แชร์กระจาย! “ซีอิ๊วดำราดไอติม” รีวิว บาย บิ๊กเต้ช็อป โชห่วยขวัญใจเด็กแนว 406SHARES Facebook 406 Twitter Google+ LINE ผู้เขียน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ เผยแพร่ วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2560 รีวิวผ่านทางหน้าเพจ “ร้านบิ๊กเต้ – Big Te Shop” ไปเมื่อวาน เกี่ยวกับขั้นตอนการหาเมนูแปลกใหม่ ฉีกกฎการรับประทานแบบเดิมๆ นั่นคือ การนำ “ซีอิ๊วดำหวาน” มาราดเป็นท็อปปิ้งบนไอศกรีม ปรากฏมีการกดไลก์ กดแชร์ กันเป็นจำนวนมากจากบรรดาลูกเพจ รวมทั้งยังมีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างสนุกสนาน แตกออกเป็นสองฝ่าย ด้านหนึ่งบอกน่าลอง แต่อีกจำนวนไม่น้อยบอกไม่น่าจะเข้ากัน รวมทั้งยังมีการท้วงติงเกี่ยวกับเรื่องปัญหาท้องไส้ด้วย ล่าสุด คุณเต้ คุณเต้-ศตวัสส์ ฝ่ายรีย์เจ้าของกิจการ บิ๊กเต้ช็อป ย่านรังสิต ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “โชห่วยพันธุ์ใหม่ ขวัญใจเด็กแนว” เจ้าของสโลแกน “มินิมาร์ตรุ่นใหม่ ใส่ใจทุกความต้องการของนักศึกษา” ให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีตามสไตล์ว่า เมื่อไม่กี่วันมานี้ ไปเดินในซุปเปอร์มาร์เก็ต เห็น “ซีอิ๊วดำหวาน” ยี่ห้อดังตั้งขายบนเชลฟ์ แล้วมีฉลากติดไว้ที่ขวด บอกให้นำไปราดบนไอศกรีมแล้วจะได้รสชาติแปลกใหม่ เลยซื้อมาหนึ่งขวดตั้งใจจะซื้อมาให้ลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้องๆ ที่อยู่ในวัยนักศึกษาทดลองทานกันดู แต่ก่อนจะให้น้องๆ ทาน ตัวเขาต้องทดลองทานก่อนด้วย และเมื่อทดลองแล้วก็เขียนรีวิวไปอย่างที่เห็น “ที่ร้านเรามีตู้ไอศกรีม เลยได้ไอเดียซื้อซีอิ๊วหวานมาหนึ่งขวด ตั้งไว้ข้างๆ ตู้เพื่อให้น้องๆ ทดลองทานกันดู ปรากฏยอดขายไอศกรีมดีขึ้นมานิดนึง มีน้องๆ มาลองทานกันหลายคน คงเป็นเพราะกิมมิกทดลองเชิญชวนอันนี้ก็เป็นได้ และคงจะตั้งไว้เรื่อยๆ ไปก่อน รอดูผลตอบรับให้นานกว่านี้อีกหน่อย เพราะนี่เพิ่งทดลองแค่วันสองวันเองครับ” คุณเต้ บอกมาอย่างนั้น ก่อนบอกด้วยว่า ปัจจุบันบิ๊กเต้ช็อป มีอยู่สองสาขา ระหว่างนี้อยู่ระหว่างเก็บเงินเพื่อขยายกิจการ อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่ผลประกอบการร้านของเขาก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไร เพราะลูกค้าหลักยังเป็นกลุ่มน้องๆ นักศึกษาเหมือนเดิม แต่เพื่อเป็นการตรึงลูกค้าให้อยู่กับร้านของเขาไปนานๆ จึงต้องเข้าใจวัยรุ่น และพยายามหาสินค้าและลูกเล่นใหม่ๆ มาสื่อสารกับลูกค้าตลอด ซึ่งรวมถึงกิมมิกล่าสุด ที่ซื้อซีอิ๊วดำหวานมาวางข้างตู้ไอศกรีม นี้ด้วย

พี่ตูนรอรับได้เลย! มังกรนครสวรรค์ บรรจงพับเป็นรูปมังกรสุดอลังการ 1.9KSHARES Facebook 1.9K Twitter Google+ LINE ผู้เขียน ข่าวสดออนไลน์ เผยแพร่ วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2560 หลังจาก “ตูน บอดี้สแลม” กับโครงการก้าวคนละก้าว ได้ออกวิ่งจาก อ.เบตง จ.ยะลา มุ่งหน้าไป อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อรับเงินบริจาคช่วย 11 โรงพยาบาล โดยตั้งเป้าไว้ที่ 700 ล้านบาท ซึ่งในวันนี้ก็ได้วิ่งมาถึง จ.สุพรรณบุรี และเตรียมเข้าพื้นที่ จ.ชัยนาท ต่อด้วย จ.นครสวรรค์ ซึ่งขณะที่คณะของตูนวิ่งผ่านเส้นทางไหนก็จะมีคนมารอรับอย่างล้นหลาม พร้อมทั้งมอบเงินบริจาคและสิ่งของให้ ล่าสุดสมาชิกเฟซบุ๊ก “Pongyut Ngamkasem” ได้โพสต์มังกรที่พับด้วยเงินทั้งตัว เพื่อเตรียมมอบให้ตูน บอดี้สแลม โดยระบุว่า “พล.ต.สุพจน์ บูรณจารี ผบ.มทบ.31 และ คุณปัทมา บูรณจารี ประธานชมรมแม่บ้านทหารบก มณฑลทหารบกที่ 31 ร่วมกับชาวตลาดนัดหน้าค่ายจิรประวัติและประชาชนในพื้นที่ ผบ.มทบ.31 นำเงินบริจาคจากการจัดกิจกรรมของหน่วยร่วมสมทบโครงการวิ่งการกุศล “ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 รพ.ทั่วประเทศ” ของ ตูน บอดี้สแลม ทำเป็นรูปมังกร สัญลักษณ์ของ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจะนำไปมอบให้ ตูน ประมาณวันที่ 12 ธ.ค.60 บริเวณหน้าค่ายจิรประวัติ (วันที่พี่ตูนจะวิ่งผ่าน จว.น.ว.)

น้อยหน่าพันธุ์ใหม่ “ฝ้ายเขียวเกษตร 2” ปลูกก่อน รวยก่อน ตลาดต้องการสูง 32SHARES Facebook 32 Twitter Google+ LINE ผู้เขียน สาวบางแค 22 เผยแพร่ วันพฤหัสที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2560 “ฝ้ายเขียวเกษตร 2” เป็นน้อยหน่าพันธุ์ลูกผสม ที่เกิดจากพ่อแม่คือ น้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องกับฝ้ายเขียวเกษตร 1 ประชาชนทั่วไปเริ่มรู้จัก น้อยหน่า “ฝ้ายเขียวเกษตร 2” เป็นครั้งแรก ในงานเกษตรแฟร์ 2558 “ฝ้ายเขียวเกษตร 2” เป็นผลงานของอาจารย์เรืองศักดิ์ กมขุนทด รศ. ฉลองชัย แบบประเสริฐและคุณกวิศร์ วานิชกุลนักวิจัยของสถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณสมเกียรติ บุตรบำรุง กับฝ้ายเขียวเกษตร 2 ที่เขาภาคภูมิใจ ฝ้ายเขียวเกษตร 2 เป็นไม้ผลที่มีศักยภาพทางการค้า เพราะเป็นพันธุ์น้อยหน่าที่ปลูกง่าย ทนแล้ง ให้ผลผลิตเร็ว บังคับให้ออกดอกติดผลได้ง่าย และต้นทุนการผลิตต่ำ กล่าวได้ว่า ฝ้ายเขียวเกษตร 2 มีอัตราการเจริญเติบโตของลำต้นดี ให้ผลผลิตสูง และมีลักษณะเด่นแตกต่างจากพันธุ์การค้าเดิม เพราะฝ้ายเขียวเกษตร 2 มีกลิ่นหอม หวาน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของน้อยหน่าพันธุ์ฝ้าย มีเนื้อเนียนนุ่ม ติดผลง่าย ให้ผลดก ขนาดผลปานกลาง ซึ่งเป็นไซซ์ที่ตลาดต้องการ เปลือกหนาติดกันเป็นแผ่นไม่แยกตา ปริมาณเนื้อมากเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค การปลูกดูแล การปลูกน้อยหน่าฝ้ายเขียวเกษตร 2 ใช้หลักการเดียวกับการปลูกน้อยหน่าทั่วไป เริ่มจากไถพรวนดินก่อน ปล่อยให้ดินแห้งสัก 1 สัปดาห์ จากนั้นไถเพื่อให้ดินร่วนซุย ตอนปลูกควรเว้นระยะห่างตามสภาพดิน หากปลูกในแหล่งดินดี ควรปลูกในระยะห่าง 4×4 เมตร หากปลูกในแหล่งดินไม่สู้ดีนัก ควรปลูกในระยะห่าง 3×3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถวก็ใช้หลักเดียวกัน เพื่อให้ลำต้นกิ่งก้านของต้นน้อยหน่าได้เติบโตอย่างสมบูรณ์ตามธรรมชาติ อย่างที่เกริ่นตอนแรก น้อยหน่าเป็นไม้ผลที่ทนแล้ง ปลูกได้ทุกฤดู แต่หากเป็นไปได้ขอแนะนำให้ปลูกต้นน้อยหน่าในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม เพื่อความสะดวกในการดูแลเรื่องน้ำ ทั้งนี้ เกษตรกรหลายรายนิยมปลูกต้นสนทะเล ไผ่รวก ยูคาลิปตัส ขนุน มะม่วง เป็นกำแพงบังลมแรงในสวนน้อยหน่า อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปล่อยให้พืชเหล่านั้น แผ่ร่มเงากว้างปกคลุมแปลงปลูกน้อยหน่า เพราะอาจแย่งอาหาร ทำให้ต้นน้อยหน่าไม่งอกงามได้ ฝ้ายเขียวเกษตร 2 ติดผลดก เนื่องจากน้อยหน่าพันธุ์ฝ้ายเขียวเกษตร 2 ติดผลง่าย ให้ผลดกมาก มักติดผลเป็นพวง หากไม่คอยตัดแต่งผลที่ไม่สมบูรณ์ออกไป จะทำให้มีผลดกมากจนกิ่งหักได้ ควรดูแลตัดแต่งกิ่งต้นน้อยหน่าเป็นระยะ เพื่อไม่ให้กิ่งก้านรกทึบ กิ่งก้านเบียดกันระหว่างต้น ทำให้รากแย่งอาหารกันเอง และทำให้เก็บเกี่ยวได้ลำบาก นับจากวันที่ต้นน้อยหน่าผลิดอกถึงวันเก็บเกี่ยวจะใช้ระยะเวลา ประมาณ 110-120 วัน ควรเก็บผลด้วยมือ ถ้าสูงก็ใช้ไม้ง่ามสอย หรือทำเป็นตะกร้อเก็บใส่เข่งที่กรุด้วยใบตอง แล้วคัดแยกผลใหญ่เล็กออกจากกัน “ฝ้ายเขียวเกษตร 2” ปลูกง่าย ขายดี ตลาดต้องการสูง ทั้งในประเทศและส่งออก คุณสมเกียรติ บุตรบำรุงโทร. (081) 494-0823 ประธานชมรมผู้ปลูกน้อยหน่าฝ้ายเขียวเกษตร อำเภอปากช่อง อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 98/1 หมู่ที่ 4 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คุณสมเกียรติเป็นเกษตรกรรายแรกๆ ที่บุกเบิกการปลูกน้อยหน่าพันธุ์ฝ้ายเขียวเกษตร 2 หลังจากสถานีวิจัยปากช่องได้เปิดตัวน้อยหน่าพันธุ์นี้ เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ปัจจุบันคุณสมเกียรติมีพื้นที่ปลูกน้อยหน่าฝ้ายเขียวเกษตร 2 ในเชิงการค้ามากที่สุดในขณะนี้ หลังจากคุณสมเกียรติได้ชิมรสชาติน้อยหน่าฝ้ายเขียวเกษตร 2 ที่ปลูกภายในสถานีวิจัยปากช่อง เมื่อ 2 ปีก่อน ก็รู้สึกประทับใจในรสชาติความอร่อยของน้อยหน่าฝ้ายเขียวเกษตร 2 ซึ่งเป็นน้อยหน่าเนื้อร่วน ที่รักษารสชาติความอร่อยของน้อยหน่าฝ้ายเขียวเกษตร และเพชรปากช่องได้อย่างครบถ้วน คุณสมเกียรติจึงขอซื้อกิ่งพันธุ์ฝ้ายเขียวเกษตร 2 จำนวน 300 กิ่ง ที่เกิดจากการเพาะเนื้อเยื่อ และนำมาเสียบยอดของสถานีวิจัยปากช่อง ในราคากิ่งละ 500 บาท ปลูกดูแลง่าย คุณสมเกียรติ เป็นชาวสวนผลไม้สามพรานที่ย้ายถิ่นฐานมาทำกินในพื้นที่อำเภอปากช่องตั้งแต่เมื่อ 36 ปีก่อน โดยปลูกไม้ผลนานาชนิด เช่น ฝรั่ง มะม่วง ฯลฯ ท้ายสุด ก็ตัดสินใจปลูกน้อยหน่า พันธุ์เพชรปากช่อง บนเนื้อที่ 50 ไร่ แต่หลังจากเจอน้อยหน่าพันธุ์ฝ้ายเขียวเกษตร 2 คุณสมเกียรติวางแผนโค่นต้นน้อยหน่าเพชรปากช่องทิ้ง เพื่อปลูกน้อยหน่าฝ้ายเขียวเกษตร 2 เป็นหลัก เพราะปลูกดูแลง่าย ให้ผลผลิตดก รสชาติตรงกับความต้องการของตลาด ให้ผลตอบแทนดี คุ้มค่ากับการลงทุนมากกว่าน้อยหน่าพันธุ์อื่นๆ “ฝ้ายเขียวเกษตร 2 ติดผลง่ายสุดในบรรดาน้อยหน่าที่ผมเคยปลูกมา หลังปลูก 6 เดือน ก็เริ่มไว้ลูก จัดอยู่ในกลุ่มไม้ผลที่ให้ผลผลิตเร็ว คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะปลูกแค่ปีเดียวก็มีผลผลิตให้เก็บกินได้” คุณสมเกียรติ กล่าว ฝ้ายเขียวเกษตร 2 มีลักษณะลำต้น ใบ ดอก และผลใหญ่กว่าน้อยหน่าฝ้ายที่เป็นพันธุ์แม่ แต่เล็กกว่าเพชรปากช่องซึ่งเป็นพันธุ์พ่อ ผิวค่อนข้างเรียบ เนื้อร่วนไม่ติดกัน แยกเป็นพู เหมือนน้อยหน่าฝ้าย ลักษณะเด่นคือ ติดผลดก ผลปานกลาง น้ำหนักผลเฉลี่ย 302.50 กรัม ต่อผล เนื้อมาก เมล็ดน้อย สุกช้า เฉลี่ย 4.50 วัน และอายุหลังการสุกยาวนาน ลักษณะพิเศษของน้อยหน่าฝ้ายเขียวเกษตร 2 คือ ผลสุกช้า เปลือกไม่เละ ไม่แตกง่าย เหมาะสำหรับการขนส่ง นอกจากนี้ ฝ้ายเขียวเกษตร 2 มีอายุหลังการสุกยาวนาน สามารถยืดอายุการขายได้นานเป็นสัปดาห์ ถือเป็นเสน่ห์สำคัญที่ผูกมัดใจแม่ค้าได้มากที่สุด เพราะช่วยให้แม่ค้ามีช่วงระยะเวลาการขายที่ยาวนานกว่าน้อยหน่าพันธุ์ทั่วไป ทุกวันนี้ คุณสมเกียรติปลูกน้อยหน่าฝ้ายเขียวเกษตร 2 มากเท่าไร ก็มีผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ ฝ้ายเขียวเกษตร 2 เเกนในเป็นสามเหลี่ยม แกะออกได้ง่าย ลักษณะเด่นของ น้อยหน่าฝ้ายเขียวเกษตร 2 คุณสมเกียรติ แยกแยะลักษณะเด่นของน้อยหน่าฝ้ายเขียวเกษตร 2 ที่แตกต่างจากน้อยหน่าทั่วไป ได้แก่ มีเเกนไส้ในเป็นสามเหลี่ยม แกะออกได้ง่าย แตกต่างจากน้อยหน่าพันธุ์อื่นๆ ที่มีแกนไส้กลม ผลอ่อนมีกลิ่นเหม็นเขียว ส่วนผลสุกมีเปลือกสีเขียว ร่องลึก ผลสุกไม่มีสีเหลืองเหมือนกับน้อยหน่าพันธุ์อื่นๆ ในอดีต เวลาซื้อน้อยหน่าพันธุ์ฝ้ายดั้งเดิมไปฝากใคร ต้องคัดเลือกผลสุกพอประมาณ ผู้รับก็ต้องรีบกินน้อยหน่าฝ้ายในทันที เพราะน้อยหน่าพันธุ์ฝ้ายเนื้อสุกเร็วและเปลือกเละได้ง่าย แต่น้อยหน่าลูกผสม “ฝ้ายเขียวเกษตร 2” ถูกปรับปรุงพันธุ์ให้มีเปลือกเหนียวมาก ทนทานต่อการทำลายของแมลงวันทองได้สบาย ข้อดีอีกอย่างคือ เวลาบริโภคสามารถใช้ช้อนตักเนื้อน้อยหน่าเข้าปากได้ง่าย เพราะเปลือกไม่ทะลุเหมือนกับน้อยหน่าสายพันธุ์อื่น “น้อยหน่าฝ้ายเขียวเกษตร 2 ไม่มีปัญหาเรื่องแมลงวันทอง เพราะน้อยหน่าพันธุ์นี้มีเปลือกหนา ทำให้แมลงวันทองวางไข่ได้ยากมาก ยกเว้นกรณีที่เกษตรกรปล่อยน้อยหน่าผลแก่ไว้คาต้น อายุประมาณ 120 วัน หลังติดดอก เมื่อผลน้อยหน่าสะสมแป้งไว้มาก ทำให้ผลแตก ขั้วแตก เปิดโอกาสให้แมลงวันทองเข้าไปวางไข่ ทำให้ผลผลิตเสียหายในที่สุด” คุณสมเกียรติ กล่าว การเก็บเกี่ยว น้อยหน่าพันธุ์ฝ้ายเขียวเกษตร 2 มีอายุการเก็บเกี่ยว 100-120 วัน นับจากวันที่ติดดอก เกษตรกรนิยมเก็บผลสุกประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป หากยังไม่สะดวก สามารถยืดอายุการเก็บเกี่ยวออกไปได้อีกเป็นสัปดาห์ แต่การเก็บผลแก่ในระยะดังกล่าว มักได้ผลผลิตคุณภาพไม่ดี สังเกตได้จากร่องผลมีรอยตื้น เจอปัญหาผิวแตกลายงา ขั้วมีอาการแตกร้าว เนื้อน้อยหน่าจะหนาขึ้น และมีเนื้อแป้งเยอะขึ้น ชิมแล้วจะรู้สึกว่ามีรสมันมากขึ้น มีรสอร่อยน้อยลง หากต้องการบริโภคน้อยหน่าพันธุ์ฝ้ายเขียวเกษตร 2 ที่มีรสชาติอร่อย คุณสมเกียรติ แนะนำว่า ควรเลือกซื้อน้อยหน่าที่เก็บเกี่ยวในช่วงอายุ 100 วัน นับจากวันที่ติดดอก เรียกว่าเก็บผลผลิตได้ไวกว่าน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง ที่มักเก็บเกี่ยวในช่วงอายุ 120 วัน นับจากวันที่ติดดอก ฝ้ายเขียวเกษตร 2 น้ำหนักเฉลี่ย ผลละ 8 ขีด ฝ้ายเขียวเกษตร 2 อร่อยสุดยอด คุณสมเกียรติ บอกว่า น้อยหน่าพันธุ์ฝ้ายเขียวเกษตร 2 เมื่อเปรียบเทียบรสชาติกับน้อยหน่าสายพันธุ์อื่นๆ ถือว่า กินขาด แต่หากเปรียบเทียบขนาดผลแล้ว ถือว่ามีขนาดผลเล็กกว่าน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง เพราะน้อยหน่าพันธุ์ฝ้ายเขียวเกษตร 2 มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อผลเพียงแค่ 1.8 กิโลกรัม เท่านั้น ขณะที่น้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องมีขนาดผลใหญ่ยักษ์กว่า โดยมีน้ำหนักเฉลี่ยต่อผล ประมาณ 2.4 กิโลกรัม “น้อยหน่าไซซ์ยักษ์เหมาะสำหรับทำโชว์ผลหรือประกวดผลผลิตเป็นหลัก เพราะโดยทั่วไปแม่ค้านิยมซื้อขายน้อยหน่าที่มีขนาดผลไม่ใหญ่มาก น้ำหนักเฉลี่ยผลละครึ่งกิโลกรัมเท่านั้น รสชาติความหวานของน้อยหน่าฝ้ายเขียวเกษตร 2 สูงกว่า 10 บริกซ์ เรียกว่ารสหวานกว่าน้อยหน่าพันธุ์ฝ้ายดั้งเดิม แต่ระดับความหวานใกล้เคียงกับเพชรปากช่อง” คุณสมเกียรติ บอก หากใครผ่านไปทางปากช่องก็สามารถแวะเข้าเยี่ยมชมสวนน้อยหน่าฝ้ายเขียวเกษตร 2 ของคุณสมเกียรติได้ทุกวัน หากมีข้อสงสัยเรื่องการปลูกดูแล หรือสนใจอยากได้พันธุ์น้อยหน่าฝ้ายเขียวเกษตร 2 ไปลองปลูก ก็ติดต่อสอบถามจาก คุณสมเกียรติ บุตรบำรุง ได้ทางเบอร์โทร. (081) 494-0823

ขนมโค ต้นตำรับปักษ์ใต้หาทานยากกว่า 100 ปี ทำง่าย กินอร่อย 83SHARES Facebook 83 Twitter Google+ LINE ผู้เขียน กนกพร หมีทอง เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2560 ไม่บ่อยนักที่จะได้ขนมไทยหาทานยากมาออกบู๊ธอวดความอร่อยตามห้างสรรพสินค้าในเมืองใหญ่ แม่แดง- ยุพา วงศ์สิริ วัย 60 ปีเจ้าของร้านครัวทะเล ที่ยังคงอนุรักษ์ขนมโค ขนมไทยโบราณกว่า 100 ปีไว้ ขนมโค เป็นขนมท้องถิ่นทางภาคใต้ แม่แดงเล่าว่า เปิดร้านอาหารครัวทะเลเป็นอาชีพประจำอยู่แล้ว แต่ที่หันมาทำขนมโคเพิ่มอีกอย่างเป็นเพราะอยากอนุรักษ์ขนมไทยไว้ให้เด็กรุ่นหลังได้ทาน ไม่ได้ขายหวังผลกำไร บางคนไม่ได้คิดเผยแพร่แต่ทำขายเพียงหารายได้เท่านั้น แม่แดงเสริมว่า ขนมโคมีลักษณะคล้ายขนมต้มของทางภาคกลาง ต่างกันคือไส้ของขนมต้มจะใช้มะพร้าวผัดผสมน้ำตาลปึก ส่วนไส้ของขนมโคจะเป็นน้ำตาลแว่นที่ได้จากตาลโตนด คลุกมะพร้าวทึนทึกขูดด้วยกระต่าย และเดิมทีขนมโคมีแค่แป้งสีขาว เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยจึงนำมาประยุกต์ใหม่โดยการเพิ่มสีให้น่าทานมากขึ้น สีขาวคือแป้งข้าวเหนียว สีเหลืองผสมฟักทอง สีดำจากข้าวเหนียวดำ ส่วนขั้นตอนการทำที่เห็นจากหน้าร้าน ดูไม่ยุ่งยากอะไร ต้มน้ำให้เดือดใส่ใบเตยเพิ่มกลิ่นหอม ใส่น้ำตาลแว่นบนแป้ง ปั้นให้เป็นก้อนกลมขนาดพอดีคำ นำไปต้มในน้ำที่เดือดพอดี เมื่อสุกนำมาคลุกน้ำตาลเป็นอันเสร็จ แม่แดง ทิ้งท้ายว่า ขนมโคเป็นขนมทำง่าย กินอร่อย ถ้ามีเวลาว่างจะไปขายที่ตลาดน้ำขวัญเรียม แต่ส่วนใหญ่จะขายอยู่ที่ร้านครัวทะเล เป็นเมนูของหวาน หากใครอยากทานขนมโค แวะไปได้ที่ ร้านครัวทะเล ถนนร่มเกล้า เปิด 09.00- 20.00 น.

ฮือฮา!ส้มตำเจ้ไฝไลฟ์สด เต้นไปตำไปยอดขายพุ่ง 500 ครก โกยเงินวันละหมื่น 52SHARES Facebook 52 Twitter Google+ LINE ที่มา ข่าวสดออนไลน์ เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2560 เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีร้านขายส้มตำแห่งหนึ่ง เจ้าของร้านเป็นสาวประเภท 2 แต่งตัวสไตล์แปลกแหวกแนว เปิดเพลงเต้นโคกส้มตำโชว์ผ่านสื่อโซเซียลออนไลน์ หลังเปิดขายได้แค่ 5 วัน มีลูกค้าแห่เข้าร้านแน่นขนัด จนยอดขายพุ่งตกวันละ 500 ครก โกยกำไรวันละ 1 หมื่นบาท จึงเดินทางไปตรวจสอบที่ร้านส้มตำเจ้ไฝ แซ่บเวอร์ เลขที่ 128 เป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ใต้ถุนชั้นล่างหน้าร้านเปิดเป็นร้านดังกล่าว ถนนราชวงศ์ อ.เมือง จ.นครพนม ที่หน้าร้านพบป้ายติดหน้าเคาน์เตอร์ระบุเมนูฟังดูพิลึกพิลั่น ดึงดูดลูกค้ามาลิ้มลอง อาทิ ตำหอยแครงเมียเขา ตำเกาเหลาวิ่งหนีผัว ตำมั่วยั่วสวาท เฉลี่ยราคาครกละ 60-100 บาท นายพรชัย ศรีดา หรือเจ้ไฝ วัย 26 ปี สาวประเภท 2 เจ้าของร้านกล่าวว่า ตนเป็นชาว จ.ขอนแก่น มาได้ภรรยาเป็นสาวประเภท 2 ชาว ต.ท่าค้อ อ.เมืองนครพนม ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นพนักงานขายสีที่ห้าง จึงมีความคิดอยากจะลาออกไปทำธุรกิจของตนเอง ช่วงนั้นชีวิตตกต่ำสุดๆ เงินเดือนไม่พอใช้ ชักหน้าไม่ถึงหลัง หลังลาออกจากงานจึงตระเวนไปชิมส้มตำตามร้านต่างๆพร้อมไลฟ์สดให้คนติดตาม 4-5 เดือน จนมียอมผู้ติดในหน้าเพจชื่อว่า เบียร์ น่าเลิฟฟฟฟฟ จำนวน 4-5 พันคน เจ้ไฝวัย 26 ปี กล่าวต่อว่า ตนต้องลุกตื่นแต่ตี 4 ไปจับจ่ายซื้อวัตถุดิบสดใหม่ทุกวัน หลังเปิดขายวันแรกวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ยอดขายวันแรกพุ่ง 300 ครก จนต้องปิดร้านบ่าย 2 โมง เพราะวัตถุดิบเช่นมะละกอ 25 กิโลกรัม ปลาร้าต้มสุกวันละ 5 กิโลกรัม และน้ำตาลหมดเกลี้ยง จากเดิมตั้งใจจะเปิดขายเวลา 09.00-21.00 น. กระทั่งวันต่อมายอดขายเริ่มทะลุวันละ 500 ครก ลูกค้าจนต้องมาสั่งไว้ล่วงหน้าและค่อยวกกลับมาเอา “เหตุที่มาเปิดร้านขายส้มตำ เพราะเป็นคนชอบตระเวนชิมว่าร้านไหนอร่อยจึงไลฟ์สดบอกเพื่อนๆ กระทั่งวันหนึ่งตนเดินทางไปไหว้พ่อปู่ศรีสุทโธแม่ย่าปทุมมาที่คำชะโนด อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี บนบานอธิษฐานว่าขอให้ถูกลอตเตอรี่ไม่ต้องเป็นรางวัลใหญ่ แต่ขอให้มีเงินเป็นทุนค้าขาย หลังบนขอเสร็จจากนั้นจึงถูกลอตเตอรี่ครั้งละ 25-30 ใบ ส่วนใหญ่เป็นเลขท้าย 3 ตัว ถูก 4-5 ครั้งติด ได้เงินทุนหลายแสนบาท จึงเป็นทุนมาเปิดร้านดังกล่าว” นายพรชัย ระบุ เจ้ไฝแซ่บเวอร์ กล่าวต่อว่า จึงคิดแหวกแนวไม่เหมือนใครใส่ผ้าถุงชุดพื้นเมือง แต่งหน้าทาปากแดง เติมไฝเม็ดใหญ่ กลัดดอกไม้เปิดเพลงลูกทุ่งเต้นโชว์ไลฟ์สดเรียกลูกค้า ทั้งติดป้ายเมนูชวนดึงดูดลูกค้า เช่น ตำปูปลาร้าผัวเขา ตำเอ็นผู้สาว ตำผัวป่า ตำกุ้งสดตบปากเธอ พร้อมมีไก่ย่างเลิศรส เคล็ดลับที่ให้ส้มตำอร่อย สั่งปลาร้าแม่บัวเรียนจาก จ.ขอนแก่น มาต้มเคี่ยวเอง 9 รอบ ปรุงส่วนผสมจนมีรสชาติแซ่บนัวถูกปาก ส่วนปูม้าสั่งตรงจาก จ.ระยอง มากับรถทัวร์ทุกวันๆละ 25 กิโลกรัม หลังเปิดขายได้ 5 วัน มีลูกค้าแห่มาอุดหนุน จนเพิ่ม 2 ครกตำซ้ายขวาจนมือระวิง ทำมีกำไรเฉลี่ยวันละ 7,000-10,000 บาทเลยทีเดียว

สาวเจนวาย จ.น่าน ขายน้ำพริกในเฟซบุ๊ก เมนูเด็ด “น้ำพริกน้ำย้อย – น้ำพริกหมูกระจก” ลูกค้าโซเชียลแห่อุดหนุน รับทรัพย์เดือนละล้าน 33SHARES Facebook 33 Twitter Google+ LINE ผู้เขียน วัชรี ภูรักษา เผยแพร่ วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 “ซะป๊ะน้ำพริก” เริ่มต้นจากความต้องการที่จะทำให้คนทั่วไปได้รู้จักกับอาหารพื้นบ้านของจังหวัดแพร่ เนื่องจากเราเล็งเห็นว่าในจังหวัดแพร่ มีสินค้าดีๆ และอาหารอร่อยๆ อยู่มากมายไม่แพ้จังหวัดอื่น และชอบที่จะเป็นแม่ค้าขายของ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของคุณพิชญาภา สำเนียงเจ้าของเพจ ซะป๊ะน้ำพริก และเจ้าของโรงงานทำน้ำพริกที่จังหวัดแพร่ วัยเพียง26 ปี เธอเล่าให้ฟังว่า “เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เคยทำงานบริษัทอยู่ที่กรุงเทพฯ ในตำแหน่งฝ่ายขาย การตลาด ช่วงที่ทำงานประจำก็กลับบ้านเกิดที่จังหวัดแพร่บ้าง เลยอยากนำเอาของดีของจังหวัดแพร่ คือ น้ำพริกน้ำย้อย มาขาย โดยอาศัยเพื่อนสนิทช่วยจัดส่งของให้ และตัวเราเองก็ทำการตลาดอยู่ที่กรุงเทพฯ เราเริ่มจากการรับน้ำพริกของชาวบ้านมาแบ่งบรรจุลงแพ็กเกจให้น่ารักสวยงาม ถ่ายภาพลงโซเชียลและโปรโมตขาย ช่วงแรกๆ ค่อนข้างยาก เนื่องจากคนไม่รู้จักน้ำพริกที่เราขาย เน้นขายเฉพาะคนรู้จัก กลายเป็นความอร่อยที่บอกต่อกันแบบปากต่อปาก ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี เราทำให้คนรู้จัก น้ำพริกน้ำย้อย และน้ำพริกหมูกระจก เป็นที่รู้จัก ขายไปขายมา มันเกิดขายดี คนชอบ แต่ก็มีปัญหาเรื่องการผลิต เพราะน้ำพริกที่เราเอามาขาย เป็นน้ำพริกที่ชาวบ้านเป็นคนทำมาส่งให้ ก็ผลิตให้ไม่ทัน บางครั้งก็เรื่องคุณภาพบ้าง เราเลยตัดสินใจที่จะทำอย่างจริงจัง” ช่วงเดือนมีนาคม ปี 2560 จึงเริ่มตั้งโรงงาน เพื่อผลิตน้ำพริกขายเอง โดยโรงงานได้รับมาตรฐาน อย. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจดทะเบียนพาณิชย์ เสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย คุณพิชญาภา บอก “การตลาดเราเน้นขายออนไลน์เป็นหลัก ไม่ได้มีหน้าร้าน ทำมากว่า 2 ปีแล้ว จากเมื่อก่อนที่ขายค่อนข้างลำบาก ปัจจุบันเป็นที่รู้จักมากขึ้น ขายได้วันละประมาณ 1,000 กระปุก รายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 1 ล้านบาท” จากคนทำงานประจำ ไม่ได้ต้องมารับผิดชอบชีวิตใคร จนมาเป็นเจ้าของกิจการเอง คุณพิชญาภา บอกว่า มีความยากอยู่ไม่น้อย เพราะมีความกดดัน และต้องรับผิดชอบชีวิตพนักงานในโรงงานอีกหลายคน มีเรื่องภาระต้นทุน ค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลด้วย เธอมีแนวคิดของการบริหารจัดการ คือ กระจายหน้าที่การทำงานให้ชัดเจน เพราะธุรกิจของเธอ เป็นธุรกิจไม่ใหญ่มาก เป็นธุรกิจครอบครัว ดังนั้น การแบ่งหน้าที่รับผิดชอบอย่างชัดเจนว่าใครดูแลเรื่องอะไร ต้องเอาให้ชัด เพราะหากมีปัญหาที่จุดไหน คนที่มีหน้าที่ตรงนั้นจะต้องรับผิดชอบ จะได้ไม่ต้องมีปัญหาในภายหลัง ทำให้งานเป็นระบบและได้คุณภาพด้วย ทั้งนี้ คุณพิชญาภา บอกอีกว่า “ปัจจุบัน มีน้ำพริกที่ทำขายประมาณ 10 รสชาติ คือ 1. น้ำพริกน้ำย้อย 2. น้ำพริกหมูกระจก ซึ่งขายดีมาก 3. น้ำพริกหมูกระจกต้มยำ 4. น้ำพริกหมูกระจกผัดข่า 5. น้ำพริกปลากระจก 6. น้ำพริกน้ำย้อยสูตรอิสลาม 7. น้ำพริกน้ำย้อยปลาป่น 8. น้ำพริกหนุ่ม 9. น้ำพริกตาแดง 10. น้ำพริกปลาร้าสับ ส่วนพื้นที่ที่มีการสั่งซื้อมาก คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี ปทุมธานี และสุราษฎร์ธานี และสินค้านี้จะขายดีในกลุ่มคนที่ทำงานออฟฟิศ เพราะสามารถรับประทานได้ง่าย สำหรับใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Facebook page : ซะป๊ะน้ำพริก

โรงโอ่งราชบุรี เตรียมปั้นโอ่งลายพิเศษ มอบ “ตูน” ขอบคุณ รวมเงินบริจาคเกือบ 10 ล้าน! วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 - 09:49 น. 3.9KSHARES Facebook 3.9K Twitter Google+ LINE ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงโอ่งรัตนโกสินทร์ เซรามิกค์ 4 ราชบุรี ตำบลท่าราบ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี นายสุชาติ โฆษะบดี เจ้าของฯ ได้เร่งมือในการผลิตโอ่งเซรามิคเคลือบอย่างดี ที่มีขนาดความสูง 36 เซนติเมตร ส่วนความกว้างจองโอ่ง 25 เซนติเมตร ซึ่งเป็นโอ่งที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษเพื่อมอบให้กับอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ “ตูน บอดี้สแลม” ที่จะวิ่งเข้าสู่จังหวัดราชบุรีตามกำหนดการในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 และ จะมาขึ้นเวทีเพื่อรับมอบเงินจากการร่วมกันบริจาคโดยผ่านจังหวัดราชบุรี โดนนายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี จะเป็นตัวแทนในการมอบเงินทั้งหมดที่ได้รับให้กับ ตูน บอดี้สแลม ในเช้าวันที่ 2 ธันวาคม 2560 บนเวทีบริเวณวงเวียนนาฬิกาหลังโรงพยาบาลราชบุรี ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เพื่อเข้าสู่โครงการ “ก้าวคนละก้าว” เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่ง โรงพยาบาลราชบุรีเป็น 1 ใน 11 โรงพยาบาลที่ตูน บดี้สแลม จะมอบเงินให้ด้วย นายสุชาติ โฆษะบดี เจ้าของโรงโอ่งรัตนโกสินทร์ เซรามิกค์ 4 ราชบุรี เปิดเผยว่า ตนเองและครอบครัวได้ติดตามข่าวการวิ่งของ “ตูน” ตั้งแต่การวิ่งครั้งแรก และเห็นว่าการทำกิจกรรมครั้งนี้นับว่าได้ประโยชน์แก่คนไทยโดยทั่วไปโดยเฉพาะผู้ป่วยที่จะได้รับการช่วยเหลือการรักษาที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้น โดยที่ ตูน บอดี้สแลมได้ตั้งใจที่จะนำเงินมาช่วยเหลือโรงพยาบาลราชบุรีด้วย ตนจึงอยากขอบคุณในฐานะคนชาวราชบุรี ตูน เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับทุกคนในเรื่องการเสียสละและจิตสาธารณะ การวิ่งครั้งนี้ของตูน ตั้งแต่วันแรกทำให้เห็นถึงความตั้งใจ แม้ว่าร่างกายจะเจ็บ ขาจะเจ็บ แต่ตูนก็ยังคงมีแรงและกำลังใจที่แน่วแน่ที่จะทำให้สำเร็จ เพื่อ 11 โรงพยาบาล “สำหรับครอบครัวผม ต่างชื่นชอบคุณตูนเป็นอย่างมาก ผมและครอบครัวรวมไปถึงช่างวาดและพนักงานทุกคน เห็นถึงน้ำใจที่ยิ่งใหญ่ของคุณตูน ครั้งนี้ ทางโรงโอ่งรัตนโกสินทร์ เซรามิกค์ 4 ราชบุรี จึงร่วมกันผลิตโอ่งใบพิเศษเพื่อมอบให้กับคุณตูน บอดี้สแลม เพื่อเป็นที่ระลึกในการเข้าสู่จังหวัดราชบุรี โดยที่โอ่งเคลือบเซรามิคนี้ เป็นการวาดรวดลายภาพเหมือนของคุณตูน บอดี้แสลม ที่วิ่งเข้าสู่จังหวัดราชบุรีเมืองโอ่งมังกร ที่มีลายมังกร 5 เล็บลิ้นยาว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ กับโรงงานของเรา ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นสัญญาลักษณ์ของชาวจังหวัดราชบุรีก็คือโอ่งคู่กับมังกร มังกรของเรามี 5 เล็บ ลิ้นยาว ที่มีความหมายตรงกับฮวงจุ้ย เกี่ยวกับการที่จะดูดทรัพย์ ดูดบารมี ดูดอำนาจ ดูดการเงินการทอง เพื่อเข้ามาที่คุณตูนหรือผู้ที่เอาโอ่งตรงนี้ไปตั้งไว้ และเป็นโอ่งที่สื่อความหมายถึงชาวราชบุรีคือ ดวงใจของคนราชบุรี อาจจะอยู่ในโอ่งใบนี้อาจจะร้อยดวง พันดวง นั่นคือโอ่งในนี้มาจากใจคนราชบุรีทั้งจังหวัด ที่จะมอบให้คุณตูนโดยผ่านท่านผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี และขออวยพรให้การวิ่งครั้งนี้ประสบความสำเร็จ เป็นไปตามเป้าหมายที่เขามุ่งหวังเอาไว้” ขณะที่มีรายงานข่าวจากนายวิสาห์ พูลศิริรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีว่า ขณะนี้จังหวัดราชบุรีได้มีการรวบรวมยอดเงินบริจาคอย่างไม่เป็นทางการที่จะนำมอบให้กับ “ตูน” เพื่อเข้าสู่โครงการ ก้าวคนละก้าว ในฐานะชาวจังหวัดราชบุรีขณะนี้ยอดล่าสุดมากกว่า 7 ล้านบาทแล้ว นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมยอดเงินบริจาคอีกหลายภาคส่วน ทั้งการประมูลของ การจำหน่ายเสื้อ และการเดินรับบริจาคอีกจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าจะสรุปยอดได้ก่อนวันที่คุณตูนจะเข้าสู่จังหวัดราชบุรี มากว่า 10 ล้านบาทสำหรับโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ของตูน บอดี้สแลม ครั้งนี้ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 พ.ย. และขณะนี้มียอดบริจาคกว่า 344 ล้านบาทแล้ว รวม ระยะทาง 1,020.80 กิโลเมตร