ไทยว่างงานอื้อ ทำหนี้ครัวเรือนแตะ 80% สูงสุดในรอบ 4 ปี

เว็บไซต์ ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า สศช. เผยข่าว นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึง รายงานภาวะสังคมไตรมาส 2/2563 ว่า มีผู้ว่างงานราว 750,000 คน คิดเป็นอัตราว่างงาน 1.95% เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากช่วงปกติ โดยมีสาเหตุมาจากการปิดกิจการในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสาขาโรงแรมและภัตตาคาร ซึ่งแรงงานถูกเลิกจ้างมากที่สุด 18.3% รองลงมา คือสาขาค้าปลีกค้าส่ง 14.6%

ส่งผลให้จำนวนผู้ว่างงานสะสมในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านกว่าคน แบ่งเป็น ผู้ว่างงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม 400,000 คน ส่วนที่เหลืออีกราว 1.7 ล้านคน ที่แม้ว่าจะไม่ตกงานเพราะยังมีงานทำ แต่ก็ถูกลดเงินเดือนหรือรายได้หรือหยุดทำงานชั่วคราวโดยไม่รับเงินเดือน แต่คนกลุ่มนี้ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะตกงานในอนาคต หากสถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น

และธุรกิจต้องปิดกิจการลง ซึ่งบุคคลที่อยู่ในระบบภาครัฐได้เข้าไปช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง แต่ที่น่าเป็นห่วงคือบุคคลที่อยู่นอกระบบประกันสังคมอีก 16 ล้านคน ที่ประกอบอาชีพอิสระ ที่อาจขาดสภาพคล่องและยอมรับว่ายากที่จะเข้าถึงการช่วยเหลือจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐก็จะพยายามเข้าไปดูแลเป็นกรณีเฉพาะ เพราะสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะหากมีการระบาดขึ้นรอบสอง แต่ก็เชื่อว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัว เพราะการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ของประเทศไทยก็ทำได้ดีกว่าหลายประเทศ

ส่วนหนี้ภาคครัวเรือนต่อจีดีพีไตรมาส 1/2563 ขึ้นมาอยู่ 80.1% สูงสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2559 ซึ่งยังเป็นตัวเลขที่รับได้ ไม่น่าเป็นห่วง แต่มีโอกาสที่หนี้ต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะทำให้คนมีรายได้มากขึ้น

ที่มา : ข่าวสดออนไลน์

“โฆษกแรงงาน” แจง กรณีผู้จบ ป.ตรี ตกงานสูง มีหลายสาเหตุ อาทิ จบสาขาตลาดไม่รองรับ ค่านิยมเรียนตามเพื่อน ทำงานต่ำกว่าวุฒิ ศึกษาต่อ ไม่ต้องการทำงาน เปลี่ยนงานใหม่เพื่อหาประสบการณ์ รับช่วงธุรกิจครอบครัว เป็นต้น กระทรวงแรงงาน มีมาตรการส่งเสริมการมีงานทำ จับคู่คนกับงานผ่านสมาร์ทจ็อบเซ็นเตอร์ แก่คนไทยทุกกลุ่ม เพิ่มประสิทธิภาพให้บริการ สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย เข้าถึงตำแหน่งงานว่าง ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนมีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้อย่างมั่นคง

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2561 นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวตัวเลขของผู้จบปริญญาตรีตกงานสูงกว่าระดับการศึกษาอื่นนั้น พบว่า ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาย้อนหลัง 5 ปี (2556-2560) มีผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีปีละประมาณ 300,000 คน และข้อมูลการจ้างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าในเดือนพฤษภาคม 2561 ยอดคนตกงานที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมากถึง 170,900 คนนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีใหม่ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเดิม ซึ่งในภาพรวมการตกงานมีหลายสาเหตุ เช่น การเลือกเรียนในสายที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน แต่เป็นการเลือกตามกระแส ค่านิยม หรือเรียนตามเพื่อน ทำให้เกิดปัญหาตกงาน หรือได้งานทำไม่ตรงกับสาขาที่เรียน หรือทำงานต่ำกว่าวุฒิการศึกษา ผู้ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีบางส่วนยังไม่ต้องการหางานทำ เนื่องจากอยู่ในช่วงการตัดสินใจที่จะศึกษาต่อ หรือพักอยู่กับบ้าน ผู้ที่ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี บางส่วนมีความต้องการเพียงใบรับรองคุณวุฒิเท่านั้น เพราะครอบครัวมีธุรกิจหรืออาชีพที่ต้องการให้บุตรหลานรับช่วงต่อ รวมถึงเป็นผู้ที่ลาออกจากงานเดิม และต้องการเปลี่ยนงานใหม่เพื่อหาประสบการณ์ในการทำงาน

นางเพชรรัตน์ฯ กล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการแก้ไขและป้องกันปัญหาการว่างงานในกลุ่มผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยได้ดำเนินโครงการสำรวจความต้องการของผู้สำเร็จการศึกษาในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถึงระดับปริญญาตรี เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวจัดส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดหางาน อีกทั้ง ยังได้มีบริการแนะแนวอาชีพ แก่นักเรียนที่จะจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาได้ทราบถึงอาชีพและลักษณะอาชีพที่อยู่ในความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อเลือกสาขาที่เรียนต่อระดับปริญญาตรี ที่มีตลาดแรงงานรองรับ

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีตำแหน่งงานว่างทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 180,180 อัตรา ในจำนวนนี้เป็นระดับปริญญาตรี จำนวน 22,345 อัตรา โดยผู้สนใจสามารถเลือกใช้บริการในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job Center) สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 -10 สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ รถบริการจัดหางานเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ทางเว็บไซต์ http://smartjob.doe.go.th และ Smart Job Center Application By Smartphone หรือโทรสายด่วน 1506 กด 2

“ขอให้นักเรียน นักศึกษา ผู้ว่างงาน หรือผู้ที่กำลังจะหางานทำมั่นใจได้ว่า กระทรวงแรงงาน จะยังคงดำเนินการส่งเสริมการมีงานของคนไทยทุกกลุ่มในทุกรูปแบบไปอย่างต่อเนื่อง โดยพัฒนากลไกการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความสะดวกมีขั้นตอนที่ทันสมัย สอดคล้องตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้มีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้อย่างมั่นคง” นางเพชรรัตน์ฯ กล่าวในท้ายที่สุด