ซาเตี๊ยะปลาทูสด จากบ้านปลาทูมหาชัย

ในฐานะที่เป็นแฟนตัวยงมหกรรมโอท็อป ขอบอกว่าแสนเสียดายที่งานใหญ่กลางปี OTOP Midyear ต้องยกเลิกไป เพราะเจ้าไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่หมดฤทธิ์หมดเดช ทำให้ขาประจำอย่างเราอดเดินช้อปของกินเด็ดๆ ที่ปกติชุมชนทั่วประเทศจะขนกันมาออกงานกันแน่นบูธ และยังเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจบรรดาผู้ประกอบการที่พลาดโอกาสมางานใหญ่ที่ตั้งตารอคอยตั้งแต่ต้นปีอีก

แต่ในวิกฤตเราต้องมองให้เห็นโอกาส ในช่วงเวลาแบบนี้จากเดิมที่ชาวบ้านค่อยๆ ก้าวเข้ามาสู่โลกออนไลน์ ก็จำเป็นต้องกระโดดเข้ามากันเต็มตัวได้แล้ว

ล่าสุดเห็น กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) เจ้าภาพงานโอท็อปได้ทดลองหาช่องทางจำหน่ายออนไลน์ช่วยชุมชนอีกแรง ด้วยการไลฟ์สดผ่าน เฟซบุ๊ก OTOP TODAY โอทอปทูเดย์ ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00-13.30 น. เริ่มวันแรกไปเมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ไลฟ์วันละ 10 อย่าง ดูจากตัวเลขคนเข้าชมครั้งนึงเกือบ 5 หมื่นราย ถือว่าคึกคักพอสมควร

แฟนโอท็อปอย่างเราจะอดใจไหวได้ยังไง ลองเข้าไปส่องไลฟ์ที่ถ่ายทอดไปแล้วดูบ้าง ได้เรื่องเลยจ้า ของกินยั่วๆ เพียบ ดูไปดูมาเผลอจัดมาเต็มบ้านไม่ต่างจากไปเดินช้อปที่อิมแพค เมืองทองธานีเลยค่ะขอบอก

ใครชอบกินปลาทูเคยลอง ซาเตี๊ยะปลาทูสด จาก “บ้านปลาทูมหาชัย” กันหรือยังคะ เจ้านี้อร่อยเด็ดแบบไร้สาร ไร้สี และไม่มีชูรส เป็นสูตรลับจากรุ่นคุณแม่ที่ตอนนี้อายุ 92 ปีแล้ว ส่งตรงจากสมุทรสาคร แพคหนึ่งมี 3 ตัว จุดเด่น คือ คัดเลือกปลาทูขาวตัวสวยอ้วนสั้นสดใหม่ เนื้อจะมันกินอร่อย ในราคา 120 บาทเท่านั้น

อีกปลาทูน่าลอง คือ “ปลาทูเค็ม” จาก “บ้านปลาทูมหาชัย” เช่นกัน แพคละ 60 บาท เป็นปลาทูไซซ์ใหญ่ ทอดมาแล้วพร้อมกับหอมซอย พริกขี้หนู และมะนาว ต้องลองนะคะ แซ่บจริงๆ

อีกซักหนึ่งปลา “แม่อำนวย ปลาสลิดบางบ่อ” เจ้านี้มีจุดเด่นที่การหมักปลาเป็นสูตรลับเฉพาะสืบต่อมารุ่นต่อรุ่น มีการรักษาอุณหภูมิระหว่างหมักปลา ทำให้ปลาคงความสดและไม่คาว ไร้สารปรุงแต่ง ไร้ผงชูรส เนื้อปลาไม่เค็มด้วย ขายในราคาที่ได้ยินแล้วต้องอ้าปากค้าง ขนาดไซซ์ L มี 9 ตัว ราคา 230 บาทเท่านั้น

ส่วนคนชอบลูกชิ้นเพื่อสุขภาพ อยากให้ลองแบรนด์ “เห็ดยิ้ม” จากพัทลุง มีทั้งลูกชิ้นเห็ดหอม ลูกชิ้นเห็ดหอมพริกไทยดำ ลูกชิ้นบุก เอาไปต้มยำทำแกงได้หมด ใส่สุกี้ก็เริ่ดมากแม่

“ไชโป๊หวาน” จาก “แม่กิมฮวย” ห่อละ 200 กรัม ราคา 35 บาท จะเอาไปผัดไข่ ไปแกงจืด หรือ ใส่ผัดไทยก็สุดยอดทั้งนั้น เจ้านี้การันตีมาตรฐานโอท็อป 5 ดาว ส่งออกถึงสหรัฐอเมริกานู่นเลย

สำหรับคนที่หากุ้งแห้งดีๆ ต้อง “กุ้งแห้งทะเลอบ” ของ ป้าแจ๋ว จังหวัดตราด มาในแพคเกจสุญญากาศอย่างดี หนัก 350 กรัม ราคา 530 บาท ใช้กุ้งทะเลมาอบแห้ง รสชาติไม่เค็มเปิดแล้วจะกินเล่นก็ได้ หรือไปปรุงอาหารก็สุดยอด

ส่วนใครที่เบื่อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้ว อยากให้ลอง “กวยจั๊บพร้อมปรุง” ของ “ป.อุบล” ของดีเมืองอุบลราชธานี สั่งมาพร้อมกับหมูยอได้เลยค่ะ เจ้านี้ทีเด็ดจริงๆ รับรองว่าแซ่บไม่แพ้กินตามร้านอาหารเวียดนามแน่นอน

ปลาทูเค็ม จากบ้านปลาทูมหาชัย
แม่อำนวย ปลาสลิดบางบ่อ
สุทธิพงษ์ จุลเจริญ

หรืออยากจะลอง ก๋วยเตี๋ยวผัดเส้นจันท์ “ป้าแกลบ” พร้อมน้ำปรุงสำเร็จ รสชาติแบบเมืองจันท์แท้ๆ เปลี่ยนความซ้ำซากจำเจจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้เยอะเลย ชุดเล็ก 35 บาท ชุดใหญ่ 100 บาท

มาถึงขนมไม่พูดถึงไม่ได้ “นงลักษณ์ขนมไทยมงคลแปดริ้ว” มาตรฐานสินค้าขึ้นแท่น 5 ดาว ไฮไลต์ก็จะมี เม็ดขนุน ทองหยิบทองหยอด ฝอยทอง หม้อแกง ขนมชั้น โดดเด่นตรงที่ผลิตเป็นชิ้นเล็กๆ พอดีคำ ทำให้ง่ายต่อการกิน ไม่ใส่สี ไม่ใส่สารกันเสีย ความหวานกำลังดีกลมกล่อม เห็นว่ากรมการพัฒนาชุมชนมีงานทีไรต้องสั่งมาทุกครั้งขาดไม่ได้

ขนมโบราณอย่าง “กระยาสารทเจ๊แดง” ราคา 50 บาท ก็เด็ดขาดไม่แพ้กัน ท่านอธิบดี พช. ที่เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี คอนเฟิร์มว่าอร่อยจริง และชาวบ้านก็ภูมิใจกันมากกับผลิตภัณฑ์ตัวนี้มาก เพราะใช้ข้าวเสาไห้จากชาวบ้าน ข้าวตอกข้าวฟ่างใช้วัตถุดิบในชุมชน กวนด้วยเตาฟืน ทำให้กระยาสารทมีกลิ่นหอม ใช้มะพร้าวทับสะแกเป็นส่วนผสม ทำให้กระยาสารทมีทั้งความหวานและมัน

ภูวนาทกะหรี่2ปั๊บ

“ภูวนาทกะหรี่ 2 ปั๊บ” ชิ้นละ 15 บาท กล่องละ 150 บาท มีอาทิ ไส้ถั่ว เผือก ไก่ ส่งตรงความอร่อยจากเมืองสุโขทัย จุดเด่น คือ แป้งกรอบไม่แข็ง ไม่เหนียว ไม่อมน้ำมัน ไม่เหม็นหืน กรอบนาน เอาเข้าตู้เย็นก็ยังกรอบ ทำให้ใครกินก็ติดหนึบ เป็นร้านขนมที่คนต่อคิวซื้อยาวเหยียด แซวกันเล่นมาตอนเช้าได้ตอนเย็นนู่นเลย

“รวงผึ้ง” จาก “ฟาร์มผึ้งลือดารา” ราคา 350 บาท วิธีกินคือใช้ช้อนตักพอดีคำ เคี้ยวแล้วคายกากออก เสน่ห์ของการกินรวงผึ้ง ก็คือการเคี้ยวไขผึ้งนี่แหละที่จะทำให้รู้สึกว่าได้กินน้ำผึ้งธรรมชาติแท้ๆ เหมือนได้ยืนกินน้ำผึ้งอยู่กลางป่ายังไงยังงั้น แถมไขผึ้งมีประโยชน์ เหมือนมียางไม้ ดีต่อระบบช่องปาก แต่ท่านอธิบดี พช. บอกว่าเคล็ดลับส่วนตัวไม่คายกากออก ใช้วิธีกินกับมะนาว พอน้ำหวานหมดก็เคี้ยวไปเรื่อยๆ เหมือนเคี้ยวหมากฝรั่งแล้วก็กินอาหารเช้าอย่างอื่นตามลงไป ใครจะลองทำตามก็ไม่เสียหายนะคะ

นี่แค่ยกตัวอย่างเศษเสี้ยวของของกินโอท็อปทั่วประเทศมีถึง 7 หมื่นกว่ารายการ ใครสนใจก็เข้าไปดูกันต่อได้ที่ เว็บไซต์ http://www.otoptoday.com/newweb/ หรือเข้าไปดูในเฟซบุ๊ก OTOP TODAY โอทอปทูเดย์ กันต่อได้เลย

ได้พูดคุยกับท่านอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ท่านบอกว่า สินค้าโอท็อปเป็นเหมือนของโฮมเมด คนทำใส่ใจดูแลคุณภาพ ไม่เพียงทำขายได้เงิน แต่ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของจังหวัดด้วย ดังนั้น สินค้าโอท็อปจึงเป็นสินค้าที่มีจิตวิญญาณ เป็นท้องถิ่นนิยม ทุกอย่างมีเสน่ห์ ใช้วัตถุดิบพื้นบ้านทำทั้งหมด เรื่องมาตรฐานความปลอดภัยมั่นใจได้ เพราะมีทั้งมาตรฐานของกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะการให้ดาวเราเข้มงวดมาก สินค้าที่เป็นของกินจาก 7 หมื่นกว่ารายการ มีได้ดาวแค่ 5,000 กว่าราย เป็น 5 ดาว 1,200 รายการ ส่วน 4 ดาว 2,000 กว่าราย

“สินค้าที่ได้ดาว คือ ของชั้นยอด มีเสน่ห์ที่ผลิตได้ไม่เยอะ ไม่ใช่แมสโปรดักต์ อยากให้มาอุดหนุนของโอท็อปกัน เพราะของกินโอท็อปมีทั้งรสมือ รสน้ำใจ ถ้าไม่อร่อยไม่มีใครกล้าเดินมาขอจดทะเบียนสินค้าโอท็อปแน่นอน”

สำหรับผู้ประกอบการสินค้าโอท็อป ถ้าอยากจะนำสินค้ามาร่วมไลฟ์สด กับ พช. สามารถติดต่อมาที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด ใครอยู่จังหวัดไหนก็ติดต่อจังหวัดนั้นได้เลย

ที่มาอาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน
ผู้เขียนชม นำพา [email protected]
กุ้งแห้งทะเลอบ ป้าแจ๋ว-กระยาสารทเจ๊แดง-ไชโป๊หวาน แม่กิมฮวย
นงลักษณ์ขนมไทยมงคลแปดริ้ว
รวงผึ้ง ฟาร์มผึ้งลือดารา

เอาใจคนรักข้าวมันไก่กันอีกซักร้าน “จารุวรรณข้าวมันไก่” อยู่ปากซอยเจริญนคร 31 ร้านนี้เก่าแก่กว่า 30 ปีแล้ว สืบทอดจากรุ่นแม่สู่รุ่นลูก เป็นสูตรเด็ดจากต้นตระกูลที่มาจากเกาะไหหลำแท้ๆ

ในอดีตย่านคลองสานเป็นพื้นที่เรือกสวนไร่นา ปัจจุบันพัฒนาขึ้นเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย มีชุมชนขนาดใหญ่ ออฟฟิศ คอนโดขึ้นยุบยับ ไอคอนสยามเปิดตัว ทำให้ย่านนี้พลอยคึกคักขึ้นมาก

เจ๊ตั๊บ ผู้เป็นแม่ในวัย 75 ปี บอกว่า ตึกที่ใช้เป็นร้านทุกวันนี้ ซื้อไว้ตั้งแต่ 60 ปีที่แล้ว เริ่มต้นขายข้าวมันไก่จากรถเข็นเล็กๆ ตั้งแต่ไก่ราคากิโลกรัมละ 20 บาท ขายจานละ 8 บาท ทำด้วยใจ ขับรถไปซื้อไก่เป็นๆ ถึงนครชัยศรีเพื่อมาทำเอง ใส่ความพิถีพิถันทั้งรสชาติ คัดคุณภาพของวัตถุดิบ ทำให้เป็นที่ถูกใจของคนทุกระดับชั้น

ช่วงที่ลูกชายคนเล็ก “ตั้ม-ภาสกร เหมยากร” อายุ 39 ปี เข้ามารับช่วงต่อจากแม่ เกิดวิกฤตไข้หวัดนกระบาดพอดี ต้องปรับตัวขนานใหญ่ หันขายเมนูหมูแทนเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม แต่เมื่อทุกอย่างซาลงข้าวมันไก่ก็กลับมาเป็นพระเอกของร้านอีกครั้ง

สิ่งหนึ่งที่ยังคงเส้นคงวามาตลอด 30 ปี คือ เรื่องความพิถีพิถัน ตั้งแต่การหุงข้าว ใช้ข้าวหอมมะลิอย่างดี 100% หุงด้วยวิธีเฉพาะตัว ด้วยการนำข้าวไปหุงกับน้ำซุปไก่ในหม้อแกงใบเขื่องตั้งไฟบนเตาแก๊ส ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล กระเทียมเจียว ใช้วิธีกวนไปเรื่อยๆ จนแห้ง ระหว่างกวนต้องรู้จังหวะไฟ ผลลัพธ์คือได้ข้าวเรียงเมล็ดสวย

พอหุงเสร็จยังต้องตักข้าวไปพักไว้ที่โอ่งดินที่ใส่ไว้ในหม้ออะลูมิเนียมอีกทีเพื่อให้น้ำมันตกไปด้านล่าง ทำให้ข้าวไม่มันเยิ้ม และมีไอน้ำระอุให้ข้าวอุ่นอยู่ตลอดเวลา

เนื้อไก่มีให้เลือกทั้ง ไก่ต้ม กับ ไก่ทอด ทำจากไก่บ้านตอน เคล็ดลับ คือ ต้มไก่แบบเกือบ 100% ให้เนื้อยังมีน้ำฉ่ำๆ แบบคนจีน ไขกระดูกยังมีสีแดงๆ นั่นคือใช้ได้ เนื้อไก่จะหวานฉ่ำ มีความนุ่มและเหนียว กินกับ น้ำจิ้มเต้าเจี้ยว ที่ปรุงรสเปรี้ยวหวานด้วยพริกขี้หนูขิงสดซอย หรือจะเลือกเป็นน้ำจิ้มซีอิ๊วดำหวาน หรือน้ำจิ้มไก่ทอดรสจัดจ้านก็ได้ กินคู่กับน้ำซุปรสชาติเข้มข้น หอมหวานจากน้ำต้มกระดูกไก่

นอกจากข้าวมันไก่ที่ร้านยังมีสูตรเด็ดอีกหลายอย่าง ที่ขายดีมาก คือ “คอหมูทอด” จานละ 70 บาท แต่ถ้าเป็นแบบราดข้าว จะเริ่มที่ 45-55 บาท กินกับน้ำจิ้มซีอิ๊วขาวซอยพริกขี้หนูใส่ลงไป คอหมูรสชาติละมุน นุ่มลิ้น คัดเฉพาะเนื้อส่วนที่สวย หั่นมาในชิ้นบางแบบพอดีๆ กินเปล่าๆ ก็ได้ กินกับข้าวมันยิ่งอร่อย

ข้าวมันที่หุงเสร็จแล้วนำมาพักไว้ในโอ่ง
ไก่คุณภาพดีจากนครปฐม

“ข้าวหมูแดง” จานละ 55 บาท จานนี้ใส่มาทั้งหมูแดง หมูกรอบ กุนเชียง และไข่ต้มสูตรพิเศษ คือ เอาไปต้มแบบพะโล้แต่ต้มไม่นาน พอให้ได้กลิ่นและรสชาติสัมผัสพะโล้จางๆ

“หมูอบสมุนไพร” ดัดแปลงจากไหหลำที่นิยมใช้เนื้อวัว มาเป็นเนื้อหมูส่วนสะโพกที่นำมาหมักทิ้งไว้ข้ามคืน อบให้มีน้ำขลุกขลิก รสชาติหอมอร่อย เสิร์ฟกับน้ำจิ้มน้ำส้มปรุงรส เพิ่มความจี๊ดจ๊าด

อีกเมนูที่เป็นไหหลำแท้ๆ พลาดไม่ได้เด็ดขาด คือ ไหหลำน้ำ กับ ไหหลำแห้ง จานนี้เป็น ขนมจีนไหหลำ คล้ายๆ เส้นอุด้ง ในอดีตหากินยาก ใครอยากกินต้องไปหาตามโรงงิ้วเท่านั้น

ข้าวหมูแดงหมูกรอบ
ขนมจีนไหหลำน้ำ
หมูอบตำรับไหหลำ

“ไหหลำแห้ง” ราคา 55 บาท จะเป็นเส้นขนมจีนไหหลำใส่ผักกาดดอง ราดหน้าด้วยหมูตุ๋น หัวไชเท้า น้ำราดหนืดๆ เสิร์ฟงาและถั่วคั่วเม็ดอ้วนมาให้ จะใส่มากน้อยตามใจชอบ ถั่วและงานี้ใส่ได้สบายใจเพราะที่ร้านคั่วเอง รับประกันความสดใหม่ ส่วนเครื่องปรุงเป็นกะปิเคยอย่างดี เป็นสูตรเด็ดที่เอาไปดองกับเหล้าขาว น้ำกระเทียมดอง เพื่อลดความเค็มลง จะใส่ผสมในชามขนมจีนก็ได้ บางคนไม่ชอบปรุงในชามก็จะเอาน้ำส้มมาใส่กะปิ แล้วใช้วิธีคีบหมูมาจิ้ม

ภาสกร เหมยากร

ส่วน “ไหหลำน้ำ” ก็จะคล้ายกวยจั๊บน้ำใส เป็นเส้นขนมจีน ผักกาดดอง เครื่องเครามีหมูสด เครื่องในหมู และหมูกรอบ เสิร์ฟมากับถั่วและงาคั่วเช่นกัน เครื่องในทำดีไม่มีกลิ่นเลย น้ำซุปรสชาติกลมกล่อม การปรุงถ้าคนไหหลำแท้ๆ จะปรุงแค่กะปิกับน้ำส้มเท่านั้น แต่ใครจะปรุงน้ำปลา น้ำตาลก็ไม่ผิดอะไร สำหรับจานนี้ใครไม่อยากได้ผักกาดดอง หรือเครื่องใน สามารถบอกได้

ส่วนน้ำอยากให้ลองโอเลี้ยงเป็นสูตรโบราณจากคุณย่าคุณภาสกร รสชาติหอมหวานเข้มข้นทีเดียว

คุณภาสกรบอกว่า แม้จะจบนิเทศศาสตร์ แต่ด้วยประสบการณ์ตั้งแต่เด็กต้องช่วยแม่ จึงทำได้ทุกอย่าง

“ตอนผมเด็กๆ แม่ต้องเอารถกระบะไปซื้อไก่ตัวจากนครชัยศรี เสร็จแล้วเอามาขังไว้หลังบ้าน กลับจากโรงเรียนผมต้องเป็นคนไปเชือด เพราะว่าเราผู้ชายคนเดียวในบ้าน ผมรู้ตั้งแต่ต้นว่าต้องทำยังไงบ้าง ลวกขนไก่ เปิดท้อง ทำได้หมด การสานต่อแม่จึงเป็นเรื่องไม่ยากอะไร แล้วผมเป็นคนชอบกินข้าวมันไก่ เวลาไปที่อื่นร้านไหนเด่นดังก็ไปชิมหมด รสไหนโอเคเราก็ลองมาปรับร้านเราดู”

คอข้าวมันไก่ท้าให้ไปลองค่ะ การเดินทางมาไม่ยาก นั่ง BTS มาลงสถานีกรุงธนบุรี เดินลงไปฝั่งที่มุ่งหน้าไปถนนเจริญนคร จะนั่งวินมอเตอร์ไซค์ หรือรถกะป๊อ ก็มีให้บริการ ร้านเปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้า ไปถึงบ่าย 3 โมงเย็น หรือ โทร 0-2860-2741, 06-2693-9556

ที่มา        อาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน

ผู้เขียน    ชม นำพา [email protected]

มีโอกาสไป “ภูกะเหรี่ยง ศูนย์เรียนรู้เชิงเกษตร และวัฒนธรรม” ที่จังหวัดนครนายก เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่เดินตามรอยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 เป็นแนวทางดำเนินชีวิต และเปิดเป็นศูนย์ถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้

บ้านภูกะเหรี่ยงเป็นไร่นาสวนผสม เนื้อที่ราว 60 ไร่เศษ และเนื่องจากคนที่นี่เป็นลาวที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จึงมีพิพิธภัณฑ์ของใช้โบราณพื้นบ้านของบรรพบุรุษให้ชมด้วย

ส่วนกิจกรรมในศูนย์มีตั้งแต่ ดำนา ปลูกข้าว ตีข้าว สีข้าว ฝัดข้าว ไปจนถึงทำขนมไทยจากยอดข้าวอ่อน และทำอาหารไทยจากวัตถุดิบภายในสวน

ขนมไทยที่ได้ลองชิม คือ “ข้าวยาคู” สีเขียวสวย รสนุ่มละมุนลิ้น หอมกลิ่นยอดข้าวอ่อน ราดหน้าด้วยกะทิ โรยด้วยข้าวพองและงา

ปิยชาตะ จันลา ผู้ก่อตั้งภูกะเหรี่ยง วัย 57 ปี บอกว่า เนื่องจากชาวบ้านที่นี่ส่วนมากเป็นชาวนา กิจกรรมส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวข้องกับข้าว ที่โดดเด่นสุดคือ การทำขนมข้าวยาคู

“จริงๆ สมัยโบราณจะเป็นขนมข้าวกระยาคู ประวัติสมัยพุทธกาลที่นางสุชาดาทำถวายพระพุทธเจ้า นำข้าวอ่อนมาคั้น แต่เนื่องจากว่าถ้าใช้เมล็ดข้าวอ่อนมาทำ ปีหนึ่งจะทำได้แค่ 2 ครั้ง ภูกะเหรี่ยงเลยจับมือกับ มศว องครักษ์ ทำวิจัยนำต้นข้าวอ่อนอายุ 10 วัน มาทำแทน เพื่อให้ชาวบ้านมีขนมขายตลอดปี เปลี่ยนชื่อจากข้าวกระยาคู มาเป็นข้าวยาคู”

รสชาติที่ได้ยังละมุนเช่นเดิม แต่กลิ่นจะแตกต่างจากหอมน้ำนมข้าวมาเป็นหอมใบข้าวแทน

วิธีทำข้าวยาคูเรียบง่าย วัตถุดิบมี น้ำตาล ข้าวหอมมะลิที่แช่ค้างคืนไว้ 1 คืน นำมาโม่ให้เป็นแป้งสด ยอดข้าวอ่อนที่คั้นน้ำไว้แล้ว ตั้งไฟแล้วนำมากวนใส่ด้วยกัน แล้วเติมแป้งท้าวยายม่อมเพื่อให้เหนียวหนืดไวขึ้น (สูตรโบราณไม่ใส่แป้งท้าวยายม่อม แต่ต้องใช้เวลากวน 4-5 ชั่วโมง)

หลักการกวนมี 2 อย่าง คือ กวาดตรงกลาง แล้วใช้ไม้พายกวนรอบ ระหว่างกวนถ้ากวนแล้วลื่นแปลว่าตัวแป้งมันไปเกาะที่กระทะ เราต้องกวาดตรงกลางก่อน ฟิลลิ่งที่ถูกต้องต้องสัมผัสสากๆ ตรงก้นกระทะ ใช้เวลากวน 20 นาที เป็นอันเสร็จ

ข้อแนะนำเล็กน้อย เวลากวนขนมไปแล้วประมาณ 10 นาที แป้งจะเริ่มข้นหนืดแต่ยังไม่สุก จะมีจังหวะที่แป้งเริ่มคลายตัวจะคายน้ำออกมาทำให้เละ เราก็ต้องกวนต่อไปอีกนิดจนแป้งกับน้ำกลับมาเป็นเนื้อเดียวกันอีกครั้ง เนื้อสัมผัส จะเด้งๆ เหมือนเป็นพุดดิ้ง

วิธีรับประทาน คือราดด้วยน้ำกะทิ แล้วโรยด้วยงาดำ และข้าวพอง หลายคนพอได้รับขนมจะคนกะทิให้เข้ากับขนมตามความเคยชิน แต่วิธีกินจริงๆ ไม่ต้องคน ให้ตักขึ้นมาทั้ง 2 ส่วน ส่วนสีเขียวและสีขาวแล้วเข้าปากเลยจึงจะถูกต้อง

ปิยซาตะ จันลา

นอกจากข้าวยาคู ยังมีผลิตภัณฑ์จากข้าวอีกมากมาย ทั้งพุดดิ้งข้าว และน้ำต้นข้าวอ่อน เพื่อสุขภาพ รสชาติหวานหอมจางๆ มีคลอโรฟิลด์ สารต้านอนุมูลอิสระ

หากใครอยากจะทำน้ำต้นข้าวอ่อน ที่ศูนย์ก็มีสอนเช่นกัน เมนูนี้ทำง่ายมาก ใช้ต้นข้าวอ่อนไปปั่นให้ละเอียดใส่ในผ้าข้าวบาง นำมาคั้นกับน้ำ คั้นเสร็จนำไปต้มเพื่อพาสเจอไรซ์ ด้วยอุณหภูมิ 75 องศา รอให้เย็นแล้วเก็บเข้าตู้เย็นอยู่ได้เป็นอาทิตย์

นอกจากกิจกรรมลงมือทำขนมแล้ว อีกกิจกรรมที่พลาดไม่ได้ คือ ชมพิธีสู่ขวัญข้าว ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่

คุณปิยชาตะบอกว่า หัวใจของการสู่ขวัญข้าว คือ การเคารพนับถือพระแม่โพสพ เราเชื่อว่าข้าวมีความสำคัญกับชีวิต ทั้งได้กิน ได้ขาย มีผลกับชีวิตเรามากมาย เราจำเป็นต้องทำเพื่อจิตใจเราเอง เชื่อว่าทำแล้วจะดี โดยปกติชาวบ้านจะทำ 2 ครั้ง ครั้งแรก คือ ตอนข้าวตั้งท้อง เพื่อขอให้ผลิตดก ออกรวงเยอะๆ ครั้งที่ 2 เมื่อเกี่ยวเสร็จแล้ว เตรียมเอาข้าวยุ้ง ขอให้ผลผลิตไม่เสียหาย

“พิธีสู่ขวัญนี้ต้องทำ ไม่ทำก็ยุ่งสิ บ้านอื่นจะบอกว่าบ้านนี้แปลกๆ อีกอย่างหนึ่งพิธีสู่ขวัญนี้บ่งบอกถึงฐานะ ความรวยความจนด้วยนะ ก็เวลาคุณจัดทำพิธีทีหนึ่งคนมีนาเยอะพิธีเขาก็ต้องใหญ่ หมู ไก่ก็ต้องเยอะ พอทำเสร็จของก็แจกเพื่อนบ้านกันคึกคัก”

พักจากกิจกรรม ที่นี่มีครัวเปิดให้บริการด้วย เมนูอาหารเรียบง่าย ไม่ได้มีอะไรหวือหวาน่าตื่นเต้น แต่ความน่าสนใจ คือ วัตถุดิบทุกอย่างปลูกที่นี่ ปรุงที่นี่ และรับประทานที่นี่ ที่สำคัญปลอดภัย กินแล้วสบายใจ แถมรสมือแม่ครัวก็อร่อยเด็ดขาด

เซตอาหารที่ภูกะเหรี่ยง เป็นผลผลิตที่ทำเองกินเอง

วันนั้นได้ชิม ผัดถั่วงอกใส่เต้าหู้ น้ำพริกกะปิ ผักสด ผักลวก ไข่เจียวดอกขจร ปลาทูทอด ไข่เจียวทอดชะอม ต้มจืดตำลึง แกงเลียง แกงป่า กินกับข้าวซ้อมมือเม็ดสวยนุ่มกินอร่อย เจริญอาหารมากๆ ราคาแต่ละจานอยู่ที่ 80-150 บาทเท่านั้น

“ครัวเราอาจไม่ได้ใช้คำว่าออร์แกนิค และไม่สนใจจะทำด้วย เพราะคำนี้ต้องมีมาตรฐานมารองรับเยอะแยะ แต่เรารู้ว่าเราผลิตอะไร เรารู้ว่าเราไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ฉีดยา ปุ๋ยเราก็ทำปุ๋ยหมักเอง ดังนั้นอาหารเราปลอดภัยแน่นอน”

ใครอยากจะไปเที่ยว ที่นี่จะเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น ส่วนวันธรรมดา จันทร์-ศุกร์ ลูกค้าที่จะเข้าชมต้องมีการนัดหมาย เพราะที่นี่มีคิวแน่นตลอด โทร 08-7361-5821

ที่มา        อาทิตย์สุขสรรค์ มติชนรายวัน

ผู้เขียน    ชม นำพา [email protected]