ไหว้ 3 พระไสยาสน์ ศรีพระมหานครกรุงศรีอยุธยา วันที่ 14 สิงหาคม 2560 - 12:10 น. 456SHARES Facebook 456 Twitter Google+ Line พระนอนวัดขุนอินทประมูล (ภาพโดย สุรินทร์ มุขศรี) ที่มา หน้าประชาชื่น มติชนรายวัน เผยแพร่ วันที่ 14 สิงหาคม 2560 การได้ออกจากกรอบเดิมๆ ออกจากห้องสี่เหลี่ยม ออกเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง เป็นการเยียวยาความเครียดแบบหนึ่ง การได้ปรับเปลี่ยนวิถีสักครู่ แม้เพียงวัน ครึ่งวัน ช่วยทำให้ร่างกายที่เหนื่อย สมองที่ล้า ความคิดที่ติดๆ ขัดๆ ได้ผ่อนคลายลง เหมือนได้บูตเครื่องใหม่ และพร้อมที่จะเริ่มเผชิญกับการงานที่ละวางไว้อีกครั้งด้วยอารมณ์ที่แจ่มใส แล้วจะไปไหนดี? ไหว้พระขอพรขอความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง คือคำตอบ แต่ถ้าเป็นมติชนอคาเดมีŽต้องไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่ชวนไปไหว้พระ แต่ต้องได้เต็มอิ่มกับเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์แกล้มไปด้วยตลอดทริป กำลังจะชวนไปสิงห์บุรี-อ่างทองไปไหว้ 3 พระนอนศักดิ์สิทธิ์ นอกกรุงศรีอยุธยาŽเพราะที่นั่นเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธไสยาสน์ที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่ถือว่าเป็นศรีของพระนครŽในวันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม 2560นี้ โดยมีปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์อดีตนักโบราณคดี และนักวิชาการอิสระ เป็นวิทยากรของทริปนี้ ที่มาที่ไปของการชวนไปกราบพระพุทธไสยาสน์ทั้ง 3 แห่งนี้ ปฏิพัฒน์บอกว่า จริงๆ แล้วพระพุทธไสยาสน์มีอยู่มากมาย เฉพาะในเกาะเมืองพระนครก็มีอีกตั้งหลายองค์ อย่าง วัดโลกสุทธาวาส วัดสามวิหาร ฯลฯ แต่ที่ถือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เป็น ศรีของพระนครŽ และกราบสักการะมาตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า คือพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกข์, พระพุทธไสยาสน์วัดพระนอนจักรสีห์และพระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทประมูล พระนอนวัดจักรสีห์ (ภาพจากสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองสิงห์บุรี) ทั้งนี้ เป็นการอ้างอิงจากเอกสารเก่าในคำให้การขุนหลวงหาวัดŽที่กล่าวถึงสิ่งที่เป็นหลักของกรุงศรีอยุธยา ทั้งภายในกรุงและรอบกรุง ที่เป็นหลักเป็นประธานของพระนครและเป็นที่เฉลิมพระเกียรติยศ มีด้วยกันหลายสิ่ง กล่าวคือ… หมู่พระมหาปราสาทน้อยใหญ่ รวมไปถึงที่ประทับรอนแรม ณ พระราชฐานเกาะบางปะอินและเมืองลพบุรี รวม 9 องค์ พระมหาธาตุ(สถาปัตยกรรมรูปปรางค์) ที่เป็นหลักทั้งในกรุงนอกกรุงศรีอยุธยา 5 องค์ พระมหาเจดียสถานที่เป็นหลักกรุง ทั้งนอกและในกำแพงพระนคร รวม 5 องค์ พระมหาพุทธปฏิมากรที่มีพระพุทธานุภาพเป็นหลักของกรุง 8 องค์ พระพุทธไสยาสน์ 4 องค์ได้แก่ พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกข์, พระพุทธไสยาสน์วัดพระนอนจักรสีห์, พระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทประมูล และพระพุทธไสยาสน์วัดโพธิอารัญญิก พระปทมปโทนเป็นพระมหาธาตุใหญ่ (สร้างเป็นปรางค์ทับซ้อนอยู่บนสถูปเจดีย์ แขวงนครชัยศรี 2 องค์) รอยพระพุทธบาทเขาสุวรรณบรรพต กับพระบรมพุทธฉายสระบุรี 2 แห่งนี้ เป็นศรีพระมหานครกรุงศรีอยุธยา สืบมาแต่โบราณ พระนอนวัดจักรสีห์ ถามว่า ทำไมต้องไปเป็นพระพุทธไสยาสน์ ปฏิพัทธ์อธิบายว่า พระพุทธไสยาสน์นั้น แรกเริ่มทีเดียวจะหมายถึงปางปรินิพพาน ต้องย้อนกลับไปในสมัยที่พระลังกาเข้ามามีพระ 4 อิริยาบถ นั่ง เดิน ยืน นอน หมายถึงว่าทุกอย่างต้องมีสติ นั่นคือคติดั้งเดิม ต่อมาจึงมี ปางโปรดอสุรินทราหูŽ ที่มาของปางโปรดอสุรินทราหูนั้น เล่ากันว่า ในสมัยที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ วัดเชตวันมหาวิหาร ในนครสาวัตถี อสุรินทราหูซึ่งเป็นอสูรอุปราชของท้าวเวปจิตติอสุรบดินทร์ผู้ครองอสูรพิภพ ได้สดับพระเกียรติคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากเหล่าเทวดาทั้งหลาย จึงมีความประสงค์จะฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ แต่คิดว่าพระพุทธองค์เป็นมนุษย์มีพระวรกายเล็ก ตนเองมีร่างกายใหญ่หากไปเฝ้าก็จะต้องก้มลงมองด้วยความลำบาก เมื่ออสุรินทราหูไปเข้าเฝ้าสำคัญตัวว่ามีร่างกายใหญ่โตกว่าพระพุทธเจ้า จึงไม่ยอมแสดงความอ่อนน้อม พระพุทธองค์ทรงประสงค์จะลดทิฐิของอสุรินทราหูอสูร จึงทรงเนรมิตกายให้ใหญ่โตกว่าอสุรินทราหูอสูร ทรงนอนในลักษณะเสด็จสีหไสยาสน์ พระเศียรหนุนภูเขาต่างพระเขนย พระบาททั้งสองข้างที่วางซ้อนกันอยู่สูงใหญ่กว่าอสุรินทราหู อสุรินทราหูต้องแหงนคอเพื่อชมพุทธลักษณะ จากนั้นพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์พาอสุรินทราหูขึ้นไปยังพรหมโลก บรรดาพรหมทั้งหลายมีร่างกายเล็กกว่าพระพุทธองค์และต่างมองอสุรินทราหูเหมือนประหนึ่งมนุษย์ดูมดปลวกตัวเล็กๆ อสุรินทราหูเกิดความกลัวต้องหลบอยู่ข้างหลังพระพุทธองค์ นับแต่นั้นมาก็ลดทิฐิมานะ อ่อนน้อมต่อพระพุทธองค์ และเมื่อได้สดับฟังพระธรรมเทศนาจึงเกิดความเลื่อมใส ขอถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งสูงสุดแห่งชีวิต การเคลื่อนย้ายพระนอนวัดป่าโมกข์ สำหรับทัวร์วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคมนี้ มติชนอคาเดมีเลือกพาไปกราบ 3 แห่งคือที่วัดป่าโมกข์ วัดพระนอนจักรสีห์และวัดขุนอินทประมูลส่วนที่วัดโพธิอารัญญิก ปฏิพัฒน์บอกว่า เข้าใจว่าน่าจะเป็นวัดอรัญญิก ที่อำเภอนครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ยังไม่พบพระนอน ซึ่งแม้ว่าทั้งสามวัดที่จะพาไปเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธไสยาสน์ทั้งสามองค์ เป็นพระนอนองค์โตเหมือนกัน และถือว่าเป็นศรีแห่งพระนครŽเหมือนกัน แต่ก็มีตำนานความเป็นมาที่แตกต่างกัน ”ตำนานการสร้างพระพุทธไสยาสน์วัดพระนอนจักรสีห์ออกจะพิสดารกว่าเพื่อน เพราะเป็นเรื่องคนสมสู่กับราชสีห์ เป็นเหตุให้ลูกต้องฆ่าพ่อ แล้วสำนึกบาปจึงสร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้นไถ่บาป “ส่วนตำนานพระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทประมูลก็เป็นเรื่องของคนบาปยักยอกเงินภาษีไปสร้างพระพุทธรูป “ขณะที่ พระพุทธไสยาสน์วัดพระนอนป่าโมกข์ เป็นองค์เดียวที่ไม่มีตำนานประวัติเสื่อมเสียแต่มีประวัติความเป็นมาแน่นอน ชัดเจนกว่าพระพุทธไสยาสน์องค์อื่นๆ แฝงไว้ด้วยภูมิปัญญาของข้าราชการฝ่ายกรมโยธา จากพระนครในการชะลอพระพุทธไสยาสน์ให้พ้นภัยจากน้ำกัดเซาะตลิ่ง โดยไม่บอบช้ำเสียหายŽ” พระนอนวัดป่าโมกข์ ปฏิพัฒน์เล่าว่า ช่วงปลายแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ยังมีเหตุอาเพศ อันเป็นอภินิหารพระมหาบุรุษเกิดขึ้นอีกแฝงไว้ด้วยตำราผีบอกรักษาไข้เจ็บได้สารพัดโรค แม้จนพระครูปาโมกข์มุนี เจ้าอาวาสวัด เล่าถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ต่อพระพักตร์ และเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ซึ่งต่อมาคือรัชกาลที่ 6 แน่นอนว่าเรื่องนี้พระผู้ใหญ่ย่อมไม่กล้าจะมุสาต่อหน้าเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน แม้เรื่องราว ตำนานของพระพุทธไสยาสน์ 3 องค์ ศรีแห่งพระนคร จะแปลกพิสดารอย่างไร แต่ไม่มีการบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารให้เป็นกิจจะลักษณะ อย่างไรก็ตาม มองในแง่ของพุทธลักษณะ นับว่าพระพุทธไสยาสน์ 3 องค์นี้ งดงามพิสดารนัก …หากไม่ติดตามไปชม ไปฟังกันให้เห็นชัดรู้แจ้งแล้ว บอกได้ว่า.. น่าเสียดาย สอบถามรายละเอียด “มติชนอคาเดมี” 08-2993-9097, 08-2993-9105

ลดความอ้วน-ไขมันในเลือดอย่างปลอดภัย ได้ผลดี! ด้วย “น้ำมะขาม” ผู้เขียน โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org เผยแพร่ วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ภาวะน้ำหนักเกินหรือภาวะที่ร่างกายมีดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) เกินเลข 24 ถือว่าเป็นภาวะผิดปกติที่เรียกว่า โรคอ้วน เนื่องจากเป็นภาวะที่ก่อให้เกิดกลุ่มโรคร้ายแรงหลายชนิด ซึ่งบางชนิดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีอัตราการตายอันดับสูง เช่น โรคหัวใจขาดเลือดและโรคเส้นเลือดในสมองแตก เป็นต้น การที่โรคอ้วนกลายเป็นโรคไม่ติดต่อที่แพร่หลายในทุกเพศทุกวัยไปทั่วโลกก็เนื่องจากปัญหาพฤติกรรมบริโภคอาหารที่มี แป้ง น้ำตาล และไขมันล้นเกิน อันเกิดจากวัฒนธรรมบริโภคฟาสต์ฟู้ดของโลกยุคใหม่นั่นเอง การควบคุมน้ำหนักร่างกายเพื่อป้องกันโรคอ้วน มีหลากหลายวิธี เช่น การควบคุมอาหารทีมีแคลอรี่สูงอย่าง แป้ง น้ำตาล ไขมัน การฝึกนิสัยการบริโภคอาหารทีมีกากใยสูง หรือการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เป็นต้น หากทำได้ตามข้างต้น และเพิ่มเติมวิธีเสริม ที่ขอแนะนำในที่นี้จะเป็นมาตรการควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลดี วิธีทำได้ง่ายสบายมากนั่นคือ การดื่มน้ำมะขาม ผู้ที่น้ำหนักปกติก็สามารถดื่มน้ำมะขามเย็นๆ สักแก้วได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะไปลดน้ำหนักตัว มะขามเป็นเครื่องดื่มรสเปรี้ยว เมื่อดื่มแล้วสดชื่น และให้สังเกตดูหลังดื่มน้ำมะขามแล้ว สรรพคุณอีกอย่างหนึ่งคือ ช่วยปรับอุณหภูมิในร่างกายให้เย็นลง หากต้องการได้สรรพคุณช่วยควบคุมน้ำหนักตัว เล่าผลจากการทดลองในสัตว์และในคนให้ฟังว่า เมื่อได้กิน เกลือแอมโมเนียของโพลีแซคคาไรด์จากเนื้อมะขาม (natural polysaccharides ซึ่งเป็นน้ำตาลธรรมชาติหลายโมเลกุลของเนื้อมะขาม) ขนาด 0.5 กรัม/น้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม เป็นเวลา 30 วัน สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลตัวเลวในเลือด (Low Density Lipoprotein – LDL) ลงต่ำกว่าระดับการรักษาเสียอีก ที่สำคัญคือยังพบว่า สารไซโลกลูแคน (Xyloglucan) ในเนื้อมะขามสามารถยับยั้งการสร้างไขมันในร่างกาย รวมทั้งยับยั้งการสร้างไขมันที่พอกตับและไขมันในเลือด ยิ่งกว่านั้น จากการทดลองกับหนูขาว ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวาน พบว่าสารมัลซิเลค (Mulcilage) และสารเปคติน ( Pectin) ในเนื้อมะขาม สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดหนูขาวได้ถึง 60.48% นอกจากนี้ กรดทาร์ทาริก (Tartaric acid) ในน้ำต้มเนื้อมะขามขนาดเพียง 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม มีฤทธิ์ขับปัสสาวะอย่างแรง จึงใช้แทนยาขับปัสสาวะ (Diuretic) เพื่อลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ และยังช่วยยับยั้งการเกิดนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะอย่างได้ผลดียิ่ง รวมทั้งน้ำจากเนื้อมะขามเข้มข้นสามารถทำลายพยาธิใบไม้ในเลือดแบบหมดจดอีกด้วย วิธีดื่มน้ำมะขามให้ได้ผล ง่ายสะดวกอย่างที่บอกไว้แต่ต้นก็คือ ใช้เนื้อมะขามล้วนๆ (ที่แกะเม็ด รวมทั้งรังและกากออกหมดแล้ว) ตามน้ำหนักตัวคือ 0.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น คนหนัก 50 กิโลกรัมใช้เนื้อมะขาม 25 กรัมละลายในน้ำสุกอุ่นๆ 1 แก้ว (250 ซีซี) ไม่ต้องเติมเกลือและน้ำตาล ดื่มวันละครั้ง หลังอาหารเย็นก็ได้ ช่วยเป็นยาระบายในตอนเช้าอีกต่างหาก เนื่องจากมีการทดสอบความเป็นพิษของเนื้อมะขามสุกในสัตว์ทดลองหลายชนิด พบว่าสัตว์ทดลองมีน้ำหนักลดลงมาก และเซลล์ไขมันในตับก็ลดลงมากด้วย แต่ไม่พบความเป็นพิษ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักให้เห็นผลเร็ว อาจจะรับประทานเนื้อมะขามมากกว่าขนาดที่ระบุไว้ก็ได้ แต่มีข้อแนะนำไว้ 3 ข้อ คือ 1) บางคนอ่อนไหวกับมะขามกินมากไปเล็กน้อยอาจท้องเสียได้ 2)ไม่ควรรับประทานเกิน 2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ ต้องแบ่งรับประทานวันละ 3 เวลาหลังอาหารและก่อนนอน และ 3)ไม่ควรรับประทานต่อเนื่องเกิน 30 วัน เพราะจะทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำมากเกินไป และขอย้ำว่าคนที่ธาตุเบาถ่ายง่ายควรลดเนื้อมะขามลงตามความเหมาะสมด้วย นอกจากใช้เนื้อมะขามเป็นน้ำสมุนไพรลดน้ำหนักแล้ว อย่าลืมใช้ก้อนมะขามเปียกขัดผิวด้วย เพราะสารไซโลกลูแคน (Xyloglucan) และน้ำตาลโพลีแซคคาไรค์ (Polysaccharide) ในเนื้อมะขามจะช่วยยับยั้งการสร้างเมลานินที่ผิวหนัง ทำให้ผิวของคุณขาวขึ้นโดยไม่ต้องใช้สารเคมี น้ำมะขามจึงเป็นสมุนไพรใกล้ตัวที่มีคุณค่ามาก เป็นสมุนไพรที่คนยากดีมีจนเข้าถึง และเป็นวิธีเสริมมาตรการลดน้ำหนักที่สามารถปฏิบัติง่ายๆ ได้ผลดี ที่ต้องใช้ร่วมกับมาตรการหลักอื่นๆ ด้วย ไปตลาดแวะซื้อมะขามเปียกมาสักปั้นคั้นน้ำดื่มเลย

“เจ๊แอน” จากชีวิตติดลบ ขายปลากัด 6 ปี ทะยานสู่คำว่า “เงินล้าน” เผยแพร่ วันพฤหัสที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2560 ได้รับฉายาจากคนในวงการปลากัด ว่าเธอคือ “เจ้าแม่ปลากัดเงินล้าน” สำหรับ สุวรรณีย์ แสงดี หรือ “เจ๊แอน” หญิงสาวกตัญญูสู้ชีวิตที่เจ้าตัวก็ไม่เคยคาดคิดว่าปลากัดตัวเล็กๆ สีสวยๆ ที่เลี้ยงในขวดโหล จะสามารถเปลี่ยนชีวิตให้สามารถลืมตาอ้าปากได้ เพราะจากที่เคยต้องกินข้าวคลุกน้ำปลา ไม่มีเงินขึ้นรถประจำทาง ทุกวันนี้กลายเป็นเจ้าของฟาร์มปลากัดมีเงินหมุนเวียนปีละล้าน ชีวิตเหมือนได้เริ่มต้นใหม่ ได้รับฉายาจากคนในวงการปลากัด ว่าเธอคือ“เจ้าแม่ปลากัดเงินล้าน”สำหรับ สุวรรณีย์ แสงดี หรือ “เจ๊แอน” หญิงสาวกตัญญูสู้ชีวิตที่เจ้าตัวก็ไม่คาดคิดว่าจะมีทุกวันนี้ เจ๊แอน เล่าว่าไม่เคยคาดคิดว่าปลากัดตัวเล็กๆ สีสวยๆ ที่เลี้ยงในขวดโหล จะสามารถเปลี่ยนชีวิตให้สามารถลืมตาอ้าปากได้ เพราะจากที่เคยต้องกินข้าวคลุกน้ำปลา ไม่มีเงินขึ้นรถประจำทาง ทุกวันนี้กลายเป็นเจ้าของฟาร์มปลากัดมีเงินหมุนเวียนปีละล้าน ชีวิตเหมือนได้เริ่มต้นใหม่ เพราะยึดหลัก 3 ข้อ คือ ซื่อสัตย์ ไม่หมิ่นเงินน้อย และรักในอาชีพ สำหรับจุดเริ่มต้น เจ๊แอน เท้าความว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 7 – 8 ปีที่แล้ว ยึดอาชีพขายอาหารตามสั่งและทำเบเกอรี่ สามีซ่อมมอเตอร์ไซค์ แต่แล้วแม่สามีล้มป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์และกระดูกสะโพกแตก จำต้องหยุดทำทุกอย่าง เพราะต้องดูแลแม่ ทำให้รายได้ทั้งหมดก็ขาดไป แต่โชคดีมีพี่น้องช่วยเหลือบ้าง ช่วงนั้นชีวิตลำบากมาก มีลูกเล็กด้วย บ่อยครั้งต้องกินข้าวคลุกน้ำปลา ทุกอย่างที่ดูมืดมน แต่แล้วโอกาสที่ทำให้คุณแอนได้ก้าวต่อไปก็มาถึง เมื่อหญิงสาวตัดสินใจผันตัวไปขายปลากัด ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากพี่ชายสามี ซึ่งเป็นนักเดินสายประกวดปลากัด “พี่ชายของสามีชอบประกวดปลากัดสวยงาม มีเลี้ยงเองบ้าง ซื้อมาประกวดบ้างซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ คือ เมื่อ 7 ปีที่แล้วได้ไปเป็นตัวแทนรับรางวัลแทนพี่ชายสามี ได้เงินมา 5,000 บาท โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ตอนนั้นรู้สึกว่าปลากัดตัวเล็กๆ สามารถทำเงินได้ เลยเริ่มสนใจอยากลองเลี้ยงปลากัดขายบ้าง” จุดเริ่มต้นของเจ๊แอนมาจากเห็นรางวัลที่พี่ชายสามีได้รับจากการประกวดเธอเลยนำเงินเก็บพันกว่าบาทไปลงทุนซื้อปลากัดจากตลาดนัดสวนจตุจักรมาเพาะขายบ้าง ปรากฏว่าขาดทุน ปลากัดขายไม่ได้ สาเหตุมาจากการไม่มีความรู้ไปซื้อปลากัดไม่มีมาตรฐาน “ดิฉันไปซื้อปลากัดมาเพาะขาย ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ ครั้งแรกขายไม่ได้ ไม่มีค่ารถประจำทางกลับบ้าน อาศัยมีคนช่วย พอกลับมาก็ขวนขวายหาความรู้เรื่องปลากัด โดยไปร้านอินเตอร์เน็ต ชั่วโมงละ 10 บาท ศึกษาอยู่ซักพัก ประกอบกับถามพี่ชายสามีเพิ่ม ผ่านไปซักระยะเริ่มมีลูกค้าเข้ามาอุดหนุน จำได้ปลาตัวแรกขายได้ 200 บาท” เจ๊แอน เล่าต่อว่า ช่วงเริ่มต้นแรกๆ ซื้อปลากัดใส่ขวดโหลขายหน้าบ้าน ขนาด 20 ตารางวา โชคดีบ้านติดถนนใหญ่ ลูกค้าเริ่มสนใจมาดู มาซื้อกันบ้าง เริ่มจะได้เงินจากการขายปลากัด ก็เริ่มขยายกิจการ “หลังจากศึกษาเรื่องปลากัดเพิ่มขึ้น ก็เริ่มมีความรู้ในการเลือกซื้อพ่อแม่พันธุ์ปลา ซึ่งปลากัดไทยข้อดี คือ สีสวย ลำตัวยาว ส่วนพ่อแม่พันธุ์อินโดนีเซียจะเด่นที่หางสวย นำมาผสมข้ามสายพันธุ์ ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่การเลือกพ่อแม่พันธุ์” ถึงตรงนี้เจ๊แอนเริ่มมีกำลังใจสู้ เธอ บอกว่า จริงจังกับอาชีพขายปลากัดมาก ทุ่มเทศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา และเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ไปประกวดงานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ได้รับรางวัลที่ 2 ประเภทปลาหม้อฮาลฟ์แฟนซี เงินรางวัลที่ได้จำนวน 3,000 บาท หลังจากได้เงินมาก็ไปซื้อกล้องถ่ายรูป จากนั้นมาก็เดินสายประกวด และยังทำปลาประกวดให้ลูกค้าจนมีรางวัลกันแทบทุกคน สำหรับปลากัดที่จำหน่ายไม่เน้นปลาสายกัด เน้นปลากัดสวยงาม ตามมาตรฐานสากลมาตรฐานไทย อาทิ ปลาหม้อฮาฟ ปลากัดหม้อฮาฟมูน ปลาหม้อฮาลฟ์แฟนซี ปลาเกรดประกวด ลูกปลา อาหารปลา เป็นต้น ปัจจุบันเลี้ยงปลากัดทั้งหมดราว 2,000 ตัว “การผสมพันธุ์ปลากัด อธิบายง่ายๆ ก็เหมือนคน เลือกยีนส์เด่นผสมข้ามสายพันธุ์ ปลากัดถึงจะออกมาสวย ปลากัดที่สามารถใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ ต้องมีอายุ 4 เดือน ซึ่งแอนเน้นปลาประกวดโดยเฉพาะ ปลาหม้อฮาล์ฟแฟนซีและ PK ลักษณะเป็นปลาครีบสั้น หางกาง 180 องศา และลำตัวมีสีสันหลากหลาย เพราะความชอบเป็นการส่วนตัว” ปัจจุบันนอกจากเจ๊แอนจะขายปลากัดในประเทศ รับหาปลาส่งลูกค้าเพื่อประกวด เธอยังส่งออกไปต่างประเทศผ่านตัวแทน อาทิ สิงค์โปร มาเลเซีย เวียดนาม ส่งออกเฉลี่ยวันละ 150 ตัว ราคาตั้งแต่ตัวละ 1,000 – 3,000 บาท แต่ละปีจะมีรายได้จากปลากัดราวหลักล้านบาท ต้องบอกก่อนว่า เจ๊แอนไม่เก่งภาษาอังกฤษแต่เวลาไปเจอลูกค้าต่างประเทศ เธอใช้วิธีจ้างคนเก่งไปช่วยเป็นล่าม ทั้งหมดที่หญิงสาวทำเพื่อลบคำดูถูก และเพื่อไม่ให้กลับไปจนใช้ชีวิตลำบากอีกต่อไป “การเป็นคนขายปลากัด ไม่ใช่แค่การคัดปลาสวยมาขาย แต่หมายถึงงานที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ คุณค่าของตัวปลา ต้องซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เพราะอาชีพที่ทำให้ทุกวันนี้สามารถลืมตาอ้าปากได้ ก็คือปลากัด”

การเลี้ยงกุ้งฝอย ในบ่อปลา 2-3 สัปดาห์ จับขายได้ ที่ อ.นาแห้ว จ.เลย ผู้เขียน เสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน เผยแพร่ วันอังคารที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2560 ได้รับความสนใจไม่น้อยเลย สำหรับ เรื่องราวของหนุ่มวัย 27 ปีที่อ.นาแห้ว จ.เลย เขาลาออกจากงานลูกจ้างกรมป่าไม้ เพื่อมาเลี้ยงไก่ 500 ตัว เก็บไข่ขาย มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ราว 30,000 บาทต่อเดือน นั่นคือ เรื่องราวของ คุณพงศกร พลบูรณ์ หรือคุณกอล์ฟ และภรรยา นางสาวนุชจรีภรณ์ ศรีสมบัติ อายุ 27 ชาวบ้านเหมืองแพร่ อ.นาแห้ว จ.เลย (คลิกอ่าน -พอกันทีชีวิตลูกจ้าง!! ลาออกมาเลี้ยงไก่ เก็บไข่ขาย รับทรัพย์ วันละ 1,500 บาท) นอกจากเลี้ยงไก่แล้ คุณกอล์ฟ ยัง ทำสวนเกษตรผสมผสาย รวมทั้งเลี้ยงปลา ทั้งปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ ปลาหมอ ฯลฯ และจากงานเลี้ยงปลานี่เอง ที่ให้เกิดการ เลี้ยงกุ้งฝอย ซึ่งเขา ว่ามันเอื้อกันไปได้ นั่นคือ อาหารที่ใช้เลี้ยงปลา เมื่อปลากินเหลือเศษเล็กเศษน้อยยังพอเป็นอาหารของกุ้งฝอยได้ ซึ่งเมื่อกุ้งฝอยเติบโต ยังจับมาเป็นอาหาร หรือนำไปขายเป็นรายได้เสริม อิจู้ ซึ่งการเลี้ยงกุ้งฝอย คุณกอล์ฟ ก็บอกว่า แทบจะไม่ได้ลงทุนอะไรเลย วิธีการก็คือ ไปหาพ่อแม่พันธุ์มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยใช้อุปกรณ์การจับจากภูมิปัญญาชาวบ้าน จับกุ้งมาเลี้ยง ที่เรียกว่า อิจู้ วิธีการ ดู กุ้งแม่พันธุ์ ถ้าท้อง จะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ สีเขียว ก็นำมาปล่อยในบ่อ จากนั้น ก็แพร่ลูกแพร่หลาน กุ้งอายุ 2-3 สัปดาห์ก็ขายได้แล้ว กุ้งฝอยที่เลี้ยงในบ่อปลา ต้องเป็นปลากินพืช จะไม่นำไปเลี้ยงไว้กับปลากินสัตว์ และเมื่อต้องการจับกุ้งฝอย จากบ่อขึ้นมากิน ก็ใช้อิจู้เช่นเดิม โดยจะใช้หัวอาหารใส่ลงไปในอิจู้ เพื่อเป็นตัวล่อกุ้ง เข้ามาติดกับ 1 อิจู้ สามารถจับกุ้ง ได้ ประมาณ ครึ่ง กิโล สำหรับราคา ขาย ขาย กิโลกรัมละ 180 บาท ส่วนมากจะแบ่งขายเป็นขีด ขีดละ 20 บาท ชาวบ้านจะนิยมทำ กุ้งเต้น หรือ (ก้อยกุ้ง) / น้ำพริก (แจ่วกุ้ง) กินกับผักสด หรือชุปแป้งทอดกรอบก็อร่อย ขอบคุณภาพจาก คุณพงศกร พลบูรณ์

กว่าจะมาเป็น “นารายา” ขายดีโด่งดังทั่วโลก เชื่อมั๊ย! ผ่านมาแล้วทั้งยึดรถ-ยึดบ้าน ผู้เขียน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2560 “…เราว่าสวย ใช้งานง่ายหลายโอกาส ราคาไม่แพง…” “อารมณ์ประมาณว่าไปเกาหลี แล้วต้องเข้าร้านเครื่องสำอาง หรือเปล่าคะ เราว่ากระเป๋าน่ารักดีค่ะ ราคาไม่แพงด้วย…” “ญี่ปุ่นก็ชอบค่ะ เพราะที่โน่นราคาแบบว่าแพงกว่าบ้านเรามาก” “นักท่องเที่ยวไต้หวันก็ชื่นชมค่ะ เดี๋ยวนี้มีร้านค้ามาเปิดที่นี่ด้วย ” “ข้อดีของกระเป๋ายี่ห้อนี้คือ ราคาไม่แพง ใช้งาน ใช้ทน แบบสวยนักท่องเที่ยวจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ซื้อกันเหมือนแจกฟรีเลยค่ะ” “เพื่อนเราซื้อไปฝากเพื่อนญี่ปุ่นนางกรี๊ดมาก เราเองก็ชอบนะ เรียบๆ ทน ราคารับได้…” เหล่านี้ คือ ตัวอย่างข้อความตอบกระทู้หนึ่งในเว็บไซต์ดัง ซึ่งตั้งไว้เมื่อหลายปีก่อน เกี่ยวกับข้อสงสัย เหตุไฉน นักท่องเที่ยวกลุ่มหลักๆ โดยเฉพาะคนจีน ถึงชอบซื้อ NaRaYa กลับบ้านกันนักกันหนา! “We never negociate our quality -เราไม่เคยขอต่อรองเรื่องคุณภาพ สิ่งนี้คือคติประจำใจในการทำธุรกิจตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงทุกวันนี้” คุณวาสนา รุ่งแสงทอง ลาทูรัส ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด วัยหกสิบกว่า เจ้าของสินค้า แบรนด์ Naraya-นารายา ผลิตภัณฑ์งานฝีมือทำจากผ้ากว่าหนึ่งหมื่นแบบ ซึ่งว่ากันว่าใครมาเที่ยวเมืองไทย ต้องซื้อผลิตภัณฑ์ของเธอติดไม้ติดมือกลับไป ไม่อย่างนั้นอาจมาไม่ถึง เริ่มต้นให้ฟัง ก่อนย้อนเรื่องราวส่วนตัวในอดีตให้ฟังด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี บ้านของเธอเป็นครอบครัวไทยเชื้อสายจีน ที่ไม่ให้ลูกสาวเรียนหนังสือเยอะ ตัวเองจบแค่ ป.สี่ ก็ต้องออกจากโรงเรียนไปขายของที่ตลาดประตูน้ำ “เป็นแม่ค้าขายไข่ไก่ ไข่เค็ม ขายถุงพลาสติก อยู่ที่ประตูน้ำนานยี่สิบปี ใจจริงไม่อยากขายของ ไม่ชอบบรรยากาศในตลาด อยากเรียนหนังสือมากกว่า แต่ตอนนั้นเลือกไม่ได้เลยพยายามหาเวลาไปเรียนช่วงกลางคืน จนได้เทียบวุฒิมัธยมฯ พอคุณแม่เสีย เลยตัดสินใจไม่เป็นแม่ค้าประตูน้ำอีกแล้ว”คุณวาสนา ย้อนความทรงจำ และเผยถึงอาชีพที่ใฝ่ฝัน อยากทำงานเป็นมัคคุเทศก์ หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า “ไกด์”มากที่สุด “ฝันอยากเป็นมัคคุเทศก์ อยากพูดภาษาอังกฤษเป็น อยากเดินคู่กับฝรั่ง เพราะ รู้สึกสมาร์ท แต่ไม่ได้อยาก มีสามีเป็นฝรั่งนะคะ เรื่องนี้เป็นแค่ผลพลอยได้มากกว่า”เจ้าของเรื่องเล่าสนุก ก่อนหัวเราะร่วน กระทั่งอายุได้กว่าสามสิบหกปี คุณวาสนา จึงเดินเข้าไปสมัครทำงานประจำในตำแหน่งไกด์ กับบริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่ง เมื่อเห็นวัยที่ไม่ใช่สาวน้อยจบใหม่ ผู้จัดการที่สัมภาษณ์งาน อดสงสัยถามไม่ได้ว่าไปทำอะไรมา ถึงสมัครงานตอนอายุขนาดนี้ เลยตอบไปช่วยงานที่บ้านอยู่ และกับอาชีพที่เธอชื่นชอบนี่เอง เป็นที่มาของจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต เมื่อนำพาให้มาพบรักกับ “คู่ชีวิต”ที่ฟันฝ่าความยากลำบากมาด้วยกัน และครองรักครองเรือนกันมาถึงทุกวันนี้ “ตอนนั้น ได้รับมอบหมายจากบริษัท ให้ทำหน้าที่ให้ดูแลนักธุรกิจชาวกรีซ ชื่อคุณวาสิลิโอส ลาทูรัสเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือน เพื่อมองหาลู่ทางเข้ามาประกอบธุรกิจในเมืองไทย ทำไปทำมาความสัมพันธ์พัฒนาขึ้น จึงตัดสินใจแต่งงาน และผันมาทำหน้าที่เป็นเลขานุการของสามี ทำธุรกิจร่วมกัน จัดตั้งบริษัท นารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ประกอบธุรกิจส่งออกชิ้นส่วนอะไหล่รถจักรยานยนต์” คุณวาสนา เล่าความหลังครั้งนั้น หากธุรกิจตั้งต้น ของคนทั้งสองนี้ ไม่ได้สวยงามอย่างที่นึกฝันไว้ ถึงขั้น ล้มเหลวไม่เป็นท่า เลยก็ว่าได้ “เลือกทำธุรกิจส่งออกอะไหล่รถไปยุโรป เพราะสามีจบด้านวิศวฯมาจากอิตาลี เลยคิดว่าน่าจะมีความถนัด แต่ไม่เป็นอย่างที่คิด ทำไปซักระยะ จึงรู้ว่าหากส่งสินค้าซักอย่างไป เขาจะสั่งซื้อจากเราเพียงหนึ่งครั้ง จากนั้นก็ติดต่อผู้ผลิตโดยตรงเลย เราจึงมีรายได้แค่รอบเดียวห้าเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย แค่นั้นจบ เป็นอย่างนี้ทุกราย “คุณวาสนา เผยความหลังเสียงหม่น ก่อนบอกต่อ เมื่อไม่รู้จะหาลูกค้าที่ไหน เงินทุนเริ่มร่อยหรอ หนี้สินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ลำบากมากถึงขั้นไม่มีจะกิน ทั้งบ้าน-ทั้งรถ โดนยึดมาหมดแล้ว “ยังจำความลำบากตอนนั้นได้ดี หมุนเงินจนหัวหมุน เอารถคันเก่าไปขายแล้วไปดาวน์รถคันใหม่ เพื่อจะเหลือเงินส่วนต่างไปหมุน บัตรเครดิตใช้ใบนี้ไปกดเงินสดเพื่อโปะหนี้อีกใบ เคยกู้เงินนอกระบบดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน เรื่องทำงานหนักไม่เคยเกี่ยง แต่ใจท้อมาก แทบไม่ไหว เคยคิดว่าไม่เคยไปโกงใครแต่ทำไมถึงโดนแย่งลูกค้า ทำไมถึงลำบากขนาดนี้”คุณวาสนา เผยชีวิตเมื่อครั้งอดีต แม้จะหมดทุนรอนแต่ชีวิต้องดำเนินต่อ สองสามีภรรยา จึงช่วยกันหาสินค้าตัวใหม่ออกมาขาย กระทั่งมีเพื่อนชาวต่างชาติของสามีเดินทางมาเมืองไทย เพื่อมองหาสินค้าหัตถกรรมส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ คุณวาสนา จึงไปตลาดสำเพ็งเพื่อตระเวนซื้อสินค้าอย่าง ตะเกียบ ช้อน แล้วเอามาจัดให้เป็นชุด และหนึ่งในสินค้าหลายตัวส่งไปขายนั้น “กระเป๋าผ้า”ซึ่งได้ผลตอบรับดีมาก เลยเป็นจุดตั้งต้น ให้เธอและสามี มา “คิดใหม่” อีกครั้งหนึ่ง “เราปรึกษากันว่า มาทำธุรกิจอะไรที่เป็นของตัวเองดีมั๊ย และไม่ต้องลงทุนเยอะ ทำแบรนด์ของตัวเอง ไม่ใช่เอาแต่แบรนด์ของคนอื่นมาขาย แต่จะทำอะไรดี เพื่อนของสามี เลยแนะนำว่าตลาดในต่างประเทศ มีความต้องการงานฝีมือ ซึ่งคนไทยทำได้ดี เลยจับมือกันทำธุรกิจตั้งแต่นั้นมา”คุณวาสนา เล่า ก่อนบอกต่อ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สิ่งทอ และอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ภายใต้แบรนด์ Naraya –นารายา เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ.2536 จากจักร 15 ตัว พนักงาน 15 คน และจำหน่ายสินค้าในห้างสรรพสินค้านารายณ์ภัณฑ์ ซึ่งมีเนื้อที่เพียง 2 ตารางเมตร หากแต่ธุรกิจขยายตัวดีขึ้นตามลำดับ นับแต่ พ.ศ 2539 เป็นต้นมา นารายา เติบโตอย่างรวดเร็ว กระทั่งทุกวันนี้ มีพนักงานมากกว่า 3, 000 คน และยังว่าจ้างฝีมือแรงงานจากชนบทอีกว่า 4,000 คน เพื่อร่วมผลิตสินค้า และในปี พ.ศ.2539 นั่นเอง มีการจดทะเบียนตราสัญลักษณ์ NaRaYa โดยอิงจากชื่อบริษัท นารายา เป็นภาษาฮินดู แปลว่า พระนารายณ์ หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อของพระวิษณุเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของชาวฮินดู ชื่อนี้ถูกเลือกเพราะมีความหมายที่เป็นมงคล และง่ายต่อการออกเสียงในหลายๆภาษา กระทั่ง พ.ศ.2549 มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 90 ล้านบาท และดำเนินการสร้างสำนักงานใหญ่ ถ.แจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี พ.ศ.2551 เปิดโรงงาน 2 แห่งที่ อ.ละลวด และ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ พ.ศ.2554 เปิดโรงงาน 1 แห่ง ที่ตำบลพระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น และ พ.ศ.2559 เปิดโรงงานอีก 1 แห่ง ที่ตำบลบางกระดี อ.เมือง จ.ปทุมธานี ปัจจุบัน นารายา ส่งออกไปขายในหลายประเทศทั่วโลก มีสาขาจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งสิ้น 23 สาขา ในประเทศไทย และอีก 13 สาขาในต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้นับเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าธุรกิจขนาดเล็ก สามารถประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ “คนจีน เรียกกระเป๋าของนารายา ว่า นารายา มั่นกู่ เปา มั่นกู่ แปลว่า แบงคอก เปา คือ กระเป๋า และมักบอกต่อกัน มากรุงเทพฯต้องมาซื้อ นารายา มั่นกู่ เปา”คุณวาสนา บอก พร้อมยิ้มกว้าง และว่า สินค้าของ นารายา ส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าหัตถกรรม จากฝีมือกลุ่มชาวบ้าน หากสังเกต หูกระเป๋าแบบถักเปียนั้น ยังมีการให้ชาวบ้านถักกันอยู่ทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการต่อยอดสร้างแบรนด์ใหม่ มาขยายตลาด แล้ว โดยเมื่อ 3 ปีที่ก่อน ออกแบรนด์ “NARA By NaRaYa” เจาะตลาดลูกค้าผู้ชาย และเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ออกสินค้าจากผ้าไหมไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ภายใต้แบรนด์ “LaLaMa By NaRaYa” สำหรับบทบาทความรับผิดชอบของผู้บริหารหญิงเก่งท่านนี้ ว่ากันว่า เธอ คือ หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ในด้านความคิดสร้างสรรค์ของบริษัท ด้วยสายตาที่หลักแหลมในเรื่องแฟชั่นและความสวยความงาม คุณวาสนา ได้ช่วยนำทางให้ทีมครีเอทีฟ ในการเลือกสี รูปแบบ และพื้นผิวกระเป๋า ซึ่งเป็นความสำเร็จระยะแรกๆ ของนารายา ก็ว่าได้ โดยเธอมีหลักสำคัญ คือ เปิดกว้าง และรับไอเดียใหม่อยู่เสมอ จะสังเกตได้จากผลิตภัณฑ์ในแต่ละปีของนารายา ที่มีการเปลี่ยนโฉมและรูปแบบให้หลากหลาย รวมถึงชนิดของวัสดุ ที่ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม ทันสมัย ทำให้ชิ้นงานของนารายาดูแปลกใหม่ และสร้างสรรค์อยู่เสมอ อย่างไรก็ตามความสำเร็จของคุณวาสนา นั้น มิได้มาจากพรสวรรค์ด้านแฟชั่นเพียงอย่างเดียว แต่เธอได้อุทิศตนอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือชาวบ้าน และเป็นตัวกลางสำคัญในการจัดตั้งโครงการเพื่อช่วยสร้างงานให้คนในประเทศไทย ทำให้พวกเขามีรายได้เลี้ยงชีพ และสามารถส่งบุตรหลานเล่าเรียนได้ โดย นารายา มีนโยบายให้การสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจการค้าขนาดเล็ก ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ จึงมาจากงานฝีมือของกลุ่มฝีมือแรงงานในชนบทหลายจังหวัด การสนับสนุนดังกล่าว ทำให้เกิดการรวมตัวกันในหมู่บ้านเป็นการส่งเสริมรายได้ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับคนในหมู่บ้านเป็นการกระจายรายได้สู่ประชากรระดับล่าง โดยที่แรงงานในหมู่บ้านไม่จำเป็นต้องเข้ากรุงเทพฯเพื่อหางานทำ ทั้งนี้ทางนารายา จะเป็นผู้คัดสรรวัตถุดิบ ออกแบบ และจัดการฝึกอบรมให้แก่ผู้เข้าร่วมในโครงการฯ ที่ผ่านมา นารายา ถูกยกย่องให้เป็นตัวอย่างความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ไทยที่ผลิตโดยแรงงานในชนบทซึ่งเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก แม้ว่าจะต้องพบกับความท้าทายในการฝึกอบรมเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและเสร็จตรงตามเวลาก็ตาม นอกจากนี้ นารายา ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตขึ้นภายในจังหวัดซึ่งรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน เพื่อให้ครอบครัวในชนบทสามารถมีรายได้จากการทำงานในจังหวัดของตน และยังเข้าร่วมในโครงการสร้างรายได้ และบรรเทาความยากจนกับองค์การ CARE องค์กรต่างประเทศซึ่งไม่แสวงหากำไรอีกด้วย ปัจจุบันนี้ มีกว่า 3,000 ครอบครัวในหลายจังหวัดของไทย เป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับนารายา “การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้นว่ายากแล้ว แต่เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ทำยังไงให้อยู่ที่เดิมได้โดยไม่มีใครดันให้เราตก มันยากยิ่งกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เรามองตัวเองว่า ทุกวันนี้คนชอบนารายา เพราะอะไร ก็ได้คำตอบว่าเพราะเป็นสินค้าคุณภาพดี ราคาไม่แพง มีความหลากหลาย ไม่เคยโกงลูกค้า เราจึงโฟกัสไปที่คุณภาพเป็นอันดับแรก กระทั่งสร้างคติประจำใจ We never negociate our quality คือเราจะไม่มีการต่อรองเรื่องคุณภาพ ถ้าสินค้าแต่ละตัวไม่ได้คุณภาพอย่างที่วางไว้ ไม่สามารถปล่อยออกไปขายได้ ฉะนั้นถ้าอยากยืนในตำแหน่งแห่งความสำเร็จต่อไป ต้องรักษาคุณภาพให้ได้ ”คุณวาสนา ว่าอย่างนั้น ก่อนฝากไว้สำหรับสำหรับคนที่คิดเป็นเจ้าของธุรกิจ ว่า เหนืออุปสรรคอื่นใด “ใจ”ต้องพร้อมก่อน “เรื่องอายุไม่ใช่อุปสรรคในการเริ่มทำธุรกิจ ตัวดิฉันเองก็เริ่มตอนอายุ 38 แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร ต้องถามใจเราให้ดี ว่าพร้อม และรู้จักธุรกิจนั้นลึกซึ้งแค่ไหน เพราะระหว่างการทำธุรกิจ ต้องมีอุปสรรค มีช่วงท้อใจ เราจะผ่านมันไปได้หรือเปล่า แม้การทำธุรกิจทุกคนมีเป้าหมายชัดเจนที่อยากไปให้ถึง ถ้าเราเดินไปเรื่อยๆ สักวันคงถึงแน่ แต่ระหว่างทางต้องมีช่วงที่ท้อ จนไม่อยากทำ แม้รู้อยู่แล้วว่าถ้าผ่านไปได้ก็คงจะประสบความสำเร็จ แต่ถ้ายอมเสียก่อนก็ไปไม่ถึง จึงอยากแชร์ประสบการณ์ว่า ถ้าคิดทำธุรกิจอะไรก็ตาม ให้ถามใจ ของเราก่อน ว่าพร้อมแค่ไหน” คุณวาสนา ทิ้งท้าย

อาชีพเสริมเลขาฯ ขายส้มตำต้นอ่อนทานตะวัน ออนไลน์ รายได้แซงเงินเดือน เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2560 ขายส้มตำต้นอ่อนทานตะวัน สูตรเฉพาะคิดค้นด้วยตนเอง อาชีพเสริมรายได้เลขาฯ ขายผ่านออนไลน์ ยอดขายวันละ 3,500-4,000 บาท สร้างรายได้เสริมแซงเงินเดือน ยุคไอเดียสร้างสรรค์ ประยุกต์ใช้ จับต้องได้จริง ขายได้ทั้งนั้น ยิ่งเรื่องอาหารการกิน ถ้าจับทางลูกค้าถูก เชื่อได้แน่ว่ารุ่ง นอกจากไอเดียจะดีแล้ว ช่องทางการตลาดที่เปิดกว้างมากขึ้นบนโลกออนไลน์ ทำให้ใครๆ ก็สามารถทำการค้าขายกันได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ถือเป็นช่องทางหารายได้พิเศษกันอีกทางเลยทีเดียว คุณนัยนา ก่ำจำปาหรือคุณแดงวัย 45 ปี ปัจจุบันมีอาชีพเลขานุการ อยู่ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ความตั้งใจที่จะหารายได้เสริม จึงมองหาสิ่งที่ถนัดและสามารถทำได้จริง ตั้งต้นจากความชอบทำอาหารอยู่ก่อนแล้ว จึงมองหาไอเดียที่จะสามารถสร้างรายได้เสริมได้ อาชีพเสริม ที่เริ่มจากศูนย์ อิทธิฤทธิ์ “ตำ ตำ ตำ” ทำเงิน โดยคุณแดง เริ่มต้นเล่าให้ฟังถึงประวัติย่อๆ ส่วนตัวว่า เป็นเลขาฯ อยู่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง และเป็นเพียงคนต่างจังหวัดคนหนึ่งที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ด้วยพื้นฐานเป็นคนชอบทำอาหาร และอาหารที่ชอบทานบ่อยๆ ก็คือ ส้มตำ ไอเดียเริ่มต้นมาจากการที่ได้มานั่งคิดว่า คนทุกคนอย่างน้อยสัปดาห์หนึ่งก็น่าจะต้องอยากกินอะไรแซ่บๆ อย่างส้มตำ หรือตำต่างๆ สัปดาห์ละครั้งสองครั้งก็ว่ากันไป ซึ่งมีคนหลายกลุ่มที่สามารถหาเวลาออกไปหาทานได้ แต่คนบางกลุ่ม บางคน อาจไม่สะดวกหลายอย่าง จึงคิดอยากทำส้มตำดีลิเวอรี่ ซึ่งก็ยังไม่เห็นมีใครทำ ก็เลยตั้งใจอยากจะทำขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า “ตำ ตำ ตำ” ส้มตำดีลิเวอรี่ เริ่มต้นจากศูนย์ ด้วยความไม่รู้อะไรเลย ใช้วิธีการศึกษา หาข้อมูล ทดลองทำ ใช้เวลากว่า 6 เดือนในการคิดค้นสูตรส้มตำ ทดลองทำ จดสูตรและปรับมาเรื่อยๆ “เริ่มแรกที่ทดลองทำ ก็จดสูตรไว้ตลอดว่าต้องใส่อะไรเท่าไหร่ อาศัยให้คนใกล้ชิดชิมรสชาติไปเรื่อยๆ จนเป็นที่ถูกปากถูกใจ หลักๆ ก็ให้เพื่อนช่วยชิม แวะไปแจกจ่ายคนโน้นคนนี้บ้าง รับคำติชม เพื่อมาปรับสูตรจนได้เป็นสูตรส้มตำของตัวเอง” คุณแดง เล่าอย่างอารมณ์ดี ด้วยความที่มีอาชีพหลักคือเลขานุการของเจ้านายคนญี่ปุ่น คุณแดง บอกว่า เธอได้เรียนรู้นิสัยอย่างหนึ่ง ซึ่งติดตัวมา และได้นำมาปรับใช้กับกิจการเล็กๆ ของเธอด้วย นั่นคือ การใส่ใจในทุกรายละเอียด จนได้กลายมาเป็นไอเดียในการหาแพ็กเกจจิ้งและการทำโลโก้ด้วย “ตำ ตำ ตำ” 3 ตำ ส้มตำดีลิเวอรี่ ชื่อดีที่เลข 3 คุณแดง บอกด้วยว่า “จากการพัฒนาและปรับปรุงสูตร 6 เดือนที่ผ่านมา “ตำ ตำ ตำ” ส้มตำดีลิเวอรี่ จึงเปิดการขาย เมื่อ 17 มิถุนายน 59 ที่ผ่านมา ยอดขายขึ้นเร็วมาก เกินคาด การตอบรับของลูกค้ามาจากปากต่อปาก จากคนใกล้ชิด เพื่อนๆ ที่เคยให้ชิม ทุกคนต่างชื่นชอบ ช่วงแรกๆ ที่เปิดขาย ต้องจัดส่งของเอง ไปส่งเองถึงมือลูกค้า ไกลแค่ไหนก็ไป บางทีก็ให้ทดลองชิมบ้าง มีคำติ-ชม พร้อมกลับมาปรับปรุงเสมอ ด้วยความที่ขายอาหาร ฉะนั้น จึงมองว่า การให้คนทาน ได้ชิม เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะได้รู้ว่าสินค้าที่ขาย มันเป็นอย่างไร มีจุดไหนต้องปรับ ก็แก้กันไป” กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาอุดหนุน เป็นคนทำงานออฟฟิศ มีตั้งแต่คนในโรงพยาบาล พนักงานธนาคาร ซึ่งสั่งออร์เดอร์กันมาแต่ละครั้งจะสั่งจำนวนมาก หมายถึงว่า คนโน้นสั่งกล่องหนึ่ง คนนี้สั่งกล่อง เป็นการรวมออร์เดอร์กันมา แล้วสั่งให้จัดส่งในคราวเดียวกัน ซึ่งคนกลุ่มนี้มาซื้อ เพราะเกิดจากการบอกปากต่อปากของสินค้า คุณแดง กล่าว โซเชียลช่วยดัน ยอดขายเพิ่ม คนรู้จักเยอะ ออร์เดอร์ต่อวันที่ลูกค้าสั่งกันมาก็วันละประมาณ 70-80 กล่อง ในตอนเริ่มต้น หลานสาวก็แนะไอเดียว่าให้เปิดเพจ ตำ ตำ ตำ ส้มตำดีลิเวอรี่ บนเฟซบุ๊กด้วย จึงทำตามอย่างที่หลานสาวแนะนำ คุณแดง เล่า ก่อนจะเพิ่มเติมว่า “จากลูกค้าที่บอกปากต่อปาก ได้ชิมได้ลองและสั่งออร์เดอร์กันมา ปัจจุบันลูกค้าหลักมาจากออนไลน์บ้างแล้ว” โดยเมนูยอดฮิต ขายดี ของที่ร้านคือ เมนูตำป่า ยอดทานตะวัน และตำข้าวโพด ขายดีมาก และยังมีเมนูให้เลือกอีกหลากหลาย อาทิ ตำไทย ยอดอ่อนทานตะวัน ตำเส้นมะละกอ ตำแตง เป็นต้น โดยทุกเมนู ชูจุดขายของ ตำ ตำ ตำ ส้มตำดีลิเวอรี่ที่ว่า เป็นเมนูที่สามารถทานได้ตลอด ส่วนไอเดียที่เอาต้นอ่อนทานตะวันมาชู เป็นอีกหนึ่งจุดขายนั้น คุณแดง เธอบอกว่า เนื่องจากสมัยนี้เป็นยุคที่คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น ต้นอ่อนทานตะวัน เป็นอีกทางเลือกของคนใส่ใจสุขภาพที่ให้ความนิยม เธอจึงได้นำเอามาใช้ จนได้กลายเป็นสูตรส้มตำที่ไม่เหมือนใคร และเป็นสูตรที่คิดค้นขึ้นเองโดยเฉพาะ โดยต้นอ่อนทานตะวันนี้ได้เลือกการปลูกแบบออร์แกนิก และได้กำหนดวันตัดอีกด้วย เพื่อเวลานำมาทำส้มตำจะได้อร่อยมากขึ้น ปัจจุบัน ยอดขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 3,500-4,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นรายได้เสริมได้อย่างดี และเธอฝากบอกว่า “โอกาสไม่ได้วิ่งมาหาเรา เราต้องวิ่งหามัน อย่าหมิ่นเงินน้อย ไม่อยากให้ทุกคนท้อในการคิดหาช่องทางเพิ่มรายได้พิเศษในยุคที่เศรษฐกิจแบบนี้” สำหรับการคิดค่าบริการ คุณแดงบอกว่า มีพนักงานขับรถจัดส่งให้ส่งมือลูกค้า โดยคิดค่าจัดส่งคร่าวๆ ดังนี้ คือภายในบริเวณ 5 กิโลเมตร แถวถนนสุขาภิบาล 5 หมู่บ้านมัณฑนา จะไม่คิดค่าจัดส่ง คือส่งให้ฟรี ถ้ามากกว่า 5 กิโลเมตรขึ้นไปก็ตามระยะทาง ส่วนลูกค้าที่สั่งซื้อราคา 1,000 บาทขึ้นไป ไม่คิดค่าจัดส่ง สำหรับใครที่สนใจ เข้าไปดูรายละเอียดกันได้ที่ เลขที่ 299/863 หมู่บ้านมัณฑนา ถนนสุขาภิบาล 5 แขวง/เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220 เฟซบุ๊กเพจ : ตำ ตำ ตำ หรือโทรศัพท์ (089) 0233-988

อร่อยน่ากินทั้งนั้น! เดอะมอลล์จัดใหญ่-ชวนชิมร้านอร่อยเด็ด ดนตรีไพเราะ เชฟดังการันตี วันที่ 26 กรกฎาคม 2560 - 02:09 น. เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ร่วมกับบริษัท ไทยประกันชีวิต จํากัด (มหาชน), บัตรเครดิตซิตี้ เอ็ม วีซ่า, และบริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอมเมอร์เชียล จำกัด จัดงาน“The Mall Shopping Center Eats & Beats ชิมร้านดัง ฟังเพลงชิล” รวบรวมร้านอาหารชื่อดังสุดยอดในดวงใจของนักชิมชื่อดังแทน ไร้เทียมทานและเชฟตูน – ธัชพล ชุมดวงที่คัดสรรเมนูเด็ดจากร้านดังมาให้ได้ชิมกันได้ในงานเดียว อาทิคั่วกลิ้ง ผักสด, Hunter Poke, ครัวเจ๊ง้อ, ราเมงอะ, บ้านปลาจุ่ม, Ten Suns ไร้เทียมทาน, แหลมเจริญซีฟู้ด, ก๋วยเตี๋ยวตรอกโรงหมู, ก๋วยเตี๋ยวหมูวิชัย, หมูกรอบอากง และร้านเด็ดอีกมากมายกว่า 100 ร้านค้า พร้อมเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงเพราะๆของศิลปินชื่อดัง ที่จะมาร่วมสร้างความชิลอย่างสิงโต นำโชค, ว่าน-ธนกฤต พานิชวิทย์, SEASON FIVE, อะตอม – ชนกันต์ รัตนอุดม พิธีเปิดงานจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2560 เวลา 15.00 น. บริเวณแกรนด์ ฮอลล์ ชั้นจี เดอะมอลล์ บางกะปิ โดยมีเบลล่า-ราณี แคมเปนและแสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุขร่วมสร้างสีสัน ส่วนงานจัดระหว่างวันที่ 3–9 สิงหาคม 2560 บริเวณแกรนด์ ฮอลล์ และไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ เอ ชั้นจี เดอะมอลล์ บางกะปิ และวันที่ 17–23 สิงหาคม 2560 บริเวณแกรนด์ ฮอลล์ ชั้นจี เดอะมอลล์ บางแค สำหรับร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรร และนำมาให้ชิมกันในงานเดียว มีดังนี้ *คั่วกลิ้ง ผักสดร้านอาหารใต้ อันเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของรสชาติที่จัดจ้าน กลมกล่อม และกลิ่นหอมที่เกิดจากการผสมผสานของเครื่องเทศเฉพาะถิ่น โดยสูตรเด็ดของทางร้านสืบทอดมาตั้งแต่รุ่นคุณยาย ซึ่งเดิมมีพื้นเพมาจาก อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร โดยเมนูที่จะนำมาให้ลิ้มลอง ได้แก่ แกงเหลืองปลา, แกงไตปลา, ไข่พะโล้, คั่วกลิ้งหมูสับ, น้ำพริกกุ้งเสียบ, และหมูฮ้อง สำหรับร้านคั่วกลิ้ง ผักสด มี 3 สาขา ได้แก่ สาขาทองหล่อ, สาขาราชครู, และสาขาประสานมิตร *Hunter Pokeอาหารพื้นเมืองของเกาะฮาวายเจ้าแรกในไทย “Poko” (โป๊ะเกะ) คืออาหารพื้นเมืองของชาวฮาวาย มีลักษณะพิเศษคือการหั่นปลาดิบเป็นทรงลูกเต๋าและนำไปหมักหรือคลุกเคล้ากับซอสสูตรพิเศษของแต่ละครอบครัวก่อนที่จะเติมสาหร่าย ถั่ว หรือผักอื่นๆ เพื่อเพิ่มเติมรสชาติและสารอาหารที่ดีนั่นเอง สำหรับร้านมี 2 สาขา ได้แก่ สาขาตึกอินเตอร์เชนจ สี่แยกอโศก และสาขาเดอะคอมม่อนส์ ซอยทองหล่อ 17 โดยพบกับเมนูไฮไลท์ อาทิ K Bowl, The Classic, X Factor, Sexy Salmon *ครัวเจ๊ง้อด้วยรสชาติอาหารที่อร่อย พิถีพิถันในการปรุง และวัตถุดิบที่สดดีมีคุณภาพ เป็นจุดเริ่มต้นของอาหารอร่อยในทุกจาน เป็นหัวใจหลักของการทำอาหารที่เจ๊ง้อยึดมั่นเสมอมา จนทำให้ทุกเมนูมีคุณภาพจนมีชื่อเสียง ตั้งแต่พ.ศ. 2542 จนวันนี้ 18 ปี สำหรับเมนูไฮไลท์ที่นำมางาน ได้แก่ หมี่ผัดกระเฉด เส้นหมี่เหนียวนุ่มผัดคลุกกับมันกุ้ง ทำให้ได้รสชาติและความหอมมันจากมันกุ้งอยู่ในเส้น และ ผักกระเฉดสดกรอบ ทำให้เมนูนี้เป็นอีกหนึ่งเมนูที่พลาดไม่ได้ RattaponGphotography *ราเมงอะราเมงรถเข็นเจ้าแรกในประเทศไทย รสชาติต้นตำรับแท้จากญี่ปุ่น เสาะหาสูตรจากต้นตำรับที่ดีที่สุด ผสานกับวัตถุดิบคุณภาพสดใหม่ในราคาที่ลงตัว รับประกันความอร่อย เพราะปรุงรสด้วยความใส่ใจ เพื่อแบ่งปันความสุขให้กับทุกคนผ่านราเมงชามนี้ *บ้านปลาจุ่มต้นตำรับความอร่อยของจิ้มจุ่มปลาสไตล์อีสานแท้ เจ้าของสูตรดั้งเดิมมาจากคุณย่าของคุณโด่ง – ศิระ รัตนโภคาสถิ (โด่ง AF 3) มีต้นกำเนิดอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น โดยเมนูที่จะนำมาให้ทุกคนได้ลิ้มลองความแซ่บแบบต้นตำรับอีสานแท้ๆ ร้านตั้งอยู่ที่ นวมินทร์ซิตี้ อเวนิว เฟส 2 *Ten Suns ไร้เทียมทานสุดยอดตำนานเกาเหลาเนื้อไร้เทียมทานจากเวิ้งนครเกษม ที่ขายมาตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือเมื่อกว่า 80 ปี ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยของสูตรเนื้อวัวไร้เทียมทาน อย่างเนื้อโกเบอันเลื่องชื่อเรื่องความ นุ่ม หอม และน้ำซุปกลมกล่อม พร้อมเมนูเนื้อพิเศษอื่นๆอีกมากมาย ร้านตั้งอยู่ที่แยกวิสุทธิกษัตริย์ ถนนประชาธิปไตย *ร้านแหลมเจริญซีฟู้ดร้านอาหารทะเลที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร สร้างสรรค์เมนูซีฟู้ดหลากหลายประเภท และเป็นต้นตำรับปลากะพงทอดราดน้ำปลาแห่งแรกในประเทศไทย คัดสรรวัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพ สด สะอาด พิถีพิถัน และมีมาตรฐานในทุกๆ ขั้นตอน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประทานอาหาร ที่อร่อย มีคุณภาพ *ก๋วยเตี๋ยวตรอกโรงหมู ก๋วยเตี๋ยวต้มยำรสชาติจัดจ้าน ที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่สะอาด บวกกับเกี๊ยวที่มีทั้งเกี๊ยวนุ่มและเกี๊ยวกรอบ จนมีสโลแกนประจำร้านว่า “อร่อย แซ่บ สะเด็ด 11 กะโหลก” ร้านตั้งอยู่ที่ตลาดน้อย ย่านเยาวราช *ก๋วยเตี๋ยวหมูวิชัยเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2526 เป็นสูตรที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ เมนูหลักของทางร้าน คือ ก๋วยเตี๋ยวหมูเครื่องในที่เครื่องจัดเต็ม ใช้วัตถุดิบดีมีคุณภาพและการปรุงอย่างถึงเครื่อง นอกจากนี้ ยังมีลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นปลา ฮือก๋วย เนื้อหมู และหมูสับชิ้นนุ่มไว้เสิร์ฟความอร่อยอีกด้วย ร้านตั้งอยู่ที่ซอยพัฒนาการ 30 *ร้านหมูกรอบอากงหมูกรอบสูตรต้นตำรับจากฮ่องกงที่เป็นตำนานกว่า 20 ปี ด้วยประสบการณ์เน้นเรื่องรสชาติและวัตถุดิบที่คัดสรรอย่างดี ทำให้รสชาติของหมูกรอบมีหนังที่กรุบกรอบน่ารับประทาน อันเป็นเอกลักษณ์ของร้านที่ได้รับการกล่าวขานถึงความอร่อยมาอย่างยาวนาน และร้านเด็ดอีกกว่า 100 ร้านค้า นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างความสนุกตลอดงาน อาทิ Nanta Show, Cooking Show โดยเชฟตูนจะร่วมสาธิตทำเมนูสุดพิเศษ“สไปซี่ซูชิพิซซ่า”ที่มีเฉพาะในงานนี้เท่านั้น พร้อมนำทีมร้านดังมาร่วมสาธิตการทำอาหารให้ได้ชมกันอีกด้วย อาทิ เมนูข้าวห่อไข่ราดซอสฮายาชิ จากร้าน Omu, แกงคั่วหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ จากร้านตำรับภูเก็จ, เกมส์ Blindfold Tasting ร่วมชิมและทายสูตรลับของอาหารจานเด็ดจากร้านดังกับแทน ไร้เทียมทาน อาทิ ร้าน YOU&I และ BONCHON พร้อมมอบ Voucher ส่วนลดให้กับผู้เข้าร่วมงานอีกด้วย สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกบัตรไทยไลฟ์การ์ด รับฟรี เมนูราเมงต้นตำรับจากร้านราเมงอะ เมื่อรับสิทธิ์ผ่าน Mobile Application Thailife Card (จำนวนจำกัด) สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก Citi M Visa เพียงแสดงบัตร Citi M Visa รับฟรี Tuna Wakame จากร้าน Hunter Poke จำนวน 200 สิทธิ์/ 1 บัตร/ 1 สิทธิ์/ ตลอดรายการ ร่วมชิมร้านดังฟังเพลงชิลภายใน Exclusive Zone (เพียง 20 ท่านแรก) พร้อมรับฟรีเมนูเด็ดจากร้านดัง (สำหรับสาขาบางกะปิ เฉพาะวันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2560 เวลา 14.00 น. รับฟรีข้าวห่อไข่ราดซอสฮายาชิ จากร้าน Omu, สำหรับสาขาบางแค เฉพาะวันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม 2560 เวลา 14.00 น. รับฟรีเมนูลาบปลาดุกรสจัดจ้าน จากร้านตำโขยง) และเมื่อซื้อสินค้าไทยน้ำทิพย์ ครบ 129 บาท รับเพิ่มฟรี ราเมงต้นตำรับ จากร้านราเมงอะ (จำนวน 210 สิทธิ์ / ตลอดรายการ) เป็นอีกงานที่เด็ดสุดๆ และห้ามพลาด!