เด็กสิงห์บุรี ลาออกจากงานมาดูแลพ่อป่วย หัวคิดดีเลี้ยงปูนา บังคับผสมพันธุ์ปีละ 3 ครั้ง โกยเงินล้าน ผู้เขียน ดวงกมล โลหศรีสกุล เผยแพร่ วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2560 หลังผู้เป็นพ่อพลัดตกต้นไผ่ความสูงเกือบ 2 เมตร แถมแม่ก็ป่วย ทำให้ “ปานศิริ ปาดกุล” หรือตูมตาม ลูกชายคนเดียวในวัยเพียง 22 ปี ต้องกลายเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัว เคยลำบากแม้กระทั่งไม่มีเงินซื้อข้าวสารกิโลกรัมละ 33 บาท เคยเป็นหนี้นอกระบบ ต้องทำสารพัดอาชีพแต่สุดท้ายจับทางถูก หันมาเลี้ยงปูนา บังคับผสมพันธุ์ปีละ 3 ครั้ง ส่งขายร้านอาหาร บางเดือนสร้างรายได้หลักล้านบาท คุณตูมตาม เล่าว่า หลังจบปริญญาตรี คณะรัฐประศาสนศาสตร์ ทำงานที่แรกในแผนกบัญชีบริษัทแห่งหนึ่ง จากนั้นย้ายไปอยู่โรงงานผลิตอะไหล่โทรศัพท์มือถือที่จังหวัดปทุมธานีทำงานประจำได้ราว 5 เดือน ก็ลาออก เพราะต้องกลับบ้านเกิดที่จังหวัดสิงห์บุรีไปดูแลพ่อซึ่งประสบอุบัติเหตุขาหัก เดินไม่ได้ “ผมทำงานประจำ รับเงินเดือน 2 หมื่นบาท อยู่ราว 5 เดือนพอรู้ว่าพ่อในวัย 60 ปี ประสบอุบัติเหตุตกต้นไผ่ความสูงกว่า 2 เมตร ก็เลือกที่จะลาออก แล้วกลับบ้านมาดูแลพร้อมกับแบ่งเบาภาระบุพการี ด้วยการเป็นเสาหลักหารายได้เลี้ยงปากท้อง 3 คน” ในเบื้องต้นเด็กหนุ่มอนาคตไกลใช้เงินเก็บที่มีอยู่ซื้ออาหารและสิ่งจำเป็น ทว่าผ่านไปซักระยะ เงินเก็บเริ่มไม่พอ คราวนี้ต้องไปกู้เงินทั้งในระบบและนอกระบบตูมตามบอกว่า เนื่องจากพ่อเดินไม่ได้ ต้องกินอาหารผ่านสายยางอยู่ 5 เดือน แม่ก็ป่วย ขณะที่ทั้งบ้านเหลือเงินเพียง 1,000 บาท เงินติดตัวเพียง 1,000 บาทสุดท้าย เด็กหนุ่มใช้วิธีนำไปลงทุนขายไก่ย่าง หมูปิ้ง เจ้าตัว บอกว่า ขายดี พอมีรายได้มาหล่อเลี้ยงครอบครัวทว่าขายไปสักระยะเริ่มมีคู่แข่งมากขึ้น หนที่สุดจำต้องเลิกขาย แล้วหันมาใช้วิธีพรีออเดอร์สินค้า ผ่านเฟซบุ๊ก กินกำไรส่วนต่าง “ผมเลิกขายหมูปิ้ง ไก่ย่าง แล้วหันมาใช้ประโยชน์จากเฟซบุ๊กด้วยการรับพรีออเดอร์สินค้าจำพวกผักสด ปลา เอากำไรกิโลกรัมละ 20 – 30 บาท” ตูมตาม บอกว่า รายได้จากการพรีออเดอร์สินค้าจำพวกอาหารสดค่อนข้างดี มีเงินหมุนเวียนในครอบครัวแต่ละเดือนเป็นหมื่นแต่นานวันอยากหาความยั่งยืนให้กับชีวิต และแล้วจู่ๆ ก็คิดเลี้ยงปูนาขึ้นมา “ในตลาดมีคนรับพรีออเดอร์สินค้ามากขึ้น ผมเลยคิดว่าอยากจะขยับขยายหาอาชีพอื่นที่มั่นคงกว่า ประกอบกับส่วนตัวชอบกินปูนามาก (ปูที่ใส่ส้มตำ)เคยไปหาตามท้องนา 5-6 ชั่วโมง ไม่สามารถหาได้ เลยเกิดความคิด จะเลี้ยงขาย” ด้วยความชอบกินปูนา ตูมตาม บอกว่า ใช้เงินเก็บที่มีอยู่จากการรับพรีออเดอร์สินค้า 2 หมื่นบาท ลงทุนเลี้ยงปูนาในบ่อปูน บนที่ดินที่มีอยู่ 1ไร่ 44 ตารางวา สั่งปูนา คละไซซ์มาจากหลายจังหวัด ครั้งแรกราว 4 ตัน การเลี้ยงปูนาครั้งแรกของตูมตามนั้นไม่สำเร็จเด็กหนุ่ม บอกว่า ตายหมดเลย 4 ตัน เนื่องจากว่าเลี้ยงในบ่อปูน ซึ่งมีความเย็น อีกทั้งใส่น้ำประปาลงไปอีกมีคลอรีน ปูนาปรับสภาพไม่ทัน ตายเกลี้ยง ด้วยความไม่ยอมแพ้ และกลับไปหาข้อมูลเพิ่มเติม คราวนี้ตูมตามสั่งปูนามาเลี้ยงอีกครั้ง แต่เขาพัฒนาด้วยการเลือกซื้อพ่อแม่พันธุ์ปูนามาเลี้ยงแทนการซื้อตัวเล็ก เพราะปูนาตัวเล็กจะบอบบางตายง่ายกว่าพ่อแม่พันธุ์ปัจจุบันเลี้ยงปู 2 สายพันธุ์ คือ ปูนาธรรมดา ตัวจะมีขนาดเล็ก และ ปูนาพันธุ์กำแพง ตัวใหญ่ รสชาติมัน สำหรับวิธีการเลี้ยง เจ้าของฟาร์ม บอกว่าหลังจากได้ปูนาพ่อแม่พันธุ์มาแล้ว ให้เลี้ยงในบ่อดินเหนียว ใส่น้ำให้ดินแฉะๆ สร้างบรรยากาศตามธรรมชาติ เลี้ยงต่อไป จนปูนาเริ่มกินอาหารได้เอง ประมาณ 5 วัน ค่อยย้ายไปอยู่บ่อปูน บ่อปูนที่ใช้เลี้ยงปู มี 70 บ่อ ขนาดบ่อละ 2×3 เมตร 1บ่อเลี้ยงปูได้ประมาณ 10,000 ตัว การให้อาหาร สำหรับพ่อแม่พันธุ์ เจ้าของฟาร์ม จะให้อาหารวันละ 2 มื้อช่วงเช้ามืด และช่วงค่ำ เป็นอาหารปลาดุกเม็ดเล็กโปรตีน 32 หรือจะเสริมด้วยรำข้าวก็ได้ วางตามพื้นดิน เมื่ออาหารเม็ดโดนน้ำและดินก็จะละลาย ช่วงกลางคืนและช่วงเช้ามืด ปูนาจะออกมากิน ส่วนอาหารของลูกปูนาลงเดิน จนถึงอายุ 3 เดือน เป็นไข่แดงต้มสุก ให้อาหารวันละ 1 มื้อช่วงเช้า สำหรับเทคนิคบังคับผสมพันธุ์ปีละ 3 ครั้งตูมตามเผยว่า โดยปกติปูนาจะออกลูกเพียงปีละ 1 ครั้ง ช่วงประมาณต้นเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนแต่เพื่อให้มีปูจำหน่ายตลอดทั้งปี ผมบังคับให้ปูผสมพันธุ์และออกลูกได้ปีละ 2-3 ครั้ง วิธีการคือ หลังจากปูนาออกลูกไปแล้วในช่วงฤดูฝน ให้ปล่อยดินแห้งแตกระแหง จากนั้นให้ฉีดน้ำเข้าไปเต็มที่ ทำให้ปูนาคิดว่าเข้าฤดูฝนอีกครั้งก็จะออกมาผสมพันธุ์กันเอง ด้านการตลาดเด็กหนุ่มคนเมืองสิงห์ บอกว่า ขายทั้งปูสด ปูดอง และนำปูมาแปรรูปเป็นน้ำพริกเผา กะปิปู ส่งขายร้านอาหาร บางเดือนสร้างรายได้หลักล้านบาท “ผมขายปูทั้งตัวเล็กที่ใช้ตำส้มตำกิโลกรัมละ 80-100 บาท ส่วนปูตัวใหญ่ที่กำลังลอกคราบ เรียกว่าปูนิ่มกิโลกรัมละ 1,200 บาท และก้ามปูกิโลกรัมละ 1,000 บาท ส่งตามร้านอาหาร ภัตตาคาร รวมถึงขายพ่อแม่พันธุ์ด้วยคู่ละ 100 บาท นอกจากนี้ยังมีการนำปูนามาเพิ่มมูลค่าเป็น ปูดอง กะปิปูนา น้ำพริกเผาปู”

“โตเกียวชาร์โคล” ขายดีฉุดไม่อยู่! วันละ 100 กว่ากล่อง 2 ชั่วโมงหมด ฟันกำไร 50% ผู้เขียน วัชรี ภูรักษา เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2560 ขนมโตเกียว เป็นขนมไทยชนิดหนึ่ง คล้ายกับขนมโดรายากิของญี่ปุ่น คือ เป็นแป้งแพนเค้กชิ้นบาง ๆ ทำให้ร้อนบนเตาขนาดเล็กที่มีหน้าเตาแบน แล้วม้วนห่อไส้ซึ่งมีด้วยกันหลากหลายไส้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสูตรของคนขายแต่ละเจ้าว่าจะมีไส้อะไรบ้าง คุณธยศ ทองแจ้งหรือคุณแบงค์วัย 39 ปี เจ้าของร้านขนมโตเกียวชาร์โคล ที่ตอนนี้โตเกียวชาร์โคล กำลังเป็นกระแสยอดฮิตในโลกออนไลน์ และขายดีมากๆ ในตลาดรวมทรัพย์ตอนนี้ เรียกได้ว่าซื้อง่าย ขายคล่อง ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ขนมโตเกียว คุณแบงค์ เล่าว่า “ผมเรียนจบ ม.3 ครับ ด้วยเพราะรู้แนวทางของชีวิตว่า ตัวเราเองไม่ชอบทำงานประจำ ไม่อยากอยู่ในกรอบระเบียบ เมื่อเรียนจบ ม.3 จึงไม่เรียนต่อ แต่หันมาเริ่มตั้งต้นทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง เริ่มแรกจากการขายของใช้ทั่วไปก่อน ไม่เคยคิดจะขายของกิน ด้วยเพราะคิดว่า ของแห้ง เก็บได้นานไม่เน่าไม่เสีย แต่สุดท้ายก็พบว่ามันยากพอสมควรเลยกับการขายของประเภทนี้ เพราะมันเป็นของใช้ฟุ่มเฟือย คนเราไม่ซื้อก็สามารถอยู่ได้ แต่กับของกินมันต่างออกไป จึงคิดอยากลองทำขนมขาย เลยมองไปที่ขนมโตเกียว เพราะเป็นขนมที่กินง่าย คนรู้จักอยู่แล้ว ใครๆ ก็ซื้อกินได้ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ การมาเริ่มต้นลองทำขนม เพื่อขาย ใช้เวลานานพอสมควร ประมาณ 6 เดือนได้ ถึงจะคล่องและได้สูตรที่เราต้องการ” ขนมโตเกียว ที่คุณแบงค์เริ่มต้นทำและขายในช่วงแรก เป็นแบบแป้งธรรมดา ซึ่งก็เมื่อกว่า 3 ปีที่แล้ว แต่พอช่วงหลังมานี้ กระแสชาร์โคลมาแรง เพราะสรรพคุณของผงถ่านชาร์โคลที่จะช่วยไปดูดซับสารพิษ และช่วยให้ขับถ่ายได้ง่าย คุณแบงค์จึงได้นำเอามาปรับใช้ในสูตรของแป้งขนมโตเกียว ซึ่งเป็นที่มาของขนมโตเกียวชาร์โคล และยอดขายดีขึ้นเรื่อยๆ ตระเวนขายไปตามตลาดและออกบู๊ธไปเรื่อยๆ ก่อน จนกระทั่งมาเจอทำเลที่ตลาดรวมทรัพย์ ก็เลยเริ่มขายที่นี่มากว่า 1 ปีแล้ว ยอดขายจากแป้งธรรมดาที่ขายได้วันละไม่ถึงร้อยกล่อง พอเปลี่ยนมาขายแบบแป้งชาร์โคล ก็สามารถเพิ่มยอดขายได้วันละกว่าร้อยกล่อง มีรายได้วันละ 3-4 พันบาท คิดกำไรจากยอดขายประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ โดยมีเวลาขายประมาณ 3-4 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา ปกติร้านเปิด 11.00- 14.00 น. แต่ช่วงนี้คนเยอะมาก จึงเปิด 08.30-12.00 น. ก็หมดแล้ว โดยจุดเด่นของขนมโตเกียวชาร์โคลของคุณแบงค์ คือ แป้งชาร์โคล และไส้ของขนม ที่ทำขึ้นเอง โดยจะหาไส้ผลไม้ประจำฤดูกาลมาทำเสริมเพิ่มเติมจากไส้ขนมหลัก ซึ่งไส้ขนมหลักๆ ตอนนี้มีอยู่ 6 ไส้คือ ใบเตย เผือก ชาร์โคล คัสตาร์ด ชาเขียว ชาไทย และไส้พิเศษเพิ่มอีก 2 ไส้ คือ มันม่วง และทุเรียน ซึ่งไส้ขนม และแป้งของที่นี่จะทำวันต่อวัน ไม่ให้เหลือค้าง และใช้นมสดเป็นส่วนผสม ไม่มีสารกันบูด ไม่มีสีผสมอาหาร ไม่มีเหลือค้าง คุณแบงค์ บอก สำหรับการลงทุน คุณแบงค์ บอกว่า “อาจจะต้องมีเงินลงทุนเตรียมไว้สัก 20,000 บาท โดยสิ่งที่สำคัญที่เป็นหัวใจคือการลงทุนเรื่องเตา และขึ้นอยู่กับการลงทุนทำเลว่าจะอยู่ตรงจุดไหน ซึ่งผมเลือกทำเลโดยดูจากชุมชน ที่มีออฟฟิศ มีโรงเรียน หรือตามตลาดที่มีคนพลุกพล่าน” สำหรับคนที่สนใจก็สามารถโทรศัพท์ไปสอบถามรายละเอียดได้ที่ (088) 874-7148 หรือไปลองชิมกันได้ที่ตลาดรวมทรัพย์ อโศก

ไม่ธรรมดา! อาชีพแม่ค้าขายขนมจีน รายรับหลักหมื่น/คืน คนต่อคิวซื้อ ตักขายไม่ทัน ผู้เขียน วัชรี ภูรักษา เผยแพร่ วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2560 ขนมจีนน้ำยากะทิ น้ำยาป่า เราสามารถพบเห็นกันได้ทั่วไปตามท้องถนน หากินได้ง่าย คนในสังคมต่างก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว ไม่ต้องมานั่งอธิบาย สืบสาวเรื่องราวให้มากความ เพราะคงไม่มีใครไม่รู้จัก! แต่จะขายยังไง ให้ขายได้ ขายดี คนกินติดใจในรสชาติ และกลับมาซื้อบ่อยๆ คงต้องขึ้นอยู่กับรสชาติของความอร่อยจากฝีมือแม่ค้าที่ทำขาย คุณสุมนทิพย์ เย็นลำยอง ลูกสาวของ คุณแม่ทองสา เย็นลำยอง เจ้าของสูตรน้ำขนมจีนน้ำยา แม่นงค์ (เจ้าเก่า) เริ่มต้นเล่าเรื่องราวให้ฟังว่า “ขายขนมจีน นี่กลายเป็นธุรกิจครัวเรือนเลยนะ เพราะเราใช้คนในบ้านมาช่วยกันทำ ช่วยกันขาย แต่ก่อนที่จะมาขายตั้งร้านเปิดแผงขายขนมจีนที่นี่ บ้านเราเคยขายข้าวราดแกงมาก่อนแถวสนามหลวง ขายตามเวลาเขามีงาน แต่พอมีการจัดระเบียบ ก็โดนไล่ ก็เลยต้องหาที่ทำกินกันใหม่ โชคดีมาได้แผงข้างๆ พาต้า เลยได้มาตั้งร้านที่นี่มาประมาณ 1 ปีแล้ว จากวันแรกที่ได้ทำเลแล้ว ก็มาคิดกันในครอบครัวว่าจะทำอะไรขาย จะขายข้าวแกง ก็มีคนเขาขายอยู่แล้ว จึงคุยกับแม่ว่า แม่ทำน้ำยากะทิ และน้ำยาป่า ได้นี่ เป็นสูตรที่เขาได้กินมาตั้งแต่เด็ก เมื่อครั้งอยู่ที่พิษณุโลก ที่สำคัญแถวนี้ยังไม่มีคนขายด้วย จึงทดลองขายกัน เปิดแรกๆ มันก็ขายไม่ดีหรอก เพราะคนเขายังไม่เคยได้ชิมว่ามันมีรสชาติเป็นยังไง ทำเลมันดีก็จริง เพราะที่นี่คนพักเยอะ มีตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา จนถึงคนทำงาน แต่สองเดือนแรกนี่ขายเรื่อยๆ ไม่ได้ดีอะไรเลย ก็ต้องลองดู แต่พอหลังจากนั้น ที่คนเขาเริ่มได้ลอง เขาก็กลับมาซื้ออีก จนเดียวนี้ คนมาซื้อขนมจีน กลายเป็นคนรู้จัก คุ้นเคยกันไปแล้ว”ซึ่งคุณสุมนทิพย์ บอกว่า ตลาดที่นี่เขาเปิดให้ขายของได้ตอนประมาณ 5 โมงเย็น มีเวลาขายแค่ถึงประมาณ 23.00-24.00 น. เท่านั้น มีเวลาขายแค่ไม่กี่ชั่วโมง ฉะนั้นรสชาติของน้ำยากะทิ และน้ำยาป่าของที่ร้านจะต้องอร่อย โดนใจลูกค้า เขาถึงจะกลับมาซื้อกินอีกได้ โดยรสชาติของที่นี่จะเน้นรสจัด ทำเครื่องแกงเอง ปัจจุบันทำน้ำยากะทิ 2 หม้อ และน้ำยาป่า 2 หม้อใหญ่ ใช้ขนมจีนกว่า 40-45 กิโลกรัม ต้องเตรียมผักอย่าง แตงกวาและถั่วงอกในแต่ละคืน อย่างละกว่า 10 กิโลกรัม ขาไก่ และลูกชิ้น อย่างละ 12 กิโลกรัม แต่ขาไก่มักจะหมดในเวลาแค่ประมาณ สองชั่วโมง หลังจากที่ตั้งร้านขาย จุดเด่นของที่ร้านอาจจะเพราะว่าเราทำน้ำยากะทิ โดยใช้เนื้อปลาน้ำดอกไม้มาทำ และต้มน้ำโดยใช้หัวปลาอินทรีย์ ทำให้น้ำยากะทิมันหอมมีเอกลักษณ์ ส่วนน้ำยาป่า เน้นใช้ปลาทู เป็นรสชาติหลักนำ เพราะจะให้ความแซบนัวแบบอิสาน ช่วงขายดี ลูกค้าแน่นร้าน ตักขายกันไม่ทัน ทั้งซื้อกลับบ้านเป็นถุง และกินอยู่ที่ร้าน จะอยู่ช่วงเวลา 17.30 -18.00 น. เพราะเป็นช่วงที่คนเลิกงานกลับบ้าน ซึ่งประจวบกับเริ่มตั้งร้านเข้าทีบ้างแล้ว เทน้ำยาลงหม้อปุบ ก็ขายกันแทบไม่ทันเลย พอหมดจากช่วงนี้ลูกค้าจะซา แต่ก็จะเยอะตลอดทั้งคืน โดยมากเวลาสักห้าทุ่มก็หมดแล้ว “สำหรับรายได้ มองว่าค่อนข้างจะโอเคมากๆ เพราะเราขายขนมจีนได้คืนละ 12,000 บาท หักต้นทุนประมาณ 7,000 บาท ก็จัดได้ว่าเป็นรายรับที่ดีพอควรเลย ส่งเสียลูกเรียนหนังสือได้หมดครบทั้งสี่คน ก็ถือว่าพอใจ” คุณสุมนทิพย์ บอกด้วยความภาคภูมิใจในการประกอบอาชีพแม่ค้า ทั้งยังบอกอีกว่า นอกจากร้านขนมจีนแล้ว ก็ยังทำร้านรถเข็นขายลูกชิ้นหมูปิ้งด้วย ทำควบคู่กันไป ด้วยเพราะว่า ก็มีทำเลอยู่แล้ว ซึ่งตั้งข้างๆ กันกับร้านขนมจีน เป็นการเพิ่มรายได้ให้คนในครอบครัวไปด้วย ใครอยากจะแวะมาลองชิมที่ร้าน หรือผ่านมา แล้วแวะซื้อติดมือกับบ้านก็ได้ ที่ร้านขนมจีนแม่นงค์ (เจ้าเก่า) ข้างพาต้า ปิ่นเกล้า

ฟร้อนท์เพจ ออนไลน์: “จันทรบูร Shining Moon” วันที่ 13 มิถุนายน 2560 - 13:38 น. 88SHARES Facebook 88 Twitter Google+ Line ผู้เขียน เชตวัน เตือประโคน เผยแพร่ วันที่ 13 มิถุนายน 2560 ติดสอยห้อยตามคณะ “มติชนอคาเดมี” ไปทัวร์เมืองจันทบุรี ตามรอยพระเจ้าตากสิน และร่วมงานเปิดตัวหนังสือ “จันทรบูร Shining Moon” มีเรื่องราวน่าสนใจมาบอกกล่าวเล่าต่อ จันทบุรีเป็นจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ ดินดำ คูคลองน้ำท่ามีเพียบทำให้ผลไม้ขึ้นพรึบ อาทิ ทุเรียน เงาะ มังคุด สละ อยากกินอะไรเดินเข้าไปหยิบจากสวนออกมากินสด อร่อยจนพุงกาง กุ้ง หอย ปู ปลา อาหารทะเลก็เยอะ ขนาดที่ “จันทรโภชนา” ร้านอาหารชื่อดังของเมือง หยิบจับวัตถุดิบในท้องถิ่นมาปรุงเป็นเมนูเลื่องชื่อ ลูกค้าแน่นเอี้ยดทุกวัน อร่อยล้ำสมคำร่ำลือ และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ คืออัญมณีมีค่าอย่าง “พลอย” เป็นสิ่งที่ทำรายได้เข้าเมืองจันท์เป็นกอบเป็นกำ “เมธี จึงสงวนสิทธิ์” ผู้สร้างเนื้อสร้างตัวจากการทำธุรกิจค้าพลอย อยากตอบแทนเมืองจันทบุรี อยากให้ผู้คนได้เห็นด้านงาม ได้รู้จักแง่มุมต่างๆของเมืองมากขึ้น จึงจัดทำหนังสือเล่มนี้ออกมา เป็นหนังสือรวมภาพถ่าย สี่สีทั้งเล่ม “ศิริโชค เลิศยะโส” ช่างภาพอิสระฝีมือดี รวบรวมทีม ออกตระเวณเก็บภาพทั่วทั้งเมืองจันท์ ขลุกตัวอยู่นานกว่า 3 ปี เป็นหนังสือที่สวยมาก เหมาะแก่เป็นของขวัญต้อนรับแขกเรื่อที่มาเยี่ยมเยียนเมืองจันท์ ในเล่ม “จันทรบูร Shining Moon”ไม่ได้มีแต่เรื่องพลอย หากแต่ยังมีภาพประเพณี วิถีชีวิต วัฒนธรรมต่างๆ ที่ร่วมกันสร้างสรรค์กลายเป็นเมืองจันทบุรี เสียดายอยู่หน่อยก็ตรงที่ มีเนื้อหาในส่วนของข้อเขียนน้อยไปนิด คือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ควรจะมีบทความจำพวกสารคดีประกอบเข้าไปให้มากขึ้น หนังสือ จะหนาขึ้นอีก หนักขึ้นอีก ก็คิดเสียว่าสร้างโบสถ์สร้างวิหาร ตอบแทนคุณแผ่นดิน ทัวร์ของ “มติชนอคาเดมี” นำโดย “ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ” นักวิชาการอิสระผู้รอบรู้เรื่องประวัติศาสตร์โบราณคดี ฤดูกาลแห่งทุเรียน มาถึงเมืองจันท์ไม่ได้เข้าสวน ไม่ได้กินทุเรียนก็คงจะกระไรอยู่ หลายคนในทัวร์เอร็ดอร่อย อิ่มหมีพีมันไปกับหอมหวานของทุเรียน ขณะที่วิทยากรผู้ซึ่งไม่ค่อยพิศมัยกับทุเรียนเท่าไหร่นัก ได้แต่ทำหน้าขื่นขม และหยิบยาดมขึ้นมาสูด ไฮไลท์ของทัวร์ครั้งนี้อยู่ที่ช่วงเย็นตอนงานเปิดตัวหนังสือ คุณเมธี ซึ่งนอกจากจะทำธุรกิจเกี่ยวกับพลอยแล้ว ล่าสุดเพิ่งเปิดโรงแรมใหม ชื่อ “บลู แรบบิท ( Blue Rabbit)” ซึ่งก็ประจวบเหมาะ เมื่อภาพถ่ายในหนังสือเล่มนี้ ได้รับการคัดสรรค์ มาใส่กรอบ ประดับโรงแรมให้งดงาม รวมทั้งมีหนังสือไว้ให้ผู้เข้าพักได้ชม พักที่ “บลู แรบบิท” ดูภาพงามๆ ในเล่ม “จันทรบูร Shining Moon” ตื่นเช้ามาก็ออกไปเที่ยวดูของจริงด้วยตาตัวเอง อ้อ ลืมพูดถึงไม่ได้เลยในงานเปิดตัว ก็คือการบรรยายหัวข้อ “จันทบุรีมาจากไหน” ของ “สุจิตต์ วงษ์เทศ” มีเรื่องให้คิด น่าติดตามอยู่เสมอ ใครสนใจลองไปค้นชมย้อนหลังได้ที่เฟสบุ๊คในเครือมติชน น่าจะมีการบันทึกวีดีโอเก็บไว้ สุจิตต์ ยืนยันแน่นหนักว่า ชื่อ “จันทบุรี” ไม่น่าจะมาจาก “จันทร์” (พระจันทร์) ควรเป็น “จันทน์” ซึ่งก็คือ “ไม้จันทน์” เพราะมีชื่อเมือง ชื่อวังต่างๆ ใช้ไม้จันทน์สร้าง อาทิ เวียงจันทน์ สปป.ลาว นั้นก็สร้างด้วยไม้จันทน์มีกลิ่นหอมไปทั้งเมือง หรือ พระราชวังจันทน์ของสมเด็จพระเนรศวร ก็สร้างด้วยไม้จันทน์เช่นกัน ไปเมืองจันทบุรีแค่ 1 คืน 2 วัน เมื่อเทียบกับระยะเวลาการทำงานของหนังสือ “จันทรบูร Shining Moon” ดูกะจิริด เทียบกันไม่ได้เลย มีเวลา มีโอกาส คงต้องพา อ.ศิริพจน์ ไปกินทุเรียนอีก บ่อยๆ (ฮา)

เกษตรกรหญิง จบ ป.6 ปลูกกล้วยน้ำว้า 130 ไร่ที่โคราช ได้ลูกชายมาช่วย “ขายผล ขายหน่อ” โกยเงินปีละหลายล้าน ผู้เขียน ดวงกมล โลหศรีสกุล เผยแพร่ วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2560 เกษตรกรหญิง จบ ป.6 วัย 44 ปี ปลูกกล้วยน้ำว้า 2 สายพันธุ์ที่โคราช บนพื้นที่ 130 ไร่ หรือต้นกล้วยราว 12,000 ต้น ขายทั้งผล ขายทั้งหน่อ ส่งขายร้านเซเว่น และมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อไม่อั้น ล่าสุดได้ลูกชายคนโตมาช่วยขยายตลาดผ่านเฟซบุ้ก สุดภูมิใจโกยรายได้ปีละหลายล้านบาท คุณสายพิน แก้วศรีหรือ แอ๊ว คือ เจ้าของ สวนสายพินพันธุ์ไม้ ตั้งอยู่ที่เลขที่ 128 หมู่ 2 ต.มาบตะโกเอน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา คุณแอ๊ว เล่าว่าเกิดมาท่ามกลางครอบครัวที่ยึดอาชีพเกษตรกรมาหลายชั่วอายุคน มีพี่น้อง 2 คน ตัวเองเป็นน้องสาวคนเล็กจบการศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต้องช่วยพ่อแม่ทำนา ปลูกข้าว ปลูกผลไม้ ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งบุพการีทั้ง 2 เสียชีวิต เลยสวมบทบาทเกษตรกรเต็มตัว เกษตรกรหญิงเมืองโคราช เล่าต่อว่า ตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อแม่ทำสวนแบบผสมผสาน ปลูกกล้วย ผสมกับการปลูกพืชชนิดอื่นอาทิ ลำไยพันธุ์อีดอ ซึ่งปลูกเพื่อการส่งออก นอกจากนั้นยังมี ละมุด มังคุด มะขามหวาน ขนุน ทุเรียนแต่ปรากฏว่า “กล้วย” เป็นไม้ผลที่สามารถสร้างรายได้มากที่สุด “ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ทำสวนผสมผสานปลูกผลไม้ 10 กว่าชนิด บนพื้นที่ 40 ไร่ จากนั้นขยับขยายเรื่อยมาเป็น 60 ไร่ 100 ไร่ ล่าสุดเพิ่มเป็น 130 ไร่ หรือราว12,000 ต้นปัจจุบันเน้นปลูกผลไม้เป็นหลัก อาทิ ลำไย ละมุด มังคุด มะปราง ทุเรียน รวมถึงกล้วย ปลูกพันธุ์ปากช่อง 50 และมะลิอ่อง” สำหรับกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 คุณแอ๊ว บอกว่า เป็นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นผลงานจากการวิจัยคิดค้นของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตัดขายได้ราคาดี หวีละ 20 – 50 บาท ซึ่งกล้วย 1 เครือ จะได้กล้วยเฉลี่ย 15 หวี คุณสมบัติพิเศษของกล้วยพันธุ์ น้ำว้าปากช่อง 50 คือ มีรสชาติหวานหอม นุ่ม ลูกใหญ่ ยาว มีเหลี่ยม เป็นที่นิยมในท้องตลาด ส่วนพันธุ์มะลิอ่อง ลูกจะกลมใหญ่ ผิวขาว เนื้อจะนุ่ม ต้นกล้วย 1 ต้น บำรุงดีๆ แต่งใบ แต่งหน่อ สามารถอยู่ได้นาน 8 ปีเจ้าของสวน ยกตัวอย่างว่า ปลูกกล้วย 10 ไร่ ขายเฉพาะผลบางปี มีเงินเก็บ 7 แสนบาท “กล้วยใช้เวลาปลูก 7 เดือนก็สามารถตัดขาย ใช้ต้นทุนไม่เยอะ ไม่ต้องรดน้ำบ่อย 1เดือนรดเพียง3ครั้ง ไม่ต้องฉีดยาเคมี ส่วนปุ๋ยให้เพียงเดือนละครั้ง ใช้ปุ๋ยยูเรีย (ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง) สลับกับปุ๋ยเคมีสูตร 15 ใส่ 1 ต้น/กำมือ ทุก 1-2 เดือน ในการปลูกกล้วยน้ำว้า แล้วคอยหมั่นแต่งใบที่แก่จัดให้โล่งอยู่เสมอ เช่นเดียวกับการตัดแต่งหน่อกล้วยที่มักจะเหลือไว้กอละ 3 ต้นเท่านั้น ส่วนการรดน้ำจะขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศ” เจ้าของสวน บอกว่าปริมาณกล้วย ต่อเครือ ราว 50 กิโลกรัมราคาขายหน้าสวนต่อหวี มีตั้งแต่ 20 – 50 บาท ผลผลิตทั้งหมด มีพ่อค้ามารับซื้อ และไม่มีทีท่าว่ายอดขายจะตก เนื่องจากกล้วยเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง และอีกวิธีที่สำคัญ คือ การตลาดต้องดีด้วย ได้ลูกชายเข้ามาเปิดเพจเฟสบุ๊ค ขยายกลุ่มลูกค้า “ปัจจุบันทางสวน มีรายได้ 2 ทาง คือ ขายทั้งผล ขายทั้งหน่อ ราคาหน่อละ 50 บาท เคยขายได้ 3,000 หน่อ ลูกค้าจ่ายเงินสด 150,000 บาท ส่วนกล้วยรายรับต่อปีไม่ต่ำกว่า 7 ล้านบาท”

นี่สิของจริง!! ขาย “ลูกกุ้งขาว” ฟักจากไข่ อนุบาล 20 วัน ได้กำเงินแสน มีบ้าน มีรถ เพราะอาชีพนี้ ผู้เขียน เสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน เผยแพร่ วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2560 การเลี้ยงกุ้งขาว เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ เนื่องจาก เป็นอาหารที่ป้อนตลาดได้ตลอดเวลา เข้าไปอยู่แทบจะทุกวงการอาหารบ้านเรา ตลาดสด ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านหมูกระทะ ร้านสุกี้ ร้านอาหารเล็กไปจนถึงใหญ่ระดับภัตราคาร ฯลฯ กุ้งขาว ราคาตลาดไม่ค่อยเหวี่ยงขึ้นลง ขนาด 60 ตัวต่อกิโลกรัม ราคาวิ่งอยู่ที่ 260-300 บาท แต่สำหรับวันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะนำเสนอเรื่องราวอาชีพ การเลี้ยงลูกกุ้งขาว เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยง หรือเรียกว่าขุนเพื่อให้โตต่อไป บ่ออนุบาลกุ้งขาวที่ว่านี้ จะรับซื้อไข่กุ้งมา จากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ก็จะฟักเป็นตัว แล้วเลี้ยงไปราว 20 วัน ก็จับขายส่งต่อให้เกษตรกร เกษตรกร นำไปเลี้ยงอีก 2 เดือน นำออกขาย สู่ผู้บริโภค วงจร มีสั้นๆ แค่นี้ แต่ทำเงินได้อย่างไม่น่าเชื่อ คุณอำไพ ผ่องประเสริฐ หรือคุณต้อย อายุ 56 ปี ทำฟาร์มอนุบาลกุ้ง ที่ ต.โสธร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เล่าว่า “ทำมา 30 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ เคยทำงานเป็นพนักงานขายเสื้อผ้า เครื่องสำอาง ได้เงินไม่ค่อยดี เห็นญาติทำบ่อกุ้งที่ฉะเชิงเทรา อนุบาลลูกกุ้ง แค่ 20 วัน ก็เห็นเงินแสนแล้ว” จากความคิดที่อยากเปลี่ยนอาชีพ แต่ไม่มีความรู้อะไรเลย จึงต้องอาศัยความพยายามในการหาความรู้ค่อนข้างมาก ตั้งแต่การดูแม่พันธุ์ ขั้นตอนการเลี้ยง ตั้งเริ่มเป็นไข่ ฟักเป็นตัว ลงเดิน จนได้ ขายเป็นไซซ์ลูกกุ้ง “เริ่มต้น สั่งมาเป็นไข่กุ้ง เล็กมาก ขนาดจิ๋ว มองแทบไม่เห็น เราสั่งมา 10ล้าน(ฟอง) เริ่มต้นเราไม่รู้อะไรเลย ก็ศึกษาไปในตัวด้วย ครั้งแรกสั่งกุ้งกุลาดำ 10 ล้าน(ฟอง) ราคา 6000 บาท” คุณต้อย เล่าให้ฟัง “แต่ก่อนที่ไข่จะมาถึงฟาร์ม ต้องมีการจัดการบ่อ เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า บ่อปูน 1 บ่อ เลี้ยงได้ 1 ล้านฟอง ต้องผ่านการฆ่าเชื้อโรค พร้อมที่จะรับไข่ โดยดึงน้ำบ่อใหญ่ บ่มน้ำ 1 วัน คือให้อุณหภูมินิ่ง พอนิ่งแล้ว ไม่เกินบ่ายโมง ไข่สั่งจากภูเก็ต พร้อมลงได้เลย กุ้งจะเกิดเป็นตัวประมาณ เที่ยงคืน นั่นหมายความว่า ความสมบูรณ์แข็งแรง เต็มร้อย แต่ถ้ายังไม่เกิดเป็นตัว อาจจะเป็นเพราะว่า ไข่ไม่แข็งแรง ฆ่าเชื้อโรคไม่พอ เวลาที่ฟักเป็นตัวก็อาจจะต้องขยับไปอีก” จากนั้น เลี้ยงไป 20 วัน นับตัวขายตัวละ 8 -10 สตางค์ เกษตรกรเอาไปเลี้ยง อีก 2 เดือน ก็ได้ไซซ์ 60-70 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ เลี้ยง 1 บ่อ ปล่อยกุ้ง 1แสนตัว ต้องจับได้ประมาณ 1 ตัน “เกษตรกรที่มาซื้อลูกกุ้งจากเรา ก็มาจากหลายจังหวัด นครปฐม สุพรรณ จันทบุรี ตราด ประจวบฯ ในพื้นที่เค้าเลี้ยง กุ้งขาว ใช้ น้ำกร่อย หรือ น้ำทะเลก็ได้ ถ้าเป็นแหล่งน้ำจืด ต้องปรับให้เป็นน้ำกร่อย โดยซื้อน้ำทะเล ที่เค้าผ่านการจัดการมาแล้ว ก่อนขนส่งมาให้เรา” ส่วนในเรื่องการตลาด กุ้งขาวพร้อมบริโภค ก็มี หลายระดับ แล้วแต่การจัดการของฟาร์มนั้นๆ อาจจะขายพ่อค้า แม่ค้าทั่วไป ที่มารับซื้อหน้าบ่อ บางฟาร์มจัดการดี ก็มีห้องเย็นมารับ ส่งเข้าโรงงานหรือส่งออก แต่ถ้าเป็นรายย่อยมากๆ ก็อาจจะนำไปขายเอง โดยสรุปแล้วกุ้งขาว ไม่ค่อยประสบปัญหาเรื่องการตลาด ราคาขึ้นลงไม่มาก และมีตลาดรองรับสม่ำเสมอ “ไม่ต้องกลัวเรื่องตลาด แพกุ้ง ที่รับซื้อกุ้งใหญ่ พอโตแล้ว ขนาดกินได้แล้ว พ่อค้าแม่ค้าแย่งกัน แต่ที่ยากคือ การอนุบาลกุ้งแบบที่เราทำ ต้องทำคุณภาพจริงๆ จึงจะมีลูกค้าประจำ อย่างที่ฟาร์มเรานี่ เรามั่นใจว่า เราได้ลูกค้าประจำเยอ เดือนหนึ่ง มียอดออเดอร์ 13-14 ล้าน(ฟอง) ต่อเดือน ตอนนี้ ก็ขยายฟาร์มไปอีก เพราะลูกค้าเยอะ ต้องขยายแล้ว” คุณต้อย เล่าอีก ว่า เดิมที่เคยค้าขายเสื้อผ้า เครื่องสำอาง หลังจากที่มาทำฟาร์มอนุบาลกุ้ง ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ คนละเรื่องเลย ตอนนั้นเรามีรายได้ หลักหมื่นก็ดีใจแล้ว แต่นี่ หลักแสน ยังธรรมดา เพราะถ้าอากาศดี ๆ เราต้องได้ 7 แสนบาทขึ้นต่อเดือน ในขณะที่การ ลงทุน ก็ไม่เกิน 3 แสนบาทเรียกว่า เรามีรายได้ ซื้อที่ดิน ซื้อรถ ซื้อบ้าน ก็เพราะลูกกุ้ง แต่ที่สำคัญ เราต้องซื่อสัตย์ จริงใจกับลุกค้า ถ้าลูกค้า(เกษตรกร) ซื้อกุ้งไป แล้วเลี้ยงไม่โต ก็จบ” และนี่คือ เรื่องราวอาชีพสร้างรายได้ แถมเป็นรายได้ดี ชนิดที่ คนภายนอกมองเข้าไปแทบไม่เห็นเลย สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติม ที่ 55/5 หมู่ 5 ต.โสธร อ.เมือง ฉะเชิงเทรา โทร.081-6831972 ขอบคุณภาพ จาก เพจ ผ่องประเสริฐฟาร์ม

วิธีหารายได้ของเด็ก ป.4 ใช้พื้นที่ข้างบ้านปลูกผักปลอดสารพิษ ปลูก 7 วัน ตัดไปขายตลาดนัด เก็บเงินจ่ายค่าเทอม ผู้เขียน ดวงกมล โลหศรีสกุล เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2560 เด็ก ป.4 อายุ 8 ขวบ โรงเรียนจันทศิริวิทยาใฝ่ดีช่วยพ่อแม่หารายได้เสริม ด้วยการใช้ประโยชน์พื้นที่ข้างบ้านปลูกผักปลอดสารพิษสุดฮิต อาทิ ต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนผักบุ้ง ต้นอ่อนหัวไชเท้า เบบี้คะน้า และผักโตเหมี่ยว ปลูก 7 วัน ตัดไปขายตลาดนัด หารายได้เสริมแต่ละเดือนหนึ่งหมื่นบาท ไว้เป็นทุนซื้อของเล่น และจ่ายค่าเทอม คุณอัญชลีหิรัณยรัชต์ หรือคุณแอนคุณแม่น้องภูริ ทองป้องปัจจุบันเป็นนักเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 โรงเรียนจันทศิริวิทยา คุณแม่แอน เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่าเมื่อ พ.ศ. 2558 น้องภูริในวัย 8 ขวบ อยากได้โน๊ตบุ๊ค ในฐานะแม่เห็นว่าเป็นของใช้ที่เกินตัว และยังไม่มีความจำเป็นต่อเด็กในวัยนี้ เลยบอกไปว่า ยังเด็กอยู่ แต่หากอยากจะได้จริงๆ ต้องเก็บเงินซื้อเองเลยเป็นที่มาของการปลูกผักขาย แม้จะเสนอเงื่อนไขให้ลูกชายหาเงินเอง แต่ฐานะคนเป็นแม่ก็อดที่จะช่วยเหลือลูกไม่ได้คุณแอน เลยบอกให้น้องภูริ ปลูกผักขาย เพราะเห็นว่าไม่ยาก เด็กสามารถปลูกได้อีกทั้งครอบครัวก็ปลูกผักทานอยู่แล้ว “ที่บ้านของเรา ปลูกผักง่ายๆ กินกันเองเป็นประจำอยู่แล้ว เลยพอมีพื้นฐาน ประกอบกับค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มว่าผักชนิดไหน ปลูกไม่ยาก โตเร็ว เก็บขายได้ไว หนที่สุดมาเจอต้นอ่อนผักบุ้ง และต้นอ่อนผักต่างๆ” คุณแอน บอกกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่าที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ย่านหนองแขม ขนาดพื้นที่50ตารางวา บริเวณที่ใช้ปลูกผักอยู่ด้านข้างตัวบ้าน พื้นที่ไม่มาก อุปกรณ์ที่ใช้ปลูกมีตะกร้า นอกจากนั้นยังนำไม้ไผ่มาต่อเป็นชั้นวาง3ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูก หน้าที่ของคุณแอน เธอเป็นแม่บ้าน ส่วนสามีอาชีพกราฟฟิกดีไซน์ น้องภูริ มีน้องสาว1คน ชื่อวาริ หลังจากน้องภูริมีความตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะเก็บเงินซื้อโน๊ตบุ๊ค คุณแอนก็ลงมือช่วยปลูกผัก มีต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนผักบุ้ง ต้นอ่อนหัวไชเท้า เบบี้คะน้า และผักโตหมี่ยวสาเหตุที่หญิงสาวเลือกปลูกผักประเภทนี้ เธอบอกว่า ปลูกง่าย โตเร็ว เด็กสามารถปลูกได้ไม่ยุ่งยาก คุณแอน ยกตัวอย่างวิธีปลูกต้นผักบุ้งจีนอ่อน ขั้นตอนการเพาะเมล็ด 1.นำเมล็ดผักบุ้งไปล้างน้ำให้สะอาด จนน้ำใส จากนั้นแช่เมล็ดผักบุ้งในน้ำต่ออีก12ชั่วโมง 2. นำเมล็ดผักบุ้งที่ได้แช่น้ำมา12ชั่วโมงแล้ว มาเช็ดให้แห้ง และห่อด้วยผ้าเปียกต่ออีก12ชั่วโมง 3.เมล็ดผักบุ้งที่ผ่านการแช่น้ำ จะมีรากสีขาวงอกออกมา ขั้นตอนการเตรียมดิน 1.นำดินละเอียด มาผสมกับแกลบดำ ผสมขุยมะพร้าวละเอียดด้วย ปริมาณ1ต่อ1 2.นำดินเทใส่ภาชนะที่จะปลูก อาทิ ตะกร้า กะละมัง ใส่ดินสูง1นิ้วครึ่ง 3.นำเมล็ดผักบุ้งโรยลงไปในดิน กะปริมาณให้พอดีกับภาชนะที่จะปลูก รดน้ำให้ชุ่ม หาตะกร้ามาวางทับบนดินอีกที เพื่อให้รากยั่งลึกลงดิน2วัน 4.วันที่3เปิดตะกร้าที่วางทับบนดิน เพื่อให้ต้นอ่อนผักบุ้ง โดนแสงแดด รดน้ำ เช้า–เย็น ปลูกต่อไปอีก7วัน ก็สามารถตัดไปรัปประทานได้ ราคาเมล็ดผักบุ้ง 1 กิโลกรัม ท้องตลาดขาย150บาท เมล็ดผักบุ้ง1กิโลกรัม เพาะต้นอ่อน 4 กิโลกรัม สำหรับหน้าที่ที่น้องภูริจะต้องทำคุณแม่แอน บอกว่า ทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่เพาะเมล็ด รดน้ำเช้า–เย็น ยกเว้นตอนตัด เพราะต้องใช้ของมีคม ด้านสถานที่จำหน่ายผัก ปัจจุบันหญิงสาวนำไปขายที่ตลาดนัดในหมู่บ้าน และส่งตามออเดอร์ราคาขาย เบบี้คะน้า ขีดละ20บาท ผักบุ้งอ่อนขีดละ15บาท ต้นอ่อนหัวไชเท้าขีดละ20บาท รายได้จากการจำหน่ายเฉลี่ย1หมื่นบาท และหลังจากที่น้องภูริปลูกผักขายมาเป็นเวลาเกือบปี คุณแอน บอกกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่ามีเงินซื้อโน๊ตบุ๊คแล้ว แต่ทว่าลูกชายกลับไม่ต้องการ เพราะเห็นคุณค่าของเงินกว่าจะทำงานหามาได้นั้นยากลำบาก ไม่ซื้อโน๊คบุ๊ค เก็บเงินไว้เป็นทุนการศึกษา