส้ทะลักสูตรนี้จะเด็ดแค่ไหน มีทางเดียว…ต้องลองค่ะ

ที่มา : มติชน

ทั้งที่ต้นปีมานี้มีแต่เรื่องเหนื่อยใจ เศรษฐกิจว่าแย่แล้ว ยังจะโดนเจ้าไวรัสโควิด-19 ซ้ำเติมเข้าไปอีก บรรดาร้านอาหาร ธุรกิจบริการเลยพลอยหงอยเหงากันไปใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้น ย่านประชานิเวศน์ 1 กลับเนื้อหอมสุดสุด กลายเป็นทำเลที่ร้านอาหารหน้าใหม่หมายปองมาลงทุนกันอยู่เรื่อยๆ

ล่าสุด “ยำมาห้า” ร้านยำสุดแซ่บจากการรวมตัวของ 5 หุ้นส่วน เพิ่งมาเปิดสดๆ ร้อนๆ ถือฤกษ์ดี 14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ ปี 2563 นี้ เปิดร้านภูมิใจนำเสนอความแซ่บให้คนย่านนี้ได้มาลองกัน

ซิกเนเจอร์ที่ต้องร้องโอ้โห คือ “ยำมาห้า” ชื่อเดียวกับร้าน สนนราคา 599 บาท จานใหญ่มาก ไปนั่งกิน 3 คนยังเกือบไม่หมด ใส่เครื่อง 5 อย่างมาแบบพูนจาน ทั้งแซลมอน กุ้ง ปู ไข่แดง และ หมูยอ แนะนำว่าควรกินแบบใส่ปลาร้า เพราะเป็นสูตรทีเด็ดของที่ร้าน ปลาร้าเป็นปลาร้าต้มสุกกลิ่นหอม รสกลมกล่อมไม่เค็มโดด ยิ่งกินยิ่งนัว ถ้านั่งกับเมาธ์มอยกับเพื่อนจะแซบนัวคูณสอง ที่ดีงาม คือ เป็นยำที่รสชาติไม่ได้หวานนำเหมือนร้านอื่นๆ ที่เคยลอง แต่รสชาติจะนำด้วยเปรี้ยว ตามด้วยเค็มและหวาน จี๊ดจ๊าดขนาดนี้เอาไปเลย 10 กะโหลก

“ยำหมูยอกุ้งสด” 250 บาท จานนี้รสชาติเดียวกันกับยำมาห้า แต่ลดสเกลลงมาเหลือแค่ 2 สหาย คือ กุ้งไซซ์จัมโบ้และหมูยออุบลฯ ส่วนความแซ่บนัวจัดเต็มไม่ต่างกัน

“ยำไข่ปู” 300 บาท จานนี้รสชาติสว่างไสวกว่า 2 จานแรก เปรี้ยวจี๊ดจ๊าดหอมกลิ่นมะนาวชัดเจนกว่า กินแล้วสดชื่นเปรี้ยวฉ่ำมะนาวแท้ๆ เผ็ดซี้ดกับพริกขี้หนูสวนปั่นสดใหม่ทุกวัน เสียงจากแม่ค้าบอกว่าแม้หน้ามะนาวแพงที่ร้านไม่ยอมใช้มะนาวปลอมเด็ดขาด จานนี้รสชาติโดดเด่นด้วยไข่ปูมันๆ กับน้ำยำแซ่บๆ คลุกเคล้ามากับสารพัดสมุนไพร โรยผักชีฝรั่งหอมๆ ได้กินคำนึงแล้วหยุดไม่อยู่ค่ะ

“หมี่หน้าปู” 280 บาท เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้ม 3 อย่าง หอมเจียว พริกเผา และซีฟู้ด เป็นอาหารพื้นบ้านของคนเมืองจันท์ เป็นหมี่ปรุงรสวางด้วยเนื้อก้ามปูรสชาติหวานๆ เค็มๆ กินกับน้ำจิ้มอะไรก็อร่อยทุกแบบ ตักยำมากินคู่ก็จะฟินมาก

“ยำผักกูดเนื้อปู” 280 บาท เป็นยำสไตล์เมืองจันท์ ไม่ใส่ปลาร้า ราดน้ำยำที่มีส่วนผสมพริกเผาและวางด้วยเนื้อปูส่วนก้ามมาแบบแน่นๆ จุใจ รสชาติออกเปรี้ยวหวาน จุดเด่น คือ ผักกูดลวกนั้นอ่อนและกรอบทุกคำ เหมาะกับคนรักสุขภาพค่ะ

“ปูไข่ดอง” 350 บาท สำหรับคนรักปูไข่ดองถ้าได้ลองชิมจะสัมผัสถึงคุณภาพทันที เนื้อปูสดหวาน ไข่เยิ้มรสมัน บางตัวไข่สีแดงสดเพราะปูมาจากแหล่งน้ำดี ทั้งหมดนี้ราดด้วยน้ำยำสูตรเด็ดก็ฟินสิคะ

“หมึกคุ้งวิมาน” 250 บาท จานนี้เป็นหมึกแดดเดียว ที่พอขึ้นมาจากทะเลปุ๊บก็ตากเลย ทำให้เนื้อหมึกยังเก็บความสดมีรสชาติหวาน หวานยังไงแนะนำว่าต้องลอง

นอกจากสารพัดยำแล้ว ที่ร้านยังมีเมนูข้าวให้เลือกด้วย ที่อยากให้ลอง คือ “ข้าวปูกุ้ง” 120 บาท เป็นอาหารพื้นเมืองของคนเมืองจันท์อีกเช่นกัน ที่เมืองจันท์จะเป็นข้าวพริกเกลือ แต่ที่ร้านจะแยกข้าวกับเนื้อปูและกุ้ง แล้วเสิร์ฟพริกเกลือแยกมาคลุกต่างหากเผื่อคนที่ยังไม่คุ้น

นอกจากนี้ ก็ยังมี ข้าวหน้าไก่ทอด ข้าวหน้าคอหมูย่าง ราคาจานละ 89 บาท และ ที่น่าจะฮิตอีกตัวหนึ่ง คือ ขนมจีนน้ำยาปู 150 บาท รสชาติจัดจ้านเนื้อปูเน้นๆ

 

ยำหมูยอและยำหมูยอกุ้งสด
ยำไข่ปู
ยำผักกูด

“กัส-ฤติมา จุลโลบล” หนึ่งใน 5 หุ้นส่วน เล่าว่า เริ่มแรกมีแนวคิดว่าจะเปิดร้านอาหารเล็กๆ ที่เมืองจันท์ เพราะเพื่อนที่ร่วมหุ้นกันเป็นคนจันทบุรี แต่คิดอีกทีคนจันทบุรีมีแบบนี้เยอะแล้ว เลยเปลี่ยนใจมาเปิดที่กรุงเทพเน้นใช้วัตถุดิบคุณภาพดีจากเมืองจันท์ ส่วนชื่อร้านยำมาห้า เสียงไปคล้ายกับค่ายรถมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อหนึ่งแต่ที่จริงไม่ได้เกี่ยวอะไร ตั้งชื่อนี้เพราะมีหุ้นส่วนทั้งหมด 5 คน เลยใช้ชื่อยำมาห้า และใช้เป็นชื่อเมนูซิกเนเจอร์ด้วย

“จุดเด่นของที่ร้านคือ วัตถุดิบสดจริงๆ และรสชาติยำไม่เหมือนใคร เท่าที่ชิมร้านอื่นมันหวานมาก นี่คืองงมากกับคำว่ายำแล้วหวาน สำหรับเรายำคือเปรี้ยว คือ เปรี้ยว เค็ม แล้วหวานหน่อยนึง แล้วเรามีให้เลือกว่าจะปรุงสุกไม่สุก ปลาร้าไม่ปลาร้า เผ็ดมาก กลาง น้อย แต่ทุกวันนี้กลายเป็นว่าคนติดปลาร้า ทุกร้านต้องมี อย่างยำผักกูดไม่ใส่ปลาร้าแต่ลูกค้าบางคนขอให้ใส่ด้วย กลายเป็นอย่างนั้นไป”

กัส บอกว่า วัตถุดิบอาหารทะเลเป็นของเมืองจันท์ไปคัดเองถึงแหล่ง บางอย่างจากชาวบ้านเป็นการกระจายรายได้ พวกปูเนื้อ หมึกคุ้งวิมาน ปูไข่ดอง ผักกูด เลือกจนได้ที่พอใจ ส่วนหมูยอจากเจ้าเด็ดจังหวัดอุบลราชธานี รสชาติไม่ใช่แป้งแน่นอน

หุ้นส่วนทั้ง5คน

ส่วนเรื่องรสชาติ เคล็ดลับ คือ แม่ครัวแท้ๆ เป็นพี่สาวของแฟน เป็นรสที่กินกันในบ้านจริงๆ หลักๆ จะทำน้ำปรุงจากมะขามเปียกและน้ำตาลเคี่ยว ส่วนการปรุงเปรี้ยวเค็มนั้นจากความเชี่ยวชาญของแม่ครัวล้วนๆ แต่น่าอัศจรรย์ว่ารสชาติเที่ยงตรงทุกจาน

“มือแม่ครัวนี่เป๊ะมาก คนอื่นมาชั่งตรงยังไงก็ไม่เหมือน แต่แม่ครัวเราลิ้นเขาตรงทุกจาน คือ แม่ครัวนี่ห้ามตายนะ ขาดลาไม่ว่า แต่ตายไม่ได้เลย (หัวเราะ) เพราะหาคนทำรสชาตินี้ไม่ได้แล้ว”

เอาเป็นว่าวันไหนใครอยากแซ่บ ดิ่งมาที่นี่เลย ร้านยำมาห้า จะไม่มีคำว่าผิดหวัง ร้านตั้งอยู่ตรงข้ามตลาดประชานิเวศน์ 1 เปิดให้บริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 11.00-21.00 น. ใครไม่สะดวกมาสามารถสั่งไลน์แมนได้ หรือ จะโทร 06-2787-9777 สั่งไว้แล้วให้วินมอเตอร์ไซค์วิ่งมารับก็ตามสะดวก หรือจะเข้าไปส่องเพจเฟซบุ๊ก “ยำมาห้า” ดูเมนูเพลินๆ ยั่วน้ำลายกันก่อนก็ได้ค่ะ

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
หมี่หน้าปู
กัส-ฤติมา จุลโลบล
หมึกคุ้งวิมาน(แดดเดียว)
ขนมจีนน้ำยาปู
ข้าวปูกุ้ง
ซุปต้มยำโฮมเมด

อะไรใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมาแล้วมีคนพูดปากต่อปากอย่างต่อเนื่องนี้แสดงว่าของนั้นต้องน่าสนใจไม่น้อย

ฉบับนี้เรามาว่ากันด้วยเรื่องของร้าน “Bar Mee Noodles by Chef Willment” ที่คนรักเส้นพูดถึงกันมากจนต้องไปลองกันซักที เอาเป็นว่าจะขอเรียกง่ายๆ ว่าร้านบะหมี่แล้วกันนะคะ

ร้านบะหมี่เป็นไอเดียของเชฟฝีปากคม “วิลแมนต์ ลีออง” ชาวสิงคโปร์ จากรายการ “Top Chef Thailand” และ เชฟเอก ชาตตระกูล เชฟอาหารจีนชื่อดัง ร่วมหุ้นกับบริษัท ดีดี ฟู้ดส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในเครือ SVL Group นั่นเองค่ะ

พิกัดร้านตั้งอยู่ที่ ชั้น 1 อาคาร SVL House ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS สุรศักดิ์ประมาณ 300 เมตร เยื้อง สน.ยานนาวา ถือว่าเป็นย่าน CBD ที่มีหนุ่มสาวออฟฟิศเดินกันคึกคักพอสมควร

แม้ร้านจะเพิ่งเปิดได้ประมาณ 4 เดือน แต่เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย พูดถึงกันทั้งในแง่รสชาติ คุณค่าสารอาหาร และราคาที่จับต้องได้

ความน่าสนใจอีกอย่าง คือ ก๋วยเตี๋ยวไม่ใช่สไตล์ไทยจ๋า และห้ามปรุง (เพราะไม่มีเครื่องปรุงให้) จะออกแนวเอเชียที่มีความพิถีพิถันยกระดับเป็นไฟน์ไดนิ่งเลยทีเดียว

เรื่องรสชาติต้องมาลองกัน แต่ได้ข้อมูลมาว่ากว่าจะออกมาเป็น 8 เมนูไม้ตายได้ ต้องผ่านทั้งการทดลอง ทำวิจัย กระทั่งใช้นวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาพัฒนาจนได้รสชาติที่เป๊ะ เหมือนกันเด๊ะทุกชาม เสิร์ฟเวลาไหนก็รสชาติเดิม แม้แต่สั่งดิลิเวอรีก็เหมือนกันทุกประการ ถือเป็นการปฏิวัติวงการก๋วยเตี๋ยวในประเทศไทยเลยทีเดียว

มาดูเมนูกันค่ะ ว่า 8 เมนู มีอะไรบ้าง เริ่มจากซิกเนเจอร์ “ซุปต้มยำโฮมเมด” 150 บาท ที่ร้านนี้อะไรที่เป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำ จะเสิร์ฟแบบแยกน้ำซุปมาให้เทใส่เอง ทำให้เห็นเครื่องเคราในชามก๋วยเตี๋ยวชัดเจน เมนูนี้ที่ร้านเลือกใช้เส้นเล็ก กุ้ง ฮื่อก๊วย ลูกชิ้นปลา เนื้อมะพร้าว พอเทน้ำซุปลงไปกลิ่นต้มยำหอมสมุนไพรมากระทบจมูกจนน้ำลายสอ รสชาติไม่เผ็ดมาก แต่จัดจ้าน เพราะน้ำซุปต้มยำนี้ที่ร้านไม่ใช่แค่นำสมุนไพรมาต้ม แต่เลือกใช้วิธีปั่นสมุนไพร เครื่องเทศจนละเอียด ไม่เหลือทิ้ง เน้น Zero waste นโยบายคนยุคใหม่ ผลที่ได้คือคุณค่าสารอาหารเต็มๆ เมนูต้มยำนี้จะสั่งแบบแห้ง “ซอสต้มยำโฮมเมด” ก็ได้ในราคา 120 บาท

ต่อด้วย “ซุปเพสโต้เขียวหวาน” 150 บาท ชามนี้เลือกใช้พาสต้าเส้นดำ เครื่องมี เป็ดชาชูชิ้นหนานุ่ม ไข่เค็มแดง และ มะพร้าวอ่อน ยังอีกหนึ่งชามที่เครื่องเทศสมุนไพรจัดเต็ม ที่สำคัญไม่เคยคิดว่าจะซดน้ำซุปแกงเขียวหวานได้แบบนี้มาก่อน ใครอยากชิมแห้งก็มีเหมือนกัน เป็น “ซอสเพสโต้เขียวหวาน” 120 บาท เครื่องเคราเหมือนกันเปี๊ยบ

“ซุปมิโสะหมู” 150 บาท ชามนี้คอราเมงกรี๊ดสลบ ร้านเลือกใช้เส้นราเมง หมูชาชู กากหมู และ หน่อไม้ ไฮไลต์ คือ หมูชาชูชิ้นหนาเคี้ยวมันสะใจ และที่ไม่เหมือนใคร คือ มีกากหมูด้วยเข้ากันเหลือเชื่อ ซุปกลมกล่อม ไม่เค็มมากเกินไป มีความหวานเพราะเคี่ยวนาน แว่วๆ ว่าเป็นเมนูยอดฮิตของเหล่าเด็กกรุงเทพคริสเตียนที่มาสั่งกันประจำหลังเลิกเรียน

“ซุปเนื้อตุ๋นสมุนไพรจีน” 150 บาท เลือกใช้เส้นบะหมี่เส้นแบน เครื่องมีเนื้อตุ๋น ลูกชิ้นเนื้อ ลูกชิ้นเอ็นเนื้อ ชามนี้ดีงามที่เนื้อตุ๋นก้อนเบ้อเริ่ม ตุ๋นนานกว่า 6 ชั่วโมงทำให้เนื้อนุ่มเปื่อย น้ำซุปหวาน และหัวไชเท้านุ่มๆ ที่บอกเลยว่าเทคเจอร์ไม่เหมือนร้านไหนๆ ที่เคยกินมา

เชฟวิลแมนต์ ลีออง
ซอสซีอิ๊วสูตรพิเศษ
ซุปเนื้อตุ๋นสมุนไพรจีน

“ซอสฮอยซินสูตรโบราณ” 120 บาท ใช้เส้นบะหมี่หยก เครื่องมีหมูแดง ฮื่อก๊วย เกี๊ยวกรอบ ชามนี้รสชาติกลมกล่อม เชฟวิลแมนต์พูดเองว่า ถ้าอากงอาม่าได้กินต้องร้องไห้!

“บะหมี่รสชาติแบบนี้ที่เมืองไทยเคยมีประมาณ 40 ปีที่แล้ว ถ้าพ่อแม่คนจีนได้กินจะร้องไห้ ที่หายไปเพราะวัยรุ่นอาจจะไม่กินมั้ง หมูแดงเราทำเอง ไม่อร่อยไม่ต้องจ่ายตังค์นะ (หัวเราะ)” เชฟหนุ่มสิงคโปร์คอนเฟิร์มหนักแน่น

ต่อมา “ซอสซีอิ๊วสูตรพิเศษ” 120 บาท เลือกใช้เส้นบะหมี่เส้นแบน เครื่องมีเป็ดพะโล้ กากหมู เกี๊ยวกรอบ ชามนี้เป็นอีกหนึ่งสูตรโบราณที่อากงอาม่าได้กินก็อาจจะร้องไห้อีกเช่นกัน เส้นบะหมี่ที่คลุกซีอิ๊วสูตรเฉพาะ เป็ดพะโล้เนื้อนุ่ม มีกากหมูเพิ่มความฟิน ได้รสชาติที่ถ้าอากงอาม่าได้กินแล้ว อดีตอันสวยงามจะผุดพรายขึ้นมาในความทรงจำเต็มไปหมด

ทั้ง 8 เมนูนี้ถือว่ากลั่นออกมาจากเชฟแถวหน้าของไทย ถ้าใครยังไม่จุใจก็สามารถสั่งท้อปปิ้งเพิ่มได้ มี ซีฟู้ดรวมจานพิเศษ 60 บาท เป็ดรวมจานพิเศษ 60 บาท หมูรวมจานพิเศษ 60 บาท เนื้อรวมจานพิเศษ 80 บาท

ซุปเพสโต้เขียวหวาน

เชฟวิลแมนต์ บอกว่า ตนเองเป็นคนชอบกินก๋วยเตี๋ยว แต่รู้สึกว่าก๋วยเตี๋ยวหรือบะหมี่ที่ไทยน่าจะทำให้ดีกว่านี้เป็นที่มาในการเปิดร้านบะหมี่ ยกระดับให้เทียบเท่าไฟน์ ไดนิ่ง มีระบบครัวกลาง มีห้องแอร์ให้นั่งสบายๆ มีปลั๊กไฟบริการ ราคาไม่ถูกแต่ไม่แพงโอเวอร์ คือ 120-150 บาท ทุกอย่างมีมาตรฐานทั้งวัตถุดิบ และ รสชาติ ต้องเหมือนเดิมทุกชาม แม้แต่ที่สั่งดิลิเวอรีรสชาติก็ต้องเหมือนที่ร้าน

“ดิลิเวอรีของเราไม่เหมือนชาวบ้านนะครับ เราเสิร์ฟเย็น จะมีหัวเชื้อเป็นก้อน นี่คืออินโนเวชั่นล้วนๆ แล้วเราจะมีน้ำพิเศษไปให้เรียกว่ามิกเซอร์ที่เราคำนวณปริมาณไปแล้ว สามารถเทน้ำเอาเข้าไมโครเวฟได้เลย จะซื้อใส่ตู้เย็นไว้ดึกๆ หิวมาก็ใส่น้ำเข้าไมโครเวฟ 2 นาทีก็อร่อยเหมือนเดิม หรือจะช้อนทุกอย่างใส่กระทะใส่น้ำอุ่นกินก็ได้เหมือนกัน”

เรื่องของนวัตกรรมที่นำมาใช้ เชฟวิลแมนต์ บอกว่า เครื่องปรุงทุกอย่างคือสกัดทำเอง ต้มเอง ทำเป็นหัวเชื้อขึ้นมา ทุกชามจะได้รสชาติเหมือนกันทั้งหมด ต่างจากก๋วยเตี๋ยวข้างถนนที่เรากิน เช้าไปน้ำซุปกำลังต้มอยู่ กินไม่เข้มข้น ช่วงบ่ายไปกินกำลังดี ใกล้ปิดแล้วเค็มมาก นี่คือไม่มีมาตรฐาน ดังนั้นเราตัดสินใจสร้างครัวกลางขึ้นมา

“ร้านเรา มี Blast freezer ด้วยนะครับ ก็คือ ของร้อนๆ อัดเข้าไปแป๊บเดียวแข็งเลย ขั้นตอนที่เชื้อโรคเติบโตจะน้อยมาก จะไม่มีโอกาสเติบโต ประโยชน์มันป้องกันเชื้อโรค เราพยายามรักษาคุณค่าอาหารด้วย”

คอก๋วยเตี๋ยวถ้ายังไม่ได้ลอง บอกเลยว่าต้องลองนะคะ ทุกจานจัดว่าเป็นจานด่วนที่ได้รสชาติและคุณค่าอาหารครบถ้วน เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. สนใจเข้าไปดูเพจเฟซบุ๊ก Bar Mee หรือ ไลน์ @barmeenoodle โทร 09-1723-2650

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
ซุปมิโสะหมู แบบดิลิเวอรี
ลูกค้าเทน้ำซุปมิโสะหมูจากกาด้วยตัวเอง

ช่วงต้นปีหนองคายถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ยังน่าท่องเที่ยว ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายน้ำท่าอาหารบริบูรณ์ อยู่ติดแม่น้ำโขง ทำให้อากาศโดยเฉพาะในยามเช้าสดชื่นมาก สูดหายใจได้เต็มปอด จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองน่าอยู่อันดับที่ 7 ของโลก จากการคัดเลือกของนิตยสาร Modern Maturity ของสหรัฐอเมริกา

สำหรับคนที่มองหาที่พักเพื่อผ่อนคลาย “วานา เวลเนส รีสอร์ท” คือ ตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ เพราะที่นี่เป็นโรงแรมเดียวในภาคอีสานที่คว้ารางวัลระดับดีเยี่ยม “กรีน โฮเทล” เหรียญทองสูงสุด ประจำปี 2561 จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และได้รับต่อเนื่องในปี 2562

ได้มีโอกาสติดตามทีมทัวร์ของ “มติชน อคาเดมี” กับภารกิจสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดหนองคาย เราได้เลือกพักกันที่รีสอร์ทแห่งนี้ ซึ่งความเป็นกรีนที่ว่านั้น เพียงแค่พ้นประตูทางเข้ามาก็พบเจอแต่ความร่มรื่นจากต้นไม้เขียวครึ้มแล้ว

ส่วนตัวตึกก็ออกแบบได้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างลงตัว ทั้งโถงทางเดินที่มีร่องให้แสงแดดส่องถึงลดการใช้ไฟฟ้า หรือฟังก์ชั่นในที่พักก็ออกแบบมาเพื่อประหยัดพลังงาน การตกแต่งด้านในให้ความรู้สึกเรียบง่ายแบบมีระดับ ในราคารวมอาหารเช้า เริ่มต้นคืนละ 1,100 บาทเท่านั้น

เรื่องของอาหารเช้าเดิมทีเราไม่ได้คาดหวังมากนัก แต่ผิดคาดเลย อาหารของที่นี่อร่อย เน้นความเป็นพื้นถิ่น ทำอย่างพิถีพิถัน แถมยังมีให้เลือกหลากหลาย กลายเป็นมื้ออาหารที่เอ็นจอยมากๆ

ใครที่ชอบกินอาหารเวียดนามน่าจะคุ้นเคยกันดี เริ่มจาก “ข้าวโซย” เป็นอาหารเช้าที่อุดมไปด้วยธัญพืชเพื่อสุขภาพ ตั้งแต่ข้าวโพด ลูกเดือย ข้าวเหนียว หอมเจียว โดยหน้าด้วยถั่วเหลืองบด งาบด และน้ำตาล ถ้าไม่ชอบหวานก็ไม่ต้องใส่ เคี้ยวๆไปรสชาติคล้ายถั่วแป็บอยู่เหมือนกัน

“กวยจั๊บญวนเส้นสด” รับรองจะลืมเส้นอบแห้งแบบในร้านอาหารเวียดนามที่อื่นไปเลย เส้นสดนุ่มมาก น้ำซุปหอมอร่อย หมูยอเกรดเอ โรยหอมเจียว เมนูนี้อุ่นท้องดีจริงๆ ค่ะ

นอกนั้นจะมี ไข่กระทะ บาแกต หรือ ข้าวจี่ฝรั่งเศสไส้ต่างๆ ให้เลือกชิมกันหลากหลาย

อีกเมนูที่ภูมิใจนำเสนอของพนักงานที่นี่ คือ “น้ำพริกวานา” สีสันหน้าตารสชาติคล้ายน้ำพริกอ่อง แต่ไม่มีหมูสับ รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ กินกับผักลวกที่ส่วนมากปลูกเองที่รีสอร์ทแบบปลอดสารพิษ มีตัวเอก คือ ดอกขจรลวก กับ ดอกอัญชัญ ที่นำมาทำเครื่องดื่ม

ส่วนซิกเนเจอร์ ที่ว่ากันว่ามาแล้วต้องสั่ง คือ ผัดกะเพรา ใครมีโอกาสมาต้องมาพิสูจน์นะคะ

ทิพยา บัวพิจิตร ผู้จัดการสาวระดับมือโปรจากโรงแรมชื่อดังในกรุงเทพฯ ดุสิตธานี และพูลแมน เธอให้ความเห็นเรื่องของ “โรงแรมสีเขียว” ว่าสิ่งสำคัญคือการมีส่วนร่วมกับชุมชน ช่วยเหลือชุมชน และต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะที่เรื่องอาหารก็เน้นสุขภาพเป็นหลัก โดยเฉพาะผักปลูกเองเกือบทั้งหมด

ข้าวจี่ฝรั่งเศส
ก๋วยจั๊บญวนเส้นสด
ทิพยา บัวพิจิตร

“แปลงผักเราจะมีคนสวนดูแลถึง 3 คน เป็นผักปลอดสารทั้งหลาย ถั่วฝักยาวก็มี ขึ้นอยู่ตามฤดูกาล และเมนูทางโรงแรม อันดับแรกเราต้องดูของในโรงแรมก่อน ถ้าไม่มีก็ไปสั่งชาวบ้านเพิ่ม ส่วนมากจะเป็นช่วงที่ลูกค้าเยอะๆ ทุกศุกร์-เสาร์ เราจะมีลูกค้าเยอะ ช่วงเทศกาลจะเยอะที่สุดเป็นลูกค้ามาทำบุญ พีคสุดจะเป็นธันวาคม มกราคม”

ว่าแล้วก็พากันเดินชมสวนปลอดสารเคมี ไล่ไปตั้งแต่พืชผักสวนครัว พริก หอม ผักกาดหอม คะน้า กระเทียม ใบผักแป้น ผักชี สาระแหน่ ต้นหอม พริกไทยอ่อน ชะอม ดอกขจร ซึ่งพืชผักเหล่านี้ส่วนมากจะนำมาทำเป็นอาหารพื้นบ้าน

นอกจากนี้ ยังมีมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกไว้เอง ใช้ต้อนรับผู้ที่มาพัก น้ำหอมหวานชื่นใจมากๆ นอกจากผลที่นำมาบริโภคแล้ว ทางรีสอร์ทยังได้คิดเพิ่มมูลค่าด้วยการทำ บอนไซมะพร้าว จากเดิมขายได้ลูกละ 50 บาท เมื่อเป็นบอนไซแล้วขายได้หลักร้อยถึงหลักพันขึ้นอยู่กับรูปร่างของต้น

ชินวัฒน์ สกุลตั้งไพศาล

ชินวัฒน์ สกุลตั้งไพศาล ทายาทรุ่นที่ 2 ของตระกูลสกุลตั้งไพศาล เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในหนองคาย ที่เบนเข็มจากที่สนใจการเมือง มาทำธุรกิจ ปลุกปั้นทำโรงแรมสีเขียว บอกว่า เรื่องอาหาร ของเราเป็นอาหารสุขภาพ ใช้ผักออร์แกนิคไม่มีสารเคมีเลย เพราะปลูกเองทุกอย่าง

“อยากให้ลองมาพักกัน เพราะอากาศที่โรงแรมดีมากจริงๆ เคยมีผู้ป่วยโรคปอดมาพัก เขาบอกว่าอยู่กรุงเทพฯ เขาหายใจไม่ออก แต่พอมาอยู่โรงแรมที่นี่อาการดีขึ้น หายใจได้ดีขึ้น ซึ่งสเต็ปต่อไปเราจะเน้นเรื่องของสุขภาพ โดยจะเพิ่มการนวดด้วย มีทั้งนวดที่ห้องพักและนวดกลางสวน พยายามหาความลงตัวอยู่ อยากได้อารมณ์แบบบ้านๆ เป็นบรรยากาศของภาคอีสาน”

คุณชินวัฒน์ บอกว่า โรงแรมของเราเป็นมิตรเชื่อมโยงกับชุมชน ยกตัวอย่างการซื้อผักหรือวัตถุดิบ ไข่ ปลา ข้าว ที่เราปลูกผักเองก็จริง แต่ก็พอใช้ในแต่ละวัน เวลามีกรุ๊ปทัวร์เข้ามาของไม่พอก็สั่งซื้อจากชุมชน วินวินกันไปทั้งสองฝ่าย ชาวบ้านก็แฮปปี้ เรายังจ้างชาวบ้านมาเป็นพนักงานเพิ่มเติม มารับงานพาร์ตไทม์ด้วย

“พนักงานของโรงแรมจะมีสมุดบันทึกเป็นข้อมูล ว่าชาวบ้านคนไหนว่างช่วงไหน สามารถทำงานอะไรได้ ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นจากปกติ คนที่ไม่ได้ทำงานประจำ แต่มีเวลาว่าง ไม่อยากปล่อยเวลาว่างให้สูญเปล่าก็มาทำงานกับเรา ตั้งแต่ที่เปิดโรงแรมมาชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีชีวิตชีวา เป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนมากขึ้น”

ใครมีโอกาสมาหนองคายลองมาสัมผัสด้วยตัวเองกันนะคะ ห้องพักมีทั้งหมด 3 แบบ เริ่มต้นที่ 1,100 บาท ไปถึง 5,500 บาท สนใจสอบถามได้ที่ 0-4201-2767 หรือ เพจเฟซบุ๊ก VANA Wellness Resort Nongkhai

ไข่กระทะ
ข้าวโชย
บรรยากาศด้านหน้ารีสอร์ท
พนักงานวานารีสอร์ทยินดีต้อนรับ
ที่มามติชนรายวัน อาทิตย์ที่ 19 ใกราคม 2563, หน้า 15
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
ผัดไทยแคบหมู

สําหรับคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานประจำในกรุงเทพฯ ไม่มีอะไรดีไปกว่าได้เดินทางกลับบ้าน รถติดก็ต้องยอม เพราะกว่าจะหาเวลาพร้อมหน้าพร้อมตาญาติสนิทมิตรสหายก็ไม่ง่ายนัก

กลับบ้านที่จังหวัดเพชรบูรณ์รอบนี้ ตัดสินใจเลือกไปสูดอากาศดีๆ ที่เขาค้อ 1 คืน ว่ากันว่า “นอนเขาค้อ 1 คืน อายุยืน 1 ปี” เท็จจริงยังไงต้องลองพิสูจน์กันค่ะ

ช่วงต้นปีนี้อาจจะแล้งหน่อย ต้นไม้ใบหญ้าสีไม่เขียวสดนัก แต่ถ้าพูดถึงบรรยากาศถือว่ายอดเยี่ยมเช่นเคย คือมีอากาศที่เย็นสบายทั้งวัน ให้ความรู้สึกว่าได้พักผ่อนจริงๆ

ด้วยความที่เป็นช่วงเทศกาลบนเขาคนจะแน่น ญาติผู้ใหญ่แนะนำว่าให้ลองมาสัมผัสธรรมชาติพักผ่อนกางเต็นท์ที่ “ภูตาลี่” แทน แม้ว่าจะขึ้นเขามาเพียงนิดเดียว แต่ด้วยความที่ทำเลหลังติดเขา มีลำห้วยน้ำชุนไหลผ่าน ทำให้อากาศของที่นี่ดีมากๆ ไม่แพ้บนยอดเขาเลย

“ภูตาลี่” เป็นทั้งร้านอาหาร ไร่สวนผสม มีพื้นที่ธรรมชาติสวยๆ เปิดให้นักท่องเที่ยวมากางเต็นท์พักผ่อน โดยเพิ่งจะเปิดให้บริการสดๆ ร้อนๆ เมื่อไม่ถึง 2 เดือนมา

เป็นการรวมตัวเฉพาะกิจ (แต่เอาจริง) ของบรรดาลุงป้าวัยเกษียณที่เกิดเบื่อหน่ายการอยู่กับบ้านเฉยๆ เลยลุกขึ้นมาถากถางที่ดินที่ “คุณตาลี่-วุฒิพงษ์ นำพา” (ที่มาของชื่อภู) ทิ้งมรดกไว้ให้ลูกๆ โดยมีเขย 3 คนเป็นหัวหอกในการบริหารจัดการ นำโดยเขยใหญ่ ครูกร-คุณากร ทับพมาน ข้าราชการเกษียณจากโรงเรียนหล่มสักวิทยาคม มาดูแลร้านอาหาร เขยรอง พ.ต.อ.ประกอบ ศิริภาพ ดูแลไร่สวนผสม และเขยเล็ก คุณป๋อง-สมพงษ์ รักอิสสระ ดูแลผลผลิตจากไร่สวนผสมมาจำหน่าย

ครูคุณากร ในวัย 68 ปี บอกเล่าด้วยสีหน้าที่สดชื่นว่า ภูตาลี่ คือ ที่ดินที่พ่อตาทิ้งไว้ให้ ลูกเขยทั้ง 3 คนเลยตัดสินใจมาช่วยกันพัฒนาพื้นที่ ทำทั้งไร่สวนผสม ร้านอาหาร และให้บริการที่พักกางเต็นท์

และด้วยความที่เป็นลูกคนโต ในอดีตครูกรจึงมีหน้าที่ดูแลน้อง ทำอาหารให้น้อง ทำไปทำมาก็ชอบการทำอาหารจนเข้าไปอยู่ในสายเลือด เมื่อหันมาจับตะหลิวจึงคล่องแคล่วไม่แพ้มืออาชีพ

“ที่จริงบ้านผมเริ่มจากการทำขนม ทำเบเกอรี่ แต่พอเราเป็นข้าราชการก็ไม่ค่อยได้ทำพวกนั้น แต่ยังทำอาหารทุกวัน พอเกษียณก็ไปเที่ยว เที่ยวไปเที่ยวมา เงินก็หมดร่อยหรอลง แล้วก็เบื่อเข้า อยู่กับบ้านนั่งส่องแต่เฟซ(บุ๊ก) แต่ไลน์ นิ้วจะล็อกอยู่แล้ว ก็เลยมาลองดูซิ หงายกระทะ หาตะหลิว มีเตา เราก็มาทดลองดู”

และที่เลือกขาย ผัดไทย เป็นเมนูซิกเนเจอร์เพราะเป็นอาหารจานเดียว ทำง่ายกินอร่อย โดยผัดไทยเป็นสูตรแบบชาวบ้าน สูตรดั้งเดิมของหล่มสัก แล้วเอามาปรับปรุง เช่น สูตรเดิมใส่น้ำส้ม แต่เราจะใส่น้ำมะขามเปียก และใช้น้ำตาลปี๊บผสมน้ำตาลทราย ให้ได้รสชาติที่นิ่มนวล ใส่เต้าเจี้ยว ไม่ใส่กระเทียม แต่จะใช้หอมเจียวแทน

สำหรับผัดไทยครูกร จะมีให้เลือก 4 แบบ ราคา 40-50 บาท คือ ผัดไทยหมู ผัดไทยแคบหมู ผัดไทยห่อไข่ และผัดไทยขี้เมา ที่ไม่ว่าแบบไหนก็เด็ดทุกจาน

ครูกร
ด้านหน้าร้านภูตาลี่
บรรยากาศโต๊ะอาหาร

จุดเด่น คือ เส้นนุ่ม ฟังเคล็ดลับบอกว่า อันดับแรกที่ลุงป้าวัยเกษียณต้องทำในตอนเช้าคือการลวกเส้นไว้ให้นิ่ม พรมน้ำมันกันเส้นติด (น้ำมันที่พรมเส้นจะใช้น้ำมันที่เจียวหอมแล้วเก็บไว้) จากนั้นแพคเป็นห่อแช่ตู้เย็นไว้ ส่วนหมูจะเป็นหมูหมักสูตร เมื่อหมักได้ที่แล้วจะรวนปรุงรสไว้เสร็จสรรพแบ่งเป็นแพคไว้เช่นกัน ส่วนแคบหมูใช้วิธีสั่งจากพรรคพวก รสชาติเค็มกำลังดี เนื้อสัมผัสทั้งกรอบและนุ่มในชิ้นเดียว

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมี ข้าวซอยไก่ 50 บาท เป็นจานเด็ดด้วย นั่นเพราะพื้นเพของครูกรเป็นคนลำปาง แต่มาเป็นเขยหล่มสัก ดังนั้นข้าวซอยที่ภูตาลี่จึงเป็นสูตรลำปางแต้ๆ นะเจ้า

ใครที่อยากกินอาหารตามสั่งก็มีเช่นกัน ในราคาจานละ 40 บาทเท่านั้น ส่วนในช่วงเทศกาลปีใหม่จะมีเมนูพิเศษเพิ่มขึ้นด้วย คือ 3 ส. สเต๊ก สตู (ลิ้นวัว) และ สลัด ให้ได้ลิ้มลองกันด้วย

อีกอย่างที่อยากให้ลอง แม้จะไม่มีในเมนู แต่ออเดอร์ล่วงหน้าได้ คือ “ยำนัว” ที่เป็นสูตรยำแบบใส่น้ำปลาร้า เป็นยำที่ทั้งแซ่บทั้งนัว ออกหวานนิดๆ เป็นเมนูของร้าน “ยำนัวไทหล่ม” เจ้าของเป็นลูกหลานตาลี่นั่นเอง

มีบริการแคร่นั่งปิกนิคริมห้วยน้ำชุน พร้อมปลั๊กไฟ

คนที่มารับประทานอาหาร ถ้าไม่อยากนั่งที่ร้าน สามารถเลือกไปนั่งปิกนิกกันด้านล่างริมห้วยน้ำชุนก็ได้ มีบริการแคร่ไม้ไผ่อย่างดี แถมมีปลั๊กเสียบไฟด้วย ใครจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์สื่อสารไม่ต้องกังวลเลย

นอกจากร้านอาหาร ยังมีร้านขายต้นไม้ มีพื้นที่ให้บริการสำหรับกางเต็นท์ โดยต้องนำเต็นท์และเครื่องนอนมาเอง มีห้องอาบน้ำให้บริการเสร็จสรรพ คิดค่าบริการรวมอาหารเช้าด้วยอยู่ที่คนละ 150-200 บาท รับวันละไม่เกิน 40 คน

สำหรับคนที่รักธรรมชาติขอแนะนำค่ะ ไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ต้องเข้าป่าลึก ไม่ต้องเดินให้เมื่อย ก็ได้สัมผัสกับบรรยากาศที่สดชื่น ธรรมชาติยังมีความสด มีห้วยน้ำชุนที่ใสสะอาดไหลทั้งปี น้ำเย็นสบาย ในจุดที่เป็นวังน้ำยังไปนอนแช่ได้ให้ความรู้สึกว่าอยู่ในอ่างจากุชชี่อย่างไรอย่างนั้น
พิกัดของร้าน ภูตาลี่ ใครไม่เคยมาอาจจะรู้สึกเข้ายากหน่อย เพราะส่วนของร้านอาหารตั้งอยู่บนโค้งตัวเอส วิ่งจากอำเภอหล่มสักไปตามถนนหมายเลข 12 ทางขึ้นเขาค้อ เลาะเขาไปยังไม่ไกลมาก ให้สังเกตขวามือจะเห็นป้ายร้านภูตาลี่ แต่อย่าเพิ่งเลี้ยวทันที เพราะเป็นโค้งตัวเอสเลี้ยวยาก ให้เลยขึ้นไปอีกหน่อย หาจังหวะดีๆ เพื่อชิดขวา ดูรถฝั่งตรงข้ามให้ดีแล้วค่อยวกรถกลับมา

ที่นี่เหมาะมากสำหรับกลุ่มเพื่อน หรือ ครอบครัวที่อยากพาลูกหลานมาลองกางเต็นท์ ให้เรียนรู้สัมผัสธรรมชาติในราคาที่ประหยัดมากๆ แต่บรรยากาศที่ได้เกินคุ้มค่ะ

ภูตาลี่เปิดทุกวัน ปิดเฉพาะวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 9 โมงเช้า ถึงประมาณบ่าย 3 โมงเย็นอาหารก็ใกล้หมดแล้ว สนใจสอบถามโทร 09-1026-9663 หรือ เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊ก ไร่ภูตาลี่ เขาค้อ เพชรบูรณ์

เทาหรือสาหร่ายน้ำจืด ขึ้นตามห้วยน้ำขุน เป็นพื้นที่พบในแหล่งน้ำไหลและสะอาด

ชื่อภัตตาคาร “เฉาเซียง” สำหรับคนไทยอาจยังไม่คุ้นหูเท่าไหร่ แต่สำหรับชาวจีนที่มาท่องเที่ยว หรือต้องมาทำงานอยู่เมืองไทยเป็นเวลานานจะรู้จักกันดีทีเดียว เพราะอาหารของที่นี่ว่ากันว่าตำรับแต้จิ๋วแท้ๆ ใครได้กินเป็นติดใจทุกราย โดยเฉพาะเมนู “เป็ดพะโล้ ตับห่าน” รสชาติอย่างกับไปนั่งกินอยู่ที่เมืองซัวเถายังไงยังงั้น

เอกลักษณ์อาหารแต้จิ๋วที่สัมผัสได้ชัดเจนมาก คือ ไม่เผ็ด เน้นรสจืดแต่ไม่ชืด เพราะอะไรจืดแต่ไม่ชืด ก็เพราะว่าเคล็ดลับการทำอาหารของชาวแต้จิ๋ว คือ “เข้ารส-ออกรส” นั่นคือ อาหารที่ไม่มีรสก็ต้องปรุงให้รสแทรกเข้าไป ส่วนอาหารที่มีรสชาติก็ต้องดึงรสชาตินั้นให้ออกมา

เคล็ดลับที่ว่านี้ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นทำให้อาหารจีนแต้จิ๋วได้รับความนิยมตีคู่มากับอาหารจีนกวางตุ้งไม่เสื่อมคลาย

ภัตตาคารเฉาเซียง ตั้งอยู่ใน “โรงแรมเดอะ เทรเวลเลอร์” รัชดา มองจากด้านนอกแบบผ่านๆ แทบไม่รู้เลยว่าจะมีภัตตาคารจีนบรรยากาศดีๆ ตั้งอยู่ด้านใน ภายในห้องโอ่อ่าพอสมควร โดยเฉพาะห้องส่วนตัวชั้น 2 ที่มีให้เลือก 12 ห้อง บรรยากาศดีมาก ตกแต่งสวยสบายตา ที่สำคัญมีกลิ่นสะอาด

เมนูที่อยากให้มาลิ้มลองกันที่เฉาเซียง ขอเริ่มจากอาหารกินเล่น “เทียงมั้วสดแช่น้ำส้มเย็น” 480 บาท จานนี้หากินที่อื่นยากมาก เป็นสมุนไพรของจีน เป็นหัวอยู่ใต้ดินคล้ายๆ หัวไชเท้าแต่ไม่ใช่ นำมาปอกเปลือกล้างให้สะอาดฝานเป็นแผ่นบางแล้วแช่น้ำส้ม กินแล้วสดชื่นดี

ตามด้วย “เห็ดโคนญี่ปุ่นผัดไข่เค็ม” 250 บาท เป็นสูตรเด็ดที่ร้านคิดขึ้นเอง ใช้เห็ดโคนญี่ปุ่นขนาดคำโตๆ ชุบแป้งทอดกรอบนำมาผัดกับไข่เค็ม กินเพลินมาก

ไฮไลต์ที่ควรต้องลอง “เป็ดพะโล้ตับห่าน” 990 บาท เพราะพะโล้ถือว่าเป็นของขึ้นชื่ออาหารแต้จิ๋ว โดยเฉพาะตับห่านที่ร้านนำเข้าจากจีนโดยตรง จานนี้หอมน้ำพะโล้ ตับชิ้นโตนุ่มละลายในปาก และ “เป็ดกีตาร์” 990 บาท เป็ดย่างหนังกรอบเนื้อนุ่ม ลองได้กินซักคำนึงแล้วจะหยุดไม่ได้

อีกเมนูที่เป็นซิกเนเจอร์ “กุ้งแม่น้ำผัดซอส XO” 600 บาท ความพิเศษอยู่ที่ซอส XO ที่ปรุงเองจากหอยเชลล์แห้งแท้ๆ นำมาผัดกับกุ้งแม่น้ำตัวเป้ง รสชาติลึกล้ำของซอสเพิ่มมิติให้รสชาติกุ้งน่าตื่นตาตื่นใจขึ้นอีกมาก

ปิดท้ายด้วย “บัวลอยงาดำในน้ำขิง หรือนมสด” ถ้วยละ 80 บาท ลองเลือกชิมแบบนมสด บัวลอยนุ่มหอมงาไม่หวานมาก กินกับนมอุ่นๆ รวมความละมุนในถ้วยเดียว ถามว่าใช้นมอะไร เจ้าของร้านได้แต่ยิ้มตาหยีแล้วบอกว่าเป็นสูตรลับ

หลังชิมอาหารได้มีโอกาสบุกเข้าไปส่องเชฟในครัว อย่างกับได้ไปดูจอมยุทธ์กำลังร่ายรำสุดยอดวิชากระบี่ไร้เทียมทาน ทั้งกำลังแขน เทคนิค ความรวดเร็ว และฝีมือการปรุง ท่วงท่าดูแข็งแรงและพลิ้วไหวมากๆ แม้แต่ในตอนจบตักอาหารใส่จานก็ยังงดงาม ดูแล้วน้ำลายแทบหก ทั้ง “ผัดผักบุ้งไฟแดง” 150 บาท “มะเขือม่วงผัดหมูสับ” 280 บาท “กุ้งผัดพริกเกลือ” 380 บาท ใครไปที่ร้านก็ลองสั่งได้

กุ้งแม่น้ำผัดซอส XO
เทียงมั้วสดแช่น้ำส้มเย็น
เห็ดโคนญี่ปุ่นผัดไข่เค็ม

“แจ๊กกี้-พัชรพล ธนินพูนสิริ” ผู้บริหารภัตตาคารเฉาเซียง บอกว่า ภัตตาคารเฉาเซียงเปิดให้บริการได้ 2 ปีแล้ว ได้รับการตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดีโดยเฉพาะชาวจีนมีถึง 70% ส่วนคนไทยยังรู้จักน้อย มีประมาณ 30% ส่วนชื่อภัตตาคาร “เฉา” คือ แต้จิ๋ว “เซียง” แปลว่ากลิ่นของอาหาร ความหมายโดยรวมก็คือ กลิ่นของอาหารแต้จิ๋ว เพราะอาหารหลักของที่นี่คือ แต้จิ๋ว แต่มีอาหารจีนอื่นๆ เช่น กวางตุ้ง เสฉวน เข้ามาในเมนูด้วยเพื่อความหลากหลาย

“อาหารของเราค่อนข้างแปลกใหม่ ไม่เหมือนที่อื่น วัตถุดิบบางอย่างเรานำเข้ามาจากจีนด้วย พวกเครื่องปรุงก็นำเข้าเกือบทุกอย่าง อย่างตับห่านเรานำเข้า เป็นตับก้อนใหญ่และนิ่มละลายในปาก แต้จิ๋วเขาจะเด่นเรื่องพะโล้กับตับห่าน เมืองซัวเถาดังเรื่องนี้อันดับหนึ่งเลย ใครไปซัวเถาต้องทานพะโล้กับตับห่าน เขาขายกันทั้งบ้านทั้งเมือง น้ำพะโล้เราก็เป็นสูตรของแต้จิ๋ว จะมีกลิ่นสมุนไพร เพราะของแต้จิ๋วจะใช้สมุนไพรประมาณ 10 กว่าตัว แล้วน้ำพะโล้เขาจะดองไว้เป็นปีไม่ได้เปลี่ยนบ่อยๆ เพื่อคงรสชาติไว้”

ส่วนสูตรอาหารต่างๆ ของที่ภัตตาคาร คุณแจ๊กกี้ บอกว่า ถ่ายทอดกันมาจากเชฟชาวจีนที่เป็นรุ่นแรก แม้ปัจจุบันจะเป็นเชฟชาวไทยแต่รับรองว่าสืบทอดวิทยายุทธ์กันมาครบสมบูรณ์แล้ว พิสูจน์ได้จากรสชาติของอาหาร

พัชรพล ธนินพูนสิริ

สำหรับพื้นที่ให้บริการนั้น มีชั้น 1 เป็นห้องรวม รองรับได้ 60 คน ส่วนชั้น 2 จะเป็นห้องส่วนตัว มีให้บริการ 12 ห้อง หลายขนาดทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ ที่น่าสนใจที่สุด คือ ห้องส่วนตัวไม่มีค่าใช้จ่าย และ มารับประทานอาหารก็ไม่มีเซอร์วิสชาร์จ และพิเศษสำหรับคนไทยลดให้ทันที 10% หรือ ผู้ใช้บริการเอไอเอส สามารถลดได้ 15%

“ภัตตาคารผมไม่ได้บวกอะไรมากเลย ไม่มีค่าห้อง ไม่มีเซอร์วิสชาร์จ ทุกคนสามารถจองห้องได้ คือ อยากให้ทุกคนลองมาทาน มามีความสุขกับครอบครัว หรือมาคุยธุรกิจใช้ห้องสบายๆ”

เป็นอีกหนึ่งภัตตาคารที่คนรักอาหารจีนควรได้มาชิมกัน ทำเลที่ตั้งมาไม่ยาก ภัตตาคารอยู่ด้านในตึกเดอะ เทรเวลเลอร์ ถ้ามา MRT ลงสถานี รัชดาภิเษก ทางออก 1 แล้วเลี้ยวขวาเดินมาไม่ถึง 200 เมตร หรือขับรถมาก็มีที่จอดรถกว้างขวาง เปิดให้บริการ 2 ช่วง คือ เวลา 10.00-14.00 น. และ 17.00-22.00 น. โทร 09-0569-3553 หรือ เพจเฟซบุ๊ก “ภัตตาคารเฉาเซียง”

ท้ายสุดคุณแจ๊กกี้ฝากบอกว่า สำหรับใครที่บอกว่ามาจากคอลัมน์เคี้ยวตุ้ย…ตะลุยกิน ลดไปเลยทันที 15% ข้อเสนอเร้าใจขนาดนี้ ไม่ลองไม่ได้แล้ว

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
บัวลอยงาดำในน้ำขิงและนมสด
มะเขือม่วงผัดหมูสับ
เป็ดกีตาร์
เป็ดพะโล้ตับห่าน
ผัดผักบุ้ง
กุ้งผัดพริกเกลือ