ลำไยยักษ์ พันธุ์ “จัมโบ้” ผลใหญ่ เมล็ดลีบ ปลูกได้ทั่วประเทศ ผู้เขียน ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2560 เทคนิคทำให้เป็นดอกตัวเมียเยอะ การทำลำไยนอกฤดู หัวใจที่สำคัญก็คือ การทำอย่างไร ให้ลำไยออกดอกเต็มต้น ถ้าทำได้ นั่นหมายความว่าประสบความสำเร็จไปมากกว่าครึ่ง ขั้นตอนต่อไปต้องทำให้ดอกลำไยเป็นดอกตัวเมียมาก เทคนิคที่จะให้ดอกลำไยเป็นดอกตัวเมีย อันดับแรกเราจะต้องบำรุงช่อดอกให้สมบูรณ์ มีช่อดอกอวบอ้วนช่อยาว โดยเราจะต้องเริ่มบำรุงรักษาช่อดอกตั้งแต่ลำไยแทงช่อดอกออกมาให้เราเห็น โดยแนะนำ ฉีดพ่นด้วยปุ๋ยเกล็ด สูตร13-0-46(โพแทสเซียมไนเตรต) อัตรา 500 กรัม+สาหร่ายสกัด(เช่น แอ๊คกรีน) อัตรา 200 ซีซี+แคลเซียม-โบรอน(เช่น โกลแคล, แคลเซียม-โบรอนอี, โบร่า) อัตรา 100-200 ซีซี ผสมยาป้องกันกำจัดแมลง เช่น สารคลอร์ไพริฟอส (เช่น มัคฟอส) เลือกอัตราใช้ต่ำ แค่ 100 ซีซี ก็พอ เพื่อเป็นการประหยัด พ่นเพื่อเป็นการป้องกันแมลง เพลี้ยต่างๆ รวมถึงหนอนไว้ก่อนล่วงหน้า ทั้งหมด ต่อน้ำ 200 ฉีดพ่นทุก 7 วัน พ่นก่อนที่ดอกลำไยจะบาน วิธีนี้ก็ช่วยให้ได้ดอกลำไยตัวเมียเยอะขึ้น เทคนิคทำสีผิวลำไยให้ได้ราคาดีผิวสีสวย เทคนิคทำสีผิวลำไยให้ได้ราคาดี พ่อค้าลำไยส่วนมากต้องการลำไยที่มีสีผิวเหลืองสวย และจะให้ราคาดีกว่า ลำไยที่มีเปลือกสีไม่สวย เช่น ออกสีเหลืองคล้ำ หรือแดง แม้จะมีขนาดลูกผลโตกว่าก็ตาม ราคาก็จะสู้ลำไยที่มีสีผิวเหลืองสวยไม่ได้ เทคนิควิธีที่เกษตรกรจะทำให้ลำไยผิวสวยก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลลำไย ประมาณ เดือนครึ่งเราจะต้องเร่งทำสีเปลือกลำไยให้เหลืองสวย โดยใช้ยาเชื้อรา จำนวน 50-80 ซีซี ต่อน้ำ 200 ฉีดพ่นประมาณ 2-3 ครั้ง และควรงดเว้นการฉีดพ่นสารอาหารจำพวกสาหร่าย อาหารเสริมต่างๆ หรือสารอาหารทางใบในกลุ่มน้ำตาล (เป็นอาหารอย่างดีของเชื้อรา) ก่อนการเก็บเกี่ยว เพราะจะมีคราบติดอยู่ที่ผล ทำให้ผิวไม่สวยได้ ต้นลำไยก่อนตัดแต่งกิ่ง ต้นต้องมีความสมบูรณ์เต็มที่ ก่อนเก็บเกี่ยวลำไย 1 เดือน เกษตรกรผู้ปลูกลำไยควรบำรุงด้วยสูตรเร่งหวาน-เร่งสี ทางใบฉีดพ่นด้วยปุ๋ยสูตรที่มีตัวท้ายสูง เช่น สูตร 0-0-50 พร้อมธาตุรอง ธาตุเสริม เน้นกำมะถันเพื่อให้ผิวสวย โบรอนแคลเซียม เพื่อป้องกันผลแตก ควรฉีดพ่นสารป้องกันเชื้อรา จะทำให้ลำไยมีผิวสีสวย พ่นประมาณ 2 ครั้ง ก่อนเก็บผลผลิต ส่วนทางดิน ควรใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 หรือปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น ทรงพุ่ม 3-5 เมตร หรือแล้วแต่ขนาดทรงพุ่ม ถ้าใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 ลำไยจะแก่และสุกเร็วขึ้น ทำให้เก็บขายได้เร็วตอนราคาดี แต่อาจจะทำให้ต้นโทรมบ้าง หลังเก็บเกี่ยวต้องเร่งบำรุงฟื้นฟูสภาพต้น เรียกความสมบูรณ์กลับมาทันที ปุ๋ยสูตร 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีลูกผลไม่สม่ำเสมอกัน จะช่วยบำรุงผลหลายรุ่นในต้นเดียวกัน หลังจากเก็บผลผลิตแล้วต้นจะไม่ค่อยโทรม และทำให้ต้นมีความสมบูรณ์พร้อมสำหรับให้ผลผลิตรุ่นปีต่อไป ลำไยยักษ์ พันธุ์จำโบ้ ที่ผ่าพิสูจน์ให้เห็นว่าเมล็ดลีบทั้งพวง ในกรณีที่ต้นลำไยติดลูกผลดกมาก เปลือกผลหนาดี ไม่บางจนเกินไป ควรใส่ปุ๋ย สูตร 0-0-60 จะทำให้ลูกผลลำไยขยายขนาดใหญ่ขึ้นมากกว่าใส่ปุ๋ยสูตรอื่นๆ โดยเลือกใส่ในช่วงเข้าระยะประมาณ 180-190 วัน หลังจากราดสารจะทำให้ลูกผลโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และต้องให้น้ำตลอดอย่างสม่ำเสมอจนถึงเก็บเกี่ยวด้วย วิธีการผลิตลำไยนอกฤดู ลำไย จัดเป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย สามารถทำรายได้จากการส่งออกปีละไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท แหล่งผลิตลำไยที่สำคัญอยู่ในภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา เป็นต้น และทางภาคตะวันออก เช่น จังหวัดจันทบุรี ระยอง เป็นต้น โดยเฉพาะที่จังหวัดจันทบุรี จะเห็นว่าในบัจจุบันพื้นที่จังหวัดจันทบุรีจะมีล้งรับซื้อลำไยเป็นจำนวนมากซึ่งมีทั้งคนจีนที่เข้ามาลงทุนเองและล้งของคนไทยด้วย ผลลำไยยักษ์จัมโบ้ ทำนอกฤดู ที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร เทียบขนาดกับเหรียญ 10 บาท ส่วนผลผลิตที่เกษตรกรนิยมปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตเพื่อการส่งออกนั้น จะนิยมเป็นสายพันธุ์“อีดอ”เป็นหลักเพราะมีลักษณะเด่นเรื่องขนาดและรสชาติเมื่อนำไปอบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์สีลำไยจะออกเป็นสีเหลืองทอง ซึ่งเป็นผลผลิตที่ตลาดจีนต้องการ (แต่ต้องระวังและควบคุมให้ดี ไม่ให้ลำไยสดจากไทยมีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินค่ามาตรฐานที่ประเทศส่งออกกำหนด) ลำไยจัมโบ้ วัดขนาดกับลำไยพันธุอื่น ได้ขนาด 5 A สำหรับการผลิตลำไยในอดีต เกษตรกรต้องรับภาระความเสี่ยงเกี่ยวกับการให้ผลผลิตของลำไย เนื่องจากการออกดอกติดผลขึ้นอยู่กับความหนาวเย็น หากปีใดที่มีอุณหภูมิต่ำและหนาวเย็นยาวนาน ลำไยจะออกดอกติดผลมาก ในขณะที่บางปีอากาศไม่หนาวเย็นพอ ต้นลำไยจะออกดอกติดผลน้อย ทำให้ลำไยถูกจัดอยู่ในกลุ่มไม้ผลที่มีนิสัยการออกดอกติดผลเว้นปี นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2541 การค้นพบสารโพแทสเซียมคลอเรตด้วยความบังเอิญของคนทำดอกไม้ไฟ ว่ามีคุณสมบัติสามารถชักนำการออกดอกของลำไยโดยไม่ต้องพึ่งพาความหนาวเย็น ทำให้ปัญหาการออกดอกเว้นปีลดความสำคัญลง และหมดไป วิธีการใช้การใช้สารโพแทสเซียมคลอเรตเพื่อเร่งลำไยให้ออกนอกฤดู นิยมทำก่อนหน้าฤดูลำไยจะออกดอกในทุกปี โดยนำโพแทสเซียมคลอเรตละลายน้ำรดบริเวณโคนต้นลำไย หลังจากนั้น ประมาณ 20-30 วัน ลำไยจะแทงช่อดอกออกมา ทำไม ต้องผลิตลำไยนอกฤดู มีอยู่หลายเหตุผล เช่นเหตุผลด้านราคาเกษตรกรชาวสวนลำไยทราบดีว่าเป้าหมายการผลิตลำไยนอกฤดู คือ ราคาผลผลิต ซึ่งถ้าจะเทียบไปแล้ว ช่วงเวลาจำหน่ายผลผลิตที่ราคาดีที่สุดคือ ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากตรงกับเทศกาล เช่น วันคริสต์มาส วันขึ้นปีใหม่ และวันตรุษจีน ช่วงที่ผลผลิตมีราคาถูกที่สุดคือ ลำไยในฤดูในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เนื่องจากผลผลิตลำไยในฤดูกาลมีจำนวนมากเข้าสู่ตลาดพร้อมกัน ดังนั้น เกษตรกรจึงพยายามบังคับให้ลำไยออกดอกใน 2 ช่วง คือช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม เพื่อให้เก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายนถึงต้นกุมภาพันธ์ และช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เพื่อเก็บเกี่ยวก่อนฤดูคือ เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน การบังคับให้ออกดอกในเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม เกิดปัญหาค่อนข้างมาก เพราะตรงกับฤดูฝน ต้นลำไยจะตอบสนองต่อสารโพแทสเซียมคลอเรตไม่ดีเหมือนการให้สารนี้ในฤดูหนาว ในขณะที่ลำไยที่ออกดอกในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน จะกระทบอากาศหนาวทำให้การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ ผลอ่อนมักร่วงเสียหายได้ง่าย ดังนั้น จึงต้องมีการเตรียมต้นให้สมบูรณ์ การกำหนดอัตราสารให้เหมาะสมและศึกษาถึงเทคนิคการผลิตลำไยนอกฤดูในแต่ละขั้นตอน ตลอดจนการเลือกช่วงเวลาการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดและให้เหมาะสมกับพื้นที่จึงจะประสบผลสำเร็จ ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิตผลกระทบจากการพัฒนาประเทศไปสู่อุตสาหกรรมหนักและการพัฒนาการท่องเที่ยวทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของแรงงานจำนวนมากออกจากภาคเกษตรเข้าสู่ในเมือง ทำให้การเกษตรทั้งระบบขาดแคลนแรงงาน ส่งผลกระทบต่อการผลิตลำไย โดยเฉพาะแรงงานด้านเก็บเกี่ยว ซึ่งมีขั้นตอนตั้งแต่เก็บเกี่ยวผลผลิตจากต้น การลำเลียงผลผลิตสู่โรงเรือนหรือที่ร่ม การคัดเกรด การบรรจุตะกร้า ซึ่งแต่ละขั้นตอนต้องอาศัยแรงงานที่มีความชำนาญจำนวนมาก ปัญหาการขาดแคลนแรงงานจะรุนแรงมากในช่วงการผลิตลำไยในฤดู แนวโน้มการแข่งขันในตลาดนานาชาติเป็นที่ทราบกันดีว่า ลำไยจากประเทศไทยมีคู่แข่งที่สำคัญในตลาดโลก ได้แก่ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและเวียดนาม ซึ่งจีนเป็นทั้งประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง ผลผลิตลำไยของจีนออกสู่ตลาดในช่วงเดียวกับของไทย คือกรกฎาคม-กันยายน ทำให้ประสบปัญหาคล้ายกับไทยคือ ผลผลิตในฤดูล้นตลาด ราคาตกต่ำ ด้วยเหตุนี้แนวทางการพัฒนาลำไยของไทยจึงควรมุ่งเน้นที่การกระจายตัวของช่วงฤดูการผลิตตลอดปี การลดต้นทุนการผลิตและปรับปรุงผลผลิตให้ได้คุณภาพ ในขณะที่การปลูกลำไยของจีนยังไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีความหนาวเย็นเกินไปในบางช่วงของปี ทำให้ไม่สามารถผลิตลำไยตลอดปีเหมือนไทยได้ นอกจากนี้ เวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญอีกประเทศหนึ่งยังขาดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี ประเทศไทยจึงควรพัฒนาลำไยนอกฤดูบนจุดอ่อนเหล่านี้ของคู่แข่ง ลำไยอายุที่เหมาะสมที่จะบังคับราดสารให้ออกนอกฤดูคือ ต้นอายุสัก 4-5 ปีขึ้นไป กำลังเหมาะสม การคุมทรงพุ่มของต้นลำไยมีความสำคัญมาก มันจะเกี่ยวข้องตั้งแต่ผลผลิต การจัดการ การฉีดพ่นสารเคมี การเก็บเกี่ยว ฉะนั้น อย่างหลังการเก็บเกี่ยวเสร็จ ก็จะมีการตัดแต่งกิ่งในส่วนของความสูง ตัดส่วนยอดของต้นไม่ให้มีความสูงเกิน 3 เมตร ซึ่งจะเน้นให้ต้นลำไยมีทรงพุ่มที่แผ่กว้างมากกว่าที่จะปล่อยให้ทรงพุ่มสูง หลังจากตัดแต่งควบคุมทรงหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ก็จะปล่อยให้ต้นได้พักฟื้นแตกใบตามธรรมชาติ 2-3 ชุด ก่อนที่จะตัดแต่งกิ่งเพื่อเข้าสู่กระบวนการราดสารต่อไป การผลิตลำไย จะมีอยู่ 3 ช่วงหลักๆ คือ ผลิตลำไยออกก่อนฤดู ออกสู่ตลาดก่อนลำไยในฤดูจะออกเล็กน้อย โดยผลผลิตจะออกช่วงมิถุนายน-กรกฎาคม คือตั้งแต่การตัดแต่งกิ่งช่วงเดือนกันยายน ดึงใบอ่อน สะสมอาหาร อย่างการราดสาร ผมจะเริ่มราดสารในเดือนพฤศจิกายน เก็บเกี่ยวเดือนมิถุนายน ถ้าเราไม่ชิงราดสารช่วงเดือนพฤศจิกายน พอเดือนธันวาคม-มกราคม อากาศหนาวจัด ลำไยมันจะออกดอกมาในฤดูหมด ผลผลิตก็จะไปตรงกับลำไยของทางภาคเหนืออีก ข้อจำกัดในแต่ละพื้นที่มีต่างกัน อย่างที่นี่ ถ้าทำเร็วเกินเจอแล้ง ถ้าทำช้าก็จะออกในฤดู เกษตรกรทุกคนจะรู้ดี แต่ถ้าสวนใครโชคดี อยู่ในพื้นที่มีแหล่งน้ำดีก็จะผลิตออกสู่ตลาดเร็วกว่าสวนอื่น เพื่อให้ได้ราคาสูง เก็บขายช่วงกุมภาพันธ์-มีนาคม หรือช่วงราวๆ วันตรุษจีนผลิตลำไยฤดูกาลซึ่งลำไยในฤดูจะออกช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม ในแต่ละปี เช่น ทางเชียงใหม่ ลำพูน ที่จะผลิตลำไยในฤดูกาล และทางจันทบุรี ที่เน้นการผลิตลำไยนอกฤดูกาลซึ่งการผลิตลำไยนอกฤดูกาลเรื่องน้ำสำคัญที่สุด อย่างที่นี่ก็ต้องวางแผนให้ดี หลักการผลิตลำไยนอกหรือในฤดูกาลคล้ายคลึงกัน เริ่มต้นต้อง “ตัดแต่งกิ่ง”ก่อนที่จะตัดแต่งกิ่งลำไยทุกครั้ง ก็ต้องบำรุงต้นให้ใบมีความสมบูรณ์ แนะนำให้ใส่ปุ๋ยเคมี คือ ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 = 1 ส่วน ผสมกับปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 = 1 ส่วน ใส่ให้ต้นละ 1 กิโลกรัม (มากหรือน้อยกว่านี้จะขึ้นอยู่กับขนาดของต้น) พร้อมใส่ปุ๋ยคอกเก่า หรือปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด หว่านให้ต้นละ 5 กิโลกรัม ปกติชาวสวนจะใส่ปุ๋ยกันล่วงหน้า 1 วัน หรือใส่กันวันแต่งกิ่งเลย เพราะจะแต่งกิ่งลำไยคลุมโคนและคลุมปุ๋ยเลยไม่มีการขนย้ายกิ่งออกจากสวน เพราะต้องการให้ใบและกิ่งคลุมโคนต้นเพื่อรักษาความชื้น ทิ้งไว้ให้ย่อยสลายช่วยปรับโครงสร้างของดิน และช่วยลดการสูญเสียไม่ให้ปุ๋ยหายไปกับน้ำปุ๋ย มันจะติดกับกิ่งและใบลำไยที่เราตัดแต่งคลุมโคนเอาไว้ การตัดแต่งกิ่งที่ดี ส่งผลต่อการออกดอกและติดผลด้วยเช่นกัน ประโยชน์ของการตัดแต่งกิ่งลำไยนั้นคือ เร่งให้ลำไยแตกใบอ่อนการตัดแต่งกิ่งเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถเร่งการแตกใบอ่อน มีผลทำให้ต้นลำไยฟื้นตัวได้เร็ว และใบใหม่ที่เกิดขึ้นจะทำหน้าที่ในการสร้างอาหารสะสมไว้สำหรับการออกดอกติดผลในฤดูกาลถัดไป ช่วยควบคุมความสูงของทรงพุ่มการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ทรงพุ่มเตี้ย ทำให้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตและสะดวกต่อการดูแลรักษา เช่น การพ่นปุ๋ยทางใบหรือสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องไม้ค้ำยันกิ่ง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ลดการระบาดของโรคและแมลงต้นลำไยที่มีทรงพุ่มทึบ มักเป็นแหล่งอาศัยของแมลง มีความชื้นสูงและก่อให้เกิดโรค เช่น โรคราดำ โรคจุดสาหร่ายสนิมและไลเคนส์ เป็นต้น การตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่งทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดสามารถส่องทะลุเข้าไปในทรงพุ่มจะช่วยลดการระบาดของโรคและแมลง ต้นลำไยตอบสนองต่อสารคลอเรตต้นลำไยที่มีอายุมาก เมื่อให้สารโพแทสเซียมคลอเรต มักจะออกดอกน้อยหรือไม่สม่ำเสมอ การตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง แสงส่องเข้าไปในทรงพุ่มจะช่วยให้ต้นลำไยตอบสนองต่อสารโพแทสเซียมคลอเรตได้ดี ทำให้ลำไยออกดอกมากขึ้น และใช้ปริมาณสารโพแทสเซียมคลอเรตลดลง ผลผลิตมีคุณภาพดีต้นลำไยที่มีทรงพุ่มทึบ ถ้าหากออกดอกติดผลดก ส่งผลให้ลำไยมีผลขนาดเล็กผลผลิตคุณภาพต่ำ การตัดแต่งกิ่งบางส่วนจะช่วยลดพื้นที่ออกดอกติดผลลงบ้าง ทำให้ผลมีขนาดใหญ่ขึ้นและคุณภาพผลผลิตโดยรวมดีขึ้น สนใจกิ่งพันธุ์ ลำไยยักษ์ พันธุ์ “จัมโบ้” สายพันธุ์แท้ ติดต่อได้ที่ “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760, (081) 886-7398 หรือ ID Line LEEFARM2 หรือช่องทางเฟซบุ๊ก “สวนคุณลี”

พระองค์หญิงฯ ทรงเป็นผู้บังคับกองทหารม้าเกียรติยศ อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร ด้วยพระองค์เอง วันที่ 9 ตุลาคม 2560 - 11:40 น. 16KSHARES Facebook 16K Twitter Google+ LINE การซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ซึ่งได้จัดซ้อมเมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่ผ่านมมา โดยริ้วขบวนที่ 6 ซึ่งมีขบวนกองทหารม้า จำนวน 77 ม้า จากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ และกำลังพลจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล ทำการซ้อมก่อนวันจริงในวันที่ 29 ตุลาคม 2560 ที่จะถึงนี้ ในการอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร จากพระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง ไปบรรจุที่ฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธอังคีรส พระประธานพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และที่ฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์ พระประธานพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยเส้นทางของริ้วขบวนที่ 6 จะเริ่มจากพระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดารามไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ผ่านถนนสนามไชย ถนนอัษฎางค์ ถนนกัลยาณไมตรี (หรือถนนด้านข้างกระทรวงกลาโหม) ไปยังวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม แล้วต่อไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร โดยผ่านถนนกัลยาณไมตรี ถนนราชดำเนินใน ถนนราชดำเนินกลาง และถนนพระสุเมรุ ทั้งนี้ ในวันพระราชพิธีจริง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ จะทรงเป็นผู้บังคับกองทหารม้าเกียรติยศในริ้วขบวนดังกล่าวนี้ โดยจะทรงม้านำซ้อมริ้วขบวนในวันที่ 22 ตุลาคม ที่จะถึงนี้อีกครั้ง

กรมฯน้ำเปิดระดมความคิดกม.น้ำ ย้ำอีกไม่เก็บค่าน้ำเกษตรกรรายย่อย ชี้เก็บรายใหญ่ไม่กระทบปชช. วันที่ 4 ตุลาคม 2560 - 11:17 น. 385SHARES Facebook 385 Twitter Google+ LINE เมื่อวันที่ 4 ต.ค. นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุม จัดสรร และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีเนื้อที่ 119 ล้านไร่ จึงทำให้การใช้น้ำสาธารณะไม่มีการคุ้มครองสิทธิการใช้น้ำ ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จะคุ้มครองสิทธิการใช้น้ำให้เกิดความเป็นธรรม ป้องกันความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น นายวรศาสน์ กล่าวต่อว่า โดยมาตรา 39 มีการกำหนดประเภทการใช้น้ำไว้ 3 ประเภท ได้แก่ การใช้น้ำประเภทที่ 1 ได้แก่ การใช้น้ำเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน รวมทั้งการใช้น้ำตามจารีตประเพณี ซึ่งเป็นการใช้น้ำของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ไม่ต้องขออนุญาตและไม่เสียค่าใช้น้ำ การใช้น้ำประเภทที่ 2 ได้แก่ การใช้น้ำในปริมาณมากเพื่อการอุตสาหกรรมหรือการเกษตรเพื่อการพาณิชย์ การประปาสัมปทานการท่องเที่ยว และ การใช้น้ำประเภทที่ 3 ได้แก่ การใช้น้ำในปริมาณมากที่จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง หรือส่งผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ จึงจำเป็นต้องขออนุญาตใช้น้ำโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการลุ่มน้ำหรือคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ “ทั้งนี้ตามร่างกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดว่า ในการจัดสรรน้ำและการอนุญาตใช้น้ำให้คำนึงถึงการใช้น้ำประเภทที่ 1 และการใช้น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศน์เป็นลำดับแรก ในกรณีที่มีการเก็บค่าใช้น้ำสำหรับการใช้น้ำประเภทที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการลุ่มน้ำในการพิจารณา โดยต้องคำนึงถึงต้นทุนในการผลิตและการจัดหาน้ำ ปริมาณความขาดแคลนหรือค่าเสียโอกาสในการนำน้ำไปใช้ ตลอดจนประโยชน์ต่อสังคม และการเก็บค่าใช้น้ำประเภทที่ 2 และ 3 สามารถยกเว้นการเก็บค่าน้ำกรณีผลผลิตไม่ดีหรือขาดทุน ตามมาตรา 47” นายวรศาสน์ กล่าว อธิบดีกรมฯน้ำ กล่าวอีกว่า กฎหมายดังกล่าวมีไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนเกษตรกรนอกเขตชลประทานให้สามารถเข้าถึงน้ำได้เป็นลำดับแรก และไม่มีการเก็บค่าใช้น้ำแต่อย่างใด ทั้งนี้ภายหลังกฎหมายผ่านสภาแล้ว จำเป็นจะต้องศึกษารายละเอียดให้เหมาะสมและต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เพื่อประกอบการจัดทำร่างกฎกระทรวงตามมาตรา 39 ต่อไป จึงขอให้ทุกภาคส่วนติดตามความก้าวหน้า และร่วมให้ความเห็นในการออกกฎกระทรวงดังกล่าว ทางเว็บไซต์กรมฯน้ำ www.dwr.go.th หรือโทร 02-271-6000 ต่อ 0 ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำยืนยันว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้สร้างภาระแก่ประชาชนแต่อย่างใด แต่จะเป็นการปิดช่องว่างของการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1355 และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 57 มาตรา 72(4) และมาตรา 258 ช(1) เมื่อถามว่ากรณีที่พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … สั่งให้กรมฯน้ำ ทบทวนมาตรา 39 ให้รอบคอบและชัดเจน จะดำเนินการอย่างไร อธิบดีกรมฯน้ำ กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ทรัพยาน้ำแห่งชาติ ถือเป็นกฎหมายแม่ ซึ่งการจะสั่งให้ทบทวนมาตรา 39 นั้น ต้องรอให้กฎหมายแม่ออกมาก่อนเพื่อให้มีขอบเขตของกฎหมายที่ชัดเจน จากนั้นภายใน 180 วันหรือ 6 เดือน จึงจะออกกฎหมายลูกในมาตรา 39 ได้ ซึ่งหลักสำคัญคือต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นหลัก ตนไม่สามารถตอบแทนประชาชนได้ว่าอัตราที่เหมาะสมต้องอยู่ที่ราคาเท่าไร โดยอัตราการเก็บค่าน้ำที่ระบุไปนั้นเป็นเพียงตัวเลขที่ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ทำการศึกษาวิจัยไว้เมื่อปี 2551 ซึ่งขณะนี้ผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว ต้องไปคำนวณอัตราการเก็บค่าน้ำที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อถามต่อว่าประชาชนมีข้อกังวลว่า ถึงแม้จะไม่ได้เก็บค่าน้ำเกษตรกรรายย่อย แต่เก็บค่าน้ำในกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อการพาณิชย์ และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก็อาจส่งผลให้ผลผลิตหรือต้นทุนมีราคาที่สูงขึ้น สุดท้ายก็จะส่งผลกระทบต่อภาคประชาชนอยู่ดี อธิบดีกรมฯน้ำ ตอบว่า การที่ออกกฎหมายลูกจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งกลุ่มผู้ใช้น้ำประเภท 2 และ 3 ที่เข้าข่ายต้องเสียค่าน้ำนั้น ก็ต้องไปสอบถามว่าอัตราเก็บค่าน้ำควรอยู่ที่เท่าไร จึงไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตหรือต้นทุน เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคประชาชนในวงกว้างอย่างที่เป็นกังวลกัน “กระแสต่อต้านของกฎหมายน้ำ คือ ความไม่เข้าใจในเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้อย่างแท้จริง ตั้งแต่คำว่าน้ำสาธารณะแล้ว ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของกฎหมายนี้ที่ออกมาเพื่อคุ้มครองสิทธิการเข้าถึงน้ำของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่นอกชลประทาน ไม่ให้ต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างที่ผ่านมา เป็นการคุ้มครองแหล่งน้ำสาธารณะให้ดีขึ้น ส่วนเรื่องอัตราการเก็บน้ำไม่อยากให้ประชาชนเป็นกังวล เพราะต้องรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนก่อนจะออกเป็นกฎกระทรวงอย่างแน่นอน”อธิบดีกรมฯน้ำ กล่าว

พรุ่งนี้ยังเจอหนักๆ เตือนเกือบทั้งประเทศโดนฝนถล่ม กทม.เฝ้าระวังท่วม-ตกร้อยละ80 วันที่ 3 ตุลาคม 2560 - 20:16 น. 5.4KSHARES Facebook 5.4K Twitter Google+ LINE กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2560) ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 03 ตุลาคม 2560 ระบุว่า ในช่วงวันที่ 3-5 ตุลาคม 2560 บริเวณประเทศไทยจะมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในที่ลุ่มไว้ด้วย ทั้งนี้เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำที่เคลื่อนเข้ามาปกคลุมบริเวณภาคกลาง และภาคตะวันออก ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง สำหรับพื้นที่ที่คาดว่ามีผลกระทบตามภาคต่าง ๆ มีดังนี้ ในช่วงวันที่ 3-4 ตุลาคม 2560 ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดเลย ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้ บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ในช่วงวันที่ 5-6 ตุลาคม 2560 ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก และพิจิตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้ บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

พื้นที่ 3 งาน ก็ปลูกผักไฮโดรฯ ได้ ขายผักสด-แปรรูป ครบวงจร รายรับ 3 หมื่น/เดือน Facebook Twitter Google+ LINE ผู้เขียน วัชรี ภูรักษา เผยแพร่ วันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ.2560 คุณอนุชา งามกิจ หรือพี่ชา วัย 45 ปี เกริ่นเริ่มต้นด้วยตลาดการทำผักไฮโดรโปนิกส์ ของ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านฉางไฮโดรฟาร์ม” ในพื้นที่จังหวัดระยอง เพื่อทำเป็นอาชีพ และธุรกิจว่า “สำหรับผม ผมมองว่าตลาดผักไฮโดรโปนิกส์ยังสามารถไปต่อ และเติบโตได้ เพราะคนให้ความสนใจเรื่องสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเรื่องอาหารที่ดี ปลอดภัย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพก็ยังอยู่ในความสนใจของคน จึงทำให้ผักปลอดภัยยังคงขายได้” เมื่อตลาดผักไฮโดรโปรนิกส์ในพื้นที่บ้านฉาง จ.ระยอง ยังคงขายได้ และเป็นไปในทิศทางที่ดี คุณอนุชา จึงเล่าว่า “ผมเริ่มมาปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์เมื่อประมาณ 3 ปี ก่อน ตอนนั้นยังทำธุรกิจร้านมินิมาร์ทอยู่เลย โดยที่สนใจมาปลูกผักไฮโดรฯ เพราะแฟนชอบกินผักมาก ก็เลยมาทดลองปลูกผัก ตอนเริ่มต้นปลูก ปลูกแค่ 10 ต้นเองในตอนนั้น เพราะคิดว่าเอาไว้กินเองในบ้าน และมันปลูกสำเร็จ พอสำเร็จก็เลยอยากปลูกอีก ก็ขยายหลุมปลูกเพิ่ม ทำสำเร็จ ก็แจกไปให้เพื่อนบ้านบ้าง ทำอยู่หลายเดือนมาก จนเพื่อนบ้านเขาบอกว่า ไม่ต้องทำมาแจกให้ฟรีแล้ว ทำมาเลย เขาอยากซื้อ จึงเริ่มขยายแปลงปลูกเพิ่มเติ่ม บนดาดฟ้าร้านมินิมาร์ท พอขยายแปลงปลูก ผลผลิตที่ได้ก็เอามาขายที่หน้าร้านมินิมาร์ท แต่ในที่สุด ร้านมินิมารท์ที่ทำ ก็ไม่สามารถแข่งขันกับรายใหญ่ๆ ที่เป็นเจ้าตลาดได้ มินิมาร์ทก็เลยต้องปิดตัวไป และจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ได้ทำแปลงผักไฮโดรโปนิกส์” คุณอนุชา ยังบอกอีกว่า ปัจจุบัน ผมขยายหลุมการปลูกผักไฮโดรฯ จาก 10 หลุม มาสู่ 7,500 หลุม ในพื้นที่ 3 งาน กำลังการผลิตต่อวันอยู่ที่ประมาณ 20-30 กิโลกรัม แล้วแต่สภาพอากาศ รายได้ที่ขายได้วันละประมาณ 2,500-3,000 บาท รายได้ต่อเดือนจึงได้ประมาณ 25,000–30,000 บาท สำหรับผักไฮโดรฯ ปลูกที่ฟาร์ม คุณอนุชา บอกว่า ปลูกจำพวกผักสลัดเป็นหลัก เพื่อการแปรรูปด้วย โดยตลาดเป็นกลุ่มคนในพื้นที่ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ตลาดผักสด และ 2. ตลาดแปรรูป โดยตลาดผักสดเป็นลูกค้าที่เข้ามาที่ฟาร์มและมาซื้อ ลูกค้าที่เป็นแม่ค้า และลูกค้าที่เป็นร้านอาหาร พวกร้านสเต๊ก ร้านบาร์บีคิว และตลาดผักแปรรูป คือ 1. ลูกค้าที่มาซื้อที่หน้าแปลง 2.ลูกค้าในโรงงานอุตสาหกรรม 3.การแปรรูป เป็นเมนูสุขภาพต่างๆ เช่น สลัดแร็พ สลัดโรล ยำสลัดไก่พริกไทยดำ ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน แซนด์วิช เป็นต้น เพื่อขายส่งให้กับลูกค้าในโรงงาน ในพื้นที่แถบนั้น จึงเป็นการปลูกผักและแปรรูปอย่างครบวงจร จึงได้ก่อตั้งมาเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้น สำหรับการลงทุน คุณอนุชา บอกว่า มีเท่าไหร่ก็อยู่ลงทุนเท่านั้น ตามกำลังเงินที่มี มีหลักพันก็ลงทุนเริ่มต้นทดลองที่หลักพันก็ได้ ซึ่งสำหรับคำแนะนำของผมคือ 1.คนที่จะเริ่มต้นปลูก ควรเริ่มต้นปลูก 10-20 ต้นก่อน เป็นการทดลอง และปลูกต่อเนื่องอย่างน้อย 4 รอบการปลูกผักแบบนี้ เพื่อเก็บเกี่ยวเป็นประสบการณ์ก่อน จะได้รู้ว่าการปลูกผักเป็นอย่างไร ตัวคนปลูก สามารถดูแลจัดการได้ไหม 2.ควรมีตลาดก่อนด้วย และ 3.มีเงินทุน มีพื้นที่ ที่จะขยายต่อไปได้ แต่มีเงินลงทุนอย่างเดียว ไม่ศึกษาการปลูกผัก ก็ไปไม่ค่อยรอด ดังนั้น คนก็ควรเริ่มต้นที่ศึกษาด้วย

เปิดสูตรตกทอดจากซัวเถา! บ๊ะจ่าง “เจ๊ม้วยนี้” ทำขายมา 30 ปี มีออร์เดอร์แทบทุกวัน 1.5KSHARES Facebook 1.5K Twitter Google+ LINE ผู้เขียน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ.2560 พูดถึงบ๊ะจ่าง คนรุ่นใหม่คงไม่คุ้นเคย แต่สำหรับคนรุ่นเก่า โดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีนแล้ว ต้องถือว่าบ๊ะจ่าง เป็นอาหารครบรสที่อิ่มท้องได้ทั้งคาวและหวานในชิ้นเดียวกัน บ๊ะจ่าง ในเมืองไทยมีหลายเจ้าที่อร่อย ขายทั้งในโรงแรมดัง ร้านตลาด ย่านเยาวราช หรือตลาดน้ำทั่วไป โดยปกติจะสามารถหากินได้เมื่อใกล้เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง ซึ่งเทศกาลบ๊ะจ่างถือเป็น 1 ใน 3 เทศกาลสำคัญของชาวจีน คือ เทศกาลตรุษจีน,เทศกาลไหว้พระจันทร์,เทศกาลบ๊ะจ่าง ซึ่งชาวจีนทั้งแผ่นดินใหญ่ และชาวจีนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเทศกาลสำคัญเหล่านี้เป็นอย่างมาก บ๊ะจ่างหรือขนมจ้าง ภาษาจีน เรียก จ้งจื่อ เป็นข้าวห่อด้วยใบไผ่ เป็นอาหารจีนทำด้วยข้าวเหนียวใส่หมูหรือหมูแดง กับถั่วหรือเม็ดบัวและเครื่องปรุงต่างๆ ผัดแล้วห่อด้วยใบไผ่มัดเป็นทรง ปิรามิดสามเหลี่ยม บางทีก็เป็นรูปสี่เหลี่ยม ใช้เชือกมัดแล้วนึ่งให้สุก ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะทำไส้แตกต่างกันไป ปกติบ๊ะจ่างจะมีการทำกันมากในเทศกาล วันไหว้ขนมจ้าง คือ วันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติ และเรื่องราวนับจากนี้ นับเป็นอีกหนึ่งตำนานบ๊ะจ่างเจ้าดังแห่งเมืองมหาชัย จ.สมุทรสาคร ที่ถือเป็น “เมกกะ”ด้านอาหารแหล่งใหญ่ของประเทศแห่งหนึ่ง ที่ทำกันมานานกว่า 30 ปี รู้จักกันในชื่อ บ๊ะจ่าง เจ๊ม้วยนี้ มหาชัย ตั้งอยู่ตรงข้าม “แลนด์มาร์ค”ห้างดังแห่งใหม่กลางเมืองมหาชัย เจ๊ม้วยนี้ หรือคุณมณี ปราณีธยาศัยอายุ 70 ปี เป็นลูกหลานชาวจีน ที่บรรพบุรุษข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองซัวเถา มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองไทย โดยมาตั้งรกรากที่ ตำบลท่าฉลอม เมืองสาครบุรี ชื่อสมัยก่อน หรือจังหวัดสมุทรสาคร ในปัจจุบัน ในวัยเด็ก เจ๊ม้วยนี้ ต้องทำงานหนักเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว โดยมีแม่เป็นต้นแบบที่ฝึกให้ทุกอย่าง โดยเฉพาะการทำอาหารเลี้ยงคนในบ้านที่มีอยู่หลายคน ซึ่งรวมถึงการทำบ๊ะจ่าง ที่ต้องช่วยกันทำเมื่อใกล้เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง ที่จะไหว้กันในวันที่ 5 เดือน 5 “สมัยก่อนต้องช่วยทำกันทั้งบ้าน ทำเป็นกันหมดล่ะ พี่น้อง 4 คน เป็นผู้หญิงหมด ทำอาหารเก่งหมด ดูแม่ทำแล้วก็ทำได้ทั้งนั้นคาวหวาน แป๊ฉ่าย ขนมเทียน ขนมเข่ง บ๊ะจ่าง” เมื่อแยกครอบครัวออกมา เจ๊ม้วยนี้ ย้ายตามสามี มาอาศัยอยู่ที่ฝั่งมหาชัย โดยร่วมกันตั้งร้านขายของชำบริเวณริมถนนนิคมรถไฟ มหาชัย ขายก๋วยเตี๋ยว และ ขายบ๊ะจ่าง เสริมในช่วงเทศกาล เพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว ที่ต้องเลี้ยงดูลูก ๆ ทั้ง 4 คน เจ๊ม้วยนี้ เล่าให้ฟังว่า สูตรการทำบ๊ะจ่างที่ได้มาจากแม่ของเธอนั้น มีสูตรเฉพาะ ที่ทำให้ข้าวเหนียวนุ่ม หอมหวาน อร่อยกำลังดี โดยใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงู รวมถึงไส้เผือกกวนที่ต้องคัดสรรเผือกหัวกลาง ๆ ที่สดใหม่ นำมาปอกแล้วหั่น ก่อนนึ่งแล้วเอามาบด และ ขั้นตอนสุดท้าย คือ กวนด้วยไฟอ่อน อย่างใจเย็น ค่อย ๆ ใส่น้ำตาลทีละน้อย ให้เนื้อหวานอร่อย “ทำบ๊ะจ่างต้องรู้จักเครื่องปรุง รู้จักไฟ ไฟอ่อนไฟแรงต้องดูให้ดี ตอนผัดเครื่องต้องใช้ไฟแรง ถ้าใช้ไฟเบาแล้วเครื่องจะอมน้ำมัน กินแล้วเลี่ยน ทำให้ข้าวเหนียวแฉะกินไม่อร่อย”เจ๊ม้วยนี้ ว่ามาอย่างนั้น บ๊ะจ่างเจ้ม้วยนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งของขึ้นชื่อของมหาชัย มีสัญลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์คือ ใช้เชือกสีแดงมามัด ซึ่งเมื่อก่อนจะใช้เชือกกล้วย แต่ช่วงหลังเชือกกล้วยหายาก จึงเปลี่ยนมาเป็นเชือกฟางแทน โดยช่วงแรกรับทำเฉพาะช่วงใกล้เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีลูกค้าประจำติดใจในรสชาติ อยากกินบ๊ะจ่างนอกเทศกาล รวมถึงสั่งไปเป็นอาหารในงานบุญต่าง ๆ หลายครั้ง และคะยั้นคะยอให้ทำอยู่บ่อยครั้ง จึงทำด้วยความเกรงใจ แต่เมื่อมีคนรู้ ก็ขอสั่งด้วย ทำไป ทำมา มีออร์เดอร์แต่ละครั้งนับร้อยลูก ยิ่งหน้าเทศกาลเข้าหลักเกือบพันลูกกันเลยทีเดียว เปิดสูตรซัวเถา บ๊ะจ่าง “เจ๊ม้วยนี้” ส่วนผสมมีดังนี้ ข้าวเหนียวเขี้ยวงูอย่างดี กะทิสดคั้นหัวกะทิล้วนๆ น้ำตาลทราย เกลือป่น ไชโป้วหวานสับละเอียด กระเทียมสดสับละเอียด หมูสันในหั่นเป็นชิ้น หมักพริกไทยกระเทียม .เห็ดหอม กุ้งแห้ง แปะก๊วย ลูกบัว เผือกกวน ถัวลิสง กุนเชียง ไข่เค็มเอาแต่ไข่แดง ซีอิ้วขาว ซีอิ้วเค็ม พริกไทยป่น และ ใบไผ่สำหรับห่อ วิธีทำ เริ่มจากการกวนเผือกนำเผือกปอกเปือกแล้วนำไปนึ่งจนสุกนำมาบดให้ละเอียดนำไปกวนใส่น้ำตาลทรายหัวกะทิ ใช้เวลากวนประมาณ 1 ชั่วโมงดูว่าเผือกขึ้นเงาไม่ติดกะทะเป็นอันใช้ได้ ขั้นตอนต่อมา เป็นการผัดไส้ ให้นำถัวลิสงไปต้มจนสุกใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เมื่อสุกแล้วมาเทน้ำทิ้งและผึ่งไว้ให้แห้ง กุ้งแห้งอย่างดีใช้อย่างตัวใหญ่ราคาประมาณกิโลละ 700-800 นำมาล้างน้ำทำความสะอาดและผึ่งให้แห้ง เทน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมู (ถ้าใช้น้ำมันหมูจะหอมกว่าน้ำมันพืช) นำกุ้งแห้งและถั่วลิสงผัดรวมกันปรุงรสด้วยพริกไทยซีอิ้วขาวและซีอิ้วเค็ม ผัดจนเข้ากันแล้วนำขึ้นพักไว้ เห็ดหอม เลือกดอกที่สมบูรณ์หนาและดอกเท่าๆกันนำมาแช่น้ำจนพองนิ่ม หั้นพอคำ ควรตัดส่วนที่เป็นก้านดอกเห็ดทิ้งเพราะมันจะแข็งทำให้เคี้ยวยาก จากนั้นจึงเทน้ำมันลงในกระทะนำเห็ดหอมที่หันไว้แล้วใส่ลงกระทะผัดให้เห็ดสุกและใส่น้ำตาลทรายซีอิ้วขาวผัดจนน้ำตาลละลายไม่จับเป็นก้อนเมื่อสุกแล้วนำขึ้นพักไว้ นำหมูสันในนำมาหั่นชิ้นพอคำ ตำกระเทียมพริกไทยลากผักชีให้ละเอียดนำมาหมักด้วยซีอิ้วขาวและซีอิ้วเค็มน้ำตาลทรายผงปรุงรสหมักไว้ค้างคืน เพื่อให้หมูนิ่มนวลและเครื่องปรุงเข้าถึงเนื้อหมูใส่กุนเชียงทอดพอสุกอย่าให้ไหม้เพราะจะทำให้รสชาติขมติดปาก และออกมาไม่สวยงาม ใส่แป๊ะก๊วย ลูกบัว ที่นำมาลวกน้ำทิ้งและพักไว้แยกกันคนละชาม ส่วนวิธีนึ่งข้าวเหนียวนำมาล้างให้สะอาดและแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ1คืนแล้วจึงนำมานึ่งด้วยหวดหรือซึ้งประมาณ 1 ชั่วโมง นำหัวกะทิคั้นสด ใส่น้ำตาลทรายและเกลือ คนให้เข้ากันเมื่อนึ่งข้าวเหนียวเสร็จนำกะทิที่ทำเตรียมไว้แล้วนำมาเทลงในข้าวเหนียวและคนให้เข้ากันพักไว้สักครู่ หลังนั้นก็นำกระเทียมสับที่เจียวจนหอมดีแล้วนำไชโป้วสับมาผัดจนหอมแล้วนำไปโรยในข้าวเหนียวที่พักไว้ คนให้เข้ากันทั้งหมด ส่วนใบไผ่หรือใบจ้าง ให้นำไปล้างที่ละใบอย่างสะอาดและผึ่งไว้ในที่ร่มเพื่อให้ใบอ่อนตัวก่อนนำมาห่อ วิธีการห่อบ๊ะจ่าง นำใบไผ่มาทำเป็นกรวย นำข้าวเหนียวใส่ก่อนและนำเผือกที่กวนไว้ใส่ลงตาม และนำข้าวเหนียวใสบนเผือกอีกทีและตามด้วยกุนเชียง แป๊ะก๊วย ลูกหัว ไข่แดงเค็ม เห็ดหอม ถั่วและกุงแห้ง หมูกระเทียม นำทั้งหมดนี้ใส่ลงบนข้าวเหนียวในกรวย เมื่อใส่ครบแล้วนำปลายใบไผ่ปิดประกบลงมาและเก็บให้เรียบร้อยไม่ให้ใบไผ่ยืดยาวออกมา และนำเชื่อมามัดให้เป็นสามเหลี่ยมคางหมู ห้อยเป็นพวงๆ ตามแต่จะพวงละ8-10 ลูก การนึ่งบ๊ะจ่าง นำบ๊ะจ่างที่ห่อเสร็จเรียบร้อยแล้วใส่ลงในซึ้งที่เตรียมไว้ ใช้ไฟแรงพอประมาณ ใช้เวลาในการนึ่งประมาณ 40-45 นาที จะได้กลิ่นของใบไผ่ที่นึ่งอยู่เป็นใช้ได้ บ๊ะจ่างเจ๊ม้วยนี้ ราคาขายลูกละ 35 บาท อร่อยได้ทั้งคาวหวาน อีกหนึ่งตำนานความอร่อยที่อยู่คู่เมืองมหาชัยมาหลายสิบปี กำลังจะผ่อนถ่ายสู่ลูกสาวคนโต ที่รับหน้าที่สืบสานความอร่อยต่อ ซึ่งนอกเหนือจากรับออร์เดอร์แล้ว ยังตั้งเพจบนเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อว่า “บ๊ะจ่างเจ๊ม้วยนี้มหาชัย” โดยจะมีรูปแบบการขายแบบ ดิลิเวอรี่พร้อมส่งทั่วประเทศกันเลยทีเดียว สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 034 – 411-174 และ 086 – 056-1978

สานต่อพระราชปณิธานรัชกาลที่ 9 ยกระดับอาชีพ “เกษตรกรเลี้ยงโคนม” ให้อยู่ดี มั่นคง ยั่งยืน 12SHARES Facebook 12 Twitter Google+ LINE ผู้เขียน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ เผยแพร่ วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ.2560 “…การเลี้ยงโคนม ก็เป็นอาชีพที่ดีสำหรับคนไทย เหมาะกับประเทศ และถ้าใช้หลักวิชาที่เหมาะสม ก็จะทำให้มีความเจริญและมีรายได้ดี…” พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ………….. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวถึงเป้าหมายในการสานต่อโครงการตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า อาชีพเกษตรกรเลี้ยงโคนม ถือเป็นอาชีพพระราชทาน จากพระองค์ท่าน อ.ส.ค. จึงต้องพัฒนาองค์ความรู้อย่างไม่หยุดนิ่ง ส่งเสริมและสนับสนุนทุกวิถีทาง ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและยั่งยืน ที่ผ่านมา อ.ส.ค. จึงมีแผนยุทธศาสตร์หลายรูปแบบ นับตั้งแต่ โครงการสร้าง “นักส่งเสริม” รุ่นใหม่ เพื่อออกไปทำหน้าที่ให้ความรู้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงในเรื่องของการบริหารจัดการ โครงการให้บริการด้านวิชาการ เพื่อฝึกอบรม ให้ความรู้เกษตรกรรุ่นใหม่ และเกษตรกรรายเดิม ให้มีความรู้อย่างต่อเนื่อง ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. และเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการตลาด ล่าสุดจึงร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมยูเอชที ตราไทย-เดนมาร์ค “คิดดี” (Kid-D) ขึ้น โดยเป็นนวัตกรรมล่าสุดระดับพรีเมี่ยม เป็นนมโคแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ผสมนมผง ไม่มีน้ำมันพืชผสม และเติมสารอาหารที่จำเป็นต่อพัฒนาการด้านสมองและสายตาของวัยเด็ก ทั้งดีเอชเอ ลูทีน โคลีน และ วิตามินรวม เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3-8 ขวบ โดยเฉพาะ ดร.ณรงค์ฤทธิ์ เผยต่อว่า ช่องทางกระจายสินค้า ถือว่าเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญมากของแผนยุทธศาสตร์ของ อ.ส.ค. ในการวางแผนกระจายสินค้าให้หลากหลาย เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถถึงมือลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง ณ วันนี้ ทาง อ.ส.ค. ได้รับการสนับสนุนและร่วมมือเป็นอย่างดีจากแม็คโคร ในการวางแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์ “นมคิดดี” รวมถึง ยังเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายไปยังผู้ประกอบการร้านโชห่วยทั่วประเทศด้วยมีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรโคนมมีรายได้ที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นการสานต่อโครงการตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมกับส่งเสริมให้เด็กไทยได้ดื่มนมที่มีประโยชน์ และมีพัฒนาการที่ดีต่อไป ด้านคุณวิชัย เฉิดจะโปะ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม อายุ 74 ปี ปัจจุบันมีฟาร์มขนาด 25 ไร่ อยู่ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และมีโคนมอยู่ในความดูแลจำนวน 50 ตัว กล่าวว่า หลังจากเรียนจบระดับ ปวช. สาขาเกษตร แล้ว ก็ตัดสินใจสมัครเข้าเป็น “นักเรียนฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค” ใช้เวลาในการอบรมเกือบ 1 ปี จึงได้รับการจัดสรรที่ดินในนิคมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมวกเหล็ก และเริ่มต้นอาชีพนี้มาตั้งแต่นั้น รวมเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว “ภูมิใจที่ได้ทำอาชีพพระราชทาน แต่อาชีพนี้จะประสบความสำเร็จได้ต้องทำอย่างเสมอต้นเสมอปลายจริงจัง และในฐานะพสกนิกรในพระองค์ คิดจะทดแทนบุญคุณของพระองค์ท่าน ด้วยการทำอาชีพของตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้…ต่อไป” เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม วัย 74 ปี กล่าว