วิศวฯ จุฬาฯ ปั้น “คนรุ่นใหม่” ค้นหาตัวเอง กับโครงการ “CHAMP Engineering”

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขยับรับเทรนด์ “คนรุ่นใหม่” ค้นหาตัวเอง ปั้นโครงการ “CHAMP Engineering” เรียนรู้ “โลกจริง” นอกห้องเรียน

กำลังเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้น และมีการคาดการณ์ในหลายประเทศทั่วโลก ที่บรรดา “คนรุ่นใหม่” โดยเฉพาะกลุ่ม เจเนอเรชั่นซี (Generation Z คือ คนที่เกิดหลัง พ.ศ.2540) ที่กำลังจะเรียนจบพ้นรั้วมหาวิทยาลัย หลายคนยังไม่รู้ความต้องการของตัวเอง ยังไม่แน่ใจต่อการ “รับมือ” และ “เดินหน้า” ในสังคมที่บรรดาอาชีพการงานกำลังเปลี่ยนโฉมหน้า และเร่งเร้าให้พวกเขาต้องเลือกทางเดินชีวิตในยุคที่โลกก้าวกระโดดด้านเทคโนโลยีอย่างมหาศาล

ค่านิยมทั้งอาชีพการงานที่เปลี่ยนไป และความสนใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่เจนซี ที่มีความกว้าง และหลากหลายในเรื่องต่างๆ แตกต่างจากคนรุ่นก่อนที่มักเน้นการรู้เชิงลึก แต่ในโลกสมัยใหม่ พิสูจน์แล้วว่า ความรู้เชิงกว้าง” กำลังเป็นเทรนด์ของอนาคต องค์ความรู้ปัจจุบันที่มิอาจใช้เพียงศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งจากการเรียนเฉพาะทางในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ต้องผสมผสาน และข้ามเส้นแบ่งไปยังศาสตร์ความรู้แขนงอื่นด้วย คือ เทรนด์ของชีวิต และอาชีพในอนาคต

น่าสนใจว่า หนึ่งในการเรียนการสอนของคณะวิชาที่ถือเป็น “รากฐานสำคัญ” ในการผลิตบุคคลากรที่เป็นทรัพยากรมนุษย์ต่อการพัฒนาประเทศไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาอย่าง “คณะวิศวกรรมศาสตร์” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีส่วนสำคัญในการผลิตบัณฑิตเข้าสู่ภาคแรงงานในระบบอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และต่อยอดไปในหลายภาคส่วนกำลัง “ปรับตัว” ในระดับที่ไม่ใช่แค่การรับมือ แต่เพื่อ “เดินนำหน้า” กับโลกที่มีพลวัตเปลี่ยนไปทุกขณะ

นำมาสู่แนวคิดริเริ่มโครงการ “CHAMP Engineering” กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เป็นครั้งแรก ด้วยคอนเซ็ปต์สำคัญ คือ การแนะนำทักษะ “วิชาชีวิต” ให้เหล่านิสิตที่กำลังจะก้าวพ้นรั้วมหาวิทยาลัย

โดยเหล่าMentor ที่มาร่วมโครงการทั้ง 36 คนนั้น มีตั้งแต่ชื่อชั้นระดับ “บิ๊กเนม” จนถึงผู้บริหารระดับสูงและกลางในบริษัทชั้นนำของประเทศ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ และให้คำแนะนำ “นอกห้องเรียน” กับนิสิตคณะวิศวฯ จุฬาฯ ชั้นปี 3-4 ได้มี “หนทาง” ที่ชัดเจนในตัวเองต่อการก้าวสู่วิชาชีพ สร้างคุณค่าที่ตัวเองต้องการให้สังคม ซึ่งโครงการนี้ได้บรรดารุ่นพี่วิศวฯ จุฬาฯ ระดับแถวหน้าของประเทศมาร่วมเป็น “เมนเทอร์” ให้แก่น้องๆ อาทิ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือคิวเฮ้าส์ , พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ และกรรมการบริษัท บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) , ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท วงใน มีเดีย จำกัด , ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็มเฟค (MFEC) ,  สมคิด จิรานันรัตน์ ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) , ไผท ผดุงถิ่น ซีอีโอธุรกิจสตาร์ทอัพวงการผู้รับเหมาก่อสร้าง BUILK,สมิทธ์ พนมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ เป็นต้น

รูปแบบโครงการ คือ ให้“รุ่นพี่” คณะวิศวฯ จุฬาฯ ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานสาขาต่างๆ สร้างกระบวนการที่เรียกว่า “Mentor Ship”มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดทักษะให้รุ่นน้อง หรือ Mentee ที่เข้าร่วมโครงการด้วยรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะนัดพบปะ ออกกำลังกาย ไปดูสถานที่ทำงานจริง โดยใช้การจับคู่รุ่นพี่ 2คน ต่อรุ่นน้อง 4 คน นัดพบปะ 1 ครั้งต่อ 1 เดือน เป็นระยะเวลา 6 เดือน จากนั้นเป็นกิจกรรมใหญ่เดินทางไปต่างจังหวัดโดย Mentor ทั้ง 36คน เข้าร่วมกับนิสิตที่ได้รับการคัดเลือกเข้ารอบ 72 คน

หลังโครงการดำเนินผ่านมา6 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2561 ที่ผ่านมาจนถึงบทสรุป สิ่งที่ได้รับนั้น “สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมนิสิตเก่า วิศวฯ จุฬาฯ และผู้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นที่คณะวิศวฯ ให้ทัศนะว่า “คุ้มค่า” และมี “ผลลัพธ์” ที่น่าพอใจ

“รุ่นพี่วิศวฯที่จบไปแล้วและมีประสบการณ์ เป็นผู้บริหารระดับต่างๆได้มาช่วยให้ข้อคิดเห็น รับฟัง แนะนำ และชี้ช่องทางให้น้องๆ เพื่อให้เขาได้ออกไปทำในสิ่งที่เขาอยากทำ และช่วยเป็นหนึ่งในการเตรียมความพร้อมให้น้องๆที่จะเข้าไปทำงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ สตาร์ทอัพ ฯลฯ ซึ่งโครงการนี้มีผลลัพธ์ที่ดีมาก ไม่ใช่แค่รุ่นพี่มาถ่ายทอดให้รุ่นน้องฟังเพียงอย่างเดียว แต่รุ่นพี่ก็ได้ฟังความเห็นของคนรุ่นใหม่ด้วย รุ่นพี่ที่เป็นผู้บริหารระดับสูงได้ซึมซับและรู้ว่า เด็กรุ่นใหม่ที่กำลังจะเรียนจบออกมา เขามีความคิดที่แตกต่างจากรุ่นพี่ในอดีต และได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งนำไปประกอบ และปรับปรุงวิธีคิดให้ผู้บริหารระดับสูงด้วยเช่นกัน”นายกสมาคมนิสิตเก่าวิศวฯ จุฬาฯอธิบาย

ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชนแนวหน้าของประเทศ “สุพัฒนพงษ์” ยังตั้งข้อสังเกตต่อเทรนด์คนรุ่นใหม่ยุคนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า สิ่งที่เราสังเกตเห็นผ่านโครงการ “CHAMP Engineering” คือ เด็กที่เรียนจบใหม่เมื่อก่อนจะขวนขวายรีบอยากทำงานหาประสบการณ์ หาเงินเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง แต่เราค้นพบว่า นิสิตหลายคนในโครงการสนใจทำงานด้านสังคม สนใจงานด้านโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (ธุรกิจเพื่อสังคม) ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ที่รุ่นพี่ที่เป็นเมนเทอร์จำเป็นต้องให้คำแนะนำตั้งแต่แหล่งทุน และเครือข่ายต่างๆเพื่อให้เขาได้เดินหน้าลงมือทำต่อไป

“เด็กรุ่นใหม่ที่เราได้พูดคุยคือ พวกเขาอยากจะแบ่งปัน อยากจะซึมซับ อยากทำสิ่งดีๆส่งคืนให้สังคม ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจมาก และเราคิดว่านี่เป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้บริหารระดับสูง ที่เป็นพี่ๆเมนเทอร์ ได้รับส่วนนี้ไปและเป็นการปรับความคิดเราด้วย ซึ่งเด็กๆเขามีความพร้อมและตั้งใจจริง หากเราชี้ช่อง และให้โอกาสเขา”ซีอีโอ พีทีที จีซี ให้มุมมอง

เขายังเสนอด้วยว่า โครงการกิจกรรมลักษณะนี้หวังจะให้เป็น “ต้นแบบ” และเป็นสะพานขยายผลไปสู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ในอีกหลายสถาบัน เพราะเป็นการประยุกต์การเรียนรู้ทักษะชีวิตที่สำคัญต่อการออกไปประกอบอาชีพหลังเรียนจบของนักศึกษาคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคณะวิชาที่เรียนเน้นด้านเทคนิค โลจิกต์ อย่างวิศวกรรมศาสตร์

“การปูพื้นฐานให้เขาตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย เราจะมีเด็กรุ่นใหม่ไปสู่อุตสาหกรรมต่างๆ ไปทำงานในสังคม ธุรกิจใหม่ๆ เป็นคนคุณภาพ เขาจะได้ไม่หลงทาง ไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่ มีช่องทางรู้ว่าต้องไปติดต่อใคร และเริ่มอย่างไร ทำให้หลังเรียนจบ หากเขามีความต้องการจะทำงานอะไรจะได้เริ่มในสิ่งที่ถูกต้องและทำในสิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะย้อนกลับมาส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศ”นายกสมาคมนิสิตเก่าวิศวฯ จุฬาฯสรุป

ขณะที่ “รศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล” คณบดีคณะวิศวฯ จุฬาฯ ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า สิ่งที่เปลี่ยนชัดเจนของเด็กรุ่นใหม่ยุคนี้ คือ เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น หลังเรียนจบมักจะค้นหาตัวเองโดยเข้าไปทำงานในองค์กรต่างๆระยะหนึ่ง แต่ถ้าไม่ก็จะถอยออกมา และไปค้นหาตัวเองมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเด็กจะเปลี่ยนองค์กรไปเรื่อยๆ เพราะเขาหาโอกาสใหม่ตลอดเวลา

“ถ้าเด็กรุ่นใหม่สามารถค้นหาตัวตนได้ตั้งแต่เรียนในรั้วมหาวิทยาลัยก็จะเป็นประโยชน์ โดยทางคณะอยากจะปรับตัวเราเป็นแพลทฟอร์มสำหรับการเรียนรู้ เน้นให้บัณฑิตเราเรียนรู้ตลอดชีวิต นอกจากความรู้เชิงวิชาการแล้ว เขาต้องมีความรู้อื่นๆ ทักษะอื่น ตั้งแต่ทักษะการสื่อสาร ทักษะการคิด การใช้ชีวิต มนุษยสัมพันธ์”คณบดีวิศวฯ จุฬาฯกล่าว

รศ.ดร.สุพจน์ กล่าวด้วยว่า รุ่นพี่เมนเทอร์ในโครงการมาจากหลากหลายอุตสาหกรรมและธุรกิจทั้ งสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี ไปจนถึงธุรกิจการเงิน การตลาด กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา มาร่วมกันแนะนำ ถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่เห็นว่ามีโอกาสไปสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้อีก และเน้นให้ทักษะชีวิต ทักษะการคิด การอยู่ร่วมกับคนอื่น ไม่ใช่ความรู้ในเชิงวิศวกรรมศาสตร์เข้มข้น ซึ่งวิชาชีพที่เขาเรียนมาเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการตั้งต้นเท่านั้น และเราหวังให้นิสิตได้ใช้ชีวิต 4 ปี ในรั้วมหาวิทยาลัยเพื่อให้ค้นหาตัวเองเจอ

สำหรับเทรนด์บัณฑิตวิศวฯ ในตลาดแรงงานที่สังคมปัจจุบันต้องการนั้น คณบดีคณะวิศวฯ ให้ความเห็นว่า บุคลากรที่ประเทศต้องการขณะนี้แตกต่างจากเมื่อ30-40 ปีก่อน ที่ขณะนั้นประเทศกำลังเร่งการพัฒนา ทำให้บัณฑิตมีลักษณะแมส สร้างผลงานผลิตชิ้นงานได้คล้ายกัน แต่วันนี้เราต้องการคนที่คิดเองได้เยอะขึ้น มีความอิมโพรไวส์มากขึ้น ไม่ติดอยู่ในกรอบมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปเยอะ ดังนั้นการเรียนการสอนจึงเน้นให้ความรู้พื้นฐาน และสร้างให้เขามีศักยภาพที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ สอนให้นิสิตมองเห็นภาพกว้าง สามารถนำทฤษฎีพื้นฐานไปประยุกต์ใช้ มองเห็นโอกาสที่อาจอยู่นอกกรอบความคิดเดิม

“พิเชษฐ สิทธิอำนวย” ประธานโครงการ “CHAMP Engineering” ระบุว่า โครงการนี้จะแนะนำให้นิสิตได้มองอนาคต มองชีวิตตัวเอง ผ่านการฟังประสบการณ์ที่หลากหลายของรุ่นพี่เมนเทอร์เพื่อพิจารณาทางเลือกของตัวเอง ไม่ใช่ตามเทรนด์อย่างเดียว ประโยชน์คือได้วางแผนการใช้ชีวิตในอนาคต และที่สำคัญโครงการนี้เป็นเน็คเวิร์กกิ้ง (เครือข่ายพันธมิตร) ที่นิสิตจะได้รู้จักคนเพิ่มขึ้น มีการแนะนำส่งต่อคำปรึกษาถึงเมนเทอร์รุ่นพี่คณะวิศวฯ จุฬาฯ ที่ทำงานในวงการต่างๆ ทั้งนี้ หลังจากประสบความสำเร็จจากโครงการนี้แล้ว ได้มองถึงอนาคตที่จะทำในปีต่อไปให้ครอบคลุมถึงนิสิตคนอื่นๆมากขึ้นด้วย เพราะเป้าหมายที่แท้จริงตามที่นายกสมาคมนิสิตเก่าวิศวฯ จุฬาฯ บอกไว้คือ No One Left Behind ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ด้านมุมมองของคนรุ่นใหม่ “ณัฐนนท์ ทิฐิศานต์ศิริ” นิสิตคณะวิศวฯ ชั้นปีที่ 4 ที่เคยได้เข้าร่วม CHAMP ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ตั้งแต่เมื่อเรียนชั้นปี 3 และได้นำประสบการณ์มาร่วมเป็นทีมงานให้คณะวิศวฯที่เขาศึกษาในชั้นปีสุดท้าย เล่าประสบการณ์ของโครงการนี้ให้ฟังว่า การเรียนในมหาวิทยาลัยบางครั้งจะมุ่งมั่นต่อการเรียนอย่างเดียว และทำกิจกรรมทั่วไป แต่ไม่ได้วางแผนอนาคตหลังเรียนจบ เช่น อยากทำธุรกิจ แต่กลับไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวและเดินไปทางไหนให้ถึงเป้าที่ตั้งไว้ ซึ่งเราเริ่มรู้สึกไม่มั่นคง ถึงจะเรียนดี แต่อนาคตเรียนจบไปจะทำอย่างไร เรารู้มาตลอดว่าอะไรคือสูตรสำเร็จให้เป็นนักศึกษาที่ดี คือ ทำกิจกรรม เรียนให้ดี ช่วยเหลือเพื่อน

แต่โลกความเป็นจริงมันไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัวเหมือนช่วงเรียนหนังสือ เป็นความรู้สึกว่าเราต้องหาอะไรที่จะช่วยให้เข้าใจตรงนี้มากขึ้น ซึ่งนำมาสู่การเข้าโครงการCHAMP ของคณะบัญชี ตั้งแต่เรียนชั้นปี 3 ที่ทำให้เข้าใจสายอาชีพ และมั่นใจในการดำเนินชีวิตต่อไป ซึ่งส่งต่อมาจนถึงคณะวิศวฯ ขณะเดียวกันสิ่งสำคัญ คือ โครงการลักษณะนี้ ทำให้เราตื่นตัว และอยากจะสร้างอิมแพคที่ดีส่งต่อให้สังคม ทำให้เราอยากจะเป็นคนที่มีคุณภาพให้กับสังคมมากขึ้น เพราะได้เห็นประสบการณ์จากรุ่นพี่ที่เขาผ่านจุดนั้นมาแล้ว

เป็นบทสรุปของโครงการ “CHAMP Engineering” จากทั้งมุมมองของผู้ริเริ่มโครงการ และคนรุ่นใหม่ที่ต่างมองเห็นถึง “ทักษะวิชาชีวิต” นอกห้องเรียนที่ได้รับตลอด 6เดือนที่ผ่านมา ดังเช่นที่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” รุ่นพี่วิศวฯ จุฬาฯ หนึ่งในเมนเทอร์โครงการ บอกไว้ว่า “วันนี้เราต้องมีเข็มทิศ การกางแผนที่ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะบริษัทปัจจุบันนี้ 5 ปีก็เปลี่ยนแล้ว  สิ่งที่เราต้องการคือเข็มทิศ ให้รู้ทิศทางว่าเราต้องไปทางไหนเท่านั้น”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทความก่อนหน้านี้แกงป่า-ปลาสลิด : สวรรค์ในครัว
บทความถัดไปอาหารแห่งอนาคต