ของแท้แน่นอนสำหรับขนมหวาน “ป้าพะเยาว์” เจ้าเก่าติวานนท์ หรือชื่อจริง “พะเยาว์ กฤษแก้ว” ที่ตรงกับสโลแกน “เชลล์ไม่ต้องชวน ก็ควรไปชิม” ซึ่งจะไปเปิดตัวทำขนมหวานไทยๆ ให้ลิ้มรสกันในงาน “เมกะ ฟู้ด เทสติวัล 2019” (Mega Food Testival 2019) ระหว่างวันที่ 8-12 สิงหาคมนี้ ที่ ฟู้ด วอล์ค เมกะ บางนา  ด้วยความอร่อยขั้นเทพระดับตำนาน ขายมากว่า 20 ปี รสชาติฟินนน..นนสุด ได้อารมณ์ขนมไทยโบราณพื้นบ้านของจริง  “ป้าพะเยาว์”  เป็นทั้งแม่ค้าทำขนมหวานขาย และเป็นอาจารย์สอนประจำการอยู่ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ  “มติชนอคาเดมี”  ปัจจุบันอายุ 68 ปี

พื้นเพ “ป้าพะเยาว์” เป็นคน อ.บ้านแพน จ.พระนครศรีอยุธยา พ่อแม่ย้ายครอบครัวมาตั้งรกรากในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ครั้งนั้นเมื่อยังสาวป้าไม่ได้มีฝีมือในการทำขนม แต่เป็นสาวโรงงานทอผ้าอยู่บริษัทโทเรไนล่อนไทย แถวลาดปลาเค้า  พอแต่งงานมีครอบครัว ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก ทำงานในโรงงานไม่พอกินค่าแรงไม่ถึง 300 บาท  ป้าจึงตัดสินใจ ลาออกมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ อยู่กับบ้าน พอได้ค่ากับข้าว  “…ตอนนั้นเราก็มีลูกแล้ว ค่าใช้จ่ายก็เยอะมีภาระเพิ่มขึ้น ก็เลยคิดทำขนมขายเป็นการหารายได้เสริมอีกทาง..”  ขนมหวานหม้อแรกที่ป้าพะเยาว์ทำเป็นอาชีพ คือ “ขนมบัวลอยเผือก”

“ถือเป็นเมนูแรกในชีวิตเลย ไม่ได้เรียนมาจากไหน ก็ทำแบบลองผิดลองถูก ครั้งแรกลองหัดทำ ถือว่าใจรักด้วย เจ้าไหนใครว่าอร่อยก็ไปชิมมาหมด แล้วเอามาปรับสูตรเป็นของเราเอง ปรับโน่นปรับนี่ เพราะมีพื้นฐานอยู่แล้ว คนมีพื้นฐานทำอะไรก็ไม่ยาก ทำออกมาขายดีมากจนคนเรียกติดปากแม่ค้าบัวลอย ไม่รู้เหมือนกันว่าอร่อยหรือเปล่า แต่ถามคนกินเขาว่า อร่อยนะ..”            ป้าพะเยาว์กล่าวหัวเราะชอบใจ

จากจุดเริ่มต้นตรงนี้ทำให้ป้ามีกำลังใจมากขึ้น จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มเมนูอื่นๆ ขึ้นมา  ป้าเล่าว่าทำขนมขายทีแรกไม่คิดเรื่องกำไร-ขาดทุน คิดแต่ว่าต้องทำให้อร่อย มีมาตรฐาน ใช้วัตถุดิบคุณภาพเต็มที่ จึงทำให้ขนมออกมาอร่อยกว่าเจ้าอื่น “ทุกวันนี้ก็ยังยึดหลักการเดิม ไม่ขี้เหนียวของ ใช้ของดีมีคุณภาพเหมือนเดิม อย่างกะทิก็กระทิสด แป้งก็อย่างดี  ส่วนประกอบอื่นๆ ถ้าเป็นของสดก็ต้องสด ใหม่”  จากบัวลอยเผือก ที่เสริมเข้ามาเป็น “ข้าวเหนียวมูน” และข้าวเหนียวหน้าต่างๆ ซึ่งเมนูนี้เป็นเพียงอย่างเดียวที่ได้รับถ่ายทอดมาจากแม่ และยังเป็นเมนูที่ขึ้นชื่อของป้าพะเยาว์อีกด้วย 

ชื่อเสียงที่สั่งสมไว้นานวันเข้ากลายเป็นว่าขนมหวานอะไรก็ตาม  หากเป็นชื่อ “ป้าพะเยาว์ ติวานนท์” แล้ว  คนกินไม่ผิดหวัง รสชาติหวาน มัน อร่อยคุ้มราคา จนได้ฉายา “ป้าเยาว์อร่อยร้อยหม้อ” เพราะมีขนมมากมายหลากหลายเมนู นับรวมกันแล้ว ไม่ว่าขนมถาด ขนมหม้อ ขนมนึ่ง ไปจนถึงจำพวกรวมมิตร ลอดช่องน้ำกะทิ  ลอดช่องสิงคโปร์  ทับทิมกรอบและสลิ่ม เป็นต้น ที่ป้าพะเยาว์ทำขายมา ล้วนอร่อยถูกอกถูกใจคนกินทุกอย่าง

ถามถึง “เคล็ดลับความอร่อย” ป้าบอกชัดเจนโดยไม่ลังเลอยู่ที่คุณภาพและมาตรฐานของวัตถุดิบ ที่สำคัญคือ “ใจ” การทำขนมต้องใส่ใจในการทำ พร้อมยกตัวอย่างกล้วยบวชชี คนบอกว่าทำง่าย ป้าบอกไม่ง่ายเลย  เคล็ดลับของป้าคือกะทิต้องไม่แตกมัน และใส่น้ำมะพร้าวอ่อนลงไปด้วย  “..กินแล้วชื่นใจจริงๆ  อันนี้ทำให้เราโดดเด่นกว่าที่อื่น ป้าเองชอบทำอะไรให้ออกมาแล้วต้องดี”    ขนมหวานป้าเยาว์จึงแตกต่าง

ปัจจุบันป้าพะเยาว์ยังคงทำขนมขายเป็นปกติ มีพี่ๆ น้องๆ รวม 5 คน ล้วนอายุเลยวัยกลางคนไปแล้วคอยเป็นลูกมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ป้าบอกว่ามีลูกสาวแต่ไม่ชอบทำขนม เลยกลายเป็นว่ามีแต่พี่น้องที่มาช่วยกัน “…ขายขนมหวานเป็นอาชีพที่ใจเรารัก เพราะฉะนั้นทำอะไรก็ขายได้หมด  มันมาจากความเชื่อถือของคน เมื่อขายได้ก็ทำให้เรามีรายได้จะมากจะน้อยอยู่ที่ความขยันด้วย แล้วที่สำคัญคือนอกจากใส่ใจกับสิ่งที่เราทำขายแล้ว ต้องซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ซื่อสัตย์ต่อใจตัวเอง ไม่ละโมบโลภมาก ไม่งั้นจะส่งผลต่อสินค้าของเรา ทุกวันนี้ป้าเยาว์ทำอะไรออกมาคนกินเขาเชื่อถือหมด พอเราเอาไปวางขาย เขาหยิบๆเอาไปเลยด้วยความเชื่อใจว่าไม่ผิดหวัง”

ป้าพะเยาว์ขนมหวานอร่อยร้อยหม้อ  ปัจจุบันขายสองแห่ง ที่หน้าโรงพยาบาลกรมชลประทาน ขายสองวัน คือวันอังคารและวันศุกร์ เวลา 10.00-12.00 น. พอขายหมดก็กลับบ้านทำขนมสำหรับขายในตอนเย็นจนถึงหัวค่ำ ที่หน้าธนาคารกสิกรไทย ปากซอยติวานนท์ 25  นอกจากขายแล้ว ยังรับสั่งออร์เดอร์อีกด้วย  เมนูยอดนิยมเป็นข้าวเหนียวมูน อันดับหนึ่ง รองลงมามี          ข้าวเหนียวถั่วดำน้ำกะทิ  ลอดช่องสิงคโปร์  รวมมิตร  ลอดช่องน้ำกะทิ   บัวลอย และขนมถาดต่างๆ

ส่วนการเป็นวิทยากรสอนทำขนมหวานที่มติชนอคาเดมี  ป้าพะเยาว์บอกว่าการทำขนมไทยจุกจิก ดังนั้น ต้องมีความอดทน ต้องใจรัก เวลาไปสอนป้าจึงสอนแบบหมดไส้หมดพุง ให้เต็มร้อย  นอกห้องเรียนกลับบ้านแล้วยังโทรสอบถามได้  “..ป้าบอกเลยว่าเมื่อมาเรียนแล้วก็อยากให้คนเรียนได้วิชามากที่สุดเท่าที่เขาจะรับได้ สอนให้เต็มที่ไม่มีหวง แต่ที่สำคัญต้องกลับไปฝึกด้วย ไม่ใช่มานั่งเรียนอย่างเดียว ต้องไปลองผิดลองถูก ถ้าสงสัยอะไรก็โทรมาถามได้ตลอด  ป้ายินดีตอบ เพราะอยากให้เขาได้วิชาจริงๆ และเป็นประโยชน์กับคนเรียน ให้ใช้หากินได้ตลอดชีวิต” ป้าพะเยาว์กล่าวจากใจจริง

ฉะนั้น ใครอยากเรียนกับป้าพะเยาว์ ตอนนี้ก็ต้องรีบ ป้าบอกว่าอายุมากแล้วร่างกายสังขารเสื่อมไปตามกาล ยังแต่จิตใจเท่านั้นที่อยากถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นหลัง เพราะ “ให้เขา    เราก็ได้บุญ”