Saffron หรือ หญ้าฝรั่น จัดเป็นเครื่องเทศและเครื่องยาที่สำคัญอย่างหนึ่ง มีการนำเข้าในประเทศไทยจากประเทศแถบอาหรับ (เช่น เปอร์เซีย) หรือชาวตะวันตก มาเป็นเวลานานแล้ว หญ้าฝรั่นในภาษาอาหรับเรียก ซะฟะรัน เป็นไม้ดอกสีม่วง เพาะพันธุ์ด้วยหัว อยู่ในตระกูลเดียวกับไอริส จึงมีเกสรข้างในสีเหลืองทอง เมื่อแห้ง ใช้เติมรสและกลิ่นในอาหาร และใช้เป็นสีย้อมได้ด้วย

หญ้าฝรั่นมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัวและมีรสค่อนข้างขม ชาวตะวันออกและผู้คนแถบทะเลเมดิเตอเรเนียนนิยมใช้ในการปรุงรสและแต่งสีแต่งกลิ่นอาหารมาแต่ครั้งโบราณกาล โดยเฉพาะในข้าวและอาหารจำพวกปลา ส่วนชาวอังกฤษ สแกนดิเนเวีย และผู้คนแถบคาบสมุทรบอลข่านใช้ผสมกับขนมปัง นับว่าเป็นส่วนผสมที่สำคัญในตำรับอาหารฝรั่งเศสด้วย

ในตำราแพทย์แผนโบราณของจีน สมัยยุคศตวรรษที่ 16 นั้นก็ยังมีกล่าวถึงหญ้าฝรั่นโดยแพทย์จีนเรียกหญ้าฝรั่นนี้ว่า “ซีหงฮวา” (西紅花) ซึ่งแปลว่า ดอกไม้สีแดงจากตะวันตก ส่วนชาวอาหรับและพวกแขกมัวร์ในประเทศสเปนก็รู้จักการปลูกหญ้าฝรั่นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 1504 และยังมีการกล่าวไว้ในตำราทางการแพทย์ของอังกฤษ เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 10 (พ.ศ. 1444-1543) แต่อาจสูญหายไปจากยุโรป กระทั่งพวกครูเสดนำเข้าไปอีกครั้ง ในช่วงสมัยต่างๆ หญ้าฝรั่นมีค่ามากกว่าทองคำเมื่อเทียบน้ำหนักกัน และยังคงเป็นเครื่องเทศที่มีราคาแพงที่สุดในโลกจนปัจจุบัน

ส่วนตำราการแพทย์แผนโบราณของไทยนั้น หญ้าฝรั่นถือได้ว่าเป็นของที่สูงค่ามีราคาแพงมาก จัดเป็นตัวยาที่ช่วยในการแก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ เป็นตัวยาหลักที่ใช้ในตำรับ

ยาหอมต่างๆ และยังใช้บดเป็นผงให้ละเอียด แล้วละลายในน้ำต้มสุกที่ทิ้งไว้ให้เย็น กินเป็นน้ำกระสายยาคู่กับการกินยาตำรับต่างๆ อีกด้วย

ปัจจุบันนี้มีการปลูกหญ้าฝรั่นกันมากในสเปน, ฝรั่งเศส, เกาะซิซิลีในอิตาลี, อิหร่านและแคว้นแคชเมียร์ในอินเดีย โดยจะเก็บเกสรตัวเมียที่มีอยู่เพียงดอกละสามอัน แล้วนำไปวางแผ่ไว้ในถาด ย่างไฟที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง นำมาแต่งรสชาติและกลิ่นของอาหาร หญ้าฝรั่นแห้งที่ได้ 1 กิโลกรัม เท่ากับผลผลิต 120,000 – 160,000 ดอก ดังนั้นจึงต้องเก็บเกสรตัวเมียจากดอกของหญ้าฝรั่นด้วยมือจำนวนมากถึงจะได้ปริมาณตามที่ต้องการ ทำให้หญ้าฝรั่นจัดเป็นเครื่องเทศที่มีราคาแพงที่สุดในโลกโดยน้ำหนักในบรรดาเครื่องเทศทั้งหลาย ซึ่งโดยเฉลี่ยขายปลีกกันประมาณกิโลกรัมละ 77,700 บาท ทำให้ในปัจจุบันมีการเอาดอกคำฝอย ซึ่งมีลักษณะที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกันมากกับหญ้าฝรั่น แต่มีราคาที่ถูกกว่ามากมาผสมปนปลอมอยู่ด้วยในเวลาที่ขายในร้านขายเครื่องเทศและสมุนไพรต่างๆ

หญ้าฝรั่นเจริญเติบโตได้ดีที่สุดเมื่อได้รับแสงแดดจัด การปลูกเลี้ยงกระทำได้ดีในพื้นราบที่เอียงเข้าหาแสงแดด (นั่นคือ เอียงไปทางทิศใต้ในซีกโลกเหนือ) เพื่อให้ได้รับแสงมากที่สุด การเพาะปลูกมักกระทำในเดือนมิถุนายนในซีกโลกเหนือ หัวหญ้าฝรั่นจะถูกฝังลงไปในดินลึก 7-15 ซม. (2.8–5.9 นิ้ว) ทั้งนี้ความลึกและระยะห่างของการฝังหัวหญ้าฝรั่นขึ้นกับภูมิอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อผลผลิต การปลูกด้วยหัวแม่พันธุ์จะให้ผลิตผลหญ้าฝรั่นที่มีคุณภาพสูงกว่าแม้ว่าจะแทงตาดอกและให้หัวลูกน้อยกว่า เพื่อให้ได้หญ้าฝรั่นที่คล้ายเส้นด้าย เกษตรกรชาวอิตาลีจะปลูกโดยการฝังหัวลึก 15 ซม.(5.9 นิ้ว) แต่ละแถวห่างกัน 2–3 ซม. การสร้างหัวและดอกที่เหมาะสมที่สุดคือ 8–10 ซม. เกษตรกรชาวกรีก, โมร็อกโก และสเปนมีการวางแผนปลูกด้านความลึกและระยะห่างที่ต่างกันไป ตามแต่ละพื้นที่ตามความเหมาะสม

ความหลากหลายสายพันธุ์ของหญ้าฝรั่นก่อให้เกิดรูปแบบผลผลิตแยกตามภูมิภาคและลักษณะ พันธุ์จากประเทศสเปนประกอบด้วยสายพันธุ์ที่มีชื่อการค้าว่า “Spanish Superior” และ “Creme” ซึ่งมีสีสว่าง มีรสชาติและกลิ่นนุ่มนวล ได้รับการจัดลำดับมาตรฐานโดยรัฐบาล พันธุ์อิตาเลียนมีกลิ่นและรสชาติแรงกว่าพันธุ์สเปนเล็กน้อย พันธุ์ที่มีกลิ่นและรสชาติแรงที่สุดเป็นพันธุ์อิหร่าน มีการปลูกเป็นกลุ่มเล็กๆ ในประเทศนิวซีแลนด์, ฝรั่งเศส, สวิตเซอร์แลนด์, อังกฤษ, สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ มีบางส่วนที่ปลูกเป็นหญ้าฝรั่นอินทรีย์ ในสหรัฐอเมริกา พันธุ์ Pennsylvania Dutch มีผลผลิตออกจำหน่ายในปริมาณน้อย

หญ้าฝรั่นประกอบด้วยสารระเหยและสารประกอบให้ความหอมมากกว่า 150 ชนิด และยังประกอบด้วยส่วนประกอบที่นำไปใช้งานได้อีกหลายชนิด ส่วนมากเป็นแคโรทีนอยด์ ประกอบด้วย ซีแซนทีน, ไลโคปีน, และ α- และ β-แคโรทีนหลายชนิด อย่างไรก็ตาม สีส้ม-เหลืองทองของหญ้าฝรั่นเป็นผลของ α-โครซิน

กลิ่นหอมของหญ้าฝรั่นได้รับการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญว่าทำให้นึกถึงน้ำผึ้งที่มีกลิ่นรส

ผิดปกติด้วยกลิ่นเหมือนหญ้าหรือฟางแห้ง ขณะที่มีรสชาติคล้ายฟางแห้งและหวาน หญ้าฝรั่นยังมีส่วนช่วยให้อาหารมีสีเหลืองส้มสว่าง มีการใช้หญ้าฝรั่นอย่างแพร่หลายในอาหารเปอร์เซีย, ยุโรป, อาหรับ และตุรกี มักมีการผสมหญ้าฝรั่นในลูกกวาดและสุราด้วย โดยทั่วไปแล้ว มีการนำคำฝอย (Carthamus tinctorius มีการขายในชื่อ “หญ้าฝรั่นโปรตุเกส (Portuguese saffron)” หรือ “açafrão”), ชาด และขมิ้น (Curcuma longa) มาใช้แทนหญ้าฝรั่น นอกจากนี้ยังมีการนำหญ้าฝรั่นมาใช้เป็นสีย้อมผ้าโดยเฉพาะในประเทศจีนและอินเดีย และนำมาใช้ในน้ำหอม มันยังถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนาในประเทศอินเดีย และมีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการปรุงอาหารในอาหารหลากหลายเชื้อชาติ เช่น รีซอตโต อาหารของเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี หรือ บุยยาเบส (bouillabaise) อาหารของประเทศฝรั่งเศส ไปจนถึงข้าวหมกที่รับประทานเคียงกับเนื้อหลายชนิดในเอเชียใต้

มีประวัติการใช้หญ้าฝรั่นในการแพทย์แผนโบราณมาอย่างยาวนาน การศึกษาวิจัยหลายชิ้นในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าเครื่องเทศชนิดนี้อาจมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง ต่อต้านสารก่อกลายพันธุ์ ฤทธิ์ปรับภูมิคุ้มกัน และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ การศึกษาในปี พ.ศ. 2538 ชี้ให้เห็นว่ายอดเกสรเพศเมียและกลีบดอกของหญ้าฝรั่นมีประโยชน์ในการรักษาภาวะซึมเศร้า การศึกษายังแสดงว่าหญ้าฝรั่นอาจช่วยป้องกันดวงตาจากผลกระทบโดยตรงจากแสงสว่างและความเครียดที่จอตานอกเหนือจากจุดรับภาพเสื่อม (macular degeneration) และโรคตาบอดกลางคืน (retinitis pigmentosa) (หญ้าฝรั่นส่วนมากในงานวิจัยหมายถึงยอดเกสรเพศเมีย แต่มักจะไม่ระบุชัดเจนในงานวิจัย) งานศึกษาอื่นๆ ระบุว่าหญ้าฝรั่นอาจมีศักยภาพในคุณสมบัติทางการแพทย์อีกหลายอย่าง

หญ้าฝรั่น หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า (Saffron) เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่ง ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากสเปนและอิหร่าน ด้วยการนำเกสรเพศเมียซึ่งอยู่ตรงกลางดอกมาใช้และจะมีเพียง 3 เส้น ต่อ 1 ดอกเท่านั้น ลักษณะของหญ้าฝรั่นเป็นพืชล้มลุกความสูงของลำต้นประมาณ 10- 30 เซนติเมตร มีดอกสีม่วงและมีกลีบคล้ายดอกบัว เมื่อดอกหญ้าฝรั่นเจริญเติบโตจะบานสะพรั่งเต็มทุ่งมีความสวยงามเลยทีเดียว

คนโบราณชาวตะวันตกใช้แรงงานคนในการเก็บหญ้าฝรั่นไม่มีเครื่องทุ่นแรงช่วย เพราะการหญ้าฝรั่นต้องค่อยๆ เก็บทีละดอกและต้องเก็บภายในวันเดียวเพื่อไม่ให้ดอกโรย หลังจากการเก็บแล้วนำหญ้าฝรั่นมาดึงเกสรเพศเมียอย่างถนอมมือออกเพื่อนำมาย่างไฟ หรือคั่วแห้งนำมาเป็นเครื่องเทศ กว่าจะได้หญ้าฝรั่น 1 กิโลกรัม ต้องเก็บดอกฝรั่นเป็นจำนวนมากถึง 100,000 – 200,000 ดอกเลยทีเดียว และเพราะเหตุนี้หญ้าฝรั่นจึงเป็นเครื่องเทศที่มีราคาแพงมากที่สุดในโลก

นอกจากนี้หญ้าฝรั่นถือว่าเป็นเครื่องเทศชั้นดี มีกลิ่นฉุน รสขมปะแล่มๆ แล้วยังมีประโยชน์ทั้งใช้เป็นสีย้อมผ้าและนำไปปรุงแต่งอาหาร แถมยังมีสรรพคุณทางยา เช่น แก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ ต้านมะเร็ง และยังมีฤทธิ์ภูมิคุ้มกันด้วย

โดยปัจจุบันหญ้าฝรั่นอาจยังไม่มีการเพาะปลูกในประเทศไทย แต่มีการนำเข้ามาจากแถบชาติตะวันตก เพื่อใช้ทำเป็นยาสมุนไพรในการใช้แพทย์แผนไทย ซึ่งหญ้าฝรั่นเป็นเครื่องเทศเครื่องยาที่ราคาแพงมาก จึงทำให้มีการนำดอกคำฝอยที่มีลักษณะค่อนข้างคล้ายคลึงกับหญ้าฝรั่นแต่มีราคาที่ถูกกว่ามาผสมปนกัน ซึ่งสามารถซื้อได้ในร้านค้าขายเครื่องเทศและสมุนไพรทั่วไป

ที่มา : แม่บ้าน

พริกไทย ขุมทองของเครื่องเทศ

พริกไทยเป็นสมุนไพรที่มีหลักฐานการใช้ย้อนหลังไปกว่า 3,000 ปีก่อน และเป็นเครื่องเทศที่เก่าแก่ที่สุดที่แพร่จากตะวันออกเข้าไปในตะวันตกตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน ในอาณาจักรโรมันมีการใช้พริกไทยในหมู่ชั้นสูง ถือเป็นของหายาก มีราคาแพง และใช้แทนเงินตราได้ จนมีบางคนเรียกว่า ทองคำดำ ปราชญ์ชาวโรมันชื่อ ไพลนี ถึงกับปรารภด้วยความพิศวงงงงวยว่า อะไรที่ทำให้คนโรมันนิยมพริกไทย ซึ่งไม่น่าจะเป็นอาหารได้เลย เพราะไม่มีความหวาน ความน่าดู หรือคุณสมบัติอื่นนอกจากความเผ็ดฉุน!

พริกไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในอินเดีย และเป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างบ้านเรา ก่อนที่ความต้องการพริกไทยของยุโรปจะทำให้มีการค้นหาเส้นทางเดินเรือไปตะวันออกเพื่อค้าเครื่องเทศ และกระตุ้นให้ปลูกพริกไทยแพร่ไปยังพื้นที่เขตร้อนอื่นๆ ปัจจุบันประเทศในอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย ยังคงเป็นแหล่งผลิตพริกไทยที่สำคัญ แต่ที่เซอไพรส์คือ เวียดนามเพื่อนบ้านของเราที่มาแรงแซงโค้ง กลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกพริกไทยรายใหญ่ที่สุดของโลกไปแล้ว

คนไทยนั้นคงกินคงปลูกพริกไทยกันมานานแล้ว ชื่อก็บ่งบอกว่าเป็นพริกประจำถิ่นของเรามาแต่ไหนแต่ไร ในขณะที่พริกที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน (ซึ่งน่าจะเรียกพริกเทศ) เพิ่งเข้ามาในเมืองไทยเมื่อราวๆ 400 ปีมานี้เอง ก่อนหน้านั้นเครื่องเทศที่ให้ความเผ็ดสำหรับคนไทยมีแค่พริกไทยและดีปลี ซึ่งเดิมเรียกว่า หมากพริก เหมือนกัน บางที่ก็เรียกพริกไทยว่า พริกป้อม เรียกดีปลีว่า พริก แม้แต่ในยุโรปโบราณก็เคยมีการปลอมปนดีปลีเป็นพริกไทย แสดงว่าดีปลีกับพริกไทยนั้นคล้ายกันมากจนฝรั่งยังเอาไปหลอกขายกันเอง

พริกไทย เสริมพลังพวกพ้องสมุนไพร

พริกไทยจัดเป็นเครื่องเทศรสเผ็ดที่ใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทยมาช้านาน มีตำรับอาหารมากมายที่ขาดพริกไทยไม่ได้ เช่นแกงเลียง คั่วกลิ้ง ในการใช้เป็นยานั้น พริกไทยเป็นสมุนไพรที่ปรากฏอยู่ในตำรับยามากที่สุดชนิดหนึ่ง ในตำรับยาเลือด ตำรับยาแก้จุกเสียด ตำรับยาแก้กษัย ตำรายาแก้ทางเสมหะ หอบหืด ตำรับยาแก้ซาง ตำรับยาแก้ริดสีดวง จะต้องมีพริกไทยเป็นตัวยาอยู่เสมอ

น่าสังเกตว่า พริกไทยเป็นสมุนไพรที่ไม่ใช้เป็นตัวยาตัวเดียวโดดๆ หรือแม้แต่ในการทำกับข้าว พริกไทยก็ยังต้องเข้าคู่กับเครื่องเทศอื่นๆ เช่น ปลาทอดขมิ้น ก็ต้องใส่พริกไทยด้วย หรือยามหากำลังปลาช่อน ซึ่งเป็นยาบำรุงท่านชายในอดีต ก็เอาพริกไทยยัดท้องปลาช่อน เอาไปตากๆ ย่างๆ จนกรอบแล้วบดไว้ละลายน้ำผึ้งกิน เช่นเดียวกับตำรับยาบำรุงเหงือกปลาหมอ หรือยาบำรุงบัวบก จะต้องมีพริกไทยอยู่หนึ่งส่วนต่อสมุนไพรเหล่านี้สองส่วน ดูเหมือนกับว่าพริกไทยเป็นสมุนไพรที่ต้องทำงานร่วมกับเพื่อนๆ สมุนไพรตัวอื่น จึงจะเกิดผลดีสูงสุด หมอยาพื้นบ้านมักจะสั่งสอนลูกศิษย์ว่า พริกไทยเป็นยาเสริมพลังยาตัวอื่นเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อน เช่น ตำรับยาขับปัสสาสวะต้องใส่พริกไทยลงไปด้วยเจ็ดเม็ด

จากการศึกษาวิจัยสมัยใหม่พบว่า พริกไทยช่วยทำให้ระบบการดูดซึมสารอาหารรวมทั้งตัวยาต่างๆ ของร่างกายดีขึ้น เช่น เมื่อให้ขมิ้นชันร่วมกับพริกไทย จะทำให้สารเคอร์คิวมินและสารเบต้าแคโรทีนในขมิ้นถูกดูดซึมได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันพริกไทยจะออกฤทธิ์ต่อทางเดินอาหารได้ดี ก็ต้องมีพริกหรือขมิ้นอยู่เป็นเพื่อนด้วย

พริกไทย ช่วยย่อย คอยแก้ไขไฟธาตุพร่อง

พริกไทยเป็นสมุนไพรรสร้อน แก้โรคที่เกิดจากธาตุไฟพร่อง เช่น ช่วยย่อยอาหาร รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ แก้โรคที่เกิดจากธาตุน้ำ และธาตุลมกำเริบ พริกไทยเป็นเครื่องยาที่ตามสูตรในพระพุทธศาสนาอนุญาตให้พระภิกษุเก็บไว้รักษาตัวได้ พริกไทยยังอยู่ในตำรับยาของอายุรเวทที่ใช้กันมาราว 4,000 ปี คือตรีกฏก ยาตำรับนี้ประกอบด้วยพริกไทย ดีปลี ขิงแห้ง เหมาะเป็นตำรับยาในการดูแลสุขภาพในฤดูฝนซึ่งน้ำมากและเสมหะกำเริบได้ง่าย ในตำรับยาอายุรเวทของอินเดียมีการใช้พริกไทยในการรักษาแบบพื้นบ้านสำหรับโรคต่างๆ ตั่งแต่อัมพฤกษ์ อัมพาต คอเจ็บ ไอ คออักเสบ จนถึงปวดฟัน ซึ่งเป็นสรรพคุณที่ใช้กันในยุโรปโบราณด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันมีรายการศึกษาฤทธิ์ของพริกไทย พบว่าสารออกฤทธิ์ของพริกไทยคือ สารพิเพอรีน ช่วยให้ระบบย่อยอาหารหลั่งน้ำย่อยเพื่อย่อยโปรตีน ไขมัน และแป้งโดยกลุ่มที่ย่อยโปรตีนได้จะมีมากเป็นพิเศษ สารพิเพอรีนนี้ยังเพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น เซเลเนียม วิตามินบี เบต้าแคโรทีน เคอร์คูมิน รวมทั้งสารอาหารอื่นๆ และเนื่องจากเป็นสารให้ความร้อน จึงช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น เพิ่มการเผาผลาญอาหารต่างๆ ทำให้ร่างกายได้พลังงานมากขึ้นเพิ่มการผลิตสารในสมองที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข

ฤทธิ์ที่สำคัญๆ ของสารพิเพอรีนในพริกไทย ยังรวมถึงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านการชัก ต้านมะเร็ง การที่ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระทำให้พริกไทยมีแนวโน้มว่าจะช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมในผู้สูงวัยได้ เนื่องจากมีการทดลองในหนูที่เซลล์ประสาทส่วนกลางของการรับรู้เสื่อม ผลการทดลองปรากฏว่าหนูที่มีความจำเสื่อมนี้กลับมาเป็นปกติ และยังพบว่าสารสกัดด้วยน้ำพริกไทยมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ฉะนั้นแกงเลียงซึ่งเป็นเมนูที่หนักพริกไทยจึงน่าจะเป็นอาหารต้านมะเร็งสำหรับผู้ที่สนใจ

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่าการรับประทานสารพิเพอรรีนในขนาดสูงร่วมกับอาหารที่มีไนไตรท์จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง สารไนไตรท์จะพบมากในอาหารที่ใช้สารกันบูด พวกโซเดียมไนไตรท์และโปแตสเซียมไนไตรท์ และสารพวกดินปะสิวที่ทำให้เนื้อมีสีแดง เช่น ไส้กรอก แหนม กุนเชียง หรือแม้แต่ผักที่เร่งปุ๋ยไนโตรเจนมากๆ จึงควรระมัดระวังในการรับประทาน ถ้าสามารถเลือกบริโภคผักที่ไม่ใช้สารเคมีและทำอาหารกินเองได้ ก็ช่วยให้ได้ประโยชน์จากการกินพริกไทยได้มากทีเดียว

น่ารู้

พริกไทย มีสองชนิด คือ พริกไทยดำ และพริกไทยล่อน พริกไทยดำทำได้โดยเก็บผลที่โตเต็มที่ มีสีเขียวแก่ มาตากจนแห้ง จนได้พริกไทยสีดำเหี่ยว ส่วนพริกไทยล่อนคือการเก็บผลพริกไทยที่เริ่มสุกมาแช่น้ำ แล้วนำมานวดเพื่อลอกเปลือกออก แล้วตากแดด จะได้ผลพริกไทยมีสีขาว พริกไทยดำจะใช้เป็นยามากว่าพริกไทยล่อน เพราะมีโอสถสารมากกว่า
คนแอฟริกันตะวันออกเชื่อว่า การกินพริกไทยจะช่วยกันยุง เพราะสารเพเพอรีนในพริกไทยสามารถใช้ไล่แมลงได้ เราสามารถนำพริกไทยมาทุบให้แตก แล้วใช้โรยบริเวณตู้เสื้อผ้าหรือบริเวณที่ต้องการเพื่อป้องกันแมลง

ข้อควรระวัง

พริกไทยเป็นยาเพิ่มกำลังให้ยาตัวอื่นเช่นเดียวกับดีปลี มีคุณสมบัติทำให้การดูดซึมโอสถต่างๆ เข้าสู่ร่างกายสูงขึ้น ดังนั้น เมื่อใดกินยาตำรับที่มีพริกไทยหรือดีปลีต้องระวังการได้รับยาเกินขนาด มีการพบว่าคนที่กินยาโบราณในกลุ่มยาแก้กษัยซึ่งมักจะใส่ยาร้อนลงไปด้วย หากได้รับยาต้านการแข็งของเลือดด้วยจะมีผลทำให้เลือดออกตามอวัยวะต่างๆได้

ยากำลัง (ห้ามสมณะฉัน)

เอากล้วยสุก 1 หวี เนื้อมะตูมสุก 5 ผล พริกไทยล่อน 1 ตำลึง ยาทั้ง 3 อย่างนี้ตำเข้าด้วยกันให้ละเอียดแล้วทำเป็นแผ่น ตากแดดให้แห้งดี แล้วใส่ขวดหรือใส่โหล เอาน้ำผึ้งรวงใส่ให้ท่วมยา ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ 2 อาทิตย์ แล้วทานเอามารับประทานวันละ 1 ช้อนกาแฟ

ยาอายุวัฒนะ

บอระเพ็ดหนัก 6 บาท กระเทียมแกง 3 บาท พริกไทยล่อน 2 บาท ขิงแห้ง 1 บาท ลูกยอหนักเท่ายาทั้งหลาย ยาดำหนัก 3 บาท ตากแดดให้แห้ง ทำยาผงรับประทานอยู่หนึ่งเดือน โรคภัยหายหมด จะมีผิวพรรณวรรณะผ่องใส กลับเป็นหนุ่มสาว

ยามหากำลังปลาช่อน

ท่านให้เอาปลาช่อนตัวโตๆ เอาพริกไทยล่อนยัดท้องปลาให้เต็มแล้วนำไปย่างไฟพอควร ต่อจากนั้นนำไปตากแดดอีก พอแห้งดีนำไปย่างไฟอ่อนๆ แต่ให้แห้งกรอบดี ทั้งเกล็ดด้วย แล้วนำไปบดให้ละเอียดละลายน้ำผึ้งปั้นลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2เวลา ท่านชายจะมีกำลังวังชาผิดปกติ

ยาบำรุงกำลังไข่ลวก

พริกไทยป่น 1 ช้อนชาพูนๆ กับเกลือเล็กน้อย ผสมไข่ลวก 2 ฟองกับน้ำร้อน ตีให้แตก กินทุกเช้า ท่านชายจะมีกำลังวังชาผิดปกติ

ยาแก้เสมหะ และหอบ

ตรีกฏก 1 ส่วน สมอไทย 1 ส่วน เกลือสินฌาว์ 1 ส่วน ให้ตำผงละลายน้ำร้อน น้ำส้มงั่วก็ได้ ส้มซ่าก็ได้ น้ำมะกรูดก็ได้ น้ำขิงก็ดีแทรกพิมเสน น้ำหัวตะไคร้ต้มกินได้

ตำรับอาหาร

ยาเพ็ด (เผ็ด)

คนไทยใหญ่จะใช้เครื่องเผ็ดป่นวางเป็นเครื่องปรุงรสบนโต๊ะอาหาร หรือใช้เป็นเครื่องเทศใส่ในอาหารประเภทต้มกระดูกหรือเนื้อสัตว์ หรือต้มจืดผักก็ได้ อาหารประเภทเนื้อสัตว์เมื่อตักอาหารใส่ถ้วยแล้วจะเอายาเผ็ดโรยหน้า อาหารใส่ยาเผ็ดเวลาทานแล้วจะย่อยง่าย ท้องไม่อืดช่วยขับลมและทำให้เจริญอาหารเหมาะกับคนที่พึ่งหายป่วยไข้แล้วเบื่ออาหาร เวลารู้สึกลมติดรู้สึกไม่สยายให้เอายาเผ็ดผสมน้ำร้อนดื่มจะทำให้เหงื่อออกอาการจะดีขึ้น

ส่วนประกอบ

พริกไทย ขิง มะแขว่น กานพลู ดีปลี อบเชย โป๊ยกั๊ก ลูกซัด ใบอบเชย ว่านหอม หรือเครื่องเทศอื่นเพิ่มมาก็ได้แล้วแต่บ้านใครสูตรใคร

วิธีทำ

ทั้งหมดทำให้แห้ง ตำผงให้ละเอียด ใส่ขวดไว้ ใช้เป็นเครื่องเทศ

ปลาทอดขมิ้น

ส่วนประกอบ

ปลาขนาดกลาง 1 ตัว ขมิ้นประมาณนิ้วก้อย 1 ชิ้น กระเทียม 1-2 หัว เกลือ ½ ช้อนชา พริกไทย 1 หยิบมือ

วิธีทำ

นำพริกไทย ขมิ้นชัน กระเทียม เกลือมาตำให้เข้ากัน ทาที่ตัวปลา นำปลาไปทอดในน้ำมันจนสุก ก็สามารถนำมารับประทานได้ หากต้องการรับประทานชิ้นสมุนไพรด้วยอาจนำขมิ้นมาซอยเป็นชิ้นบางๆ และนำกระเทียมมาตำให้ละเอียด นำมาทอดต่างหากเพื่อโรยหน้าก็ได้


ที่มา หนังสือบันทึกของแผ่นดิน ๖ สมุนไพรท้องไส้…ในวิถี ASEAN โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร