หลักสูตร ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา สูตรโบราณ วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม 2560เวลา 09:00 - 15:00 น. ***ราคา 2,140 บาท*** ก๋วยเตี๋ยวเรือ เป็นก๋วยเตี๋ยวแบบไทย ที่มีรสชาติจัดจ้าน เป็นอาหารที่นิยมทานกันมาก มีรสชาติที่กลมกล่อม หอมเครื่องเทศต่างๆ ที่อยู่ในน้ำซุปของก๋วยเตี๋ยว สอนโดย อ.โอฬาร ศรีสวรรค์ จะมาบอกเทคนิคเคล็ดลับความอร่อยในการทำก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา สูตรโบราณ จะสอนการหมัก การปรุง รวมไปถึงการต้มน้ำซุปให้หอม ละมุน ทำอย่างไร ผู้ที่มาเรียนในหลักสูตรนี้จะได้เทคนิคจาก อ.โอฬาร ศรีสวรรค์ มากมายหลายอย่างเลยค่ะ
หลักสูตร ขนมจีนน้ำยา ป้าอ้อย วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม 2560เวลา 09:00 - 15:00 น. ***ราคา 2,140 บาท*** หลักสูตร ขนมจีนน้ำยา ป้าอ้อย สอนโดย อ.สมหมาย บำเพ็ญบุญ จะมาสอนเทคนิคในการทำขนมจีนน้ำยาว่าส่วนผสมหลักๆ ใส่อะไร การเลือกซื้อวัตถุดิบยังไง และเคล็ดลับความอร่อยในการทำขนมจีนทำอย่างไร ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ในเรื่องของการทำขนมจีนแบบจัดเต็มจาก อ.สมหมาย กันเลยทีเดียว...ห้ามพลาดกันนะคะ
ดูรายละเอียด
หลักสูตร ข้างแกงแผงตลาด วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม 2560เวลา 09:00 - 15:00 น. ***ราคา 2,140 บาท*** หลักสูตร ข้าวแกงแผงตลาด สอนโดยอ.จุไร นิ่มอุดม จะมาบอกเทคนิคเคล็ดลับหลักการทำข้าวแกงให้รสชาติโด่ดเด็นอร่อยถูกปากและผู้ที่มาเรียนจะได้รู้ขั้นตอนในการเลือกวัตถุดิบจนถึงการปรุงรสชาติในการทำแถมนำไปเป็นอาชีพได้อีกด้วยมีด้วยกันตั้ง 5 เมนู เช่น แกงมัสมั่น, แกงเขียวหวานไก่, ไข่พะโล้, หมูผัดพริกขิง, ปลาดุกกรอบผัดพริก ใครมาเรียนหลักสูตรนี้คุ้มมากคะ 1 วันได้ตั้ง 5 เมนูเลยคะใครพลาดเสียดายแย่เลยคะ
วันที่ 28 พ.ย. 2559
ดูรายละเอียด
หลักสูตร น้ำสมุนไพรและน้ำผลไม้สูตรการค้า 15 เมนู วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม 2560เวลา 09:00 - 15:00 น. ***ราคา 2,140 บาท*** หลักสูตร น้ำสมุนไพรและน้ำผลไม้สูตรการค้า 15 เมนู สอนโดย อ.อิสระ เหลืองแสงรุ้ง เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ สามารถทำขายเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักได้ โดยเฉพาะน้ำสมุนไพรนั้น ลงทุนน้อย กำไรงาม ยิ่งปัจจุบันคนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้นจึงเป็นที่ต้องการของตลาดค่อนข้างมาก น้ำสมุนไพรนั้นหากทำดีๆ รสชาติอร่อยๆ ขายดีแน่นอน วันนี้เรานำ 15 เมนูมาแนะนำ รับรองอร่อย สดชื่น ติดใจเมื่อได้ลิ้มลอง - น้ำเก๊กฮวยดอกคำฝอย - น้ำมะตูมพุทราจีน - น้ำกระเจี๊ยบ - น้ำแก้วมังกร - น้ำฟักทอง - น้ำตะไคร้ผสมมะนาว - น้ำฝรั่งสด - น้ำขิง - น้ำลูกเดือย - น้ำแตงโม - น้ำใบเตยผสมว่านหางจระเข้ - น้ำเสาวรส - น้ำแคนตาลูป - น้ำเบอร์รี่รวม - น้ำจับเลี้ยงผสมลำไย
วันที่ 28 พ.ย. 2559
ดูรายละเอียด
หลักสูตร ไส้กรอกสไตล์เยอรมัน วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม 2560เวลา 09:00 - 15:00 น. ***ราคา 2,140 บาท*** หลักสูตร ไส้กรอกสไตล์เยอรมัน สอนโดยเชฟจารึก ศรีอรุณ จะมาบอกเคล็ดลับความอร่อยจากการทำไส้กรอกสไตล์เยอรมันว่าส่วนผสมทำอย่างไร การปรุงรสชาติให้อร่อยกลมกล่อมทำอย่างไร บอกเลยว่าใครมาเรียนหลักสูตรนี้คุ้มจริงๆ ค่ะ ใครที่กำลังมองหาเมนูหรือธุรกิจที่จะนำไปเปิดร้านเราแนะนำหลักสูตรไส้กรอกสไตล์เยอรมันเพราะเป็นอาหารที่ทานกันได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องหาทาน...ห้ามพลาดกันนะคะ
วันที่ 28 พ.ย. 2559
เปิดสอนครอบคลุมทั้งหลักสูตรอาหารไทย อาหารนานาชาติและศิลปะด้านครัว เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการพัฒนาฝีมือการทำอาหาร และผู้ที่ประกอบกิจการร้านอาหาร สอนโดยเชฟประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชนและเชฟที่มีความเชี่ยวชาญ จากสถาบัน TCA เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ และหลักสูตร "สูตรเด็ดร้านดัง" ที่ทำการสอนโดยวิทยากรเจ้าของกิจการร้านอาหารขึ้นชื่อ โดยจัดให้มีการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ *** เมนู สเต๊ก *** *** เมนูเทปันยากิหมู*** *** เมนู ผัดไทย หอยทอด*** *** เมนู สปาเก๊ตตี้ *** Save
ครัวเบเกอรี่ สำหรับผู้ที่มีใจรักด้านการทำเบเกอรี่ ผู้ที่ต้องการสร้างอาชีพเสริมหรือเปิดร้านเบเกอรี่ในฝันผู้เรียนจะได้รับการถ่ายทอดเคล็ดลับอย่างใกล้ชิดจากทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากทีมเชฟที่มีประสบการณ์ด้านเบเกอรี่วัตถุดิบที่คัดสรรเป็นอย่างดีผสานกับความใส่ใจรายละเอียดของขนมทุกชิ้นจึงมั่นใจได้ว่าเบเกอรี่ทุกชิ้นเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและรสชาติที่หลายๆ ท่านนิยมรับประทานเบเกอรี่จนได้เผยแพร่จนได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายกลายเป็นอาหารหลักประจำวัน...ปัจจุบันขนมเบเกอรี่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกเรามีการพัฒนารูปแบบของขนมเบเกอรี่เราให้มีความแปลกใหม่ทั้งหน้าตาและรสชาติให้มีความอร่อย หอม หวาน ติดใจในรสชาติของขนมและยังอัพเดทเมนูต่างๆ ให้ผู้ที่มาเรียน ทางศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชนของเราได้เชิญเชฟชื่อดังจากหลายๆ ที่มาสอนที่ศูนย์อาชีพของเราและทางเรารับรองว่าผู้ที่มาเรียนสามารถนำไปใช้ได้จริงและประสบความสำเร็จกันอย่างล้นหลามกันเลยทีเดียวนะคะ... *** เมนู ฟรุตทาร์ตผลไม้ *** *** เมนู แยมโรลชาเขียว *** *** เมนู บราวนี่ *** *** เมนู ชิฟฟ่อน *** *** ขนมเอแคลร์ *** *** เมนู มาการอง ***
หลักสูตรงานช่างและงานฝีมือ ความเชี่ยวชาญจากกูรูผู้ชำนาญการงานช่างสาขาต่างๆ ที่มารวมตัวกันในนิตยสารเส้นทางเศรษฐี ต่อยอดเป็นวิชาช่างและงานฝีมือหลากหลายประเภทที่สามารถสร้างอาชีพได้ใน 1 วัน ถ่ายทอดทุกเคล็ดลับทุกวิชาชีพแบบไม่ปิดบัง โดยได้รับเสียงตอบรับจากผู้เรียนเป็นอย่างดี
ครั้งนี้พบกับทัวร์“ไหว้3พระนอนศักดิ์สิทธิ์ นอกกรุงศรีอยุธยา”จ.สิงห์บุรี–อ่างทองมาร่วมเดินทางท่องประวัติศาสตร์ไปพร้อมกับทัวร์สิคะเรามีวิทยากรอย่าง อ.ปฎิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ ผู้ที่ชำนาญในด้านประวัติศาสตร์พาเที่ยวบอกเลยว่าห้ามพลาดกับทัวร์“ไหว้3พระนอนศักดิ์สิทธิ์ นอกกรุงศรีอยุธยา” นี้น่ะค่ะ...เพียงท่านละ1,990บาท

ไหว้ 3 พระไสยาสน์ ศรีพระมหานครกรุงศรีอยุธยา วันที่ 14 สิงหาคม 2560 - 12:10 น. 456SHARES Facebook 456 Twitter Google+ Line พระนอนวัดขุนอินทประมูล (ภาพโดย สุรินทร์ มุขศรี) ที่มา หน้าประชาชื่น มติชนรายวัน เผยแพร่ วันที่ 14 สิงหาคม 2560 การได้ออกจากกรอบเดิมๆ ออกจากห้องสี่เหลี่ยม ออกเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง เป็นการเยียวยาความเครียดแบบหนึ่ง การได้ปรับเปลี่ยนวิถีสักครู่ แม้เพียงวัน ครึ่งวัน ช่วยทำให้ร่างกายที่เหนื่อย สมองที่ล้า ความคิดที่ติดๆ ขัดๆ ได้ผ่อนคลายลง เหมือนได้บูตเครื่องใหม่ และพร้อมที่จะเริ่มเผชิญกับการงานที่ละวางไว้อีกครั้งด้วยอารมณ์ที่แจ่มใส แล้วจะไปไหนดี? ไหว้พระขอพรขอความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง คือคำตอบ แต่ถ้าเป็นมติชนอคาเดมีŽต้องไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่ชวนไปไหว้พระ แต่ต้องได้เต็มอิ่มกับเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์แกล้มไปด้วยตลอดทริป กำลังจะชวนไปสิงห์บุรี-อ่างทองไปไหว้ 3 พระนอนศักดิ์สิทธิ์ นอกกรุงศรีอยุธยาŽเพราะที่นั่นเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธไสยาสน์ที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่ถือว่าเป็นศรีของพระนครŽในวันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม 2560นี้ โดยมีปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์อดีตนักโบราณคดี และนักวิชาการอิสระ เป็นวิทยากรของทริปนี้ ที่มาที่ไปของการชวนไปกราบพระพุทธไสยาสน์ทั้ง 3 แห่งนี้ ปฏิพัฒน์บอกว่า จริงๆ แล้วพระพุทธไสยาสน์มีอยู่มากมาย เฉพาะในเกาะเมืองพระนครก็มีอีกตั้งหลายองค์ อย่าง วัดโลกสุทธาวาส วัดสามวิหาร ฯลฯ แต่ที่ถือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เป็น ศรีของพระนครŽ และกราบสักการะมาตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า คือพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกข์, พระพุทธไสยาสน์วัดพระนอนจักรสีห์และพระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทประมูล พระนอนวัดจักรสีห์ (ภาพจากสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองสิงห์บุรี) ทั้งนี้ เป็นการอ้างอิงจากเอกสารเก่าในคำให้การขุนหลวงหาวัดŽที่กล่าวถึงสิ่งที่เป็นหลักของกรุงศรีอยุธยา ทั้งภายในกรุงและรอบกรุง ที่เป็นหลักเป็นประธานของพระนครและเป็นที่เฉลิมพระเกียรติยศ มีด้วยกันหลายสิ่ง กล่าวคือ… หมู่พระมหาปราสาทน้อยใหญ่ รวมไปถึงที่ประทับรอนแรม ณ พระราชฐานเกาะบางปะอินและเมืองลพบุรี รวม 9 องค์ พระมหาธาตุ(สถาปัตยกรรมรูปปรางค์) ที่เป็นหลักทั้งในกรุงนอกกรุงศรีอยุธยา 5 องค์ พระมหาเจดียสถานที่เป็นหลักกรุง ทั้งนอกและในกำแพงพระนคร รวม 5 องค์ พระมหาพุทธปฏิมากรที่มีพระพุทธานุภาพเป็นหลักของกรุง 8 องค์ พระพุทธไสยาสน์ 4 องค์ได้แก่ พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกข์, พระพุทธไสยาสน์วัดพระนอนจักรสีห์, พระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทประมูล และพระพุทธไสยาสน์วัดโพธิอารัญญิก พระปทมปโทนเป็นพระมหาธาตุใหญ่ (สร้างเป็นปรางค์ทับซ้อนอยู่บนสถูปเจดีย์ แขวงนครชัยศรี 2 องค์) รอยพระพุทธบาทเขาสุวรรณบรรพต กับพระบรมพุทธฉายสระบุรี 2 แห่งนี้ เป็นศรีพระมหานครกรุงศรีอยุธยา สืบมาแต่โบราณ พระนอนวัดจักรสีห์ ถามว่า ทำไมต้องไปเป็นพระพุทธไสยาสน์ ปฏิพัทธ์อธิบายว่า พระพุทธไสยาสน์นั้น แรกเริ่มทีเดียวจะหมายถึงปางปรินิพพาน ต้องย้อนกลับไปในสมัยที่พระลังกาเข้ามามีพระ 4 อิริยาบถ นั่ง เดิน ยืน นอน หมายถึงว่าทุกอย่างต้องมีสติ นั่นคือคติดั้งเดิม ต่อมาจึงมี ปางโปรดอสุรินทราหูŽ ที่มาของปางโปรดอสุรินทราหูนั้น เล่ากันว่า ในสมัยที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ วัดเชตวันมหาวิหาร ในนครสาวัตถี อสุรินทราหูซึ่งเป็นอสูรอุปราชของท้าวเวปจิตติอสุรบดินทร์ผู้ครองอสูรพิภพ ได้สดับพระเกียรติคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากเหล่าเทวดาทั้งหลาย จึงมีความประสงค์จะฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ แต่คิดว่าพระพุทธองค์เป็นมนุษย์มีพระวรกายเล็ก ตนเองมีร่างกายใหญ่หากไปเฝ้าก็จะต้องก้มลงมองด้วยความลำบาก เมื่ออสุรินทราหูไปเข้าเฝ้าสำคัญตัวว่ามีร่างกายใหญ่โตกว่าพระพุทธเจ้า จึงไม่ยอมแสดงความอ่อนน้อม พระพุทธองค์ทรงประสงค์จะลดทิฐิของอสุรินทราหูอสูร จึงทรงเนรมิตกายให้ใหญ่โตกว่าอสุรินทราหูอสูร ทรงนอนในลักษณะเสด็จสีหไสยาสน์ พระเศียรหนุนภูเขาต่างพระเขนย พระบาททั้งสองข้างที่วางซ้อนกันอยู่สูงใหญ่กว่าอสุรินทราหู อสุรินทราหูต้องแหงนคอเพื่อชมพุทธลักษณะ จากนั้นพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์พาอสุรินทราหูขึ้นไปยังพรหมโลก บรรดาพรหมทั้งหลายมีร่างกายเล็กกว่าพระพุทธองค์และต่างมองอสุรินทราหูเหมือนประหนึ่งมนุษย์ดูมดปลวกตัวเล็กๆ อสุรินทราหูเกิดความกลัวต้องหลบอยู่ข้างหลังพระพุทธองค์ นับแต่นั้นมาก็ลดทิฐิมานะ อ่อนน้อมต่อพระพุทธองค์ และเมื่อได้สดับฟังพระธรรมเทศนาจึงเกิดความเลื่อมใส ขอถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งสูงสุดแห่งชีวิต การเคลื่อนย้ายพระนอนวัดป่าโมกข์ สำหรับทัวร์วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคมนี้ มติชนอคาเดมีเลือกพาไปกราบ 3 แห่งคือที่วัดป่าโมกข์ วัดพระนอนจักรสีห์และวัดขุนอินทประมูลส่วนที่วัดโพธิอารัญญิก ปฏิพัฒน์บอกว่า เข้าใจว่าน่าจะเป็นวัดอรัญญิก ที่อำเภอนครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ยังไม่พบพระนอน ซึ่งแม้ว่าทั้งสามวัดที่จะพาไปเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธไสยาสน์ทั้งสามองค์ เป็นพระนอนองค์โตเหมือนกัน และถือว่าเป็นศรีแห่งพระนครŽเหมือนกัน แต่ก็มีตำนานความเป็นมาที่แตกต่างกัน ”ตำนานการสร้างพระพุทธไสยาสน์วัดพระนอนจักรสีห์ออกจะพิสดารกว่าเพื่อน เพราะเป็นเรื่องคนสมสู่กับราชสีห์ เป็นเหตุให้ลูกต้องฆ่าพ่อ แล้วสำนึกบาปจึงสร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้นไถ่บาป “ส่วนตำนานพระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทประมูลก็เป็นเรื่องของคนบาปยักยอกเงินภาษีไปสร้างพระพุทธรูป “ขณะที่ พระพุทธไสยาสน์วัดพระนอนป่าโมกข์ เป็นองค์เดียวที่ไม่มีตำนานประวัติเสื่อมเสียแต่มีประวัติความเป็นมาแน่นอน ชัดเจนกว่าพระพุทธไสยาสน์องค์อื่นๆ แฝงไว้ด้วยภูมิปัญญาของข้าราชการฝ่ายกรมโยธา จากพระนครในการชะลอพระพุทธไสยาสน์ให้พ้นภัยจากน้ำกัดเซาะตลิ่ง โดยไม่บอบช้ำเสียหายŽ” พระนอนวัดป่าโมกข์ ปฏิพัฒน์เล่าว่า ช่วงปลายแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ยังมีเหตุอาเพศ อันเป็นอภินิหารพระมหาบุรุษเกิดขึ้นอีกแฝงไว้ด้วยตำราผีบอกรักษาไข้เจ็บได้สารพัดโรค แม้จนพระครูปาโมกข์มุนี เจ้าอาวาสวัด เล่าถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ต่อพระพักตร์ และเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ซึ่งต่อมาคือรัชกาลที่ 6 แน่นอนว่าเรื่องนี้พระผู้ใหญ่ย่อมไม่กล้าจะมุสาต่อหน้าเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน แม้เรื่องราว ตำนานของพระพุทธไสยาสน์ 3 องค์ ศรีแห่งพระนคร จะแปลกพิสดารอย่างไร แต่ไม่มีการบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารให้เป็นกิจจะลักษณะ อย่างไรก็ตาม มองในแง่ของพุทธลักษณะ นับว่าพระพุทธไสยาสน์ 3 องค์นี้ งดงามพิสดารนัก …หากไม่ติดตามไปชม ไปฟังกันให้เห็นชัดรู้แจ้งแล้ว บอกได้ว่า.. น่าเสียดาย สอบถามรายละเอียด “มติชนอคาเดมี” 08-2993-9097, 08-2993-9105
ดูรายละเอียด
คอลัมน์ ข่าวสดหลากหลาย : ชวนร่วมทริปเด็ด”กรุงปักกิ่ง” ยิ่งกว่าร้อยเรื่องราว..วังต้องห้าม วันที่ 7 สิงหาคม 2560 - 10:23 น. คอลัมน์ ข่าวสดหลากหลาย ใกล้เข้ามาแล้วทริป“ร้อยเรื่องราว…วังต้องห้าม”กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 20-24 กันยายน 2560 จัดโดยมติชนอคาเดมีเชิญชวนผู้สนใจการท่องเที่ยวที่เจาะลึกในรายละเอียดของประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมสำคัญระดับโลก โดยมีวิทยากรผู้ทรงความรู้อย่างนพ.บัญชา พงษ์พานิชตลอดเส้นทางนำชม นอกจากจะพาไปเจาะลึก พระราชวังกู้กง หรือ พระราชวังต้องห้าม แบบทุกซอกทุกมุม ยังพาไปชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์จีนอย่าง กำแพงเมืองจีน พระราชวังฤดูร้อน สุสาน 13 กษัตริย์ ฯลฯ เพื่อให้การเดินทางครั้งนี้ได้อรรถรสเต็มที่ มติชนอคาเดมีจึงคัดเลือกคัดสรรในทุกรายละเอียด ไม่ว่า ที่พัก อาหารการกิน ไปจนถึงการช็อปปิ้ง ที่พักของทริปนี้จะตั้งอยู่ในบริเวณย่าน ถนนหวังฝูจิ้ง เป็นถนนสายเก่าแก่และเป็นย่านทำการค้ามาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง จนต่อมาในปลายสมัยราชวงศ์ชิงที่นี่เป็น จุดที่มีชาวต่างชาติเข้ามาเปิดร้านและธนาคารจนทำให้บริเวณนี้กลายเป็นย่านธุรกิจที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา ปัจจุบันที่นี่ถือเป็นย่านถนนคนเดินเพียงแห่งเดียวในกรุงปักกิ่ง ทั้งยังเป็นแหล่งนัดพบของวัยรุ่นชาวจีนและนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนที่นี่เสมอ บริเวณย่านนี้นอกจากจะเป็นแหล่งศูนย์รวมของร้านค้าสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า เป็นต้น ไม่เท่านั้น ยังมีแผงขายอาหารที่หลากหลายชวนลิ้มลอง เช่น ถังหูลู่ ของหวานขึ้นชื่อที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อของชาวจีน รวมไปถึงของกินแปลกๆ อย่าง ตะขาบหรือแมงป่องเสียบไม้ด้วย ส่วนเรื่องอาหารการกิน นำเสนอ 3 เมนูพิเศษ เป็ดปักกิ่ง อาหารเลื่องชื่อของปักกิ่งที่หากไม่ได้รับประทานก็เหมือนมาไม่ถึงที่นี่ ตามด้วยสุกี้มองโกล ที่ต้นตำรับจริงๆ นั้น ต้องเป็นเนื้อแพะนำไปลวกในหม้อที่ น้ำกำลังเดือด จิ้มกับ น้ำจิ้มสูตรพิเศษ และสุดท้ายคือเมนูอาหารพื้นบ้านแต้จิ๋วที่รสชาติแสนอร่อย ด้านการช็อปปิ้ง พาไปท่องแหล่งขาย ผีซิ่วหรือปี่เซียะ ในสำเนียงแต้จิ๋ว ซึ่งถือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับโชคลาภเงินทองของจีน ตามด้วยหยกที่ได้ผ่านการเจียระไนมาเป็นเครื่องประดับนำโชคแบบต่างๆ เช่น กำไลหยก แหวนหยก เป็นต้น จากนั้นเชิญเลือกซื้อเป่าฟู่หลิงหรือยาบัวหิมะยาที่มีสรรพคุณในการรักษาผิวที่ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก และโรคผิวหนังต่างๆ ก่อนจะปิดท้ายกันที่ตลาดรัสเซียซึ่งเป็นตลาดขายสินค้านานาชนิดทั้งขายส่งและขายปลีกในราคาย่อมเยา อาทิ เสื้อผ้า รองเท้าและนาฬิกา เป็นต้น สำหรับไฮไลต์ของทริปนี้คือ พระราชวังกู้กงหรือพระราชวังต้องห้าม พระราชวังแห่งนี้สร้างในรัชสมัยของจักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง ทั้งยังเป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงรวม 24 รัชกาล ภายในประกอบด้วยพระตำหนักและห้องต่างๆ ถึง 9,999 ห้อง บนเนื้อที่กว่า 720,000 ตารางเมตร ถือเป็นโบราณสถานและสิ่งก่อสร้างที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง นอกจากพระราชวังต้องห้ามแล้ว ไปถึงปักกิ่งทั้งทีต้องไม่พลาดสถานที่สำคัญ อันได้แก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจีนหรือNational Museum of Chinaตั้งอยู่ใกล้กับจัตุรัสเทียนอันเหมิน ภายในของพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่จัดแสดงโบราณวัตถุ ตลอดจนให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปะและประวัติศาสตร์ของประเทศจีน จากนั้นยังได้ไปเยือนด่านจูยงกวนส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองจีน สร้างในสมัยจักรพรรดิฉินซีฮ่องเต้ มีความยาว 10,000 ลี้ หรือ 6,788 กิโลเมตร ฟังเรื่องราวเบื้องหลังการสร้างที่ต้องใช้แรงงานกว่า 300,000 คน และเวลาสร้างนับ 10 ปี ของ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งนี้ ต่อด้วยการผ่านไปชมสนามกีฬารังนก ออกแบบโดยเดินตามรอยสนามกีฬาชื่อดังของโลก มีลักษณะภายนอกคล้ายกับรังนก ภายในยังมีสระว่ายน้ำแห่งชาติ โดยมีรูปลักษณ์เหนือจินตนาการคล้ายก้อนน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ซึ่ง PTW and Ove Arup ออกแบบโดยใช้วัสดุเทฟลอนทำเป็นโครงร่าง เน้นใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เส้นทางต่อไป ย้อนประวัติศาสตร์อีกครั้งกับการไปคารวะ สุสาน 13 กษัตริย์ หรือ วังใต้ดิน สถานที่บรรจุพระศพของพระจักรพรรดิราชวงศ์หมิง 13 พระองค์ มีการก่อสร้างยืดเยื้อมาเป็นเวลากว่า 200 ปี ค.ศ.1409-1644 ผู้ที่เคยชมซีรีส์หรือภาพยนตร์ซูสีไทเฮา น่าจะตื่นตากับการเข้าชม พระราชวังฤดูร้อน หรือ อุทยานอี้เหอหยวน ที่พระนางซูสีไทเฮาทรงโปรดปรานมาก ชมความงามของทะเลสาบคุนหมิง ทะเลสาบยักษ์ที่ขุดด้วยแรงงานคน พร้อมฟังเรื่องราวของพระนางซูสี ไทเฮา สตรีผู้มีบทบาทในราชสำนักชิงในอีกแง่มุมหนึ่งที่ท่านอาจยังไม่เคยรู้ ก่อนไปหอบวงสรวงฟ้า เทียนถาน ก่อสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมที่สง่างาม มีความสูง 38 เมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง 30 เมตร สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1420 ใช้เวลาในการสร้างถึง 14 ปี เป็นสถานที่ประกอบพิธีบวงสรวงเทพยดาฟ้าดินของจักรพรรดิในสมัยโบราณ ส่วนวันสุดท้ายของทริป ยังไปเยือน วัดลามะ ศาสนสถานที่มีความวิจิตรและได้รับการบูรณะอย่างยอดเยี่ยมที่สุดในปักกิ่ง แต่เดิมเคยเป็นตำหนักที่ประทับของ จักรพรรดิหยงเจิ้น หรือที่แฟนๆ ซีรีส์รู้จักในฐานะ องค์ชาย 4 ต่อมากลายเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธนิกายมหายานแบบทิเบต เข้านมัสการพระพุทธรูปอริยเมตไตรย พร้อมฟังเรื่องราวของอิทธิพลของศาสนาพุทธนิกายมหายานกับวัฒนธรรมของชาวจีนมาจนถึงปัจจุบัน ต่อด้วยวัดขงจื่อ ซึ่งอยู่ใกล้กัน เริ่มสร้างเมื่อปี 1302 และสร้างเสร็จในปี 1306 ภายในมีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญในการจัดพิธีสักการะขงจื่อในสมัยราชวงศ์หยวนหมิง และชิง วัดแห่งนี้ยังโดดเด่นกว่าที่อื่น เพราะมีหินแกะสลักรวม 198 ก้อน สลักรายชื่อของผู้ผ่านการสอบจากทั่วประเทศและได้ตำแหน่งจิ้นซื่อในช่วงกว่า 600 ปีกินเวลา 3 ราชวงศ์ คือ หยวน หมิงและชิง รวม 51,624 คน เพียงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ยกมานี้ คงไม่เท่ากับการไปสัมผัสด้วยตนเองกับทริปร้อยเรื่องราววังต้องห้าม 5 วัน (วันที่ 20-24 ก.ย.) ราคาเริ่มต้นท่านละ 45,000 บาท สนใจติดต่อด่วน ที่มติชนอคาเดมี โทร.0-2954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124
ดูรายละเอียด
บัวลอยไข่หวาน เมืองตราด ขายดิบขายดี ซื้อตึกแถวได้ แถมส่งลูกเรียนจบสองคน (ชมคลิป) ผู้เขียน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2560 ผ่านไปทำงานที่อำเภอเมือง จังหวัดตราด เมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากอิ่มอร่อยกับมื้อเย็นแถวตลาดโต้รุ่งแล้ว ก็เดินเล่นเตร็ดเตร่ก่อนเข้าที่พัก “ตราดเซ็นเตอร์” เห็นป้ายไฟตรงทางเข้าโรงแรม สว่างไสวไม่แพ้กัน เขียนตัวหนังสือเด่นชัด “บัวลอยไข่หวาน” แถมมีลูกศรชี้ทาง เลยเดินไปมองหาเหมือนโดนมนต์สะกด พร้อมนึกในใจ “ร้านนี้ต้องไม่ธรรมดา” ถัดมาจากป้ายไฟแรก ไม่ถึงร้อยเมตร เห็นอีกป้ายดักอยู่ตรงตรอกขวามือ จึงเลี้ยวเข้าไปด้วยความสนใจ ไม่ไกลจากนั้นมองเห็นตึกแถวสามชั้นคูหาใหญ่เปิดไฟสว่าง มีคนยืนอออยู่หน้าร้านหลายชีวิต มีทั้งขับรถเก๋ง ขี่มอเตอร์ไซค์ จักรยาน เลยคิดว่าคงมาถูกทางแล้ว เห็นป้ายหน้าร้าน บ่งบอกข้อความสินค้าเด่น “บัวลอยไข่หวานสมุนไพร ธัญพืช หลากสีธรรมชาติ ใส่มะพร้าวอ่อน” แค่นั้นก็น้ำลายไหลแล้ว คณะจากกรุงเทพฯ สั่งเลยแบบไม่รีรอคนละถ้วย ไม่ต้องถามไถ่ราคา “ใส่ไข่ถ้วยละ 30 บาท ไม่ใส่ไข่ถ้วยละ 25 บาท จ๊ะ” เจ้าของร้านอาวุโสสุดในร้าน ส่งยิ้มใจดี ก่อนก้มหน้าก้มตาทำขนมตามออร์เดอร์ ระหว่างยืนดูการทำงานของเธอด้วยความเพลิดเพลิน จึงชวนคุยไปพลาง ได้ความว่า ขายบัวลอยไข่หวานมาได้กว่า 20 ปีแล้ว แต่ก่อนขายอยู่ในตลาด สมัยนั้นจำได้ขายถ้วยละ 5-7 บาท เพิ่งย้ายมาซื้อตึกแถวเปิดขายได้ 5 ปีมานี้เอง แต่ก็มีลูกค้าตามมาอุดหนุนกัน ทั้งคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ถามถึงเคล็ดลับบัวลอยไข่หวาน ในแบบของเธอ เจ้าของร้านท่านเดิมบอก อาจเพราะใส่เครื่องให้เยอะ มีทั้ง ข้าวโพด เผือก มะพร้าวอ่อน ส่วนสีสันตัวแป้งบัวลอย ทำมาจากสีธรรมชาติ ทั้งแคร์รอต เผือก ฟักทอง ขณะที่น้ำเชื่อม เพิ่มความหวานนั้น ก็มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เพราะใส่ทั้งใบเตยและขิงสด สังเกตลงไปในกระทะทองเหลือง ที่แป้งบัวลอยกำลังทยอยสุก-ลอยขึ้นมา เห็นว่าแต่ละก้อนมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ไม่เป็นก้อนกลมๆ เหมือนทั่วไป ถามไถ่เจ้าของสูตร ได้ความว่า ถ้ามัวปั้นทีละลูกคงไม่ทันขาย เลยอาศัยวิธีหั่นเอา สงสัยต่อ แสดงว่าแต่ละวันขายได้เยอะมาก คู่สนทนาท่านเดิม อมยิ้ม ก่อนตอบ “บอกไม่ได้ แต่ 20 ปี ที่ทำอาชีพขายบัวลอยไข่หวานมานี้ สามารถซื้อตึกแถวเปิดเป็นร้านและบ้านพักอาศัยได้ แถมมีเงินส่งเสียลูกให้เรียนจบแล้วถึง 2 คน” “บ้านบัวลอย” เจ้าของสูตร บัวลอยไข่หวาน สมุนไพรธัญพืช ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดตราด ทางเข้าเดียวกันกับโรงแรมตราดเซ็นเตอร์ เปิดตั้งแต่บ่ายสามถึงสามทุ่มครึ่ง เปิดจันทร์-เสาร์ ปิดวันอาทิตย์ สนใจอยากไปอุดหนุน โทรศัพท์ไปสอบถามกันก่อนได้ที่ โทรศัพท์ (081) 492-3204 รับชมคลิป