บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมูลนิธิธรรมดี นำคณะครูจำนวน 30 คนจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ร่วมเดินทางไปยัง 1 ใน 9 เส้นทาง 81 แหล่งเรียนรู้ ตามรอยศาสตร์พระราชาในโครงการตามรอยพระราชา ตอน “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา”

นางวิชชุดา ไตรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเดินทางตามรอยพระราชาในครั้งนี้เป็นโครงการตามพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมกิจกรรมที่ผสมผสานความสนุกกับการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่เน้นเรื่องการถอดรหัสพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ‘เราจะสืบสานรักษาและต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป’ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คณะครูในการร่วมกันสานต่อพระราชปณิธาน เข้าใจ เข้าถึง ‘ศาสตร์พระราชา’ พร้อมทั้งร่วมกันสร้างนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด และปลูกฝังคุณธรรม 4 

ประการ ได้แก่ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา เพื่อสร้างสรรค์และต่อยอดการเรียนการสอนด้วยนวัตกรรม ให้เยาวชนได้เรียนรู้ ได้สัมผัสสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทย เพื่อให้เยาวชนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีความสุข

โครงการตามรอยพระราชา ตอน “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา” เที่ยวบ้านไร่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 บนเส้นทางชั่งหัวมันและหุบกะพง เริ่มด้วยการเดินทางสู่โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงซื้อที่ดินจากราษฎร พัฒนาพื้นที่การเกษตรที่เคยเสื่อมโทรมแห้งแล้งให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โครงการชั่งหัวมัน มีทั้งแปลงเกษตรสาธิตและการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ พิพิธภัณฑ์ดิน ทุ่งกังหันลมผลิตไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์ ฟาร์มปศุสัตว์โคนมและไก่ไข่ ปัจจุบันได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางการเกษตรที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบุรี

จากนั้นเดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตรเขากระปุก ตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ศูนย์แห่งนี้เป็นสถานที่ฝึกอบรมทางการเกษตรของเกษตรกรและเยาวชนในพื้นที่ โดยเฉพาะครูและนักเรียนจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน รวมทั้งเป็นสถานที่เรียนรู้ ศึกษาดูงานของบุคคลทั่วไปของเกษตรกรและเยาวชน ในการทำเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี และมีผักสวนครัวต่าง ๆ จำหน่ายในราคาถูก

คณะครูเดินทางต่อไปไปยังศูนย์สาธิตสหกรณ์ โครงการหุบกะพง ซึ่งมีที่มาจากเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในปี พ.ศ. 2507 ทรงทราบความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำจำนวน 83 ครอบครัว ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ประกอบอาชีพและไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง จึงทรงให้จัดหาที่ดินในเขตจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ นำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกร โดยดำเนินงานในลักษณะหมู่บ้านสหกรณ์ตัวอย่างแห่งแรก ที่เป็นการผนึกกำลังกันด้วยความรู้ความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริต ความเมตตาหวังดี และการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน

ซ้าย-วิชชุดา ไตรธรรม
ซ้าย-วิชชุดา ไตรธรรม
01-5

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เข้าชมแบบจำลองบ้านของเกษตรกรกลุ่มแรกที่อพยพครอบครัวเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ของโครงการเพื่อพัฒนาชนบทหุบกะพง ร่วมกิจกรรมทำเกลือสปาขัดผิวจากธรรมชาติกับกลุ่มแม่บ้านหุบกะพง ซึ่งได้พัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในครัวเรือน และสปาจากสมุนไพรส่งจำหน่ายภายในชุมชนและโรงแรมชื่อดังในอำเภอชะอำ ผ่านการรับรองมาตรฐานและยังได้รางวัล OTOP 5 ดาวอีกด้วย ต่อจากนั้นเยี่ยมชมโครงการสืบสานศิลปาชีพ (พิเศษ) จักสานป่านศรนารายณ์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้ทรงพระราชทานอาชีพการทำหัตถกรรมป่านศรนารายณ์ พร้อมทั้งส่งครูผู้สอนมาให้คำแนะนำ จนกลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับชาวหุบกะพงมาจนถึงปัจจุบัน

ปิดท้ายด้วยการสักการะต้นโพธิ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลูก ณ วัดหุบกะพง ซึ่งเป็นหน่อโพธิ์จากต้นพระศรีมหาโพธิ์ ประเทศอินเดีย แล้วร่วมกันจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ประจำปีพุทธศักราช 2562

นอกจากนี้ คณะครูยังได้ร่วมกิจกรรมถอดบทเรียน นำโดย นายอดุลย์ ดาราธรรม วิทยากรจิตอาสาจากสมาคมนักเรียนเก่าเอเอฟเอสประเทศไทย (TRAFS) ประกอบด้วยกิจกรรม ‘Game of Our Nation’ ที่สอดแทรกคุณธรรม 4 ประการ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา กิจกรรม ‘The Medici Effect 9’ ถอดบทเรียนและต่อยอดสร้างสรรค์นวัตกรรมจากการตามรอยพระราชา และกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากหนังสือชุด King Bhumibol Adulyadej of Thailand เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนให้นักเรียนนักศึกษาได้เข้าใจ เข้าถึงศาสตร์พระราชาและคุณธรรม 4 ประการ พร้อมทั้งสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาตนเองและสังคมต่อไป

ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด ในฐานะผู้จัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้กล่าวปิดท้ายโครงการ และให้แต่ละคนได้ออกมาพูดความรู้สึก แชร์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับในการร่วมเดินทางในครั้งนี้ จากนั้นก็ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นอันปิดโครงการลงอย่างซาบซึ้งและตื้นตันใจ

01-8

ข่าวสั้น – ที่ประชุมมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) วันที่ 24 พ.ค.61 มีมติ ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร จนกว่าจะมีการใช้ B20 และตรึง LPG ไว้ที่ 363 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม

โดยนำเงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุน วอนผู้ประกอบการอย่าขึ้นราคาขนส่ง

วันที่ 22 พ.ค.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาพ่อค้าแม่ค้า ที่ขายอาหารอยู่ภายในเขตเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา กำลังเดือดร้อนจากราคา แก๊สหุงต้ม ที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นอีก 60 บาทต่อถัง จากเดิมถังขนาด 15 กิโลกรัมละ ราคา 400 บาท เป็น 460 บาทต่อถัง ส่งผลให้ต้นทุนในการทำอาหารสูงขึ้น แต่ราคาขายอาหารกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

นายวิรันต์ หนูเกื้อ อายุ 46 ปี พ่อค้าขายข้าวแกง บริเวณถนนสุขยางค์ ในเขตเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา เปิดเผยว่า การปรับราคาของแก๊สหุงต้มเพิ่มขึ้นอีก 60 บาทถังนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งตนเองนั้นทำอาหารวันละ 20 อย่าง ขายข้าวแกงมากว่า 15 ปี โดยจะเป็นแกง และของทอด จำหน่ายในราคาข้าวแกงจานละ 40 บาท กับข้าวหนึ่งอย่าง กับข้าวสองอย่าง 50 บาท ส่วนแกงถุงอยู่ที่ 40-50 บาท ต่อถุง

บรรดาพ่อค้าแม่ค้าขายแกงในเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา ยังไม่ยอมปรับราคากับข้าวตามราคาแก๊สหุงต้ม เนื่องจากเกรงว่าจะเ็นการผลักภาระให้กับประชาชนผู้บริโภค

นายวิรันต์ กล่าวต่อว่า ในแต่ละวันจะใช้แก๊สหุงต้มวันละ 2 ถัง ในการทำข้าวแกงขายมากว่า 15 ปี ถึงแม้ว่าราคาแก๊สหุงต้มจะมีการปรับราคาขึ้นแต่ทางร้านข้าวแกงยังไม่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด อาจจะรอดูสถานการณ์ไปก่อน ว่าจะมีการปรับราคาแก๊สหุงต้มเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ หากมีการปรับราคาขึ้นอีก ต้องมาทบทวนราคาต้นทุนในการทำข้าวแกงอีกครั้งการที่ไม่ปรับราคาข้าวแกง

นายวิรันต์ หนูเกื้อ อายุ 46 ปี พ่อค้าขายแกง ในเขตเทศบาลเมืองเบตง กล่าวถึงสถานการณ์และผลกระทบที่ได้รับจากราคาแก๊สหุงต้มที่ปรับตัวสูงขึ้น

นายวิรันต์ กล่าวอีกว่า ที่ยังไม่ขึ้นราคาแกงถุง และข้าวราดแกง ก็เพราะไม่อยากผลักภาระให้กับประชาชนผู้บริโภค เนื่องจากในปัจจุบันประชาชนก็ได้รับความเดือดร้อนจากค่าครองชีพอยู่แล้ว หากข้าวแกงปรับราคาขึ้นอีกจะเป็นการซ้ำเติมประชาชนผู้บริโภคให้ได้รับความเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น
ราคาแก๊สหุงต้มที่ปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่นางพิจิตรา ไลยโฆษิต เจ้าของร้านจำหน่ายแก๊สหุงต้มในอำเภอเบตง เปิดเผยว่า ยังคงจำหน่ายตามราคาให้กับผู้บริโภค โดยแก๊สหุงต้มขนาดถัง 15 กิโลกรัม จำหน่ายในราคาถังละไม่เกิน 460 บาท แก๊สหุงต้มขนาดถัง 11 กิโลกรัม จำหน่ายในราคาถังละไม่เกิน 360 บาท แก๊สหุงต้มขนาดถัง 48 กิโลกรัม จำหน่ายในราคาถังละไม่เกิน 1,390 บาท ซึ่งไม่รวมราคาค่าบริการส่งถึงบ้าน อาจมีเพิ่มขึ้นค่าจัดส่ง


บรรยากาศบริเวณหน้าร้านขายแก๊สหุงต้มในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา

สถานการณ์ราคาก๊าซ LPG บรรจุถัง หรือ #ก๊าซหุงต้ม ขยับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง…

โพสต์โดย Matichon Academy – มติชนอคาเดมี เมื่อ วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม 2018

 


ที่มา ข่าวสดออนไลน์