ค่าเงินบาททรงตัว 34.42 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ รอผลประชุมเฟดคืนนี้ Prev 1of1 Next คลิกภาพเพื่อขยาย updated: 24 พ.ค. 2560 เวลา 10:54:03 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ค่าเงินบาทประจำวันที่ 24 พ.ค. 2560 ระบุว่า ค่าเงินบาทเช้าวันนี้เปิดตลาดที่ระดับ 34.42 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากการปิดตลาดวันจันทร์ (23 พ.ค.) ที่ระดับ 34.43 บาท/ดอลลาร์สหรัฐทั้งนี้ค่าเงินบาททรงตัวแม้ว้าตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของสหรัฐ เมื่อวานนี้จะออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่อาจเห็นทิศทางการกลับมาแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยนักลงทุนทั่วโลกจับตาดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในคืนวันนี้ ว่าจะมีทิศทางต่อการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายและนโยบายการเงิน อย่างไรก็ตามระหว่างวันมีตัวเลขมีผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งตลาดคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5 % และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทมากนักธนาคารซีไอเอ็มบีไทย คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทระหว่างวันนี้ไว้ที่ 34.40-34.55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตามอง ได้แก่ ผลการประชุมของเฟด นอกจากนี้ทางสหรัฐยังมีตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมาวันนี้ ได้แก่ ราคาบ้านและตัวเลขยอดขายบ้านมือสอง ซึ่งทั้งสองตัวนี้ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมากนัก

หนึ่งในการแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตรที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทุกเพศ-ทุกวัยนั้น ถ้าให้พูดถึงการทำผลไม้ดองหรือผลไม้แช่อิ่มตามฤดูกาลต่างๆ ซึ่งเป็นอาหารกินเล่นยอดนิยมที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยกรรมวิธีในการถนอมอาหารแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยจับผลไม้ที่เหลือๆ หรือกินไม่หมด มาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ๆ อร่อยไฉไลยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ยังสามารถนำไปทำขาย สร้างเป็นรายได้เสริม หรือรายได้หลักได้ไม่ยากอีกด้วย “ถ้าจะพูดถึงเมนูยอดนิยม เราคงต้องพูดถึง“มะม่วงแช่อิ่ม”เรียก ได้ว่า ลูกค้าขาประจำทุกคนไม่เคยพลาดที่จะซื้อเมนูนี้ติดไม้ติดมือกลับบ้านกันทุกคน ส่วนเมนูอื่นๆ อย่าง มะขาม,มะปราง,มะดัน,กระท้อน,มะกอก,มะขามป้อม ก็ถือเป็นสินค้ายอดนิยมของร้านเราเหมือนกันเรียกได้ว่า หากคุณชื่นชอบผลไม้แช่อิ่มที่ร้านของเรามีแทบจะครบทุกอย่างเลยทีเดียว” นี่คือ คำเอื้อนเอ่ยจากปากของคุณสมใจ จินาเจ้าของผลิตภัณฑ์สมใจผลไม้แช่อิ่มที่ได้ชักชวนให้ทีมงานของเรามาลองชิมสารพัดผลไม้แช่อิ่มรสชาติดี ที่กำลังจะกลายมาเป็นคอร์สเรียนครัวสาธิต“สมใจผลไม้แช่อิ่ม”ที่ มติชนอคาเดมีเร็วๆ นี้ “เหตุผล ที่พี่ใจมาสอนการทำผลไม้แช่อิ่มกับมติชนอคาเดมีครั้งนี้ เพราะอยากให้ทุกคนที่เรียนไปได้นำไปต่อยอดสร้างอาชีพ จนสามารถทำเป็น“อาชีพหลัก”หรือ“อาชีพเสริม”เพิ่มรายได้จากเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยใช้สูตรการทำเฉพาะตัวของพี่ไปต่อยอด ให้ลูกค้าคนไทย และชาวต่างชาติ ได้รับประทานของอร่อย ที่ปราศจากสารพิษ (ไม่ใส่ขัณฑสกร-ไม่ใส่สารกันบูด) ซึ่งตรงส่วนนี้พี่รู้สึกภูมิใจนะที่ได้มีส่วนให้ลูกค้าได้กินอร่อย และจะดีมากๆ ถ้านักเรียนทุกคนสามารถนำความรู้ที่ได้จากพี่ไปต่อยอดความอร่อยได้ในอนาคต”คุณสมใจ กล่าว ส่วนที่มาของสูตรเด็ดการทำผลไม้แช่อิ่มนั้น…พี่สมใจได้เล่าให้ทีมงานเราฟังว่า.. “ภริยา ของผู้พันคนเก่า ซึ่งท่านเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับการทำผลไม้แช่อิ่ม ให้กับกลุ่มแม่บ้านของเรา ซึ่งเราได้นำมาต่อยอดทำเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแม่บ้านของเรา ตามนโยบายการสร้างเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ซึ่งในเขตพื้นที่ของเรามีผลผลิตประเภท“มะม่วง”และ“กระท้อน”เป็นจำนวนมาก แต่เดิมพอผลผลิตมีออกมาจำนวนมากเกินความต้องการของตลาด พอรับประทานไม่ทัน ก็เน่าเสียต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นเราจึงคิดหาทางแก้ไขด้วยนำผลไม้เหล่านี้มาแปรรูปแทน และพี่ต้องบอกก่อนเลยว่า ผลไม้ที่จะนำมาแปรรูปด้วยการแช่อิ่ม จะต้องเป็นผลไม้ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีรอยช้ำ,เน่าเสีย จึงจะนำมาใช้แปรรูปได้ และวิธีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด คือ การแช่อิ่ม หรือการดอง เพราะวิธีการนี้จะทำให้ปราศจากปัญหาเรื่องแมลงวัน-แมลงหวี่ที่จะมาตอม นอกจากนี้วิธีการดองของเรา ไม่ใช่การดองเกลือ แต่เป็นการดองธรรมชาติ ทำให้มั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ของเรานั่นปราศจากสารพิษตกค้างอย่างแน่นอนค่ะ” การเลือกใช้วัตถุดิบนั้น เราจะนำมาใช้ในแต่ละช่วงฤดูกาล อย่างช่วงฤดูของ“มะม่วง”หากมีผลผลิตที่มากเกินความต้องการบริโภค เราก็นำมาแปรรูปด้วยการแช่อิ่ม ทำให้สามารถเก็บรักษาผลผลิตได้นานขึ้น และเป็นการสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์อีกด้วย นอกจากนี้ผลไม้ที่เรานำมาแช่อิ่มนั้นยังสามารถเก็บรักษาไว้รับประทานได้นาน นับปีอีกด้วย สำหรับในคอร์สการเรียนการสอนที่มติชนอคาเดมีนั้น สำหรับเมนูที่เราจะนำมาสอน ล้วนเป็นผลไม้แช่อิ่มขายดีประจำร้าน อาทิมะม่วงดอง,มะขามดอง,มะดันดอง,มะปรางดองและกระท้อนดองซึ่งทั้ง5เมนูล้วนมีเอกลักษณ์ความอร่อยที่แตกต่างกันอย่างมะม่วงดอง,มะขามดองกับกระท้อนดองจะเน้นรสชาติกลมกล่อม ไม่เปรี้ยวจัดเกินไปส่วนมะปรางดองจะมีรสชาติเปรี้ยวจัด ถูกใจคนชอบทานเปรี้ยวอย่างแน่นอน ส่วนเมนูกระท้อนดองกับมะดันดองจะ มีเนื้อนิ่มรสชาติกลมกล่อม เหมาะสำหรับคนสูงอายุ สำหรับคนที่ชอบทานผลไม้แช่อิ่มน่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี สำหรับคนที่มาลงเรียนคอร์สนี้ไม่ต้องห่วงว่าจะทำไม่เป็น เพราะในชั่วโมงเรียนพี่จะสอนตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ,วิธีการทำน้ำดองผลไม้,การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์,การคำนวณต้นทุน-กำไรพร้อมแนะแนวคิดการนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจในอนาคตอีกด้วย สำหรับคนที่มา เรียนครั้งนี้ สามารถนำความรู้ไปต่อยอดได้อย่างแน่นอน ขนาดในชุมชนของเรามีกลุ่มสมาชิกแม่บ้านจำนวนเป็นร้อยคน ทุกคนก็เรียนรู้เทคนิคมาจากวิทยากร และสามารถทำผลไม้แช่อิ่มได้ทุกคน โดยแต่ละคนในกลุ่มเราเองจะแบ่งหน้าที่กันแบบชัดเจน มีทั้งในส่วนของแผนกคัดเลือกวัตถุดิบ,แผนกการผลิต,แผนกบรรจุภัณฑ์ และแผนกการจัดจำหน่าย โดยทุกคนสามารถแบ่งหน้าที่กันได้อย่างชัดเจน ทำให้กลุ่มแม่บ้านของเรามีผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่ออย่าง“ผลไม้แช่อิ่ม ร้านสมใจ”ที่กลายมาเป็นสินค้าขายดีจนถึงปัจจุบันค่ะ โดยคนที่มาเรียนกับมติชนอคาเดมีครั้งนี้ คุณจะได้สูตรการทำผลไม้แช่อิ่มที่สามารถนำไปต่อยอดทำขาย สร้างเป็นรายได้หลัก หรือรายได้เสริมไม่ยากอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรได้อีกด้วย เพราะขนาดตัวพี่เองเคยลงทุนซื้อวัตถุดิบในราคา1,500บาท ก็สามารถสร้างกำไรให้ได้ถึง6,000กว่าบาทเลยทีเดียว เป็นจุดประกายชีวิต สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เราทำสินค้าออกมาจำหน่ายได้ และที่สำคัญที่บ้านเราไม่เคยเป็นหนี้ และไม่เคยกู้เงินมาใช้ในการทำธุรกิจเลย ในช่วง10ปีที่ผ่านมา คุณสมใจกล่าวทิ้งท้ายเกี่ยวกับการทำงานไว้อย่างน่าสนใจว่า….สำหรับคนที่จะทำอะไรก็แล้วแต่ ขอเพียงแค่คุณมีจิตใจที่มุ่งมั่น ไม่ว่าจะ“งานหนัก”หรือ“งานเบา”ก็สำเร็จได้ไม่ยากอย่างแน่นอน” สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนหลักสูตรครัวสาธิตสมใจผลไม้แช่อิ่มสอนโดยอ.สมใจ จินาเจ้าของผลิตภัณฑ์สมใจผลไม้แช่อิ่มก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร0-2954-3977-85ต่อ2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์)08-2993-9097, 08-2993-9105 (เสาร์-อาทิตย์)http://www.matichonacademy.comและhttp://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

อาชีพอิสระ การทำ ‘ปลาทูนึ่ง’ ลงทุนน้อย กำไรงาม ผู้เขียน อนุภาค ชัยชนะดารา เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 ‘หน้างอ…คอหัก’ นิยามความอร่อยของ ‘ปลาทูแม่กลอง’ ที่ติดหูสำหรับนักชิมปลามืออาชีพ เรียกได้ว่า ถ้าเดินทางไปถึง จ.สมุทรสงคราม แล้วไม่ได้ลิ้มลองเมนูเด็ดอย่าง ปลาทูแม่กลอง คงเสียชื่อนักชิมมืออาชีพน่าดูเชียวล่ะครับ แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้จำเพาะเจาะจง ว่าจะพาไปชิมปลาทูแม่กลองเสียทีเดียว แต่จะแนะนำธุรกิจที่สามารถสร้างอาชีพ-สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับพ่อค้า-แม่ขาย ในย่านนี้มาอย่างยาวนาน ใช่แล้ว…เรากำลังพูดถึงอาชีพการทำ ‘ปลาทูนึ่ง’ขายนั่นเอง ถ้าพูดถึง “ปลาทูนึ่ง”ใครหลายคนอาจจะเข้าใจและนึกถึง การนำปลาทูไปนึ่งในซึ้งหรือในเตาอบอย่างแน่แท้ แต่จริงๆแล้ว ปลาทูนึ่ง ไม่ใช่เป็นการนำปลาไปนึ่งนะครับ แต่จะนำปลาทูที่ได้มาต้ม หรือลวกพอแค่ตาขุ่นขาว แต่ที่เรียกว่า ปลาทูนึ่งนั้น เพราะว่าเป็นคำที่คนโบราณใช้เรียกกัน และเรียกต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน คุณสมพร ทองคง หรือ เฮียมด เจ้าของร้านปลาทูนึ่งชื่อดัง แห่งตลาดกรุงธนฯ ผู้คร่ำหวอดในธุรกิจการค้าขายอาหารทะเลมายาวนานนับ 10 ปี และหันมาเอาดีในด้านการทำธุรกิจขายส่ง-ขายปลีก ‘ปลาทูนึ่ง’ จนเป็นที่รู้จักของพ่อค้า-แม่ขายที่ตลาดเป็นอย่างดี ได้เปิดใจเกี่ยวกับการเปิดคอร์สเรียนเชิงธุรกิจ ‘ปลาทูนึ่ง’ที่จะเกิดขึ้นที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) ว่า “ปลาทูนึ่ง เป็นอีกหนึ่งเมนูทางเลือกที่คนนิยมทานกันมาก หาทานได้ง่าย ราคาไม่สูงแถมยังสามารถนำไปประกอบอาหารยอดนิยมในครัวได้หลากหลายเมนู อาทิเช่น น้ำพริกปลาทู, ฉู่ฉี่ปลาทู ฯลฯ ซึ่งแต่ละเมนูล้วนได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในท้องตลาดอีกด้วย จึงทำให้ผมเลยตัดสินใจอยากมาถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับคนที่อยากมีอาชีพ ให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางเลือกในการสร้างรายได้ครับ ที่สำคัญการลงทุนทำปลาทูนึ่งนั้น ใช้ต้นทุนไม่สูงมาก แต่ทำกำไรได้ค่อนข้างดี และน่าจะเป็นหนึ่งในอาชีพที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจในครัวเรือน สร้างรายได้ให้ครอบครัวไม่ยากเลยครับ” เฮียมด กล่าว สมัยก่อนที่จะมาทำปลาทูนึ่งขายนั้น เฮียมดเคยขายของทะเลมาก่อน โดยเน้นของทะเลสดใหม่ที่มีจำหน่ายในตลาดอาหารทะเล ที่ แม่กลอง จ.สมุทรสาคร อาทิเช่น พวกกุ้ง, ปลา, ปู มาขายปลีกที่ตลาดสด จนกระทั่งวันนึง ก็นึกสนใจอยากลองนึ่งปลาทูสดขาย เพราะตัวเองเป็นคนที่คลุกคลีอยู่กับวงการอาหารทะเลมาอย่างยาวนาน และมีบ้านอยู่ที่มหาชัย จึงเห็นช่องทางว่า ปลาทูนั้น ขายง่าย กำไรดี จึงเป็นที่มาในการขายปลาทูนึ่ง จนถึงทุกวันนี้…ส่วนเทคนิค-เคล็ดลับการเลือกวัตถุดิบอย่าง ‘ปลาทูสด’ มาใช้ในการทำปลาทูนึ่งนั้น จะต้องเป็นปลาทูที่มาจากแม่กลอง แล้วนำมาผ่านกระบวนการนึ่ง ด้วยเทคนิคการปรุงรส คือ การใส่เกลือกับน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ บวกกับช่วงเวลาในการนึ่งที่เหมาะสม จึงจะทำให้ปลาทูนึ่งมีรสชาติออกมาอร่อยอย่างลงตัว “สำหรับในชั่วโมงเรียนนั้น เราจะสอนกันตั้งแต่การเลือกปลาทูที่จะนำมาทำเมนูนี้ โดยจะต้องเลือกปลาตาใส, ผิวของตัวปลาจะต้องมีสีเขียวเหลือบๆ (ถ้าปลาตัวแดงจะไม่สด นึ่งไม่อร่อย) พอได้ปลามาเสร็จ ก็จะเข้าสู่การสอนเทคนิคการทำปลา เพื่อเตรียมตัวนึ่ง (การควักไส้, การทำความสะอาด, ระยะเวลาการแช่น้ำเกลือ, การหักหัวปลาทู เพื่อเตรียมลงเข่ง) ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการนึ่ง ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะตัว นอกจากนี้ยังสอนการคำนวณต้นทุน-การขาย และการตลาด รวมไปถึงแหล่งในการซื้อปลาที่รู้จัก ส่วนในการทำเข่งในคอร์สไม่ได้สอน เพราะซื้อเข่งสำเร็จมา แต่เราก็จะสอนให้ว่า การเลือกเข่งแบบไหนดี? ควรเลือกแบบไหน? ในส่วนของเทคนิคการขายยังสอนวิธีการเลือกขนาดปลาเพื่อมาใส่ลงเข่งขาย อย่างถ้าเกิดปลาหัวโตๆ หน่อยก็จะขายแพงหน่อย เข่งนึงจัดทีละ 2-3 ตัว เราก็จะได้กำไรอยู่ที่ประมาณ 10 กิโล 500 บาทเลยทีเดียวครับ” เฮียมด ยังได้ทิ้งท้ายสำหรับใครที่อยากสร้างอาชีพ ไว้อย่างน่าสนใจด้วยอีกว่า… ‘ทุกวันนี้คนตกงานกันเยอะ เลยอยากจะถ่ายทอดวิชาความรู้นี้ที่ตัวเองมีให้กับคนที่คิดอยากมีอาชีพ ปลาทูเป็นเมนูที่ทานกันแทบทุกบ้าน อย่างน้อยก็น่าจะทำให้ขายและได้กำไรได้บ้างโดยสิ่งหนึ่งที่ผมยึดมั่นมาโดยตลอดระยะช่วงเวลาที่ผมทำอาชีพพ่อค้า ก็คือการขายของต้องมีความซื่อสัตย์ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า นำความรู้ที่มีเฉพาะตัวมาพัฒนาและต่อยอดขึ้นๆ ไป เข้าใจและใส่ใจลูกค้า แค่นี้เขาก็จะติดใจ และให้ใจเรา จนกลายเป็นลูกค้าขาประจำในอนาคตแล้วครับ’ สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์)ID Line : matichonacademy, http://www.matichonacademy.com และ http://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

เผยสูตร! เมนูอร่อยมากยุค 4.0 “ข้าวจี่บอล-คอหมูย่าง” ผู้เขียน ยศพิชา คชาชีวะ เผยแพร่ วันอังคารที่ 4 เมษายน พ.ศ.2560 “ขออาหารสาธิต ให้เข้าชื่องานนะคะ เป็นอาหาร4.0 ค่า” เอาล่ะซิ ลุงยุทธ์ทำผมยุ่งเลย ไปไหนมาไหน ก็ได้ยินแต่ 4.0 เมืองไทย 4.0 การตลาด 4.0 ร้านอาหาร 4.0 ส่วนคำขอร้องแกมสั่งข้างต้นมาจาก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้ไปช่วยออกงาน จ๊อบสตรีต 4.0 (Job Street 4.0) ชื่องานทำนองนี้ ที่สยามสแควร์ซอย 5 งานจัดแค่วันเดียว ยังไม่ทันโปรโมตก็หมดงานแล้ว แล้วไอ้ 4.0 นี่มันคืออะไร เหมือนกับ บริษัทประชารัฐ ของลุงยุทธ์คนเดียวกัน จนบัดนี้ผมยังไม่รู้เลย บริษัทประชารัฐ คืออะไร มีคนอ้างลุงยุทธ์บอกว่า 3.0 คือ คุณใช้คอมพิวเตอร์เป็น เล่นมือถือ เล่นอินเตอร์เน็ต ช้งแชตได้นั่นคือ 3.0 แต่ถ้าคุณใช้เทคโนโลยีเหล่านี้หาเงินได้ นั่นแหละคือ 4.0 เปิดคำอธิบายเรื่องนี้ มีคนอธิบายไว้เยอะ เขาย้อนความเปรียบเทียบไปว่า แต่ก่อนประเทศไทย คือ ไทย 1.0 เน้นภาคเกษตรกรรม ไทย 2.0 เน้นอุตสาหกรรมเบา ไทย 3.0 เน้นอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งไปติดกับดักเศรษฐกิจ คนรวยไม่เท่ากัน พัฒนาไม่เท่ากัน และทำมากยิ่งได้น้อย เขาเลยคิดว่า ต้องเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจของชาติเปรียบเทียบเป็น 4.0 (คงเหมือนระบบคอมพิวเตอร์ มือถือ ที่ชอบใช้ตัวเลข เช่น ไอโฟน 6, 7 แต่พอใส่ตัวเลขหลายๆ รุ่น ชักเริ่มเบื่อ ต้องไปใช้คำอื่น เช่น รุ่นปี รุ่นลิมิเต็ด) 4.0 ต้องทำให้ “ทำน้อยได้มาก” โดยการ 1. เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” 2. เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม 3. เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้า ไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น 555 แล้วผมจะทำอาหารสาธิตอะไรล่ะที่ใช้นวัตกรรม คนเอาไปทำขาย แล้วทำน้อยๆ ได้ตังค์เยอะๆ รัฐบาลส่งเสริมชาวนาให้ขายข้าวออนไลน์ตอนราคาตก แม่ค้าขายปูนึ่ง ปลาทูสด ออนไลน์ อย่างนี้คงพอเข้าข่าย 4.0 ได้ อุตสาหกรรมอาหารประเภทกดปุ่มเดียว แล้วของออกมาเต็ม ใช้วัตถุดิบถูกๆ ใส่สารเคมี ขายแพงๆ อย่างนี้จะเรียก 4.0 หรือเปล่า ผมเปิดมันฝรั่งถุงกรอบแกรบ ถุงละ 5 บาท มีอยู่ไม่กี่แผ่น คนขายรวย คนกินจน ตกลงผมก็คิดไม่ออกจะทำอาหาร 4.0 อะไรไปออกงาน ขอเอา “ข้าวม้วนลืมผัว” ที่เคยลงในคอลัมน์นี้ไปแล้ว ไปออก เขาก็บอกว่ามีเจ้าหนึ่งทำคล้ายๆ กัน จองก่อน ครั้นจะทำ ขนมไทยๆ อย่าง สำปันนี ข้าวตู กลีบลำดวน ไปออก คนก็ชอบอยู่ เพราะเขาไม่เคยเห็นการทำ ออกมาหลายงาน หมดโหลทุกที แต่มันไม่เข้ากับ 4.0 อย่ากระนั้นเลย ผมเลยเลิกคิดเรื่อง 4.0 หันมาคิดเรื่องกลุ่มเป้าหมายแทน อาหารอะไรที่ไปออกงานสยามสแควร์แล้วคนเห็น คนดู เดินกินได้ ทำไม่ยุ่งยากนัก อาจจะเอาไปทำขายต่อเป็นอาชีพได้ ข้อสำคัญยังไม่มีใครทำ เย็นวันหนึ่งผมไปเดินตลาดนัด ของประจำตลาดนัดอย่างหนึ่งคือ ข้าวจี่ กินคู่กับหมูปิ้ง ส้มตำ เข้ากันดี๊ดี เป็นกลวิธีของคนอีสานที่ดัดแปลงข้าวเหนียวเหลือ ให้ออกมาเป็นอาหารชนิดใหม่ได้ กรรมวิธีการทำข้าวจี่นั้นไม่มีอะไรยุ่งยาก แค่เอาข้าวเหนียวมาปั้น กดแบนๆ เสียบไม้แล้วชุบไข่ นำไปปิ้ง แค่นั้นเอง แต่คนกรุงกินข้าวเหนียวไม่เหมือนคนอีสาน คนกรุงฟันฟางคงไม่ค่อยจะดี เลยชอบกินข้าวเหนียวนิ่มๆ ไม่ชอบข้าวเหนียวแข็งๆ เป็นเม็ด ข้าวจี่ในเมืองกรุง คนจึงไม่ค่อยนิยมนัก ไม่เหมือนข้าวเหนียวนิ่มข้ามคืนกับหมูฝอย หมูหมักกระเทียม หมูแดดเดียว หมูสวรรค์ ใส่กล่อง ห่อใบตองขาย บางเจ้าทำข้าวเหนียวหลายสี เหลือง ดำ เขียว ขาว ขายดีกันจริงๆ จังๆ ผมเอามาทำเป็นหลักสูตรสอนทำอาหาร คนเรียนเยอะเช่นกัน เพราะเรียนครึ่งวัน เอาไปทำขายได้เลย ครั้งหนึ่งมีร้านอาหารมาให้คิดสูตรอาหารใหม่ๆ อีสานกลายๆ เพราะเขาเป็นร้านแบบฟิวชั่น ผมก็เอาข้าวจี่นี้มาปั้นเป็นก้อนกลมเล็กๆ แล้วชุบไข่ไปทอด เสิร์ฟกับคอหมูย่าง จัดจานซะใหม่ ให้ดูหรูหราขึ้น ขายได้ราคากว่าคอหมูย่างจิ้มแจ่ว สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปขนานใหญ่จากข้าวจี่ต้นตำรับคือ ผมหุงข้าวเหนียวให้นิ่มมาก รอเย็นค่อยเอามาปั้น เวลากินตอนทอดใหม่ๆ มันจึงกรอบนอกนุ่มใน เคี้ยวเพลิน และน่าแปลกที่ข้าวเหนียวทอดอย่างนี้ไม่อมน้ำมัน จึงไม่เลี่ยน น่าเสียดายที่ร้านนี้เปิดอยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องเลิก เนื่องจากไปเลือกห้างผิด ห้างเจ๊งครับ ปกติการหุงข้าวเหนียวของคนอีสาน ตามตำรับเขาไม่เอาข้าวเหนียวใหม่ เพราะอย่างนั้นจะนิ่มมาก และไม่เป็นเม็ด ขยำจิ้มน้ำจิ้มไม่ได้ ต้องเอาข้าวเหนียวกลางเก่า กลางใหม่ แช่น้ำสัก 2-3 ชั่วโมง แล้วมาหุงด้วยหวดที่แช่น้ำจนชุ่มกันหวดไหม้ หุงไป 20 นาที กระดก 1 ที หุงต่ออีก 10 นาที ถ้าอยากได้ข้าวเหนียวแบบนุ่มมากข้ามคืน มีหลายวิธี พรมน้ำหลังกระดก หรือเอาออกมา “มูน” น้ำร้อนอีกหน่อย แบบเดียวกับข้าวเหนียวมูนกะทิ ก็จะได้ข้าวเหนียวนิ่ม ที่ยังเป็นเม็ดสวยงาม ข้าวเหนียวเม็ดจะสวยไม่สวยอยู่ที่เลือกข้าว ข้าวเหนียวเขี้ยวงู เม็ดจะสวยมาก ถึงเอามาทำข้าวเหนียวมูน อยากได้ข้าวเหนียวเป็นสีต่างๆ สีดำเอาข้าวเหนียวดำผสมลงไปสัก 10-20% ในข้าวเหนียวขาว ข้าวเหนียวดำต้องแช่น้ำนานกว่า จึงควรแยกแช่ ก่อนนำมาผสมกัน ข้าวเหนียวสีเหลืองใช้ผงขมิ้นละลายน้ำแช่ข้าว สีเขียวใช้น้ำใบเตยหอมปั่น สีม่วงใช้น้ำแก้วมังกรผสม ไปคุยได้ว่าเป็นข้าวเหนียวสมุนไพร ตอนเด็กๆ แม่ผมหุงข้าวเหนียวด้วย “ลังถึง” เด็กรุ่นปัจจุบันไม่รู้จักลังถึง “ลังถึง” ก็ “ซึ้ง” นั่นแหละครับ ไม่รู้จัก “ซึ้ง” อีก ซึ้ง มาจากคำ “เล่งซึ้ง” ส่วน ลังถึง เพี้ยนมาไงไม่รู้ หม้อนึ่งข้าวแบบหลายชั้นนี้ยังใช้กันแทบทุกบ้าน แต่ไม่รู้เรียกว่ายังไงกัน แม่เอาข้าวเหนียวแช่น้ำ ซาวใส่ถ้วยนึ่งข้าว เติมน้ำเท่าหนึ่ง นึ่งแวบเดียวจะได้ข้าวเหนียวที่นิ่มมาก กินกับปลาทูนึ่ง สุดยอด ปัจจุบันมีหม้อหุงข้าวไฟฟ้า เอามาหุงข้าวเหนียวได้เช่นกัน โดยใส่น้ำ 1 เท่าของข้าวเหนียว เช่น ข้าวเหนียวแช่น้ำแล้ว 1 ถ้วย ก็ใส่น้ำ 1 ถ้วย กดปุ่มหุงปกติ จะได้ข้าวเหนียวที่นุ่มหอมอร่อยมากๆ ข้อเสียของการหุงวิธีนี้คือ ข้าวเหนียวไม่ค่อยเป็นเม็ด จะเหนียวติดกัน ไม่ถูกใจคนอีสานเจ้าตำรับนึ่งข้าวเหนียว ข้าวเหนียวหุงนิ่มอย่างนี้แหละครับผมเอามาปั้นก้อนกลมชุบไข่ ทอดกินกับคอหมูย่าง ที่จริงเอาไปปิ้งแบบข้าวจี่จริงๆ ก็ได้ แต่เสียเวลาไม่ทันใจโก๋ คอหมูย่าง สูตรอร่อยมาก เนื้อหมูสันคอ ½ กิโลกรัม ซีอิ๊วขาว 1 ½ ช้อนโต๊ะ ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ ซอสพริก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ งาขาว (ถ้าชอบ) ¼ ถ้วย ตัวสันคอถ้าชิ้นหนามาก ให้แล่แบ่งออกเหลือชิ้นไม่ต้องหนา น้ำหมักจะได้เข้ารสเนื้อ งาขาวใส่ได้เลย หมักไว้อย่างน้อยครึ่งวัน แล้วเอาไปย่างไฟกลาง ให้เกรียมๆ เข้าเตาอบก็ได้ พลิกหนึ่งที กินเปล่าๆ ก็อร่อย คู่กับข้าวเหนียวบอลแทนข้าวเหนียวนึ่ง เป็นอาหารหรูเลย แถมน้ำจิ้มแจ่ว น้ำจิ้มแจ่ว พริกป่นทำเอง 1 ช้อนโต๊ะ หอมแดงเผา 2-3 ช้อนโต๊ กระเทียมเผา 2-3 ช้อนโต๊ะ น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา น้ำปลาดีๆ 2-3 ช้อนโต๊ะ น้ำสุก ต้นหอม ผักชีสับนิดหน่อย โขลกหอมแดงเผากับกระเทียมเผา แล้วใส่เครื่องปรุง ถ้าข้นไปเติมน้ำสุกดีๆ โรยต้นหอม ผักชีสับ เริ่มต้นข้าวจี่ มาข้าวเหนียวบอลกับคอหมูย่าง ต่อไปแผลงเป็นข้าวจี่บอล4.0 ไม่มีอะไรมากหรอกครับ หุงข้าวเหนียวด้วยหม้อหุงข้าววิธีเดิม แต่มาทำไส้ห่อไปกับข้าวเหนียว ลูกเดียวเอาอยู่เลยครับ ทำขายได้ เหมาะกับคนหิวๆ ก่อนไปทำงาน 2 ลูกอิ่มถึงกลางวัน ตัวไส้ทำได้หลายรส มัสมั่น แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน ลาบ น้ำตก หมูแดง ถ้าไม่รังเกียจปลาร้า ใส่ไส้ปลาร้าสับยังได้เลย ไส้หลักๆ ใช้หมูหรือไก่สับรวนสุก เอาน้ำพริกแกง รสที่เราชอบมาขยำใส่ลงไป ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทยเล็กน้อย ไม่ควรใส่น้ำปลา จะทำให้แฉะ แล้วโรยแป้งข้าวโพดพอประมาณ คือโรยไปนวดไป ถ้าเนื้อเกาะติดกันดีแล้ว ก็หยุดแป้ง เอาไส้ไปแช่เย็นสัก 1 ชั่วโมง จะช่วยให้ปั้นง่ายขึ้น หรือจะปั้นเลยก็ได้ ติดมือบ้าง ไส้ลาบ น้ำตก ทำคล้ายๆ กัน ใส่หมูสับ หรือ ไก่สับ รวนสุกแล้ว ข้าวคั่ว เกลือ พริกป่น ควรใช้มะนาวผง ทำให้ไม่แฉะ ผักชีใบเลื่อยซอยละเอียด ผสมแป้งข้าวโพดนวดให้เข้ากัน ปั้นไส้เป็นก้อนกลมเรียงรอข้าวเหนียวไว้ ทีนี้ตัวข้าวเหนียว ตัดถุงพลาสติกเป็นแผ่น หยิบข้าวเหนียวเป็นก้อนวาง แล้วพับพลาสติกทับกดข้าวเหนียวแผ่ให้แบน วิธีนี้ข้าวเหนียวไม่ติดมือ ไม่เลอะเทอะ เปิดแผ่นพลาสติกออก ใส่ไส้ที่ปั้นไว้ แล้วใช้พลาสติกนั้นห่อขยำเข้ามา บีบปากให้ปิดสนิท คลึงเป็นก้อนกลม นำไปเสียบไม้ ชุบไข่ปิ้งไฟได้ หรือไม่ต้องเสียบไม้ ทอดน้ำมันท่วมให้เหลืองกรอบ เสียเวลาทอดหน่อย มันเหลืองช้า ไฟแรงมากไม่ได้ และน้ำมันเจอไข่มันจะคอยเป็นฟอง ต้องคอยช้อนฟองทิ้ง ไม่งั้นล้นหม้อ ไปในงานจ๊อบสตรีต ทำแจกไม่ทันครับ ทอดช้า ผมเอาหม้อทอดใบเล็กไปด้วย ต้องคอยระวังฟองล้นหม้อ เด็กสาวๆ มายืนรอรับแจก เลยได้โอกาสยืมตัวเป็นนางแบบ “ข้าวจี่บอล4.0” ซะเลย ขออนุญาตไว้ตรงนี้ด้วย ข้าวจี่บอลของผมจะถือเป็นนวัตกรรม 4.0 ได้หรือเปล่าไม่รู้เหมือนกันครับ ต้องไปถามท่านรัฐมนตรีแรงงานมาเปิดงานนี้ ได้ชิมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ใครเอาข้าวจี่บอล 4.0 ไปทำขาย ขอให้ขายดีระเบิดระเบ้อ 4.0 เลย

อลังการผลไม้ไทย ชิมสดๆ จากต้นที่สวน กับทัวร์เกษตรสัญจร จันทบุรี – ตราด ครบรอบฤดูแห่งสีสันภาคตะวันออก ความอลังการของไม้ผลที่เลื่องชื่อของประเทศ เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ซึ่งมากด้วยพื้นที่ปลูกในภาคตะวันออกของไทย ใครไม่ไป ไม่เห็นกับตา ไม่ได้ชิมให้รู้รสชาติ อาจเรียกว่าไปไม่ถึงอาณาจักรผลไม้แห่งภาคตะวันออกแห่งนี้ เผยแพร่ พฤษภาคม 10, 2560 เมื่อถึงฤดูกาลของผลไม้ตะวันออก มติชนอคาเดมี อาสาพาไปทัวร์ และทุกครั้งเป็นการพาไปโดยสอดแทรกสาระอย่างเต็มที่ ไม่เพียงแค่พาไปให้ได้สัมผัส แต่ลงลึกถึงกระบวนการ ขั้นตอน กรรมวิธี และทุกๆ การจัดการกว่าจะมาเป็นสวนแต่ละสวนเริ่มด้วยการตะลุยสวนที่เกษตรกรในตำบลเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ที่รวมกลุ่มกันแก้ปัญหาราคาผลไม้ตกตำ โดยการจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชนรักษ์เขาบายศรีขึ้น เมื่อปี 2544 ซึ่งการแก้ปัญหาด้วยความเข้มแข็งของการจัดตั้งกลุ่มขึ้นนี้ ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมาก และช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกรเมื่อเกิดภาวะราคาผลผลิตตกต่ำ ชาวเขาบายศรีมีอาชีพหลักคือ การทำสวนผลไม้ เมื่อมีการรวมกลุ่มเกษตรกรเกิดขึ้น จึงเป็นการรวมตัวของสวนผลไม้พื้นที่กว่า 100 ไร่ จุดเด่นของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ แห่งนี้คือ ทุเรียนพันธุ์โบราณที่ยังยืนต้นสูงให้ได้ชม อาทิ พันธุ์หัวบ่อ พันธุ์รจนา รวมถึงทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านอย่างพันธุ์พวงมณี และทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ชะนี และกระดุม ที่ยังคงเป็นสายพันธุ์ทั่วไปในปัจจุบัน ที่สำคัญที่สุดของวิสาหกิจชุมชนฯ แห่งนี้ เป็นการทำสวนผลไม้โดยไม่พึ่งสารเคมี เรียกได้ว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ที่ใส่ใจผู้บริโภค ต่อเนื่องในวันเดียวกันที่สวนสละสุมาลี ของ คุณปรีชา ปิยารมย์ เกษตรกรดีเด่น ปี 2554 สาขาทำสวน จังหวัดจันทบุรี สวนสละสุมาลีแห่งนี้มีกระบวนการดูแลสวนอย่างเป็นระบบ มีการติดตั้งเครื่องตรวจวัดความชื้นของดิน เพื่อให้นำในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของต้นไม้ ใช้ซากผลผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ให้กับต้นไม้ ส่วนมูลสัตว์ถือเป็นจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพ ทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชและปรับปรุงดิน สวนสละสุมาลี ลงทุนไร่ละ 15,000 บาท แต่สามารถเก็บผลผลิตคุณภาพขายได้มากถึง 100,000 บาท คุณปรีชา บอกว่า การเลือกสายพันธุ์ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ได้ผลตอบแทนสูง พันธุ์สุมาลี เป็นพันธุ์ที่ขายได้ราคาและเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดปี การปลูกสละสุมาลีไม่ใช่เรื่องยากแต่ควรใส่ใจหลังลงปลูก 20 เดือน ให้ปุ๋ย 13-10-21 สลับกับปุ๋ยสูตร 15-0-0 ช่วยให้กอสละแข็งแรงและเริ่มสร้างดอก การทำให้ติดผลจำเป็นต้องเก็บดอกตัวผู้มาผสมกับดอกตัวเมีย ตลอดระยะเวลาการติดผลต้องให้นำทุก 3 วัน และตัดแต่งดอกสละ 1 คาน (ช่อ) ให้เหลือผลสละเพียง 5 กระปุก (พวง) เพื่อให้สละแต่ละผลอวบใหญ่สมบูรณ์ ครั้งนี้คุณปรีชา มีสละสุมาลีที่การันตีรสชาติดีไว้ให้ชิมกันกลางสวน ไปถึงจันทบุรี เมนูที่ไม่ควรพลาดอย่างที่สุด คือ “หมูชะมวง” เป็นเมนูที่จำเป็นต้องได้ชิม หมูชะมวง เป็นเมนูอาหารไทยเมนูหนึ่ง จัดเป็นเมนูอาหารพื้นบ้านของจังหวัดจันทบุรี หากจะหาซื้อรับประทานนอกเหนือจากที่จังหวัดจันทบุรีแล้ว ก็จะมีใบชะมวงในภาคใต้บางจังหวัด ดังนั้น โอกาสได้รับประทานใบชะมวงมีน้อยมาก เมื่อมาถึงถิ่นก็ไม่ควรพลาด ลองดูเครื่องแกงสำหรับทำหมูชะมวงกันดีกว่า เครื่องแกงเมนูหมูชะมวง ประกอบด้วย ตะไคร้ ข่า กระเทียม หัวหอม พริกแห้ง มะขามเปียก เกลือ และใบชะมวง วิธีทำอย่างย่อ นำเครื่องเคียงทั้งหมดมาหั่นซอย จากนั้นนำมาคั่วรวมกัน คั่วไปเรื่อยๆ กระทั่งเข้ากันเป็นนำแกง นำหมูสามชั้นมาหั่นเป็นชิ้นพอคำ ส่วนใบชะมวงเด็ดเป็นใบเล็กๆ แล้วขยำ เพื่อให้นำจากใบชะมวงออกรสชาติ สุดท้ายคือนำกระทะตั้ง นำนำแกงที่คั่วไว้ใส่พร้อมกับใบชะมวงที่ขยำ รวมถึงหมูสามชั้นที่หั่นไว้ ผัดให้เข้ากัน และเคี่ยวไปเรื่อยๆ จนกว่าหมูสามชั้นจะเปื่อยได้ที่ เท่านั้นก็ยกลงเสิร์ฟได้ ที่ต้องยกความน่ารับประทานของเมนูพื้นบ้านมาเสิร์ฟในที่นี้ ก็เพราะการเดินทางครั้งนี้ มีเมนูหมูชะมวง เป็นเมนูพิเศษในมื้อกลางวันวันแรกของการเดินทาง ที่จริง รายละเอียดของการเดินทางครั้งนี้ยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้ หากไม่ได้ชิมทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ก็คงไม่ใช่การจัดทัวร์มหัศจรรย์อาณาจักรผลไม้ภาคตะวันออก แต่ขอติดไว้ให้อ่านเพียงเท่านี้ ฉบับหน้ามีรายละเอียดของการเดินทางในวันที่ 2 มาให้อ่านกัน แต่หากสนใจเดินทางไปกับทัวร์ “มหัศจรรย์อาณาจักรผลไม้ภาคตะวันออก” ที่จะมีขึ้นใน วันที่ 27-28 พฤษภาคม 2560 ที่จะถึงนี้ ก็สำรองที่นั่งกันได้ตามหมายเลขโทรศัพท์ (02)954-3977-84 ต่อ 2123,2124 และ (082) 993-9097, (082)993-9105

เกษตรกรระโนด ปลูกดาวเรืองหลังทำนา ออเดอร์วันละหมื่นดอก ’สัปดาห์วิสาขบูชา’ ผู้เขียน มติชนออนไลน์ เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรหมู่ 8 ต.ท่าบอน อ.ระโนด จ.สงขลา ได้หันมาปลูกดอกดาวเรืองพันธุ์ทองเฉลิม เป็นอาชีพเสริมในแปลงนาข้าว ขณะนี้ได้เร่งเก็บเกี่ยวดอกดาวเรืองทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เพื่อส่งให้ลูกค้าร้านจำหน่ายดอกไม้ในพื้นที่ อ.ระโนด จ.สงขลา และ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช 1 หมื่นดอก เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับประชาชน นำไปใช้แทนดอกบัวในช่วงสัปดาห์วันวิสาขบูชา นางวิภา จุนเนียม อายุ 33 ปี เกษตรกรปลูกดาวเรือง อ.ระโนด กล่าวว่า ตนและครอบครัวปลูกดาวเรืองหลังเก็บเกี่ยวข้าวเป็นอาชีพเสริม สำหรับแปลงปลูกดอกดาวเรืองประมาณ 700 ต้น ใช้ระยะเวลาปลูก 30 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เนื่องจากใช้ปุ๋ยชีวภาพ จากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 60 วัน นางวิภากล่าวว่า ราคาขายส่งแยกเป็น 4 ขนาด ขนาดใหญ่ ดอกละ 80 สตางค์ ขนาดกลาง ดอกละ 50 สตางค์ ขนาดเล็ก ดอกละ 30 สตางค์ และขนาดเล็กสุด ดอกละ 20 สตางค์ จะมีพ่อค้าแม้ค้ามารับซื้อถึงที่บ้าน และราคาอาจจะพุ่งสูงขึ้นกว่านี้อีก 1 เท่าตัวหากอยู่ในช่วงที่ดาวเรืองออกดอกมาน้อยหรือช่วงที่ดอกดาวเรืองขาดตลาด “ขณะนี้สามารถเก็บขายได้เกือบทุกวัน วันละ 2-3 พันดอก แต่ในช่วงสัปดาห์วันวิสาขบูชา มีออเดอร์สั่งเข้ามาเป็นจำนวนมากถึงวันละ 1 หมื่นดอก”

หนุ่มตกงาน รักการปลูกต้นไม้ ผุดธุรกิจ “สวนในขวดแก้ว” สร้างรายได้ไม่ธรรมดา ผู้เขียน วรางคณา พงษ์สพัง เผยแพร่ วันอังคารที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2560 ช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ อัตราการเลิกจ้าง ตกงาน ว่างงานสูงลิ่ว หน่วยงาน-ห้างร้าน มีอันจำต้องปิดตัวตามกันไปเป็นแถวคุณฟีฟ่า-จุลจักร กาวิละอายุ 34 ปี คือหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ เนื่องจากบริษัทที่ทำงานอยู่ ปิดตัวลง จากพนักงานประจำ กลายมาเป็นคนว่างงานท่ามกลางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ คุณฟีฟ่า เล่าว่า จบชั้นมัธยมฯปลายจากโรงเรียนวิชัยวิทยาเชียงใหม่ เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีด้านการท่องเที่ยวที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ แต่การเรียนต้องหยุดชะงักเมื่อต้องไปรับใช้ชาติเป็นเวลา 2 ปีเต็ม หลังจากปลดประจำการ ผันตัวเองไปทำงานด้านการแสดงที่ฮ่องกง ก่อนกลับมาทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ ทำอยู่นาน 7 ปี บริษัทที่ว่ามีอันต้องปิดตัวลง เขาจึงต้องหาหนทางเอาตัวรอดด้วยการขายของตามตลาดนัด ขายไปเรื่อย บางวันก็ไม่ขาย เรียกว่าทำไม่จริงจังเท่าไรนัก ผลตอบรับเลยไม่ค่อยดีเช่นกัน ส่วนเวลาว่างจากวันที่ไม่ได้ขายของ คุณฟีฟ่า ใช้เวลาหมดไปกับการทำสิ่งที่รักและโหยหามาตลอด นั่นคือ การปลูกต้นไม้ แต่กรุงเทพฯมีพื้นที่น้อย อากาศไม่เอื้ออำนวย เลยเล็งเห็นปัญหาและข้อจำกัดในการปลูกต้นไม้หรือจัดสวนของคนกรุง ทั้งยังเป็นคนชอบสืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆจากทั่วทุกมุมโลก กระทั่งพบ สวนขวดแก้ว มีประวัติความเป็นมามาช้านาน แต่ไม่ค่อยเห็นในบ้านเรา เลยคิดว่าน่าสนใจ กระทั่งเกิดแรงบันดาลใจสร้าง “Tiny World สวนในขวดแก้ว” ขึ้นมา Tiny World (ไทนี่ เวิลด์) สวนในขวดแก้ว จะมาในรูปแบบ “เซ็ตทำเองที่บ้าน” ให้ลูกค้าได้โชว์ฝีมือจัดสวนตามสไตล์ของตัวเอง ลดปัญหาการต้องออกไปตระเวนซื้อวัสดุอุปกรณ์นอกบ้าน แต่เข้าถึงวิถีธรรมชาติได้ง่ายขึ้น “ลูกค้าส่วนมากคิดว่าการจัดสวนขวดแก้วนั้นยาก ที่จริงไม่ยากเลย กลับจะรู้สึกเพลิดเพลินและมีความสุขมากกว่า ถึงแม้ผลงานที่ได้ออกมาจะไม่สวยเหมือนที่คิดไว้ แต่เป็นประสบการณ์ที่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ได้ฝึกสมาธิ ได้อะไรหลายอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้ และแน่นอนว่าจะได้ชื่นชมผลงานจัดสวนจากฝีมือตัวเอง” คุณฟีฟ่า เล่าถึงแนวคิดของร้าน ก่อนบอกต่อ ไทนี่ เวิลด์ มีความโดดเด่นในการคัดสรรวัถุดิบชั้นดีที่ มีแพ็กเกจสวยหรูพร้อมให้เป็นของขวัญในโอกาสสำคัญ พร้อมให้ความรู้ฟรีสำหรับคนที่สนใจงานจัดสวนในขวดแก้ว และจากประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 4 ปี ทำให้มีความรู้ความเข้าใจ ข้อมูลเชิงลึก เทคนิคดีๆ ไว้รองรับผู้ที่สนใจ ด้านการดูแลลูกค้าก็ใส่ใจทุกขั้นตอน ตอบทุกคำถามหลังการซื้อขาย และมีการจัดส่งที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นส่วนที่ลูกค้าชื่นชม คุณฟีฟ่า บอกด้วยว่า ปัจจุบัน กิจการของเขา รับจัดกิจกรรมเวิร์คช็อปการทำสวนขวดแก้ว สัญจรไปให้ความรู้นอกสถานที่ และรับทำเป็นของพรีเมี่ยมแจกในงานอีเวนท์ต่างๆ ที่ผ่านมามีบริษัทห้างร้านหรือ ออร์แกไนซ์ผู้ติดต่อขอให้ไปจัดกิจกรรมเพื่อพนักงาน ลูกค้า หรือแขกรับเชิญพิเศษ ส่วนค่าจ้างแต่ละงานนั้น ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่บริษัทหรือออร์แกไนซ์ต้องการ ทำให้ทุกวันนี้ มีลูกค้าแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มลูกค้าซื้อสินค้า คือ คนเมือง นิสิตนักศึกษา พนักงานออฟฟิศ และผู้ที่สนใจการจัดสวนจำลองธรรมชาติในพื้นที่จำลองขนาดเล็ก ราคาตั้งแต่ 100 บาท ถึง 2,000 บาท และ กลุ่มลูกค้าจัดกิจกรรมนอกสถานที่ คือ บริษัท ออร์แกไนซ์ ธุรกิจแบรนด์ต่างๆ ที่สนใจนำสวนในขวดแก้วไปร่วมในงาน เป็นทั้งเวิร์คช็อปหลักของงานและกิจกรรมปลีกย่อยในงาน ลักษณะแตกต่างกันออกไป ส่วนด้านการประชาสัมพันธ์กิจการของเขาให้เป็นที่รู้จัก คุณฟีฟ่า บอก ช่วงแรกใช้พื้นที่สื่อออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม โพสต์รูปภาพ-ข้อความให้คนรู้จัก ปรากฎกระแสตอบรับดีทีเดียว มีคนเข้ามาติดตามผลงานมากขึ้น ระยะหลังไปออกบู๊ธตามงานแฟร์ต่างๆ บ้าง แต่ยังเน้นขายออนไลน์มากกว่า ถามถึงเม็ดเงินลงทุน เจ้าตัวเผย ช่วงแรกไม่ได้ลงเงินมากมายอะไร ใช้ความชอบส่วนตัวล้วนๆ พอมาระยะหลัง มีการนำเข้าอุปกรณ์ต่างๆในลักษณะซื้อมาขายไป ส่วนรายรับสูงสุดเคยได้ถึง 300,000 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ไทนี่ เวิลด์ ยังคงพบเจออุปสรรคในการดำเนินกิจการ เพราะเกิดคู่แข่งทางการค้าหน้าใหม่ตลอดเวลา รวมทั้งการตัดราคาและปัญหาจากวิกฤตเศรษฐกิจอีก ปัจจุบัน ไทนี่ เวิลด์ สวนในขวดแก้ว จัดจำหน่ายบนช่องทางออนไลน์ ดังนี้www.tinyworld2013.com , Facebook : Tiny World สวนในขวดแก้ว , Instagram : tinyworld2013 , Line : @tinyworld หรือโทรศัพท์สอบถามโดยตรงที่ 087-181-4434 ผู้ที่สนใจอยากจัดสวนในขวดแก้วด้วยตัวเอง หรือบริษัท/ออแกไนซ์ ต้องการเชิญไปร่วมจัดกิจกรรมอีเวนท์สามารถติดต่อได้ทุกช่องทางดังแจ้งไว้ข้างต้น