มติที่ประชุมผู้ถือหุ้น SUN 2564 อนุมัติจ่ายปันผล 2 :1 พร้อมจ่อย้ายเข้า SET

บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN ผู้ผลิตและส่งออกข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ภายใต้แบรนด์ KC ได้จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2564  ณ ห้องประชุม สำนักงานบริษัท จังหวัดเชียงใหม่  เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2564 ภายใต้มาตรการเรื่องความปลอดภัยและการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด 19 อย่างเคร่งครัดโดยมี นายไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริษัทฯ และในส่วนกรรมการบางท่านที่อยู่กรุงเทพฯ รวมถึงผู้สอบบัญชี และที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เข้าร่วมประชุมทางออนไลน์ โดยพร้อมเพรียงกัน 

นายองอาจ  กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บมจ.ซันสวีท (SUN) เปิดเผยว่าที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2564 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นสามัญไม่เกิน 215 ล้านหุ้น ในอัตรา 2 หุ้นสามัญเดิมได้ 1 หุ้นปันผล หุ้นละ 0.25 บาท เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 107.5 ล้านบาท และจ่ายปันผลเป็นเงินสด ในอัตราหุ้นละ 0.05 บาท จำนวนเงิน 21.5 ล้านบาท รวมจ่ายปันผลทั้งสิ้น 129 ล้านบาท หากคิดรวมเทียบเป็นเงินปันผลครั้งนี้จะเทียบเท่าการจ่ายปันผลที่ 0.30 บาทต่อหุ้น

โดยจ่ายจากส่วนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน BOI ในอัตราหุ้นละ 0.22 บาท และส่วนที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน Non BOI ในอัตราหุ้นละ 0.08 บาท โดยกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 28 เมษายน 2564 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 14 พฤษภาคม 2564

และนอกจากนี้ นายองอาจ ยังเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้ย้ายหลักทรัพย์ SUN จาก mai เข้าซื้อขาย SET ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 2/2564 โดยมอบหมายให้ฝ่ายบริหารดำเนินการยื่นคำขอเข้าจดทะเบียนหลักทรัพย์กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการเข้าจดทะเบียนหลักทรัพย์กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายหลังได้รับการอนุมัติจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายองอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวโพดหวานแปรรูป และสินค้าเกษตรอื่นๆ ภายใต้ตราสินค้า “KC” เปิดเผยว่าบอร์ดมีมติอนุมัติการจ่ายปันผล เป็นหุ้นสามัญไม่เกิน 215 ล้านหุ้น ในอัตรา 2 หุ้นสามัญเดิมได้ 1 หุ้นปันผล หุ้นละ 0.25 บาท เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 107.5 ล้านบาท และจ่ายปันผลเป็นเงินสด ในอัตราหุ้นละ 0.05 บาท จำนวนเงิน 21.5 ล้านบาท รวมจ่ายปันผลทั้งสิ้น 129 ล้านบาท หากคิดรวมเทียบเป็นเงินปันผลครั้งนี้จะเทียบเท่าการจ่ายปันผลที่ 0.30 บาทต่อหุ้น

โดยจ่ายจากส่วนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน BOI ในอัตราหุ้นละ 0.22 บาท และส่วนที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน Non BOI ในอัตราหุ้นละ 0.08 บาท  XD 27 เม.ย. และจ่ายปันผลในวันที่ 14 พ.ค.

การจ่ายปันผลเป็นหุ้น ถือเป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้น ซึ่งหุ้นปันผลที่ผู้ถือหุ้นได้รับ โดยไม่ต้องจ่ายเงิน เป็นหุ้นสามัญที่มีราคาพาร์ 0.50 บาท เข้าพอร์ตในจำนวนเพิ่มขึ้น และสามารถนำหุ้นปันผลดังกล่าวซื้อขายตามราคาตลาดเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดก็ได้เช่นกัน

สำหรับแนวทางดำเนินธุรกิจในปี 2564 บริษัทเดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ในการพัฒนาโครงการตามแผนที่วางไว้ โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทาน (Ready to eat) ในแบบ Mini Factory ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จปลายเดือนเมษายนนี้ ส่วนโครงการการขยายพื้นที่ปลูกวัตถุดิบไร่ตะวันหวาน (1,007 ไร่) ช่วยรองรับวัตถุดิบ ด้วยเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และกำหนดทิศทางการจัดส่งวัตถุดิบได้เป็นอย่างดีในช่วง Low Season ประกอบกับระยะทางจากไร่ตะวันหวาน ไปโรงงานงานมีระยะทางเพียง 10-15 กิโลเมตร ซึ่งไม่ไกลมาก วัตถุดิบยังคงความสดใหม่หลังจากออกแปลงเพาะปลูก พร้อมเข้าสู่กระบวนการผลิต

ด้านโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ บริษัทมีแนวทางในการศึกษาการเกษตรพืชผักผลไม้ที่มีมูลค่า และมีศักยภาพการเติบโตสูงเพื่อขยายช่องทางในการสร้างรายได้ใหม่ ด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแผนการเติบโตตามเป้าหมายในอนาคต มุ่งสู่การผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อสุขภาพ (Future Food) และสินค้าพร้อมปรุง (Ready to cook) โดยจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกที่เกื้อหนุนการดำเนินธุรกิจบริษัทอย่างมั่นคงต่อไป

SUN สร้างความเชื่อมั่น ต้อนรับนักลงทุนเยี่ยมชมบริษัท

บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN นำโดย นายองอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายวีระ นพวัฒนากร ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ให้ต้อนรับ นาย พสุวุฒิ วิไลนิรันดร์ หัวหน้าฝ่ายจัดการกองทุนส่วนบุคคล บริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด และนักลงทุนอิสระ ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมบริษัทฯ พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจ และร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลการบริหารงาน ผลประกอบการ และแผนงานโดยรวมในอนาคตของบริษัท เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน เมื่อเร็ว ๆ นี้  ณ บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน)

ในชีวิตที่เร่งรีบและต้องการความรวดเร็วในยุคปัจจุบัน แม้กระทั่งการรับประทานอาหารก็ยังต้องรวดเร็ว บางทีเราอาจจะเดินไปกินไปเลยก็ได้ อาหารแบบ Ready-to-Eat หรือชื่อย่อว่า RTE จึงเป็นที่ต้องการในตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากการที่มีอาหารสด อาหารที่เรามักซื้อจากตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ถูกนำมาทำเป็นอาหารสำเร็จรูปและขายเป็นห่อ ห่อละ 1 ชิ้นตามร้านสะดวกซื้อ เช่น ไข่ ข้าวโพด หรือผลไม้ต่าง ๆ

ในยุคเริ่มแรกอาหาร Ready-to-Eat ถูกเรียกขานกันว่า Meal, Ready to Eat หรือ MRE เป็นอาหารปรุงสุกเรียบร้อยแล้ว บรรจุในซองพร้อมรับประทาน สำหรับทหารอเมริกันเวลาออกรบจับศึก (เสบียงกรัง) แต่ครั้งนั้นรสชาติไม่ได้เรื่อง จนกระทั่งมีคนตั้งชื่อใหม่ในเชิงลบหลายชื่อ เช่น Meal Rejected by Everyone เป็นต้น แต่ทุกวันนี้กองทัพต่างๆ ก็ยังคงมีเสบียงเป็นอาหารประเภทนี้ซึ่งก็ได้รับการพัฒนารสชาติดีขึ้นมาก ซึ่งแน่นอนว่าน่ารับประทานกว่าอาหารแห้งมาก

แม้ว่ายุคแรกอาหารชนิดนี้จะเป็นอาหารที่ใช้ในการศึกสงคราม แต่เมื่อได้รับการพัฒนารสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น กลุ่มธุรกิจจึงเห็นเส้นทางที่จะผลิตอาหารชนิดนี้วางขายตามท้องตลาดโดยที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะอาหารแห้งเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำอาหารสดมาพัฒนาให้รับประทานง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย

หนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่เข้ามาเจาะตลาดตรงนี้อย่าง บริษัท ซันสวีท จำกัด เจ้าของธุรกิจข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง ก็มองว่าธุรกิจนี้เป็นที่นิยมมาก และเป็นตลาดที่สามารถผลิตสินค้าชิ้นใหม่ ๆ มาวางขายตามร้านสะดวกซื้อได้ หลังจากประสบความสำเร็จจากการนำข้าวโพดข้าวโพดหวานสำเร็จรูปที่กินได้ง่ายมาวางขายอยู่ตามเซเว่นอีเลฟเว่นอยู่ในขณะนี้

“วณิชชา ณ ลำปาง” ผู้จัดการฝ่ายภายในประเทศและพัฒนาธุรกิจ กล่าวว่า ขณะที่กิจการข้าวโพดหวานกำลังเติบโตไปได้ด้วยดี บริษัทก็มีแผนที่จะผลิตสินค้าตัวใหม่เอามาวางขายเช่นเดียวกัน ซึ่งก็คือ มันเทศพร้อมกิน

“ธุรกิจหลักของเราคือทำข้าวโพดหวาน และทำสินค้าซื้อมาขายไป ตอนนี้ส่วนแบ่งการขาย 20 เปอร์เซ็นต์ เราขายให้เซเว่นอีเลฟเว่นอยู่ ซึ่งก็คือตัวข้าวโพดหวานพร้อมทานและข้าวโพดปิ้ง ส่งขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากนั้นเราก็พยายามพัฒนาสินค้าในกลุ่มเรดดี้ทูอีท (ready-to-eat) ซึ่งมีมะพร้าวแบรนด์ kc ที่เพิ่งส่งออกไปประเทศเกาหลีใต้เมื่อปีที่ผ่านมา ต่อมาปีนี้เรามองว่าสินค้าตัวใหม่ที่เราจะทำคือ มันเทศ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการ R&D (research and develop) โดยเราวางแผนจะขายทั้งในประเทศและต่างประเทศเช่นเดียวกับสินค้าอื่น”

วณิชชา กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้บริษัทกำลังแก้ปัญหาเรื่องขนาดของมัน เนื่องจากหัวมันนั้นมีขนาดหลากหลายมาก ทั้งอ้วนกบม ยาว หรือเล็ก โดยกำลังปรึกษากับฝ่ายการตลาดอยู่ว่าจะแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างไร รวมถึงการพัฒนาคุณภาพของตัวมันให้ใกล้เคียงกับต้นตำรับการปลูกมันอย่างประเทศญี่ปุ่น และปริมาณที่ควรผลิตออกมาในหนึ่งวันด้วย

“ตอนนี้เราวางแผนจะเริ่มวางขายในประเทศก่อน ส่วนมันที่ใช้ในตอนนี้ ระดับความหวานถือว่าใกล้เคียงกับต้นตำรับญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของแหล่งซื้อมันและคุณภาพ เรากำลังเตรียมจะทำโครงการร่วมกันกับโครงการหลวงเพื่อพัฒนาคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น อีกด้านหนึ่งเราก็มีการพูดคุยกับผู้ปลูกโดยตรงจากหลายแหล่ง เช่น จากโคราช เพื่อตกลงเรื่องของขนาดและคุณภาพ ในขณะที่การนำเข้า กำลังคิดว่าจะนำมันสำเร็จรูปสายพันธุ์ญี่ปุ่นที่ปลูกในเวียดนาม มาใส่ในถุงบ้านเราเพื่อส่งขายเช่นเดียวกัน”

ขณะที่ปัจจุบันคนหันมานิยมการกินอาหารเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น จึงทำให้มันเทศเป็นสินค้าที่น่าจับตามองอย่างมาก ซึ่งมันเทศที่จะผลิตออกมาจะมีทั้งหมด 3 ชนิด คือ มันม่วง มันส้ม และมันเหลือง ด้วยสนนราคาที่ไม่แพงมาก อยู่ที่ระหว่าง 20-35 บาท และทำพาสเจอไรซ์เก็บได้ประมาณ 7-10 วัน โดยจะยึดคอนเซ็ปต์ “Ready-to-Eat และ Easy-to-Take”

ทั้งนี้ หลังจากนำสินค้าใหม่มาให้ลูกค้าทดลองชิมในงาน ThaiFex World of Food Asia 2018 ปรากฏว่าได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี รวมถึงข้าวโพดหวานสองสี อีกหนึ่งสินค้าใหม่ที่มีความหวานมากกว่าข้าวโพดปกติด้วย ซึ่งหากผลิตออกมาจะถือว่า บริษัทจะเป็นผู้ผลิตมันที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อเป็นที่แรก แม้ว่าจะมีอุปสรรคเรื่องค่าเงินที่แปรผันบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่

“เรามีฐานข้อมูลว่าคนไทยกินข้าวโพดจากในร้านสะดวกซื้อวันละเกือบ 2 หมื่นชิ้นทั่วประเทศ และเดลิเวอรี่ทุกวัน ถ้าใช้ฐานจากข้าวโพด ฐานของมันก็ไม่น่าจะต่างไปจากตรงนี้ บางทีอาจจะมากกว่า เพราะดูจากที่สำรวจตลาดแล้ว ถ้าสามารถทำให้มันกลายเป็นอาหารที่ ready to eat และ easy to take ยังไงคนก็ซื้อแน่นอน” วณิชชากล่าว