ถึงเวลาทำสวยอีกแล้วค่ะสาวๆ วันนี้เราเลือก “น้ำมันมะพร้าว” ให้เป็นตัวช่วยในการทำสวยตั้งแต่หัวจรดเท้าสำหรับสาวๆ ที่ต้องการบำรุงดูแลสุขภาพผิวให้เปล่งปลั่งนุ่มเนียนอยู่เสมอ มาดูกันว่าน้ำมันมะพร้าวจะบำรุงให้สวยขึ้นได้อย่างไรกันบ้าง

ลดเลือนริ้วรอยรอบดวงตา
เริ่มต้นที่ดวงตาคู่สวย ที่อาจอ่อนล้าในบางวันจนสะสมเกิดเป็นริ้วรอย หรือแม้แต่ริ้วรอยรอบดวงตาที่มาพร้อมกับอายุที่มากขึ้น เราใช้น้ำมันมะพร้าวบำรุงด้วยการทาบางๆ บริเวณรอบดวงตาในช่วงก่อนนอนโดยไม่ต้องล้างออก แต่ถ้าเป็นวันหยุดที่ไม่ได้ออกไปไหน ก็สามารถบำรุงรอบดวงตาด้วยน้ำมันมะพร้าวทาทั้งช่วงเช้าและเย็นก็จะยิ่งช่วยบำรุงให้ริ้วรอยจางลงมากขึ้น

ดับกลิ่นตัวด้วยน้ำมันมะพร้าว
ใครที่กังวลเรื่องกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะกลิ่นอับชื้นตามข้อพับ รักแร้ ขอให้คลายกังวลไปได้เลยค่ะ เพราะเรามีตัวช่วยชั้นดีอย่าง “น้ำมันมะพร้าว” ฮีโร่ที่จะมาช่วยกำจัดกลิ่นพวกนี้ให้หายไป วิธีง่ายๆ เพียงหลังจากที่เราอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยให้เช็ดตัวให้แห้ง จากนั้นเหยาะน้ำมันมะพร้าวประมาณ 3-4 หยดลงบนมือ นำไปทาบริเวณรักแร้ ข้อพับต่างๆ ที่มีส่วนทำให้เกิดกลิ่นตัว หมั่นทำเป็นประจำทุกวัน เพียงเท่านี้กลิ่นตัวที่เคยมีก็จะหายไป แต่นอกจากวิธีนี้แล้ว การเลือกทานอาหารก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมันสัตว์ ผักหรือผลไม้กลิ่นแรง เท่านี้ก็จะช่วยลดการเกิดกลิ่นตัวได้ค่ะ

ป้องกันฝ้า กระ จุดด่างดำ
คุณแม่บ้านหลายท่านอาจกำลังเจอกับปัญหานี้กันอยู่ใช่ไหมคะ กับรอยฝ้ากระจุดด่างดำที่เริ่มมาเยือนบนใบหน้า เริ่มต้นดูแลง่ายๆ ด้วยน้ำมันมะพร้าวนี่แหละค่ะ โดยวิธีการใช้ง่ายๆ แค่หยดน้ำมันมะพร้าวประมาณ 3 หยดลงบนสำลีสะอาด จากนั้นเช็ดเบาๆ ทั่วใบหน้าหรือจุดที่มีรอยกระ ฝ้า จุดด่างดำโดยไม่ต้องล้างออก วิธีนี้ลองทำสักระยะอย่างต่อเนื่อง (ประมาณ 1 เดือน) แล้วจะเห็นผลชัดเจนค่ะ

เช็ดเครื่องสำอางได้สะอาดหมดจด
ในน้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ในการช่วยบำรุงผิวพรรณของเรา โดยเฉพาะการทำความสะอาดผิวได้อย่างหมดจด เพราะน้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดเล็ก สามารถซึมซับและทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก ซึ่งการทำความสะอาดผิวหน้าเพื่อเช็ดเครื่องสำอางโดยเลือกใช้น้ำมันมะพร้าวก็สามารถทำได้โดยให้นสำลีชุบลงในน้ำมันมะพร้าว จากนั้นนำมาวางไปบนส่วนที่ต้องการเช็ดเครื่องสำอาง เช่น เปลือกตา ปาก ฯลฯ พักทิ้งไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วก็จัดการเช็ดเครื่องสำอางออกให้หมด (สามารถเช็ดซ้ำได้อีกครั้งหากรู้สึกว่ายังไม่หมดคราบเครื่องสำอาง) จากนั้นให้ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นซึ่งจะทำให้คราบมันหลังจากการเช็ดเครื่องสำอางหายไป แล้วค่อยทำความสะอาดผิวด้วยสบู่หรือโฟมล้างหน้า ทำความสะอาดอีกครั้ง

ดูแลสุขภาพช่องปาก
น้ำมันมะพร้าวจัดว่าเป็นไขมันอิ่มตัวขนาดกลาง มีคุณสมบัติค่อนข้างเบาเมื่อเทียบกับน้ำมันชนิดอื่น และเมื่อนำมาใช้คล้ายกับน้ำยาบ้วนปากก็จะมีคุณสมบัติรักษาสุขภาพช่องปากได้ดีเช่นกัน เพราะสามารถซอกซอนไปยังส่วนต่างๆ ของปากได้ดี กำจัดเชื้อโรคและยังช่วยดึงสารพิษที่จุลินทรีย์สร้างขึ้นจากการมีเศษอาหารติดตามซอกฟันในปากอย่างทั่วถึง ที่สำคัญไม่ต้องกลัวว่าจะมีสารอันตรายตกค้างในช่องปาก เพราะน้ำมันมะพร้าวเป็นสารสกัดจากธรรมชาติจึงปลอดภัย วิธีการบ้วนปากด้วยน้ำมันมะพร้าวให้ทำในช่วงตื่นนอนขณะที่ท้องว่าง โดยให้อมน้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนชา กลั้วให้ทั่วปากประมาณ 15 นาทีค่อยบ้วนออก แล้วจึงแปรงฟันตามปกติ

บำรุงเล็บให้แข็งแรงด้วยน้ำมันมะพร้าว
หลายท่านอาจกำลังมีปัญหาเรื่องของสุขภาพเล็บที่ไม่แข็งแรง ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น การขาดวิตามิน สารอาหารบางชนิด หรือน้ำยาทาเล็บบางประเภทที่ทำให้สุขภาพเล็บสึกกร่อน ถึงเวลาต้องกลับมาบำรุงเล็บสวยของเราให้คงอยู่ ด้วยการใช้น้ำมันมะพร้าว เริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดเล็บของคุณให้เรียบร้อย เมื่อเล็บแห้งสนิทให้นำน้ำมันมะพร้าวมาหยดใส่สำลีประมาณ 3 หยด จากนั้นนำมาทำความสะอาดที่เล็บ (สามารถน้ำมันมะพร้าวมานวดตามมือ เท้า ส้นเท้าและซอกนิ้วเพื่อบำรุงได้เช่นกัน) การบำรุงเล็บด้วยน้ำมันมะพร้าวบางๆ ลงไป ไม่จำเป็นต้องล้างออก หมั่นทำเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงที่เราต้องการบำรุงเล็บอย่างจริงจัง ควรหลีกเลี่ยงการทาเล็บสักระยะ จะช่วยให้เล็บกลับมาแข็งแรงไวขึ้น

เรียกได้ว่ามีแค่ “น้ำมันมะพร้าว” อย่างเดียวก็เอาอยู่ทุกความสวยตั้งแต่หัวจรดเท้าจริงๆ ค่ะ

ที่มา : บล็อกเล่าเก้าสิบ

มะพร้าวเป็นทั้งอาหารและยาคู่วิถีชีวิตคนไทยมาช้านาน ภูมิปัญญาของไทยเราเรื่องมะพร้าวก็ไม่น้อยหน้าชาติอื่น อย่างอินเดีย ศรีลังกา หรือฟิลิปปินส์ แม้ถิ่นกำเนิดของมะพร้าวจะไม่อยู่ที่เมืองไทย แต่อยู่ที่เกาะโคโคส (Cocos Island) ในมหาสมุทรอินเดีย อันเป็นที่มาของชื่อทางวิทยาศาสตร์ของมะพร้าว ว่า Cocos nucifera L. และมีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า โคโค่ปาล์ม (Coco Palm) หรือต้นโคโค่นัท (Coco Tree)

อย่างไรก็ตาม พี่ไทยเราก็สนิทสนมคุ้นเคยกับต้นไม้ชนิดนี้ในภาษาไทยของเราเอง ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างไปตามท้องถิ่นว่า มะพร้าว (ภาคกลาง) หมากอุ๋น หรือหมากอุน (ภาคเหนือ) พร้าว (ภาคใต้) ย่อ (ในภาษาไทยมาลายู) หรือ โดง (ในภาษาของชาวสุรินทร์) เป็นต้น

บรรพชนไทย ถือว่ามะพร้าวเป็นต้นไม้จากสรวงสวรรค์ เป็นพรที่เทพเจ้าประทานให้มนุษย์ ไม่ว่ามนุษย์ปรารถนาอะไรในการยังชีพ ก็สามารถขอได้จากมะพร้าว ดังนั้น ในประเพณีชีวิตของคนไทยจึงใช้มะพร้าวในการประกอบพิธีมงคล เช่น แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่

ในทางปริศนาธรรม ต้นมะพร้าว เป็นสัญลักษณ์ของ “พระนิพพาน” ดังเพลงกล่อมเด็กของชาวปักษ์ใต้ว่า “มะพร้าวนาฬิเก ยืนโดดเด่นโนเนอยู่กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกไม่ต้องฟ้าร้องไม่ถึง” ซึ่งทั้งหมดนี้ก็อุบายของคนโบราณที่ต้องการให้ลูกหลานปลูกมะพร้าวไว้ใช้สอยทุกครัวเรือน คนไทยจึงผูกพันกับมะพร้าวตั้งแต่อยู่ในท้องแม่จนตาย

กล่าวคือ น้ำมะพร้าวอ่อนเป็นยาบำรุงครรภ์ (สำหรับสตรีมีครรภ์เกิน 5 เดือน) และสำหรับคุณแม่ลูกอ่อน น้ำมะพร้าวนาฬิเก (ชื่อมะพร้าวชนิดหนึ่ง มีผลเล็กสีเหลืองหรือส้ม น้ำหอมหวาน) ก็เป็นกระสายยา ช่วยให้น้ำนมคุณแม่ไหลออกดี และยังเป็นยาช่วยบำบัดโทษแห่งกุมารดีนัก และตอนตายก็ยังใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้า ชำระหน้าตาให้สะอาดบริสุทธิ์ก่อนเดินทางไปสู่ปรโลก

ส่วนต่างๆ ของมะพร้าวตั้งแต่ยอดมะพร้าว น้ำ เนื้อ กะลา เปลือกผล เปลือกต้น ลงไปจนถึงรากมะพร้าว ล้วนมีสรรพคุณในทางยาทั้งนั้น ซึ่งอาจจะกล่าวถึงในคราวต่อไป แต่ตอนนี้ขอเม้าธ์ประเด็นที่กำลังเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ เรื่องการใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นยาลดความอ้วน อย่าหาว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนกันเลยนะ

ทุกวันนี้คนไทยส่วนใหญ่ใช้น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง กระทั่งน้ำมันทานตะวัน น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด ในการปรุงอาหาร ทั้งผัด ทั้งทอด จนลืมไปแล้วว่าน้ำมันพืชที่ใช้ในการปรุงอาหารของคนไทยแต่ดั้งเดิม คือน้ำมันมะพร้าว และน้ำกะทิ เพราะแต่ก่อนคนไทยไม่มีน้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันถั่วเหลือง

อาหารไทยทั้งคาวและหวานย่อมขาดกะทิไม่ได้ แน่นอนกะทิเมื่อถูกความร้อนก็แปรสภาพเป็นน้ำมันมะพร้าวด้วยไม่มากก็น้อย คนไทยเราบริโภคกะทิและน้ำมันมะพร้าวกันมาหลายชั่วอายุคน โดยไม่ค่อยได้บริโภคน้ำมันพืชอย่างอื่น แต่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องโรคอ้วนจนน่าวิตก

จนเมื่อเริ่มมีข้อมูลทางโภชนาการยุคแรกประกาศออกมาว่า น้ำมันมะพร้าว และน้ำกะทิ มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงกว่าน้ำมันพืชทุกตัว ไม่ควรบริโภคเป็นอาจินต์ เพราะจะทำให้เกิดไขมันในเลือดสูง ก่อผลร้ายต่อสุขภาพตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมอง หรือในหัวใจตีบตัน ผู้บริโภคสมัยใหม่จึงรังเกียจกะทิ และน้ำมันมะพร้าว หันไปบริโภคน้ำมันพืชชนิดมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวแทน

จริงอยู่น้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Futty acid) สูงถึง 73% รองลงมาคือ น้ำมันปาล์มมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง 50% แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า น้ำมันพืชชนิดอื่น เช่น น้ำมันถั่วเหลือง จะไม่มีกรดไขมันอิ่มตัวเลย เพียงแต่มีน้อยกว่าคือราว 15%

แต่การที่มีน้อยกว่ามิได้หมายความว่า น้ำมันถั่วเหลืองจะไม่มีอันตรายต่อสุขภาพเลย เพราะแม้น้ำมันถั่วเหลืองจะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Futty acid) ถึง 85% แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดหลายตำแหน่ง (Poly unsaturated Fatty acid) สูงถึง 61% ซึ่งมีโอกาสเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ง่าย ทำให้เซลล์มีความเสียหาย จนอาจจะกลายเป็นเนื้อร้าย (มะเร็ง) ได้

ดังที่พบว่ากินอาหารไขมันสูงสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็ง

มิหนำซ้ำกรดไขมันอิ่มตัวทั้งหมดของน้ำมันถั่วเหลืองก็เป็นชนิดสายโซ่ยาว (Long chain Triglyceride) ซึ่งย่อยสลายเป็นพลังได้ยาก และง่ายต่อการสะสมเป็นเนื้อเยื่อไขมันในร่างกาย ถ้าบริโภคมากๆ ก็ทำให้เกิดภาวะโรคอ้วนได้

ตรงกันข้าม กรดไขมันอิ่มตัวในน้ำมันมะพร้าว แม้จะมีสูงมากแต่ส่วนใหญ่ถึง 71% จะเป็นสายโซ่กลาง (MEDIUM CHAIN TRIGLYCERIDE หรือ MCT) ซึ่งเป็นไขมันที่ร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมไปใช้ได้ง่ายกว่าไขมันที่มีสายโซ่ยาว ซึ่งพบเป็นส่วนใหญ่ในน้ำมันพืชชนิดอื่น การที่น้ำมันมะพร้าว เอ็มซีที (MCT) ถูกย่อยและดูดซับได้ง่ายกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องอาศัยน้ำดีจากตับอ่อนมาช่วยย่อย ในขณะที่ไขมันสายโซ่ยาวจำเป็นต้องใช้น้ำดีช่วยย่อย

คุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าวที่ย่อยและดูดซับได้ง่าย และไม่สะสมในตับนี่เอง ดังนั้น ทางการแพทย์จึงนำ เอ็มซีที (MCT) ที่มีอยู่มากในน้ำมันมะพร้าวมาใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารหรือนมให้แก่ทารกคลอดก่อนกำหนดหรือทารกที่มีปัญหาเรื่องการย่อยและดูดซึม หรือผู้ป่วยวัยอื่นที่มีปัญหาตับอ่อนไม่สามารถสร้างน้ำดีย่อยไขมันได้

น่าอัศจรรย์ไหม ที่พฤติกรรมการบริโภคน้ำมันมะพร้าวของคนไทยสมัยก่อน มา สอดคล้องกับความรู้โภชนาการสมัยใหม่เรื่อง เอ็มซีที จนทำให้เราต้องกลับมาทึ่งภูมิปัญญาไทย เรื่องน้ำมันมะพร้าวกันอีกครั้ง

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าน้ำมันมะพร้าว จะมี เอ็มซีที อยู่สูง จนดูเหมือนว่าจะมีแต่ประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ความจริงแล้วไขมันทุกชนิดมีพลังงานเท่ากันหมด คือ 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี ดังนั้น การกินอาหารแล้วได้พลังงานมากเกินความต้องการ โดยไม่ออกกำลังกายถ่ายเทออกไป พลังงานส่วนที่เหลือก็จะกลับเป็นไขมันสะสมให้ร่างกายย้วยกันต่อไป

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มิใช่จะให้เลิกบริโภคน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันสายโซ่ยาวและกรดไขมันอิ่มตัวชนิดหลายตำแหน่ง เพราะน้ำมันเหล่านี้มีกรดไขมันที่ร่างกายต้องการ ในสมัยก่อนแม้จะไม่มีน้ำมัน ถั่วเหลือง แต่ก็รู้จักหีบน้ำมันงา ซึ่งอุดมด้วยกรดไขมันใกล้เคียงกับน้ำมันถั่วเหลือง

คนไทยแต่ก่อนรู้จักบริโภคน้ำมันมะพร้าว กับน้ำมันงา ผสมผสานสมดุลกัน เป็นทั้งอาหารและยาช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงและปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ภูมิปัญญาทางโภชนาการอันหาค่ามิได้นี้ ลูกหลานไทยต้องรีบฟื้นกลับมาโดยพลัน โดยมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นเครื่องกำกับ

มิใช่เอาแต่ปลุกกระแสฉวยโอกาสทางการตลาดเท่านั้น

ที่มา : สมุนไพรเพื่อสุขภาพ โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง