หลักสูตร กาแฟสดขั้นพื้นฐาน สอนโดย อ.เกียรติวุฒน์ ศาลากิจ วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม 2560 เวลา 09:00 - 15:00 น. ราคา 2,140บาท กาแฟสดขั้นพื้นฐาน กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ทำมาจากเมล็ดซึ่งได้จากต้นกาแฟ หรือที่มักเรียกว่า เมล็ดกาแฟคั่ว ในปัจจุบันมีการปลูกกาแฟมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก กาแฟเขียว ซึ่งเป็นกาแฟที่ไม่ผ่านการคั่วก็เป็นอีกหนึ่งสินค้าทางการเกษตรที่มีการซื้อขายกันมากที่สุดในโลก และในปัจจุบันกาแฟได้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดด้วย เมนู - กาแฟสด เทคนิคการทำ - แนะนำวัตถุดิบ และการเตรียมวัตถุดิบ - สอนการทำแป้งซาลาเปาให้เนียนนุ่ม และการขึ้นรูปซาลาเปา - สอนการทำไส้หมูสับ ไส้หมูแดง และไส้ครีม - สอนการทำขนมจีบ และการขึ้นรูป เทคนิคการขาย - สอนการคำนวณต้นทุน ราคาขาย และการเตรียมร้าน
หลักสูตร ขนมปังไส้ทะลัก สอนโดย อ.เกษราภรณ์ รอดไหม วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2560 เวลา 09:00 - 15:00 น. ราคา 2,140บาท ขนมปังไส้ทะลัก ขนมปังไส้ทะลัก ที่คนไทยชอบทานกัน รสชาติหอม ไส้แน่นทั้งสังขยาและชาไทยหวานน้อยแป้งนิ่มกำลังดีทานคู่กันอร่อยลงตัวมากค่ะ ใครกำลังมองหาหลักสูตรขนมปังเพื่อไม่เปิดร้านขายเราแนะนำหลักสูตรนี้เลยค่ะเหมาะมาก เมนู - ไส้สัขยา - ไส้ชาไทย เทคนิคการทำอาหาร - แนะนำวัตถุดิบ และการเตรียมวัตถุดิบ - สอนเทคนิคการทำแป้ง - สอนการทำข้าวทอด และการจัดเก็บ - สอนการทำไส้สังขยาและไส้ชาไทย เทคนิคการขาย - สอนการคำนวณต้นทุน ราคาขาย และการเตรียมร้าน
ดูรายละเอียด
หลักสูตร ข้าวหมูแดง หมูกรอบ สอนโดย อ.อดุลย์โรจน์ อังสนันท์สุข วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม 2560 เวลา 09:00 - 15:00 น. ราคา 2,140บาท ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ เป็นอาหารที่หาทานได้ง่ายมากๆ เลยค่ะไปที่ไหนมาที่ไหนก็มักจะเจอร้านขายข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ แต่ว่าเรื่องความอร่อยๆก็หาทานอยากเหมือนกัน น้ำราดอร่อยเข้มข้น หมูแดงก็เนื้อแน่น หมูกรอบก็กรอบอร่อยกินง่ายอยากให้มาโดนมันเลิศมาก เมนู - ข้าวหมูแดง - ข้าวหมูกรอบ เทคนิคการทำอาหาร - แนะนำวัตถุดิบ และการเตรียมวัตถุดิบ - สอนเทคนิคการทำหมูแดง หมูกรอบ - สอนการทำน้ำราดหมูแดง, น้ำจิ้มรสเด็ด เทคนิคการขาย - สอนการคำนวณต้นทุน ราคาขาย และการเตรียมร้าน
วันที่ 18 มิ.ย. 2560
ดูรายละเอียด
หลักสูตร เมนูหมูๆ สอนโดย อ.ยุวนิจ แพทย์กิจ วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม 2560 เวลา 09:00 - 15:00 น. ราคา 2,140บาท เมนูหมูๆ อร่อย หวาน นุ่มลิ้น น่าจะเป็นคำนิยามที่ดีและเข้าใจง่ายที่สุดสำหรับ หมูเส้น หมูฝอย หมูสวรรค์ สูตรอาจารย์ยุวนิจ แพทย์กิจ เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ลองชิมเป็นต้องติดใจและขอสมัครเป็นลูกค้าขาประจำทุกรายไป จุดเด่นของหมูเส้น หมูฝอย หมูสวรรค์ คือเนื้อหมูจะนุ่มและหอมกลิ่นเครื่องเทศ ไม่มีกลิ่นหืนของน้ำมัน สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานโดยไม่เสียรสชาติ เกริ่นมาขนาดนี้ใครหลายคนคงอยากชิมกันแล้ว แต่จะให้ครบสูตร ลองมาเรียนรู้สูตรเด็ดเคล็ดลับจากอาจารย์ยุวนิจ ผู้ไม่หวงวิชา ใครอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชนเปิดสอนบอกหลักการขายอีกด้วยจ้าาาาา เมนู - หมูฝอย - หมูสวรรค์ - หมูแดดเดียว - แคบหมู เทคนิคการทำอาหาร - แนะนำวัตถุดิบ และการเตรียมวัตถุดิบ - สอนเทคนิคการทำหมู - สอนการทำหมัก และการจัดเก็บ เทคนิคการขาย - สอนการคำนวณต้นทุน ราคาขาย และการเตรียมร้าน
วันที่ 18 มิ.ย. 2560
ดูรายละเอียด
หลักสูตร กุ้งกระทะร้อน สอนโดย อ.อิสระ เหลืองแสงรุ้ง วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2560 เวลา 09:00 - 15:00 น. ราคา 2,140บาท กุ้งกะทะร้อน เมนูยอดฮิตอย่าง 'กุ้งกระทะร้อน' นำเสนอความอร่อยเด็ดของเมนูสุดฮอตอย่าง 'กุ้งถัง' ที่มีเทคนิค-เคล็ดลับในการทำให้อร่อยได้ไม่ยาก ในคอร์สเรียนนี้เราสอนด้วยกันทั้งหมด 5 ซอสความอร่อยอย่าง ซอสบาร์บีคิว, ซอสต้มยำ, ซอสขี้เมา, ซอสเกาหลี และซอสกระเทียมพริกไทย สอนโดย อ.อิสระ เหลืองแสงรุ้ง วิทยากรประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน สำหรับใครที่ชื่นชอบเมนูนี้ ขอบอกว่า..เรียนจบไป ก็สามารถต่อยอดเป็นเมนูขายได้ไม่ยากเลยจ้า เมนู - กุ้งกระทะร้อน ซอสบาร์บีคิว ซอสต้มยำ ซอสขี้เมา ซอสกระเทียมพริกไทย และซอสเกาหลี เทคนิคการทำอาหาร - สอนการเตรียมเนื้อสัตว์ การหั่นตัดแต่ง การล้าง และการลวกเนื้อสัตว์ให้สวย - สอนการทำมันซอสสำหรับคลุกเนื้อสัตว์ให้มีกลิ่นหอมจากเครื่องเทศ สมุนไพร เทคนิคการขาย - สอนการเตรียมร้าน การคำนวณต้นทุน และการตั้งราคา
วันที่ 18 มิ.ย. 2560
เปิดสอนครอบคลุมทั้งหลักสูตรอาหารไทย อาหารนานาชาติและศิลปะด้านครัว เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการพัฒนาฝีมือการทำอาหาร และผู้ที่ประกอบกิจการร้านอาหาร สอนโดยเชฟประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชนและเชฟที่มีความเชี่ยวชาญ จากสถาบัน TCA เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ และหลักสูตร "สูตรเด็ดร้านดัง" ที่ทำการสอนโดยวิทยากรเจ้าของกิจการร้านอาหารขึ้นชื่อ โดยจัดให้มีการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ *** เมนู สเต๊ก *** *** เมนูเทปันยากิหมู*** *** เมนู ผัดไทย หอยทอด*** *** เมนู สปาเก๊ตตี้ *** Save
ครัวเบเกอรี่ สำหรับผู้ที่มีใจรักด้านการทำเบเกอรี่ ผู้ที่ต้องการสร้างอาชีพเสริมหรือเปิดร้านเบเกอรี่ในฝันผู้เรียนจะได้รับการถ่ายทอดเคล็ดลับอย่างใกล้ชิดจากทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากทีมเชฟที่มีประสบการณ์ด้านเบเกอรี่วัตถุดิบที่คัดสรรเป็นอย่างดีผสานกับความใส่ใจรายละเอียดของขนมทุกชิ้นจึงมั่นใจได้ว่าเบเกอรี่ทุกชิ้นเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและรสชาติที่หลายๆ ท่านนิยมรับประทานเบเกอรี่จนได้เผยแพร่จนได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายกลายเป็นอาหารหลักประจำวัน...ปัจจุบันขนมเบเกอรี่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกเรามีการพัฒนารูปแบบของขนมเบเกอรี่เราให้มีความแปลกใหม่ทั้งหน้าตาและรสชาติให้มีความอร่อย หอม หวาน ติดใจในรสชาติของขนมและยังอัพเดทเมนูต่างๆ ให้ผู้ที่มาเรียน ทางศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชนของเราได้เชิญเชฟชื่อดังจากหลายๆ ที่มาสอนที่ศูนย์อาชีพของเราและทางเรารับรองว่าผู้ที่มาเรียนสามารถนำไปใช้ได้จริงและประสบความสำเร็จกันอย่างล้นหลามกันเลยทีเดียวนะคะ... *** เมนู ฟรุตทาร์ตผลไม้ *** *** เมนู แยมโรลชาเขียว *** *** เมนู บราวนี่ *** *** เมนู ชิฟฟ่อน *** *** ขนมเอแคลร์ *** *** เมนู มาการอง ***
หลักสูตรงานช่างและงานฝีมือ ความเชี่ยวชาญจากกูรูผู้ชำนาญการงานช่างสาขาต่างๆ ที่มารวมตัวกันในนิตยสารเส้นทางเศรษฐี ต่อยอดเป็นวิชาช่างและงานฝีมือหลากหลายประเภทที่สามารถสร้างอาชีพได้ใน 1 วัน ถ่ายทอดทุกเคล็ดลับทุกวิชาชีพแบบไม่ปิดบัง โดยได้รับเสียงตอบรับจากผู้เรียนเป็นอย่างดี
ทัวร์ ตามรอย ‘ท้องพระเมรุ’ กลางกรุงศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ชมประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาอย่างลึกได้ความรู้ใหม่ๆ มาร่วมเดินทางกลับทัวร์เราสิค่ะ วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2560 / วิทยากร : อ.ดร.นนทพร อยู่มั่งมี ราคาเพียง 2,000 บาท

ลำไยยักษ์ พันธุ์ “จัมโบ้” ผลใหญ่ เมล็ดลีบ ปลูกได้ทั่วประเทศ ผู้เขียน ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2560 เทคนิคทำให้เป็นดอกตัวเมียเยอะ การทำลำไยนอกฤดู หัวใจที่สำคัญก็คือ การทำอย่างไร ให้ลำไยออกดอกเต็มต้น ถ้าทำได้ นั่นหมายความว่าประสบความสำเร็จไปมากกว่าครึ่ง ขั้นตอนต่อไปต้องทำให้ดอกลำไยเป็นดอกตัวเมียมาก เทคนิคที่จะให้ดอกลำไยเป็นดอกตัวเมีย อันดับแรกเราจะต้องบำรุงช่อดอกให้สมบูรณ์ มีช่อดอกอวบอ้วนช่อยาว โดยเราจะต้องเริ่มบำรุงรักษาช่อดอกตั้งแต่ลำไยแทงช่อดอกออกมาให้เราเห็น โดยแนะนำ ฉีดพ่นด้วยปุ๋ยเกล็ด สูตร13-0-46(โพแทสเซียมไนเตรต) อัตรา 500 กรัม+สาหร่ายสกัด(เช่น แอ๊คกรีน) อัตรา 200 ซีซี+แคลเซียม-โบรอน(เช่น โกลแคล, แคลเซียม-โบรอนอี, โบร่า) อัตรา 100-200 ซีซี ผสมยาป้องกันกำจัดแมลง เช่น สารคลอร์ไพริฟอส (เช่น มัคฟอส) เลือกอัตราใช้ต่ำ แค่ 100 ซีซี ก็พอ เพื่อเป็นการประหยัด พ่นเพื่อเป็นการป้องกันแมลง เพลี้ยต่างๆ รวมถึงหนอนไว้ก่อนล่วงหน้า ทั้งหมด ต่อน้ำ 200 ฉีดพ่นทุก 7 วัน พ่นก่อนที่ดอกลำไยจะบาน วิธีนี้ก็ช่วยให้ได้ดอกลำไยตัวเมียเยอะขึ้น เทคนิคทำสีผิวลำไยให้ได้ราคาดีผิวสีสวย เทคนิคทำสีผิวลำไยให้ได้ราคาดี พ่อค้าลำไยส่วนมากต้องการลำไยที่มีสีผิวเหลืองสวย และจะให้ราคาดีกว่า ลำไยที่มีเปลือกสีไม่สวย เช่น ออกสีเหลืองคล้ำ หรือแดง แม้จะมีขนาดลูกผลโตกว่าก็ตาม ราคาก็จะสู้ลำไยที่มีสีผิวเหลืองสวยไม่ได้ เทคนิควิธีที่เกษตรกรจะทำให้ลำไยผิวสวยก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลลำไย ประมาณ เดือนครึ่งเราจะต้องเร่งทำสีเปลือกลำไยให้เหลืองสวย โดยใช้ยาเชื้อรา จำนวน 50-80 ซีซี ต่อน้ำ 200 ฉีดพ่นประมาณ 2-3 ครั้ง และควรงดเว้นการฉีดพ่นสารอาหารจำพวกสาหร่าย อาหารเสริมต่างๆ หรือสารอาหารทางใบในกลุ่มน้ำตาล (เป็นอาหารอย่างดีของเชื้อรา) ก่อนการเก็บเกี่ยว เพราะจะมีคราบติดอยู่ที่ผล ทำให้ผิวไม่สวยได้ ต้นลำไยก่อนตัดแต่งกิ่ง ต้นต้องมีความสมบูรณ์เต็มที่ ก่อนเก็บเกี่ยวลำไย 1 เดือน เกษตรกรผู้ปลูกลำไยควรบำรุงด้วยสูตรเร่งหวาน-เร่งสี ทางใบฉีดพ่นด้วยปุ๋ยสูตรที่มีตัวท้ายสูง เช่น สูตร 0-0-50 พร้อมธาตุรอง ธาตุเสริม เน้นกำมะถันเพื่อให้ผิวสวย โบรอนแคลเซียม เพื่อป้องกันผลแตก ควรฉีดพ่นสารป้องกันเชื้อรา จะทำให้ลำไยมีผิวสีสวย พ่นประมาณ 2 ครั้ง ก่อนเก็บผลผลิต ส่วนทางดิน ควรใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 หรือปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น ทรงพุ่ม 3-5 เมตร หรือแล้วแต่ขนาดทรงพุ่ม ถ้าใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 ลำไยจะแก่และสุกเร็วขึ้น ทำให้เก็บขายได้เร็วตอนราคาดี แต่อาจจะทำให้ต้นโทรมบ้าง หลังเก็บเกี่ยวต้องเร่งบำรุงฟื้นฟูสภาพต้น เรียกความสมบูรณ์กลับมาทันที ปุ๋ยสูตร 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีลูกผลไม่สม่ำเสมอกัน จะช่วยบำรุงผลหลายรุ่นในต้นเดียวกัน หลังจากเก็บผลผลิตแล้วต้นจะไม่ค่อยโทรม และทำให้ต้นมีความสมบูรณ์พร้อมสำหรับให้ผลผลิตรุ่นปีต่อไป ลำไยยักษ์ พันธุ์จำโบ้ ที่ผ่าพิสูจน์ให้เห็นว่าเมล็ดลีบทั้งพวง ในกรณีที่ต้นลำไยติดลูกผลดกมาก เปลือกผลหนาดี ไม่บางจนเกินไป ควรใส่ปุ๋ย สูตร 0-0-60 จะทำให้ลูกผลลำไยขยายขนาดใหญ่ขึ้นมากกว่าใส่ปุ๋ยสูตรอื่นๆ โดยเลือกใส่ในช่วงเข้าระยะประมาณ 180-190 วัน หลังจากราดสารจะทำให้ลูกผลโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และต้องให้น้ำตลอดอย่างสม่ำเสมอจนถึงเก็บเกี่ยวด้วย วิธีการผลิตลำไยนอกฤดู ลำไย จัดเป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย สามารถทำรายได้จากการส่งออกปีละไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท แหล่งผลิตลำไยที่สำคัญอยู่ในภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา เป็นต้น และทางภาคตะวันออก เช่น จังหวัดจันทบุรี ระยอง เป็นต้น โดยเฉพาะที่จังหวัดจันทบุรี จะเห็นว่าในบัจจุบันพื้นที่จังหวัดจันทบุรีจะมีล้งรับซื้อลำไยเป็นจำนวนมากซึ่งมีทั้งคนจีนที่เข้ามาลงทุนเองและล้งของคนไทยด้วย ผลลำไยยักษ์จัมโบ้ ทำนอกฤดู ที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร เทียบขนาดกับเหรียญ 10 บาท ส่วนผลผลิตที่เกษตรกรนิยมปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตเพื่อการส่งออกนั้น จะนิยมเป็นสายพันธุ์“อีดอ”เป็นหลักเพราะมีลักษณะเด่นเรื่องขนาดและรสชาติเมื่อนำไปอบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์สีลำไยจะออกเป็นสีเหลืองทอง ซึ่งเป็นผลผลิตที่ตลาดจีนต้องการ (แต่ต้องระวังและควบคุมให้ดี ไม่ให้ลำไยสดจากไทยมีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินค่ามาตรฐานที่ประเทศส่งออกกำหนด) ลำไยจัมโบ้ วัดขนาดกับลำไยพันธุอื่น ได้ขนาด 5 A สำหรับการผลิตลำไยในอดีต เกษตรกรต้องรับภาระความเสี่ยงเกี่ยวกับการให้ผลผลิตของลำไย เนื่องจากการออกดอกติดผลขึ้นอยู่กับความหนาวเย็น หากปีใดที่มีอุณหภูมิต่ำและหนาวเย็นยาวนาน ลำไยจะออกดอกติดผลมาก ในขณะที่บางปีอากาศไม่หนาวเย็นพอ ต้นลำไยจะออกดอกติดผลน้อย ทำให้ลำไยถูกจัดอยู่ในกลุ่มไม้ผลที่มีนิสัยการออกดอกติดผลเว้นปี นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2541 การค้นพบสารโพแทสเซียมคลอเรตด้วยความบังเอิญของคนทำดอกไม้ไฟ ว่ามีคุณสมบัติสามารถชักนำการออกดอกของลำไยโดยไม่ต้องพึ่งพาความหนาวเย็น ทำให้ปัญหาการออกดอกเว้นปีลดความสำคัญลง และหมดไป วิธีการใช้การใช้สารโพแทสเซียมคลอเรตเพื่อเร่งลำไยให้ออกนอกฤดู นิยมทำก่อนหน้าฤดูลำไยจะออกดอกในทุกปี โดยนำโพแทสเซียมคลอเรตละลายน้ำรดบริเวณโคนต้นลำไย หลังจากนั้น ประมาณ 20-30 วัน ลำไยจะแทงช่อดอกออกมา ทำไม ต้องผลิตลำไยนอกฤดู มีอยู่หลายเหตุผล เช่นเหตุผลด้านราคาเกษตรกรชาวสวนลำไยทราบดีว่าเป้าหมายการผลิตลำไยนอกฤดู คือ ราคาผลผลิต ซึ่งถ้าจะเทียบไปแล้ว ช่วงเวลาจำหน่ายผลผลิตที่ราคาดีที่สุดคือ ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากตรงกับเทศกาล เช่น วันคริสต์มาส วันขึ้นปีใหม่ และวันตรุษจีน ช่วงที่ผลผลิตมีราคาถูกที่สุดคือ ลำไยในฤดูในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เนื่องจากผลผลิตลำไยในฤดูกาลมีจำนวนมากเข้าสู่ตลาดพร้อมกัน ดังนั้น เกษตรกรจึงพยายามบังคับให้ลำไยออกดอกใน 2 ช่วง คือช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม เพื่อให้เก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายนถึงต้นกุมภาพันธ์ และช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เพื่อเก็บเกี่ยวก่อนฤดูคือ เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน การบังคับให้ออกดอกในเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม เกิดปัญหาค่อนข้างมาก เพราะตรงกับฤดูฝน ต้นลำไยจะตอบสนองต่อสารโพแทสเซียมคลอเรตไม่ดีเหมือนการให้สารนี้ในฤดูหนาว ในขณะที่ลำไยที่ออกดอกในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน จะกระทบอากาศหนาวทำให้การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ ผลอ่อนมักร่วงเสียหายได้ง่าย ดังนั้น จึงต้องมีการเตรียมต้นให้สมบูรณ์ การกำหนดอัตราสารให้เหมาะสมและศึกษาถึงเทคนิคการผลิตลำไยนอกฤดูในแต่ละขั้นตอน ตลอดจนการเลือกช่วงเวลาการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดและให้เหมาะสมกับพื้นที่จึงจะประสบผลสำเร็จ ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิตผลกระทบจากการพัฒนาประเทศไปสู่อุตสาหกรรมหนักและการพัฒนาการท่องเที่ยวทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของแรงงานจำนวนมากออกจากภาคเกษตรเข้าสู่ในเมือง ทำให้การเกษตรทั้งระบบขาดแคลนแรงงาน ส่งผลกระทบต่อการผลิตลำไย โดยเฉพาะแรงงานด้านเก็บเกี่ยว ซึ่งมีขั้นตอนตั้งแต่เก็บเกี่ยวผลผลิตจากต้น การลำเลียงผลผลิตสู่โรงเรือนหรือที่ร่ม การคัดเกรด การบรรจุตะกร้า ซึ่งแต่ละขั้นตอนต้องอาศัยแรงงานที่มีความชำนาญจำนวนมาก ปัญหาการขาดแคลนแรงงานจะรุนแรงมากในช่วงการผลิตลำไยในฤดู แนวโน้มการแข่งขันในตลาดนานาชาติเป็นที่ทราบกันดีว่า ลำไยจากประเทศไทยมีคู่แข่งที่สำคัญในตลาดโลก ได้แก่ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและเวียดนาม ซึ่งจีนเป็นทั้งประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง ผลผลิตลำไยของจีนออกสู่ตลาดในช่วงเดียวกับของไทย คือกรกฎาคม-กันยายน ทำให้ประสบปัญหาคล้ายกับไทยคือ ผลผลิตในฤดูล้นตลาด ราคาตกต่ำ ด้วยเหตุนี้แนวทางการพัฒนาลำไยของไทยจึงควรมุ่งเน้นที่การกระจายตัวของช่วงฤดูการผลิตตลอดปี การลดต้นทุนการผลิตและปรับปรุงผลผลิตให้ได้คุณภาพ ในขณะที่การปลูกลำไยของจีนยังไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีความหนาวเย็นเกินไปในบางช่วงของปี ทำให้ไม่สามารถผลิตลำไยตลอดปีเหมือนไทยได้ นอกจากนี้ เวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญอีกประเทศหนึ่งยังขาดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี ประเทศไทยจึงควรพัฒนาลำไยนอกฤดูบนจุดอ่อนเหล่านี้ของคู่แข่ง ลำไยอายุที่เหมาะสมที่จะบังคับราดสารให้ออกนอกฤดูคือ ต้นอายุสัก 4-5 ปีขึ้นไป กำลังเหมาะสม การคุมทรงพุ่มของต้นลำไยมีความสำคัญมาก มันจะเกี่ยวข้องตั้งแต่ผลผลิต การจัดการ การฉีดพ่นสารเคมี การเก็บเกี่ยว ฉะนั้น อย่างหลังการเก็บเกี่ยวเสร็จ ก็จะมีการตัดแต่งกิ่งในส่วนของความสูง ตัดส่วนยอดของต้นไม่ให้มีความสูงเกิน 3 เมตร ซึ่งจะเน้นให้ต้นลำไยมีทรงพุ่มที่แผ่กว้างมากกว่าที่จะปล่อยให้ทรงพุ่มสูง หลังจากตัดแต่งควบคุมทรงหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ก็จะปล่อยให้ต้นได้พักฟื้นแตกใบตามธรรมชาติ 2-3 ชุด ก่อนที่จะตัดแต่งกิ่งเพื่อเข้าสู่กระบวนการราดสารต่อไป การผลิตลำไย จะมีอยู่ 3 ช่วงหลักๆ คือ ผลิตลำไยออกก่อนฤดู ออกสู่ตลาดก่อนลำไยในฤดูจะออกเล็กน้อย โดยผลผลิตจะออกช่วงมิถุนายน-กรกฎาคม คือตั้งแต่การตัดแต่งกิ่งช่วงเดือนกันยายน ดึงใบอ่อน สะสมอาหาร อย่างการราดสาร ผมจะเริ่มราดสารในเดือนพฤศจิกายน เก็บเกี่ยวเดือนมิถุนายน ถ้าเราไม่ชิงราดสารช่วงเดือนพฤศจิกายน พอเดือนธันวาคม-มกราคม อากาศหนาวจัด ลำไยมันจะออกดอกมาในฤดูหมด ผลผลิตก็จะไปตรงกับลำไยของทางภาคเหนืออีก ข้อจำกัดในแต่ละพื้นที่มีต่างกัน อย่างที่นี่ ถ้าทำเร็วเกินเจอแล้ง ถ้าทำช้าก็จะออกในฤดู เกษตรกรทุกคนจะรู้ดี แต่ถ้าสวนใครโชคดี อยู่ในพื้นที่มีแหล่งน้ำดีก็จะผลิตออกสู่ตลาดเร็วกว่าสวนอื่น เพื่อให้ได้ราคาสูง เก็บขายช่วงกุมภาพันธ์-มีนาคม หรือช่วงราวๆ วันตรุษจีนผลิตลำไยฤดูกาลซึ่งลำไยในฤดูจะออกช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม ในแต่ละปี เช่น ทางเชียงใหม่ ลำพูน ที่จะผลิตลำไยในฤดูกาล และทางจันทบุรี ที่เน้นการผลิตลำไยนอกฤดูกาลซึ่งการผลิตลำไยนอกฤดูกาลเรื่องน้ำสำคัญที่สุด อย่างที่นี่ก็ต้องวางแผนให้ดี หลักการผลิตลำไยนอกหรือในฤดูกาลคล้ายคลึงกัน เริ่มต้นต้อง “ตัดแต่งกิ่ง”ก่อนที่จะตัดแต่งกิ่งลำไยทุกครั้ง ก็ต้องบำรุงต้นให้ใบมีความสมบูรณ์ แนะนำให้ใส่ปุ๋ยเคมี คือ ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 = 1 ส่วน ผสมกับปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 = 1 ส่วน ใส่ให้ต้นละ 1 กิโลกรัม (มากหรือน้อยกว่านี้จะขึ้นอยู่กับขนาดของต้น) พร้อมใส่ปุ๋ยคอกเก่า หรือปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด หว่านให้ต้นละ 5 กิโลกรัม ปกติชาวสวนจะใส่ปุ๋ยกันล่วงหน้า 1 วัน หรือใส่กันวันแต่งกิ่งเลย เพราะจะแต่งกิ่งลำไยคลุมโคนและคลุมปุ๋ยเลยไม่มีการขนย้ายกิ่งออกจากสวน เพราะต้องการให้ใบและกิ่งคลุมโคนต้นเพื่อรักษาความชื้น ทิ้งไว้ให้ย่อยสลายช่วยปรับโครงสร้างของดิน และช่วยลดการสูญเสียไม่ให้ปุ๋ยหายไปกับน้ำปุ๋ย มันจะติดกับกิ่งและใบลำไยที่เราตัดแต่งคลุมโคนเอาไว้ การตัดแต่งกิ่งที่ดี ส่งผลต่อการออกดอกและติดผลด้วยเช่นกัน ประโยชน์ของการตัดแต่งกิ่งลำไยนั้นคือ เร่งให้ลำไยแตกใบอ่อนการตัดแต่งกิ่งเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถเร่งการแตกใบอ่อน มีผลทำให้ต้นลำไยฟื้นตัวได้เร็ว และใบใหม่ที่เกิดขึ้นจะทำหน้าที่ในการสร้างอาหารสะสมไว้สำหรับการออกดอกติดผลในฤดูกาลถัดไป ช่วยควบคุมความสูงของทรงพุ่มการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ทรงพุ่มเตี้ย ทำให้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตและสะดวกต่อการดูแลรักษา เช่น การพ่นปุ๋ยทางใบหรือสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องไม้ค้ำยันกิ่ง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ลดการระบาดของโรคและแมลงต้นลำไยที่มีทรงพุ่มทึบ มักเป็นแหล่งอาศัยของแมลง มีความชื้นสูงและก่อให้เกิดโรค เช่น โรคราดำ โรคจุดสาหร่ายสนิมและไลเคนส์ เป็นต้น การตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่งทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดสามารถส่องทะลุเข้าไปในทรงพุ่มจะช่วยลดการระบาดของโรคและแมลง ต้นลำไยตอบสนองต่อสารคลอเรตต้นลำไยที่มีอายุมาก เมื่อให้สารโพแทสเซียมคลอเรต มักจะออกดอกน้อยหรือไม่สม่ำเสมอ การตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง แสงส่องเข้าไปในทรงพุ่มจะช่วยให้ต้นลำไยตอบสนองต่อสารโพแทสเซียมคลอเรตได้ดี ทำให้ลำไยออกดอกมากขึ้น และใช้ปริมาณสารโพแทสเซียมคลอเรตลดลง ผลผลิตมีคุณภาพดีต้นลำไยที่มีทรงพุ่มทึบ ถ้าหากออกดอกติดผลดก ส่งผลให้ลำไยมีผลขนาดเล็กผลผลิตคุณภาพต่ำ การตัดแต่งกิ่งบางส่วนจะช่วยลดพื้นที่ออกดอกติดผลลงบ้าง ทำให้ผลมีขนาดใหญ่ขึ้นและคุณภาพผลผลิตโดยรวมดีขึ้น สนใจกิ่งพันธุ์ ลำไยยักษ์ พันธุ์ “จัมโบ้” สายพันธุ์แท้ ติดต่อได้ที่ “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760, (081) 886-7398 หรือ ID Line LEEFARM2 หรือช่องทางเฟซบุ๊ก “สวนคุณลี”
ดูรายละเอียด
คนใช้เยอะ! รฟม.ยกเลิกโปรโมชั่นสายสีม่วงปรับค่าโดยสารเป็นปกติ 14-42 บาท เริ่ม 1 พ.ย.นี้ คาดรายได้เพิ่ม 30% วันที่ 17 ตุลาคม 2560 - 09:00 น. 944SHARES Facebook 944 Twitter Google+ LINE นายฤทธิกา สุภารัตน์ รองผู้ว่าการฝ่ายบริหารและรักษาการผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 16 ต.ค.2560 คณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม.มีมติเห็นชอบให้ รฟม.ปรับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ กลับไปใช้อัตราปกติ 14-42 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้เป็นต้นไป จากปัจจุบันมีการจัดโปรโมชั่นลดค่าโดยสารอยู่ที่ 14-29 บาท และวันหยุด 15 บาทตลอดสาย คาดว่าจะทำให้ผู้โดยสารลดลง 10% แต่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 30% “เดิมจะลดราคาถึงสิ้นปี แต่เนื่องจากมีการเดินรถต่อเชื่อม 1 สถานีจากเตาปูน-บางซื่อ ทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้นแล้ว และมีคนมาใช้บริการมากขึ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 47,000 เที่ยวคน/วัน แต่หากผู้โดยสารใช้ทั้งสายสีม่วงและใต้ดินจะยังคงลดค่าแรกเข้าต่อที่ 2 ให้เหมือนเดิม และจะมีการออกบัตรโดยสารหลากหลายประเภทมากขึ้น เช่น ตั๋วเดือน ตั๋วไม่จำกัดจำนวนเที่ยว” นอกจากนี้ในส่วนของการใช้บริการอาคารจอดแล้วจรตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้ จะเก็บค่าใช้บริการตามปกติคือ 2 ชั่วโมง 10 บาท จากปัจจุบันเก็บอยู่ที่ 2 ชั่วโมง 5 บาท
ดูรายละเอียด
พยาบาลสาวผู้ลาออกมาทำการเกษตร แนะการตลาดยุคใหม่ มีผลผลิตแล้วจะขายใคร ขายที่ไหน 1.2KSHARES Facebook 1.2K Twitter Google+ LINE ผู้เขียน เสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560 คุณการต์รวี บัวบุญ หรือ น้องอ้น อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองทุ่ม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เดิมมีอาชีพรับราชการเป็นพยาบาล โดยจบการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสระบุรี พยาบาลวิชาชีพ (4 ปี) จากนั้นรับราชการอยู่หลายแห่งเป็นเวลารวม 8 ปี (ศูนย์มะเร็งลพบุรี 2 ปี, โรงพยาบาลวาปีปทุม 3 ปี, โรงพยาบาลมหาสารคามอินเตอร์ 1 ปี, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2 ปี…จบปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และกำลังศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาเดียวกันและที่เดียวกัน แต่เธอลาออกจากพยาบาลมาทำเกษตรอย่างจริงจัง ช่วงที่ลาออกจากพยาบาล แล้วมาทำการเกษตร หลายคน “หาว่าเธอบ้า” เหตุใดจึงทิ้งงานที่มั่นคงขนาดนั้น มาทำการเกษตร ทว่า เธอก็มีเหตุผลส่วนตัว เนื่องจากคุณแม่ป่วยเป็นมะเร็ง เธอต้องการกลับมาดูแลคุณแม่อย่างใกล้ชิด โดยที่เธอบอกว่า เธอเป็นพยาบาลดูแลคนได้มากมาย แต่คุณแม่ของเธอเอง จะไม่ให้ดูแลได้อย่างไร นอกจากนี้อีกเหตุผลหนึ่งที่ฟังแล้วซึ้งมากๆ นั่นก็คือ เธอบอกว่า หากเธอยังทำงานอยู่ แม้ว่าจะประสบความสำเร็จเพียงใด แต่ถ้าไม่มีคุณแม่อยู่ได้ชื่นชมกับความสำเร็จนั้นแล้ว ก็ไม่มีความหมายใดๆ ฉะนั้น ในเวลานี้ คุณแม่เธอสำคัญที่สุด กลับมาที่เรื่องราวทางการเกษตรของคุณการต์รวี เธอมีพื้นที่ 22 ไร่ ทำนา 10 ไร่ สระน้ำ 4 ไร่ ที่เหลือเป็นที่ดอน การเกษตรส่วนใหญ่ของเธอคือเลี้ยงเป็ด และไก่ หลายสายพันธุ์ ดังนี้ เลี้ยงเป็ดไข่ (พันธุ์กากีแคมป์เบล, ซีพีซุปเปอร์) 500 ตัว ให้ไข่แล้ว 200 ตัว ซื้อวัตถุดิบมาผสมอาหารเอง เช่น กากปาล์มน้ำมัน กากถั่วเหลือง รำ มีการเพาะพันธุ์เป็ดเองโดยใช้เครื่องฟักไข่ช่วย //ไก่ไข่ 50 ตัว แต่เลี้ยงแบบไก่พื้นเมือง ให้อาหาร ได้แก่ รำ หญ้าเนเปียร์ น้ำหมักปลา ทำให้เปอร์เซ็นต์การให้ไข่ดีถึง 95 เปอร์เซ็นต์ //ไก่ประดู่หางดำ 300 ตัว ขายเป็นไก่เนื้อ กิโลกรัมละ 90 บาท และขายพันธุ์อายุ 7 วัน ตัวละ 25 บาท //ไก่พันธุ์พื้นเมือง 100 ตัว ขายกิโลกรัมละ 90 บาท//ไก่ดำ KU ภูพาน ขายลูก อายุ 7 วัน ตัวละ 50 บาท และไก่เหลืองดงยอ 100 ตัว ขายลูก ตัวละ 20 บาท (ข้อมูลจาก เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์) นั่นเป็นกิจกรรมหลักๆ ของเธอ มาถึงคำถามที่สำคัญคือ หลังจากมีผลผลิตแล้ว เธอหาตลาดอย่างไร ง่ายๆ ก็คือ ไปขายใคร ขายที่ไหน เธอตอบมาดังนี้ “ไม่ว่าเราจะไปส่งเสริมให้ใครทำการเกษตร มักจะมีคำถามกลับมาเสมอคือ จะขายใคร ขายที่ไหน ก็ตอบไปว่า ตลาดหลักคือสื่อโซเชียล เราก็โพสต์เรื่องราวของเราลงไป สื่อโซเชียลเป็นอะไรที่กว้างมาก คนก็จะเห็นเรื่องราวของเรา ทั้งนี้ การทำการเกษตรสมัยใหม่ ได้เปรียบมาก เราไม่ต้องเปิดหน้าร้าน ไม่ต้องแต่งหน้าร้านให้สวยงาม แค่เรานำเสนอเรื่องราวของเราลงไปในสื่อโซเชียล คนก็จะเห็น เช่น กว่าที่เราจะได้ไข่ไก่ คุณภาพออกมา เรามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง คนก็จะเกิดความเชื่อมั่น นอกจากนี้ การค้า การขายปัจจุบัน ก็ง่ายมาก ขายกันทางโทรศัพท์ ทางออนไลน์ ส่งของกันทางรถทัวร์ ไปรษณีย์ บริษัทขนส่งเอกชน สะดวกรวดเร็วมาก” “เราก็คิดจากคำถามนี้ คือทำแล้วจะขายใคร ขายที่ไหน คนอื่นเขาทำการเกษตรมาก่อนเรามากๆ เราก็ต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ แล้วการส่งเสริมก็จะง่ายมาก ส่วนเรื่องการให้ชาวบ้านเดินตามมาตรฐานที่เราวางไว้ อันนั้นไม่ต้องห่วง เขาทำตามได้แน่ๆ อีกอย่างที่อยากจะฝากไว้คือ อย่าทำการเกษตรแบบแฟชั่น เช่น เห็นคนอื่นปลูกมะนาว ปลูกยาง ปลูกอ้อย แล้วได้ราคาดี คนก็แห่ไปปลูกกัน จากนั้นราคาก็ตก เราต้องสร้างความแตกต่างในสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ และสินค้านั้นต้องมีสตอรี่ แล้วมันก็จะไปได้” คุณการต์รวี กล่าวทิ้งท้าย