วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง การเริ่มต้นฤดูฝนของประเทศไทย พ.ศ.2561 ระบุว่า

ฤดูฝนของประเทศไทยในปีนี้ได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2561 เนื่องจากประเทศไทยมีฝนตกชุกต่อเนื่องเกือบทั่วไป ประกอบกับ ลมระดับล่างที่พัดปกคลุมประเทศไทยได้เปลี่ยนเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดพาความชื้นจากทะเลอันดามันเข้าปกคลุมประเทศไทย ส่วนลมระดับบนได้เปลี่ยนเป็นลมฝ่ายตะวันออกพัดปกคลุม ซึ่งถือว่าเป็นการเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทยในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ในบางช่วงโดยเฉพาะช่วงตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคม ปริมาณและการกระจายของฝนมีน้อยและไม่สม่ำเสมอ ซึ่งจะส่งผลให้มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเกษตรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะนอกเขตชลประทาน ประชาชนจึงควรใช้น้ำเพื่อประโยชน์สูงสุด

สำหรับฤดูฝนของประเทศไทยตอนบนจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม ส่วนภาคใต้โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกจะยังคงมีฝนตกต่อไปอีกถึงเดือนธันวาคม จึงจอประกาศให้ประชาชนได้ทราบทั่วกัน

 

นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ปีนี้ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการตั้งแต่ประมาณวันที่ 20 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป เนื่องจากรอองค์ประกอบของลมตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นลมประจำฤดูพัดผ่านเข้ามา

นายวันชัย กล่าวว่า ฝนที่ตกขณะนี้ เป็นลักษณะของฝนฟ้าคะนอง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากลมตะวันออกเฉียงใต้ พัดนำความชื้นจากทะเลอ่าวไทยเข้ามาสู่ประเทศไทย โดยลักษณะฝนที่ตกนั้นจะไม่กระจายครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ ตกเฉพาะที่ เฉพาะจุด และมีที่ตกหนักในบางพื้นที่ มีลมกระโชกแรง มีฟ้าผ่า แต่ไม่เหมือนกรณีพายุฤดูร้อนในช่วงที่ผ่านมา ที่มีความรุนแรงมากกว่า

“ปีนี้คาดว่า ปริมาณฝนจะมากกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 10% ซึ่งในช่วงต้นฤดูฝน ฝนอาจจะดูมากอยู่เล็กน้อย แต่ในช่วงกลางฤดูฝน ประมาณกลางเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ฝนจะลดน้อยลงค่อนข้างมาก และประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม ที่เป็นช่วงปลายฤดูฝน ฝนจะกลับมาตกเพิ่มขึ้น”

นายวันชัย กล่าวว่า พื้นที่ที่น่าเป็นห่วง เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ได้แก่พื้นที่ลุ่มทั้งหมด อาทิ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดขอนแก่น และสกลนคร อีกทั้งแถบลุ่มเจ้าพระยา ตั้งแต่บริเวณจังหวัดสุโขทัย สุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี รวมถึงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ทางกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมชลประทาน มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรายงานสภาวะฝน และการรายงานระดับน้ำ เบื้องต้นทราบว่า กรมชลประทานเริ่มบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเร่งระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำ และเขื่อนกักเก็บน้ำ ที่มีปริมาณน้ำมากไปสู่พื้นที่การเกษตร ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ และเขื่อนกักเก็บน้ำลดลง จนอยู่ในระดับปกติที่สามารถควบคุมได้ และพร้อมรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมาใหม่ ยกเว้นเกิดกรณีมีพายุเข้ามา ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาอยู่สักเล็กน้อย เนื่องจากกรณีพายุ ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเคลื่อนตัวไปในทิศทางใด หากเป็นฝนปกติจะสามารถรับมือได้