ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็น อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเป็นหวัดกันได้ ใครที่ไม่อยากป่วยเลยไปหาซื้อวิตามินหรืออาหารเสริมมาทานเอง แต่ที่เป็นที่นิยมที่สุดเห็นจะเป็น ‘วิตามินซี’ เพราะหาซื้อง่าย แต่ก็ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ยังไม่ทราบว่าจริงๆ แล้ววิตามินซีควรทานอย่างไร ทานช่วงเวลาไหนร่างกายถึงจะได้รับประโยชน์มากที่สุด วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อมกันค่ะ

วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับวิตามินซี จากโรงพยาบาลกรุงเทพ (www.bangkokhospital.com) มาฝากกันค่ะ

ชนิดของวิตามินซี

แบบอัดเม็ด

วิตามินซีประเภทนี้โดยทั่วไปมีขนาดตั้งแต่ 25 – 1,000 มิลลิกรัม แต่ขนาดยอดนิยมทั่วไปคือ 500 และ 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งหากเป็นไปได้ควรเลือกทานที่ระบุว่าเป็นแบบ Buffered, Sustained Release หรือ Slow Release เพราะตัววิตามินซีจะค่อยๆ ปล่อยจากเม็ดยาช้าๆ ทำให้วิตามินซีออกฤทธิ์ได้นานขึ้น อีกทั้งช่วยให้ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่ระดับวิตามินซีในกระแสเลือดที่ได้รับนั้นไม่แตกต่างจากรูปแบบเม็ดทั่วไปที่ปล่อยวิตามินซีแบบทันที

แบบเม็ดอม

มีตั้งแต่ 25 – 500 มิลลิกรัม เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบกลืนเป็นเม็ด แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า การอมวิตามินซีแบบเม็ดบ่อยๆ กรดที่ออกมาจะทำให้เคลือบฟันบางจนฟันกร่อนได้

แบบเม็ดเคี้ยว

โดยปกติมีขนาด 30 มิลลิกรัม เหมาะกับเด็ก เพราะมีรสหวานชวนทาน แต่ต้องระวังไว้ว่า ด้วยน้ำตาลที่มีปริมาณสูงอาจส่งผลให้เกิดฟันผุได้เมื่อรับประทานเป็นประจำ

แบบเม็ดฟู่

มักมาในขนาด 500 และ 1,000 มิลลิกรัม วิธีการทานที่ถูกต้องควรนำไปละลายในน้ำจนฟองหมด เพราะฟองแก๊สที่เกิดขึ้นเมื่อรับประทานเข้าไปอาจเกิดการแน่นท้องในภายหลังได้ วิตามินซีชนิดนี้เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถกลืนยาเม็ดขนาดใหญ่ได้ ข้อดีคือเหมาะกับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการดูดซึม

แบบแคปซูล

มีทั้งแบบแคปซูลแข็งและแคปซูลนิ่ม แต่ละแคปซูลมีขนาด 500 มิลลิกรัม ข้อดีคือกลืนง่ายสบายคอกว่าวิตามินซีรูปแบบอัดเม็ด

แบบสารละลายเพื่อฉีด

ขนาดจะอยู่ที่ 500 มิลลิกรัม เป็นวิตามินซีแบบที่เหมาะกับการป้องกันหวัดที่ดีที่สุด แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการฉีด ข้อดีก็คือ ออกฤทธิ์เร็วและร่างกายสามารถเอาวิตามินซีไปบำรุงซ่อมแซมได้ทันที เพราะไม่ต้องผ่านการย่อยจากกระเพาะอาหาร

สิ่งที่ควรรู้ก่อนการทานวิตามินซี

วิตามินซีมีจุดอิ่มตัวในการดูดซึม การดูดซึมของวิตามินซีมีจุดอิ่มตัวและขึ้นอยู่กับปริมาณในการรับประทานเข้าไป หากทานเกินจุดอิ่มตัวของการดูดซึม ร่างกายก็ไม่สามารถดูดซึมไปใช้เพิ่มได้ จึงควรทานวิตามินซีในปริมาณที่ต่ำกว่า 1 กรัม แต่ทานหลายครั้งจะดูดซึมได้ดีกว่าทานปริมาณมากในครั้งเดียว ยกตัวอย่างเช่น การรับประทานวิตามินซีครั้งละ 1,000 – 1,500 มิลลิกรัม มีข้อมูลระบุว่า ร่างกายดูดซึมวิตามินซีได้เพียง 50% เป็นต้น

ทานวิตามินซีอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

  • ทานพร้อมอาหารมื้อเช้าและมื้อเย็น เพราะวิตามินซีจะถูกขับออกภายใน 2 – 3 ชั่วโมง ดังนั้นการรักษาระดับวิตามินซีในเลือดให้สูงเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพ
  • บรรเทาหวัด ทานวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม วันละ 2 เวลา ช่วยให้ระดับฮิสตามีน สารที่ทำให้น้ำตาน้ำมูกไหลลดลงได้ถึงร้อยละ 40
  • ผู้ที่เป็นเบาหวาน ควรรับประทานวิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัม เพราะวิตามินซีจะเข้าไปช่วยลดสารอนุมูลอิสระและการอักเสบของหลอดเลือด อีกทั้งช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไตวาย เป็นต้น
  • เพิ่มประสิทธิภาพวิตามินซี ด้วยการทานร่วมกับแคลเซียม แมกนีเซียม และไบโอฟลาโวนอยด์
  • สัญญาณเมื่อได้รับวิตามินซีเกิน เช่น อาการท้องเสีย เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดได้กับคนที่ทานวิตามินซีในปริมาณที่สูงมากๆ เช่น 8,000 มิลลิกรัมขึ้นไป ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะเป็น เพราะร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนก็สามารถย่อยวิตามินซีได้วันละหลายกรัมเลยทีเดียว

ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายควรได้รับ

ในทางศาสตร์ชะลอวัยคนเราควรทานวิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัมต่อวันที่จะช่วยในเรื่องภูมิต้านทานร่างกายและการบำรุงผิวพรรณ แต่สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหวัดหรือภูมิแพ้บ่อย ควรทานวิตามินซี 2,000 มิลลิกรัมหรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ซึ่งหากอยากรู้แน่ชัดว่าร่างกายเราต้องการวิตามินเท่าไรต้องปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการ

ถึงแม้การทานวิตามินซีจะเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานและป้องกันโรคหวัด แต่ก็ควรทานผลไม้สดที่มีวิตามินซีสูงด้วย เช่น ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะเขือเทศ ฯลฯ รวมทั้งพวกผักใบเขียวต่างๆ เพราะนอกจากจะได้รับวิตามินเต็มๆ แล้ว เรายังไม่ต้องเสียเงินซื้อวิตามินซีหรืออาหารเสริมอื่นๆ ให้เปลืองเงินอีกด้วยค่ะ

วิตามินซี เป็นวิตามินที่ได้รับการกล่าวถึงในแง่ของคุณประโยชน์และความสามารถในการบำรุงร่างกาย หลายคนได้รับวิตามินทั้งจากการรับประทานอาหาร และจากอาหารเสริมต่างๆ จนดูเหมือนว่าในหนึ่งวันอาจจะได้รับวิตามินซีมาเยอะเกินไปเสียด้วยซ้ำ แล้วถ้าหากร่างกายของเรามีการ รับประทานวิตามินซีมากไป จริงๆ จะเป็นผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง มาหาคำตอบกันได้กับบทความนี้เลยค่ะ

วิตามินซีกับร่างกาย

วิตามินซีหรือที่เรียกว่ากรดแอสคอร์บิค (ascorbic acid) เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโต การพัฒนาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้น วิตามินซี ยังเป็นสารอาหารที่ได้รับการจัดเอาไว้ว่าเป็นหนึ่งในสารอาหารที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพต่อร่างกายสูง วิตามินซีมีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการหวัด ป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด มีคุณสมบัติในการการสร้างคอลลาเจน กระตุ้นการดูดซึมธาตุเหล็ก ช่วยในการการรักษาบาดแผล บำรุงกระดูก กระดูกอ่อน และฟัน รวมถึงยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพผิวอีกด้วย

รับประทานวิตามินซีมากไป ให้ผลเสียอย่างไรบ้าง ?

วิตามินซีเป็นสารอาหารที่ให้ประโยชน์และไม่มีโทษใดๆ ต่อร่างกาย เพราะได้รับการจัดเอาไว้ว่าเป็นสารอาหารที่มีความปลอดภัยมากที่สุด ดังนั้นการรับประทานวิตามินซีมากเกินปริมาณที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวันนั้น จะไม่เป็นการส่งผลให้ร่างกายเกิดโรคร้ายแรงใดๆ แต่อย่างไรก็ตาม แม้

ร่างกายจะไม่มีผลกระทบของโรคร้าย แต่การได้รับปริมาณวิตามินซีที่มากจนเกินไป ก็ยังคงส่งผลเสียต่อร่างกาย ดังนี้

ผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร เนื่องจากการมีวิตามินซีมากจนเกินไปอาจทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ไม่หมดหรือไม่ถูกดูดซึม และวิตามินซีที่ไม่ถูกดูดซึมนี้นี่เองที่ทำให้ระบบทางเดินอาหารเกิดการระคายเคือง ร่างกายมีปริมาณธาตุเหล็กมากเกินไป วิตามินซีทำหน้าที่กระตุ้นการดูดซึมธาตุเหล็ก เมื่อวิตามินซีมากเกินไปก็เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายดูดซึมเอาธาตุเหล็กมากขึ้นตามไปด้วย เสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต เมื่อวิตามินซีมากเกินไป ส่วนที่เกินมาและไม่ถูกดูดซึมนั้นจะถูกขับออกมาเป็นของเสีย ซึ่งของเสียที่ว่านั้นเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดนิ่วในไต

นอกจากความเสี่ยงดังกล่าวแล้ว ยังมีผลเสียอื่นที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนี้

  • ท้องร่วง
  • ท้องอืด
  • เป็นตะคริวที่ท้อง
  • มีความรู้สึกไม่สบายท้อง
  • วิงเวียนศีรษะ
  • อาเจียน
  • ปวดท้อง
  • นอนไม่หลับ

วิตามินซีแค่ไหนถึงเรียกว่ามากเกินไป ?

โดยทั่วไปนั้น การรับประทานวิตามินซีในสัดส่วนที่เหมาะสม ได้มีการกำหนดปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันเอาไว้ว่า สำหรับเพศชายควรได้รับวิตามินซี 90 มิลลิกรัมต่อวัน และสำหรับเพศหญิงควรได้รับปริมาณวิตามินซี 75 มิลลิกรัมต่อวัน วัยผู้ใหญ่ควรได้รับปริมาณวิตามินซี2,000มิลลิกรัมต่อวัน แต่ถ้าหากร่างกายได้รับปริมาณของวิตามินซีมากเกินกว่าที่แนะนำ อาจเป็นผลเสียต่อร่างกายตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น

และในสัดส่วนปริมาณของการรับประทานวิตามินซีในแต่ละช่วงอายุเป็น ดังนี้

  • เด็กอายุ 1-3 ปี ควรได้รับวิตามินซี 15 มิลลิกรัมต่อวัน
  • เด็กอายุ 4-8 ปี ควรได้รับวิตามินซี 25 มิลลิกรัมต่อวัน
  • เด็กอายุ 9-13 ปี ควรได้รับวิตามินซี 45 มิลลิกรัมต่อวัน
  • เพศหญิง อายุ 14-18 ปี ควรได้รับวิตามินซี 65 มิลลิกรัมต่อวัน
  • เพศหญิง อายุ 19 ปีขึ้นไป ควรได้รับวิตามินซี 75 มิลลิกรัมต่อวัน
  • เพศชาย อายุ 14-18 ปี ควรได้รับวิตามินซี 75 มิลลิกรัมต่อวัน
  • เพศชาย อายุ 19 ปีขึ้นไป ควรได้รับวิตามินซี 90 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามินซี เป็นสารอาหารที่ให้คุณค่าแก่ร่างกายชนิดที่เรียกว่าไม่ควรขาดวิตามินซี แต่อย่างไรก็ตาม ของสิ่งใดที่มากหรือน้อยจนเกินไป ย่อมก่อให้เกิดผลเสียได้เสมอ ดังนั้น การรับปริมาณวิตามินซีในระดับที่มีการแนะนำและเป็นสัดส่วนที่เพียงพอต่อร่างกาย จึงถือว่าเป็นการปลอดภัยและได้คุณค่าต่อร่างกายอย่างสูงสุด

ที่มา : Sanook.com

วิตามินซี ถือเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะมีประโยชน์ทั้งในด้านสุขภาพ และการบำรุงผิวพรรณ เราจึงควรบริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับวิตามินซีที่เพียงพอต่อร่างกายเสมอ ซึ่งก็มีอาหารหลายอย่างเลยที่มีวิตามินซีสูง วันนี้เราเลยรวบรวมแหล่งอาหารที่มีวิตามินซีมาฝากกัน จะได้เลือกทานตามชอบ สุขภาพดีไปพร้อมๆ กัน เริ่ม!

ส้ม
หากพูดถึงแหล่งวิตามินซี ใครๆ ก็ต้องนึกถึงส้มเป็นอันดับแรกเลย ซึ่งนอกจากวิตามินซีสูงแล้ว ยังมีวิตามินเอ โพแทสเซียม เหล็ก และฟอสฟอรัส ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ แต่ทั้งนี้ส้มแต่ละชนิดก็อาจจะมีปริมาณวิตามินซีไม่เท่ากันนะ แต่โดยเฉลี่ย ส้ม 100 กรัม ก็จะมีวิตามินซี 18-50 มิลลิกรัม ใครต้องการเพิ่มวิตามินซีให้ร่างกายก็อย่าลืมรับประทานส้มบ่อยๆ นะ

ฝรั่ง
สุดยอดผลไม้ที่เป็นขุมพลังแห่งวิตามินซีอย่างฝรั่งกัน แน่นอนว่ายิ่งใครที่กำลังไดเอท ฝรั่งถือว่าตอบโจทย์มากๆ เพราะฝรั่งปริมาณ 100 กรัม อุดมด้วยวิตามินมากถึง 80-160 มิลลิกรัม อีกทั้งข้อดีเป็นผลไม้ที่มีตลอดปี ราคาไม่แพง หารับประทานง่ายสุดๆ แถมยังแคลอรีต่ำอีกด้วย ไม่ต้องกลัวอ้วนเลย

สตรอว์เบอร์รี
เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ทั้งอร่อย และมีประโยชน์มากๆ หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า ในสตรอว์เบอร์รีปริมาณ 100 กรัม อุดมไปด้วยวิตามินซีสูงถึง 58 มิลลิกรัม อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าส้มถึง 1.5 เท่าเลยทีเดียว ยิ่งใครที่ใช้สายตาหนักๆ จากการทำงาน สตรอว์เบอร์รีก็สามารถช่วยบำรุงสายตาได้ เพราะมีวิตามินเอสูง จึงช่วยลดความเสี่ยงของอาการจอประสาทตาเสื่อม เห็นลูกเล็กๆ แบบนี้ แต่ประโยชน์เพียบเลยนะเนี่ย

บรอกโคลี
ใครจะไปรู้ว่าผักสีเขียวเข้มรายนี้จะอุดมไปด้วยวิตามินซี ไม่แพ้อาหารชนิดอื่นๆ ซึ่งบรอกโคลีปรุงสุกปริมาณครึ่งถ้วย จะมีวิตามินซีถึง 51 กรัมเลยทีเดียว แถมบรอกโคลียังมีคุณสมบัติที่ดีในการบำรุงผิวพรรณเป็นอย่างมาก เพราะในบรอกโคลีจะมีสารที่มีคุณสมบัติเฉพาะ ที่ช่วยลดผลกระทบของรังสี UV ที่มากระทบผิวหนัง และยังช่วยป้องกันอาการอักเสบและรอยแดงได้อีกด้วย

พริกหวาน
พริกหวานสีสันจัดจ้านสดใส ที่เรานำมาปรุงอาหารกันอยู่บ่อยๆ ไม่ได้เป็นแค่ตัวประกอบที่อยู่ในเมนูจานโปรดเท่านั้น แต่รู้หรือไม่ว่าพริกหวานมีวิตามินซีสูงมาก โดยในปริมาณ 100 กรัม พริกหวานจะมีวิตามินซีมากถึง 80-150 มิลลิกรัม ซึ่งนอกจากนี้ก็ยังมีวิตามินเอ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมสูง และจากการวิเคราะห์ ยังพบว่าพริกหวานสีเหลือง มีวิตามินซีสูงสุด รองลงมาคือพริกหวานสีแดง และพริกหวานสีเขียว อร่อยทานแถมประโยชน์มากเว่อร์แบบนี้ คนไม่กินเผ็ดก็สามารถรับประทานได้นะจ๊ะ

กีวี
ถ้าพูดถึงผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี อยากให้ทุกคนลองหันมารับประทานกีวีกันดูบ้าง เพราะนอกจากรสชาติที่หวานอมเปรี้ยว บวกกับกลิ่นหอมๆ แล้ว กีวีปริมาณ 100 กรัม ยังมีวิตามินซีสูงถึง 80-90 มิลลิกรัม เลยทีเดียว ซึ่งจากงานวิจัยยังพบว่าในกีวีหนึ่งผล มีวิตามินซีมากกว่าส้มหนึ่งลูกถึง 74% แถมยังมีวิตามินอี และไฟเบอร์สูงกว่าผลไม้หลายชนิด ทำให้กีวีกลายเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่หลายๆ คนขาดไม่ได้เลย

มะละกอ
พูดถึงมะละกอหลายคนจะนึกถึงผลไม้ที่กินแล้วเหมือนยาระบาย ขับง่ายถ่ายคล่อง แต่นอกเหนือจากเอกลักษณ์ตรงนี้ มะละกอยังมีวิตามินซีสูงเช่นกัน โดยเนื้อมะละกอสุกปริมาณ 100 กรัม มีวิตามินซีมากถึง 70 มิลลิกรัม และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ และเอนไซม์หลายชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย

เห็นกันแล้วใช่ไหมคะว่ามีอาหารหลายชนิดเลยที่อุดมด้วยวิตามินซี ซึ่งเอาจริงๆ แล้วก็คือผักผลไม้เป็นส่วนใหญ่ แต่หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าวิตามินซีนั้น เป็นวิตามินที่สลายตัวได้เร็วที่สุด ในบรรดาวิตามินต่างๆ หากเราต้องการวิตามินซีจากธรรมชาติในปริมาณเยอะๆ จึงควรรับประทานผักผลไม้สดๆ เพราะจะมีปริมาณวิตามินซีมาก แต่บางร้านค้าทั่วไป อาจเก็บผลไม้ไว้นาน ในอากาศร้อน มีแสง และความชื้น ทำให้วิตามินซีสลายตัวเร็ว เมื่อเรารับประทานจึงไม่ได้คุณค่าเท่าที่ควร ดังนั้นเวลาเลือกซื้อควรเลือกที่สด สะอาด จากแหล่งค้าขายที่ปลอดภัยกันด้วยนะจ๊ะ

ที่มา : บล็อกเล่าเก้าสิบ

เข้าสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการมาได้ซักพักแล้ว คุณแม่หลายๆ คนอาจรู้สึกกังวลใจเพราะกลัวลูกๆ จะเป็นหวัด วันนี้เรามีผลไม้วิตามินซีสูง 10 ชนิดที่นอกจากจะมีรสชาติอร่อยถูกใจเด็กๆ แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และป้องกันหวัดในช่วงหน้าฝนนี้มาแนะนำให้ลองไปซื้อกินกันด้วย

1. ฝรั่ง
ฝรั่งถือเป็นผลไม้ประจำบ้านของหลายๆ คน เพราะหาซื้อง่าย ราคาถูก และมีให้รับประทานตลอดทั้งปี บางคนอาจจะนึกไม่ถึงว่าฝรั่งจะมีวิตามินซีสูง เพราะฝรั่งมีรสชาติออกหวานค่อนข้างไปทางจืดปนฝาด แต่จริงๆ แล้วฝรั่งสด 100 กรัม มีวิตามินซีสูงถึง 160 มิลลิกรัมเลยทีเดียว ควรรับประทานทั้งเปลือกเพื่อที่จะได้วิตามินซีเต็มที่

2. กีวี่
กีวี่ผลไม้เนื้อสีเขียวสดใส มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ถือเป็นผลไม้จิ๋วแต่แจ๋วเพราะถึงแม้ผลจะมีขนาดเล็กแต่กลับเต็มไปด้วยใยอาหาร แร่ธาตุ และสารอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพมากมาย เช่น ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินเอ วิตามินบีรวม และวิตามินซี โดยกีวี่ 100 กรัม มีวิตามินซีสูงถึง 92 มิลลิกรัม

3. ลิ้นจี่
ลิ้นจี่เป็นผลไม้ประจำฤดูฝนและยังเป็นผลไม้โปรดของเด็กๆ หลายคน เพราะรับประทานง่าย มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานซึ่งช่วยเพิ่มความสดชื่นได้ดี สามารถรับประทานสดๆ หรือดัดแปลงเป็นเมนูกินเล่นหรือเครื่องดื่มได้ เช่น ลิ้นจี่ลอยแก้ว น้ำลิ้นจี่ปั่น และลิ้นจี่อบแห้ง ลิ้นจี่เป็นผลไม้ผลเล็กที่มีวิตามินซีสูง โดยลิ้นจี่ 100 กรัม มีวิตามินซีถึง 71 มิลลิกรัม เพียงพอต่อปริมาณวิตามินที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน

4. มะละกอ
มะละกอเป็นผลไม้ที่หาซื้อง่าย มีให้รับประทานตลอดปี ที่สำคัญคือราคาไม่แพง แม่บ้านหลายๆ คนจึงมักซื้อติดบ้านไว้เสมอ มะละกอสุกจะมีรสชาติหวานอร่อยและมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ นอกจากจะช่วยขับถ่ายและแก้ท้องผูกแล้ว มะละกอยังมีวิตามินซีสูงมาก โดยมะละกอ 100 กรัม มีวิตามินซีสูงถึง 70 มิลลิกรัม


5. สตรอว์เบอร์รี
สตรอว์เบอร์รีผลไม้จิ๋วแต่แจ๋วขวัญใจเด็กๆ มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ช่วยเพิ่มความสดชื่น สามารถรับประทานสดๆ รับประทานคู่กับโยเกิร์ต หรือทำน้ำสตรอว์เบอร์รีสดปั่นได้ นอกจากรสชาติที่อร่อยถูกปากแล้ว สตรอว์เบอร์รียังมีวิตามินซีสูง โดยสตรอว์เบอร์รี 100 กรัม มีวิตามินซีสูงถึง 66 มิลลิกรัม  


6. ส้ม
ส้มเป็นอีกหนึ่งในผลไม้หาซื้อง่ายที่แม่บ้านส่วนใหญ่นิยมซื้อไว้ติดบ้าน รสชาติของส้มจะแตกต่างกันตามสายพันธุ์ ทั้งเปรี้ยว หวาน หรือเปรี้ยวอมหวาน และมีกลิ่นหอมสดชื่นเป็นเอกลักษณ์ สามารถรับประทานสดๆ หรือคั้นน้ำดื่มได้ นอกจากส้มจะมีใยอาหารมาก ก็ยังมีวิตามินซีสูงอีกด้วย โดยส้ม 100 กรัม มีวิตามินซีสูงถึง 53 มิลลิกรัม

7. เงาะ
เงาะเป็นหนึ่งในผลไม้ประจำหน้าฝน เด็กๆ หลายคนชอบกินเงาะเพราะมีรสชาติหวานฉ่ำ สามารถรับประทานสดๆ หรือนำไปลอยแก้วได้ นอกจากจะมีรสชาติที่อร่อยถูกใจเด็กๆ แล้ว เงาะยังมีวิตามินสูงอีกด้วย โดยเงาะ 100 กรัม มีวิตามินซีสูงถึง 53 มิลลิกรัม


8. สับปะรด
สับปะรดเป็นผลไม้ที่หาซื้อง่ายเพราะมีผลผลิตตลอดทั้งปี มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวและเนื้อชุ่มฉ่ำ สามารถรับประทานสดหรือนำไปประกอบอาหารคาวและขนมหวานได้หลากหลายเมนู เช่น ผัดสับปะรด แยมสับปะรด และฟรุตสลัด สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงซึ่งช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย โดยสับปะรด 100 กรัม มีวิตามินซีถึง 48 มิลลิกรัม


9. ส้มโอ
ส้มโอเป็นผลไม้ที่หาซื้อง่ายและราคาไม่แพง มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน สามารถรับประทานสดๆ หรือนำไปทำเป็นอาหารกินเล่น เช่น ยำส้มโอ สลัดส้มโอ หรือส้มตำส้มโอ ก็อร่อยไม่แพ้กัน ส้มโอถือเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีวิตามินซีสูง โดยส้มโอ 100 กรัม ให้วิตามินซีสูงถึง 44 กรัม


10. องุ่นเขียว
องุ่นเขียวถือเป็นองุ่นที่หาซื้อได้ง่ายที่สุดและยังเป็นผลไม้ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่หลายคนชื่นชอบ เพราะมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ช่วยเพิ่มความสดชื่น นอกจากนั้นองุ่นเขียวยังมีสารอาหารหลักที่ร่างกายต้องการมาก ทั้ง วิตามินเอ  วิตามินบี วิตามินบี 2 และวิตามินซี โดยองุ่น 100 กรัมมีวิตามินซีราว 10 มิลลิกรัม

ที่มา : บล็อกเล่าเก้าสิบ

หลายคนอาจได้ยินสรรพคุณของ “วิตามินซี” มามาก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัด ฯลฯ แต่จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิตามินซี ตามไปดูกัน