รูฟองอากาศใน Cheese

Food Story อาหาร

เคยสงสัยกันหรือเปล่าว่าทำไมชีสบางชนิดถึงมีรูฟองอากาศเต็มไปหมด ชีสชนิดที่มีรูฟองอากาศนั้นเรียกว่า “เอมมองดัล” เป็นชีสประจำชาติของสวิตเซอร์แลนด์ ทำจากน้ำนมวัวพันธุ์ดี เนื้อชีสมีสีเหลืองอ่อนเหมือนงาช้าง รสชาติไม่จัดมากแต่มีกลิ่นหอมและรสมันอร่อย ส่วนรูฟองอากาศขนาดเท่าลูกเชอร์รีที่กระจายอยู่ทั่วนั้นเกิดจากขั้นตอนการทำที่ไม่เหมือนใคร โดยต้องทำให้เนื้อนมที่เริ่มร้อนรวมตัวมากขึ้นกว่าปกติ เมื่อเห็นว่าได้ที่แล้วจึงนำลงแม่พิมพ์เพื่อบีบอัดอย่างหนักจนเป็นก้อน แล้วจึงนำลงแช่น้ำเกลือที่ไม่เค็มจัดนานหลายวัน ก่อนนำขึ้นตากในโรงเรือนที่ร้อนและชื้นจึงทำให้เกิดฟองก๊าซเป็นรูกลมทั่วทั้งเนยแข็ง

ที่มา : แม่บ้าน

ใครที่ชอบกินชีส คงจะคุ้นเคยกับมอซซาเรลลาชีส ที่มักจะใช้โรยหน้าพิซซ่า หรือจะต้มพร้อมส่วนผสมต่างๆ ในหม้อชาบูก็ดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจดี แต่รู้ไหมว่าชีสชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดมาจากไหนและทำไมถึงชื่อว่ามอซซาเรลลากันนะ…

มอซซาเรลลาชีส เป็นเนยแข็งชนิดหนึ่ง มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี เดิมทีผลิตจากน้ำนมควายเมดิเตอร์เรเนียน และมีชื่อเสียงมากคือแคว้นคัมปาเนีย ตอนใต้ของอิตาลี มีชื่อเป็นคำแผลงมาจาก “มอซซาเร” (Mozzare) ซึ่งหมายถึงการตัดด้วยมือ และวิธีการทำในแบบดั้งเดิมก็คือการนวดและปั้นให้ขึ้นรูปด้วยมือนั่นเองค่ะ

โดยทั่วไปมอซซาเรลลาสดจะมีสีขาว แต่บางครั้งอาจมีสีครีมหรือสีเหลืองอ่อนขึ้นอยู่กับอาหารที่สัตว์กินเข้าไปนั่นเอง

ที่มา : แม่บ้าน

“ชีส” นับว่าเป็นอาหารรสอร่อย ที่หลายคนคงจะอดใจไม่ไหว และเราก็มักจะได้ยินแต่ผลเสียในการเลือกทานชีสกันเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความอ้วนถ้าเลือกทานในปริมาณมากเกินไป หรือแบคทีเรียที่มากับชีส แต่สำหรับใครที่ยังคงเป็นแฟนพันธุ์แท้ของอาหารชนิดนี้แล้วล่ะก็ อย่าเพิ่งอกสั่นขวัญเสียกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องแย่ๆ ของชีสกันไปก่อนนะคะ เพราะวันนี้เรามีเรื่องราวของชีสที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาฝากกันค่ะ

ช่วยควบคุมน้ำหนัก
อ่านไม่ผิดแน่นอนค่ะ “ชีส” นี่แหละที่ช่วยในการลดน้ำหนักของสาวๆ เพราะโปรตีนในชีสมีประโยชน์และเป็นแหล่งอาหารที่ดีต่อร่างกายสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก โปรตีนในชีสจะช่วยให้อิ่มเร็วและอยู่ท้องได้นานกว่าแป้ง พร้อมทั้งยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเร็วเกินไป เน้นเลือกทานชีสไขมันต่ำในปริมาณที่พอเหมาะ เท่านี้ก็จะสามารถช่วยควบคุมน้ำหนักได้ไม่ยากแล้วล่ะค่ะ

ช่วยสร้างกระดูกให้แข็งแรง
การทานชีสจะช่วยเพิ่มพลังงาน แคลเซียม และโปรตีนให้กับร่างกาย โดยเฉพาะแคลเซียมและโปรตีนนั้นช่วยในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ซึ่งเหมาะกับวัยเด็กที่อยู่ในช่วงวัยของการเจริญเติบโต โดยวิตามินดีและแมกนีเซียมที่อยู่ในชีส จะช่วยลดการเกิดโรคกระดูกพรุนในวัยสูงอายุอีกด้วย

เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและภูมิต้านทานในร่างกาย
โปรตีนในชีสช่วยทดแทนเซลล์ในร่างกายที่สูญเสียไปในแต่ละวันได้ดี โปรตีนที่ว่านี้จะไปช่วยให้การเจริญเติบโตของเซลล์ในร่างกายเป็นไปอย่างปกติ เช่น ผมและเล็บจะไม่เปราะบาง ฉีกขาดง่าย รวมทั้งยังช่วยลดภาวะโลหิตจางได้อีกด้วย

ฟันสวยจนยิ้มกว้างๆ ได้เพราะชีส
ในชีสมีฟอสฟอรัสและแคลเซียม ที่ช่วยให้ฟันแข็งแรง ช่วยปกป้องเสมือนสารเคลือบฟัน ลดกรดและน้ำตาลในช่องปากซึ่งเป็นสาเหตุของฟันผุ

จริงๆ แล้วชีสก็ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกหลากหลายอย่างเลยทีเดียว ซึ่งบอกเลยว่า ทานไปไม่เสียหาย แต่ต้องให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะพอควรสำหรับร่างกายเป็นดีที่สุดค่ะ

ที่มา : Tesco Lotus

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาตาเนีย ในประเทศอิตาลี ร่วมกับทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยไคโร ในประเทศอียิปต์ เปิดเผยถึงการค้นพบชีสที่เก่าแก่ที่สุดในโลกจากสุสานของพทาห์เมส อดีตผู้ปกครองนครเมมฟิส และเป็นข้าราชสำนักระดับสูงในรัชสมัยของฟาโรห์ เซติ ที่ 1 เรื่อยมาจนถึงฟาโรห์ ราเมเซส ที่ 2 ในอียิปต์ยุคโบราณ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเมืองซัคคารา ของประเทศอียิปต์

ทีมนักวิจัยค้นพบ “มัมมีชีส” ดังกล่าวโดยบังเอิญ ขณะตรวจสอบสิ่งของที่ได้จากการขุดค้นก่อนหน้านี้ซึ่งมีขึ้นระหว่างปี 2013-2014 แล้วพบว่าในคนโทแตกใบหนึ่งมีผงสีขาวจับเป็นก้อนแข็งอยู่ภายใน บริเวณใกล้ๆ กันพบผืนผ้าซึ่งเชื่อว่าใช้คลุมหรือห่อเพื่อถนอมอาหารภายในคนโทดินดังกล่าว ลักษณะของผ้าส่อให้เห็นว่า อาหารที่ถูกห่อหุ้มนั้นมีสภาพเป็นก้อนแข็งเมื่อถูกนำเข้ามาใส่ไว้ในสุสานเมื่อนานมาแล้ว

สุสานดังกล่าวสร้างเมื่อ 13,000 ปีก่อนคริสตศักราช ทำให้ทั้งตัวสุสานและชีสที่พบมีอายุ 3,300 ปี เป็นอย่างน้อย

ภาพ-Courtesy of Enrico Greco, University of Catania, Italy

เพื่อให้แน่ใจทีมวิจัยตัดส่วนหนึ่งของชีส ออกมาเพื่อนำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการด้วยการละลายตัวอย่างลงในของเหลวพิเศษสำหรับจำแนกโปรตีน พบว่าชีสดังกล่าวมีโปรตีนจากสัตว์ที่แตกต่างกันอยู่ 5 ชนิด 2 ใน 5 ชนิด เป็นโปรตีนที่พบเฉพาะในนมวัว ทำให้ทีมวิจัยสรุปว่าชีสดังกล่าวทำจากนมวัวเป็นหลักและมีส่วนผสมของนมสัตว์อื่น อาทิ แพะ หรือแกะ รวมอยู่ด้วย

การตรวจสอบในห้องแล็บ ทำให้พบด้วยว่าในเนื้อชีสมีโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับเชื้อ บรูเซลลา เมลิเทนซิส เชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคบรูเซลโลซิส ซึ่งแพร่ระบาดจากสัตว์กีบสู่คนได้ และเป็นโรคติดต่อระหว่างคนกับคนได้กว้างขวางมากอีกด้วย

ซึ่งทำให้นอกจากจะเป็นการค้นพบชีสที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแล้ว ยังเป็นการค้นพบหลักฐานโรคระบาดในยุคอียิปต์โบราณเป็นครั้งแรกอีกด้วย


ที่มา มติชนออนไลน์